Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
Articles 1 - 30 of 670
Full-Text Articles in Chemistry
Effect Of Single Screw Extrusion Process Parameters On Gel Formation And Properties In Polycaprolactone Films, Kitthanya Ritthichai
Effect Of Single Screw Extrusion Process Parameters On Gel Formation And Properties In Polycaprolactone Films, Kitthanya Ritthichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on the production of polycaprolactone (PCL) films using the commercial grade CAPA 6800 through a continuous single-screw extrusion process. This method serves as an alternative to conventional solution-based film fabrication that requires solvents and chemical reagents. The effects of processing temperature (80–120 °C), screw design (mixing screw and plain screw), and extruder-barrel cooling system (water-cooled and air-cooled) on film quality, gel formation, thermal properties, and mechanical properties of PCL films were investigated. Based on the processing of high-purity PCL pellets, the results indicate that the processing temperature, screw design, and barrel-cooling system did not affect the chemical …
Production Of Graphene From Graphite Via Flash Joule Heating Process, Siranut Sirathanutworakan
Production Of Graphene From Graphite Via Flash Joule Heating Process, Siranut Sirathanutworakan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Graphene is a material with unique properties and high potential. Due to its outstanding characteristics in strength, electrical and thermal conductivity, and flexibility, graphene is considered one of the materials of the future that can be used to enhance the efficiency of various emerging technologies. This research focuses on the synthesis of graphene using the Flash Joule Heating (FJH) process, during which an extremely high temperature occurs within milliseconds. The carbon precursor is rapidly exposed to intense heat, resulting in the dissociation of all chemical bonds in its structure and the reorganization of carbon atoms into a new graphene structure. …
Data-Driven Predictive Model For Various Shapes Of Gold Nanoparticle Synthesis Based On Self-Organizing Maps, Thanapol Khamhla
Data-Driven Predictive Model For Various Shapes Of Gold Nanoparticle Synthesis Based On Self-Organizing Maps, Thanapol Khamhla
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work presents a machine learning framework that simultaneously classifies the shape and predicts the localised surface plasmon resonance (LSPR) wavelength of gold nanoparticles (AuNPs) purely from synthesis conditions. The dataset used to train the model consist of synthesis conditions and the corresponding AuNPs characteristics, including spherical, star, plate, and rod shapes with their measured LSPR wavelengths, were compiled from existing literatures. Our model first classifies synthesis conditions into clusters according to their resulting shape and then builds local regression models for each shape, enabling both classification and quantitative prediction within a single framework. The proposed model integrates the clustering …
ซีโอไลต์นาโน Hzsm-5 สำหรับการฟื้นฟูสภาพตัวทำละลายเอมีนที่ใช้งานแล้ว, สรัญนุช ยั่งยืน
ซีโอไลต์นาโน Hzsm-5 สำหรับการฟื้นฟูสภาพตัวทำละลายเอมีนที่ใช้งานแล้ว, สรัญนุช ยั่งยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์หลังการเผาไหม้ ด้วยตัวทำละลายเอมีนเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือภาระพลังงานสูงในขั้นฟื้นฟูตัวทำละลาย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการฟื้นฟูสารละลายเอมีนผสม 2-amino-2-methyl-1-propanol (AMP) และ 1-(2-hydroxyethyl)pyrrolidine (1-(2-HE)PRLD) อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้นรวม 4 M โดยเสริมประสิทธิภาพด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาซีโอไลต์นาโน HZSM-5 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวเร่งปฏิกิริยานาโน HZSM-5 ถูกสังเคราะห์ด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มัลภายใต้สภาวะต่าง ๆ ได้แก่ อุณหภูมิการตกผลึก (110–180 °C) ระยะเวลาการตกผลึก (1–3 วัน) และระยะเวลาบ่มเจล (16–48 ชั่วโมง) วิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาด้วย BET, XRD, FE-SEM, XPS, Py-FTIR และ NH3-TPD ก่อนนำไปทดสอบการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 90 °C ในสารละลาย AMP:1-(2-HE)PRLD ผลการทดลองพบว่า สภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการสังเคราะห์ ตัวเร่งปฏิกิริยาคืออุณหภูมิ 150 °C ระยะเวลาตกผลึก 3 วันและบ่มเจล 48 ชั่วโมง ซึ่งมีขนาดอนุภาคเฉลี่ยเท่ากับ 81 nm ส่งผลทำให้มีพื้นที่ผิว และมีกรดเบรินส์เตดสูงเท่ากับ 344 m2/g และ 0.013 mmol/g ตามลำดับ เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าอัตราการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มต้น ความจุการดูดซับ เท่ากับ 45.72 mol/min และ 1.29 mol CO2/L ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่า ภาระทางความร้อนมีค่าเท่ากับ 36.87 kJ/mol CO2 ซึ่งต่ำกว่ากรณีที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงพาณิชย์ ร้อยละ 41% ผลการศึกษานี้พบว่า AMP:1-(2-HE)PRLD ร่วมกับนาโน HZSM-5 เป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบใช้พลังงานต่ำในระดับอุตสาหกรรม
การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ
การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แกรฟีนควอนตัมดอต (GQDs) ถูกสังเคราะห์จากกรดฮิวมิก (HA) ที่เป็นสารตั้งต้นด้วยการใช้หม้อทอดไฟฟ้าด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล ซึ่งในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ GQDs ด้วยการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของกรดฮิวมิกที่ใช้สังเคราะห์และศึกษาผลของตัวโดป จากผลการศึกษาพบว่าตัวโดปที่ใช้ในการะบวนการสังเคราะห์ GQDs ที่เหมาะสมคือ เอทิลีนไดเอมีน (EDA) และจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า GQDs ที่ใช้ EDA มีความเข้มแสงฟลูออเรสเซนต์สูงสุดที่ 66 หน่วยที่ความยาวคลื่น 467 นาโนเมตร (ช่วงแสงเขียวอมฟ้า) เมื่ออัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 10 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) ขนาดเฉลี่ยของอนุภาคอยู่ที่ 6.68 นาโนเมตร ซึ่งถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน และการวัดขนาดอนุภาค เทคนิคสเปกตรัมฟลูออเรสเซนซ์ และการดูดกลืนรังสี ตามลำดับ โครงสร้างกราฟิติกของ GQDs ถูกยืนยันด้วยสเปกโทรสโกปีรามาน ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำ GQDs ที่ใช้ EDA เป็นตัวโดปไปประยุกต์ใช้งานเป็นสารเคลือบเรืองแสงที่นำไปเคลือบลงบนยางซิลิโคนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด พบว่า ความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของสารเคลือบเรืองแสง GQDs มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาเวลาผ่านไป แต่สามารถหดกลับคืนใกล้เคียงสภาพเดิมเมื่อปล่อยการให้แรง และเมื่อเทียบค่าความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของแต่ละอัตราส่วน พบว่า ที่อัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 50 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) มีค่าเข้มแสงของแสงฟลูออเรสเซนต์สูงที่สุด
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาวัสดุนาโนคาร์บอนและควอนตัมดอต เพื่อประยุกต์ใช้เป็นสารตกแต่งสำเร็จสิ่งทอเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ คาร์บอนนาโนไฟเบอร์และคาร์บอนควอนตัมดอตเป็นวัสดุนาโนที่มีสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง การนำไฟฟ้า และการเรืองแสง ขอบเขตของงานวิจัยนี้ประกอบด้วยการเตรียม คาร์บอนนาโนไฟเบอร์จากแบคทีเรียเซลลูโลส (BC-CNF) และการสังเคราะห์ควอนตัมดอต (QDs) จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ทางชีวภาพ ในส่วนของการเตรียม BC-CNF ได้มีการดัดแปรงโครงสร้างด้วยปฏิกิริยาซัลโฟเนต เพื่อให้ได้สาร BC-CNF-SO3- ซึ่งผลการวิเคราะห์ยืนยันการเกิดหมู่ฟังก์ชันซัลโฟเนต และอนุภาคในระดับซับไมครอน โดยมีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 1.6218 ไมโครเมตร และสามารถกระจายตัวในน้ำได้ดี เมื่อนำ BC-CNF-SO3- มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าพอลิเอสเทอร์ พบว่าความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าเพิ่มขึ้น โดยผ้าที่ใช้ความเข้มข้นร้อยละ 3 ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ด้วยเวลาดูดซึมน้ำเฉลี่ยเพียง 2 วินาทีหลังการซัก ซึ่งแสดงถึงความคงทนต่อการซักที่ดี ในส่วนของการสังเคราะห์ QDs จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง พบว่าอนุภาคมีขนาดอยู่ในช่วง 4-6 นาโนเมตร และแสดงความสามารถในการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต โดยการเติมเอทิลีนไดเอมีน (EDA) ในปริมาณ 2 มิลลิลิตร ให้ค่าความเข้มของการเรืองแสงสูงสุด เมื่อนำ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) ที่สังเคราะห์มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าไนลอน พบว่าปริมาณ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) โดยใช้สารละลายปริมาตร 1 มิลลิลิตร ให้ความเข้มการเรืองแสงสูงสุด โดยก่อนซัก ค่าโดยประมาณ 180–190 a.u. และหลังซัก ค่าโดยประมาณ 110–120 a.u. โดยมีความคงทนต่อการซักดี ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้ในการตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ สามารถเพิ่มความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าพอลิเอสเทอร์ และความสามารถในการเรืองแสงบนผ้าไนลอน
Removal Of Antibiotics Under Visible Light By Using C,N-Tio2 Incorporated Into Magnetite Mesoporous Silica Composites, Dwita Widyawati
Removal Of Antibiotics Under Visible Light By Using C,N-Tio2 Incorporated Into Magnetite Mesoporous Silica Composites, Dwita Widyawati
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Water contamination, particularly from antibiotics such as ciprofloxacin, is a significant environmental challenge necessitating the development of new remediation solutions. A promising technique for eliminating CIP from the environment is photocatalysis. The synthesis of C,N-doped TiO2 embedded within magnetite mesoporous silica (MSI) composites is prepared to serve as a promising semiconductor catalyst for photodegradation under visible illumination. Tetrabutyl titanate (TBOT), glucose, and urea are used as precursors in the sol-gel synthesis process, which controls elemental ratios to produce a unique mesoporous composite material intended to improve antibiotic photodegradation in the presence of visible light. Comparisons showed significant differences between capped …
