Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Physical Sciences and Mathematics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 14641 - 14670 of 14752

Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics

Development Of Paper-Based Analytical Devices For Simultaneous Naked-Eye Detection Of Heavy Metal Ions, Pornphimon Kamnoet Jan 2020

Development Of Paper-Based Analytical Devices For Simultaneous Naked-Eye Detection Of Heavy Metal Ions, Pornphimon Kamnoet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Paper-based analytical device was fabricated by a polymer screen printing and wax printing methods. The various types of device were designed for simultaneous heavy metal ions detection in synthetic unknown and real water samples. The colorimetric method was applied to detect the heavy metal ions using 1-(2-pyridylazo)-2-naphthol, bathophenanthroline, 1, 5-diphenylcarbazide, bathocuproine, dimethylglyoxime, dithizone, and 4-(2-pyridylazo) resorcinol as complexing agents. However, complexing agents require very highly selectivity. To improve the selectivity for heavy metal ion detection, a device was designed with pretreatment zones and the masking agents were applied to remove interfering ions. The proposed method was successfully applied for simultaneous …


Effects Of Microplastic On Water Flow And Contaminant Transport In Water-Saturated Sand, Siravit Chanprasit Jan 2020

Effects Of Microplastic On Water Flow And Contaminant Transport In Water-Saturated Sand, Siravit Chanprasit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

After decades of discovery of microplastic contamination over the world, effects of microplastic on organisms have been studied thoroughly, whereas ones on hydrological aspect are yet quite mentioned. As one of major microplastic sinks, soils are inevitable to face a number of microplastics; however, the movement of microplastic through soil and its consequence are still unknown. Then this research would be focusing on effects of microplastic contamination in soil sediment on hydraulic and transport parameters. Hydraulic conductivity (K), distribution coefficient (Kd), and dispersion coefficient (D) are the main parameters to be measured. The column experiment in column of diameter 7 …


การย้อมสีอินดิโกบนเส้นด้ายฝ้ายโดยใช้สารละลายหลังการลอกแป้งด้วยอะไมเลสและการฟอกสีผ้าเดนิมด้วยเซลลูเลส, จิตาภัค ชูดวง Jan 2020

การย้อมสีอินดิโกบนเส้นด้ายฝ้ายโดยใช้สารละลายหลังการลอกแป้งด้วยอะไมเลสและการฟอกสีผ้าเดนิมด้วยเซลลูเลส, จิตาภัค ชูดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ทดลองนำน้ำเสียจากการลอกแป้งผ้าเดนิมดิบด้วยเอนไซม์อะไมเลสร่วมกับเอนไซม์กลูโคอะไมเลส (น้ำเสียมีกลูโคส) และการนำน้ำเสียจากการฟอกสีผ้าเดนิมด้วยเอนไซม์เซลลูเลส (น้ำเสียมีสีอินดิโก) มาใช้ในการรีดิวซ์และย้อมสีอินดิโกลงบนเส้นด้ายฝ้าย โดยเริ่มแรกผ้าเดนิมดิบจะผ่านการลอกแป้งด้วยเอนไซม์อะไมเลสร่วมกับเอนไซม์กลูโคอะไมเลส น้ำเสียจากการลอกแป้งถูกวิเคราะห์หาความเข้มข้นของกลูโคสในน้ำเสีย หลังจากนั้นผ้าเดนิมที่ผ่านการลอกแป้งแล้วจะถูกนำมาฟอกสีด้วยเอนไซม์เซลลูเลสร่วมกับหินกรวด น้ำเสียจากการฟอกสีถูกนำมาวิเคราะห์ค่าความเข้มข้นของสีอินดิโกในน้ำเสีย รีดิวซ์สีในน้ำเสียจากการฟอกสีโดยใช้โซเดียมไดไทโอไนต์ กลูโคส และน้ำเสียจากการลอกแป้ง (น้ำเสียมีกลูโคส) จากนั้นน้ำเสียจากการฟอกสีที่ถูกรีดิวซ์จะถูกนำไปย้อมเส้นด้ายฝ้าย เส้นด้ายย้อมสีถูกวิเคราะห์หาค่าความเข้มสีและเฉดสี และร้อยละของการผนึกสีบนเส้นด้าย ผลการวิจัยพบว่า เส้นด้ายฝ้ายย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์โดยโซเดียมไดไทโอไนต์และกลูโคส (ณ ภาวะที่ทำให้สารละลายสีย้อมมีค่าความต่างศักย์ออกซิเดชันและรีดักชัน (โออาร์พี) ที่เหมาะสม คือ มีค่า -600 ถึง -700 mV) มีเฉดสีน้ำเงินโดยมีค่าความเข้มสี 1.41 และ 0.74 และการผนึกสีบนเส้นด้าย 74.8% และ 73.8% ตามลำดับ โดยเส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์ด้วยโซเดียมไดไทโอไนต์มีสีน้ำเงินที่เข้มกว่าเส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์ด้วยกลูโคสประมาณ 1 เท่า แต่ต่างมีการผนึกสีใกล้เคียงกัน (74-75%) ในขณะที่การศึกษาเบื้องต้นของการใช้น้ำเสียจากการลอกแป้ง (น้ำเสียมีกลูโคส) เป็นสารรีดิวซ์สีในน้ำเสียจากการฟอกสี (แทนการใช้โซเดียมไดไทโอไนต์และการใช้กลูโคสเป็นสารรีดิวซ์สี) เส้นด้ายหลังย้อมมีเฉดสีน้ำเงินอ่อนมาก เนื่องจากค่าโออาร์พีของสารละลายสีมีค่าสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้พบว่า สามารถนำน้ำเสียจากการลอกแป้งและน้ำเสียจากการฟอกสีมาหมุนเวียนใช้เป็นวัตถุดิบในการย้อมสีเส้นด้ายฝ้าย แต่ยังต้องปรับปรุงกระบวนการลอกแป้งให้น้ำเสียจากการลอกแป้งมีกลูโคสเกิดจากการลอกแป้งมากขึ้น อาจด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของเอนไซม์กลูโคอะไมเลสที่ใช้ในการลอกแป้ง หรือเติมกลูโคสเพิ่มลงไปในน้ำเสียจากการลอกแป้ง เพื่อลดค่าความต่างศักย์ออกซิเดชันและรีดักชันจนถึงค่าที่เหมาะสม คือ ต่ำกว่า -600 mV ลงไป จะทำให้สามารถนำน้ำเสียจากทั้งสองส่วนของการผลิตผ้าเดนิม (น้ำเสียจากการลอกแป้งและจากการฟอกสีผ้าเดนิม) มาหมุนเวียนใช้ต่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ


Remediation Of Cadmium Contaminated Soil By Corn Plantation With Biosurfactants Amendment, Pannawee Mekwichai Jan 2020

Remediation Of Cadmium Contaminated Soil By Corn Plantation With Biosurfactants Amendment, Pannawee Mekwichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Phytoremediation by a local economic crop (corn) is proposed as an alternative treatment option that allows simultaneous cadmium (Cd) contamination reduction and corn biomass utilization in Mae Sot District Tak Province. Biosurfactants, rhamnolipid (RL) and saponin (SP), were introduced to enhance Cd phytoextraction. The optimum RL and SP dose was 4 mmol kg−1 which was applied in Cd soil concentration of 36.8 mg kg-1. Cd uptake and corn biomass were higher with biosurfactant addition than in the control (without biosurfactants addition), by 4.7 and 2.3-folds, respectively, on the 30th day of corn plantation. The optimum biosurfactant doses were applied to …


Torrefaction Of Cassava Rhizome For Catalytic Gasification Process With Mcm-41 Synthesis By Illite Waste, Punchaluck Sirinwaranon Jan 2020

Torrefaction Of Cassava Rhizome For Catalytic Gasification Process With Mcm-41 Synthesis By Illite Waste, Punchaluck Sirinwaranon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, the cassava rhizome (CR) was torrefied under different atmosphere to produce a superior green solid fuel for subsequent catalytic gasification. The research consists of 3 parts. The first part was to study the effect of torrefaction temperature (220–300°C) under nitrogen (N2) and simulated flue gas (SFG) at a residence time of 30 and 60 minutes. The highest carbon content in obtained solid fuel ranged from 51.45–65.09%, meanwhile the lowest oxygen content was 19.36% at a temperature over 260˚C. The decrease of O/C ratio benefited from the fuel characteristics improvement of torrefied CR. The higher heating value of …


เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ดัดแปรผิวเพื่อเป็นสารตัวเติมในอิมัลชันเรซินสำหรับการเคลือบ, เนรัญชรา ภู่ระหงษ์ Jan 2020

เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ดัดแปรผิวเพื่อเป็นสารตัวเติมในอิมัลชันเรซินสำหรับการเคลือบ, เนรัญชรา ภู่ระหงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ทำการปรับปรุงผิวของเส้นใยนาโนเซลลูโลส (NCF) ผ่านกระบวนการดัดแปรผิวเพื่อเพิ่มความสามารถในการกระจายตัวสำหรับใช้เป็นสารตัวเติมในสารยึดอะคริลิก-สไตรีนอิมัลชัน โดยทำการดัดแปรผ่านปฏิกิริยาเอสเตอร์ริฟิเคชันด้วยกรดที่แตกต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่ กรดซักซินิกแอนไฮไดรด์ (SA) กรดพทาลิกแอนไฮไดรด์ (PA) และกรดซิตริก (CA) ทำให้ได้ NCF/SA, NCF/PA และ NCF/CA ตามลำดับ และแปรเปลี่ยนอัตราส่วนโมลของหน่วยแอนไฮโดรกลูโคสในเซลลูโลสต่อโมลกรดที่เข้าทำปฏิกิริยาเป็น 1:6, 1:8 และ 1:10 ภายใต้สภาวะอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อศึกษาผลกระทบของชนิดและปริมาณกรดที่ใช้ดัดแปรผิวต่อค่าระดับการแทนที่ ค่าศักย์ซีต้า และเสถียรภาพการกระจายตัวในน้ำของเส้นใยนาโนเซลลูโลสดัดแปรผิว จากผลการศึกษาพบว่าค่าระดับการแทนที่มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณอัตราส่วนโมลกรดเพิ่มขึ้น โดยการดัดแปรผิวเส้นใยนาโนเซลลูโลสด้วยกรดซักซินิกแอนไฮไดรด์ (NCF/SA) มีค่าระดับการแทนที่สูงที่สุด (0.46-0.86) และแสดงค่าประจุลบที่ผิวที่มีขนาดเพียงพอซึ่งทำให้มีเสถียรภาพของการกระจายตัวในน้ำที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ไม่ได้ทำการดัดแปรผิวและทำการดัดแปรผิวด้วยกรดพทาลิกแอนไฮไดรด์และกรดซิตริก โดย NCF/SA ที่เตรียมโดยใช้ปริมาณกรดน้อยที่สุดที่ 1:6 ให้เสถียรภาพของการกระจายตัวในน้ำได้ดี ดังนั้นจึงเลือก NCF/SA ที่เตรียมได้จากสภาวะนี้ ((1:6)NCF/SA) เป็นสารตัวเติมในสารยึดอะคริลิก-สไตรีนอิมัลชัน โดยใช้ในปริมาณร้อยละ 1 ร้อยละ 3 และร้อยละ 5 โดยน้ำหนักต่อน้ำหนักแห้งของสารยึดอิมัลชัน และขึ้นรูปเป็นฟิล์มแห้งเพื่อศึกษาผลของการเติมสารตัวเติมที่มีต่อสมบัติทางกายภาพของนาโนคอมพอสิตอิมัลชันและฟิล์มสารเคลือบผิวนาโนคอมพอสิต จากผลการศึกษาพบว่าสารตัวเติมมีประสิทธิภาพในการเป็นสารเพิ่มความหนืดให้อิมัลชันนาโนคอมพอสิต นอกจากนี้ยังส่งผลให้ฟิล์มสารเคลือบผิวนาโนคอมพอสิตมีสมบัติการยึดเกาะ ความแข็ง การทนต่อการขูดขีด ค่ายังก์มอดูลัส และค่าการทนต่อแรงดึงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สมบัติต่างๆดังกล่าวขึ้นอยู่กับปริมาณของสารตัวเติม โดยที่ปริมาณตั้งแต่ร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 5 แสดงสมบัติกายภาพต่างๆของสารเคลือบผิวนาโน คอมพอสิตมีค่าเพิ่มขึ้น


การขึ้นรูปและสมบัติของนาโนคอมพอสิตยางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์ดัดแปร, สรินยา วรพุทธพร Jan 2020

การขึ้นรูปและสมบัติของนาโนคอมพอสิตยางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์ดัดแปร, สรินยา วรพุทธพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้แกรฟีนออกไซด์ที่ผ่านการดัดแปรโครงสร้าง เพื่อใช้เป็นสารตัวเติมให้แก่ยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ โดยแกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้จากกระบวนการฮัมเมอร์ถูกดัดแปรโครงสร้างด้วย 3-อะมิโนโพรพิลไตรเอทอกซีไซเลน (APTES) และ (3-(อะมิโนเอทิลอะมิโนโพรพิล)ไตรเมทอกซีไซเลน (TMPES) ได้เป็นแกรฟีนออกไซด์ดัดแปร AGO และ TGO ตามลำดับ จากการวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันและองค์ประกอบทางเคมี พบว่าหมู่แอลคอกซีของสารคู่ควบอะมิโนไซเลนเข้าทำปฏิกิริยากับวงแหวนอิพ็อกไซด์ที่อยู่บนระนาบของแกรฟีนออกไซด์ ซึ่งสามารถเกิดการดัดแปรบนระนาบของแกรฟีนออกไซด์ได้ร้อยละ 22.5 และ 21.5 ตามลำดับ และผลจากการดัดแปรบนระนาบของแกรฟีนออกไซด์ส่งผลให้ลักษณะพื้นผิวมีรอยย่นมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแกรฟีนออกไซด์ดั้งเดิม อีกทั้งสามารถเพิ่มระยะห่างระหว่างชั้นของคาร์บอนได้ร้อยละ 57.9 และ 63.6 ตามลำดับ ซึ่งการดัดแปรโครงสร้างส่งผลให้ได้ค่าการนำไฟฟ้าของแกรฟีนออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.51 µS m-1 เป็น 319.1 และ 747.2 µS m-1 สำหรับ AGO และ TGO ตามลำดับ เมื่อพิจารณาสมบัติของยางธรรมชาตินาโนคอมพอสิต พบว่าแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรมีการกระจายตัวในเมทริกซ์ที่ดีกว่าแกรฟีนออกไซด์ ส่งผลให้ยางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์ดัดแปรนาโนคอมพอสิตมีความทนต่อแรงดึง ค่ามอดูลัสที่ความเครียดระยะ 100 และความทนแรงฉีกขาดที่สูงกว่ายางธรรมชาติ/แกรฟีนออกไซด์นาโนคอมพอสิต เมื่อพิจารณาผลของโครงสร้างของสารดัดแปรต่อสมบัติเชิงกล พบว่าไม่ปรากฏความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนำแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรมาใช้เป็นสารตัวเติมในยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ พบว่าหมู่เอมีนของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรเกิดอันตรกิริยากับหมู่ออกซิเรนออกซิเจนของยางธรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ส่งผลให้แกรฟีนออกไซด์ดัดแปรสามารถกระจายตัวได้ดีและรวมเป็นเนื้อเดียวกับเมทริกซ์ของยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ทำให้ผลของการเติมแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรในยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์มีสมบัติเชิงกลที่ดีกว่าการเติมแกรฟีนออกไดซ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรในยางทั้งสองชนิดพบว่าประสิทธิภาพการเสริมแรงของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรในยางธรรมชาติสูงกว่าในยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดอันตรกิริยาของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ ส่งผลให้ความหนืดของยางนาโนคอมพอสิตค่อนข้างสูง ทำให้การผสมสารเคมียางกับยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ เกิดได้ไม่ดี จึงต้องใช้เวลาในการผสมที่ยาวกว่าจึงทำให้สายโซ่ของยางถูกตัดขาดมากกว่า เมื่อทำการศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าของยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์นาโนคอมพอสิต พบว่าค่าการนำไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อสัดส่วนของแกรฟีนออกไซด์ดัดแปรที่เพิ่มขึ้น การเติม TGO ส่งผลให้ค่าการนำไฟฟ้าของยางนาโนคอมพอสิตสูงกว่าการเติม AGO และ GO เมื่อนำยางธรรมชาติและยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์นาโนคอมพอสิตมาประยุกต์ใช้เป็นเซนเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหว โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของนิ้วมนุษย์ พบว่ายางนาโนคอมพอสิตที่ใช้สารตัวเติม AGO มีความเหมาะสมในการนำมาพัฒนาเป็นเซนเซอร์มากกว่า TGO อันเนื่องมาจากลักษณะการเปลี่ยนแปลงของค่าความต้านทานไฟฟ้าที่เป็นรูปแบบที่ชัดเจนมากกว่า


