Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 151 - 180 of 286
Full-Text Articles in Sports Sciences
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก, สร้อยนภา ใหมพรหม
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก, สร้อยนภา ใหมพรหม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก และเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักจำแนกตามตัวแปรอายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักที่มารักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกคลินิกกุมารประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา กรุงเทพมหานคร จำนวน 108 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมา โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และได้หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) จากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคูเดอร์ริชาร์ดสัน ในแบบประเมินตอนที่ 1 และตอนที่ 2 เท่ากับ 0.70 และ 0.71 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคในแบบประเมินตอนที่ 3 ตอนที่ 4 และตอนที่ 5 เท่ากับ 0.82, 0.70 และ 0.96 ตามลำดับ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) หากพบความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 จึงทำการทดสอบเป็นแบบรายคู่ โดยใช้วิธีแบบแอลเอสดี ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักส่วนใหญ่มีระดับความรู้ด้านสุขภาพ อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 96.30 โดยการอ่านทำความเข้าใจตัวหนังสือและตัวเลข และการตัดสินใจเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักอยู่ในระดับดีมาก ส่วนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ และการสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพของผู้ป่วยเด็กโรคลมชัก อยู่ในระดับพอใช้ เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักจำแนกตามตัวแปรอายุและระดับการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักที่มีอายุ 20-49 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคลมชักที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าปริญญาตรีมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรืออนุปริญญา และประถมศึกษาหรือไม่ได้เรียนหนังสือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลของไซมอน เอฟเฟค ทางการได้ยินที่มีต่อเวลาปฏิกิริยาและความถูกต้องของการตอบสนองในนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย, จิดาภา ศิริวรรณ์
ผลของไซมอน เอฟเฟค ทางการได้ยินที่มีต่อเวลาปฏิกิริยาและความถูกต้องของการตอบสนองในนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย, จิดาภา ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของไซมอน เอฟเฟค ทางการได้ยินที่มีต่อเวลาปฏิกิริยาและความถูกต้องของการตอบสนองในนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักกีฬาฟุตซอลเพศชาย สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุระหว่าง 18-21 ปี ทำการทดลองการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางการได้ยินด้วยการเคลื่อนที่เท้าข้างถนัดไปยังเป้าหมายตามทิศทางของคำสั่งอย่างรวดเร็วที่สุดเป็นจำนวน 4 ชุด ชุดละ 10 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 40 ครั้ง แบ่งเป็นรูปแบบที่สิ่งเร้าและการตอบสนองสอดคล้องกัน 20 ครั้ง และไม่สอดคล้องกัน 20 ครั้ง นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเวลาปฏิกิริยา เวลาการเคลื่อนไหวและค่าเปอร์เซ็นความผิดพลาดในการตอบสนองของกลุ่มตัวอย่าง และวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกันในกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ 2 way ANOVA 2X2 (two by two) with repeated measures กำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า พบว่าผลของความแตกต่างในเวลาปฏิกิริยาของความสอดคล้องกับไม่สอดคล้องสิ่งเร้ากับการตอบสนองและด้านซ้ายและขวา และของเวลาการเคลื่อนไหวของความสอดคล้องกับไม่สอดคล้องสิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่า นักกีฬาที่มีประสบการณ์ และมีความเคยชินกับสถานการณ์ที่ต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มีความขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกันส่งผลให้เกิดการหักล้าง (elimination) หรือการย้อนกลับ (reverse) ของไซมอน เอฟเฟคได้ และยังพบอิทธิพลของผลไซมอน เอฟเฟค ทางการได้ยินของนักกีฬาฟุตซอล เพศชาย ที่เวลาการเคลื่อนไหว ของการตอบสนองข้างซ้ายและขวา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ผลมาจากการที่ท่าทางกายวิภาคของขาในการก้าว ที่เป็นการหดเข้า (flexor) มีความแข็งแรงมากกว่าการยืดออก (adductor) และมีพลังในการเคลื่อนไหวได้มากกว่า ซึ่งในทางกลับกัน สรุปผลการวิจัย ในนักกีฬาฟุตซอล เพศชาย ไม่ได้รับอิทธิพลของไซมอน เอฟเฟคทางการได้ยิน
ผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อปที่มีต่อความสามารถในการทุ่มด้วยหัวไหล่ในนักกีฬายูโดชาย, จุฑามาส ยังหัตถี
ผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อปที่มีต่อความสามารถในการทุ่มด้วยหัวไหล่ในนักกีฬายูโดชาย, จุฑามาส ยังหัตถี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อปที่มีผลต่อความสามารถในการทุ่มด้วยหัวไหล่ในนักกีฬายูโดชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬายูโด เพศชาย ระดับมหาวิทยาลัย อายุระหว่าง 18-24 ปี กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อป ทำการฝึกน้ำหนักในท่าทรัสเตอร์ ที่ความหนัก 85% ของความหนักสูงสุด จำนวน 6 ครั้ง พัก 30 วินาที แล้วฝึกต่อด้วยท่าวู้ดชอปกับเมดิซีนบอลในข้างที่ถนัด ที่ความหนัก 10% ของน้ำหนักตัว จำนวน 12 ครั้ง พักระหว่างชุด 4 นาที และกลุ่มฝึกเชิงซ้อนแบบปกติ ทำการฝึกน้ำหนักในท่าแบ็คสควอท ที่ความหนัก 85% ของความหนักสูงสุด จำนวน 6 ครั้ง พัก 30 วินาที แล้วฝึกต่อด้วยท่าสควอทจั๊มพ์ จำนวน 12 ครั้ง พักระหว่างชุด 4 นาที ทั้งสองกลุ่มทำการฝึกทั้งหมด 4 ชุด ฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พลังกล้ามเนื้อ และความเร็วในการทุ่ม ก่อนการฝึกและหลังการฝึก จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแตกต่างภายในกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Pair samples t-test) และความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent samples t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ภายในกลุ่มฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อปและกลุ่มฝึกเชิงซ้อนแบบปกติ มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและพลังกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบหลังการฝึก 6 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อป มีความเร็วในการทุ่มเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มฝึกเชิงซ้อนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าในการศึกษาครั้งนี้โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนด้วยท่าบาร์เบลทรัสเตอร์ร่วมกับเมดิซินบอลวู้ดช็อปช่วยให้นักกีฬายูโดสามารถพัฒนาความสามารถในการทุ่มด้วยหัวไหล่ได้
ความคิดเห็นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อกีฬาอีสปอร์ต, ชยภัทร สุนทรนนท์
ความคิดเห็นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อกีฬาอีสปอร์ต, ชยภัทร สุนทรนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อกีฬาอีสปอร์ต และเปรียบเทียบความคิดเห็นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อกีฬาอีสปอร์ตตามตัวแปรลักษณะทางประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ชั้นปี กลุ่มวิชาที่ศึกษา และ รายรับต่อเดือนวิธีการดำเนินงานวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้คือนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีใน ปีการศึกษา2562 จำนวน 420 คน ใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูล มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.95 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าในการเปรียบเทียบรายคู่ และ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดี่ยวโดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ 0.05 ผลการวิจัย ความคิดเห็นด้านต่างๆ ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่ออีสปอร์ต โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน โดยสูงที่สุดคือ ความคิดเห็นด้านการใช้เวลาว่าง รองลงมาคือด้านลักษณะนิสัยการทำงาน ด้านการประกอบอาชีพ และมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ตามลำดับ ในส่วนของความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์กับความคิดเห็นที่มีต่ออีสปอร์ต พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มี เพศ อายุ กลุ่มวิชาที่ศึกษา ที่แตกต่างกันมีผลต่อความคิดเห็นที่มีอีสปอร์ต แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และผู้ตอบแบบสอบถามที่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่แตกต่างกัน และมีรายรับต่อเดือนในการใช้ชีวิตประจำวันแตกต่างกัน มีผลต่อความคิดเห็นแตกต่างกันในด้านผลกระทบต่อการดำรงชีวิต สรุปผลการวิจัย ภาพรวมความคิดเห็นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่ออีสปอร์ต อยู่ในระดับมาก และความคิดเห็นของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อกีฬาอีสปอร์ต โดยรวม จำแนกตาม เพศ อายุ กลุ่มวิชาที่ศึกษา มีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และด้านชั้นปีที่ศึกษา รายรับต่อเดือนในการใช้ชีวิตประจำวันมีความแตกต่างกันในด้านผลกระทบต่อการดำรงชีวิตที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
ผลของการฝึกรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้าที่มีต่อความสามารถในการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ณัฐริกานต์ ศักดิ์สนิท
ผลของการฝึกรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้าที่มีต่อความสามารถในการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ, ณัฐริกานต์ ศักดิ์สนิท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้าที่มีต่อความสามารถในการเดินและการทรงตัวในผู้สูงอายุ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว อายุ 60 – 79 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชาย จำนวน 34 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองจำนวน 17 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 17 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น แบ่งตามช่วงอายุ เพศ และค่าคะแนนการทรงตัวด้วยวิธีการทดสอบความสามารถในการทรงตัว (Timed up and go) กลุ่มทดลองทำการฝึกโปรแกรมรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้า 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ แล้วทำการทดสอบความสามารถในการเดิน ความสามารถในการทรงตัวทั้งขณะอยู่นิ่งและขณะเคลื่อนไหว ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ก่อนการฝึกและหลังการฝึกโปรแกรม นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองโดยใช้สถิติทีแบบรายคู่ และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติที ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองที่ทำการฝึกการรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้า มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง ได้แก่ ความกว้างของการเดินปกติ ความเร็วและจำนวนก้าวในการเดิน การทรงตัวขณะอยู่นิ่ง การทรงตัวขณะเคลื่อนไหว ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองที่ทำการฝึกการรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้า มีความยาวก้าวของการเดิน ความเร็วและจำนวนก้าวในการเดิน การทรงตัวขณะอยู่นิ่ง การทรงตัวขณะเคลื่อนไหว ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อส่วนล่างดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การฝึกการรำไทยร่วมกับการใส่น้ำหนักที่ข้อเท้าเป็นโปรแกรมที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการเดิน การทรงตัวขณะอยู่นิ่ง การทรงตัวขณะเคลื่อนไหว ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อในผู้สูงอายุ
ผลฉับพลันของการสั่นสะเทือนทั้งร่างกายร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ระดับแลคเตทในเลือดและความสามารถในการกระโดดในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง, พัชรพร พ่อค้าชำนาญ
ผลฉับพลันของการสั่นสะเทือนทั้งร่างกายร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ระดับแลคเตทในเลือดและความสามารถในการกระโดดในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง, พัชรพร พ่อค้าชำนาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของการสั่นสะเทือนทั้งร่างกาย การจำกัดการไหลเวียนเลือดและการสั่นสะเทือนทั้งร่างกายร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่มีต่อคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ระดับแลคเตทในเลือดและความสามารถในการกระโดดในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล ระดับมหาวิทยาลัย เพศหญิง อายุ 18-25 ปี จำนวน 12 คน โดยกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนต้องเข้าร่วมการทดลองครบทั้ง 4 เงื่อนไข ประกอบด้วยเงื่อนไขควบคุม (CON) เงื่อนไขการสั่นสะเทือนทั้งร่างกาย (WBV) เงื่อนไขการจำกัดการไหลเวียนเลือด (BFR) และเงื่อนไขการสั่นสะเทือนทั้งร่างกายร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (WBV+BFR) โดยใช้วิธีการถ่วงดุลลำดับ ทดสอบตัวแปรความสามารถในการยืนย่อเข่ากระโดด (Countermovement jump) และการกระโดดแบบสควอทจั๊มพ์ (Squat jump) วัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและวัดระดับแลคเตทในเลือด ก่อนและหลังการทดลองในแต่ละเงื่อนไข วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของตัวแปรตามด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way ANOVA) โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ไม่พบความแตกต่างของทุกตัวแปรที่ทดสอบในเงื่อนไขควบคุม ก่อนและหลังการทดสอบ หลังการสั่นสะเทือนทั้งร่างกาย (WBV) อัตราการสร้างแรงช่วง Take-off phase ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อขา และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อน่องด้านในขณะยืนย่อเข่ากระโดดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ความสูงในการกระโดดและเวลาในการลอยตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในการกระโดดแบบสควอทจั๊มพ์ อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างของค่าพลังสูงสุดและพลังสูงสุดสัมพัทธ์ในการกระโดดทั้งสองรูปแบบ หลังการจำกัดการไหลเวียนเลือด (BFR) พบว่าค่าพลังสูงสุดและพลังสูงสุดสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในการยืนย่อเข่ากระโดดและการกระโดดแบบสควอทจั๊มพ์ ขณะที่ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อขาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในการกระโดดแบบสควอทจั๊มพ์ และหลังการสั่นสะเทือนทั้งร่างกายร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (WBV+BFR) พบว่าค่าพลังสูงสุดและพลังสูงสุดสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในการกระโดดทั้งสองรูปแบบ ขณะที่อัตราการสร้างแรงช่วง Take-off phase และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อน่องลดลงในการยืนย่อเข่ากระโดดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนความแข็งแรงแบบปฏิกิริยาตอบสนอง (Reactive strength) ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อขา (Leg stiffness) และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) เพิ่มขึ้นในการกระโดดแบบสควอทจั๊มพ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของเงื่อนไขการทดลอง