Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Physical Sciences and Mathematics Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Computer Sciences (2767)
- Environmental Sciences (1880)
- Chemistry (1499)
- Physics (1463)
- Engineering (1455)
-
- Mathematics (1335)
- Life Sciences (1180)
- Earth Sciences (1116)
- Social and Behavioral Sciences (844)
- Computer Engineering (646)
- Statistics and Probability (628)
- Electrical and Computer Engineering (603)
- Oceanography and Atmospheric Sciences and Meteorology (593)
- Medicine and Health Sciences (553)
- Geology (437)
- Natural Resources and Conservation (428)
- Applied Mathematics (417)
- Sustainability (407)
- Astrophysics and Astronomy (394)
- Education (391)
- Databases and Information Systems (373)
- Arts and Humanities (324)
- Environmental Monitoring (276)
- Information Security (271)
- Natural Resources Management and Policy (258)
- Business (254)
- Water Resource Management (241)
- Software Engineering (236)
- Artificial Intelligence and Robotics (211)
- Institution
-
- TÜBİTAK (694)
- University of Nebraska - Lincoln (618)
- Singapore Management University (472)
- University of Kentucky (407)
- Utah State University (316)
-
- Old Dominion University (259)
- Chulalongkorn University (240)
- University of South Florida (217)
- Portland State University (214)
- Missouri University of Science and Technology (213)
- City University of New York (CUNY) (201)
- Embry-Riddle Aeronautical University (166)
- Technological University Dublin (158)
- University of Texas at El Paso (158)
- University of Nevada, Las Vegas (148)
- Wayne State University (147)
- University of Texas Rio Grande Valley (144)
- Florida Institute of Technology (141)
- Louisiana State University (136)
- Wright State University (126)
- Kennesaw State University (123)
- Virginia Commonwealth University (119)
- Nova Southeastern University (118)
- University of South Carolina (118)
- Claremont Colleges (114)
- University of Dayton (114)
- Marquette University (113)
- San Jose State University (113)
- University of New Mexico (110)
- Brigham Young University (109)
- Keyword
-
- Physics (82)
- Northern bobwhite (81)
- Colinus virginianus (80)
- Climate change (77)
- Machine learning (69)
-
- Sustainability (60)
- Environmental science (52)
- Chemistry (45)
- Calculus (43)
- Mathematics (43)
- Machine Learning (41)
- Pure sciences (41)
- Simulation (41)
- Education (40)
- Optimization (37)
- Modeling (36)
- Department of Computer Science and Engineering (35)
- Groundwater (35)
- AP Calculus (33)
- Animations (33)
- Climate (33)
- Visualizations (33)
- Artificial intelligence (32)
- Humans (32)
- Water quality (32)
- Agriculture (31)
- CMS (30)
- Deep learning (30)
- Hadron-Hadron Scattering (Experiments) (30)
- Nanoparticles (30)
- Publication
-
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (424)
- Turkish Journal of Electrical Engineering and Computer Sciences (389)
- Theses and Dissertations (361)
- Electronic Theses and Dissertations (252)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (204)
-
- Turkish Journal of Mathematics (140)
- Faculty Publications (134)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (134)
- Publications (119)
- Publications and Research (107)
- Aerospace, Physics, and Space Science Faculty Publications (97)
- National Quail Symposium Proceedings (95)
- Departmental Technical Reports (CS) (90)
- Physics Faculty Publications (89)
- Articles (87)
- The R Journal (85)
- Physics and Astronomy Faculty Publications (84)
- Browse all Theses and Dissertations (80)
- Dissertations (80)
- Graduate Theses and Dissertations (80)
- Honors Theses (80)
- Journal of Electrochemistry (80)
- Journal of Modern Applied Statistical Methods (80)
- Turkish Journal of Chemistry (80)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (79)
- School of Natural Resources: Faculty Publications (72)
- Physics Faculty Research & Creative Works (71)
- Chemistry Faculty Publications (68)
- Dissertations and Theses (68)
- Open Access Theses & Dissertations (68)
- Publication Type
- File Type
Articles 10921 - 10950 of 11069
Full-Text Articles in Physical Sciences and Mathematics
การใช้พารามิเตอร์ที่สร้างจากภาคตัดกรวยในการจำแนกเลขที่บ้านจากกูเกิลสตรีตวิวด้วยวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน, พงศ์ศรัณย์ เทียมตะวัน
การใช้พารามิเตอร์ที่สร้างจากภาคตัดกรวยในการจำแนกเลขที่บ้านจากกูเกิลสตรีตวิวด้วยวิธีซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน, พงศ์ศรัณย์ เทียมตะวัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรู้จำตัวเลขเป็นปัญหาสำคัญหนึ่งในสาขาคอมพิวเตอร์วิทัศน์และการรู้จำแบบ งานวิจัยนี้ทำการจำแนกตัวเลขจากฐานข้อมูลเลขที่บ้านจากกูเกิล สตรีตวิว ซึ่งมีความสำคัญต่อการปรับปรุงความถูกต้องของแผนที่และระบบนำทางในปัจจุบัน (Netzer และคณะ, 2012) โดยใช้พารามิเตอร์ที่ได้จากลักษณะเชิงเรขาคณิตวิเคราะห์ของตัวเลขในการสร้างตัวแบบ และใช้ซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนในการจำแนกตัวเลข โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์การจำแนกตัวเลขระหว่าง 4 เคอร์เนล ได้แก่ เคอร์เนลเชิงเส้น, เคอร์เนลพหุนาม, เคอร์เนลเรเดียล และเคอร์เนลซิกมอยด์ รวมถึงเปรียบเทียบความสำคัญของแต่ละลักษณะว่ามีผลต่อการจำแนกตัวเลขอย่างไร หลังจากเตรียมข้อมูลรูปภาพก่อนการสร้างตัวแบบ ในการดึงลักษณะจะใช้การแปลงฮัฟ (Hough transform) ในการค้นหารูปร่างภาคตัดกรวยที่พบในรูปขอบของตัวเลข 4 รูปแบบ ได้แก่ เส้นตรง, วงรี, พาราโบลาแนวตั้ง และพาราโบลาแนวนอน พบว่า เคอร์เนลเรเดียลให้ผลลัพธ์การจำแนกตัวเลขดีที่สุด คือ 72.17% และใช้เวลาในการสร้างตัวแบบ 22.36 นาที ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับเส้นตรงมีความสำคัญต่อการจำแนกตัวเลขมากที่สุด รองลงมาคือ วงรี พาราโบลาแนวนอน และพาราโบลาแนวตั้ง ตามลำดับ
การพัฒนาระบบสารสนเทศปรับเปลี่ยนตามแบบการประเมินของครูสำหรับการประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิทยา ระยับศรี
การพัฒนาระบบสารสนเทศปรับเปลี่ยนตามแบบการประเมินของครูสำหรับการประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิทยา ระยับศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบสำหรับระบบ ฯ ด้านข้อมูลนำเข้า กระบวนการ และการนำเสนอผล 2) พัฒนาระบบ ฯ 3) ประเมินคุณภาพของระบบ ฯ และ 4) ศึกษาผลจากการใช้ระบบ ฯ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของครู การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ แต่ละระยะเก็บข้อมูลกับครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและโรงเรียนสาธิตสังกัดสำนักงานการอุดมศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยระยะที่ 1 ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลคือ ครูมัธยมศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งสิ้น 16 คน เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม และประเมินคุณภาพของระบบ ฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ ส่วนระยะที่ 2 เก็บข้อมูลกับครูและนักเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นอาสาสมัครในการทดลองใช้ระบบ ฯ รวมทั้งสิ้น 50 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจและประสิทธิภาพของระบบ ฯ สำหรับครู และแบบสัมภาษณ์นักเรียนสำหรับการใช้ระบบสารสนเทศ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้จะวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจะใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปข้อมูลแบบนิรนัย ผลการวิจัยพบว่า 1. ระบบ ฯ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ระบบลงทะเบียนและการเข้าสู่ระบบของผู้ใช้ สำหรับเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ใช้เพื่อจำแนกและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงและจัดการข้อมูลในระบบ (2) ระบบจัดการรายวิชาและชั้นเรียน ที่มีการเก็บข้อมูลสำหรับการประเมินผลการเรียนรู้ ได้แก่ ประเภทการประเมิน รูปแบบการให้ผลประเมิน ผลป้อนกลับของครู (คุณภาพ จุดเด่นและข้อควรปรับปรุง และข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา) และผลสะท้อนกลับของนักเรียนที่มีต่อผลการประเมินและการจัดการเรียนรู้ของครู และ (3) ระบบรายงานผลที่มีการรายงานสารสนเทศเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งในระดับชั้นเรียน และรายบุคคล และมีสารสนเทศเชิงเปรียบเทียบระหว่างผลการประเมินของนักเรียนเป็นรายบุคคลกับภาพรวมทั้งชั้นเรียน จำแนกระบบ ฯ ตามผู้ใช้งานออกเป็น 2 ระบบคือ ระบบสำหรับครูและระบบสำหรับนักเรียน โดยประกอบด้วย 11 ระบบย่อย ได้แก่ (1) ระบบการลงทะเบียนผู้ใช้และการเข้าสู่ระบบ (2) ระบบการจัดการห้องเรียน (3) ระบบการจัดกลุ่มนักเรียน (4) ระบบการสร้างภาระงานและผลป้อนกลับ (5) …
การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณธรรมและจริยธรรมตามโมเดลต้นไม้จริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์
การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณธรรมและจริยธรรมตามโมเดลต้นไม้จริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้คุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาระดับคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้น 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลต้นไม้จริยธรรมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ) จากทั่วประเทศจำนวน 1,090 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียน จำนวน 72 ข้อ มีค่าดัชนี IOC ตั้งแต่ 0.60-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach's alpha coefficient) มีค่าตั้งแต่ 0.536-0.843 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันด้วยโปรแกรม SPSS และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองด้วยโปรแกรม LISREL ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการพัฒนาตัวบ่งชี้คุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า ตัวบ่งชี้คุณธรรมและจริยธรรมประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 14 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 ความรู้เชิงจริยธรรม ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ 3 ตัวได้แก่ สุขภาพจิต สติปัญญา และประสบการณ์ทางสังคม องค์ประกอบที่ 2 ทัศนคติเชิงจริยธรรม ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ 3 ตัวได้แก่ ทัศนคติ ค่านิยม ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน และความเชื่ออำนาจในตน องค์ประกอบที่ 3 เหตุผลเชิงจริยธรรม ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ 2 ตัวได้แก่ เจตนาทำเพื่อส่วนรวม และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และองค์ประกอบที่ 4 พฤติกรรมเชิงจริยธรรม ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ 6 ตัวได้แก่การดูแลสุขภาพ การทำงาน การขยันเรียน การเป็นพลเมืองดี การอบรมเลี้ยงดู และการพัฒนาสังคม 2) ผลการศึกษาระดับคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวบ่งชี้ พบว่า สติปัญญา ความเชื่อในอำนาจตน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การอบรมเลี้ยงดู มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดในแต่ละองค์ประกอบ (M=4.11, 4.28, 4.17, 4.29 ตามลำดับ) 3) ผลการตรวจสอบความตรงของโมเดลคุณธรรมและจริยธรรมด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (chi-square …
Improvement Of Crystallization Behavior Of Polylactide Using Modified Chitin Whisker As Nucleating Agent, Nichaphat Passornraprasit
Improvement Of Crystallization Behavior Of Polylactide Using Modified Chitin Whisker As Nucleating Agent, Nichaphat Passornraprasit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work focuses on the enhancement of crystallization behavior of polylactide (PLA). The small crystalline of polymer was used to induce nuclei for crystallization. The small crystalline of chitin whisker (CW) was prepared by acid hydrolysis. In order to enhance the compatibility between CW and PLA matrix, CW was grafted with acid terminated poly(D,L-lactic acid) (PDLLA) by coupling reaction to obtain PLA-g-CW. Then, the CW and PLA-g-CW were used as nucleating agents by compounding with PLA pellets at various contents from 0.1-0.3 phr by cast film extrusion. The SEM images of nanocomposites showed more agglomeration of whiskers with the increasing …
Separation Of Silver And Gold Ions/Nanoparticles In Water Using Chemically Modified-Silica For Spectrometric Detection, Pimpimon Anekthirakun
Separation Of Silver And Gold Ions/Nanoparticles In Water Using Chemically Modified-Silica For Spectrometric Detection, Pimpimon Anekthirakun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The separation of gold and silver ions/nanoparticles in water using chemically-modified silica and unmodified silica was investigated by solid-phase extraction (SPE) followed by the determination via inductively coupled plasma-optical emission spectrometry (ICP-OES). 1-Carboxymethyl-3-methylimidazolium chloride ionic liquid [MimCM]Cl and humic acid (HA) immobilized onto aminopropyl silica (SiAP) sorbents were successfully prepared for the separation of metal species. Ionic liquid modified-SiAP (SiAP-IL) sorbent was chosen for the separation of gold ions/nanoparticles, while humic acids modified-SiAP (SiAP-HA) sorbent was selected for silver ions/nanoparticles. Based on this proposed method, the metal ions were preferentially adsorbed onto the solid sorbent over the metal nanoparticles, thus …
Integration Of Anaerobic Digester With Oxidation Ditch-Membrane Bioreactor As A Zero Organic Waste System For Building Application, Arpapan Satayavibul
Integration Of Anaerobic Digester With Oxidation Ditch-Membrane Bioreactor As A Zero Organic Waste System For Building Application, Arpapan Satayavibul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to study the efficiency of organic substance removing in anaerobic digestion system and oxidation ditch membrane bioreactor (OD-MBR) for managing liquid digestate and wastewater sludge to completely zero organic waste. The process can be done by digesting food waste from the canteen with sludge from OD-MBR with the proportion of 10:1 by weight and liquid digestate from anaerobic digestion process will be further treated by OD-MBR to study the productivity of methane and efficiency of waste treatment. This study is a semi-continuous experiment by adjusting the experimental conditions for six conditions, as follows ; …
ผลของตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดกรดและเบสต่อผลผลิตน้ำมันชีวภาพของไพโรไลซิสเหง้ามันสำปะหลังในเครื่องปฏิกรณ์แบบต่อเนื่อง, กันต์ธีรา คำภีระ
ผลของตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดกรดและเบสต่อผลผลิตน้ำมันชีวภาพของไพโรไลซิสเหง้ามันสำปะหลังในเครื่องปฏิกรณ์แบบต่อเนื่อง, กันต์ธีรา คำภีระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหง้ามันสำปะหลังคือส่วนเหลือใช้จากกระบวนการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง โดยมีปริมาณมากถึง 6,000,000 ตันต่อปี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผลิตน้ำมันชีวภาพจากเหง้ามันสำปะหลังด้วยกระบวนการไพโรไลซิสแบบต่อเนื่อง โดยทำการศึกษาตัวแปรที่มีผล 4 ตัวแปรดังนี้ ขนาดอนุภาคในช่วง 0.3-3 มิลลิเมตร อุณหภูมิ 400-500 องศาเซลเซียส อัตราการป้อนสาร 3.2-32.8 กรัมต่อนาที และอัตราการไหลของแก๊สไนโตรเจน 50-250 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อนาที จากผลการทดลองพบว่าภาวะที่เหมาะสมที่สุดคือ ขนาดอนุภาค 2-3 มิลลิเมตร อุณหภูมิ 500 องศาเซลเซียส อัตราการป้อนสาร 18 กรัมต่อนาที และอัตราการไหลของแก๊สไนโตรเจน 150 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อนาที โดยที่ภาวะนี้ให้ปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันชีวภาพมากถึงร้อยละ 43.04 ในงานวิจัยนี้ยังได้ศึกษาผลของตัวเร่งปฏิกิริยาต่อการผลิตน้ำมันชีวภาพ โดยใช้ศึกษาตัวเร่งปฏิกิริยาแคลไซน์โดโลไมต์ (ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดเบส), ตัวเร่งปฏิกิริยา FCC ใช้แล้ว (ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดกรด) และตัวเร่งปฏิกิริยาผสม (แคลไซน์โดโลไมต์ : FCC ใช้แล้ว = 1:1) จากผลการทดลองพบว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยามีผลให้ปริมาณน้ำมันชีวภาพลดลง ปริมาณผลิตภัณฑ์แก๊สเพิ่มขึ้น แต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมันชีวภาพโดยลดปริมาณองค์ประกอบ Long residue hydrocarbon และเพิ่มปริมาณองค์ประกอบ Kerosine ได้ โดยเฉพาะตัวเร่งปฏิกิริยา FCC ใช้แล้วที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำมันชีวภาพได้โดยเพิ่มอัตราส่วนองค์ประกอบกลุ่มแอลเคน และแอลไคน์ได้ โดยลดสัดส่วนองค์ประกอบสารประกอบที่มีหมู่ออกซิเจนได้
ผลของสารตัวเติมไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาต่อสมบัติของพอลิแล็กทิกแอสิดคอมพอสิต, กิตติธร เลิศพิรุณ
ผลของสารตัวเติมไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาต่อสมบัติของพอลิแล็กทิกแอสิดคอมพอสิต, กิตติธร เลิศพิรุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเติมไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาที่ดัดแปรพื้นผิวด้วยสารดัดแปรเฮกซะเดซิลไตรเมทอกซีไซเลนผ่านปฏิกิริยาไซเลไนเซชันเพื่อให้มีสภาพผิวเป็นไฮโดรโฟบิก โดยใช้อัตราส่วนของตัวเติมเซลลูโลส/นาโนซิลิกา : สารดัดแปรเท่ากับ 1 : 1 และ 1 : 0.25 โดยน้ำหนัก จากนั้นเตรียมมาสเตอร์แบทช์ของพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตด้วยตัวเติมไฮบริดดัดแปรที่เตรียมได้ปริมาณร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก ด้วยเครื่องอัดรีดแบบเกลียวคู่ จากนั้นนำมาสเตอร์แบทช์ที่เตรียมได้ไปผสมกับพอลิแล็กทิกแอซิดแบบหลอมเหลวอีกครั้งเพื่อลดปริมาณตัวเติมไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาดัดแปรในพอลิแล็กทิกแอซิดให้เหลือร้อยละ 1, 3 และ 5 โดยน้ำหนัก ด้วยเครื่องอัดรีดแบบเกลียวคู่ที่ใช้อุณหภูมิภายในบาเรลล์จากโซนป้อนถึงหัวดายเท่ากับ 195/190/180/165/150 องศาเซลเซียส จากนั้นขึ้นรูปชิ้นงานพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตด้วยเครื่องฉีดแบบสำหรับทดสอบสมบัติเชิงกลและการย่อยสลายทางชีวภาพ จากการทดสอบ พบว่า พอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตที่เตรียมจากตัวเติมไฮบริดดัดแปรด้วย 2 ระบบ ปริมาณร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก มีความทนแรงกระแทกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 และ 3.0 และมีความทนแรงดึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 และลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อใช้ตัวเติมเซลลูโลส : สารดัดแปร 1 : 1 และ 1 : 0.25 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับพอลิแล็กทิกแอซิดบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม พอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตที่ใส่ตัวเติมไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาดัดแปรร้อยละ 1, 3 และ 5 โดยน้ำหนัก มีสมบัติเชิงกลต่ำกว่าคอมพอสิตที่ใส่ไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาดัดแปรร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก ทั้งนี้เนื่องจากการแตกสลายของพอลิแล็กทิกแอซิดในส่วนผสมมาสเตอร์แบทช์เมื่อได้รับความร้อน 2 ครั้ง ขณะที่มาสเตอร์แบทช์ถูกนำไปฉีดขึ้นรูปโดยตรง ตัวเติมไฮบริดเซลลูโลส/นาโนซิลิกาดัดแปรร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก จึงสามารถเสริมแรงให้กับพอลิแล็กทิกแอซิด และส่งเสริมการเร่งย่อยสลายของพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตภายใต้สภาวะการฝังดินด้วยกลไกการดูดซึมน้ำ เพื่อนำพาจุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลายเซลลูโลสได้เป็นกรดแล็กทิก และซิลิกาจะปลดปล่อยกรดไซลิซิก กรดที่เกิดขึ้นจะเร่งการสลายตัวของพอลิแล็กทิกแอซิดผ่านกลไกไฮโดรไลติก ไฮโดรลิซิส จึงทำให้คอมพอสิตสลายตัวได้เร็วกว่าพอลิแล็กทิกบริสุทธิ์
ผลของตัวเติมไฮบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกาต่อสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิต, จินดามาศ สรรพทรัพย์สิริ
ผลของตัวเติมไฮบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกาต่อสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิต, จินดามาศ สรรพทรัพย์สิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเติมไฮบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกาที่ดัดแปรพื้นผิวด้วยสารดัดแปรเฮกซะเดซิลไตรเมทอกซีไซเลนผ่านปฏิกิริยาไซเลไนเซชันเพื่อให้มีสภาพผิวเป็นไฮโดรโฟบิก โดยใช้อัตราส่วนของตัวเติมสตาร์ช/นาโนซิลิกา : สารดัดแปรเท่ากับ 4 : 1 และ 1 : 1 โดยน้ำหนัก จากนั้นเตรียมมาสเตอร์แบทช์ของพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตด้วยตัวเติมไฮบริดดัดแปรที่เตรียมได้ปริมาณร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก ด้วยเครื่องอัดรีดแบบเกลียวคู่ จากนั้นนำมาสเตอร์แบทช์ที่เตรียมได้ไปผสมกับพอลิแล็กทิกแอซิดแบบหลอมเหลวอีกครั้งเพื่อลดปริมาณตัวเติมไVบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกาดัดแปรในพอลิแล็กทิกแอซิดให้เหลือร้อยละ 1, 3 และ 5 โดยน้ำหนัก ด้วยเครื่องอัดรีดแบบเกลียวคู่ที่ใช้อุณหภูมิภายในบาเรลล์จากโซนป้อนถึงหัวดายเท่ากับ 150/160/170/180/190 องศาเซลเซียส จากนั้นขึ้นรูปชิ้นงานพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตด้วยเครื่องฉีดแบบสำหรับทดสอบสมบัติเชิงกลและการย่อยสลายทางชีวภาพ จากการทดสอบ พบว่า พอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตที่เตรียมจากตัวเติมไฮบริดดัดแปรด้วย 2 ระบบ ปริมาณร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก มีความทนแรงกระแทกเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.4 และ 12.6 และมีความทนแรงดึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 และ 18.8 เมื่อใช้ตัวเติมไฮบริด : สารดัดแปรที่อัตราส่วน 4 : 1 และ 1 : 1 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ เหนือกว่าพอลิแล็กทิกแอซิดบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม พอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตที่ใส่ตัวเติมไฮบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกาดัดแปรร้อยละ 1, 3 และ 5 โดยน้ำหนัก มีสมบัติเชิงกลต่ำกว่าคอมพอสิตที่ใส่ไฮบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกา ดัดแปรร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก ทั้งนี้เนื่องจากการแตกสลายของคอมพอสิตเมื่อได้รับความร้อนขณะทำการผสม 2 ขั้นตอน ดังนั้น การใส่ตัวเติมไฮบริดสตาร์ช/นาโนซิลิกาดัดแปรร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก สามารถเสริมแรงให้กับพอลิแล็กทิกแอซิด และส่งเสริมการย่อยสลายของพอลิแล็กทิกแอซิดคอมพอสิตภายใต้สภาวะการฝังดินด้วยปฏิกิริยาจากเอนไซม์ของจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ซึ่งส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสและการย่อยสลายของคอมพอสิตไปพร้อมๆ กัน พร้อมทั้งปลดปล่อยกรดแล็กทิกและซาลิไซลิก
การเตรียมและสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิด/พอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง/ผงไม้/แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์คอมพอสิต, ณัฐบุรุษ คงไกรฤกษ์
การเตรียมและสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิด/พอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง/ผงไม้/แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์คอมพอสิต, ณัฐบุรุษ คงไกรฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ คอมพอสิตของพอลิแล็กทิกแอซิด/พอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง ได้ถูกเตรียมโดยการใส่ผงไม้และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ขั้นแรกพอลิแล็กทิกแอซิดถูกผสมแบบหลอมเหลวกับพอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง 5 อัตราส่วน (ร้อยละ 10-50 โดยน้ำหนัก) ในเครื่องอัดรีดแบบสกรูคู่ตามด้วยการฉีดแบบ จากการทดสอบ พบว่า การใส่พอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูงลงในพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/พอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง สามารถปรับปรุงความทนแรงกระแทก (ร้อยละ 10 สูงที่สุด) การยืดตัว ณ จุดขาด (ร้อยละ 10 สูงที่สุด) และเสถียรภาพทางความร้อน (ร้อยละ 10 สูงที่สุด) เมื่อเปรียบเทียบกับพอลิแล็กทิกแอซิดล้วน หากแต่ความทนแรงดึง ยังส์มอดุลัสและความทนแรงดัดโค้งมีค่าลดลงตามปริมาณพอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูงที่เพิ่มขึ้น โดยพอลิเมอร์ผสมที่อัตราส่วน 80/20 เมื่อใส่ผงไม้ปริมาณ 20 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินร้อยส่วน มีสมบัติเชิงกล (ความทนแรงดึง และ ยังส์มอดุลัส) ที่ดี จึงเลือกไปเตรียมคอมพอสิตด้วยแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ โดยมีอัตราส่วนผงไม้/แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์เท่ากับ 20/0, 20/20, 20/30 และ 20/40 จากการทดลอง พบว่า ผงไม้ช่วยปรับปรุงความทนแรงกระแทก ความทนแรงดึง ยังส์มอดุลัส และความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพ ขณะที่การยืดตัว ณ จุดขาด ความทนแรงดัดโค้ง เสถียรภาพทางความร้อน และการต้านทานการลามไฟลดลง นอกจากนี้ เมื่อใส่แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ใน 80/20/20 พอลิแล็กทิกแอซิด/พอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง/ผงไม้คอมพอสิต พบว่า คอมพอสิตมียังส์มอดุลัส เสถียรภาพทางความร้อน การต้านทานการลามไฟและความสามารถในการย่อยสลายเพิ่มขึ้นตามปริมาณแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ที่เพิ่มขึ้น