Gel Based Sensing Platforms For Ammonia Detection, Patita Salee
Gel Based Sensing Platforms For Ammonia Detection, Patita Salee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on the development of two biopolymer-based colorimetric platforms for ammonia detection in environmental water and gaseous samples. To detect ammonia in water samples, an agarose hydrogel membrane containing salicylate, hypochlorite, and sodium nitroprusside was incorporated into a flow analysis system to perform the Berthelot reaction within the gel. Ammonium in the sample was converted to monochloramine in an alkaline reagent stream, and its subsequent interaction with the sensing membrane yielded an indosalicylate blue chromophore, causing the gel to change from pale yellow to green–blue as the ammonia concentration increased. Under the optimal operating conditions, the method provided …
Structural Modification Of 4'-Aminochalcones As Α-Glucosidase Inhibitors, Emmanuel Sunday Idoko
Structural Modification Of 4'-Aminochalcones As Α-Glucosidase Inhibitors, Emmanuel Sunday Idoko
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Diabetes mellitus, one of the most predominant health problems worldwide, characterized by hyperglycemia, has attracted the attention of medicinal chemists. Although several therapeutic drugs have been developed and used clinically, diabetes continues to pose a growing threat to public health. One of the promising approaches for treating type 2 diabetes involves reducing the rate of carbohydrate hydrolysis by inhibiting the action of α-glucosidase. Over the years, chalcone analogues have been reported for their vast biological properties and as a promising antidiabetic agent. In this research, two series of 4'-aminochalcone derivatives were designed and synthesized as α-glucosidase inhibitors. Twenty-five alkylated 4'-aminochalcone …
High Purity Silver Nano- And Micro Particles With Controllable Shapes By Polymeric Stabilizers, Natsuda Muankhajorn
High Purity Silver Nano- And Micro Particles With Controllable Shapes By Polymeric Stabilizers, Natsuda Muankhajorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work presents a rapid, sustainable, and efficient technique for both recovering silver microstructures from spent button batteries and fabricating flexible conductive materials. In the first phase, a green recovery method was developed using H2O2 as a reducing agent to convert silver sources into high-purity silver microstructures. The morphology of the recovered silver was controlled using polymeric stabilizers (PVP and PVA) whose molecular weights significantly influenced particle shape and aggregation. PVP promoted the formation of uniform silver microplates, while PVA yielded isotropic microspheres. The silver microstructures from the spent button batteries were converted into highly pure silver microstructures (>98%), …
Gemstone Identification By Raman Spectroscopy Combined With Chemometric Methods, Nontawat Sricharoen
Gemstone Identification By Raman Spectroscopy Combined With Chemometric Methods, Nontawat Sricharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Accurate and reliable gemstone classification is critical in gemology for authentication and identification purposes. A one-class classifier using self-organizing maps (SOMs), combined with Monte Carlo permutation testing, was successfully developed for gemstone classification based on Raman spectroscopy data. The developed SOM model was optimized by adjusting the map size and training iteration counts, and Monte Carlo permutation tests were conducted to evaluate prediction score through empirical p-values by generating random permutations of the data, allowing for a statistically robust assessment of classification reliability. Using the Raman spectra of RRUFF database and certain garnet gemstones, the model demonstrated high classification accuracy …
การเพิ่มปริมาณของกรดโอเลอิกในน้ำมันปาล์มผ่านอินเทอร์เอสเทอริฟิเคชันเชิงเคมีเพื่อการประยุกต์เป็นน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ, ณฐพร อินคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
น้ำมันปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยและได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลให้มีการเพิ่มมูลค่าโดยการใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพซึ่งเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปน้ำมันหม้อแปลงที่ใช้ในปัจจุบันทำจากน้ำมันแร่ซึ่งมีสมบัติทางไฟฟ้าและความร้อนที่ดี แต่มีจุดวาบไฟและจุดติดไฟต่ำ ไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพและเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่น้ำมันปาล์มจุดเด่นเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมีจุดวาบไฟและจุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันแร่ แต่มีค่าความหนืดและจุดไหลเทสูงไม่เหมาะกับการนำมาใช้งานเป็นน้ำมันหม้อแปลง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างไตรเอซิลกลีเซอรอลของน้ำมันปาล์มโดยเพิ่มปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวในโครงสร้างด้วยปฏิกิริยาอินเทอร์เอสเทอริฟิเคชันเชิงเคมี (chemical interesterification, CIE) และกระบวนการแยกส่วนแบบแห้ง พบว่าเมื่อใช้อัตราส่วนปาล์มโอเลอีนต่อเมทิลโอลีเอตเท่ากับ 50:50 โดยน้ำหนัก ตัวเร่งปฏิกิริยาโซเดียมเมทอกไซด์ 0.5% โดยน้ำหนักเทียบกับสารตั้งต้น เวลาในการทำปฏิกิริยา 1.5 ชม. และอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยาที่ 110 องศาเซลเซียส ให้ผลิตภัณฑ์ไตรเอซิลกลีเซอรอล (triacylglycerol, TAG) ที่มีหมู่เอซิลแบบไม่อิ่มตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มที่มีคาร์บอน 52 (TAG-C52) และ 54 (TAG-C54) มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 43.45% เป็น 44.93% และจาก 10.74% เป็น 27.74% ตามลำดับ นอกจากนี้กระบวนการแยกส่วนแบบแห้งช่วยเพิ่มสัดส่วนความไม่อิ่มตัวในผลิตภัณฑ์จาก CIE โดยการแยกส่วนแบบแห้ง ณ อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส เวลา 72 ชั่วโมง ให้ผลิตภัณฑ์ส่วนของเหลวที่มีปริมาณ TAG-C52 และ TAG-C54 เพิ่มขึ้นเป็น 49.90% และ 31.76% ตามลำดับ ส่งผลให้ค่าความหนืดและจุดไหลเทของผลิตภัณฑ์ลดลงจากก่อนทำปฏิกิริยา ที่ 13.59 เป็น 10.55 เซนติสโตกส์ และจุดไหลเทมีค่าลดลงจาก -5 องศาเซลเซียส เป็น -5.5 องศาเซลเซียส
Computational Fluid Dynamics And Artificial Neural Network Based Modeling Of Microplastics Seperation Using Hydrocyclone, Dulyapat Thiemsakul
Computational Fluid Dynamics And Artificial Neural Network Based Modeling Of Microplastics Seperation Using Hydrocyclone, Dulyapat Thiemsakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Microplastics represent a considerable environmental hazard, particularly to aquatic ecosystems. These particles can adversely impact marine organisms and infiltrate the food chain, potentially posing risks to human health. Due to their small size and ubiquitous distribution, the removal of microplastics from water presents a significant technical challenge. This study focuses on the separation of microplastics using hydrocyclones. A three-dimensional Eulerian–Eulerian computational fluid dynamics (CFD) model was used to investigate this process. The model showed strong agreement with experimental data in terms of pressure drop, water split, and axial velocity, confirming the reliability of the simulation results. In this work, design …
การสังเคราะห์คาร์บอนดอตจากยางธรรมชาติโดยใช้ไพโรไลซิสด้วยไมโครเวฟและการประยุกต์ในทางด้านการตรวจจับสีย้อม, ธนาธิป สิทธิโชติ
การสังเคราะห์คาร์บอนดอตจากยางธรรมชาติโดยใช้ไพโรไลซิสด้วยไมโครเวฟและการประยุกต์ในทางด้านการตรวจจับสีย้อม, ธนาธิป สิทธิโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้วัสดุเรืองแสงประเภทคาร์บอนดอต (CDs) ถูกสังเคราะห์จากยางธรรมชาติและแอมโมเนียมเปอร์ซัลเฟต ด้วยใช้การไพโรไลซิสด้วยไมโครเวฟ (microwave-assisted pyrolysis) CDs ที่สังเคราะห์ได้มีการเรืองแสงฟลูออเรสเซนต์สีฟ้าแกมเขียวภายใต้แสงยูวี การพิสูจน์เอกลักษณ์ของ CDs ถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน เครื่องวิเคราะห์หาขนาดของอนุภาค เครื่องวิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ อินฟราเรดแบบฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มสเปกโตรมิเตอร์ ยูวี-วิสิเบิลสเปกโตรมิเตอร์ และฟลูออเรสเซนต์สเปกโตรมิเตอร์ โดยขนาดอนุภาคของ CDs ที่สังเคราะห์ได้มีขนาดเล็กกว่า 5 นาโนเมตร และแสดงสมบัติเชิงแสงที่ดี นอกจากนี้ศึกษาผลของตัวทำละลาย (ฟอร์มาไมด์และไดเมทิลฟอร์มาไมด์) และตัวเติมไนโตรเจน (ยูเรีย พอลีเอทิลีนอิมีน และ แอล-ทริปโตเฟน) ที่มีผลต่อการสังเคราะห์ CDs พบว่าการกระจายตัวของ CDs ในไดเมทิลฟอร์มาไมด์ดีกว่าฟอร์มาไมด์ จากผลการเติมไนโตรเจน 3 ประเภท ค่าการเรืองแสง และควอนตัมยิลด์สูงสุดของ CDs ได้มาจากการเติมยูเรีย จากนั้นนำ CDs ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการตรวจจับสีย้อมซูดาน I พบว่าการเรืองแสงฟลูออเรสเซนต์ของ CDs สามารถถูกยับยั้งได้ด้วยการเติมซูดาน I โดยมีขีดจำกัดการตรวจจับที่ 0.15 ไมโครโมลาร์ ดังนั้น CDs ที่เตรียมได้ในงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นเซนเซอร์สำหรับการตรวจจับซูดาน I ในพริกป่นได้
Nanofluid Flow Behavior And Heat Exchange In Polymer Based Microchannel Heat Exchanger Using Computational Fluid Dynamics And Fluid-Structure Interaction, Chaiyanan Kamsuwan
Nanofluid Flow Behavior And Heat Exchange In Polymer Based Microchannel Heat Exchanger Using Computational Fluid Dynamics And Fluid-Structure Interaction, Chaiyanan Kamsuwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Energy is the main factor that driving human society for century, but rapid growth of population tends to raise world energy demand. Many researchers suggest many ideas such as using new energy resources and alternative energies. However, an interested alternative is to utilize waste heat from flue gas. To utilize energy embedded in the flue gas, two challenges remaining include their low heat potential in 100 – 200 oC and corrosion risk in the equipment due to corrosive gas such as CO2 and H2S. To encounter the challenges polymer-based microchannel heat exchanger (PMHE) was developed for reutilizing waste heat in …
Dft Study Of H2 Adsorption On Graphitic Carbon Nitride Nanomaterials Decorated With Selected Elements, Kanthira Kaewsud
