Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
Articles 541 - 570 of 670
Full-Text Articles in Chemistry
Preparation Of Alginate Capsule Using Two Coaxial Glass-Tube, Panida Watchanung
Preparation Of Alginate Capsule Using Two Coaxial Glass-Tube, Panida Watchanung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
TEMPO-Oxidized bacterial cellulose (TOBC) were obtained using TEMPO-mediated oxidation (TOBC) to produce carboxylate groups on bacterial cellulose surfaces. TOBC had lower crystallinity but better aqueous dispersion than bacterial cellulose. TOBC was used as a reinforcement agent for production alginate capsules. The alginate capsules for entrapping rice bran oil were made via a coaxial-glass tube. The factors that influenced on the shape and production efficiency of capsules were the gap between tube tip and the Ca2+ ions bath and the viscosity of shell solution. However, these factors had no effect on the size and shell thickness of capsules. Increasing of TOBC …
Sustained Release Of Antibiotics From Bone Spacer, Miranda Oungeun
Sustained Release Of Antibiotics From Bone Spacer, Miranda Oungeun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bone spacer is a device developed to temporarily insert into the body to treat infected tissue caused by bone replacement. Burst release and short-time release of antibiotics from bone spacer not only limits their ability to clear infection but also causes tissue inflammation. Therefore, here we have fabricated bone spacers containing antibiotic-loaded particles, studied their antibiotic release character, and measured the compressive strength of PMMA cements. Four biocompatible particles were investigated. Vancomycin and erythromycin were used as hydrophilic and hydrophobic model drugs, respectively. Rice granules and calcium citrate particles were loaded with vancomycin and gave the percent loading of 84.9 …
การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์บนตัวดูดซับ K2co3 /Al2o3 เตรียมในภาวะเบส, จารุวรรณ เจริญชัยเพชร
การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์บนตัวดูดซับ K2co3 /Al2o3 เตรียมในภาวะเบส, จารุวรรณ เจริญชัยเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ในปัจจุบันกระบวนการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยตัวดูดซับของแข็งได้รับความสนใจจากนักวิจัย หนึ่งในวิธีการพัฒนากระบวนการดังกล่าว คือ การปรับปรุงตัวดูดซับของแข็งให้มีความสามารถในการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูง งานวิจัยนี้ ได้ทำการปรับปรุงความสามารถในการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากแก๊สเสียด้วยตัวดูดซับโพแทสเซียมคาร์บอเนตบนแกมม่า-อลูมินา มีตัวแปรในการปรับปรุงการเตรียมตัวดูดซับด้วยวิธีอิมเพรกเนชัน ได้แก่ ชนิดเบสที่แตกต่างกัน 4 ชนิด ค่าความเป็นเบสของสารละลายที่ใช้ในการเตรียมตัวดูดซับในช่วง 8 ถึง 12 และ ระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมตัวดูดซับในช่วง 12 ถึง 24 ชั่วโมง ผลที่ได้ พบว่า การเตรียมตัวดูดซับในภาวะเบสทำให้พื้นที่ผิว ปริมาณโลหะกัมมันต์ การกระจายตัวของโพแทสเซียมคาร์บอเนต และ ค่าความเป็นเบสบนผิวของตัวดูดซับมีค่าสูงขึ้น ดังนั้น การเตรียมตัวดูดซับด้วยวิธีอิมเพรกเนชันในภาวะเบสจะให้ตัวดูดซับที่มีความสามารถในการดูดซับได้ดีกว่าการเตรียมตัวดูดซับแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ได้ศึกษาแบบจำลองการดูดซับทั้ง 3 แบบ คือ แบบจำลองปฏิกิริยาอันดับหนึ่งเทียม แบบจำลองปฏิกิริยาอันดับสองเทียม และ แบบจำลองการเสื่อมสภาพ พบว่า แบบจำลองการเสื่อมสภาพเป็นแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุดในการอธิบายจลนศาสตร์ของตัวดูดซับ
การผลิตเชื้อเพลิงเหลวจากไพโรไลซิสของ Ceratophyllum Demersum L. โดยใช้โดโลไมต์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบต่อเนื่อง, ฐานันดร ประกอบ
การผลิตเชื้อเพลิงเหลวจากไพโรไลซิสของ Ceratophyllum Demersum L. โดยใช้โดโลไมต์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบต่อเนื่อง, ฐานันดร ประกอบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษากระบวนการไพโรไลซิสของมหสาหร่ายพุงชะโด (Ceratophyllum demersum L.) โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์บนเครื่องปฏิกรณ์แบบต่อเนื่องเพื่อศึกษาภาวะดำเนินการที่เหมาะสมที่ให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันชีวภาพที่สูงสุดและมีสมบัติความเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้ โดยปัจจัยที่สนใจในการศึกษานี้ประกอบด้วย อุณหภูมิ ขนาดอนุภาคเฉลี่ย อัตราการป้อนของสารชีวมวล อัตราการไหลของแก๊สไนโตรเจนตัวพา ซึ่งผลการวิจัยพบว่าภาวะดำเนินการที่ให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันชีวภาพสูงสุด 41.87% ได้แก่ อุณหภูมิ 550 องศาเซลเซียส ขนาดอนุภาคมหสาหร่าย 250-500 ไมครอน อัตราการป้อนสารตั้งต้น 1.13 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และอัตราการไหลแก๊สไนโตรเจน 160 มิลลิลิตรต่อนาที เมื่อศึกษาอิทธิพลของการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ร่วมในปฏิกิริยาไพโรไลซิสในปริมาณร้อยละ 5 10 และ 20 โดยน้ำหนัก พบว่าการใช้โดโลไมต์ร่วมในปฏิกิริยาทำให้มีแก๊สที่ไม่ควบแน่นเกิดมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละผลได้ของผลิตภัณฑ์น้ำมันชีวภาพมีปริมาณลดลง เมื่อวิเคราะห์น้ำมันชีวภาพด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโทกราฟีร่วมกับแมสสเปกโทรเมตรี พบว่าน้ำมันชีวภาพมีองค์ประกอบเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจำพวก อะโรมาติกและสารประกอบออกซิเจเนต โดยมีค่าความร้อนสูง 19.26 เมกะจูลต่อกิโลกรัม
การผลิตไฮโดรเจนจากแกซิฟิเคชันของใบอ้อยด้วยไอน้ำที่เพิ่มการดูดซับโดยใช้ Li4sio4/Mgo เเละ Li4sio4/Cao, ต่อพงษ์ ศงสนันทน์
การผลิตไฮโดรเจนจากแกซิฟิเคชันของใบอ้อยด้วยไอน้ำที่เพิ่มการดูดซับโดยใช้ Li4sio4/Mgo เเละ Li4sio4/Cao, ต่อพงษ์ ศงสนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลของอุณหภูมิที่ใช้ในการเตรียมตัวดูดซับลิเทียมออโทซิลิเกต (Li4SiO4) ต่อความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่ง และศึกษาผลของอัตราส่วนผสมโดยมวลของ Li4SiO4 ต่อแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) และ Li4SiO4 ต่อแคลเซียมออกไซด์ (CaO) รวมถึงผลของอุณหภูมิแกซิฟิเคชันต่อผลได้ผลิตภัณฑ์แก๊สจากแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อยในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งชนิดสองขั้น จากผลการทดลองจะพบว่า Li4SiO4 ที่สังเคราะห์ด้วยอุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียสจะมีความสามารถในการดูดซับ CO2 สูงสุดเท่ากับ 509.45 มิลลิโมลต่อกรัมตัวดูดซับ และจากผลของตัวเร่งปฏิกิริยา Li4SiO4/MgO ต่อแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อย พบว่าทุกอัตราส่วนผสมแสดงให้เห็นถึงผลเสริมกันในการสังเคราะห์ไฮโดรเจน (H2) อัตราส่วนผสมโดยมวลเท่ากับร้อยละ 50 มีผลได้ของ H2 สูงที่สุดเท่ากับ 12.47 มิลลิโมลต่อกรัมใบอ้อย จากผลของตัวเร่งปฏิกิริยา Li4SiO4/CaO ต่อแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อย พบว่าทุกอัตราส่วนผสมแสดงให้เห็นถึงผลเสริมกันในการสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์แก๊สและผลได้ H2 พบว่าอัตราส่วนผสมโดยมวลเท่ากับร้อยละ 25 มีผลได้ของ H2 สูงสุดเท่ากับ 12.18 มิลลิโมลต่อกรัมใบอ้อย อุณหภูมิแกซิฟิเคชันมีอิทธิพลอย่างมากต่อผลได้และองค์ประกอบภายในผลิตภัณฑ์แก๊ส อุณหภูมิแกซิฟิเคชันที่เหมาะสมต่อการแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อยด้วยตัวเร่งปฏิกิริยา Li4SiO4/MgO และ Li4SiO4/CaO คือ 700 องศาเซลเซียส และจากการทดลองประสิทธิภาพการใช้งานซ้ำของตัวเร่งปฏิกิริยา LHCAO25 พบว่าในระหว่างการทดลองการดูดซับและคายซับ CO2 เป็นจำนวน 7 รอบการทดลอง ความสามารถในการดูดซับ CO2 ของ LHCAO25 ลดลงร้อยละ 11.44 โดยมวลต่อรอบการทดลอง
แบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของเครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากต่างแหล่งกำเนิด, ธนพร เบญจประกายรัตน์
แบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของเครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากต่างแหล่งกำเนิด, ธนพร เบญจประกายรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญจากปริมาณแก๊สเรือนกระจกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม จึงต้องมีการควบคุมปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ สำหรับงานวิจัยนี้ เป็นการจำลองกระบวนการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อศึกษาการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากแก๊สที่มาจากต่างแหล่งกำเนิด ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่างกัน ได้แก่ แก๊สที่มาจากกระบวนการหลังการเผาไหม้ด้วยถ่านหิน แก๊สที่มาจากกระบวนการหลังการเผาไหม้ด้วยแก๊สธรรมชาติ และแก๊สจากกระบวนการผลิตซีเมนต์ ผลจากการศึกษาพบว่า ขนาดเซลล์การคำนวณที่เหมาะสมสำหรับแบบจำลอง คือ 20,000 เซลล์ และใช้เวลาจำลอง 300 วินาที โดยการคูณสัมประสิทธิ์ที่อัตราการเกิดเท่ากับ 1.4 จะให้ประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ใกล้เคียงกับผลการทดลองจริงมากที่สุด ตัวแปรดำเนินการที่ศึกษาโดยการออกแบบเชิงแฟกทอเรียล 2 ระดับ ได้แก่ สัดส่วนโดยมวลของโพแทสเซียมคาร์บอเนตในตัวดูดซับของแข็ง ความเร็วของแก๊สที่ป้อนเข้า อุณหภูมิของผนังดาวเนอร์ และความดันที่ทางออกของดาวเนอร์ พบว่า สัดส่วนโดยมวลของโพแทสเซียมคาร์บอเนตส่งผลเชิงบวกและความเร็วของแก๊สเสียที่ป้อนเข้าไรเซอร์จะส่งผลเชิงลบต่อประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับแก๊สจากทุกแหล่งกำเนิด สัดส่วนโดยมวลของโพแทสเซียมคาร์บอเนตจะส่งผลเชิงบวกต่ออัตราการไหลของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทางออกของดาวเนอร์สำหรับแก๊สทุกแหล่งกำเนิด ในขณะที่ความดันที่ทางออกของดาวเนอร์จะส่งผลเชิงลบสำหรับแก๊สที่มาจากกระบวนการหลังการเผาไหม้ด้วยแก๊สธรรมชาติและถ่านหินเท่านั้น นอกจากนี้ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในแก๊สที่ป้อนเข้าไรเซอร์สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงกับความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของตัวดูดซับของแข็งโดยทำให้มีค่าสูงขึ้น ประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากภาวะดำเนินการที่เหมาะสมสำหรับแก๊สที่มาจากกระบวนการหลังการเผาไหม้ด้วยถ่านหิน แก๊สที่มาจากกระบวนการหลังการเผาไหม้ด้วยแก๊สธรรมชาติ และแก๊สจากกระบวนการผลิตซีเมนต์ เท่ากับร้อยละ 96.79 67.69 และ 42.39 ตามลำดับ
การจำลองเชิงพลวัตและระบบควบคุมสำหรับการเผาไหม้แบบเคมิคอลลูปปิง, ธนภัทร วโนทยาโรจน์
การจำลองเชิงพลวัตและระบบควบคุมสำหรับการเผาไหม้แบบเคมิคอลลูปปิง, ธนภัทร วโนทยาโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเผาไหม้แบบเคมิคอลลูปปิงเป็นวิธีการแยกแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากแก๊สหลังการเผาไหม้ ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ประกอบด้วยสองส่วนคือเครื่องปฏิกรณ์เชื้อเพลิงและเครื่องปฏิกรณ์อากาศ ภายในเครื่องปฏิกรณ์เชื้อเพลิงจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างเชื้อเพลิงและโลหะออกไซด์ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นความร้อนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้อย่างง่ายด้วยวิธีการควบแน่น โลหะออกไซด์ที่ถูกทำปฏิกิริยาแล้วจะถูกหมุนเวียนไปยังเครื่องปฏิกรณ์อากาศเพื่อทำการฟื้นฟูสภาพโดยปฏิกิริยาออกซิเดชันด้วยอากาศก่อนจะหมุนเวียนกลับเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์เชื้อเพลิง ในงานวิจัยนี้เป็นการศึกษากระบวนการเผาไหม้แบบเคมิคอลลูปปิงในระบบฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนและการพัฒนาแบบจำลองเชิงพลวัตสำหรับกระบวนการเครื่องปฏิกรณ์เชื้อเพลิง (ดาวน์เนอร์) ดำเนินการในช่วงการไหลฟลูอิไดเซชันแบบฟองแก๊ส ในขณะที่เครื่องปฏิกรณ์อากาศ (ไรเซอร์) ดำเนินการในช่วงการไหลแบบฟลูอิไดเซชันความเร็วสูง โดยมีตัวแปรควบคุมภายในกระบวนการได้แก่ อุณหภูมิของเครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบดทั้งสองเครื่อง ความดันและระดับของเหลวของเครื่องควบแน่นไอน้ำ ทำงานร่วมกับตัวแปรปรับ ได้แก่ อัตราการถ่ายโอนความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์ อัตราการป้อนไหลของแก๊สและของเหลวจากเครื่องควบแน่นไอน้ำ เพื่อการควบคุมกระบวนการโดยใช้เครื่องควบคุมชนิดพีไอดี พารามิเตอร์เครื่องควบคุมจะถูกปรับแต่งและทดสอบสมรรถนะ ความทนทานต่อตัวแปรรบกวน ผลรวมของค่าสัมบูรณ์ของค่าความคลาดเคลื่อนถูกใช้ในการตรวจสอบความสามารถของระบบควบคุม
ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์บนตัวเร่งปฏิกิริยา Fe-Co แบบโครงสร้างแกน-เปลือก, ปราณปริยา ไตรโชค
ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์บนตัวเร่งปฏิกิริยา Fe-Co แบบโครงสร้างแกน-เปลือก, ปราณปริยา ไตรโชค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อการผลิตสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยคาร์บอนไดออกไซด์สามารถถูกเติมไฮโดรเจนให้เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนผ่านปฏิกิริยารีเวอร์สวอเตอร์-แก๊สชิพต์ตามด้วยปฏิกิริยาฟิชเชอร์-ทรอปช์ งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเหล็ก-โคบอลต์แบบโครงสร้างแกน-เปลือกซึ่งมีสองพื้นผิวหน้า ได้แก่ เหล็กบนตัวรองรับคาร์บอนทรงกลมเป็นชั้นแกน และโคบอลต์บนตัวรองรับซิลิกาเป็นชั้นเปลือก โดยกระบวนการสี่ขั้นตอนได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาเหล็ก-โคบอลต์แบบโครงสร้างแกน-เปลือก เริ่มต้นจากการสังเคราะห์คาร์บอนทรงกลมด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล คาร์บอไนเซชันตามด้วยการเคลือบฝังเหล็กลงบนตัวรองรับคาร์บอนทรงกลมที่เตรียมได้ จากนั้นวิธีโซล-เจลถูกนำมาใช้สำหรับการเคลือบซิลิกาลงบนแกนกลางเหล็กบนตัวรองรับคาร์บอนทรงกลมเพื่อสร้างชั้นเปลือก สุดท้ายจึงทำการเคลือบฝังโคบอลต์ลงบนชั้นเปลือกซิลิกา ซึ่งจากการศึกษาด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและแบบส่องผ่านพร้อมด้วยการวัดการกระจายพลังงานของรังสีเอกซ์ เทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์และเทคนิคการดูดซับทางกายภาพด้วยไนโตรเจนสามารถยืนยันการเกิดขึ้นของชั้นเปลือกซิลิกาจากการเตรียมด้วยวิธีดังกล่าว สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาในปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์สามารถทำได้โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งภายใต้อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส ที่ความดัน 25 บาร์ พร้อมด้วยสัดส่วนไฮโดรเจนต่อคาร์บอนไดออกไซด์ของสารป้อนเท่ากับ 3 พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมได้ให้ค่าการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 47.02 และให้ค่าการเลือกเกิดเป็นมีเทนร้อยละ 87.38