ระดับความเข้มข้นตามแนวตั้งของฝุ่นละอองและโลหะ บริเวณอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร, ศิริภัทร์ อินทร์ตระกูล Jan 2020

ระดับความเข้มข้นตามแนวตั้งของฝุ่นละอองและโลหะ บริเวณอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร, ศิริภัทร์ อินทร์ตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นศึกษาระดับความเข้มข้นตามแนวตั้งของ PM2.5 และ PM2.5-10 บริเวณภายในและภายนอกอาคารสูงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยศึกษาที่ระดับความสูง 4.5, 51.5 และ 138.5 เมตร ในช่วงฤดูฝน (วันที่ 23 - 29 กันยายน 2562) ฤดูหนาว (วันที่ 13 - 19 มกราคม 2563) และฤดูร้อน (วันที่ 2 - 8 มีนาคม 2563) พร้อมทั้งวิเคราะห์โลหะในฝุ่นละออง ได้แก่ As, Cd, Cr, Pb, Mn, Ni, Cu, Fe, Zn, Mg, K, Ca และ Ba ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณ PM2.5 และ PM2.5-10 ภายนอกอาคารมีความเข้มข้นสูงที่สุดในช่วงฤดูหนาว รองลงมาได้แก่ ฤดูฝน และฤดูร้อน โดยมีค่าเฉลี่ยของ PM2.5 เท่ากับ 43.5 ± 10.7, 31.7 ± 12.8 และ 17.1 ± 5.8 µg/m3 ตามลำดับ และมีค่าเฉลี่ยของ PM2.5-10 เท่ากับ 16.5 ± 2.4, 14.6 ± 4.3 และ 12.8 ± 2.5 µg/m3 ตามลำดับ โดยความเข้มข้นของ PM2.5 ในแต่ละระดับความสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (p > 0.05) ทั้งในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน สำหรับความเข้มข้นของ PM2.5-10 พบว่า ในแต่ละระดับความสูงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ …


ระบบควบคุมเกมแอคชั่นแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่ผสานระบบต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์เข้าไปด้วย, ศุภชัย เต็งตระกูล Jan 2020

ระบบควบคุมเกมแอคชั่นแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่ผสานระบบต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์เข้าไปด้วย, ศุภชัย เต็งตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เทคโนโลยีการต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain Computer Interface: BCI) ที่ใช้สัญญาณ Electroencephalogram (EEG) เป็นเทคโนโลยี BCI ที่เหมาะกับการนำมาใช้ควบคุมเกมที่สุดเพราะความสะดวกและปลอดภัยต่อผู้ใช้ แต่แม้ว่าจะมีการศึกษาประเด็นนี้กันมานานหลายปี การออกแบบเกม BCI ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามจุดอ่อนพื้นฐานของสัญญาณ EEG ได้ ส่งผลให้ตัวเกมที่ออกมาขาดระบบการเล่นที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับเกมอื่นในท้องตลาด งานวิจัยชิ้นนี้จึงเสนอระบบควบคุมแบบใหม่ที่นำระบบ BCI ที่ใช้วิธีการจำแนก Steady-State Visually Evoked Potential (SSVEP) ที่ดีที่สุดในปัจจุบันอย่าง Riemannian มารวมกับอุปกรณ์ควบคุมอีก 3 อย่าง ได้แก่ คีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) และเครื่องตรวจจับตำแหน่งการมอง (Eye Tracker) นอกจากนั้นงานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอเกมแอคชั่นแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (Action First-person Shooter: Action FPS) ที่ถูกพัฒนามาให้ทำงานร่วมกับระบบควบคุมดังกล่าวเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมด้วยระบบ BCI ที่ดียิ่งขึ้น โดยตัวเกมจะมี 3 ฟีเจอร์ (Features) สำคัญ ได้แก่ การชะลอเวลา การไฮไลต์ตัวกระตุ้น SSVEP ที่ถูกมองอยู่ และการออกคำสั่ง SSVEP ให้โดยอัตโนมัติเมื่อผู้เล่นไม่สามารถใช้ได้แลกกับการไม่ได้รับของรางวัลบางอย่าง จากผลการทดสอบของผู้ร่วมทดสอบ 10 คนพบว่า ผู้ร่วมทดสอบทุกคนสามารถใช้คำสั่งผ่านเครื่องตรวจจับตำแหน่งการมองได้ดีในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับใช้คำสั่งได้ไม่ดีเท่าเดิม ส่วนการใช้คำสั่งผ่าน SSVEP ผลที่ออกมาแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคำสั่ง คำสั่งที่ผู้ร่วมทดสอบใช้สำเร็จด้วยตัวเองมากที่สุดมีโอกาสใช้สำเร็จอยู่ที่ 71% ส่วนคำสั่งที่ผู้ร่วมทดสอบใช้สำเร็จด้วยตัวเองน้อยที่สุดมีโอกาสเพียง 49% เท่านั้น โดยรวมแล้วระบบควบคุมนี้ถือว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะนำไปใช้ควบคุมเกมแนว FPS ได้ แต่ยังต้องปรับปรุงเรื่องความคงที่ของประสิทธิภาพของระบบ BCI และทางเลือกเกี่ยวกับการควบคุมด้วยเครื่องตรวจจับตำแหน่งการมอง และถึงแม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ร่วมทดสอบไม่ได้รับความสะดวกสบายในการเล่นอยู่บ้าง แต่ผู้ร่วมทดสอบ 90% ก็ยังคงสนุกกับตัวเกมอยู่ เนื่องจากฟีเจอร์ของตัวเกมมีส่วนช่วยให้ผู้ร่วมทดสอบรู้สึกว่ายังสามารถควบคุมเกมได้


การประยุกต์ใช้ไมโครฟรอนต์เอนส์กับการปรับโครงสร้างใหม่ซิงเกิลเพจแอปพลิเคชัน, ณัฐพร นพปฎล Jan 2020

การประยุกต์ใช้ไมโครฟรอนต์เอนส์กับการปรับโครงสร้างใหม่ซิงเกิลเพจแอปพลิเคชัน, ณัฐพร นพปฎล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถาปัตยกรรมระบบซอฟต์แวร์ปกติมักแบ่งแยกเป็นส่วนหน้าและส่วนหลัง โดยที่แบ็กเอนด์มีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ในขณะที่ฟรอนต์เอนด์รับผิดชอบการโต้ตอบระหว่างไคลเอนต์และระบบ บรรดาแนวทางสถาปัตยกรรมแบ็กเอนด์ในปัจจุบัน ไมโครเซอร์วิสเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระบบที่สามารถขยายได้ ในขณะเดียวกัน แอปพลิเคชันฝั่งไคลเอนต์ก็เติบโตขึ้นตามขนาดและความซับซ้อนเช่นกัน แนวคิดไมโครฟรอนต์เอนส์ได้ปรากฏขึ้นเป็นวิวัฒนาการทางตรรกของสถาปัตยกรรมฝั่งฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชัน คล้ายคลึงกับไมโครเซอร์วิส แนวคิดทั้งสองมีประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบพร้อมกัน นอกเหนือจากสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการแบ่งแยกแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนเล็กๆ วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอการประยุกต์ใช้ไมโครฟรอนต์เอนส์สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์โปรแกรมสืบค้นทางกฎหมายเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากโปรแกรมสืบค้นโดยปกติทั่วไปจัดเป็นโครงการซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ การพัฒนาเป็นซิงเกิลเพจแอปพลิเคชันจึงมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถรองรับงานที่มีปริมาณมากขึ้น ระบบขยายตัวไม่ได้ดี และค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาสูง การออกแบบฝั่งไคลแอนต์บนพื้นฐานไมโครฟรอนต์เอนด์ผนวกกับเทคโนโลยีแบ็กเอนด์แบบไมโครเซอร์วิสได้ถูกนำเสนอในงานวิจัยนี้ สำหรับการประเมินผล ความต้องการใหม่ของหน้าเว็บ รายละเอียดเอกสาร ได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยแองกูลาร์และเพิ่มเข้าไปในระบบปัจจุบันที่เป็นซิงเกิลเพจแอปพลิเคชัน เพื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาฟีเจอร์ดังกล่าวด้วยไมโครฟรอนต์เอนด์ ตัววัดทั้งสามที่ถูกเลือกสำหรับการประเมินสมรรถนะประกอบด้วย ความขึ้นต่อกันของคอมโพเนนต์ เวลาการพัฒนา และเวลาการทดสอบ ผลลัพธ์ค่าการวัดรายงานค่าตัววัดทั้งสามตัวที่ลดลงเมื่อพัฒนาด้วยไมโครฟรอนต์เอนด์ อย่างไรก็ตาม ทีมงานมีความรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากขึ้นกับการพัฒนาแบบใหม่ด้วยไมโครฟรอนต์เอนด์


