Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Physical Sciences and Mathematics Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Computer Sciences (2767)
- Environmental Sciences (1880)
- Chemistry (1499)
- Physics (1463)
- Engineering (1455)
-
- Mathematics (1335)
- Life Sciences (1180)
- Earth Sciences (1116)
- Social and Behavioral Sciences (844)
- Computer Engineering (646)
- Statistics and Probability (628)
- Electrical and Computer Engineering (603)
- Oceanography and Atmospheric Sciences and Meteorology (593)
- Medicine and Health Sciences (553)
- Geology (437)
- Natural Resources and Conservation (428)
- Applied Mathematics (417)
- Sustainability (407)
- Astrophysics and Astronomy (394)
- Education (391)
- Databases and Information Systems (373)
- Arts and Humanities (324)
- Environmental Monitoring (276)
- Information Security (271)
- Natural Resources Management and Policy (258)
- Business (254)
- Water Resource Management (241)
- Software Engineering (236)
- Artificial Intelligence and Robotics (211)
- Institution
-
- TÜBİTAK (694)
- University of Nebraska - Lincoln (618)
- Singapore Management University (472)
- University of Kentucky (407)
- Utah State University (316)
-
- Old Dominion University (259)
- Chulalongkorn University (240)
- University of South Florida (217)
- Portland State University (214)
- Missouri University of Science and Technology (213)
- City University of New York (CUNY) (201)
- Embry-Riddle Aeronautical University (166)
- Technological University Dublin (158)
- University of Texas at El Paso (158)
- University of Nevada, Las Vegas (148)
- Wayne State University (147)
- University of Texas Rio Grande Valley (144)
- Florida Institute of Technology (141)
- Louisiana State University (136)
- Wright State University (126)
- Kennesaw State University (123)
- Virginia Commonwealth University (119)
- Nova Southeastern University (118)
- University of South Carolina (118)
- Claremont Colleges (114)
- University of Dayton (114)
- Marquette University (113)
- San Jose State University (113)
- University of New Mexico (110)
- Brigham Young University (109)
- Keyword
-
- Physics (82)
- Northern bobwhite (81)
- Colinus virginianus (80)
- Climate change (77)
- Machine learning (69)
-
- Sustainability (60)
- Environmental science (52)
- Chemistry (45)
- Calculus (43)
- Mathematics (43)
- Machine Learning (41)
- Pure sciences (41)
- Simulation (41)
- Education (40)
- Optimization (37)
- Modeling (36)
- Department of Computer Science and Engineering (35)
- Groundwater (35)
- AP Calculus (33)
- Animations (33)
- Climate (33)
- Visualizations (33)
- Artificial intelligence (32)
- Humans (32)
- Water quality (32)
- Agriculture (31)
- CMS (30)
- Deep learning (30)
- Hadron-Hadron Scattering (Experiments) (30)
- Nanoparticles (30)
- Publication
-
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (424)
- Turkish Journal of Electrical Engineering and Computer Sciences (389)
- Theses and Dissertations (361)
- Electronic Theses and Dissertations (252)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (204)
-
- Turkish Journal of Mathematics (140)
- Faculty Publications (134)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (134)
- Publications (119)
- Publications and Research (107)
- Aerospace, Physics, and Space Science Faculty Publications (97)
- National Quail Symposium Proceedings (95)
- Departmental Technical Reports (CS) (90)
- Physics Faculty Publications (89)
- Articles (87)
- The R Journal (85)
- Physics and Astronomy Faculty Publications (84)
- Browse all Theses and Dissertations (80)
- Dissertations (80)
- Graduate Theses and Dissertations (80)
- Honors Theses (80)
- Journal of Electrochemistry (80)
- Journal of Modern Applied Statistical Methods (80)
- Turkish Journal of Chemistry (80)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (79)
- School of Natural Resources: Faculty Publications (72)
- Physics Faculty Research & Creative Works (71)
- Chemistry Faculty Publications (68)
- Dissertations and Theses (68)
- Open Access Theses & Dissertations (68)
- Publication Type
- File Type
Articles 11041 - 11069 of 11069
Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics
ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อของแอพพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม กรณีศึกษา: แอพพลิเคชันอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศในอาเซียน, ปุณพีร์ สิทธิกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อของแอพพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ได้แก่ (1) การรับรู้ความง่าย (2) การรับรู้ประโยชน์ (3) การรับรู้ความสนุกสนาน (4) การรู้สึกจดจ่อ (5) การมีปฏิสัมพันธ์ โดยมีตัวแปรกำกับคือ เจเนอเรชัน และเพศ เพื่อให้ได้ผลที่ครอบคลุมและหลากหลายงาน วิจัยนี้ได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษา ออกเป็น เพศชายและเพศหญิง และ แบ่งตามเจเนอเรชันซึ่งได้แก่ เจเนอเรชัน X, เจเนอเรชัน Y และเจเนอเรชัน Z งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ โมไบล์แอพพลิเคชันเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ข้อมูลเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 240 คน ที่ได้ทดลองใช้แอพพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมและตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยจัดเตรียมไว้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าปัจจัยด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความสนุกสนาน การรู้สึกจดจ่อและการมีปฏิสัมพันธ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อ โดยในภาพรวมพบว่า การรับรู้ความง่ายมีความสัมพันธ์มากที่สุดกับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำ การรับรู้ประโยชน์ มีความสัมพันธ์มากที่สุดกับความตั้งใจในการบอกต่อ ในกรณีที่เพศและเจเนอเรชันของผู้ใช้ต่างกันพบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อเช่นกัน สำหรับเพศชาย พบว่าการรับรู้ความง่ายมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำมากที่สุด และการมีปฏิสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการบอกต่อมากที่สุด ในกรณีเพศหญิงพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์มีความสัมพันธ์มากที่สุดทั้งกับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อ ในแง่ของเจเนอเรชันผู้ใช้พบว่า เจเนอเรชัน X และเจเนอเรชัน Y การรับรู้ความสนุกสนานมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อมากที่สุด เจเนอเรชัน Z พบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ความง่ายมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการกลับมาใช้ซ้ำและความตั้งใจในการบอกต่อมากที่สุด
แง่มุมในข้อความความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหาร, สาริทธิ์ บุญชูสนอง
แง่มุมในข้อความความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหาร, สาริทธิ์ บุญชูสนอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแง่มุมในข้อความความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็นในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหาร โดยใช้ข้อมูลความคิดเห็นออนไลน์ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารแห่งหนึ่ง จำนวน 20,000 ข้อความ ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาว่าจำนวนครั้งที่พบคำใน 5 แง่มุม คือ (1) รสชาติอาหาร (2) บริการ (3) บรรยากาศและการตกแต่งร้าน (4) ราคา และ (5) รายการอาหาร ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็นออนไลน์ในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารหรือไม่ รวมถึงสรุปเกี่ยวกับแง่มุมและระดับที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของผู้อ่าน ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือ Unsupervised-Aspect-Extraction (github.com/ruidan/Unsupervised-Aspect-Extraction) ในการจัดกลุ่มคำในแต่ละแง่มุมและใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็นจำนวน 350 ความคิดเห็นจากหน่วยตัวอย่างจำนวน 117 คน ผลการวิจัยพบว่าแง่มุมในข้อความคิดเห็นออนไลน์ที่ศึกษามีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็น โดยมีค่า p-value เท่ากับ 0.021 แต่อย่างไรก็ตามจำนวนคำในทั้ง 5 แง่มุมยังอธิบายการรับรู้ประโยชน์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และมีเพียงตัวแปรเดียวคือ จำนวนครั้งที่พบคำในแง่มุมรสชาติอาหารในความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือมีค่า p-value เท่ากับ 0.008
ผลของระยะห่างระหว่างอักษร ความหนาของเส้นรบกวน และเงื่อนไขการใช้สี ต่ออัตรายืนยันความเป็นมนุษย์และอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ, ศุภาพิชญ์ ชูชาติ
ผลของระยะห่างระหว่างอักษร ความหนาของเส้นรบกวน และเงื่อนไขการใช้สี ต่ออัตรายืนยันความเป็นมนุษย์และอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ, ศุภาพิชญ์ ชูชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แคปท์ชาข้อความเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดสอบว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงหรือไม่ ดังนั้นแคปท์ชาข้อความที่ดีควรป้องกันการโจมตีจากโปรแกรมอัตโนมัติได้ แต่มนุษย์ยังคงเข้าใจได้ง่าย การวัดความสามารถของแคปท์ชาข้อความคือ (1) การวัดอัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ อันหมายถึงอัตราที่ผู้ใช้สามารถระบุอักษรที่ปรากฏในแคปท์ชาข้อความได้ถูกต้อง และ (2) การวัดอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ อันหมายถึงอัตราที่แคปท์ชาข้อความสามารถป้องกันการโจมตีของโปรแกรมอัตโนมัติได้ ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะวิเคราะห์ผลของ (1) ระยะห่างระหว่างอักษร (2) ความหนาของเส้นรบกวน และ (3) สีของเส้นรบกวน ต่ออัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ และอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์กับหน่วยทดลองจำนวน 360 คน การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ระยะห่างระหว่างอักษร และความหนาของเส้นรบกวนมีผลต่ออัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ ทว่าผลของสีของเส้นรบกวนต่ออัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ไม่มีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าระยะห่างระหว่างอักษร และความหนาของเส้นรบกวนมีผลต่ออัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ ทว่าผลของสีของเส้นรบกวนต่ออัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความไม่มีนัยสำคัญ ข้อสรุปที่ได้จากงานวิจัยนี้เป็นการต่อยอดองค์ความรู้สำหรับพัฒนาแคปท์ชาข้อความ อีกทั้งผู้พัฒนาแคปท์ชาข้อความสามารถใช้ข้อค้นพบนี้ในเลือกระยะห่างระหว่างอักษร และเส้นรบกวน เพื่อออกแบบแคปท์ชาข้อความให้ง่ายต่อการใช้งานของมนุษย์ และยากต่อการโจมตีของโปรแกรมอัตโนมัติ
ผลของความถี่ และจังหวะของดนตรีพื้นหลังต่อการรับรู้การผ่านไปของเวลา, ปวีย์ เพชรรักษ์
ผลของความถี่ และจังหวะของดนตรีพื้นหลังต่อการรับรู้การผ่านไปของเวลา, ปวีย์ เพชรรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต่างไม่ชอบการรอคอยที่ต้องใช้เวลานาน เสียงดนตรีสามารถเข้ามาช่วยทำผู้ใช้รู้สึกใช้เวลารอคอยสั้นกว่าเดิม โดยการศึกษานี้นำเสียงมาใช้ร่วมกับแถบแสดงความก้าวหน้ามุ่งศึกษาไปที่เรื่องของความถี่และจังหวะของดนตรีพื้นหลัง การศึกษานี้ประกอบด้วยการทดลองสองการทดลอง โดยการทดลองแรกเป็นการประเมินเวลา และในการทดลองที่สอง เป็นการเปรียบเทียบการรับรู้ถึงระยะเวลาในการรอคอย การทดลองทั้งสองแสดงให้เห็นว่าเสียงดนตรีทำให้การรับรู้การผ่านไปของเวลาแตกต่างกันเมื่อทำการเปรียบเทียบ เช่น เสียงดนตรีทำให้คนรู้สึกว่ารอคอยสั้นกว่าการไม่ใช้เสียงอะไรเลย เป็นต้น นอกจากนั้นแสดงให้เห็นว่าการนำความถี่และจังหวะของเสียงมาช่วยในการออกแบบเสียงดนตรีมีผลต่อการรับรู้การผ่านไปของเวลาแตกต่างกันหลายระดับ
การจัดวางองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์: การศึกษาเชิงประจักษ์โดยใช้การติดตามการมอง, สกลพร โนรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่ารูปแบบการจัดวางองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์ควรมีลักษณะอย่างไร ตามความชอบหรือความพึงพอใจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การเก็บข้อมูลของงานวิจัยนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในการเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่ง ผู้วิจัยเลือกองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นมาจากเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์ที่มีความนิยมในปัจจุบัน เช่น agoda.com booking.com เป็นต้น เพื่อให้หน่วยตัวอย่างของงานวิจัยทำการทดลอง โดยหน่วยตัวอย่างจะจัดวางองค์ประกอบเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบที่หน่วยตัวอย่างต้องการเห็นมากที่สุด โดยรูปแบบของการจัดวางองค์ประกอบส่วนแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นผลสรุปของการเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่งจะถูกสร้างโดยใช้องค์ประกอบและตำแหน่งที่มีหน่วยตัวอย่างเลือกมากที่สุด ในการเก็บข้อมูลช่วงที่สอง ส่วนแสดงความคิดเห็นที่เป็นผลมาจากเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่งจะถูกนำมาวัดความสามารถในการใช้งาน โดยพิจารณาการรับรู้ความง่ายในการใช้งานและการรับรู้อรรถประโยชน์ และนำค่าเหล่านี้ไปเปรียบเทียบความสามารถในการใช้งานกับส่วนแสดงความคิดเห็นของเว็บไซต์ agoda.com ในการเก็บข้อมูลช่วงที่สอง จะมีการใช้เครื่องมือติดตามการมองเพื่อบันทึกและวิเคราะห์เส้นทางการมองของหน่วยตัวอย่าง ผลจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้ผลสรุปว่า รูปแบบการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นผลของการเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่งของงานวิจัยมีความแตกต่างจาก agoda.com การรับรู้ความง่ายในการใช้งานของส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งสองรูปแบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การรับรู้อรรถประโยชน์ของส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งสองรูปแบบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเส้นทางการมองส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งสองรูปแบบ มีความแตกต่างกัน คำศัพท์สำคัญ: ส่วนแสดงความคิดเห็นโรงแรมออนไลน์, ความสามารถในการใช้งาน, การติดตามการมอง, พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
การอ่านทำความเข้าใจด้วยเครื่องเพื่อคำถามที่มีหลายความสัมพันธ์ด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก, ณัฐชัย ตรีทศายุธ
การอ่านทำความเข้าใจด้วยเครื่องเพื่อคำถามที่มีหลายความสัมพันธ์ด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก, ณัฐชัย ตรีทศายุธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การอ่านทำความเข้าใจเพื่อใช้ตอบคำถาม เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญและยากที่สุดในงานสายการประมวลผลภาษาธรรมชาติ วิธีการที่ได้รับความนิยมและให้ผลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือการใช้โมเดลที่นำเอาการเรียนรู้เชิงลึกเข้ามาช่วยตอบ โดยโมเดลจะทำการหาคำที่คล้ายกันระหว่างคำถามและบทความเพื่อนำไปใช้ในการตอบคำถาม แต่โมเดลในรูปแบบนี้จะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจะตอบคำถามซึ่งคำตอบจะต้องใช้การเชื่อมต่อคำในหลายประโยคเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่าคำถามที่มีหลายความสัมพันธ์ได้ งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการที่จะเสนอแนวทางในการใช้คำอ้างอิงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว รวมถึงยังได้เสนอวิธีการตอบแบบสองทาง และฟังก์ชันต้นทุนจากความยาวของคำตอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ
การระบุตัวคนขับรถโดยใช้ฮิสโทแกรมและโครงข่ายประสาทเทียมจากข้อมูลความเร่ง, ณัฐธัญ วิโรจน์บุญเกียรติ
การระบุตัวคนขับรถโดยใช้ฮิสโทแกรมและโครงข่ายประสาทเทียมจากข้อมูลความเร่ง, ณัฐธัญ วิโรจน์บุญเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จนถึงปัจจุบันจำนวนตัวรับรู้ในรถยนต์มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในรถยนต์ ข้อมูลจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากตัวรับรู้เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการศึกษาในการพยายามใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยขน์ งานวิจัยอย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือการศึกษาพฤติกรรมการขับรถ เนื่องจากคนขับรถแต่ละคนมีพฤติกรรมต่างกัน การรู้ถึงพฤติกรรมการขับรถจึงทำให้สามารถระบุตัวคนขับรถได้ การทราบถึงบุคคลที่กำลังขับรถทำให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย การประกันภัย หรือการอำนวยความสะดวก สิ่งนี้เองทำให้มีงานวิจัยเกี่ยวกับการระบุตัวคนขับรถเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยที่ผ่านมาส่วนมากมักใช้ข้อมูลจากตัวรับรู้จำนวนมากเพื่อระบุตัวคนขับรถและสามารถทำได้โดยมีความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการระบุตัวคนขับรถสามารถทำได้โดยใช้ตัวรับรู้เพียงตัวเดียว แต่ค่าความแม่นยำของงานเหล่านี้ยังสามารถพัฒนาต่อได้ งานวิจัยนี้ได้เสนอระบบการระบุตัวคนขับรถโดยใช้เพียงข้อมูลจากตัวรับรู้ความเร่ง โดยมีการใช้ฮิสโทแกรมของความเร่งเป็นข้อมูลนำเข้าสู่โครงข่ายประสาทเทียม สถาปัตยกรรมระบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบระบุตัวคนขับรถอื่นในอนาคต ผลการทดสอบประสิทธิภาพของระบบนี้สามารถระบุตัวคนขับรถได้แม่นยำสูงสุดถึง 99 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ในงานวิจัยยังได้ทดสอบประสิทธิภาพในหลายแง่มุมซึ่งที่ผ่านมามีหลายงานวิจัยที่มองข้ามบางแง่มุมไป ดังนั้นการวัดผลในงานวิจัยนี้จึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการวัดผลการระบุตัวคนขับรถอื่นในอนาคตได้เช่นกัน
การคัดแยกไวรัสคอมพิวเตอร์จากรหัสฐานสอง, ประสิทธิ์ อุษาฟ้าพนัส
การคัดแยกไวรัสคอมพิวเตอร์จากรหัสฐานสอง, ประสิทธิ์ อุษาฟ้าพนัส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการใช้การเรียนรู้แบบมีผู้สอนเพื่อตรวจจับไฟล์ไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ไม่เคยพบมาก่อนแบบ static ผู้วิจัยได้ทดสอบกับตัวแยกประเภทจำนวน 3 แบบ คือ random forest, multilayer perceptron และ extreme gradient boosting ชุดข้อมูลประกอบด้วย 6319 ไฟล์ executable แต่ละไฟล์ถูกสกัดด้วย objdump แล้วจัดเรียงตามคะแนน TF-IDF เพื่อหา feature ที่เหมาะสม ผลลัพธ์เปรียบเทียบด้วย F1-score คือ สามารถใช้ตัวแยกประเภทแบบ random forest ร่วมกับข้อมูลที่มี 20 attribute ได้ 0.937 F1-score ซึ่งมากกว่าบรรทัดฐานอยู่ 0.031 F1-score และ สามารถใช้ตัวแยกประเภทแบบ extreme gradient boosting ร่วมกับข้อมูลที่มี 500 attribute ได้ 0.962 F1-score ซึ่งมากกว่าบรรทัดฐานอยู่ 0.041 F1-score จึงสรุปได้ว่าวิธีการในงานวิจัยนี้สามารถเพิ่ม precision และ recall ของการแยกประเภทได้