การผลิตน้ำมันเมล็ดมะรุม Moringa Oleifera โดยการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤตร่วมกับการสกัดด้วยแรงกล, พิชญา มั่นคง
การผลิตน้ำมันเมล็ดมะรุม Moringa Oleifera โดยการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤตร่วมกับการสกัดด้วยแรงกล, พิชญา มั่นคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
น้ำมันเมล็ดมะรุมเป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดี และมีฤทธิ์ทางชีวภาพสูง งานวิจัยนี้ศึกษาการสกัดน้ำมันจากกากเมล็ดมะรุมหลังการสกัดเชิงกลด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤต โดยทำการทดลองในช่วง 40-70 องศาเซลเซียส และ 150-300 บาร์ที่อัตราการไหลคงที่ 10 กรัมต่อนาที เป็นเวลา 300 นาที ในเครื่องสกัดขนาด 130 มิลลิลิตร ร้อยละผลได้น้ำมันของเมล็ดมะรุมโดยใช้เครื่องอัดสกรูเดี่ยว คือ ร้อยละ 12.50 กากเมล็ดมะรุมมีน้ำมันเหลือ ร้อยละ 12.31 จากการสกัดด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์แบบซอกห์เลต ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของกรดไขมันของน้ำมันจากกากเมล็ดมะรุมที่สกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะต่าง ๆ และการสกัดด้วยตัวทำละลายมีองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกัน โดยมีกรดโอเลอิกปริมาณมากกว่าร้อยละ 80 ภาวะที่เหมาะสมสำหรับการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤต คือ ความดัน 300 บาร์ อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส สามารถสกัดน้ำมันได้ร้อยละผลได้สูงสุด คือ ร้อยละ 10.46 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 84.97 ของปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ในกากเมล็ดมะรุม และมีความสามารถในการละลาย คือ 9.59 กรัมน้ำมันต่อกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านการอักเสบสูงสุด คือ ร้อยละ 91.02±0.62 และ 42.87±2.89 ตามลำดับ และมีปริมาณ แอลฟา-โทโคฟีรอลสูงสุด คือ 246.06 มิลลิกรัม/100 กรัมของน้ำมัน
การผลิตไฮโดรเจนและการขจัดสารมลพิษจากน้ำเสียจากกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยพร้อมกันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง Tio2 ที่เจือด้วยโลหะ, พชรสกล ประยูรพันธุ์รัตน์
การผลิตไฮโดรเจนและการขจัดสารมลพิษจากน้ำเสียจากกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยพร้อมกันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง Tio2 ที่เจือด้วยโลหะ, พชรสกล ประยูรพันธุ์รัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตไฮโดรเจนและการบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยพร้อมกันด้วยกระบวนการออกซิเดชันด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์ที่เจือโลหะ โดยใช้น้ำเสียที่เจือจาง 3.3 เท่า ความเป็นกรด-เบสเริ่มต้นเท่ากับ 3.10 ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยา 4 กรัมต่อลิตร ความเข้มแสง 5.93 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร เป็นเวลา 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง (ประมาณ 30 องศาเซลเซียส) ส่วนแรกเป็นการศึกษาชนิดของโลหะ (Au Pt Pd และ Ni) ที่เจือลงบนไทเทเนียมไดออกไซด์ในปริมาณร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก (M1/T400) พบว่าชนิดของโลหะไม่ส่งผลต่อการลดค่าซีโอดี บีโอดี น้ำมันและไขมันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ส่งผลต่อการผลิตไฮโดรเจน โดยกัมมันตภาพในการผลิตไฮโดรเจนของตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถเรียงได้ดังนี้ Pt1/T400 > Pd1/T400 > Au1/T400 > Ni1/T400 เนื่องจากผลของความต่างของ Work function ระหว่างโลหะเจือและตัวเร่งปฏิกิริยา T400 ในส่วนที่สองเป็นการศึกษาปริมาณโลหะเจือแพลเลเดียม (ร้อยละ 1 – 4 โดยน้ำหนัก) บนไทเทเนียมไดออกไซด์ (Pdx/T400) พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา Pd3/T400 มีกัมมันตภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงที่สุด โดยสามารถผลิตไฮโดรเจนได้สูงถึง 135 มิลลิโมลต่อชั่วโมง และลดค่าซีโอดี บีโอดี น้ำมันและไขมันเท่ากับร้อยละ 31.9 81.5 และ 58.2 ตามลำดับ
การจับยึดคาร์บอนไดออกไซด์บนถ่านกัมมันต์ดัดแปรด้วยเอมีนจากไม้ไผ่, ภานุพงศ์ ประเสริฐสุข
การจับยึดคาร์บอนไดออกไซด์บนถ่านกัมมันต์ดัดแปรด้วยเอมีนจากไม้ไผ่, ภานุพงศ์ ประเสริฐสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์บนตัวดูดซับถ่านกัมมันต์ที่ได้จากไม้ไผ่ และตัวดูดซับถ่านกัมมันต์ที่ถูกกระตุ้นและดัดแปรด้วยเตตระเอทิลีนเพนทามีนหรือพอลิเอทิลีนอิมไมด์ ตัวแปรที่ศึกษามีดังนี้ อุณหภูมิที่ใช้ในการกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ อัตราส่วนน้ำหนักตัวดูดซับต่อน้ำหนักกรดฟอสฟอริก ชนิดของเอมีน ปริมาณเอมีนที่ใช้ และความชื้นในก๊าซขาเข้า ช่วงอุณหภูมิในการดูดซับตั้งแต่ 30 ถึง 110 องศาเซสเซียส ตัวดูดซับจะถูกวิเคราะห์ลักษณะพื้นที่ผิวจำเพาะด้วยเทคนิคดูดซับ/คายซับไนโตรเจนพบว่าการกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อุณหภูมิ 600 ถึง 800 องศาเซสเซียสจะทำให้ตัวดูดซับมีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนมีค่าสูงขึ้นโดยจะมีค่าเท่ากับ 432.92 ตารางเมตรต่อกรัม 0.23 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อกรัม ตามลำดับ เมื่อใช้อัตราส่วนน้ำหนักตัวดูดซับต่อน้ำหนักกรดฟอสฟอริกสูงขึ้นจะทำให้มีปริมาตรูพรุนขนาดเมโสและมาโครมากขึ้น จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิควิเคราะห์องค์ประกอบขั้นสูงพบว่าเมื่อเพิ่มน้ำหนักกรดฟอสฟอริก ทำให้มีปริมาณธาตุออกซิเจนสูง เมื่อวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโคปี พบว่าเมื่อกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อุณหภูมิสูงทำให้ตัวดูดซับเกิดการสลายตัว ส่วนการกระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกจะพบหมู่ฟอสเฟสหลงเหลือที่พื้นผิวตัวดูดซับ จากการวิเคราะห์ความเป็นผลึกด้วยการเลี้ยวเบนของรังสีเอ๊กซ์ การกระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกที่สัดส่วนสูงทำให้ระนาบ (001) (110) และ (002) เกิดจุดบกพร่อง จากผลการทดลอง พบว่าตัวดูดซับที่ถูกกระตุ้นด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ที่อุณหภูมิ 700 องศาเซสเซียสจะให้ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับ 0.97 มิลลิโมลต่อกรัม เมื่อนำมากระตุ้นด้วยกรดฟอสฟอริกแล้วดัดแปรด้วยเตตระเอทิลีนเพนทามีนพบว่า ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นเป็น 1.14 มิลลิโมลต่อกรัม เมื่อไม่มีความชื้นในกระแสก๊าซขาเข้าและมีค่าเป็น 1.31 มิลลิโมลต่อกรัม เมื่อมีความชื้นในกระแสก๊าซขาเข้า ในส่วนของการศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับพบว่า ความสามารถในการดูดซับลดลงประมาณร้อยละ 1.82 ในรอบที่ 10 ของวัฏจักรการดูดซับ ในส่วนของการศึกษาจลหพลศาสตร์พบว่าแบบจำลองปฏิกิริยาอันดับหนึ่งเทียมสามารถอธิบายกลไลการเกิดการดูดซับได้เหมาะสมที่สุด จากสมการของอาร์เรเนียสพบว่าเมื่อดัดแปรด้วยเอมีนทำให้มีค่าพลังงานกระตุ้นลดลงเนื่องจากหมู่เอมีนมีความว่องไวต่อคาร์บอนไดออกไซด์
การผลิตไฮโดรจิเนเตดไบโอดีเซลด้วยปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันบางส่วนแบบต่อเนื่องโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิล, ศุภณัฐ พุ่มประดิษฐ์