การปรับปรุงคุณภาพเชิงเร่งปฏิกิริยาของน้ำมันชีวภาพโดยซีโอไลต์โดปด้วยโลหะ, ณิชาบูล ชายหาด
การปรับปรุงคุณภาพเชิงเร่งปฏิกิริยาของน้ำมันชีวภาพโดยซีโอไลต์โดปด้วยโลหะ, ณิชาบูล ชายหาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการการปรับปรุงคุณภาพเชิงเริงปฏิกิริยาของน้ำมันชีวภาพที่ได้จากกระบวนไพโรไลซิสแบบเร็วของลำต้นทานตะวัน ไม้สนซีดาร์ ลำต้นเจแปนนิสน็อตวีด และลำต้น แอปเปิ้ลด้วยซีโอไลต์ H-ZSM-5 H-Beta และ H-USY จากผลการทดลองพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาทั้ง 3 ชนิดมีความว่องไวและเลือกจำเพาะในการเกิดสารประกอบแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนโดยได้ปริมาณสัมพัทธ์ของสารประกอบแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนร้อยละ 56.2 - 100 จากการวิเคราะห์ด้วย GC/MS ตัวเร่งปฏิกิริยาซีโอไลต์ H-ZSM-5 ผลิตปริมาณสารประกอบแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนมากที่สุด นอกจากนี้ตัวเร่งปฏิกิริยาทุกชนิดมีประสิทธิภาพในการนำกลับมาใช้ซ้ำโดยยังคงความว่องไวและความเลือกจำเพาะในการเป็นสารประกอบแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 70 ในรอบการใช้ซ้ำครั้งที่ 3 และตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้แล้วยังสามารถฟื้นฟูสภาพได้โดยการเผาแบบง่าย ในขณะที่การเมื่อศึกษาตัวเร่งปฏิกิริยาซีโอไลต์โดปด้วยโลหะทองแดงเพื่อเพิ่มความว่องไวและความเสถียรของตัวเร่งปฏิกิริยาซึ่งเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยวิธีแลกเปลี่ยนไอออนและการเคลือบฝัง จากผลการทดลองพบว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาซีโอไลต์โดปด้วยโลหะทองแดงในปริมาณร้อยละ 0.5 ด้วยวิธีเคลือบฝัง ทำให้ปริมาณสารประกอบแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มปริมาณทองแดงที่โดปบน H-ZSM-5 ส่งผลทำให้ความเลือกจำเพาะและพื้นที่ผิวของซีโอไลต์ลดลง ในขณะที่มีความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้นซึ่งจากผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าการโดปทองแดงในปริมาณที่เหมาะสมมีผลการต่อประสิทธิภาพในการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
การผลิตไฮโดรเจนจากรีฟอร์มิงด้วยไอน้ำของกลีเซอรอลดิบและกลีเซอรอลบริสุทธิ์, นิพิฐพนธ์ ปะนามะสา
การผลิตไฮโดรเจนจากรีฟอร์มิงด้วยไอน้ำของกลีเซอรอลดิบและกลีเซอรอลบริสุทธิ์, นิพิฐพนธ์ ปะนามะสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลของปัจจัยดำเนินการที่ส่งผลต่อการผลิตไฮโดรเจนจาก รีฟอร์มิงด้วยไอน้ำของกลีเซอรอลบริสุทธิ์และกลีเซอรอลดิบ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และศึกษาผลของสิ่งเจือปนในกลีเซอรอลดิบที่มีต่อรีฟอร์มิงด้วย ไอน้ำ โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์เบดนิ่งแบบต่อเนื่อง ภายใต้ภาวะดำเนินการแตกต่างกัน โดยศึกษาช่วงอุณหภูมิ 600 - 700 องศาเซลเซียส อัตราส่วนการป้อนเข้าไอน้ำต่อคาร์บอนที่ 6 - 12 และความดัน 1 - 4 บาร์ โดยกำหนดให้ใช้อัตราการป้อนเข้าคงที่ 0.5 มิลลิลิตรต่อนาที จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าทั้งในกลีเซอรอลบริสุทฺธิ์และกลีเซอรอลดิบซึ่งมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิรวมไปถึงการเพิ่มปริมาณอัตราส่วนการป้อนเข้าไอน้ำต่อคาร์บอน ส่งผลให้ผลได้ไฮโดรเจนและร้อยละการเปลี่ยนคาร์บอนเพิ่มขึ้น โดยอุณหภูมิที่ 650 องศาเซลเซียส และอัตราส่วนการป้อนไอน้ำต่อคาร์บอนที่ 9 ที่ความดันบรรยากาศ เป็นค่าปัจจัยดำเนินการที่เหมาะสมให้ผลได้ไฮโดรเจน 3.36 มิลลิโมลต่อกรัมกลีเซอรอลและร้อยละการเปลี่ยนคาร์บอนที่ 18.1 จากกลีเซอรอลบริสุทธิ์ แต่สำหรับกลีเซอรอลดิบให้ผลได้ไฮโดรเจนและร้อยละการเปลี่ยนของคาร์บอนสูงกว่าอย่างชัดเจนที่ 4.37 มิลลิโมลต่อกรัมกลีเซอรอลและร้อยละ 25.6 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งเจือปนในกลีเซอรอลดิบ อาจส่งผลถึงปฏิกิริยารีฟอร์มิง โดยพบว่า โลหะอัลคาไลน์ และ เมทานอล ที่เจือปนอยู่ในสารละลายกลีเซอรอลน่าจะมีผลต่อผลได้ไฮโดรเจนและร้อยละการเปลี่ยนคาร์บอนเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันปริมาณกรดไขมันอิสระซึ่งเจือปนอยู่ในกลีเซอรอลไม่มีผลชัดเจนต่อการเพิ่มของผลได้ไฮโดรเจนและยังส่งผลให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนผลิตภัณฑ์ลดลง นอกจากนี้เมทานอลและกรดไขมันอิสระยังทำให้เกิดไฮโดรคาร์บอนมากขึ้น
การเตรียมไคโตซาน/พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ไฮโดรเจล, พริม ภักดีธรรม
การเตรียมไคโตซาน/พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ไฮโดรเจล, พริม ภักดีธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไคโตซาน (CS) เป็นพอลิเมอร์ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพซึ่งมีการตอบสนองที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายและมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ การใช้ไคโตซานเพื่อขึ้นรูปเป็นแผ่นปิดแผลยังมีข้อจำกัดบางประการเนื่องจากความอ่อนแอของแผ่นฟิล์ม นอกจากนั้นแผ่นไคโตซานยังมีความยืดหยุ่นไม่มากพอและแตกหักได้ง่าย ดังนั้นจึงได้เตรียมแผ่นไคโตซานบนผ้าเพื่อเป็นวัสดุฐานรอง การเตรียมไฮโดรเจลผสมโดยใช้ไคโตซานผสมพอลิไวนิลแอลกอฮอล์ทั้งหมด 2% (w/v) ในสารละลายกรดอะซิติก 1% (v/v) ที่อัตราส่วน 0.75 ไคโตซาน ต่อ 0.25 พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ เป็นอัตราส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของไฮโดรเจลผสมที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 89.12% ซึ่งมีขั้นตอนการเตรียมโดยนำสารละลายไฮโดรเจลไคโตซาน/พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ผสม เทลงบนผ้าและอบแห้งที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 72 ชั่วโมง อัตราส่วนของส่วนผสมไคโต-ซาน/พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ในการทดสอบคือตั้งแต่ 2:0 ถึง 0:2 เพื่อหาปริมาณน้ำที่เหมาะสม และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ จึงเติมน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (Cymbopogon citratus) เข้าไปปริมาณ 3.125% (v/v) ในขณะขึ้นรูปไฮโดรเจล จากการทดสอบแผ่นไฮโดรเจลผสมไคโตซาน/พอลิไวนิลแอลกอฮอล์ด้วยวิธีทดสอบ AATCC 100 (Antibacterial Finishes on Textile Materials: Assessment of) ผลจากการทดลองน้ำมันตะไคร้หอมระเหย สามารถเพิ่มประสิทธิการต้านเชื้อของไฮโดรเจลผสมไคโต-ซาน/พอลิไวนิลแอลกอฮอล์บนฐานรองซึ่งสามารถยับยั้ง S.aureus ได้จาก 6.16 ± 0.02 log CFU/ml เหลือ 0.00 หรือ 99.99% ใน 24 ชั่วโมง
ไฮโดรจิเนชันบางส่วนของไบโอดีเซลโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลบนตัวรองรับคาร์บอน, รุ่งทิวา โกศล