Dft Study Of H2 Adsorption On Graphitic Carbon Nitride Nanomaterials Decorated With Selected Elements, Kanthira Kaewsud
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this work, the hydrogen adsorption capabilities of graphitic carbon nitride (g-C3N4) nanomaterials in nanotube and nanosheet forms, decorated with selected elements from period 3 (Al, Si, P, and S) and period 4 (Ga, Ge, As, and Se), were investigated using periodic density functional theory (DFT) at the PBEPBE/6-31G(d) level. The results demonstrate that elemental decoration significantly enhances the hydrogen adsorption performance of both structural configurations. Among the heptazine-based nanotubes (hg−C3N4−NTs), the S-decorated (4,0) hg−C3N4−NT exhibited the most favorable physisorption, with an adsorption energy of −1.34 eV, while Al-decorated (5,0) and (6,0) hg−C3N4−NTs demonstrated strong chemisorption energies of −1.28 eV. …
Alkyl Levulinate Synthesis From Sugar And Agricultural Waste Using Acidic Heterogeneous Catalysts, Songkeid Kaewmuangphet
Alkyl Levulinate Synthesis From Sugar And Agricultural Waste Using Acidic Heterogeneous Catalysts, Songkeid Kaewmuangphet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The novel combination of strong Brønsted acidity (B) from propyl sulfonic acid functionalized on H-Y zeolite (HY-PrSO3H) and a series of Lewis acidic (L) catalysts (SnO2, ZrO2, Cr2O3) demonstrated high potential as a catalyst for alkyl levulinate (AL) production from glucose, fructose, sucrose, cellulose, and empty palm fruit bunch (EFB) as agricultural waste. Unmodified zeolite was insufficient to provide the required Brønsted and Lewis acid sites necessary for enhancing AL yield. The catalytic solvothermal process was evaluated by studying the effects of various parameters on AL yield. The optimal catalyst for AL formation was achieved by combining the Faujasite (FAU) …
Biological Fluorescence Sensor Derived From Naphthalimide-Functionalized Pillar[5]Arene, Yanisa Sanguansap
Biological Fluorescence Sensor Derived From Naphthalimide-Functionalized Pillar[5]Arene, Yanisa Sanguansap
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lung cancer has unavoidably encountered the most substantial fatality rate in recent years worldwide. The development of efficient and accessible diagnostic methods is required to assess disease severity. Prior studies have discovered the highest levels of long-chain aldehyde compounds particularly octanal (C8), nonanal (C9), and L-glutathione (L-GSH) as potential biomarkers for lung cancer. Herein, the novel artificial fluorescence sensor HNP5A containing bis-hydrazine naphthalimide decorated pillar[5]arene and 1,2-bis(6-bromohexyl)disulfane (BS) containing a disulfide part linked to a terminal bromoalkane were designed for two conceptual approaches. The first concept, sensor HNP5A has been accomplished for sensitive and selective detection of long-chain aldehydes. This …
การดัดแปรคุณภาพของสตาร์ชมันสำปะหลังโดยการคัดแยกขนาดแกรนูลและการทำให้แกรนูลสตาร์ชเสียหาย, ภูมิพิทักษ์ รักเรือง
การดัดแปรคุณภาพของสตาร์ชมันสำปะหลังโดยการคัดแยกขนาดแกรนูลและการทำให้แกรนูลสตาร์ชเสียหาย, ภูมิพิทักษ์ รักเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการคัดแยกขนาดแกรนูลและการทำให้แกรนูลของ สตาร์ชมันสำปะหลังเสียหายด้วยวิธีทางกายภาพต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงหน้าที่ของสตาร์ช โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อพัฒนาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพของสตาร์ชให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยและความยั่งยืนของวัตถุดิบ การทดลองเริ่มต้นด้วยการคัดแยกขนาดแกรนูลโดยใช้วิธีตกตะกอนด้วยแรงโน้มถ่วง การเหวี่ยงแยก และการร่อนแห้ง ซึ่งส่งผลให้ได้แกรนูลขนาดเล็กลงและมีการกระจายตัวที่แคบลง โดยลักษณะของแกรนูลยังคงมีรูปทรงกลมหรือรี ผิวเรียบ และมีความสม่ำเสมอ ตัวอย่างขนาด 25 – 44 ไมโครเมตร มีพื้นที่ผิวต่อปริมาตรสูง ช่วยส่งเสริมการดูดซึมน้ำและการพองตัวได้ดี ส่งผลให้ค่าความหนืดสูงสุด (PV) และค่าความหนืดลดลง (BD) เพิ่มขึ้น ขณะที่อุณหภูมิการเกิดเพสต์ (PT) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการดัดแปรแกรนูลโดยการบดด้วยเครื่องบดแบบล้อและแบบลูกบอล พบว่าแกรนูลมีการแตกหักและมีขนาดลดลง ส่งผลให้ค่า PV, BD, FV และ PT ลดลง ขณะที่ค่าการพองตัวและการละลายน้ำเพิ่มขึ้น ผลการวิเคราะห์ด้วย X-ray Diffraction (XRD) และการวิเคราะห์สมบัติทางความร้อนด้วยเทคนิค Differential Scanning Calorimetry (DSC) พบว่าความเป็นผลึกและเอนทัลปีของการเกิดเจลาติไนซ์ลดลงตามระดับ ความเสียหายของแกรนูล โดยตัวอย่างที่ผ่านการบดด้วยเครื่องบดแบบลูกบอลที่ความเร็วและเวลาสูงสุด (BM590) มีปริมาณสตาร์ชเสียหายสูงสุดถึงร้อยละ 18.17 และอุณหภูมิการเกิดเจลาติไนซ์ต่ำสุดที่ 56.55 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังพบปริมาณแอมิโลสเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 26.52 จากการวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลโดยเทคนิค Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) พบว่าอัตราส่วนค่าการดูดกลืนแสง 1022/995 และ 1045/1022 cm-1 เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่าโครงสร้างระดับโมเลกุลระยะสั้นของสตาร์ชยังคงมีเสถียรภาพ โดยสรุป การดัดแปรด้วยวิธีทางกายภาพสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสตาร์ชมันสำปะหลังให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น สามารถแปรรูปที่อุณหภูมิต่ำได้ง่าย และละลายน้ำดี เช่น ซอส ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ และฟิล์มชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรมต่อไป
การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์
การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผสมของเหลวในถังกวนอุตสาหกรรมเป็นกระบวนการสำคัญของหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี อาหาร และกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีความต้องการความเป็นเนื้อเดียวกันของสารผสมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความท้าทายในเรื่องของเวลาการผสมที่นาน ถึงแม้จะเพิ่มความปั่นป่วน (turbulent) ก็อาจทำให้เกิดบริเวณโซนตาย (dead zone) หรือบริเวณที่สารไม่เกิดการเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากกระแสวน สาเหตุมาจากการขาดการออกแบบที่ไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินวิธีการออกแบบถังผสมโดยอาศัย การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ด้วยการผสมแบบไม่ต่อเนื่อง (batch) ของของเหลวกับของเหลวโดยได้ใช้แบบจำลอง Large Eddy Simulation (LES) ในการจำลองพฤติกรรมการไหลภายในถังผสมที่ติดตั้ง ใบกวนใช้ใบกวน VISCOPROP ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และตรวจสอบผลกระทบของพารามิเตอร์ได้แก่ ความเร็วรอบของใบกวน จำนวนแผ่นกั้น จำนวนใบและชั้นของใบกวน ระยะห่างระหว่างใบกวนกับก้นถัง เส้นผ่านศูนย์กลางถังและใบกวน ระดับของเหลว และคุณสมบัติของของเหลว ต่อเวลาในการผสมให้ได้ความเป็นเนื้อเดียวกันที่ระดับ 95% การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความเร็วรอบของใบกวนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0026) ปัจจัยรองลงมาคือจำนวนชั้นของใบกวน (p = 0.0223) ในขณะที่ปัจจัยอื่นมีที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในขั้นต่อมา ผลการจำลอง CFD ถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลฝึกสำหรับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) เพื่อทำนายเวลาในการผสม โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม Levenberg-Marquardt และ Scaled Conjugate Gradient ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ANN สามารถทำนายค่าการผสมได้อย่างแม่นยำ และมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบถังผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้ CFD ร่วมกับ AI เพื่อออกแบบและพัฒนาถังผสมในระดับอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำและประหยัดทรัพยากรการทดลองในระยะยาว
Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong
Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bacterial cellulose-based carbon/TPU (BC-C/TPU) electric heating pads were prepared and properties evaluated. Firstly, humic acid dyed BC was carbonized at 900 °C for 2 h to obtain BC-C which subsequently was underwent size reduction and H2SO4 treatment process to obtain fine sulphonated carbon particles (BC-C-SO₃⁻) with good dispersibility in hydrophilic medium. To improve its compatibility with hydrophobic TPU, complexation with cationic surfactant (CTAB) was carried out to obtain BC-C-SO₃⁻+CTAB complex. Then, a flexible BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU heating pad containing up to 14, 25 and 33 wt% BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU was preparable using solvent casting technique. The electrothermal performance was evaluated by applying voltages of …
การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต
การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดการพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ของช่างพิมพ์ประสบการณ์สูง ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องความสม่ำเสมอและความคลาดเคลื่อนจากมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สามารถใช้แถบควบคุมคุณภาพ (color bar) บนแผ่นพิมพ์ได้เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่พิมพ์ ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพ ระบบไฟ แผ่นชาร์ตสีมาตรฐาน และอัลกอริธึมวิเคราะห์ภาพ โดย AI จะทำการเปรียบเทียบภาพจากแผ่นพิมพ์กับแผ่นต้นฉบับ (proof) ด้วยเทคนิค การวิเคราะห์ส่วนประกอบหลัก (Principal Component Analysis) ซึ่งสามารถลดมิติของข้อมูล และแยกแยะลักษณะเด่นของภาพเพื่อระบุความผิดปกติหรือข้อบกพร่องในการพิมพ์ จากการทดลอง ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หมึกเลอะ จุดหมึก ความคลาดเคลื่อนของสี ลวดลายที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ รอยทับกระดาษ หรือแม้แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์บางหรือพร่ามัวได้อย่างรวดเร็ว โดยผลลัพธ์สามารถแสดงออกเป็นรูปภาพและตัวเลข ทำให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินคุณภาพแผ่นพิมพ์ได้อย่างเป็นระบบ ระบบนี้มีศักยภาพในการเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุนจากการพิมพ์เสีย และยกระดับความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ทั้งยังสามารถขยายผลไปสู่ระบบอัตโนมัติในอนาคตได้อีกด้วย
การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี
การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวทำละลาย มอนอเอทาโนลามีน (MEA) เชิงเร่งปฏิกิริยา โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบหอไล่แก๊สแบบเบดนิ่งและแบบฟลูอิไดซ์ รวมถึงวิเคราะห์ผลของพารามิเตอร์การดำเนินการที่สำคัญในระบบฟลูอิไดซ์ ได้แก่ ฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางหอไล่แก๊ส และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส โดยอาศัยการออกแบบการทดลองแบบสองระดับและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Design Expert เพื่อค้นหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ผลการทดลองพบว่าพารามิเตอร์ดำเนินการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ ฟลักซ์ป้อนเข้าของ ตัวละลาย MEA ที่ 0.013 m3/m2·s อัตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อ หอไล่แก๊สเท่ากับ 0.069 และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งต่อความสูงหอไล่แก๊สเท่ากับ 0.500 ภายใต้สภาวะดังกล่าวให้ค่าประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 12.24 % อัตราการคายกลับในช่วงแรกของกระบวนการเท่ากับ 0.208 mmol CO2/L·s และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยในระยะเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากับ 1.095 mol CO2 ซึ่งสูงกว่ากระบวนการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาแบบเบดนิ่งอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ การวิเคราะห์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ อัตราส่วนของ เส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อหอไล่แก๊ส รองลงมาฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบฟลูอิไดซ์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ในการเพิ่มประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและหมุนเวียนคาร์บอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น
ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยในปี ค.ศ. 2023 พบว่าระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นถึง 420 ppm ซึ่งนับว่าเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโดยตรง หรือ Direct Air Capture (DAC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศในสภาวะที่พบในธรรมชาติ กระบวนการสำคัญในเทคโนโลยีดังกล่าวคือ “กระบวนการดูดซับ” ซึ่งใช้ตัวดูดซับในสถานะของแข็ง โดยได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณสูง ใช้พลังงานต่ำในการฟื้นฟูสภาพ และมีต้นทุนไม่สูง งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเอมีน โดยตัวดูดซับที่ใช้ในการศึกษา คือ ซิลิกาเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ พื้นที่ผิวจำเพาะสูง หาง่ายในท้องตลาด และมีต้นทุนต่ำ ลักษณะของตัวดูดซับที่มีพื้นที่ผิวมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อซิลิกาเจลผ่านการปรับปรุงด้วย มอนอเอทาโนลามีน จะทำให้ความสามารถในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจาก 0.26 เป็น 24.52 มิลลิกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกรัมตัวดูดซับ ซึ่งสูงกว่าตัวดูดซับที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงถึง 94 เท่า นอกจากนี้ยังสูงกว่าตัวดูดซับที่ผ่านการปรับปรุงด้วยไดเอทาโนลามีน อย่างไรก็ตาม ตัวดูดซับควรคงประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แม้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูหลายรอบ เพื่อลดต้นทุนในการสังเคราะห์ซ้ำ และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยังจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นฟู รวมถึงภาวะที่เหมาะสมในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของตัวดูดซับ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง
การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน
การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยในปี พ.ศ. 2562 มีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องจัดการกับก๊าซที่มีความเข้มข้นต่ำมาก งานวิจัยนี้ศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับซีโอไลต์ 13X ในระบบเบดนิ่ง โดยเปรียบเทียบวิธีฟื้นฟูสภาพ 3 วิธี ได้แก่ การให้ความร้อนด้วยรังสีไมโครเวฟ การให้ความร้อนแบบดั้งเดิม และการใช้ความดันสุญญากาศ ผลการทดลองพบว่า การฟื้นฟูสภาพด้วยรังสีไมโครเวฟที่กำลังไฟ 300 วัตต์ เป็นเวลา 10 นาที (ประมาณ 350 องศาเซลเซียส) ให้ประสิทธิผลการฟื้นฟูสภาพสูงสุดที่ร้อยละ 97.17 และใช้พลังงานเพียง 0.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อรอบ เทียบกับ 0.62 และ 0.34 กิโลวัตต์-ชั่วโมงของวิธีให้ความร้อนแบบดั้งเดิมและการใช้ความดันสุญญากาศ ตามลำดับ การประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่าวิธีการใช้รังสีไมโครเวฟให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อต้นทุนของตัวดูดซับ และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการให้ความร้อนดั้งเดิมถึง 12 เท่า จึงแสดงศักยภาพในการเป็นกระบวนการฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับระบบ DAC ในอนาคต
Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat
Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rise in global energy consumption emphasizes the need for clean and renewable energy sources to tackle this problem. Solar collectors could harness energy while minimizing environmental impact, offering a potential solution by increasing efficiency without modifying the equipment’s topology using nanofluids. Hybrid nanofluid, created by dispersing 2 nanoparticles into conventional liquid, have shown improving in strengths and reduce the weaknesses of single particle nanofluid. However, it’s difficult to predict its properties due to the complex interaction between particles and the fluid. This study addresses this challenge by integrating machine learning for the prediction of hybrid nanofluids properties into computational …