การผลิตไฮโดรจิเนเตดไบโอดีเซลด้วยปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันบางส่วนแบบต่อเนื่องโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิล, ศุภณัฐ พุ่มประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันบางส่วนของเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (fatty acid methyl ester, FAME) ที่ได้จากน้ำมันปาล์ม ถูกศึกษาโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิล (Ni) บนตัวรองรับซิลิกาสองชนิด คือ ซิลิกาแบบเม็ด (silica commercial ball, SB) และซิลิกาแบบเส้นใย (silica fiber, SF) ในเครื่องปฏิกรณ์เบดนิ่งแบบต่อเนื่องที่อุณหภูมิ 100-250 °ซ ภายใต้บรรยากาศไฮโดรเจนที่ความดัน 1-4 บาร์ และอัตราการป้อน FAME ที่ 0.3-0.7 มล./นาที เนื่องจากองค์ประกอบของ FAME ได้แก่ เมทิลลิโนลิเนต (methyl linolenate, C18:3) และเมทิลลิโนลิเอต (methyl linoleate, C18:2) มีเสถียรภาพต่อปฏิกิริยาออกซิเดชันต่ำ ดังนั้นโครงสร้างแบบเมทิลโอลิเอต (methyl oleate, cis-C18:1) จึงเป็นองค์ประกอบเป้าหมายเพราะมีเสถียรภาพต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน และสมบัติการไหลที่อุณหภูมิต่ำที่ดี จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลบนตัวรองรับ SB (Ni/SB) และนิกเกิลบนตัวรองรับ SF (Ni/SF) มีช่วงอุณภูมิรีดักชันของนิกเกิลออกไซด์ (NiO) ที่ 350–450 °ซ โดยปริมาณการดูดซับแก๊สไฮโดรเจน และความสามารถในการรีดักชัน (reducibility) ของตัวเร่งปฏิกิริยา Ni/SF สูงกว่าตัวเร่งปฏิกิริยา Ni/SB แสดงให้เห็นว่าตัวเร่งปฏิกิริยา Ni/SF มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันบางส่วนมากกว่า ซึ่งเป็นผลมา จากมีการถ่ายโอนมวลสารที่ดีกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาแบบรูพรุน และพบว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา 30%Ni/SF ที่ 200 °ซ ภายใต้บรรยากาศไฮโดรเจนที่ความดัน 1 บาร์ และอัตราการป้อน FAME ที่ 0.5 มล./นาที ให้ค่าการเปลี่ยนแปลง C18:2 และองค์ประกอบโครงสร้างแบบ cis-C18:1 ที่ 71% และ 41% ตามล้าดับ อย่างไรก็ตามพบโครงสร้างเมททิลอิไลเดต (methy elaidate, trans-C8:1) ที่ 3% …
ผลของเซลลูโลสและลิกนินต่อการผลิตน้ำมันดิบชีวภาพโดยไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล, อุษณิษา จันทรวงศ์ไพศาล
ผลของเซลลูโลสและลิกนินต่อการผลิตน้ำมันดิบชีวภาพโดยไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล, อุษณิษา จันทรวงศ์ไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พลังงานจากชีวมวลเป็นพลังงานทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจเพื่อแก้ปัญหาและข้อจำกัดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันเป็นกระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงเหลว วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ การศึกษาผลของเซลลูโลส และลิกนินต่อร้อยละผลได้ และคุณภาพของน้ำมันดิบชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชีวมวล สารตั้งต้นที่ใช้ในการทดลองมีทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ ชานอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง เซลลูโลส และลิกนิน ทำการทดลองในเครื่องปฏิกรณ์แบบแบตช์และเครื่องปฏิกรณ์แบบกึ่งต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 300 และ 350 องศาเซลเซียส เวลาที่ใช้ในการดำเนินปฏิกิริยา 60 นาที ผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ได้นำไปวิเคราะห์แบบแยกธาตุ และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ-แมสสเปกโตรมิเตอร์ จากผลการทดลอง พบว่าเหง้ามันสำปะหลังที่มีองค์ประกอบของลิกนินมากกว่าให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพสูงกว่าชานอ้อย การเพิ่มปริมาณลิกนินลงในชีวมวลทั้ง 2 ชนิดด้วยวิธีการผสมแบบกายภาพ จะให้ค่าร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้จากการทดลองน้อยกว่าค่าที่ได้จากการทำนาย แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มปริมาณลิกนินจากร้อยละ 10 เป็น 20 โดยน้ำหนัก จะให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพเพิ่มขึ้น การเพิ่มปริมาณลิกนินลงในเหง้ามันสำปะหลัง ร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก ทำการทดลองที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส จะให้ร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพ คือ ร้อยละ 60.26 โดยน้ำหนัก และให้ค่าความร้อนมากที่สุด คือ 24.39 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ซึ่งค่าความร้อนของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้อยู่ในช่วง 10.42-24.39 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ส่วนการทดลองในเครื่องปฏิกรณ์แบบกึ่งต่อเนื่อง ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส อัตราการไหลของตัวทำละลาย 1 มิลลิลิตรต่อนาที ทำการทดลองเป็นเวลา 60 นาที พบว่าการเพิ่มปริมาณเซลลูโลส และลิกนินลงในชานอ้อยและเหง้ามันสำปะหลัง จะได้ค่าร้อยละผลได้ของน้ำมันดิบชีวภาพที่ได้จากการทดลองสูงกว่าค่าที่ได้จากการทำนาย แสดงถึงการเกิดผลเสริมกันระหว่างชีวมวลและองค์ประกอบทางเคมีในกระบวนการแบบกึ่งต่อเนื่อง จากผลของ GC-MS พบว่าองค์ประกอบของน้ำมันดิบชีวภาพมีสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอน และสารที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก
การเตรียมขั้วแอโนดเชิงประกอบของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์สำหรับแบตเตอรีสังกะสีไอออน, วีระพงษ์ นวลวัฒน์
การเตรียมขั้วแอโนดเชิงประกอบของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์สำหรับแบตเตอรีสังกะสีไอออน, วีระพงษ์ นวลวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนที่เหมาะสมในการเตรียมขั้วแอโนดเชิงประกอบของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ และศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าเคมีของขั้วเชิงประกอบที่เตรียมได้เพื่อใช้เป็นขั้วแอโนดในระบบแบตเตอรีสังกะสีไอออนโดยทำการศึกษาจำนวนรอบในการสังเคราะห์พอลิพีร์โรลโดยเทคนิคไซคลิกโวแทมเมทรีที่จำนวนรอบ 0, 3, 5 และ 7 รอบ และความเข้มข้นของแกรฟีนออกไซด์ที่ใช้ในการฝังตัวร่วมทางเคมีไฟฟ้าที่ 0.01, 0.05 และ 0.1 กรัมต่อมิลลิลิตร ลักษณะสัณฐานวิทยาบริเวณพื้นผิวของขั้วแอโนดสังกะสีห่อหุ้มด้วยพอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้ถูกตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด พบการปกคลุมผิวของพอลิพิร์โรลและการแทรกตัวของรีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์อยู่บนพื้นผิวของผิวสังกะสี ระนาบผลึกของสังกะสี/พอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ถูกยืนยันด้วยเทคนิคเอกซ์เรย์ดิฟแฟรกชันสเปกโทรสโกปี สมบัติทางไฟฟ้าเคมีสามารถตรวจสอบได้โดยเทคนิคไซคลิกโวลแทมเมทรี จากการศึกษาพฤติกรรมการกัดกร่อนทางเคมีไฟฟ้า พบว่า ขั้วแอโนดสังกะสีห่อหุ้มด้วยพอลิพิร์โรลจำนวนรอบการสังเคราะห์ที่ 5 รอบ และใช้แกรฟีนออกไซด์ที่ความเข้มข้น 0.05 กรัมต่อมิลลิลิตร สามารถให้ค่าประสิทธิภาพการยับยั้งการกัดกร่อนที่ดีที่สุดถึงร้อยละ 69.88 และเมื่อนำไปทดสอบหาค่าความสามารถในการเก็บประจุโดยเทคนิคกัลป์วาโนสแตติกชาร์ท-ดิสชาร์ท ที่กระแสไฟฟ้า 0.1 แอมแปร์ต่อกรัม ในสารละลายซิงค์ซัลเฟต 2 โมลาร์ พบว่าสามารถในการเก็บประจุสูงถึง 325.69 มิลลิแอมแปร์ชั่วโมงต่อกรัม และเมื่อนำไปทดสอบเสถียรภาพต่อรอบ พบว่าขั้วไฟฟ้าแอโนดสังกะสีห่อหุ้มด้วยพอลิพิร์โรล/รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ความเข้มข้นที่ 0.05 มีวัฎจักรชีวิตที่สามารถให้ประสิทธภาพต่อรอบสูงที่สุดโดยคงประสิทธิภาพอยู่ที่ร้อยละ 41.83 หลังการอัดและคายประจุพลังงานไฟฟ้าที่ 50 รอบ ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าวัสดุขั้วแอดโนดชนิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ในแบตเตอรีสังกะสีไอออนที่มีประสิทธิภาพสูงได้
การพัฒนาผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า, สิรภพ ถาวร
การพัฒนาผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า, สิรภพ ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพปิดกั้นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของพอลิอะนิลีนที่เคลือบลงบนซับสเตรตสองชนิดอันได้แก่ ผ้าเอ็มอะรามิดและผ้าเอ็มอะรามิดที่ถูกดัดแปรผ่านปฏิกิริยาไนเตรชัน/รีดักชัน โดยใช้ความเข้มข้นของอะนิลีนมอนอเมอร์ที่ 1% ถึง 20% โดยปริมาตร อีกทั้งศึกษาผลของการซักและการโดปที่ภาวะต่างๆ แล้วนำไปทดสอบสมบัติต่างๆ คือการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า ความแข็งกระด้างเมื่อดัดโค้ง และความคงทนของสีต่อการซัก จากผลการทดลองได้ภาวะที่เหมาะสมที่ทำให้ได้ผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าคือการเคลือบพอลิอะนิลีน ที่ความเข้มข้นอะนิลีนมอนอเมอร์ 10% ลงบนผ้าเอ็มอะรามิดที่ไม่ได้ดัดแปร ให้ค่าความต้านทานที่ผิวอยู่ที่ 0.034 กิโลโอห์มต่อตาราง คิดเป็นประสิทธิภาพปิดกั้นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ที่ 20.99 เดซิเบล ภายหลังการซักและการโดปซ้ำ ประสิทธิภาพปิดกั้นมีแนวโน้มลดลงในทุกกรณี ในกรณีที่เคลือบที่ความเข้มข้น 10% โดยปริมาตร ความแข็งกระด้างดัดโค้งมีค่า 204.60 มิลลิกรัมเซนติเมตร การเปื้อนติดภายหลังการซักอยู่ที่ระดับ 5
Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat
Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Quinoline derivatives are significant and interested heterocyclic aromatic compounds which have been used in medicinal and agricultural fields. Besides, quinoline has also been used as dyes, catalysts and materials in optoelectronic applications. Herein, several quinoline derivatives bearing different substitution pattern at the 3- and 4-positions are designed and synthesized from aromatic amines such as aniline, 1-napthylamine and 1-aminopyrene. The 4-step synthetic process relies on the alkylation of aromatic amine with propagyl bromide, the Sonogashira coupling with an aryl halide, the iodine-mediated quinoline ring formation, and the Suzuki coupling with an aryl boronic acid. The structures of all new compounds are …
Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat
Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this work, synthesis and investigation on catalytic activities for electrochemical reduction (ECR) of carbon dioxide (CO2) of amino-substituted Cu(II)- and Ni(II)-phthalocyanines and their polymers were described. The amino-functionalized monomers were electropolymerized on indium tin oxide-coated glass (ITO-glass), carbon paper, electrochemically reduced graphene oxide-modified ITO-coated glass (ErGO/ITO-glass) and chemically reduced graphene oxide-modified carbon paper (CrGO/carbon paper) by means of cyclic voltammetry (CV). Studies on homogeneous ECR of CO2 using the phthalocyanine monomers as electrocatalysts indicated promising catalytic performance of the monomers in terms of current enhancement under ambient light at the potentials higher than –1.38 V and –1.09 V vs. …
Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet
Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to offer an alternative solution to solve Black stripe disease in rubber tree which causes by Phytophthora palmivora by preparing antifungal coating materials from hemp nanocellulose and clove essential oil nanoemulsion. Hemp nanocellulose was used as a matrix which prepared by chemi-mechanical method that hemp was treated with alkaline and bleaching solution before being reduced hemp fibers into nanoscale by microfluidization. Antifungal property of coating materials was developed by the addition of clove essential oil nanoemulsion which prepared by spontaneous emulsification. Tween 20, Span 20, and coconut oil were used as main surfactant, co-surfactant, and carrier oil. …
Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat
Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Halogenated compounds are interesting as antimicrobial agents for cosmetic product. The bromination of methyl paraben and 2-phenoxyethanol were carried out under mild conditions using NaBr and 30% H2O2 yielding methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol, respectively. Three parameters including the ratio of brominating agent and oxidizing agent, type of solvents, and temperature were optimized. These synthesized products were used as antibacterial agent in cushion product as individual or blend. The challenge test results revealed that methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol could effectively inhibit Staphylococcus aureus, Candida. albicans, and Aspergillus brasiliensis more than their parents. For stability test, there was no change of the …
Acetalization Of Glycerol Using Sulfonic Acid Functionalized Aluminosilicate Catalysts Under Solvent-Free Condition, Ratikorn Vongkhae
Acetalization Of Glycerol Using Sulfonic Acid Functionalized Aluminosilicate Catalysts Under Solvent-Free Condition, Ratikorn Vongkhae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Acetalization of glycerol with ketones and aldehydes was evaluated using sulfonic acid functionalized aluminosilicate catalysts under solvent-free condition at room temperature to produce ketal and acetal products. Ketones were exclusively selective to five-membered ring products. In contrast, aldehyde reactants were moderated selective to five and six-membered products. The ketal and acetal products can be used for additives of diesel fuel, intermediate for synthesis surfactant in the food and cosmetic industries. Moreover, to compared between energy sources such as microwave-assisted reaction and ultrasonic wave method were studied. Several types of microporous and mesoporous catalysts were used in the reaction, including zeolite …
การรีดิวซ์สีซัลเฟอร์โดยใช้น้ำตาลรีดิวซ์จากสารละลายหลังกำจัดสิ่งสกปรกเส้นด้ายสับปะรด, ณรงค์กร ตรีสาร