การรีมอดุลาไรเซชันด้วยการค้นหาต้องห้าม, พจนารถ จันทน์วัฒนวงษ์ Jan 2020

การรีมอดุลาไรเซชันด้วยการค้นหาต้องห้าม, พจนารถ จันทน์วัฒนวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอการรีมอดุลาไรเซชันซอฟต์แวร์ด้วยการค้นหาต้องห้าม เพื่อค้นหารูปแบบการจัดสรรคลาสไปยังแพ็กเกจที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นการปรับปรุงสภาพมอดุลาร์ของซอฟต์แวร์ โดยทำการค้นหาคลาสที่ไม่เหมาะสมกับแพ็กเกจ เพื่อย้ายไปยังแพ็กเกจที่เหมาะสมมากขึ้น การรีมอดุลาไรเซชันซอฟต์แวร์ด้วยการค้นหาต้องห้ามนี้ ประกอบไปด้วยขั้นตอนการตรวจสอบว่า ซอฟต์แวร์นั้นมีความจำเป็นต้องทำการรีมอดุลาไรเซชันหรือไม่ ด้วยเกณฑ์ค่าสัมประสิทธิ์ซิลูเอทของระบบซอฟต์แวร์ และหากซอฟต์แวร์จำเป็นต้องรีมอดุลาไรเซชัน ขั้นตอนถัดไปคือทำการค้นหาด้วยการค้นหาต้องห้ามจะค้นหารูปแบบการจัดสรรคลาสที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งวิธีการนี้สามารถเป็นเครื่องมือช่วยวิศวกรซอฟต์แวร์ตัดสินใจในการทำรีมอดุลาไรเซชันได้ เพื่อสนับสนุนวิธีการรีมอดุลาไรเซชันด้วยการค้นหาต้องห้าม จึงได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อทดสอบกับซอฟต์แวร์และกรณีตัวอย่างที่พัฒนาด้วยภาษาจาวารวมเจ็ดตัวอย่าง จากการทดสอบพบว่า เครื่องมือสามารถตรวจสอบได้ว่าซอฟต์แวร์ควรมีการรีมอดุลาไรเซชันหรือไม่ และเครื่องมือสามารถค้นหาและแนะนำวิธีมูฟคลาสรีแฟคทอริงเพื่อทำให้ระบบซอฟต์แวร์มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยประเมินจากการใช้ตัววัดสัมประสิทธิ์ซิลูเอทและเทอร์โบเอ็มคิว เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการรีมอดุลาไรเซชันแล้วพบว่ามีค่าเพิ่มขึ้น


การสร้างกรณีทดสอบจากบีพีเอ็มเอ็นที่มีการเรียกใช้ดีเอ็มเอ็น, บุศรินทร์ บุญมีพิพิธ Jan 2020

การสร้างกรณีทดสอบจากบีพีเอ็มเอ็นที่มีการเรียกใช้ดีเอ็มเอ็น, บุศรินทร์ บุญมีพิพิธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บีพีเอ็มเอ็นถูกนำมาใช้ในการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ โดยใช้ในการสื่อสารการทำงานผ่านสัญลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานของแบบจำลอง ซึ่งการจัดการกระบวนการทางธุรกิจดังกล่าวอาจเกิดระหว่างขั้นตอนการรวบรวมความต้องการของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ เนื่องจากกระบวนการทางธุรกิจที่มีความซับซ้อนมักจะมีกฎการตัดสินใจ ดังนั้น ดีเอ็มเอ็นจึงถูกนำมาใช้ร่วมกับบีพีเอ็มเอ็นเพื่ออธิบายกฎเหล่านี้ในรูปแบบของตารางการตัดสินใจดีเอ็มเอ็น ดีเอ็มเอ็นยังช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถระบุกฎทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งทำให้รูปแบบกระบวนการทางธุรกิจเข้าใจได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม แบบจำลองเหล่านี้จำเป็นต้องถูกทวนสอบด้วยกรณีทดสอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างกรณีทดสอบจากบีพีเอ็มเอ็น แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับบีพีเอ็มเอ็นที่มีการเรียกใช้ดีเอ็มเอ็น วิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอการสร้างกรณีทดสอบจากบีพีเอ็มเอ็นที่มีการเรียกใช้ดีเอ็มเอ็น โดยเริ่มจากนำเข้าและวิเคราะห์ไฟล์บีพีเอ็มเอ็น ไฟล์ดีเอ็มเอ็น ไฟล์เส้นทางการทดสอบ และไฟล์กรณีทดสอบเดิม เพื่อค้นหาว่ามีกฎใดของตารางการตัดสินใจดีเอ็มเอ็นที่ยังไม่ถูกใช้งานในกรณีทดสอบ จากนั้นจึงสร้างกรณีทดสอบให้ครอบคลุมครบทุกกฎ ด้วยวิธีการนี้ทำให้กรณีทดสอบมีกฎครอบคลุมครบทุกกฎ ซึ่งมั่นใจได้ว่ากระบวนการทางธุรกิจถูกทวนสอบอย่างอย่างถี่ถ้วน


การสร้างกรณีทดสอบสำหรับเว็บเซอร์วิสแบบดับเบิลยูเอส-บีเพลจากกราฟการเรียกเชิงสถิต, วารีรัตน์ บัวเสนาะ Jan 2020

การสร้างกรณีทดสอบสำหรับเว็บเซอร์วิสแบบดับเบิลยูเอส-บีเพลจากกราฟการเรียกเชิงสถิต, วารีรัตน์ บัวเสนาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เว็บเซอร์วิสถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การพัฒนาเว็บเซอร์วิสนั้นไม่ยึดติดกับภาษาที่ใช้ในการพัฒนาจึงทำให้เว็บเซอร์วิสมีรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป จึงต้องมีมาตรฐานในการควบคุมและประสานกระบวนการธุรกิจผ่านทางเว็บเซอร์วิส มาตรฐานนี้ถูกเรียกว่าดับเบิลยูเอส-บีเพล การทดสอบเว็บเซอร์วิสนั้นก็เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้ตรงตามความต้องการของกระบวนการธุรกิจ งานวิจัยในปัจจุบันมีการนำเสนอแนวคิดและเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างกรณีทดสอบสำหรับดับเบิลยูเอส-บีเพล โดยมุ่งเน้นเพียงกระบวนการธุรกิจในไฟล์ดับเบิลยูเอส-บีเพลเพียงหนึ่งไฟล์เท่านั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอแนวทางและเครื่องมือการสร้างกรณีทดสอบสำหรับดับเบิลยูเอส-บีเพลจากกราฟการเรียกเชิงสถิต เพื่อรองรับกรณีที่มีการเรียกใช้กระบวนการย่อยระหว่างไฟล์ดับเบิลยูเอส-บีเพล โดยเครื่องมือจะวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของแต่ละไฟล์ แทรกชุดคำสั่งในรหัสต้นทาง วิเคราะห์ความสัมพันธ์การเรียกใช้งานระหว่างไฟล์ดับเบิลยูเอส-บีเพลเพื่อสร้างกราฟการเรียกเชิงสถิต จากนั้นสร้างทางเดินทดสอบจากกราฟการเรียกเชิงสถิตเพื่อให้ได้ความครอบคลุมในระดับกิ่ง


การสร้างเทสต์สคริปต์สําหรับโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ, พันทกานต์ ศรีวิชัยนันท์ Jan 2020