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึก (deep eutectic electrolytes, DEEs) เป็นระบบที่มีเสถียรภาพทางเคมีสูง ออกแบบองค์ประกอบได้หลากหลาย และมีศักยภาพในการทดแทนอิเล็กโทรไลต์แบบดั้งเดิมในแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหล (zinc flow batteries, ZFBs) อย่างไรก็ตาม ความหนืดที่สูงของ DEEs จำกัดการเคลื่อนที่ของไอออนในระบบ จึงต้องเติมตัวทำละลายร่วม (co-solvents) เพื่อปรับปรุงสมบัติเหล่านี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดและอัตราส่วนของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและสมบัติเชิงพลวัตของไอออนในระบบ DEEs โดยใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) ระบบที่ศึกษาประกอบด้วยเกลือสังกะสีคลอไรด์ (zinc chloride, ZnCl2) ความเข้มข้น 0.5 M ในตัวทำละลายผสมระหว่าง โคลีนคลอไรด์ (choline chloride, ChCl) กับเอทิลีนไกลคอล (ethylene glycol, EG) ในอัตราส่วน 1:4 โดยปริมาตร (ChCl:EG = 1:4 v/v) และเติมตัวทำละลายร่วม ได้แก่ อะซีโตไนไตรล์ (acetonitrile, ACN) ไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) และน้ำ (water, H2O) ในอัตราส่วน ChCl:EG:ตัวทำละลายร่วม = 1:4:X (X = 0, 1, 2, 4) ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างการละลายของ Zn2+ ส่วนใหญ่เป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) ยกเว้นระบบที่เติม H2O ในอัตราส่วน 1:4:4 (H2O-4) ที่แสดงลักษณะเป็นคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent separated ion pairs, SSIPs) เนื่องจาก H2O มีค่าคงที่ไดอิเล็กตริก (dielectric constant) สูงกว่าตัวทำละลายอื่น การเติม DMSO ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ (diffusion …
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนมักประกอบด้วยตัวทำละลายฐานคาร์บอเนต เช่น เอทิลีนคาร์บอเนต (ethylene carbonate, EC) และโพรพิลีนคาร์บอเนต (propylene carbonate, PC) ซึ่งมีความไวไฟสูง ส่งผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ หนึ่งในแนวทางแก้ไขคือการเติมตัวทำ-ละลายร่วม (co-solvent) ที่ไม่ติดไฟลงในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ งานวิจัยนี้ใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) เพื่อศึกษาผลของตัวทำละลายร่วมสองชนิด ได้แก่ ไตรเฮกซิล-ฟอสเฟต (trihexyl phosphate, THP) และไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) ต่อพฤติกรรมของ Li+ ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ประกอบด้วยเกลือลิเทียมเฮกซะฟลูออโรฟอสเฟต (lithium hexafluorophosphate, LiPF6) ความเข้มข้น 1.0 M ในตัวทำละลายผสม EC:PC อัตราส่วน 1:1 (v/v) โดยพิจารณาผลของการเติมตัวทำละลายร่วม 0-50 wt.% ผลการจำลองพบว่าในระบบที่เติม THP พบว่าโครงสร้างการละลายของ Li+ มีลักษณะเป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วย EC หรือ PC 4 โมเลกุล THP 1 โมเลกุล และ PF6- 1 ไอออน ซึ่งไม่ส่งผลต่ออันตรกิริยาระหว่างคู่ไอออน Li+-PF6- อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเติม DMSO ซึ่งมีค่าคงที่ไดอิเล็กตริกสูง (dielectric constant, ε ≈ 46.7) โครงสร้างการละลายของ Li+ เปลี่ยนเป็นแบบคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent-separated ion pairs, SSIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วยตัวทำละลายทั้งหมด 6 โมเลกุล และไม่พบ PF6- ในชั้นการละลายแรก การเติม THP ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ …
Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim
Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gel electro membrane extraction (G-EME) has undergone many developments, including the in-gel electro membrane extraction (IG-EME) and the minimization of G-EME. First, IG-EME is a two-phase version of G-EME; its development started with suppressing the electroendoosmosis phenomenon (EEO). The EEO effect is a major problem in G-EME, which is caused by the induced water movement of the agarose membrane during the extraction. A removal acceptor phase can reduce the chance of excessive water movement. IG-EME enhances the extraction efficiency and moves the extraction to the sensing platform. In this work, IG-EME was studied with fluorescence detection for the first …
Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok
Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A novel green preconcentration technique, rotating bar sorptive extraction (RBSE), was developed using an alginate-reduced graphene oxide (alginate-rGO) composite hydrogel as a green sorbent for the extraction of organophosphate pesticides (OPPs) from environmental water samples, followed by gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) analysis. The optimal configuration of the sorbent was shaped into a 12 × 12 mm cylindrical structure with 6 holes like a revolver cylinder to enhance surface area and mass transfer. The sorbent was prepared from a composite hydrogel of 15% w/v of alginate and 8% w/v of reduced graphene oxide. The alginate-rGO was then applied for RBSE of …