ไฮโดรจิเนชันบางส่วนของไบโอดีเซลโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลบนตัวรองรับคาร์บอน, รุ่งทิวา โกศล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไบโอดีเซล เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการค้นคว้าและวิจัยเป็นจำนวนมาก โดยหนึ่งในพืชเกษตรกรรมที่ถูกนำมาผลิตไบโอดีเซล คือปาล์มน้ำมัน แม้ว่าไบโอดีเซลมีสมบัติที่สามารถใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลที่ได้จากแหล่งปิโตรเลียมได้ แต่ไบโอดีเซลก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของค่าความเสถียรต่อการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและค่าการไหลเท ณ อุณหภูมิต่ำ ซึ่งสามารถปรับปรุงสมบัติโดยปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันบางส่วน งานวิจัยนี้ได้ศึกษาปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันบางส่วนของไบโอดีเซลด้วยตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลโดยมีคาร์บอนเป็นตัวรองรับ ภายใต้การทดลองที่ความดัน 3 บาร์ และ 5 บาร์ อุณหภูมิ 80, 100 และ 120 องศาเซลเซียส ใช้น้ำหนักของตัวเร่งปฏิกิริยาต่อน้ำหนักไบโอดีเซลที่ 1, 3 และ 5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก สภาวะการทดลองดังกล่าวนี้ใช้เพื่อปรับปรุงข้อจำกัดของไบโอดีเซล นอกจากนี้ยังศึกษาผลของการเติมโลหะแมกนีเซียมในการเลือกเกิดซิส-ทรานส์ไอโซเมอร์ โดยผ่านกระบวนการไฮโดรจิเนชันบางส่วนของไบโอดีเซล โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลบนตัวรองรับคาร์บอนและเติมโลหะแมกนีเซียมด้วยวิธีการจุ่มชุ่ม ตัวเร่งปฏิกิริยาและไบโอดีเซลจะถูกวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์พื้นผิว ก๊าซโครมาโทกราฟี เอกซเรย์ดิฟแฟรกชัน เครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมการรีดักชันโดยก๊าซไฮโดรเจน เทคนิควิเคราะห์ปริมาณพันธะคู่ด้วยไอโอดีน เครื่องมือวิเคราะห์สัณฐานตัวเร่งปฏิกิริยา และเครื่องมือวิเคราะห์สมบัติไบโอดีเซล จากผลการศึกษาทั้งหมดพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลบนตัวรองรับคาร์บอนและเติมโลหะแมกนีเซียม สามารถลดปริมาณของคาร์บอน 18 อะตอม แบบอิ่มตัว ให้ปริมาณคาร์บอน 18 อะตอมที่มีพันธะคู่หนึ่งตำแหน่งแบบซิสไอโซเมอร์มากขึ้น และลดปริมาณคาร์บอน 18 อะตอมที่มีพันธะคู่หนึ่งตำแหน่งแบบทรานส์ไอโซเมอร์ ซึ่งส่งผลดีต่อสมบัติไบโอดีเซลมากกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลบนตัวรองรับคาร์บอนที่ไม่มีการเติมโลหะแมกนีเซียม.
การเตรียมเเละสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิด/ยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์/นาโนซิลิกาคอมพอสิต, อรรถพล มงคลวัย
การเตรียมเเละสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิด/ยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์/นาโนซิลิกาคอมพอสิต, อรรถพล มงคลวัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานนี้ คือ การปรับปรุงความเหนียวและเสถียรภาพทางความร้อนของพอลิแล็กทิกแอซิดด้วยการเติมยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์และนาโนซิลิกา โดยยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ถูกเตรียมจากน้ำยางธรรมชาติผ่านกระบวนการ อิน ซิทู อิพ็อกซิเดชัน โดยใช้กรดฟอร์มิก 0.5 โมลาร์ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.75 โมลาร์ ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคฟูเรียร์แทรนสฟอร์มสเปกโทรสโกปี พบว่า ยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์มีปริมาณหมู่อิพ็อกไซด์ร้อยละ 30 โดยโมล จากนั้นยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ที่เตรียมได้ถูกนำไปผสมกับพอลิแล็กทิกแอซิดที่ปริมาณต่างๆ (ร้อยละ 10, 20 และ 30 โดยน้ำหนัก) ในเครื่องผสมแบบปิดตามด้วยเครื่องอัดแบบ จากผลการทดสอบ พบว่า การเติมยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ลงในพอลิแล็กทิกแอซิด ส่งผลให้ความทนแรงกระแทกและการยืดตัว ณ จุดขาดได้รับการปรับปรุง หากแต่ความทนแรงดึง ยังส์มอดุลัสและเสถียรภาพทางความร้อนลดลง และเนื่องด้วยพอลิเมอร์ผสม 80/20 พอลิแล็กทิกแอซิด/ยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ มีความทนแรงกระแทกและการยืดตัว ณ จุดขาดสูงที่สุด (16.4 เมกะปาสคาล และร้อยละ 7.8 ตามลำดับ) จึงได้ถูกเลือกเพื่อนำไปเตรียมคอมพอสิตด้วยนาโนซิลิกาที่สามอัตราส่วน (1, 2 และ 3 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินร้อยส่วน) จากผลการทดลอง พบว่า ความทนแรงกระแทกและเสถียรภาพทางความร้อนของคอมพอสิตได้รับการปรับปรุงเมื่อเปรียบเทียบกับพอลิเมอร์ผสม 80/20 พอลิแล็กทิกแอซิด/ยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์ โดยการเติมนาโนซิลิกาที่ปริมาณ 2 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินร้อยส่วน พบว่า ความทนแรงกระแทกและเสถียรภาพทางความร้อนสูงที่สุด นอกจากนี้ สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนของ 80/20/2 พอลิแล็กทิกแอซิด/ยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์/นาโนซิลิกาคอมพอสิตที่เตรียมด้วยกระบวนการผสมเเบบหลอมเหลว ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคอมพอสิตที่เตรียมด้วยการผสมยางธรรมชาติอิพ็อกซิไดซ์และนาโนซิลิกาในภาวะเลเท็กซ์ ที่ปริมาณซิลิกาเท่าๆ กัน พบว่า การเตรียมคอมพอสิตในภาวะเลเท็กซ์มีสมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อนต่ำกว่าการเตรียมคอมพอสิตในภาวะหลอมเหลว เมื่อพิจารณาที่ปริมาณนาโนซิลิกาในคอมพอสิตเท่าๆ กัน
การวิเคราะห์การคำนวณเมคสแปนสำหรับปัญหาการจัดตารางการผลิตแบบตามสั่ง, วันเฉลิม โฮชิน
การวิเคราะห์การคำนวณเมคสแปนสำหรับปัญหาการจัดตารางการผลิตแบบตามสั่ง, วันเฉลิม โฮชิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมคสแปนในปัญหาการจัดตารางการผลิตแบบตามสั่งเป็นค่าที่สำคัญในการหาค่าผลเฉลยใกล้เคียงของการค้นหาแบบทาบู อย่างไรก็ตามขั้นตอนการหาค่าผลเฉลยใกล้เคียงเป็นส่วนที่ใช้เวลาประมวลผลนานที่สุด วิทยานิพนธ์เล่มนี้ทำการปรับปรุงเทคนิคการหาค่าผลเฉลยใกล้เคียงด้วยค่าเมคสแปนที่ถูกเสนอโดย Nowicki และ Smutnicki (2005) และเปรียบเทียบความซับซ้อนของเวลาของวิธีการหาค่าผลเฉลยใกล้เคียง ระหว่างวิธีการของ Nowicki และ Smutnicki และวิธีการที่ได้ปรับปรุงขึ้น ความแตกต่างที่สำคัญของทั้งสองวิธีการคือการหาตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่งบนลำดับโทโพโลยีของผลเฉลยเมล็ดพันธุ์ ทั้งสองวิธีการใช้ปัญหามาตรฐานที่มีจำนวนโอเปอเรชันไม่เกิน 400 โอเปอเรชัน ในการทดสอบ ผลการทดลองพบว่า ขั้นตอนวิธีการค้นหาแบบทาบูที่ใช้ขั้นตอนการหาค่าผลเฉลยใกล้เคียงด้วยวิธีการที่ได้ปรับปรุงขึ้น ใช้เวลาประมวลผลน้อยกว่าวิธีการค้นหาแบบทาบูที่ใช้ขั้นตอนการหาค่าผลเฉลยใกล้เคียงด้วยวิธีการของ Nowicki และ Smutnicki
การสร้างกรณีทดสอบด้วยกราฟการไหลหน้าจอสำหรับโปรแกรมประยุกต์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์, วิไลพร ภู่เมธากุล
การสร้างกรณีทดสอบด้วยกราฟการไหลหน้าจอสำหรับโปรแกรมประยุกต์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์, วิไลพร ภู่เมธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โปรแกรมประยุกต์บนโทรศัพท์เคลื่อนในปัจจุบันมีการพัฒนาและปรับปรุงโปรแกรมอยู่เสมอ เมื่อโปรแกรมประยุกต์มีขนาดใหญ่ขึ้น มีหน้าจอการทำงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้กรณีทดสอบมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น งานวิจัยที่ผ่านมามุ่งเน้นการสร้างกรณีทดสอบโดยไม่ได้สนใจลำดับหน้าจอของโปรแกรมประยุกต์ ก่อให้เกิดปัญหาคือโปรแกรมประยุกต์ที่นำมาทดสอบถูกทดสอบได้ไม่ครอบคลุมหรือครบถ้วนทุกหน้าจอ ดังนั้นลำดับของหน้าจอจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาทดสอบด้วย งานวิจัยนี้จึงนำเสนอเครื่องมือสร้างกรณีทดสอบตามลำดับของหน้าจอของโปรแกรมประยุกต์บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยเริ่มต้นเครื่องมือจะสร้างกราฟการไหลของหน้าจอของโปรแกรมประยุกต์ และเส้นทางการทดสอบ หลังจากนั้นจะให้ผู้ทดสอบกำหนดค่าขอบเขตเพื่อนำไปสร้างกรณีทดสอบ โดยจะสร้างกรณีทดสอบด้วยวิธีการทดสอบแบบแบล็กบอกซ์โดยใช้ค่าขอบเขต เมื่อนำเครื่องมือมาทดลองกับโปรแกรมประยุกต์บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้งานจริงจำนวน 3 โปรแกรม เครื่องมือสามารถสร้างกรณีทดสอบที่มีเส้นทางทดสอบครอบคลุมแบบกิ่งตามกราฟการไหลของหน้าจอได้ และยังสามารถสร้างข้อมูลทดสอบได้ครบถ้วนถูกต้องตามค่าขอบเขตที่กำหนด
การตรวจสอบความต้องกันของแผนภาพข่ายงานแบบพีดีเอ็มโดยใช้ออนโทโลยี, วิสาข์รัตน์ ศรีสูงเนิน
การตรวจสอบความต้องกันของแผนภาพข่ายงานแบบพีดีเอ็มโดยใช้ออนโทโลยี, วิสาข์รัตน์ ศรีสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผนภาพข่ายงานแบบพีดีเอ็ม (Precedence Diagram Method: PDM) เป็นวิธีการสร้างแผนภาพข่ายงานกิจกรรมเพื่อแสดงลำดับและความสัมพันธ์ของกิจกรรมภายใต้งานโครงการ โดยใช้โหนดในการอธิบายระยะเวลาในการดำเนินงานของแต่ละกิจกรรม ที่ถูกเชื่อมโยงกันด้วยลูกศรที่แสดงการพึ่งพาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในระหว่างการดำเนินกิจกรรมนั้น อาจมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการดำเนินงานซึ่งอาจจะส่งผลให้ช่วงเวลาของการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนอวิธีการตรวจสอบความต้องกันเชิงความหมายของช่วงเวลาในแผนภาพข่ายงานแบบพีดีเอ็ม โดยการสร้างแบบจำลองออนโทโลยีที่อธิบายความหมายของแผนภาพข่ายงานแบบพีดีเอ็มด้วยภาษาอาวล์ (OWL) และออกแบบกฎด้วยภาษาเอสดับบลิวอาร์แอล (SWRL) ที่สามารถสรุปผลจากจากข้อเท็จจริงเชิงตรรกะที่กำหนดขึ้นมาได้อย่างอัตโนมัติ และแสดงผลลัพธ์ของการตรวจสอบความต้องกันด้วยรูปแบบการสืบค้นของภาษาเอสคิวดับเบิลยูอาร์แอล (SQWRL)
การพัฒนากรอบการประเมินและวิเคราะห์แคปช่าแบบข้อความ, สรรัตน์ ชัยกรไพบูลย์