การสร้างเทสต์สคริปต์สําหรับโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ, พันทกานต์ ศรีวิชัยนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทดสอบซอฟต์แวร์เป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ในระบบ สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับซอฟต์แวร์ได้ การทดสอบซอฟต์แวร์ด้วยมือเป็นการทดสอบรูปแบบหนึ่งที่สามารถค้นหาข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ได้ ทุก ๆ ครั้งที่ซอฟต์แวร์มีการเปลี่ยนแปลงต้องมีการทดสอบเพื่อเป็นการประกันคุณภาพของซอฟต์แวร์ อย่างไรก็ตามการทดสอบนั้นจะใช้จำนวนนักทดสอบ เวลาที่ใช้ทดสอบ เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการทดสอบแบบถดถอย แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีการใช้การทดสอบแบบอัตโนมัติมาช่วยลดเวลาที่ใช้ในการทดสอบลงแล้ว ยังต้องอาศัยนักทดสอบที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการสร้างเทสต์สคริปต์ ทำให้การสร้างเทสต์สคริปต์ในช่วงเวลาเริ่มต้นนั้นอาจใช้เวลานาน งานวิจัยนี้จึงได้เล็งเห็นความสำคัญที่จะช่วยนักทดสอบสร้างเทสต์สคริปต์ได้ง่ายขึ้น จึงนำเสนอวิธีการสร้างเทสต์สคริปต์สำหรับโปรแกรมประยุกต์บนเว็บจากการนำเข้าชื่อยูอาร์แอลเพื่อวิเคราะห์อินพุตฟิลด์และไฟล์เอกซ์เอสดีเพื่อสร้างข้อมูลทดสอบ โดยใช้วิธีการสร้างข้อมูลทดสอบแบบการวิเคราะห์ค่าขอบเขตแล้วสร้างเป็นเทสต์สคริปต์ ซึ่งเทสต์สคริปต์ที่ได้มานั้นจะถูกใช้งานภายใต้โรบอทเฟรมเวิร์ค หลังจากผู้วิจัยได้ทดสอบเครื่องมือเพื่อสร้างเทสต์สคริปต์ พบว่าเครื่องมือสามารถสร้างเทสต์สคริปต์และนำไปใช้งานภายใต้โรบอทเฟรมเวิร์คได้จริง


การเฝ้าสังเกตการเรียกใช้คอลล์แอ็คทีวิตีและเซอร์วิสทาสก์สำหรับบีพีเอ็มเอ็น, วรณัฎฐ์ ดวงแก้ว Jan 2020

การเฝ้าสังเกตการเรียกใช้คอลล์แอ็คทีวิตีและเซอร์วิสทาสก์สำหรับบีพีเอ็มเอ็น, วรณัฎฐ์ ดวงแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงบริการนั้นถูกนำมาใช้งานในการผนวกรวมเซอร์วิสที่มีอยู่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อลดเวลาและความซ้ำซ้อนในการพัฒนาเซอร์วิสตามกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร ซึ่งในกระบวนการทางธุรกิจที่ออกแบบอาจมีการติดต่อเรียกใช้งานกับเซอร์วิส จำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้ผู้ออกแบบกระบวนการเห็นถึงองค์ประกอบและภาพรวมการทำงานภายในกระบวนการนั้น องค์กรหลายแห่งจึงออกแบบและจำลองการทำงานของกระบวนการโดยใช้ ภาษาบีพีเอ็มเอ็นที่สามารถรองรับกับการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจ บีพีเอ็มเอ็นยังประกอบด้วยคอลล์แอ็คทีวิตีและเซอร์วิสทาสก์ โดยที่คอลล์แอ็คทีวิตีจะเรียกใช้บีพีเอ็มเอ็นอื่นที่อยู่ภายในเครื่องประมวลผลแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นเดียวกัน ในขณะที่เซอร์วิสทาสก์จะเรียกใช้งานเว็บเซอร์วิสที่อยู่ภายนอก วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางและเครื่องมือสำหรับการเฝ้าสังเกตการเรียกใช้ คอลล์แอ็คทีวิตีและเซอร์วิสทาสก์สำหรับบีพีเอ็มเอ็น โดยผู้ทดสอบนำเข้าไฟล์บีพีเอ็มเอ็น กรณีทดสอบเดิมและเส้นทางการทดสอบ จากนั้นดำเนินการตรวจสอบกรณีทดสอบเดิมกับเส้นทางการทดสอบ และเมื่อพบว่ามีเส้นทางที่ยังไม่ถูกทดสอบ กรณีทดสอบใหม่จะถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มของเส้นทางการทดสอบแบบกิ่ง โดยสุ่มข้อมูลนำเข้าตามข้อจำกัดของตัวแปร สุดท้ายแล้วกรณีทดสอบที่สร้างขึ้นจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล ส่งผลให้กรณีทดสอบที่ได้มีความครอบคลุมทุก ๆ คอลล์แอ็คทีวิตีและเซอร์วิสทาสก์


การแปลงตรรกเชิงเวลาแบบเมตริกไปเป็นตรรกเชิงเวลาเชิงเส้นสำหรับโพรเมลา, จุฑามาศ กะวิเศษ Jan 2020

การแปลงตรรกเชิงเวลาแบบเมตริกไปเป็นตรรกเชิงเวลาเชิงเส้นสำหรับโพรเมลา, จุฑามาศ กะวิเศษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทวนสอบสำหรับระบบเรียลไทม์เป็นสิ่งสำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปกติแล้วระบบเรียลไทม์จะอยู่ในรูปแบบที่เป็นรูปแบบทางการและถูกตรวจสอบเพื่อให้สามารถรองรับคุณลักษณะที่สำคัญ ๆ ได้ แบบจำลองที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นทางการนี้สามารถตรวจสอบคุณลักษณะที่สนใจด้วยใช้การตรวจสอบแบบจำลอง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบคุณลักษณะของแบบจำลองดังกล่าว ที่ได้ประสิทธิภาพสามารถเขียนแทนให้อยู่ในรูปแบบของตรรกเชิงเวลาแบบเมตริก หรือเอ็มทีแอล ซึ่งสามารถระบุช่วงเวลาที่สนใจได้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอทางเลือกหนึ่งสำหรับการแปลงสมการในรูปบบแอลทีแอลไปเป็นสมการในรูปแบบของตรรกศาสตร์เชิงเส้น หรือแอลทีแอล ที่ทำงานร่วมกันกับภาษาโพรเมลา จากคุณลักษณะของเอ็มทีแอลที่ประกอบไปด้วย ตัวดำเนินการแบบตลอดไป ตัวดำเนินการแบบในที่สุด ตัวดำเนินการแบบถัดไป ตัวดำเนินการจนกระทั่งแบบเข้ม และตัวดำเนินการจนกระทั่งแบบอ่อน จากคุณะลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นคุณลักษณะที่ได้นำมาศึกษาในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ กรณีศึกษาแบบจำลองระบบการบรรจุในแจ้งยอดหนี้บัตรเครดิตที่อยู่ในรูปแบบของไทม์แพททริเนทและถูกเขียนด้วยภาษาโพรเมลาซึ่งทำงานด้วยระบบสัญญาณนาฬิกาหลักและนาฬิกาย่อยเพื่อรองรับการทำงานกับเงื่อนไขด้านเวลาของกระบวนการในกรณีศึกษา การแปลงสมการในรูปแบบของเอ็มทีแอลพร้อมด้วยเงื่อนไขของเวลาไปเป็นสมการในรูปแบบของแอลทีแอลแสดงให้เห็นว่าการทวนสอบแบบจำลองกรณีศึกษาทำงานได้อย่างถูกต้องโดยทวนสอบแบบจำลองดังกล่าวด้วยเครื่องมือสปิน


วงจรควอนตัมสำหรับขั้นตอนวิธีการของชอร์, วิภู เมธาชวลิต Jan 2020

วงจรควอนตัมสำหรับขั้นตอนวิธีการของชอร์, วิภู เมธาชวลิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีขั้นตอนการหาตัวประกอบจำนวนเฉพาะของชอร์เป็นหนึ่งในปัญหาที่น่าสนใจสำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยงานวิจัยนี้ต้องศึกษาถึงพฤติกรรมของวงจรขั้นตอนวิธีการของชอร์เมื่อนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบัน โดยเลือกนำการออกแบบวงจรที่นำเสนอไว้โดย สตีเฟ่น เบอรีการ์ด มาทำการทดลองบนคอมพิวเตอร์ควอนตัมของทางบริษัทไอบีเอ็มขนาด 15 คิวบิต