อัลกอริทึมในการหาเส้นทางที่พิจารณาปริมาณการเข้าคิวของข้อมูล บนระบบเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์, ภควัต ชุ่มเจริญ
อัลกอริทึมในการหาเส้นทางที่พิจารณาปริมาณการเข้าคิวของข้อมูล บนระบบเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์, ภควัต ชุ่มเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อัลกอริทึมการหาเส้นทางเป็นกลไกที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจในการเลือกเส้นทางในการส่งของข้อมูลในระบบเครือข่ายโดยที่ผ่านมาได้มีอัลกอริทึมการหาเส้นทางต่างๆ มากมายที่พัฒนามาจากทฤษฎีกราฟพื้นฐานด้วยคำนึงถึงการเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดหรือ shortest path และนอกจากนั้นตัวชี้วัดของระบบเครือข่ายจำนวนมากได้ถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพของการควบคุมคุณภาพการให้บริการ (QoS) ที่อุปกรณ์ปลายทาง แต่อย่างไรตามการเลือกเส้นทางจากอัลกอริทึมการหาเส้นทางที่มีอยู่เดิมนั้น เมื่อมีปริมาณการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดเวลาแฝง (Lantency) ของการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์จุดปลายหนึ่ง ไปยังอุปกรณ์จุดปลายอีกจุดหนึ่ง และเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ในระบบเครือข่าย โดยปัญหาดังกล่าวจะเรียกว่า ปัญหาปริมาณข้อมูลเกินขนาดบัฟเฟอร์ หรือ Bufferbloat Problem ซึ่งเกิดจากการที่มีปริมาณข้อมูลในบัฟเฟอร์เกินขนาดของบัฟเฟอร์ งานวิจัยนี้จึงได้เสนออัลกอริทึมในการหาเส้นทางที่พิจารณาปริมาณการเข้าคิวของข้อมูล บนระบบเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์โดยใช้ความสามารถของระบบแบบรวมศูนย์กลาง เพื่อรวบรวมข้อมูลขนาดบัฟเฟอร์โดยตรงตามเวลาจริง เพื่อคำนวณเส้นทางที่มีระยะที่สั้นที่สุดที่มีระดับค่าการครอบครองพื้นที่ในบัฟเฟอร์ที่ยอมรับได้ โดยผลประสิทธิภาพของอัลกอริทึม ที่ได้จากทดลองแสดงให้เห็นว่าอัลกอริทึมที่เสนอในงานวิจัยนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าอัลกอริทึมที่หาเส้นทางที่ระยะทางที่สั้นที่สุด ในแง่ของผลรวมของปริมาณงาน (Overall Throughput) ช่วงเวลาในการเดินทางของข้อมูล (Round Trip Time) และความสูญเสียสะสมของกลุ่มข้อมูล (Packet Loss) ที่เกิดในระบบเครือข่ายเป็นอย่างมาก
การวิเคราะห์รูปแบบการจราจรบนถนนโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากซีดีอาร์และจีพีเอส, ล่ำซำ ทองสีนุช
การวิเคราะห์รูปแบบการจราจรบนถนนโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากซีดีอาร์และจีพีเอส, ล่ำซำ ทองสีนุช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหนึ่งที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง การทราบถึงปริมาณความต้องการในการเดินทางระหว่างพื้นที่และเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ใช้ในการวางแผนระบบขนส่งภายในเมือง ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้อยู่มากมายเช่น โปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือ, จีพีเอสที่ติดบนรถแท็กซี่ (GPS), บันทึกการใช้งานเครือข่ายไวไฟ (Wi-Fi Log) และบันทึกรายละเอียดการใช้งานโทรศัพท์ (CDR) โดยข้อมูลที่นักวิจัยนิยมใช้ในการหาปริมาณความต้องการในการเดินทางระหว่างพื้นที่คือข้อมูลจากจีพีเอสที่ติดบนรถแท็กซี่และบันทึกรายละเอียดการใช้งานโทรศัพท์ ซึ่งข้อมูลจากแต่ละแหล่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันโดยข้อมูลจีพีเอสเป็นข้อมูลที่รายงานตำแหน่งของผู้ใช้งานอย่างแม่นยำและมีรอบการส่งตำแหน่งที่แน่นอนแต่ข้อมูลมีขนาดเล็กไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนประชากรทั้งเมืองได้ แต่ข้อมูลจากซีดีอาร์เป็นข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้งานขนาดใหญ่แต่ตำแหน่งที่ได้เป็นตำแหน่งของเสากระจายสัญญาณเท่านั้น ผู้วิจัยจึงนำข้อดีของข้อมูลจากทั้งสองแหล่งมาใช้ในการสร้างเครื่องมือ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอวิธีการในการสร้างเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของประชากรระหว่างบ้านและสถานที่ทำงาน โดยใช้ข้อมูลจากบันทึกรายละเอียดการใช้งานโทรศัพท์ในการหาบ้านและสถานที่ทำงานของประชากรทำให้ทราบถึงปริมาณความต้องการในการทางระหว่างพื้นที่ และใช้ข้อมูลจีพีเอสจากรถแท็กซี่ในการหาเส้นทางบนถนนที่เป็นที่นิยมในการเดินทางระหว่างพื้นที่ และผู้วิจัยได้วิเคราะห์ในหลาย ๆ พื้นที่ยกตัวอย่างเช่น ประชากรที่ทำงานในพื้นที่สีลมและช่องนนทรี ,การเดินทางระหว่างสีลมกับอนุสาวรีชัยสมรภูมิ และการเดินทางจากฝั่งธนบุรีไปฝั่งพระนคร
การแปลงสโตแคสติกเพทริเน็ตไปเป็นห่วงโซ่มาร์คอฟ, เกศิณี สุมนาตย์
การแปลงสโตแคสติกเพทริเน็ตไปเป็นห่วงโซ่มาร์คอฟ, เกศิณี สุมนาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการดำเนินธุรกิจ เมื่อมีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น การให้บริการที่รวดเร็ว ทันต่อความต้องการของลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากผู้ประกอบการธุรกิจ ไม่ได้มีการวางแผนเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของลูกค้า อาจทำให้การบริการมีความล่าช้า ไม่ทันกาล ต้องมีการรอคอย ซึ่งอาจเกิดจากมีจำนวนของผู้ให้บริการหรือพนักงานไม่เพียงพอกับจำนวนผู้มารับบริการ การบริหารจัดการแถวคอยที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อผู้มารับบริการ และอาจนำไปสู่การสูญเสียลูกค้า และเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจได้ งานวิจัยนี้ได้เสนอสโตแคสติกเพทริเน็ตซึ่งเป็นแบบจำลองที่สามารถจำลองการเข้าแถวคอยของผู้มารับบริการ, ผู้ให้บริการและลักษณะของการเข้าแถวคอยได้ ซึ่งที่ได้เสนอแบบจำลองนี้เนื่องจากว่าเป็นแบบจำลองที่สามารถวิเคราะห์การเข้าแถวคอยได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตลอดจนช่วยทำให้เข้าใจพฤติกรรมของการเข้าแถวคอยที่ได้จำลองเอาไว้ได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของแบบจำลองสโตแคสติกเพทริเน็ตที่ไม่สามารถคำนวณความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนจากจุดของการเข้าแถวคอยจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ ทำให้ไม่เพียงพอกับการวิเคราะห์การเข้าแถวคอย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอการแปลงสโตแคสติกเพทริเน็ตไปเป็นห่วงโซ่มาร์คอฟ ซึ่งห่วงโซ่มาร์คอฟสามารถคำนวณความน่าจะเป็นเพื่อวิเคราะห์หาโอกาสที่ผู้ใช้บริการเข้ามาใช้บริการที่แถวคอย และคาดการณ์การใช้บริการว่าจะสามารถแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งในการวิเคราะห์นี้จะถูกวิเคราะห์อยู่ในรูปแบบของการคำนวณความน่าจะเป็นที่มีการแจกแจงแบบเอ็กโพเนนเชียล โดยใช้ฟังก์ชันความหนาแน่นของความน่าจะเป็นหรือ ฟังก์ชันการแจกแจงสะสม เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจำนวนของผู้ให้บริการเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่อย่างไรและนำไปสู่การตัดสินใจและดำเนินการเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการการใช้บริการของผู้ใช้บริการได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพต่อไป สุดท้ายเครื่องมือได้ถูกนำไปทดสอบความถูกต้องกับ 3 กรณีศึกษา ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เครื่องมือสามารถวิเคราะห์หาโอกาสที่ผู้ใช้บริการเข้ามาใช้บริการที่แถวคอยและแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดมีค่าความน่าจะเป็นได้อย่างถูกต้อง
การแปลงเว็บแอปพลิเคชันบนพื้นฐานจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปข้ามแพลตฟอร์มด้วยอิเล็กตรอน, กิตติ เกร็ดพัฒนกุล
การแปลงเว็บแอปพลิเคชันบนพื้นฐานจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปข้ามแพลตฟอร์มด้วยอิเล็กตรอน, กิตติ เกร็ดพัฒนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลายแนวทางได้เกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชันที่มีอยู่ไปสู่โปรแกรมที่มีฐานร่วมกัน ในบรรดาแนวทางต่างๆ อิเล็กตรอนเป็นกรอบงานหนึ่งที่แพร่หลายรู้จักกันดีสำหรับนักพัฒนาเว็บเพื่อใช้สร้างเดสก์ท็อปแอปลิเคชันข้ามแพลตฟอร์ม ด้วยเว็บเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุ้นเคย ได้แก่ เอชทีเอ็มแอล ซีเอสเอส และจาวาสคริปต์ งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอแนวทางสำหรับการแปลงเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาด้วยจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปแอปพลิเคชันที่สามารถประมวลผลได้บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แม็คโอเอส และลินุกซ์ เดสก์ท็อปแอปพลิเคชันที่เป็นผลลัพธ์จากการแปลงจะยังคงประกอบด้วยซอร์สโค้ดชุดเดิมที่สามารถพัฒนาได้ต่อไป
เครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้งานเชิงฮิวริสติกสำหรับแอปพลิเคชันแอนดรอยด์, ขวัญดี เพชรากานต์
เครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้งานเชิงฮิวริสติกสำหรับแอปพลิเคชันแอนดรอยด์, ขวัญดี เพชรากานต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินความสามารถในการใช้งานแอปพลิเคชันโดยใช้วิธีการประเมินเชิงฮิวริสติกเป็นวิธีการประเมินความสามารถในการใช้งานส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถดำเนินการประเมินได้ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับวิธีประเมินแบบอื่น โดยการประเมินจะให้ผู้ประเมินทำการเปรียบเทียบการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ในแต่ละหน้าจอของแอปพลิเคชันกับหลักการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้หรือฮิวริสติก การประเมินจึงขึ้นกับการพิจารณาและประสบการณ์ในการออกแบบที่ผ่านมาของผู้ประเมินว่าสามารถตรวจพบข้อผิดพลาดในการออกแบบหรือไม่ อีกทั้งยังมีรายการประเมินตามฮิวริสติกในการออกแบบโดยต้องตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้การประเมินทำได้ไม่ง่าย งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยผู้ประเมินความสามารถในการใช้งานของส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ของแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์พกพาบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ในการตรวจสอบรายการประเมินการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้จากโค้ดของแอปพลิเคชันและรายงานข้อผิดพลาดในการออกแบบที่พบ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประเมินเชิงฮิวริสติกเป็นการประเมินที่ต้องทำโดยอาศัยผู้ประเมิน ผู้วิจัยจึงได้เลือกรายการประเมินจำนวน 19 รายการ ที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้สึกของผู้ประเมิน และสามารถตรวจสอบได้อย่างอัตโนมัติมาพัฒนาเครื่องมือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประเมินในการตรวจสอบความสามารถในการใช้งานส่วนต่อประสานกับผู้ใช้เทียบกับรายการประเมินบางส่วนได้ จากการทดสอบการประเมินส่วนต่อประสานผู้ใช้ของ 3 แอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตามรายการประเมิน 19 รายการดังกล่าว พบว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนจุดที่พบข้อผิดพลาดในการออกแบบเมื่อประเมินโดยใช้เครื่องมือ มีค่ามากกว่าเมื่อประเมินโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้และกลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้เครื่องมือยังช่วยลดเวลาในการประเมินและสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดในการออกแบบที่ผู้ประเมินทั้งสองกลุ่มตรวจไม่พบได้
อัลกอริทึมการอนุมานไวยากรณ์สม่ำเสมอเชิงความน่าจะเป็นด้วยเทคนิคการเพิ่มขึ้น, ต่อศักดิ์ เพ็ญภินันท์
อัลกอริทึมการอนุมานไวยากรณ์สม่ำเสมอเชิงความน่าจะเป็นด้วยเทคนิคการเพิ่มขึ้น, ต่อศักดิ์ เพ็ญภินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การอนุมานไวยากรณ์เป็นเรื่องที่ได้รับการศึกษามาเป็นเวลานาน ซึ่งไวยากรณ์จะถูกแสดงในรูปของกฎการสร้างใหม่ ๆ พร้อมด้วยความน่าจะเป็นที่สนับสนุนกฎการสร้างไวยากรณ์นั้น งานวิจัยนี้สนใจในรูปแบบของไวยากรณ์ทั่วไปที่ได้รับการยอมรับผ่านเครื่องจักรแบบจำกัดสถานะ เทคนิคการอนุมานไวยากรณ์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคืออัลกอริทึมอัลเลอเจียร์ (Alergia) ซึ่งวิธีการคือสร้างเครื่องจักรแบบจำกัดสถานะเชิงความน่าจะเป็นจากตัวอย่างเชิงบวกพร้อมกับหาค่าความน่าจะเป็น ซึ่งงานวิจัยนี้นำเสนออัลกอริทึมการอนุมานไวยากรณ์เชิงความน่าจะเป็นจากการพิจารณาตัวอย่างเชิงบวกเริ่มต้นจากความยาวน้อยไปหาความยาวที่มากที่สุดตามลำดับ กำหนดรูปแบบให้กับไวยากรณ์ที่เกิดขึ้น และนำเสนอในรูปแบบของเครื่องจักรแบบจำลองสถานะเชิงความน่าจะเป็น
การตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล, ณัฐพงศ์ เอื้อเพิ่มเกียรติ
การตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล, ณัฐพงศ์ เอื้อเพิ่มเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดับเบิลยูเอส-บีเพล เป็นภาษาที่อนุญาตให้ผู้ออกแบบกระบวนการทางธุรกิจ นำเว็บเซอร์วิซที่มีมาทำงานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร โดยเรียกผ่านพาร์ทเนอร์ลิงก์ที่เป็นแท็กเชื่อมโยงการเรียกใช้งานเว็บเซอร์วิซ เมื่อออกแบบกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ ดับเบิลยูเอส-บีเพล แล้ว ผู้ทดสอบควรมีการทดสอบการทำงานทุกเว็บเซอร์วิซ ที่อยู่ภายใต้ดับเบิลยูเอส-บีเพล ซึ่งความท้าทายของการทดสอบเว็บเซอร์วิซคือ การตามรอยข้อความที่รับส่งระหว่างดับเบิลยูเอส-บีเพลกับเว็บเซอร์วิซ และทดสอบทุกเว็บเซอร์วิซที่อยู่ภายใต้ดับเบิลยูเอส-บีเพล วิทยานิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอวิธีการสำหรับตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล โดยมุ่งเน้นการตรวจจับข้อความที่รับส่งระหว่างเว็บเซอร์วิซ โดยใช้วิธีการแทรกรหัสต้นทาง และสามารถแสดงรายการเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบให้ผู้ทดสอบทราบได้ วิธีการที่นำเสนอนี้ยังครอบคลุมถึงการสร้างกรณีทดสอบเพิ่มเติมสำหรับเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบภายใต้ข้อจำกัดบางประการได้ วิทยานิพนธ์นี้ยังนำวิธีการที่เสนอมาพัฒนาเป็นเครื่องมือสำหรับตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล โดยเครื่องมือจะสามารถอ่านไฟล์ดับเบิลยูเอส-บีเพล เพื่อจัดเก็บเส้นทางการไหลและแทรกรหัสต้นทางได้ สามารถจัดเก็บและแสดงข้อความที่รับส่งระหว่างเว็บเซอร์วิซกับดับเบิลยูเอส-บีเพลได้ สามารถแสดงเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบให้ผู้ทดสอบทราบได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างกรณีทดสอบเพิ่มเติมสำหรับเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบภายใต้ข้อจำกัดที่ระบุไว้ได้ เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นนี้ได้นำไปทดสอบกับกรณีศึกษา 3 กรณีศึกษา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ เครื่องมือสามารถจัดเก็บข้อมูลนำเข้าและข้อมูลส่งออกที่รับส่งระหว่างเว็บเซอร์วิซได้ สามารถแสดงรายการเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบ และสามารถสร้างกรณีทดสอบเพิ่มเติม ตามที่คาดหวังได้ถูกต้อง
ระบบจัดเก็บชิ้นส่วนโครงแบบของทรัพยากรการบริการไอทีโดยใช้อาร์ดีเอฟ, นราทิช ณ ลำปาง
ระบบจัดเก็บชิ้นส่วนโครงแบบของทรัพยากรการบริการไอทีโดยใช้อาร์ดีเอฟ, นราทิช ณ ลำปาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอทางเลือกของการจัดเก็บชิ้นส่วนโครงแบบของทรัพยากรการบริการไอที เพื่อให้การจัดการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้กับการจัดการโครงแบบ ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ที่เหมาะสมและถูกต้องเพื่อการตัดสินใจ โดยนำเสนอการเก็บข้อมูลลงฐานความรู้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับปัญหาเชิงกลยุทธ์ ซึ่งโครงร่างออนโทโลยีได้รับการออกแบบเพื่อพัฒนาโครงแบบของทรัพยากรการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของอาร์ดีเอฟเอ็นทริปเปิล คลาสและลำดับชั้นของโครงร่างถูกออกแบบให้แสดงความสัมพันธ์ของซีไอได้อย่างเหมาะสม การออกแบบการสืบค้นใช้ภาษาสปาควอลเพื่อรองรับบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การคำนวณงบประมาณในการบำรุงรักษาประจำปี เป็นต้น โปรแกรมโพรเทเจถูกเลือกมาเพื่อใช้ในการออกแบบโครงร่างออนโทโลยี จากนั้นพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันด้วยภาษาจาวาที่ใช้กรอบงานของจีนาผ่านทางอาปาเชจีนาฟุเซกิเซิร์ฟเวอร์ และเว็บแอปพลิเคชันสามารถทำงานได้สำเร็จตามแนวทางการใช้ออนโทโลยี
การสร้างมิวแตนท์สําหรับนิพจน์เงื่อนไขบนแบบจําลองบีพีเอ็มเอ็น, ปฤษฎี ท่าดีสม
การสร้างมิวแตนท์สําหรับนิพจน์เงื่อนไขบนแบบจําลองบีพีเอ็มเอ็น, ปฤษฎี ท่าดีสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นเป็นแบบจำลองเชิงธุรกิจที่ถูกพัฒนาให้สามารถประมวลกระบวนการกิจกรรมเชิงธุรกิจบนเครื่องประมวลผลแบบจำลอง ซึ่งความสามารถดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ต้องมีการทดสอบการทำงานของกระบวนการกิจกรรมบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขทางธุรกิจ นักทดสอบจึงได้นำเสนอวิธีการสร้างกรณีทดสอบด้วยเทคนิคที่แตกต่างกัน แต่กรณีทดสอบเหล่านั้นยังไม่มีการประเมินคุณภาพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบมิวเทชันบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นในงานวิจัยนี้ ทั้งนี้การทดสอบมิวเทชันบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นของงานวิจัยนี้จะเริ่มต้นที่การกำหนดตัวดำเนินการมิวเทชันสำหรับแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็น จากนั้นพัฒนาเครื่องมือสร้างมิวแตนท์ขึ้นมาเพื่อสามารถทำการทดสอบมิวเทชันบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นได้ งานวิจัยนี้ได้กำหนดตัวดำเนินการมิวเทชันของแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นได้ทั้งหมด 25 ตัวดำเนินการ และพัฒนาเครื่องมือสร้างมิวแตนท์สำหรับนิพจน์เงื่อนไขบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นขึ้น ด้วยตัวดำเนินการสำหรับนิพจน์เงื่อนไข 3 ตัวดำเนินการคือตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ตัวดำเนินการเชิงสัมพันธ์ และตัวดำเนินการเชิงตรรกะ จากนั้นนำมิวแตนท์ที่ได้จากเครื่องมือสร้างมิวแตนท์มาทำการทดสอบมิวเทชัน หลังจาก ทดสอบมิวเทชันกับกรณีทดสอบที่ได้จากงานวิจัยก่อนหน้า ทำให้ทราบว่าผลการทดสอบของแต่ละเทคนิคการสร้างกรณีทดสอบนั้นมีค่าคะแนนมิวเทชันที่แตกต่างกัน ชุดกรณีทดสอบที่มีค่าคะแนนมิวเทชันมากที่สุด เป็นชุดกรณีทดสอบที่มีคุณภาพที่สุด
การจำแนกคุณภาพการใช้งานและปัญหาของเกมแอ็คชัน จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้ด้วยการทำเหมืองข้อความ, อตินัติ์ วัฒนบุรานนท์