การพัฒนากรอบการประเมินและวิเคราะห์แคปช่าแบบข้อความ, สรรัตน์ ชัยกรไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เสนอกรอบการประเมินและวิเคราะห์แคปช่าแบบตัวอักษร การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูล ช้อปปิ้งออนไลน์ หรือทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง บริการเหล่านี้ต้องการการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความลับจาก สแปม การหลอกลวงจากแฮกเกอร์ที่สร้างเว็บปลอม แคปช่าได้ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบว่าผู้ใช้เป็นมนุษย์หรือจักรกล (บ็อท) เว็บไซต์จำนวนมากใช้แคปช่าแบบตัวอักษรสำหรับตรวจสอบพิสูจน์ตัวตนโดยให้ผู้ใช้พิมพ์ตัวอักษรตามอักขระบิดเบือนเป็นตัวอักษรหรือตัวเลขหรือตัวอักษรและตัวเลขในช่องข้อความ ในการทดลองผู้วิจัยกำหนดความยาวของแคปช่าแบบตัวอักษรโดยกำหนดความยาวอักษรที่ 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 และ 10 ที่มีรูปแบบเป็นภาษาอังกฤษตัวใหญ่ผสมตัวเลข ผู้วิจัยทำการเก็บรูปแคปช่าตามความยาวของแต่ละแบบจำนวนอย่างละ 1,000 รูป จากเว็บไซต์ BotDetect™ CAPTCHA เพื่อให้มนุษย์ทำแบบทดสอบผ่านเว็บไซต์ที่สร้างและจักรกล (บ็อท) Tesseract และ Free-OCR online ตอบรูปแคบช่าโดยชุดแคปช่าที่ใช้ทดสอบระหว่างมนุษย์และบ็อทใช้เป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน ผู้ทดสอบ 1 คน จะทำแบบทดสอบ 8 ข้อ ผู้วิจัยนำเสนอประสิทธิภาพแคปช่า (CAPTCHA EFFICIENCY (CE)) ที่ได้จากการตอบแคปช่าของมนุษย์และบ็อทมาคำนวณหาส่วนต่างระหว่างแคปช่าที่ดี (มนุษย์ตอบถูกและบ็อทตอบผิด) และแคปช่าที่ไม่ดี(บ็อทตอบถูกและมนุษย์ตอบผิด) สำหรับการประเมินผลเราประเมินผลจากความยาวตัวอักษรและตัวเลขจาก 3 4 5 6 7 8 9 และ 10 ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ และ บ็อท Tesseract มีค่า CE เท่ากับ 0.842 ที่ความยาว 9 ตัวอักษร Human และ Free-OCR.com มี CE เท่ากับ 0.921 ที่ความยาว 4 ตัวอักษร
การวิเคราะห์ทวิตเตอร์ในเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, อารยา พุดตาล
การวิเคราะห์ทวิตเตอร์ในเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, อารยา พุดตาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากเหตุการณ์การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อคนไทยเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในทวิตเตอร์หลายประการ ทั้งในด้านปริมาณการทวีตและรีทวีต ข้อความในทวีตซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากเหตุการณ์อื่น ๆ ลักษณะการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ย่อยต่าง ๆ ลักษณะของพฤติกรรมการรีทวีตของผู้ใช้ในแต่ละกลุ่ม รวมไปถึงลักษณะของการกระจายข้อมูลของผู้ใช้โดยพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในทวิตเตอร์ งานวิจัยนี้จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเว็บไซต์ (Web Crawler) ร่วมกับ ฟังก์ชันค้นหาขั้นสูงของทวิตเตอร์ (https://twitter.com/search-advanced) ผ่านการค้นหาจากคำสำคัญและแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทวิตเตอร์ โดยพิจารณาจากจำนวนรีทวีต คำ และแฮชแท็กที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังพบเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตรง ผู้วิจัยจึงเสนอวิธีที่จะสามารถสกัดและค้นหาเหตุการณ์ย่อย ๆ จากทวิตเตอร์ และนอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เปรียบเทียบกับการทวีตตามปกติ และวิเคราะห์การกระจายข้อมูลโดยพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งอีกด้วย
การค้นหาจุดสนใจโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากรถแท็กซี่ด้วยอัลกอริทึมการจัดกลุ่มตามความหนาแน่นที่กำหนดพารามิเตอร์แบบอัตโนมัติ, อุไรวรรณ์ อังคะเวย์
การค้นหาจุดสนใจโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากรถแท็กซี่ด้วยอัลกอริทึมการจัดกลุ่มตามความหนาแน่นที่กำหนดพารามิเตอร์แบบอัตโนมัติ, อุไรวรรณ์ อังคะเวย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเจริญของเมืองในปัจจุบันทำให้เกิดสถานที่ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่ลานกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจุดที่ผู้คนมักไปรวมตัว สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของประชากร ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ในหลายด้านเช่น การวางแผนผังเมือง การวางแผนการจราจร การสำรวจโรคระบาด หรือวิเคราะห์การเกิดอาชญากรรมต่างๆ การสำรวจเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงตำแหน่งการเคลื่อนที่ของประชากร เช่น ข้อมูลจีพีเอสจากโทรศัพท์มือถือ ข้อมูลจากอุปกรณ์จีพีเอสที่ติดตามยานพาหนะ ข้อมูลจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะของประชากรในเมืองใหญ่ รถแท็กซี่เป็นการขนส่งสาธารณะอีกประเภทหนึ่งที่ให้บริการอย่างกว้างขวางในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยลักษณะของการเคลื่อนที่ไปยังบริเวณต่างๆ ทุกพื้นที่ พบว่า ข้อมูลจีพีเอสจากการรับส่งผู้โดยสารของรถแท็กซี่ สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นข้อมูลในการค้นหาบริเวณที่เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ งานวิจัยนี้ นำเสนอแนวทางในการค้นพบพื้นที่จุดสนใจโดยใช้เทคนิคการจัดกลุ่มข้อมูลด้วยอัลกอริทึมการแบ่งกลุ่มตามความหนาแน่น (DBSCAN) ในกรณีของชุดข้อมูลแท๊กซี่การกำหนดพารามิเตอร์เป็นเรื่องยากเพราะข้อมูลรับ - ส่ง ผู้โดยสารกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้น งานวิจัยจึงพัฒนาวิธีการกำหนดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมแบบอัตโนมัติเพื่อใช้ในการทำงานของอัลกอริทึมโดยการพิจารณาจากปริมาณและความหนาแน่นของข้อมูลในแต่ละพื้นที่ ผลการทดลองกับพื้นที่ตัวอย่างทำให้พบว่า สามารถค้นพบสถานที่ที่เป็นจุดสนใจ รวมถึงบริเวณพื้นที่ที่ประกอบด้วยจุดสนใจหลายๆจุดรวมกัน ดังนั้นวิธีการจากงานวิจัยนี้จึงเหมาะสำหรับการนำมาใช้เพื่อค้นหาจุดสนใจในกรุงเทพมหานคร แนวทางการศึกษาในอนาคต เราจะทดลองใช้วิธีนี้กับพื้นที่อื่นเพื่อค้นหาพื้นที่น่าสนใจสำหรับวิเคราะห์ทิศทางของการพัฒนาเมือง
วัสดุเชิงประกอบแกรฟีนเจือไนโตรเจน/โคบอลต์และแมงกานีสออกไซด์/พอลิพีร์โรลสำหรับการประยุกต์เป็นตัวเก็บประจุยิ่งยวด, เวสารัช เสมอชีพ
วัสดุเชิงประกอบแกรฟีนเจือไนโตรเจน/โคบอลต์และแมงกานีสออกไซด์/พอลิพีร์โรลสำหรับการประยุกต์เป็นตัวเก็บประจุยิ่งยวด, เวสารัช เสมอชีพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาวัสดุสำหรับใช้เป็นตัวเก็บประจุยิ่งยวดที่มีประสิทธิภาพสูงจากแกรฟีนเจือไนโตรเจนซึ่งมีกลไกการเก็บประจุแบบสองชั้นร่วมกับพอลิพิร์โรลและโลหะออกไซด์ผสมซึ่งมีกลไกการเก็บประจุแบบซูโดคาแพซิทีฟ โดยเริ่มจากนำแกรฟีนมารีฟลักซ์ร่วมกับเมลามีนในน้ำที่อุณหภูมิ 97 °C เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ทำให้เกิดการเจือไนโตรเจนเข้าไปในโครงสร้างของแกรฟีน การเจือไนโตรเจนเข้าไปในแกรฟีนนี้ได้รับการยืนยันด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโทรสโกปีและเทคนิคเอกซ์เรย์โฟโตอิเล็กตรอนสเปกโทรสโกปี จากนั้นสังเคราะห์พอลิพิร์โรลลงบนพื้นผิวของแกรฟีนเจือไนโตรเจนโดยใช้แอมโมเนียมเพอร์ซัลเฟตภายใต้คลื่นความถี่สูง เพื่อให้เกิดชั้นของพอลิพิร์โรลที่ปกคลุมพื้นผิวของแกรฟีนเจือไนโตรเจนได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง เมื่อนำแกรฟีนเจือไนโตรเจนที่เคลือบด้วยพอลิพิร์โรลที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอไปทดสอบด้วยเทคนิคกัลวาโนสแททิกชาร์จ-ดิสชาร์จพบว่าให้ค่าการเก็บประจุจำเพาะที่ดีโดยมีค่าสูงถึง 150.63 F/g ที่กระแสไฟฟ้า 1 A/g ส่วนโลหะออกไซด์ผสมเตรียมจากโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนส (KMnO4) และโคบอลต์ไนเตรตเฮกซะไฮเดรต (Co(NO3)2·6H2O) ใช้เทคนิคไฮโดรเทอร์มัลที่อุณหภูมิ 120 °C 4 ชั่วโมง ที่อัตราส่วนโดยโมลที่เท่ากัน เพื่อเปลี่ยนธาตุทั้งสองให้กลายเป็นเป็นอนุภาคของโลหะออกไซด์ผสม โลหะออกไซด์ผสมที่ได้ (MnCo2O4) มีสัณฐานวิทยาที่ดีและเกิดกลไกการเก็บประจุแบบซูโดคาร์ปาซิเทอร์ได้ดีกว่าแมงกานีสออกไซด์หรือโคบอลต์ออกไซด์ที่ใช้วิธีเดียวกันในการสังเคราะห์ และเมื่อนำแกรฟีนเจือไนโตรเจนที่เคลือบด้วยพอลิพิร์โรลมาผสมกับโลหะออกไซด์ผสม พบว่าที่อัตราส่วนร้อยละ 60 เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุด โดยให้ค่าการเก็บประจุสูงถึง 217.5 F/g ที่กระแสไฟฟ้า 1 A/g ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าวัสดุที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปประยุกต์เป็นตัวเก็บประจุยิ่งยวดที่มีประสิทธิภาพสูงได้
พฤติกรรมการย่อยสลายทางชีวภาพและความเข้ากันได้ของพอลิแล็กทิกแอซิดที่เติมแต่งด้วยแอซิทิเลตเซลลูโลส, ธนา บุนนาค