การรีดิวซ์สีซัลเฟอร์โดยใช้น้ำตาลรีดิวซ์จากสารละลายหลังกำจัดสิ่งสกปรกเส้นด้ายสับปะรด, ณรงค์กร ตรีสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้สารละลายหลังจากการกำจัดสิ่งสกปรกด้วยเอนไซม์ (มีน้ำตาลรีดิวซ์) ถูกใช้เพื่อ รีดิวซ์สี Sulfur Black BR สำหรับการย้อมเส้นด้ายสับปะรด ขั้นตอนแรกเส้นด้ายสับปะรดดิบถูกกำจัดสิ่งสกปรกด้วย มัลติเอนไซม์ (เพกติเนส เซลลูเลส และไซแลนเนส) ณ ภาวะที่เหมาะสมจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ จากนั้นนำสารละลายหลังการกำจัดสิ่งสกปรกไปวิเคราะห์หาปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ และ ค่าศักย์การเกิดออกซิเดชัน-รีดักชัน (oxidation-reduction potential, ORP) ที่พีเอช 11 ณ เวลาต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรีดิวซ์สีซัลเฟอร์ สูตรที่เหมาะสมสำหรับการรีดิวซ์สี และการย้อมสีถูกวิเคราะห์รวมทั้งศึกษาสมบัติต่างๆของเส้นด้ายสับปะรดหลังการย้อมสี เช่น ความเข้มสี ค่าสี ร้อยละการผนึกสี ความคงทนของสีต่อการซักล้าง และความแข็งแรงของเส้นด้ายเปรียบเทียบกับเส้นด้ายสับปะรดย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์และด้วยกลูโคสจากภาวะที่เหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า สารละลายหลังการกำจัดสิ่งสกปรกเส้นด้ายสับปะรดมีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ประมาณ 153.43 มิลลิกรัม/50 มิลลิลิตร/ด้าย 1 กรัม หลังการรีดิวซ์สีด้วยน้ำตาลรีดิวซ์นี้ และย้อมสีบนเส้นด้ายสับปะรด พบว่า เส้นด้ายนี้มีสีเข้มกว่า (K/S= 14.35) เส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์(K/S= 13.22) ในขณะที่เส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยกลูโคสมีสีเข้มมากที่สุด (K/S= 20.42) เส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยกลูโคสและน้ำตาลรีดิวซ์ (สารละลายหลังการกำจัดสิ่งสกปรก) ต่างมีร้อยละการผนึกสีสูงกว่า สีคงทนการซักล้างมากกว่าและเส้นด้ายหลังย้อมแข็งแรงมากกว่าเส้นด้ายย้อมสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์ นอกจากนี้ พบว่า ในระหว่างการรีดิวซ์สีด้วยสารรีดิวซ์ทั้งสามชนิด สารละลายสีต่างมีค่า ORP อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ คือ ระหว่าง -450 ถึง -680 มิลลิโวลต์ ณ พีเอช 11 ส่วนเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรีดิวซ์สี Sulfur Black BR คือ เวลา 10 นาที สำหรับการรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์และด้วยกลูโคส และเวลา 20 นาที สำหรับการรีดิวซ์สีด้วยน้ำตาลรีดิวซ์ ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การรีดิวซ์สี Sulfur Black BR สามารถใช้กลูโคส และน้ำตาลรีดิวซ์แทนการใช้โซเดียมซัลไฟด์ โดยสามารถใช้รีดิวซ์สี และย้อมสีได้เส้นด้ายสมบัติต่างๆ ดีมาก อีกทั้งยังเป็นการใช้น้ำเสียจากการกำจัดสิ่งสกปรกเป็นวัตถุดิบในการรีดิวซ์สีซัลเฟอร์ และสามารถทำการกำจัดสิ่งสกปรก รีดิวซ์สี และย้อมสีบนเส้นด้ายสับปะรดในอ่างเดียวกัน โดยไม่ต้องทิ้งน้ำเสียเลย
สมบัติทางกายภาพของพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนเสริมแรงด้วยนาโนซิลิกา/มอนต์มอริลโลไนต์ไฮบริดคอมพอสิต, ณัฐสุดา ปาลวัฒน์
สมบัติทางกายภาพของพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนเสริมแรงด้วยนาโนซิลิกา/มอนต์มอริลโลไนต์ไฮบริดคอมพอสิต, ณัฐสุดา ปาลวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ การปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของพอลิแล็กทิกแอซิด โดยการเติมเทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทน ออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์และ/หรือนาโนซิลิกา โดยขั้นแรกพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนที่อัตราส่วนต่าง ๆ (ร้อยละ 10 ถึง 50 โดยน้ำหนัก เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทน) ได้ถูกเตรียมเพื่อวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพ ซึ่งพบว่า ความทนแรงกระแทก การยืดตัว ณ จุดขาด การเกิดผลึกเย็น ความทนไฟ และการดูดซึมน้ำได้รับการปรับปรุง ขณะที่ความทนแรงดึง ยังส์มอดุลัส ความทนแรงดัดโค้ง เสถียรภาพทางความร้อน และการย่อยสลายทางชีวภาพมีค่าลดลงเมื่อเติมเทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนในพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิ-ยูรีเทน เนื่องด้วยพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนที่อัตราส่วน 70/30 โดย-น้ำหนักมีสมบัติเชิงกลที่เหมาะสม จึงได้ถูกเลือกเพื่อนำไปเตรียมเป็นทั้งคอมพอสิตและไฮบริดคอมพอสิตด้วยออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์ที่ปริมาณ 1, 2, 3, 4 และ 5 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินผสมร้อยส่วน และด้วยการคงปริมาณสารตัวเติมทั้งหมดที่ 5 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินผสมร้อยส่วน (ออร์กาโน-มอนต์มอริล-โลไนต์/นาโนซิลิกาที่อัตราส่วน 5/0, 2/3, 2.5/2.5, 3/2 และ 0/5) ตามลำดับ จากการทดสอบ พบว่า การเติมออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์และ/หรือนาโนซิลิกาในพอลิเมอร์ผสม 70/30 พอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทน ปรับปรุงยังส์มอดุลัส ความทนแรงดัดโค้ง การเกิดผลึกเย็น เสถียรภาพทางความร้อน และความทนไฟ เมื่อเปรียบเทียบกับพอลิเมอร์ผสมนี้ ขณะที่ความทนแรงกระแทก ความทนแรงดึง และการยืดตัว ณ จุดขาดลดลง นอกจากนี้ บรรดาคอมพอสิตทั้งหมด ไฮบริดคอมพอสิตออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์/นาโนซิลิกาที่อัตราส่วน 2/3 มีสมบัติความทนแรงดึงสูงสุด ขณะที่การเติมนาโนซิลิกาเพียงชนิดเดียวที่ปริมาณ 5 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินผสมร้อยส่วน มีความทนแรงกระแทก ความทนแรงดัดโค้งและเสถียรภาพทางความร้อนสูงสุด
การพัฒนาฟิล์มพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ออกไซด์/ยางธรรมชาตินาโนคอมพอสิตเป็นตัวรับรู้อุณหภูมิ, อันภิชา พวงสุวรรณ์
การพัฒนาฟิล์มพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ออกไซด์/ยางธรรมชาตินาโนคอมพอสิตเป็นตัวรับรู้อุณหภูมิ, อันภิชา พวงสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบการคงรูปยางสำหรับเตรียมฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิต ให้มีสมบัติเชิงกลที่สูงและร้อยการบวมตัวที่ต่ำ อีกทั้งสามารถตอบสนองต่ออุณหภูมิโดยการเปลี่ยนสีได้ดี สำหรับการคงรูปยางด้วยกำมะถัน พบว่าปริมาณสารตัวเร่งปฏิกิริยาคงรูป TBzTD อุณหภูมิและเวลาในการคงรูปมีบทบาทสำคัญต่อระดับการคงรูป โดยเมื่อทำการคงรูปที่ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง และ เติม TBzTD ในปริมาณ 4 และ 2 phr สำหรับฟิล์มยาง NR และ ENR ตามลำดับ จะได้ฟิล์มยางที่สมบัติความทนต่อแรงดึงและความต้านทานต่อตัวทำละลายสูงสุด ภายใต้ภาวะข้างต้น พบว่า ทั้งฟิล์ม poly(PCDA)/ZnO/NR และ poly(PCDA)/ZnO/ENR นาโนคอมพอสิต ยังคงมีสีน้ำเงินเช่นเดียวกับ poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิต แต่จะขุ่นเล็กน้อย สเปกตรัมการดูดกลืนแสงบ่งชี้ว่า poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิตบริสุทธิ์ และที่อยู่ในแผ่นฟิล์มยางมีลักษณะเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเมื่อให้ความร้อน พบว่าฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิต ทั้งที่เตรียมจากสารละลายของ NR และของ ENR เริ่มเปลี่ยนสีจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่า poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิตบริสุทธิ์ ประมาณ 20 องศาเซลเซียส แต่มีอุณหภูมิที่ไม่สามารถเกิดผันของกลับสีได้แตกต่างกันอย่างไม่ชัดเจน สำหรับระบบการคงรูปยางด้วยรังสีลำอิเล็กตรอน พบว่า ฟิล์มที่ได้มีค่าความทนต่อแรงดึงสูงกว่าฟิล์มที่คงรูปด้วยกำมะถัน โดยภาวะที่ให้ฟิล์มยางที่มีสมบัติความทนต่อแรงดึงและความต้านทานต่อตัวทำละลายสูงสุด สำหรับฟิล์มยางที่เตรียมจากสารละลายยางทั้งสองชนิดและไม่มีการเติมสารเคมีใด ๆ คือ การฉายรังสีลำอิเล็กตรอนที่ 250 กิโลเกรย์ และอบให้ความร้อนที่ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และสำหรับฟิล์มยางจากน้ำยางธรรมชาติผสมสูตรคือ การฉายรังสีลำอิเล็กตรอนที่ 20 กิโลเกรย์ และอบให้ความร้อนที่ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO/NR และฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO/ENR นาโนคอมพอสิต ที่เตรียมจากสารละลายเริ่มเปลี่ยนสีที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เช่นกัน ในขณะที่ฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO/NR นาโนคอมพอสิต …