เวลาในการทดสอบ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองปัจจัยที่มีต่อความสามารถในการยืนย่อเข่ากระโดด นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างหลังการทดลองระหว่างเงื่อนไขควบคุม (CON) และเงื่อนไขการสั่นสะเทือนทั้งร่างกาย (WBV) ที่มีต่ออัตราการสร้างแรงในการกระโดดแบบสควอทจั๊มพ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความแตกต่างของเวลาในการทดสอบมีต่อระดับแลคเตทในเลือดในทุกเงื่อนไขการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการวิจัย การสั่นสะเทือนทั้งร่างกายร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการทำงานของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและช่วยพัฒนาพลังสูงสุดในการกระโดดได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายรูปแบบอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่ส่งผลต่อความสามารถในการกระโดดในนักกีฬาวอลเลย์บอล
ผลของการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ศุภวิชญ์ อิทธินิรันดร
ผลของการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ศุภวิชญ์ อิทธินิรันดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีและเปรียบเทียบผลของการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีกับการฝึกหายใจแบบใช้กะบังลม ที่มีต่อสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อายุ 51 – 80 ปี เพศชายและหญิง จำนวน 16 คน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลี จำนวน 8 คน และกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกหายใจแบบใช้กะบังลม จำนวน 8 คน โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับการฝึกหายใจ 5 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ก่อนและหลังการทดลองทำการทดสอบข้อมูลด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด ตัวแปรด้านความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ตัวแปรความสามารถทางแอโรบิก ตัวแปรด้านอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และตัวแปรด้านสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ด้วยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent t-test) ที่ระดับความนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างของงค่าเฉลี่ยข้อมูลด้านสรีรวิทยา ได้แก่ น้ำหนักตัว อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว ดัชนีมวลกาย ค่าร้อยละไขมันในร่างกาย และค่าร้อยละของออกซิเจนในเลือดแดง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการทดลองและระหว่างกลุ่ม ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจพบว่า กลุ่มที่ได้รับการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลี มีค่าเฉลี่ยปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าเฉลี่ยปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าเฉลี่ยปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออก ค่าเฉลี่ยปริมาตรหายใจเข้าสำรอง ค่าเฉลี่ยความจุหายใจเข้า ค่าเฉลี่ยแรงดันหายใจเข้าสูงสุด และค่าเฉลี่ยแรงดันหายใจออกสูงสุดเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มที่ได้รับการฝึกหายใจแบบใช้กะบังลม มีค่าเฉลี่ยของความจุหายใจเข้า และค่าเฉลี่ยแรงดันหายใจออกสูงสุดเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า ที่ฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีมีค่าเฉลี่ยแรงดันหายใจเข้าสูงสุด และค่าเฉลี่ยแรงดันหายใจออกสูงสุดเพิ่มขึ้นแตกต่างกับกลุ่มฝึกหายใจแบบใช้กะบังลมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สำหรับตัวแปรด้านความสามารถทางแอโรบิก และตัวแปรด้านอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และตัวแปรด้านสารชีวเคมีในเลือด พบว่า ทั้งกลุ่มฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีและกลุ่มฝึกหายใจแบบใช้กะบังลมมีค่าเฉลี่ยระยะทางในการเดินทดสอบ 6 นาที ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพในการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีค่าเฉลี่ยคะแนนแบบประเมินผลกระทบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 เมื่อเทียบระหว่างก่อนและหลังการทดลองแต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม นอกจากนี้ ตัวแปรด้านสารชีวเคมีในเลือดของกลุ่มที่ได้รับการฝึกหายใจแบบฟาริเนลลีพบว่ามีค่าเฉลี่ยทูเมอร์เนโครซิสแฟคเตอร์อัลฟา ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร, สุจิตรา วาชัยยุง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร, สุจิตรา วาชัยยุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้คือ เพื่อศึกษาความคาดหวังองค์ประกอบการท่องเที่ยว 5As และความคาดหวังคุณภาพบริการ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้สูงอายุชาวไทย มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างค่าคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.89 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.97 ผู้วิจัยทำการแจกแบบสอบถามกับผู้สูงอายุชาวไทย ที่มีความสนใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬา ในบริเวณ 10 สวนสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยเป็นผู้เก็บข้อมูลด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบการท่องเที่ยวด้านการบริการทั่วไป ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทยในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พักแรม ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรม ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทยในกรุงเทพมหานคร และพบว่าคุณภาพบริการด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ และด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้า ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทยในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านการตอบสนองต่อลูกค้า และด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทยในกรุงเทพมหานคร สรุปผลการวิจัย มีเพียงองค์ประกอบการท่องเที่ยวด้านการบริการทั่วไป ด้านเดียวเท่านั้น ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร ส่วนด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พักแรม ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรม ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร และคุณภาพบริการด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ และด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้า ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทยในกรุงเทพมหานคร ส่วนด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านการตอบสนองต่อลูกค้า และด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อลูกค้า ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงกีฬาของผู้สูงอายุชาวไทย ในกรุงเทพมหานคร
ความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยของผู้ชมชาวไทย, สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์
ความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยของผู้ชมชาวไทย, สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยของผู้ชมชาวไทย ได้แก่ ด้านการดำเนินงานในการจัดการแข่งขัน การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการจัดการแข่งขัน และการจัดบุคลากรในการดำเนินงาน และเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันมวยไทยของผู้ชมชาวไทย ตามตัวแปรลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ วิธีดำเนินการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ชมชาวไทย จำนวน 440 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ และเคยเข้าชมมวยไทยช่อง 7 สี มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.88 และค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น α เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าที วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เมื่อพบว่ามีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้ใช้วิธี LSD ทดสอบความแตกต่างรายคู่ ผลการวิจัย พบว่า ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 30 – 39 ปี มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว มีรายได้ต่อเดือนอยู่ระหว่าง 10,000 – 20,000 บาท ซึ่งพบว่าผู้ชมชาวไทยส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยอยู่ในระดับมาก และผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยของผู้ชมชาวไทย พบว่า ผู้ชมชาวไทยที่มี เพศ อาชีพ และรายได้ที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันมวยไทยไม่แตกต่างกันและผู้ชมชาวไทยที่มีอายุ สถานภาพ และระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันมวยไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการวิจัย ความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยของผู้ชมชาวไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ชมชาวไทยที่มีลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ สถานภาพ และระดับการศึกษาที่แตกต่างจะมีความพึงพอใจในองค์ประกอบการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยแตกต่างกัน
การรับรู้ตราสินค้าและความภักดี ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย, ธนัตถ์ สุกมลพาณิชย์
การรับรู้ตราสินค้าและความภักดี ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย, ธนัตถ์ สุกมลพาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ตราสินค้าเสื้อกีฬาและความภักดีต่อฟุตบอลทีมชาติไทยส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ แฟนบอลที่ซื้อเสื้อกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีสัญชาติไทย จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างค่าคำถามกับวัตถุประสงค์ พบว่าค่าที่ได้คือ 0.86 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามที่ได้คือ 0.95 ผู้วิจัยทำการแจกแบบสอบถามที่ ณ สนามกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในรายการแข่งขัน FIFA Day และ 2022 FIFA World Cup Asian Qualifiers ซึ่งทีมชาติไทยเป็นทีมเหย้าจำนวน 2 รายการแข่งขัน ใช้วิธีการแบบโควตา โดยเริ่มทำการแจกแบบสอบถาม ณ บริเวณหน้าประตูทางเข้าสนาม ก่อนการแข่งขันจำนวน 200 คนต่อรายการแข่งขัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ 0.05 ผลการวิจัย เมื่อทดสอบสมมติฐาน พบว่า การรับรู้ตราสินค้าเสื้อกีฬา ด้านชื่อ ด้านภาพลักษณ์ และด้านพรีเซนเตอร์ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในทางกลับกัน การรับรู้ตราสินค้าเสื้อกีฬา ด้านเครื่องหมาย และด้านสี ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย นอกจากนั้นแล้ว ความภักดีต่อฟุตบอลทีมชาติไทยทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านทัศนคติ และด้านพฤติกรรมส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการวิจัย การรับรู้ตราสินค้าเสื้อกีฬา ด้านชื่อ ด้านภาพลักษณ์ และด้านพรีเซนเตอร์ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย และความภักดีต่อฟุตบอลทีมชาติ ด้านทัศนคติ และด้านพฤติกรรม ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยของแฟนบอลชาวไทย
ความพึงพอใจที่มีอิทธิพลต่อพันธะผูกพันและการบอกต่อของผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย, นวลพรรณ เนติทวีทรัพย์
ความพึงพอใจที่มีอิทธิพลต่อพันธะผูกพันและการบอกต่อของผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย, นวลพรรณ เนติทวีทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีอิทธิพลต่อพันธะผูกพันและการบอกต่อของผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Non-Probability Sampling) ใช้การเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Haphazard or Accidental Sampling) ด้วยวิธีการแจกแบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) กับกลุ่มตัวอย่างคือผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย จำนวน 1,000 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง จำนวน 549 คน และเพศชาย จำนวน 451 คน ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 26 – 35 ปี มีการติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ Volleyballthailand มากที่สุด 2) ความคิดเห็นที่มีต่อคุณภาพสารสนเทศ คุณภาพระบบ คุณภาพการบริการ ความพึงพอใจ พันธะผูกพัน และการบอกต่อของผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยอยู่ในระดับมาก 3) โมเดลแบบจำลององค์ประกอบเชิงยืนยัน และสมการโครงสร้างความพึงพอใจที่มีอิทธิพลต่อพันธะผูกพันและการบอกต่อของผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย พบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 4) คุณภาพสารสนเทศ คุณภาพระบบ คุณภาพการบริการ มีอิทธิพลทางตรงต่อความพึงพอใจ ความพึงพอใจมีอิทธิพลทางตรงต่อพันธะผูกพันและการบอกต่อ พันธะผูกพันมีอิทธิพลทางตรงต่อการบอกต่อ ความพึงพอใจมีอิทธิพลต่อการบอกต่อซึ่งถูกส่งผ่านโดยพันธะผูกพันของผู้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดินต่อความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดปกติหรือบกพร่องเล็กน้อย, มโนชา พร้อมมูล
ผลการออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดินต่อความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดปกติหรือบกพร่องเล็กน้อย, มโนชา พร้อมมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลการออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดินต่อความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดปกติหรือบกพร่องเล็กน้อย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดปกติหรือบกพร่องเล็กน้อย มีอายุระหว่าง 60-75 ปี จำนวน 40 คน ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มควบคุม จำนวน 20 คน ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ และกลุ่มทดลอง จำนวน 20 คน ได้รับการออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดิน 40 นาทีต่อครั้ง 5ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยผู้วิจัยฝึกให้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มตัวอย่างจะต้องฝึกด้วยตนเองที่บ้าน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยก่อนและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรด้านความสามารถในการทรงตัวและตัวแปรด้านการรู้คิด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired-t test) และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent-t test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดของกลุ่มทดลองภายหลังออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดินดีกว่าก่อนการออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และหลังการทดลองกลุ่มควบคุมมีความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบตารางก้าวเดินสามารถเพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดปกติหรือบกพร่องเล็กน้อยได้
การเปรียบเทียบการเกิดภาวะเอียงของกระดูกเชิงกรานขณะวิ่งที่ระดับความหนักปานกลางในกลุ่มนักวิ่งมือใหม่และนักวิ่งสันทนาการเพศหญิง, หทัยภัทร ทิพยุทธ