การจำแนกคุณภาพการใช้งานและปัญหาของเกมแอ็คชัน จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้ด้วยการทำเหมืองข้อความ, อตินัติ์ วัฒนบุรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อมูลความคิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อเกมคือบทวิจารณ์เกมที่ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ จากผู้ใช้เกม สามารถระบุถึงความพึงพอใจของผู้ใช้ในการใช้ซอฟต์แวร์เกม และนำมาช่วยในการระบุความต้องการเชิงคุณภาพของซอฟต์แวร์เกม อย่างไรก็ตามบทวิจารณ์เกมจากผู้ใช้เกมนั้นมีจำนวนมากตามความนิยมของเกม รวมทั้งมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นภาษาธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างกันตามแต่ลักษณะการเขียนของผู้เขียนบทวิจารณ์ มักไม่มีการสรุปว่าเป็นประโยคที่กล่าวถึงประเภทของคุณภาพและปัญหาของเกมในเรื่องใด และมีความคิดเห็นเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ การที่จะจำแนกประโยคจากบทวิจารณ์เกมในด้านคุณภาพและปัญหาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านมนุษย์และเวลา งานวิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอวิธีการจำแนกประโยคของบทวิจารณ์เกมแอ็คชันด้วยวิธีการทำเหมืองข้อความ ซึ่งบทวิจารณ์เกมประเภทแอ็คชันได้ถูกเลือกมาใช้เพราะเกมแอ็คชันเป็นประเภทของเกมที่ได้รับความนิยมสูง โดยงานวิทยานิพนธ์นี้แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนคือ 1) การระบุและนิยามปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของเกมและปัญหาของเกม 2) การสร้างคลังคำศัพท์ของปัจจัยที่นิยามไว้ด้วย การสกัดคำอธิบายการระบุและนิยามปัจจัย การสกัดจากบทวิจารณ์เกม และการใช้เครื่องมือเวิร์ดเน็ตในการขยายคลังคำศัพท์ 3) การวิเคราะห์เพื่อจำแนกประโยคของบทวิจารณ์ทั้งในด้านความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบ และด้านปัจจัยที่นิยามไว้ 4) การพัฒนาเครื่องมือตามแนวคิดที่นำเสนอ 5) การประเมินประสิทธิผลของเครื่องมือด้วยการทดลองจากการคำนวณค่าความแม่นยำ โดยการตรวจสอบการจำแนกประโยคของบทวิจารณ์เกมโดยเครื่องมือเปรียบเทียบกับการจำแนกโดยผู้เชี่ยวชาญ ประสิทธิผลของเครื่องมือในการจำแนกได้เหมือนกันทั้งหมดกับผู้เชี่ยวชาญในรูปของค่าความแม่นยำเฉลี่ย ของการจำแนกความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบมีค่าร้อยละ 59.51 ของการจำแนกปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของเกมและปัญหาของเกมมีค่าร้อยละ 64.46 และ 81.01 ตามลำดับ
A Rhetoric To Climate Change Fashion: Base Of The Biomass Pyramid Is An Underestimated Carbon Sink, Syed Abbas, Ehjaz R. Abbas
A Rhetoric To Climate Change Fashion: Base Of The Biomass Pyramid Is An Underestimated Carbon Sink, Syed Abbas, Ehjaz R. Abbas
Journal of Bioresource Management
This writing is an attempt to present few wild ideas, rhetoric to climate change fashion. We discussed the possibility of escaped fertilizers being produced globally and their possible role in capturing atmospheric carbon believing that some factors of climate change are being ignored while other are being over emphasized.
Determination Of Stellar Parameters Through The Use Of All Available Flux Data And Model Spectral Energy Distributions, Gemunu Ekanayake
Determination Of Stellar Parameters Through The Use Of All Available Flux Data And Model Spectral Energy Distributions, Gemunu Ekanayake
Theses and Dissertations--Physics and Astronomy
Basic stellar atmospheric parameters, such as effective temperature, surface gravity, and metallicity plays a vital role in the characterization of various stellar populations in the Milky Way. The Stellar parameters can be measured by adopting one or more observational techniques, such as spectroscopy, photometry, interferometry, etc. Finding new and innovative ways to combine these observational data to derive reliable stellar parameters and to use them to characterize some of the stellar populations in our galaxy is the main goal of this thesis.
Our initial work, based on the spectroscopic and photometric data available in literature, had the objective of calibrating …
Thermal Conductivities Of Organic Semiconductors, Yulong Yao
Thermal Conductivities Of Organic Semiconductors, Yulong Yao
Theses and Dissertations--Physics and Astronomy
Organic semiconductors have gained a lot of interest due to their ease of processing, low-cost and inherent mechanical flexibility. Although most of the research has been on their electronic and optical properties, knowledge of the thermal properties is important in the design of electronic devices as well. Our group has used ac-calorimetric techniques to measure both in-plane and transverse thermal conductivities of a variety of organic semiconductors including small-molecule crystals and polymer blends. For layered crystals composed of molecules with planar backbones and silylethynyl (or germylethynyl) sidegroups projecting between the layers, very high interplanar thermal conductivities have been observed, presumably …
Disconnected-Sea Quarks Contribution To Nucleon Electromagnetic Form Factors, Raza Sabbir Sufian
Disconnected-Sea Quarks Contribution To Nucleon Electromagnetic Form Factors, Raza Sabbir Sufian
Theses and Dissertations--Physics and Astronomy
We present comprehensive analysis of the light and strange disconnected-sea quarks contribution to the nucleon electric and magnetic form factors. The lattice QCD estimates of strange quark magnetic moment GsM (0) = −0.064(14)(09) μN and the mean squared charge radius ⟨r2s⟩E = −0.0043(16)(14) fm2 are more precise than any existing experimental measurements and other lattice calculations. The lattice QCD calculation includes ensembles across several lattice volumes and lattice spacings with one of the ensembles at the physical pion mass. We have performed a simultaneous chiral, infinite volume, and continuum extrapolation in …
Autonomous Driving With A Simulation Trained Convolutional Neural Network, Cameron Franke
Autonomous Driving With A Simulation Trained Convolutional Neural Network, Cameron Franke
University of the Pacific Theses and Dissertations
Autonomous vehicles will help society if they can easily support a broad range of driving environments, conditions, and vehicles.