Application Of Household Ozone Generator For Ozonolysis Of Alkenes, Supanat Buntasana
Application Of Household Ozone Generator For Ozonolysis Of Alkenes, Supanat Buntasana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ozonolysis is an oxidative cleavage reaction of alkenes with ozone that widely used in academic research due to its mild reaction conditions and high yields. However, cost of a laboratory style ozone generator is relatively high, thus limiting utilization of ozonolysis in many research groups. Alternatively, oxidative cleavage by transition metal oxidants were developed. However, it still suffered from harsh conditions, and low yields. Recently, small ozone generators have been applied in general households to eliminate undesired odors. This generator costs much less compared to a typical laboratory ozone generator. Herein, we examined the household ozone generator for ozonolysis of …
ผลของเศษฝุ่นที่นำกลับมาใช้เป็นสารตัวเติมต่อสมบัติของผ้าเบรก, กนกวรรณ ชนะดัสกร
ผลของเศษฝุ่นที่นำกลับมาใช้เป็นสารตัวเติมต่อสมบัติของผ้าเบรก, กนกวรรณ ชนะดัสกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการนำเศษฝุ่นกลับมาใช้เป็นสารตัวเติมต่อสมบัติทางกายภาพ ทางกล และประสิทธิภาพของผ้าเบรก ผลการวิเคราะห์ลักษณะของเศษฝุ่นที่นำกลับมาใช้ พบว่าเศษฝุ่นมีรูปร่างและขนาดที่ไม่แน่นอน โดยมีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 71 ไมครอน ชนิดและปริมาณธาตุที่พบในเศษฝุ่นจากผ้าเบรกชนิดใยเหล็กต่ำ (LSD) เศษฝุ่นจากผ้าเบรกชนิดทองแดงต่ำ (LCD) และเศษฝุ่นจากผ้าเบรกชนิดไร้ทองแดง (NCD) มีค่าใกล้เคียงกัน ยกเว้นปริมาณโลหะ (ทอแดงและใยเหล็ก) พบว่าปริมาณโลหะที่พบในเศษฝุ่นจากผ้าเบรกชนิดใยเหล็กต่ำมีค่าสูงสุดที่ 5.15% โดยน้ำหนัก เนื่องจากปริมาณโลหะที่สูงกว่าเศษฝุ่นชนิดอื่นทำให้ค่าความหนาแน่นหลังเคาะของเศษฝุ่นชนิด LSD มีค่าสูงสุด จากนั้นจึงวิเคราะห์อิทธิพลของชนิดเศษฝุ่นต่อสมบัติของผ้าเบรก ใช้เศษฝุ่นชนิด LSD LCD NCD และเศษฝุ่นผสม ใส่เข้าไปแทนที่วัตถุดิบอื่นยกเว้นฟีนอลิกเรซิน ในปริมาณร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก เปรียบเทียบกับผ้าเบรกเชิงพาณิชย์ที่ไม่ใส่เศษฝุ่น ผลงานวิจัยพบว่า ผ้าเบรกที่ใส่เศษฝุ่นทุกชนิดให้สมบัติใกล้เคียงกันกับผ้าเบรกที่ไม่ใส่เศษฝุ่น โดยเศษฝุ่นจะทำให้ให้ความถ่วงจำเพาะ ความเป็นรูพรุน ความแข็งและความยืดหยุ่นของผ้าเบรกเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังทำให้ผ้าเบรกมีระดับความเสียดทานสูงขึ้น ส่งผลให้เบรกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเพื่อความสะดวกต่อการจัดเก็บและสร้างความยืดหยุ่นในกระบวนการ การใช้เศษฝุ่นผสมจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม จากนั้นจึงวิเคราะห์อิทธิพลของปริมาณเศษฝุ่นที่ใส่ในผ้าเบรก (5% 10% 15% 20% และ 25% โดยน้ำหนัก) ต่อสมบัติของผ้าเบรก เปรียบเทียบกับผ้าเบรกเชิงพาณิชย์ที่ไม่ใส่เศษฝุ่น ผลงานวิจัยพบว่า ค่าความแข็ง สภาพการอัดตัวและความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การเพิ่มปริมาณเศษฝุ่นทำให้ผ้าเบรกมีความถ่วงจำเพาะลดลง และความเป็นรูพรุนเพิ่มขึ้น ผ้าเบรกที่ใส่เศษฝุ่น 25% มีค่าอัตราการสึกสูงสุดที่ 1.85x10-7 cm3/N.m ในขณะที่ผ้าเบรกที่ใส่เศษฝุ่นปริมาณ 5%-20% มีค่าอัตราการสึกใกล้เคียงกันในช่วง 1.65x10-7-1.66x10-7 cm3/N.m โดยผ้าเบรกที่ใส่เศษฝุ่น 20% มีเสถียรภาพของความเสียดทานสูงสุดและมีค่าใกล้เคียงกับผ้าเบรกที่ไม่ใส่เศษฝุ่น ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยรวมพบว่าผ้าเบรกที่ใส่เศษฝุ่น 20% สามารถลดต้นทุนได้สูงสุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,400,000 บาทต่อปี โดยผลิตภัณฑ์ยังคงประสิทธิภาพได้ใกล้เคียงกับผ้าเบรกที่ไม่ใส่ฝุ่น
การหาค่าเหมาะที่สุดของภาวะการผสมต่อสมบัติทางกายภาพและการเสียดทานของผ้าเบรก, กษิดิ์เดช รูปิยะเวช
การหาค่าเหมาะที่สุดของภาวะการผสมต่อสมบัติทางกายภาพและการเสียดทานของผ้าเบรก, กษิดิ์เดช รูปิยะเวช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาวะการผสมวัตถุดิบอันได้แก่ อัตราเร็วรอบการหมุนของใบพัดการผสม เวลา และปริมาตรของส่วนผสมที่ทำการผสมต่อสมบัติทางกายภาพ สมบัติทางกล และสมบัติการเสียดทานได้แก่ ความหนาแน่นบัลค์ของวัตถุดิบหลังผสม ความแข็ง ปริมาณรูพรุน ความถ่วงจำเพาะ โมดูลัสยืดหยุ่น สภาพอัดตัวได้ รวมทั้งอัตราการสึกหรอและสัมประสิทธิ์การเสียดทานของผ้าเบรก การทดลองนี้ผสมวัตถุดิบด้วยการปรับภาวะการผสม 3 ภาวะคือ อัตราเร็วรอบในการผสม (ที่ 3,000 4,500 และ 6,000 รอบต่อนาที) เวลาในการผสมวัตถุดิบ (ที่ 2, 4, 6 และ 8 นาที) และปรับปริมาตรวัตถุดิบที่ใช้ในการผสม (ที่ร้อยละ 35, 50 และ 65 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตรของเครื่องผสม) จากการทดลองพบว่าการปรับเปลี่ยนภาวะการผสมทั้งอัตราเร็ว เวลา และปริมาตรที่ผสมวัตถุดิบทำให้ค่าความหนาแน่นบัลค์ของวัตถุดิบหลังผสมต่างกันไม่มากนัก โดยเปรียบเทียบแล้วเวลาในการผสมเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าความหนาแน่นบัลค์ของวัตถุดิบหลังผสมมากที่สุด และพบว่าสมบัติทางกายภาพ ทางกล และการเสียดทานของผ้าเบรก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อค่าความหนาแน่นบัลค์ของวัตถุดิบหลังผสมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการทดลองนี้พบว่าอัตราเร็วรอบ 4,500 รอบต่อนาที เวลาในการผสม 4 นาทีและปริมาตรการผสมที่ 65 เปอร์เซนต์โดยปริมาตรของเครื่องผสมเป็นภาวะการผสมที่เหมาะสม ที่อัตราเร็วรอบ 4,500 รอบต่อนาทีเนื่องจากให้ค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานเสถียรที่สุด ในขณะที่เวลาในการผสม 4 นาที ปริมาตรในการผสมที่ร้อยละ 65 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตรของเครื่องผสมเนื่องจากเป็นการผสมที่ใช้เวลาน้อยและได้ปริมาณในการผสมมากที่สุดตามลำดับ
การผลิตน้ำมันชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันของชานอ้อยและน้ำมันพืชใช้แล้ว, กัสราศ์ รอดทอง
การผลิตน้ำมันชีวภาพจากไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันของชานอ้อยและน้ำมันพืชใช้แล้ว, กัสราศ์ รอดทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันเป็นกระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นน้ำมันดิบชีวภาพ จุดเด่นของกระบวนการนี้ คือ ชีวมวลไม่จำเป็นต้องผ่านการทำแห้งก่อน แต่ร้อยละผลได้ของเชื้อเพลิงเหลวยังมีค่าไม่สูงนัก งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการเพิ่มร้อยละผลได้ของน้ำมันชีวภาพที่ผลิตจากไฮโดรเทอร์มัลโคลิควิแฟกชันโดยใช้สารป้อนร่วมของชานอ้อยและน้ำมันพืชใช้แล้วในเครื่องปฏิกรณ์แบบกะ และประเมินผลกระทบของปัจจัยดำเนินงานต่างๆ ต่อร้อยละผลได้ของน้ำมันชีวภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ 300 และ 350 องศาเซลเซียส อัตราส่วนโดยน้ำหนักของชานอ้อยต่อน้ำมันพืชใช้แล้วในสารป้อนร่วมเท่ากับ 1:0 3:1 1:1 1:3 และ 0:1 อัตราส่วนโดยน้ำหนักของสารป้อนต่อตัวทำละลายน้ำเท่ากับ 1:10 และ 1:20 ในการทดลองกำหนดความดันไนโตรเจนเริ่มต้นที่ 2 เมกะพาสคัล และระยะเวลาดำเนินปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง จากการทดลองพบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบชีวภาพลดลง ที่ภาวะอุณหภูมิปฏิกิริยา 350 องศาเซลเซียส อัตราส่วนโดยน้ำหนักของชานอ้อยต่อน้ำมันพืชใช้แล้วเท่ากับ 1:3 แสดงผลเสริมกันของสารป้อนร่วมมากที่สุด องค์ประกอบของกรดไขมันในน้ำมันพืชใช้แล้วส่งผลให้ระบบมีความเป็นกรดมากขึ้น จึงทำให้เกิดการไฮโดรไลซิสของสารชีวมวลได้มากขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มอัตราส่วนของตัวทำละลายในกระบวนการไฮโดรเทอร์มัลลิควิแฟกชันของชานอ้อย จะทำให้เกิดการแตกสลายของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนินได้มากขึ้น