พฤติกรรมการย่อยสลายทางชีวภาพและความเข้ากันได้ของพอลิแล็กทิกแอซิดที่เติมแต่งด้วยแอซิทิเลตเซลลูโลส, ธนา บุนนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ได้ทำการสังเคราะห์แอซิทิเลตเซลลูโลสด้วยปฏิกิริยาอะซิทิเลชันระหว่างเซลลูโลสเจลกับไวนิลอะซีเทต หลังจากนั้นทำการตรวจสอบด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปี พบว่าปรากฏพีกที่ต่ำแหน่ง 1740 cm-1 ซึ่งแสดงถึงพันธะเอสเทอร์ของหมู่อะซิทิลอยู่บนสายโซ่ของเซลลูโลส และพบว่าพีกที่ต่ำแหน่งดังกล่าว มีความเข้มของพีกเพิ่มขึ้น ตามสัดส่วนของไวนิลอะซีเทต และพบว่าอัตราส่วนที่เกิดปฏิกริยาสูงที่สุดคืออัตราส่วนโดยโมลที่ 12 : 1 จึงยืนยันได้ว่าได้เซลลูโลสดัดแปรจากปฏิกิริยาอะซิทิลเลชันนี้ หลังจากทำการผสมพอลิแล็กทิกแอซิดกับแอซิทิเลตเซลลูโลสที่สังเคราะห์ได้ โดยทำการผสมแอซิทิเลตเซลลูโลสที่ร้อยละ 1, 3 และ 5 โดยมวลของพอลิแล็กทิกแอซิดผ่านเครื่องอัดรีดแบบสกรูคู่ และเมื่อทำการทดสอบสมบัติเชิงกล พบว่าที่สัดส่วนการเติมร้อยละ 1 (สูตร PLAACC1) สูตรผสมนี้มีความทนแรงดึง และค่ามอดุลัส ได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับพอลิแล็กทิกแอซิด เนื่องจากแอซิทิเลตเซลลูโลสเกิดการกระจายตัวที่ดีและแอซิทิเลตเซลลูโลสมีความสามารถในการยึดเกาะกับแมทริกซ์ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่พบว่าสมบัติเชิงกลมีค่าที่ลดลงเมื่อเติมแอซิทิเลตเซลลูโลส ในจำนวนที่มากขึ้นเนื่องจากเกิดการเกาะกลุ่มกันของแอซิทิเลตเซลลูโลสที่ใหญ่ขึ้น และมีการยึดติดที่แย่ลง สุดท้ายการทดสอบการย่อยสลายโดยการฝังกลบในดินที่ผสมแบคทีเรีย Bacillus Licheniformis พบว่า ที่สัดส่วนการเติมร้อยละ 5 (สูตร PLAACC5) เกิดการย่อยสลายมากที่สุด ที่ระยะเวลา 90 วัน โดยพบรอยแตกและรูบนชิ้นตัวอย่าง ในทางกลับกัน พอลิแล็กทิกแอซิด และ ตัวอย่างในอัตราส่วนอื่นในดินควบคุมและดินที่ผสม แบคทีเรีย Bacillus Licheniformis ไม่พบการย่อยสลายที่ปรากฎชัดเจน กลไกการย่อยสลายดังกล่าวเกิดจากแอซิทิเลตเซลลูโลสที่มีปริมาณสูง สามารถดูดซึม น้ำ ความชื้น และแบคทีเรียในดินได้ดี จึงเกิดการปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสด้วยเอนไซม์ได้เป็นกรดแล็กทิกเกิดขึ้น ซึ่งกรดจะไปเร่งการย่อยสลายพอลิแล็กทิกแอซิดด้วยปฏิกิริยาไฮโดรไลติกดีเกรเดชันได้ปลายโซ่หมู่กรดคาร์บอกซิลิกเพิ่มขึ้นจนนำไปสู่การเร่งอัตราการสลายตัวของพอลิแล็กทิกแอซิดในสภาวะฝังกลบได้
การกำจัดสี Reactive Black 5 ในน้ำเสียสีย้อม โดยใช้ Pseudomonas Sp., ภัคพรรณ ปล้องนิราศ
การกำจัดสี Reactive Black 5 ในน้ำเสียสีย้อม โดยใช้ Pseudomonas Sp., ภัคพรรณ ปล้องนิราศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพเพื่อกำจัดสีย้อมในสารละลายสี โดยคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Pseudomonas sp. จำนวน 49 สายพันธุ์ (คัดเลือกมาจากคลังเชื้อจุลินทรีย์ใน Thailand Bioresource Research Center (TBRC) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ) มาทดลองเบื้องต้นในการกำจัดสีย้อม Reactive Black 5 ความเข้มข้น 100 มิลลิกรัมต่อลิตร ในอาหารเลี้ยงแบคทีเรีย (MSM, mineral salt medium) ที่ภาวะการบ่มแบบหยุดนิ่ง อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส และพีเอช 8 พบว่าเชื้อ Pseudomonas aeruginosa แสดงประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดสีได้เท่ากับ 54.57 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 24 ชั่วโมง จากนั้นจึงทดลองใช้เชื้อดังกล่าวในการกำจัดสี Reactive Black 5 ในสารละลายสีย้อมที่เหลือจากการย้อมจริงที่ใช้ด่างช่วยในการย้อม และปรับลดความเข้มข้นสีให้เป็น 100 มิลลิกรัมต่อลิตร ในอาหารเลี้ยงเชื้อและที่ภาวะการบ่มเดิม พบว่าเมื่อวิเคราะห์การกำจัดสีของแบคทีเรียในภาวะที่มีและไม่มีอาหารเลี้ยงเชื้อ แบคทีเรียดังกล่าวสามารถกำจัดสีย้อมในภาวะที่มีอาหารเลี้ยงเชื้อได้มากกว่าภาวะที่ไม่มีอาหาร 72.42 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 48 ชั่วโมงของการบ่ม นอกจากนั้นเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างของสีย้อมก่อนและหลังการกำจัดสีด้วยแบคทีเรียเพื่อศึกษากลไกการกำจัดสีโดยใช้เทคนิค FTIR และ HPLC พบว่าการใช้แบคทีเรียย่อยสลายสีย้อม Reactive Black 5 จะทำให้หมู่เอโซ (-N=N-) ของสีย้อมถูกทำลายและเปลี่ยนไปเป็นหมู่แอมิโน (-NH2) และมีผลิตภัณฑ์ของกรดออกซาลิกเกิดขึ้นหลังการกำจัดสีด้วยแบคทีเรียเป็นเวลา 5 วัน ทำให้เฉดสีในสารละลายสีย้อมมีสีอ่อนลง และเมื่อบ่มสารละลายสีในแบคทีเรียเป็นเวลา 6 วัน แบคทีเรียสามารถกำจัดสีได้ถึง 87.61 เปอร์เซ็นต์
การเตรียมแผ่นโปร่งแสงจากเซลลูโลสแอโรเจล, สาวิตรี สินธุ
การเตรียมแผ่นโปร่งแสงจากเซลลูโลสแอโรเจล, สาวิตรี สินธุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการเตรียมแผ่นเซลลูโลสโปร่งแสงจากเซลลูโลสแอโรเจลแบบเปียก ซึ่งเตรียมด้วยระบบโซเดียมไฮดรอกไซด์ยูเรีย ตามด้วยการแลกเปลี่ยนตัวทำละลายหลายๆรอบ โดยขั้นตอนแรกเริ่มด้วยการเตรียมสารละลายเซลลูโลสผักตบชวาหลังจากนั้นเทลงในแม่แบบพลาสติก สารละลายจะถูกทิ้งไว้จนกลายเป็นของแข็ง หลังจากนั้นทำการแลกเปลี่ยนตัวทำละลายด้วยน้ำเพื่อกำจัดโซเดียมไฮดรอกไซด์ยูเรียออกอย่างสมบูรณ์เพื่อที่จะได้แผ่นแอโรเจลแบบเปียกออกมา หลังจากนั้นทำการเติมพอลิเมอร์ที่มีค่าดัชนีการหักเหที่ใกล้เคียงกับเซลลูโลสลงไปในรูพรุนที่มีขนาด นาโน/ไมโครเมตร ซึ่งในงานวิจัยนี้จะใช้พอลิเมทิลเมทาคริเลท 2 ชนิด (Tg สูง และ Tg ต่ำ) ทำให้ได้แผ่นเซลลูโลสโปร่งแสงที่มีแสงส่องผ่านได้ร้อยละ 80-90 ตรงข้ามกับเซลลูโลสแอโรเจลที่มีการส่องผ่านของแสงต่ำ ประมาณร้อยละ 8.24 เท่านั้น หลังจากนั้นตรวจสอบค่าการนำความร้อน และค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อน พบว่าแผ่นโปร่งแสงที่เตรียมจากเรซินที่มีค่า Tg สูง จะมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อนต่ำกว่าเรซินทางการค้า (Tg ต่ำ) แสดงให้เห็นว่าอะคริลิกเรซินที่มีค่า Tg สูงจะสามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ดีกว่า ผลสรุปว่า แผ่นเซลลูโลสโปร่งแสงที่เตรียมจากอะคริลิกเรซินที่มีค่า Tg สูง จะมีความสามารถในการต้านทานความร้อนสูงกว่าเตรียมจากอะคริลิกเรซินที่มีค่า Tg ต่ำ
การเตรียมและสมบัตินำไฟฟ้าของผงถ่านกัมมันต์กราฟต์ด้วยพอลิแอนิลีน, สิริญญา โสตถิอุดม
การเตรียมและสมบัตินำไฟฟ้าของผงถ่านกัมมันต์กราฟต์ด้วยพอลิแอนิลีน, สิริญญา โสตถิอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เตรียมผงถ่านกัมมันต์กราฟต์ด้วยพอลิแอนิลีน โดยเริ่มจากดัดแปรพื้นผิวผงถ่านกัมมันต์ด้วยปฎิกิริยาไนเตรชัน (กรดไนตริกและกรดซัลฟิวริกเข้มข้น) ตามด้วยปฎิกิริยารีดักชันด้วยโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์/แอมโมเนีย เพื่อได้หมู่ไนโตรและอะมิโนบนผิวของผงถ่านกัมมันต์ตามลำดับ ยืนยันการพบหมู่ฟังก์ชันได้ด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟาเรดสเปกโทรสโคปี และ โปรตอนเอ็นเอ็มอาร์ จากนั้นทำการต่อกิ่งพอลิแอนิลีนลงบนผิวของผงถ่านกัมมันต์ที่มีหมู่ฟังก์ชันเอมีน ด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชันพอลิเมอร์ไรเซชัน ที่มีแอมโมเนียมเปอร์ซัลเฟตเป็นตัวเริ่มปฏิกิริยา จะได้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 3 แบบ คือ AC/PANi, AC-NO₂/PANi และ AC-NH₂/PANi หรือ AC-NH₂-g-PANi ที่อัตราส่วนโดยน้ำหนัก 1:0.1, 1:0.2, 1:0.25, 1:0.3, 1:0.4 และ 1:0.5 วิเคราะห์สัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด พบว่าพอลิแอนิลีนสามารถปกคลุมอยู่บนพื้นผิวของ AC-NO₂ ซึ่งเป็นผงถ่านกัมมันต์ที่ผ่านการดัดแปรได้ เนื่องจากพอลิแอนิลีนสามารถมีแรงยึดเหนี่ยวกับ AC-NO₂ ด้วยพันธะไดโพลหรือแรงดึงดูดระหว่างขั้วตรงตำแหน่งหมู่ไนโตรของผงถ่านกัมมันต์ ในขณะที่ AC-NH₂/PANi พบว่ามีการต่อกิ่งจากหลักฐานเอ็นเอ็มอาร์ และจากภาพที่ถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด พบว่าพอลิแอนิลีนอยู่ในรูปเส้นใยที่ปกคลุมพื้นผิวผงถ่านกัมมันต์อย่างชัดเจน และที่พอลิแอนิลีนความเข้มข้นต่ำจะได้เส้นใยนาโนพอลิแอนิลีนที่มีพื้นที่ผิวที่มากที่สุด และด้วยพอลิแอนิลีนที่อยู่ในรูปเส้นใยนาโนที่เกาะบนพื้นผิวผงถ่านกัมมันต์จะส่งผลให้มีค่าความสามารถในการเก็บประจุสูงถึง 858.8 ฟารัด/กรัม ซึ่งจะตรงข้ามกับเส้นใยของพอลิแอนิลีนที่มีขนาดใหญ่จะส่งผลให้มีค่าความสามารถในการเก็บประจุได้ต่ำกว่า คือ 425.4 ฟารัด/กรัม
การดัดแปรไซแลนจากลำต้นข้าวโพดโดยใช้กรดซิตริก, สุชาวลี จีนาภักดิ์