การประยุกต์ใช้ตัวแบบซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนและตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียมร่วมกับวิธีการทำให้เรียบแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล, แซนนี่ ชัว Jan 2020

การประยุกต์ใช้ตัวแบบซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนและตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียมร่วมกับวิธีการทำให้เรียบแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล, แซนนี่ ชัว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพยากรณ์อนุกรมเวลาเป็นการคาดคะเนผลลัพธ์จากข้อมูลในอตีต เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลอนุกรมเวลาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ในประเทศไทยจำนวน 40 ชุด ทั้งปริมาณการผลิตสินค้า มูลค่าการจำหน่ายสินค้า ปริมาณเชื้อเพลิง ปริมาณน้ำในเขื่อน และจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งมีรูปแบบแนวโน้มและฤดูกาลของข้อมูลอนุกรมเวลาที่หลากหลาย สำหรับศึกษาการประยุกต์วิธีการทำให้เรียบแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (ES) ในการพยากรณ์ และเปรียบเทียบความแม่นยำของผลการพยากรณ์อนุกรมเวลาที่ได้จาก 3 ตัวแบบ คือ วิธีทำให้เรียบแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (ES), ตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ ES ร่วมกับตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียม (ES+ANN) และตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ ES ร่วมกับตัวแบบซัพพอร์ทเวกเตอร์แมชชีน (ES+SVM) โดยมีเกณฑ์รากของค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (Root Mean Square Error : RMSE) เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบความแม่นยำของตัวแบบ ผลการศึกษาพบว่าตัวแบบผสมระหว่างตัวแบบ ES ร่วมกับตัวแบบโครงข่ายประสาทเทียม (ES+ANN) มีความแม่นยำในการพยากรณ์อนุกรมเวลามากที่สุดสำหรับข้อมูลทั้ง 40 ชุด


การศึกษาเปรียบเทียบการจำแนกประเภทข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีสิ่งแปลกปน, ณัฏฐชัย บวรมงคลศักดิ์ Jan 2020

การศึกษาเปรียบเทียบการจำแนกประเภทข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีสิ่งแปลกปน, ณัฏฐชัย บวรมงคลศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบตัวแบบในการจำแนกประเภทข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจโดยใช้ตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก 3 ตัวแบบได้แก่ (1)โครงข่ายประสาทเทียมแบบเพอร์เซ็ปตรอนหลายชั้น (MLPs) (2)โครงข่ายคอนโวลูชันเต็มรูป (FCNs) และ (3)โครงข่ายแบบเรสซิดวลหรือเรสเนท (ResNet) ชุดข้อมูลที่ใช้ทดสอบประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ ส่วนของข้อมูลจำลอง และส่วนของข้อมูลจริงใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล MIT-BIH Arrythmia ในแต่ละชุดข้อมูลจะทำการเพิ่มสิ่งแปลกปนในข้อมูล 4 แบบได้แก่ Wandering baseline, Muscle tremor, AC interference และ Motion artifacts และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแต่ละตัวแบบด้วยวิธีครอสวาลิเดชัน แบ่งข้อมูลเป็น 10 ส่วนแล้วพิจารณา ค่าความถูกต้อง ค่าความแม่นยำ และค่าความครบถ้วน สำหรับส่วนของข้อมูลจำลอง พบว่าเมื่อพิจารณาค่าความถูกต้องแล้ว ในภาพรวมตัวแบบ MLPs มีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่า FCNs และ ResNet ค่อนข้างเยอะ ในขณะที่ตัวแบบ FCNs และ ResNet ได้ผลออกมาค่อนข้างดี และได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันในข้อมูลแต่ละชุด ในชุดข้อมูลที่มีสิ่งแปลกปนประเภท Wandering baseline ค่าเฉลี่ยมีค่าลดลงสำหรับตัวแบบ MLPs ในชุดข้อมูลที่มีสิ่งแปลกปนประเภท Muscle tremor และ AC interference ไม่พบว่าค่าเฉลี่ยลดลงอย่างชัดเจนในทุกกรณี และในชุดข้อมูลที่มีสิ่งแปลกปนประเภท Motion artifacts พบว่าค่าเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยเมื่อใช้ตัวแบบ MLPs สำหรับค่าความแม่นยำและค่าความครบถ้วนพบว่ามีทิศทางเดียวกับค่าความถูกต้อง สำหรับข้อมูลจริง ในภาพรวมมีความใกล้เคียงกับผลการศึกษาในส่วนของข้อมูลจำลอง แต่ในชุดข้อมูลที่มีสิ่งแปลกปน Wandering baseline พบว่าประสิทธิภาพลดลงในทุกตัวแบบ


การเปรียบเทียบวิธีบูตสแตรปในการประมาณช่วงความเชื่อมั่นของค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยเชิงเส้นที่มีมิติสูง, ภูวกร นิธิศนทีกุล Jan 2020

การเปรียบเทียบวิธีบูตสแตรปในการประมาณช่วงความเชื่อมั่นของค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยเชิงเส้นที่มีมิติสูง, ภูวกร นิธิศนทีกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบช่วงความเชื่อมั่นสำหรับค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยโดยแนวทางบูตสแตรปที่แตกต่างกัน (1) วิธีสุ่มตัวแปรตามและตัวแปรอิสระ (2) วิธีสุ่มส่วนเหลือ และ (3) วิธีสุ่มค่าถ่วงน้ำหนัก ผู้วิจัยได้จำลองชุดข้อมูลขนาดมิติต่ำและมิติสูงขึ้น และ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วยวิธีบูตสแตปที่แตกต่างกัน 3 วิธี โดยการวัดค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ช่วงความเชื่อมั่นที่ครอบคลุมค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยค่าจริง ค่าเฉลี่ยความกว้าง ค่าเฉลี่ยอัตราผลบวกเทียม และค่าเฉลี่ยอัตราผลลบเทียม ระหว่าง 1,000 ข้อมูล การวิเคราะห์ของเราพบว่าบูตสแตรปที่ใช้สุ่มตัวแปรตามและตัวแปรอิสระดีที่สุดในแง่ของทั้งค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ช่วงความเชื่อมั่นที่ครอบคลุมค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยค่าจริงและค่าเฉลี่ยอัตราผลบวกเทียม บูตสแตรปที่ใช้สุ่มส่วนเหลือดีที่สุดในแง่ของค่าเฉลี่ยความกว้าง และบูตสแตรปที่ใช้สุ่มค่าถ่วงน้ำหนักดีที่สุดในแง่ของค่าเฉลี่ยอัตราผลลบเทียม


Catalytic Cracking Of Fusel Oil To Light Olefins Over Zeolite Catalysts, Rachatawan Yaisamlee Jan 2020

Catalytic Cracking Of Fusel Oil To Light Olefins Over Zeolite Catalysts, Rachatawan Yaisamlee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Fusel oil is a by-product of bioethanol production. It is considered a renewable feedstock as well as an environmentally friendly material. However, due to the limitation of its application, the market is not able to absorb the demand for fuel oil, which results in a relatively low price. As a consequence, fusel oil is an interesting new renewable source to convert into value-added products via a high-efficiency bioenergy conversion process. In the present work, the catalytic cracking of fusel oil to light olefins (ethylene, propylene, and butylene) was investigated in a fixed bed reactor using zeolites as catalysts. The physicochemical …


Positive Labeled And Unlabeled Learning Methods Of Meta-Path Based Functional Profiles For Predicting Drug-Disease Associations, Thitipong Kawichai Jan 2020

Positive Labeled And Unlabeled Learning Methods Of Meta-Path Based Functional Profiles For Predicting Drug-Disease Associations, Thitipong Kawichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Drug repositioning, discovering new indications for existing drugs, is a competent strategy to reduce time, costs, and risk in drug discovery and development. Many computational methods have been developed to identify new drug-disease associations for further validation and drug development. A recent approach showing superior performance with less required data is a meta-path based approach, which derives network-based information using path patterns from drug to disease nodes. However, existing meta-path based methods discard information of intermediate nodes along paths, which are important indicators for describing relationships between drugs and diseases. With known (positive) and unknown (unlabeled) drug-disease associations, this research …