การผลิตไบโอดีเซลแบบต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งต่ออนุกรม, ธนกฤต แจ่มจำรัส
การผลิตไบโอดีเซลแบบต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งต่ออนุกรม, ธนกฤต แจ่มจำรัส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ไบโอดีเซลความบริสุทธิ์สูง ผ่านปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชันของน้ำมันปาล์ม และเมทานอลโดยใช้การเร่งปฏิกิริยาแบบวิวิธพันธุ์ในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งระดับต้นแบบ การเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาวิวิธพันธุ์จากโดโลไมต์ ใช้เทคนิคการผสมเชิงกายภาพระหว่างโดโลไมต์ที่ผ่านการเผากับตัวประสาน จากนั้นขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดรีดแบบสกรูเดี่ยว แล้วทำการเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง วิเคราะห์สมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscopy) และเทคนิคการดูดซับทางกายภาพของแก๊สไนโตรเจน จากผลการวิเคราะห์พบว่าแคลเซียมออกไซด์เป็นวัฏภาคที่ว่องไวในการทำปฏิกิริยา ปัจจัยที่ศึกษาในงานวิจัยนี้ ได้แก่ ผลของการเติมเมทิลเอสเทอร์ของกรดไขมัน C₁₀ (Fatty acid methyl ester, C₁₀ FAME) ระยะเวลาดำเนินการในช่วง start-up ของระบบ และอุณหภูมิ การใช้น้ำมัน B100 เป็นสารอิมัลซิไฟเออร์จะให้ร้อยละเมทิลเอสเทอร์สูงกว่าการใช้ C₁₀ FAME จากการทดลองพบว่าภาวะที่เหมาะสมที่ใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่องของไบโอดีเซลในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งระดับต้นแบบ คือ ระยะเวลาในการ start-up 3 ชั่วโมง อัตราการไหลของเมทานอล 22 มิลลิลิตรต่อนาที อัตราการไหลของน้ำมันปาล์ม 9 มิลลิลิตรต่อนาที อุณหภูมิทำปฏิกิริยา 100 องศาเซลเซียส ใช้สารป้อนเข้าสู่ระบบเป็นน้ำมันปาล์มที่ไม่ผสม C₁₀ FAME และใช้สารอิมัลซิไฟเออร์เป็นน้ำมัน B100 ในช่วง start-up โดยให้ผลได้เมทิลเอสเทอร์สูงถึงร้อยละ 98.4 โดยน้ำหนัก
การพัฒนากระบวนการอัดขึ้นรูปแบบเย็นสำหรับการผลิตผ้าเบรกที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ, จิตรเทพ สุกุลธนาศร
การพัฒนากระบวนการอัดขึ้นรูปแบบเย็นสำหรับการผลิตผ้าเบรกที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ, จิตรเทพ สุกุลธนาศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความแปรปรวนความหนาแน่นของผลิตภัณฑ์ผ้าเบรกในกระบวนการผลิตผ้าเบรกรถยนต์ โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการเบรกในเรื่องลดการเกิดเสียงเบรกและคุณภาพของชิ้นงานโดยมุ่งหวังที่จะลดปริมาณของเสียจากการผลิตอันเกิดจากปัญหาชิ้นงานนิ่มลง กระบวนการที่เลือกมาทำการศึกษาคือ กระบวนการอัดขึ้นรูปแบบเย็นของผ้าเบรกรถยนต์โมเดล X1725 การขึ้นรูปผ้าเบรกเริ่มต้นจากการทำให้ผงเคมีผสมที่ใช้ในผ้าเบรกอัดแน่นกันในแม่พิมพ์ที่มีรูปร่างต่าง ๆ โดยผงเคมีผสมจะถูกเติมลงในช่องว่างในแม่พิมพ์หลังจากนั้นอัดขึ้นรูปเคมีผสมด้วยแรงดันจากตัวกดจนเป็นรูปร่างของผ้าเบรกที่มีความหนาแน่นที่สม่ำเสมอ ทุก ๆ ส่วนในหลุมแม่พิมพ์จะถูกเติมด้วยเคมีผสมจนเต็มเพื่อให้เคมีผสมยึดเกาะกันได้ดีที่สุด โดยการควบคุมขั้นตอนการเกลี่ยเคมีผสมให้ความหนาของชิ้นงานหลังอัดขึ้นรูป อยู่ระหว่าง 16.6-16.7 มิลลิเมตร ขั้นตอนการศึกษาทั้งหมดแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตอนการกำหนดปัญหา และการวิเคราะห์ โดยวิเคราะห์ทีละสาเหตุ ทีละปัจจัย 2) ขั้นตอนการทดสอบ โดยศึกษาจากคุณสมบัติการไหลของเคมีผสมในผ้าเบรก การควบคุมค่าการอัดที่เหมาะสม และคุณสมบัติความหยืดหยุนของชิ้นงานอัดขึ้นรูปเย็น 3) ขั้นตอนปรับปรุงกระบวนการ หลังการปรับปรุงกระบวนการผลิต ทำให้พบว่าความแปรปรวนของความหนาในกระบวนการอัดขึ้นรูปเย็นขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งการอัด ในจำนวนตัวอย่าง 82 ตัวอย่าง กระบวนการนี้มีความคลาดเคลื่อนจากความหนาที่กำหนด 1% ในช่วงระดับความเชื่อมั่น 95% และความหนาแน่นชิ้นงานอัดรูปร้อนมีความแปรปรวนลดลง
การศึกษาเชิงเปรียบเทียบของการแตกตัวเชิงเร่งปฏิกิริยาของไขมันวัวบนแมกนีเซียมออกไซด์และโดโลไมต์ที่ผสมด้วยถ่านกัมมันต์, ภัทราพร พรหมทันต์
การศึกษาเชิงเปรียบเทียบของการแตกตัวเชิงเร่งปฏิกิริยาของไขมันวัวบนแมกนีเซียมออกไซด์และโดโลไมต์ที่ผสมด้วยถ่านกัมมันต์, ภัทราพร พรหมทันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เน้นศึกษาเชิงเปรียบเทียบตัวเร่งปฏิกิริยาแมกนีเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ผสมถ่านกัมมันต์ที่อัตราส่วน 1:1 และโดโลไมต์ผสมถ่านกัมมันต์ที่อัตราส่วน 1:1 ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยาในช่วง 380 ถึง 440 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยาในช่วง 30 ถึง 75 นาที ความดันไฮโดรเจน ไม่เติม ถึง 5 บาร์ ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาในช่วงร้อยละ 0.0 ถึง 5.0 โดยน้ำหนัก พบว่า ไม่เติมตัวเร่งปฏิกิริยาหรือการแตกสลายด้วยความร้อน (Thermal Cracking) คือ อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา 440 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา 45 นาที และความดันไฮโดรเจน 1 บาร์ เติมตัวเร่งปฏิกิริยาแมกนีเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ผสมถ่านกัมมันต์ที่อัตราส่วน 1:1 และโดโลไมต์ผสมถ่านกัมมันต์ที่อัตราส่วน 1:1 ภาวะเหมาะสมคือ อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา 420 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยา 45 นาที ความดันไฮโดรเจน 1 บาร์ ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาแมกนีเซียมออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ผสมถ่านกัมมันต์ที่อัตราส่วน 1:1 ร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนักและโดโลไมต์ผสมถ่านกัมมันต์ที่อัตราส่วน 1:1 ร้อยละ 5.0 โดยน้ำหนัก วิเคราะห์องค์ประกอบเชื้อเพลิงเหลวด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟีจำลองการกลั่น (DGC) พบว่า สัดส่วนกากน้ำมันร้อยละ 29.89 24.69 23.91 และ 18.64 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ สัดส่วนของดีเซลร้อยละ 23.49 28.45 33.26 และ 39.44 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ เมื่อเติมตัวเร่งปฏิกิริยามีผลทำให้อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยาลดลง 20 องศาเซลเซียส ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงเหลวที่ผ่านกระบวนการแตกตัวโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ร่วม (Catalytic Cracking) ส่งเสริมให้เกิดปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันและดีคาร์บอนิลเลชัน ทำให้องค์ประกอบของธาตุออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 3.75 โดยน้ำหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับไขมันวัวที่มีค่าร้อยละ 23.03 โดยน้ำหนัก องค์ประกอบของธาตุออกซิเจนที่สูงในไขมันวัวส่งผลให้สมบัติทางเชื้อเพลิงของไขมันวัวมีค่าความร้อน 39.87 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงเหลวที่ผ่านกระบวนการแตกตัวโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาโดโลไมต์ร่วม …