การดัดแปรไซแลนจากลำต้นข้าวโพดโดยใช้กรดซิตริก, สุชาวลี จีนาภักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวัสดุชนิดใหม่ที่มีความสามารถในการดักจับสารระเหยให้กลิ่นโดยนำมาจากของเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยสกัดไซแลนจากลำต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยสารละลายด่าง ผลการวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปีแสดงให้เห็นว่าไซแลนที่สกัดได้มีหมู่ฟังก์ชันที่คล้ายคลึงกับไซแลนทางการค้า นำไซแลนที่สกัดได้มาดัดแปรด้วยปฏิกิริยาเคมีโดยใช้อัตราส่วนของไซแลนต่อกรดซิตริกเท่ากับ 1:1 1:3 1:5 1:7 และ 1:9 โดยน้ำหนัก เมื่อทดสอบระดับการแทนที่ของกรดซิตริกด้วยวิธีไทเทรตด้วยกรด-เบสพบว่าที่อัตราส่วนของไซแลนต่อกรดซิตริกเท่ากับ 1:5 โดยน้ำหนักมีระดับการแทนที่ของกรดซิตริกสูงที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 0.50 หรือคิดเป็นร้อยละ 26.11 นำไซแลนและไซแลนดัดแปรมาทดสอบเสถียรภาพทางความร้อนด้วยเครื่องวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักภายใต้ความร้อนพบว่า ไซแลนดัดแปรด้วยกรดซิตริกมีอุณหภูมิการสลายตัวมากกว่าไซแลนที่ยังไม่ผ่านการดัดแปร ส่วนผลการทดสอบความสามารถในการดักจับสารระเหยให้กลิ่นที่มีสภาพขั้วต่างกัน พบว่าไซแลนมีความสามารถในการดักจับสารระเหยที่มีขั้วได้ดีกว่าไซแลนดัดแปร และพบว่าไซแลนดัดแปรที่อัตราส่วนของไซแลนต่อกรดซิตริกเท่ากับ 1:1 มีความสามารถในการดักสารระเหยให้กลิ่นที่มีโครงสร้างเป็นไฮโดรคาร์บอนได้ดีกว่าไซแลน สำหรับผลการทดสอบความต้านทานแบคทีเรีย พบว่าไซแลนดัดแปรที่อัตราส่วนของไซแลนต่อกรดซิตริกเท่ากับ 1:3 นั้นสามารถยับยั้งแบคทีเรีย Bacillus subtillis และ Escherichia coli ได้ถึงร้อยละ 84.24 และร้อยละ 79.56 ตามลำดับ จากนั้นนำไซแลนและไซแลนดัดแปรมาทดสอบความต้านทานอนุมูลอิสระด้วยวิธี 1,1-Diphenyl-2-picryl-hydrazyl assay หรือ DPPH assay พบว่าไซแลนดัดแปรอัตราส่วนของไซแลนต่อกรดซิตริกเท่ากับ 1:1 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด โดยมีค่า IC50 หรือความเข้มข้นของสารที่ต่ำที่สุดที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 เท่ากับ 0.56 จากผลการทดลองพบว่าไซแลนและไซแลนดัดแปรมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเพื่อการใช้งานในด้านการดักจับกลิ่นได้
การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วด้วยการสกัดด้วยตัวทำละลาย, พาทินี พิพัฒน์กิจโชติ
การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วด้วยการสกัดด้วยตัวทำละลาย, พาทินี พิพัฒน์กิจโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วด้วยการสกัดด้วยตัวทำละลายเป็นกระบวนการแยกสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจะละลายในตัวทำละลายและตัวทำละลายจะทำลายเสถียรภาพระหว่างน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานและสิ่งปนเปื้อนเป็นผลทำให้สิ่งปนเปื้อนตกตะกอน ส่งผลทำให้ความหนืดของน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานดีขึ้น งานวิจัยนี้ใช้ตัวทำละลาย 4 ชนิด ได้แก่ เฮกเซน บิวทานอล เฮกซานอล และเฮกเซนผสมเฮกซานอล อัตราส่วนตัวทำละลายต่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วเป็น 1:1 ถึง 5:1 อุณหภูมิในการสกัด ได้แก่ อุณหภูมิห้อง 40°C 50°C และ 60°C และการเติมและไม่เติมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ โดยพารามิเตอร์ที่เปรียบเทียบได้แก่ ปริมาณโลหะ น้ำ และเถ้า จากการศึกษาพบว่าตัวทำละลายที่เหมาะสมในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว คือ เฮกเซนและบิวทานอล โดยภาวะที่เหมาะสมในการใช้เฮกเซนเป็นตัวทำละลาย คือ อัตราส่วนตัวทำละลายต่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว 4:1 อุณหภูมิในการสกัดคือ อุณหภูมิที่ 40°C จะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่สกัดได้ที่มีความหนืดอยู่ในมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกรุ๊ป-1 150SN (28-33 cSt) และภาวะที่เหมาะสมในการใช้บิวทานอลเป็นตัวทำละลาย คือ อัตราส่วนตัวทำละลายต่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว 3:1 อุณหภูมิในการสกัดคือ 40°C จะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่สกัดได้ที่มีความหนืดอยู่ในมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกรุ๊ป-1 150SN นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้บิวทานอลเป็นตัวทำละลายจะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่สกัดได้ที่มีปริมาณสิ่งปนเปื้อน ได้แก่ น้ำ โลหะ และเถ้า ต่ำกว่าน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่สกัดได้โดยใช้เฮกเซนเป็นตัวทำละลาย
การบำบัดสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำด้วยแมงกานีสออกไซด์และโครงข่ายเหล็ก-อินทรีย์ที่เคลือบบนวัสดุรองรับ, นิชาภา สุพรรณฝ่าย
การบำบัดสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำด้วยแมงกานีสออกไซด์และโครงข่ายเหล็ก-อินทรีย์ที่เคลือบบนวัสดุรองรับ, นิชาภา สุพรรณฝ่าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการกำจัดสารหนูด้วยกระบวนการร่วมระหว่างปฏิกิริยาออกซิเดชันและการดูดซับภายใต้ระบบการไหลต่อเนื่อง โดยใช้แมงกานีสออกไซด์ (K-OMS2) เป็นตัวออกซิไดซ์ As(III) เป็น As(V) แล้วดูดซับ As(V) ที่เปลี่ยนรูปจาก As(III) ด้วยโครงข่ายเหล็ก-อินทรีย์ (Fe-BTC) K-OMS2 และ Fe-BTC ที่ใช้งานในคอลัมน์จะถูกขึ้นรูปด้วยการเคลือบบนผิวเม็ดเซรามิกโดยเทคนิคการเขย่าหมุนรอบเชิงกล ในอัตราส่วน K-OMS2 และ Fe-BTC ต่อเม็ดเซรามิก 1:10 1:50 และ 1:100 โดยน้ำหนัก ผลการศึกษาสมบัติทางกายภาพและเคมีด้วยเทคนิค SEM-EDS และ Micro-XRF พบว่าอัตราส่วนการเคลือบ 1:50 เป็นอัตราส่วนที่เหมาะที่สุด การหาประจุที่ผิว พบว่าสารทั้งสองชนิดมีประจุที่ผิวเป็นลบที่ pH 6-8 โดยมีค่า pHpzc= 5 ผลการทดสอบการออกซิเดชันของ As(III) ด้วย K-OMS2 และการดูดซับ As(V) แบบกะ โดย Fe-BTC ที่ pH 5 6 7 และ 8 ให้ประสิทธิภาพสูงสุดที่ pH 5 และ 8 ตามลำดับ โดยมีจลนพลศาสตร์เป็นแบบ Pseudo second order และ Pseudo first order ตามลำดับ ส่วนการทดสอบภายใต้ระบบการไหลต่อเนื่อง พบว่าภาวะทดสอบเหมาะสมในทั้งสองคอลัมน์ ได้แก่ ความเข้มข้นเริ่มต้น As(V) 5 mg/L ความยาวเบด 15 cm และอัตราการไหล 5 mL/min โดยเมื่อทำการศึกษาทีละคอลัมน์ K-OMS2 ยังคงมีประสิทธิภาพในการออกซิไดซ์ As(III) สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ 3 รอบ และมีการชะละลายของไอออน Mn และ K ที่ไม่เกินค่ามาตรฐานน้ำใต้ดิน ส่วนคอลัมน์ Fe-BTC มีจลนพลศาสตร์การดูดซับเข้ากับแบบจำลองของ …
การประยุกต์ใช้เทคนิคทางชีววิทยาโมเลกุลเพื่อประเมินขนาดประชากรของเต่ากระ Eretmochelys Imbricata วัยเจริญพันธุ์บริเวณเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, มุกเรขา เชี่ยวชาญชัย
การประยุกต์ใช้เทคนิคทางชีววิทยาโมเลกุลเพื่อประเมินขนาดประชากรของเต่ากระ Eretmochelys Imbricata วัยเจริญพันธุ์บริเวณเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, มุกเรขา เชี่ยวชาญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลกส่งผลรบกวนต่อเต่าทะเลอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เต่ากระ Eretmochelys imbricata ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีประชากรลดลงจนมีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากการลดลงของพื้นที่แหล่งวางไข่และแหล่งหาอาหาร การเสียชีวิตจากการติดเครื่องมือประมง รวมถึงการถูกล่าโดยมนุษย์ ข้อมูลประชากรเต่ากระจึงมีความสำคัญสำหรับนำมาใช้ในการประเมินสถานภาพ ในการศึกษานี้จึงได้นำเทคนิคทางชีววิทยาโมเลกุลมาประยุกต์ใช้ศึกษาไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอและนิวเคลียร์ดีเอ็นเอของลูกเต่ากระที่เกิดในปี พ.ศ. 2557 เพื่อตรวจสอบรูปแบบพันธุกรรมที่ลูกเต่าได้รับจากเต่ากระเพศเมียและเต่ากระเพศผู้มีแหล่งผสมพันธุ์และแหล่งวางไข่ บริเวณเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบกับการสืบค้นข้อมูลการพบเห็นเต่ากระในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประเมินสถานการณ์ประชากรเต่ากระ ผลการศึกษาภาวะพหุสัณฐานของไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอของลูกเต่ากระจำนวน 5 รัง รวมทั้งสิ้น 38 ตัว พบรูปแบบสารพันธุกรรม 1 แฮพโพลไทป์ และมีค่าความหลากหลายทางพันธุกรรมเท่ากับ 0 เมื่อพิจารณาร่วมกับบันทึกข้อมูลภาคสนามการขึ้นวางไข่ของเต่ากระเพศเมียที่เกาะทะลุ แสดงให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2557 ลูกเต่ากระเกิดมาจากแม่เต่าตัวเดียวกัน กล่าวคือ พบเต่ากระเพศเมียจำนวน 1 ตัว ส่วนการศึกษาภาวะพหุสัณฐานของไมโครแซทเทลไลต์ในนิวเคลียร์ดีเอ็นเอของลูกเต่ากระจำนวน 5 รัง รวมทั้งสิ้น 214 ตัว สามารถประมาณการณ์จำนวนเต่ากระเพศผู้ได้ 1 - 4 ตัว สำหรับการสืบค้นข้อมูลการพบเต่ากระในประเทศไทยพบว่า เต่ากระส่วนใหญ่ (ร้อยละ 67) ถูกพบในรูปแบบการเกยตื้นตามพื้นที่ชายฝั่ง โดยมีเครื่องมือประมงและขยะทะเลเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของเต่ากระ จากการตรวจสอบด้วยเทคนิคทางชีววิทยาโมกุลที่พบว่ามีจำนวนเต่ากระวัยเจริญพันธุ์น้อย ประกอบกับแนวโน้มการเกยตื้นของเต่ากระที่สูงขึ้นในช่วง 5 - 10 ปีที่ผ่านมา แสดงถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงของเต่ากระในบริเวณอ่าวไทย จึงควรมีการวางแผนการจัดการด้านการประมงและขยะทะเลในบริเวณอ่าวไทยเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์เต่ากระต่อไป