Preparation Of Activated Clay From Ratchaburi Bentonite For Pyrolysis Oil Decolorization, Woranan Koedsang Jan 2020

Preparation Of Activated Clay From Ratchaburi Bentonite For Pyrolysis Oil Decolorization, Woranan Koedsang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bentonite is a clay mineral which widely used in considerable applications, such as bleaching agent in the oil refining process, lubricant in drilling for civil works, filler and additive as well as used to absorb odors from the waste. It can be achieved that bentonite is very tremendously advantageous and employ in many industries. The aims of this research were carried out to study the preparation of activated clay from bentonite Ratchaburi for pyrolysis oil decolorization. The bentonite was processed by activation with sulfuric acid (H2SO4), hydrochloric acid (HCl). sodium hydroxide (NaOH) and potassium hydroxide (KOH), various the ratio of …


การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของไรเซอร์สำหรับดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบอุณหภูมิไม่คงที่, อมลวรรณ ศรวิชัย Jan 2020

การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของไรเซอร์สำหรับดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบอุณหภูมิไม่คงที่, อมลวรรณ ศรวิชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะโลกร้อนเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของแก๊สเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเผาไหม้ที่ถูกปลดปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ในการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ที่ได้รับความสนใจทั้งระดับการทดลองและระดับอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย คือ การดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์หลังการเผาไหม้ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนและใช้ตัวดูดซับชนิดของแข็ง ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ หอไรเซอร์ที่ใช้ในการดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และหอดาวเนอร์ที่ใช้ในการฟื้นฟูหรือคืนสภาพตัวดูดซับ ในการศึกษาจึงมุ่งเน้นในส่วนของหอไรเซอร์ พบว่า ความสามารถในการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้ยังไม่ดีพอ เนื่องจากอุณหภูมิถึงสมดุลปฎิกิริยาเคมี งานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดพัฒนาแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวนของหอไรเซอร์ฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนแบบอุณหภูมิไม่คงที่ จากผลการศึกษาพบจำนวณเซลล์ที่ใช้ในการคำนวณและเวลาจำลองที่เหมาะสม คือ จำนวนเซลล์การคำนวณ 400,000 เซลล์และเวลาในการคำนวณ 100 วินาทีตามลำดับ นอกจากนี้ยังศึกษาผลกระทบของตัวแปรกระบวนการต่าง ๆ ต่อการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในหอไรเซอร์ ประกอบด้วย อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น อัตราการไหลของน้ำหล่อเย็น ระยะห่างระหว่างชุดท่อน้ำหล่อเย็น ขนาดท่อน้ำหล่อเย็น และลักษณะการจัดเรียงท่อน้ำหล่อเย็นภายในหอไรเซอร์ ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิมีผลต่อการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากอุณหภูมิจะส่งผลให้สมดุลการดูดซับเปลี่ยนไป


การดัดแปรโครงสร้างและผิวของเลเยอร์ดับเบิลไฮดรอกไซด์สำหรับสารยึดติดฐานพียู, ลักษณ์ชนก ทันเจริญ Jan 2020

การดัดแปรโครงสร้างและผิวของเลเยอร์ดับเบิลไฮดรอกไซด์สำหรับสารยึดติดฐานพียู, ลักษณ์ชนก ทันเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This work studied the structural modification of magnesium-aluminum layered double hydroxides (MgAl LDH) by intercalation with sodium dodecyl sulfate (SDS) and surface modification of MgAl LDH by silylation with (3-aminopropyl)triethoxysilane (APS), methyl(trimethoxy)silane (MTMS) and octadecyl (trimethoxy)silane (OTMS). The effect of SDS : Al molar ratio silane coupling agent and APS : Al molar ratio on the physicochemical properties of modified MgAl LDH were also investigated. The results showed that LDHw-SDS1.0-APS2.4 exhibited the highest interlayer spacing. The APS had better dispersibility on metal hydroxides layer than MTMS and OTMS, as APS dispersed thoroughly in ethanol. The higher amount of APS was …


การดูดซับสีรีแอคทีฟโดยใช้คอมพอสิตไคโตซาน-พอลิไวนิลแอลกอฮอล์, วิสาข์ ไทรสุวรรณ Jan 2020

การดูดซับสีรีแอคทีฟโดยใช้คอมพอสิตไคโตซาน-พอลิไวนิลแอลกอฮอล์, วิสาข์ ไทรสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสังเคราะห์คอมพอสิตไคโตซาน-พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ (CS:PVA) โดยใช้สารเชื่อมขวาง เตตระเอธิลออร์โธซิลิเกต (TEOS) และกรดออกซาลิก (OA) และการกราฟต์หมู่ฟังก์ชันเอมีนโดยใช้สาร 3-อะมิโนโพรพิลไตรเอทอกซีไซเลน (APTES) ในการกำจัดสีแอคทีฟเรด 120 ในน้ำ โดยตรวจสอบหมู่ฟังก์ชันบนคอมพอสิตด้วยเทคนิคฟลูเรียร์ทรานส์ฟอร์ม อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี (FTIR) ปรากฏการเปลี่ยนแปลงหมู่ฟังก์ชันบนคอมพอสิตเมื่อมีการเติมสารเชื่อมขวาง และเมื่อพิจารณาลักษณะสัณฐานวิทยาโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) แสดงให้เห็นว่าไคโตซานและพอลิไวนิลแอลกอฮอล์สามารถรวมเข้ากันได้ดี และสัดส่วนคอมพอสิตไคโตซาน-พอลิไวนิลแอลกอฮอล์พบว่า ผลของการดูดซับที่สัดส่วนระหว่างไคโตซานและพอลิไวนิลแอลกอฮอล์บนคอมพอสิตและการเติมสารเชื่อมขวางส่งผลต่อการดูดซับโดยร้อยละการกำจัดจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบวมตัวของคอมพอสิต การบวมตัวสูงทำให้เวลาในการเข้าสู่สมดุลได้เร็ว และประจุบนพื้นผิวเป็นศูนย์ของคอมพอสิต (PZC) พบว่าการกำจัดสีจะขึ้นอยู่กับประจุที่ผิวคอมพอสิตและประจุของสี สำหรับผลการศึกษาตัวแปรต่าง ๆ พบว่าคอมพอสิต 3CS:7PVA_1.5TEOS_0.5OA_0.1APTES ที่ความเข้มข้นเริ่มต้นของสีแอคทีฟเรด 120 เท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อลิตร ความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 7 ปริมาณคอมพอสิตที่ 0.5 กรัม และที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ใช้เวลาในการเข้าสู่สมดุลภายในเวลา 120 นาที และมีร้อยละการกำจัดสี 100.0 เมื่อเวลาผ่านไป 480 นาที การเพิ่มความเข้มข้นเริ่มต้นของสีสามารถกำจัดสีได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถลดเวลาในการเข้าสู่สมดุลได้ที่ภาวะเป็นกลาง นอกจากนี้การเพิ่มปริมาณคอมพอสิตเป็นการเพิ่มพื้นผิวสัมผัสในการดูดซับ และมีประสิทธิภาพในการดูดซับที่อุณหภูมิปกติ


การผลิตไฮโดรเจนจากแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อยโดยใช้ Nio/Cao-Li4sio4, เพ็ชร ชุนะเกียรติ Jan 2020

การผลิตไฮโดรเจนจากแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อยโดยใช้ Nio/Cao-Li4sio4, เพ็ชร ชุนะเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการผลิตไฮโดรเจนจากกระบวนการแกซิฟิเคชันด้วยไอน้ำของใบอ้อยโดยใช้ NiO/CaO-Li4SiO4 โดยการทดลองถูกดำเนินการในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งชนิดสองขั้น จากผลการทดลองพบว่าการใช้ตัวดูดซับลิเทียมออโทซิลิเกต (Li4SiO4) ร่วมกับตัวดูดซับแคลเซียมออกไซด์ (CaO) ผลได้และความเข้มข้นของไฮโดรเจนมีค่าสูงกว่าการใช้ตัวดูดซับลิเทียมออโทซิลิเกตหรือแคลเซียมออกไซด์เพียงอย่างเดียว บ่งชี้ถึงการทำงานร่วมกันของแคลเซียมออกไซด์และลิเทียมออโทซิลิเกต ปริมาณของแคลเซียมออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์แก๊สที่ได้มีแนวโน้มของผลได้และความเข้มข้นของไฮโดรเจนที่สูงขึ้น เนื่องจากการดูดซับของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา NiO/CaO-Li4SiO4 ให้ผลิตภัณฑ์แก๊สที่มีผลได้และความเข้มข้นของไฮโดรเจนสูงขึ้นเป็นผลมาจากการเร่งปฏิกิริยาการแตกตัวและรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของสารระเหย การศึกษาผลของอุณหภูมิ พบว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิส่งให้ผลิตภัณฑ์แก๊สรวมมีค่าสูงขึ้นจากการแตกตัวด้วยความร้อนเพิ่มขึ้น แต่ความเข้มข้นของไฮโดรเจนลดลงจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง นอกจากนี้จากการศึกษาผลของวิธีการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาที่ต่างกันพบว่าวิธีอิมเพรกเนชันร่วมจะให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนสูงสุด


การผลิตไฮโดรเจนพร้อมกับการสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียจากการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์เจืออโลหะ, นัจกร จันทร์ดำ Jan 2020

การผลิตไฮโดรเจนพร้อมกับการสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียจากการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์เจืออโลหะ, นัจกร จันทร์ดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษากัมมันตภาพในการผลิตไฮโดรเจนพร้อมกับการสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียจากการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์เจืออโลหะ ตัวแปรที่ศึกษา คือ ความเข้มข้นเริ่มต้นของน้ำเสีย ชนิดอโลหะ ได้แก่ คาร์บอน (C) ซิลิคอน (Si) และฟอสฟอรัส (P) ที่เจือลงบนตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์ ปริมาณฟอสฟอรัสร้อยละ 1 3 5 7 และ 9 โดยน้ำหนัก และความสามารถในการนำตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงกลับมาใช้ซ้ำ พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง P1/T400ให้กัมมันตภาพในการผลิตไฮโดรเจนและลดค่าซีโอดีสูงกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง C1/T400 และ Si1/T400 เท่ากับ 6.43 มิลลิโมลต่อกรัมตัวเร่งปฏิกิริยา และร้อยละ 26.0 ตามลำดับ ภายใต้ภาวะความเข้มข้นเริ่มต้นของน้ำเสียที่ไม่ผ่านการเจือจาง ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยา 4 กรัมต่อลิตร ความเข้มแสง 5.93 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 4 ชั่วโมง เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง P1/T400 มีแถบช่องว่างพลังงานที่แคบและมีตำแหน่งแถบเวเลนซ์และแถบนำในโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการผลิตโปรตอน (H+) และตัวออกซิไดซ์ (HO• และ O2•-) ซึ่งส่งผลต่อการผลิตไฮโดรเจนและการลดค่าซีโอดี ปริมาณฟอสฟอรัสที่เจือลงบนตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง T400 ที่ให้กัมมันตภาพในการผลิตไฮโดรเจนและลดค่าซีโอดีสูงที่สุด ได้แก่ P7/T400 โดยสามารถผลิตไฮโดรเจนได้สูงถึง 8.34 มิลลิโมลต่อกรัมตัวเร่งปฏิกิริยา และลดค่าซีโอดีได้เท่ากับร้อยละ 50.6 นอกจากนี้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง P7/T400 ยังคงให้กัมมันตภาพในการผลิตไฮโดรเจนและลดค่าซีโอดีสูงกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง T400 แม้ผ่านการนำกลับมาใช้ซ้ำ 4 ครั้ง


การสกัดน้ำมันจากกาแฟคั่วบดและกากกาแฟคั่วบดโดยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤต, กนกพร ผลมานะ Jan 2020

การสกัดน้ำมันจากกาแฟคั่วบดและกากกาแฟคั่วบดโดยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤต, กนกพร ผลมานะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กากกาแฟเป็นของเสียที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกาแฟสดและกาแฟสำเร็จรูป กากกาแฟมีสารที่สำคัญเป็นองค์ประกอบ เช่น พอลิแซ็กคาร์ไรด์ กรดไขมัน โปรตีน คาเฟอีน สารประกอบฟีนอล และแร่ธาตุต่าง ๆ งานวิจัยนี้ศึกษาการสกัดน้ำมันจากกาแฟคั่วบดและกากกาแฟคั่วบดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤตที่ภาวะต่าง ๆ ช่วงความดัน 200 -300 บาร์ และช่วงอุณหภูมิ 40 – 60 องศาเซลเซียส ที่อัตราการไหลของคาร์บอนไดออกไซด์คงที่ 10 กรัมต่อนาที น้ำมันกาแฟที่สกัดจากกาแฟคั่วบดและกากกาแฟคั่วบดโดยใช้เฮกเซนเป็นตัวทำละลายมีปริมาณร้อยละ 20.16±0.92 และ 15.67±1.84 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ส่วนการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภาวะเหนือวิกฤต พบว่าที่ความดัน 300 บาร์ และอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นภาวะที่เหมาะสมในการสกัดกาแฟคั่วบดได้ปริมาณน้ำมันกาแฟร้อยละ 13.45 ภาวะที่เหมาะสมในการสกัดน้ำมันจากกากกาแฟคั่วบด คือ ความดัน 300 บาร์ และอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ได้ปริมาณน้ำมันกาแฟร้อยละ 11.93 องค์ประกอบกรดไขมันของน้ำมันกาแฟส่วนใหญ่ประกอบด้วยกรดลิโนเลอิก กรดปาล์มิติก กรดโอเลอิก กรดสเตียริก และกรดอะราคิดิก องค์ประกอบสารระเหยที่พบในน้ำมันกาแฟให้กลิ่นหอมคล้ายกับคาราเมล มอลต์ และเนย ซึ่งส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มของฟูแรน คือ 2,3-dihydro-5-methyl-furan, 2-ethyl-furan, furfural, และ 2-pentyl-furan


การเตรียมถ่านกัมมันต์จากขวดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตที่ใช้แล้ว, ซุ ฮุ่ย คอ Jan 2020

การเตรียมถ่านกัมมันต์จากขวดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตที่ใช้แล้ว, ซุ ฮุ่ย คอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ขยะพลาสติกกลายเป็นปัญหาระดับโลก เทคโนโลยีในการรีไซเคิลและปรับคุณภาพขยะพลาสติกมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการเตรียมถ่านกัมมันต์จากขวดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตแบบใสและแบบมีสีที่ใช้แล้วด้วยวิธีการกระตุ้นทางเคมีและทางกายภาพ ซึ่งสารเคมีที่ใช้ในการกระตุ้นทางเคมี คือ โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) ด้วยวิธีการทำให้อิ่มตัวด้วยอัตราส่วนโดยมวลระหว่างโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ต่อคาร์บอน 2 ถึง 4 อุณหภูมิกระตุ้น 700 ถึง 900 องศาเซลเซียส และเวลากระตุ้น 1 ถึง 2.5 ชั่วโมง และใช้ไอน้ำเป็นสารกระตุ้นในการกระตุ้นทางกายภาพ อุณหภูมิกระตุ้น 800 ถึง 1,000 องศาเซลเซียส และเวลากระตุ้น 1 ถึง 4 ชั่วโมง พบว่าภาวะที่เหมาะสมสำหรับการผลิตถ่านกัมมันต์จากจากขวดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตแบบใสคือ กระตุ้นด้วยวิธีกระตุ้นทางกายภาพโดยใช้ไอน้ำที่อุณหภูมิ 900 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ได้พื้นที่ผิว BET สูงสุด 1634.59 ตร.ม./กรัม และปริมาตรรูพรุนรวม 1.0434 ลบ.ซม./กรัม และภาวะที่เหมาะสมสำหรับการผลิตถ่านกัมมันต์จากจากขวดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตแบบมีสีคือ กระตุ้นด้วยวิธีกระตุ้นทางกายภาพโดยใช้ไอน้ำเช่นกัน ที่อุณหภูมิ 1,000 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ได้พื้นที่ผิว BET สูงสุด 576.42 ตร.ม./กรัม และปริมาตรรูพรุนรวม 0.3093 ลบ.ซม./กรัม พบว่าอัตราส่วนโดยมวลของโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ต่อถ่าน อุณหภูมิและเวลาที่ใช้ในการกระตุ้น ส่งผลต่อร้อยละผลได้ของผลิตภัณฑ์และการพัฒนารูพรุนของถ่านกัมมันต์