Achieving this requires reducing the complexity of the algorithmic system, easing the collection of training data, and verifying operation using real-world experiments. Our work addresses these issues by utilizing a reflexive neural network that translates images into steering and throttle commands. This network is trained using simulation data from Grand Theft Auto V~\cite{gtav}, which we augment to reduce the number of simulation hours driven. We then validate our work using a RC car system through numerous tests. Our system successfully drive …
Using A Mixed-Methods Approach To Understand Urban Children's Nature Conceptions, Ecological Worldviews And Environmental Perceptions And Preferences Before And After Attending An Environmental Education Program, Alejandra Maria Bozzolasco
Using A Mixed-Methods Approach To Understand Urban Children's Nature Conceptions, Ecological Worldviews And Environmental Perceptions And Preferences Before And After Attending An Environmental Education Program, Alejandra Maria Bozzolasco
Theses, Dissertations and Culminating Projects
The main objective of this dissertation is to utilize multiple instruments to measure urban children’s nature conceptions, ecological worldviews, and environmental perceptions and preferences, and to determine whether they are impacted by an environmental education (EE) intervention. This information is critical today in light of growing urbanization that is considered a contributor to nature deficit disorder (NDD) in which children, particularly urban children, are growing up distanced from the natural world, thereby impacting children’s development, public health, and the environment. Urban children from northern New Jersey who attended the New Jersey School of Conservation’s (NJSOC) EE program participated in this …
Detecting Broken Pointcuts Using Structural Commonality And Degree Of Interest, Raffi Khatchadourian, Awais Rashid, Hidehiko Masuhara, Takuya Watanabe
Detecting Broken Pointcuts Using Structural Commonality And Degree Of Interest, Raffi Khatchadourian, Awais Rashid, Hidehiko Masuhara, Takuya Watanabe
Publications and Research
Pointcut fragility is a well-documented problem in Aspect-Oriented Programming; changes to the base-code can lead to join points incorrectly falling in or out of the scope of pointcuts. Deciding which pointcuts have broken due to base-code changes is a daunting venture, especially in large and complex systems. We present an automated approach that recommends pointcuts that are likely to require modification due to a particular base-code change, as well as ones that do not. Our hypothesis is that join points selected by a pointcut exhibit common structural characteristics. Patterns describing such commonality are used to recommend pointcuts that have potentially …
Dynamical Systems Modeling To Identify A Cohort Of Problem Drinkers With Similar Mechanisms Of Behavior Change, Kidist Maxwell, Rebecca Everett, Sijing Shao, Alexis Kuerbis, Lyric Stephenson, H. T. Banks, Jon Morgenstern
Dynamical Systems Modeling To Identify A Cohort Of Problem Drinkers With Similar Mechanisms Of Behavior Change, Kidist Maxwell, Rebecca Everett, Sijing Shao, Alexis Kuerbis, Lyric Stephenson, H. T. Banks, Jon Morgenstern
Publications and Research
One challenge to understanding mechanisms of behavior change (MOBC) completely among individuals with alcohol use disorder is that processes of change are theorized to be complex, dynamic (time varying), and at times non-linear, and they interact with each other to influence alcohol consumption. We used dynamical systems modeling to better understand MOBC within a cohort of problem drinkers undergoing treatment. We fit a mathematical model to ecological momentary assessment data from individual patients who successfully reduced their drinking by the end of the treatment. The model solutions agreed with the trend of the data reasonably well, suggesting the cohort patients …
A Measurement Of The Parity Violating Asymmetry In The Neutron Capture On 3He At Sns, Md Latiful Kabir
A Measurement Of The Parity Violating Asymmetry In The Neutron Capture On 3He At Sns, Md Latiful Kabir
Theses and Dissertations--Physics and Astronomy
Weak nucleon nucleon couplings are largely unknown because of the involved theoretical and experimental challenges. Theoretically the topic is difficult due to the non-perturbative nature of the strong interaction, which makes calculations of the couplings challenging. Experimentally, the topic is difficult given that 1) the observables are determined by ratios between strong couplings and weak couplings which differ in size by seven orders of magnitude, and 2) theoretically clean and predictable measurements are almost always restricted to simple systems that do not allow for effects that enhance the size of the asymmetry. However parity violation (PV) can be used to …
The Conservation Status Of Marine Bony Shorefishes Of The Greater Caribbean, Kent E. Carptenter, Christi Linardich, Gina Ralph, N. Cox, D. R. Robertson, H. Harwell, A. Acero P., W. Anderson Jr., F. Barthelat, J. -L. Bouchereau, J. J. Brown, J. Buchanan, D. Buddo, B. Collette, M. Comeros-Raynal, M. Craig, M. Curtis, T. Defex, J. Dooley, W. Driggers Iii, C. Elfes Livsey, T. Fraser, R. Gilmore Jr., L. Grijalba Bendeck, A. Hines, R. Kishore, K. Lindeman, J. -P. Maréchal, J. Mceachran, R. Mcmanus, J. Moore, T. Munroe, H. Oxenford, F. Pezold, F. Pina Amargós, A. Polanco Fernandez, B. Polidoro, C. Pollock, R. Robins, B. Russell, C. Sayer, S. Williams
The Conservation Status Of Marine Bony Shorefishes Of The Greater Caribbean, Kent E. Carptenter, Christi Linardich, Gina Ralph, N. Cox, D. R. Robertson, H. Harwell, A. Acero P., W. Anderson Jr., F. Barthelat, J. -L. Bouchereau, J. J. Brown, J. Buchanan, D. Buddo, B. Collette, M. Comeros-Raynal, M. Craig, M. Curtis, T. Defex, J. Dooley, W. Driggers Iii, C. Elfes Livsey, T. Fraser, R. Gilmore Jr., L. Grijalba Bendeck, A. Hines, R. Kishore, K. Lindeman, J. -P. Maréchal, J. Mceachran, R. Mcmanus, J. Moore, T. Munroe, H. Oxenford, F. Pezold, F. Pina Amargós, A. Polanco Fernandez, B. Polidoro, C. Pollock, R. Robins, B. Russell, C. Sayer, S. Williams
Biological Sciences Faculty Publications
The greater Caribbean biogeographic region covered in this report (representing 38 countries and territories) encompasses an outstanding marine bony shorefish richness of approximately 1,360 species, with many (53%) being endemic. This report provides an overview of the conservation status of greater Caribbean shorefishes, with detailed information available through the IUCN Red List, and gives recommendations.
Informing Marine Protected Area Designation And Management For Nesting Olive Ridley Sea Turtles Using Satellite Tracking, Tiffany M. Dawson, Angela Formia, Pierre D. Agamboué, Georges M. Asseko, François Boussamba, Floriane Cardiec, Emmanuel Chartrain, Philip D. Doherty, J. Michael Fay, Brendan J. Godley, Francis Lambert, Brice D. Koumba Mabert, Jean C. Manfoumbi, Kristian Metcalfe, Gianna Minton, Ivan Ndanga, Jacob Nzegoue, Carmen K. Kouerey Oliwina, Philippe Du Plessis, Guy-Philippe Sounguet, Dominic Tilley, Matthew J. Witt, Sara M. Maxwell
Informing Marine Protected Area Designation And Management For Nesting Olive Ridley Sea Turtles Using Satellite Tracking, Tiffany M. Dawson, Angela Formia, Pierre D. Agamboué, Georges M. Asseko, François Boussamba, Floriane Cardiec, Emmanuel Chartrain, Philip D. Doherty, J. Michael Fay, Brendan J. Godley, Francis Lambert, Brice D. Koumba Mabert, Jean C. Manfoumbi, Kristian Metcalfe, Gianna Minton, Ivan Ndanga, Jacob Nzegoue, Carmen K. Kouerey Oliwina, Philippe Du Plessis, Guy-Philippe Sounguet, Dominic Tilley, Matthew J. Witt, Sara M. Maxwell
Biological Sciences Faculty Publications
Understanding the horizontal and vertical habitat of olive ridley sea turtles (Lepidochelys olivacea), a threatened species, is critical for determining regions for protection and relevant gear modifications that may effectively reduce bycatch, the largest threat to this species. Satellite transmitters were used to determine the movement and dive behavior of 21 female olive ridley turtles tagged in Pongara National Park, Gabon during the 2012, 2013, and 2015 nesting seasons. A switching state-space model was used to filter the tracking data and categorize the internesting and post-nesting movements. Gridded utilization distribution (UD) home range analysis of tracking data revealed …