การเปรียบเทียบการเกิดภาวะเอียงของกระดูกเชิงกรานขณะวิ่งที่ระดับความหนักปานกลางในกลุ่มนักวิ่งมือใหม่และนักวิ่งสันทนาการเพศหญิง, หทัยภัทร ทิพยุทธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการวิ่งที่ระดับความหนักปานกลางต่อระยะเวลาการเกิดภาวะเอียงของกระดูกเชิงกราน (pelvic drop) ในนักวิ่งมือใหม่ และนักวิ่งสันทนาการเพศหญิง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแนวการเอียงของกระดูกเชิงกราน (pelvic alignment)กับอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate; HR), การใช้ออกซิเจน (VO2 uptake), ค่าความรู้สึกเหนื่อย (Rating of Perceived Exertion; RPE), ค่าความรู้สึกล้าของขา (Rating of Perceived Exertion for legs; RPElegs) และความล้าของกล้ามเนื้อ Gluteus medius และ Gluteus maximus กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้อายุระหว่าง 18 - 35 ปี เป็นนักวิ่งมือใหม่ (ประสบการณ์น้อยกว่า 1 ปี) 27 คน และนักวิ่งสันทนาการ (ประสบการณ์ 2 - 4 ปี) 27 คน ซึ่งทั้งสองกลุ่มได้รับการทดสอบประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) และวิ่งบนลู่วิ่ง 30 นาที ที่ระดับความหนักปานกลางที่อัตราเร็วที่เลือกเอง (นักวิ่งมือใหม่; 5.87 ± 0.62 กม./ชม. vs. นักวิ่งสันทนาการเพศหญิง; 6.44 ± 0.58 กม./ชม.) โดยอยู่ในช่วงอัตราการเต้นหัวใจที่ 40 - 59% ของอัตราการเต้นหัวใจสำรองสูงสุด (heart rate reserve; HRR) ขณะทดสอบบนลู่วิ่ง 30 นาที นักวิ่งทั้งสองกลุ่มจะถูกบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ, การใช้ออกซิเจน, ค่าความรู้สึกเหนื่อย, ค่าความรู้สึกล้าของขา และวัดการทำงานของกล้ามเนื้อ (muscle activity) จากสัญญาณไฟฟ้า (electromyography; EMG) ที่กล้ามเนื้อ Gluteus medius และ Gluteus maximus ทุก ๆ …
การวิเคราะห์เชิงคิเนมาติกส์ของไม้ช่วงบอลกระทบหน้าไม้ในนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทีมชาติไทย, ชนิดา แซ่ตั้ง
การวิเคราะห์เชิงคิเนมาติกส์ของไม้ช่วงบอลกระทบหน้าไม้ในนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทีมชาติไทย, ชนิดา แซ่ตั้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบตัวแปรทางคิเนมาติกส์ของไม้ช่วงบอลกระทบหน้าไม้ในท่าตีก้าวขาไปข้างหน้าในนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทีมชาติไทยและนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี และในท่าตีก้าวขาไปข้างหน้าที่สามารตีไปถึงเส้นขอบสนามนอกและไปไปถึงเส้นขอบสนามนอก วิธีการดำเนินงานวิจัย ผู้เข้าร่วมงานวิจัยเป็นนักกีฬาคริกเก็ตหญิง จำนวน 14 คน แบ่งเป็นกลุ่มนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทีมชาติไทยจำนวน 9 คน และกลุ่มนักกีฬาคริกเก็ตหญิงเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปีจำนวน 5 คน บันทึกวิดีโอท่าตีก้าวขาไปข้างหน้าในกีฬาคริกเก็ตเพื่อวิเคราะห์ท่าทางที่สามารถตีบอลไปได้ไกลสุด ทำการศึกษาตัวแปรเชิงคิเนมาติกส์ของไม้ช่วงบอลกระทบหน้าไม้ ผลการวิจัย กลุ่มนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทีมชาติไทยมีระยะทางบอล มุมสะท้อนของบอล มุมของไม้ ความสูงระหว่างของจุดศูนย์กลางกับพื้น และระยะห่างระหว่างของจุดศูนย์กลางไม้กับสะโพกมากกว่ากลุ่มนักกีฬาคริกเก็ตหญิงเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการวิจัย ค่าคิเนเมติกส์ของไม้ในกลุ่มนักกีฬาคริกเก็ตหญิงทั้งสองทีมมีท่าตีก้าวขาไปข้างหน้าแตกต่างกันและท่าตีก้าวขาไปข้างหน้าที่สามารถตีบอลไปถึงเส้นขอบสนามนอกกับท่าตีที่ไม่สามารถตีไปถึงขอบสนามมีความแตกต่างเช่นกัน
ผลของการออกกำลังกายด้วยท่ารำดาบสองมือประยุกต์ที่มีต่อการทรงตัวและสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ, กรรณดนุ สาเขตร์
ผลของการออกกำลังกายด้วยท่ารำดาบสองมือประยุกต์ที่มีต่อการทรงตัวและสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ, กรรณดนุ สาเขตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยท่ารำดาบสองมือประยุกต์ ที่มีผลต่อการทรงตัวและสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60–75 ปี เพศหญิง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มทดลอง จำนวน 20 คน ฝึกโปรแกรมออกกำลังกายด้วยท่ารำดาบสองมือประยุกต์ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน โดย 4 สัปดาห์แรกใช้เวลาวันละ 50 นาที และอีก 8 สัปดาห์ที่เหลือใช้เวลาวันละ 60 นาที (รวมอบอุ่นร่างกาย และคลายอุ่น) และกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ผู้วิจัยทำการทดสอบความสามารถด้านการทรงตัวและสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนและหลังการทดลอง นำผลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าทางสถิติ โดยกำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังจากฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยท่ารำดาบสองมือประยุกต์ 12 สัปดาห์ ความสามารถด้านการทรงตัวในผู้สูงอายุดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบก่อน-หลังการทดลองภายในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมแล้วความสามารถด้านการทรงตัวของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมเกือบทุกกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีเพียงการทดสอบการยืนด้วยขาสองข้างและแบบทดสอบความสามารถด้านการทรงตัวขณะเคลื่อนที่ Time up and go (TUG) ที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยทางสถิติ 2) หลังจากฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยท่ารำดาบสองมือประยุกต์ 12 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบก่อน-หลังการทดลองภายในกลุ่มทดลองพบว่า สมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุเกือบทุกกิจกรรมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีเพียงกิจกรรมเอื้อมแขนแตะมือด้านหลังที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อทำการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่า การลุกยืนจากเก้าอี้ 30 วินาที การงอพับศอก 30 วินาที และการนั่งเก้าอี้ยื่นแขนแตะปลายเท้าของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการเดินย่ำเท้า 2 นาทีและการเอื้อมแขนแตะมือด้านหลังไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ธนัชชา เวสสะโกศล
ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ธนัชชา เวสสะโกศล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพศชายและเพศหญิง จำนวน 492 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยสุ่มจากรายชื่อด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. ของคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ปรับข้อคำถามส่วนข้อมูลทั่วไปให้เข้ากับบริบทของข้าราชการตำรวจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับพอใช้คิดเป็นร้อยละ 92.07 เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบพบว่า ด้านความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลัก 3อ.2ส.อยู่ในระดับพอใช้ (x̄ = 7.19, S.D. = 1.50) ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส.อยู่ในระดับพอใช้ (x̄ = 11.75, S.D. = 2.09) ด้านการสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญทางสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส.อยู่ในระดับพอใช้ (x̄ = 12.57, S.D. = 1.94) ด้านการจัดการเงื่อนไขของตนเองเพื่อเสริมสร้างสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส.อยู่ในระดับพอใช้ (x̄ = 13.07, S.D. = 2.95) ด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเพื่อเสริมสร้างสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส.อยู่ในระดับพอใช้ (x̄ = 12.68, S.D. = 3.52) ด้านการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลัก 3อ.2ส.อยู่ในระดับไม่ดี (x̄ = 9.92, S.D. = 1.98) 2. ปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา และสถานภาพ ไม่ส่งผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลของฟิตเนส ในเขตกรุงเทพมหานคร, ศศิพิมล พรชลิตกิตติพร
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลของฟิตเนส ในเขตกรุงเทพมหานคร, ศศิพิมล พรชลิตกิตติพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลของฟิตเนสในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความตรง เท่ากับ 0.96 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.94 ผลการศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลของฟิตเนสใน เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่อยู่ในระดับมากเป็นลำดับแรกคือ ด้านความต้องการทราบผลการตัดสินใจของตนเอง รองลงมาคือ ด้านความขยันขันแข็ง ด้านการคาดการณ์ล่วงหน้า ด้านความกล้าเสี่ยง ด้านทักษะในการจัดการระบบงาน ด้านความชอบการแข่งขัน และด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง อยู่ในระดับมากเป็นลำดับสุดท้าย ส่วนผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ (ชาย-หญิง) ที่แตกต่างกัน มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานด้านความกล้าเสี่ยง ด้านการคาดการณ์ล่วงหน้า ด้านทักษะในการจัดการ ระบบงาน และด้านความชอบการแข่งขัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้ฝึกสอนที่จบกับไม่จบหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือพลศึกษา มีด้านความต้องการทราบผลการตัดสินใจของตนเอง และด้านความชอบการแข่งขัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้ฝึกสอนที่มีกับไม่มีใบมาตรฐานการรับรองผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานด้านความกล้าเสี่ยง ด้านความขยันขันแข็ง และด้านความต้องการ ทราบผลการตัดสินใจของตนเอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประสบการณ์ในการทำงานที่แตกต่างกัน มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงาน ด้านความกล้าเสี่ยง ด้านความขยันขันแข็ง ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง ด้านความต้องการทราบผลการตัดสินใจของตนเอง ด้านการคาดการณ์ล่วงหน้า ด้านทักษะในการจัดการระบบงาน และด้านความชอบการแข่งขัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของแรงจูงใจของผู้ชมกีฬาที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดกับพฤติกรรมการบริโภคกีฬา, ณรงค์ฤทธิ์ นิ่มมาก
บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของแรงจูงใจของผู้ชมกีฬาที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดกับพฤติกรรมการบริโภคกีฬา, ณรงค์ฤทธิ์ นิ่มมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของแรงจูงใจของผู้ชมกีฬาที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดกับพฤติกรรมการบริโภคกีฬา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เข้าชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพไทยลีก ประจำปี 2561 จำนวน 1,000 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ดำเนินการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และปรับแก้โมเดลเพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยการใช้เทคนิคทางสถิติโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป LISREL Version 8.72 จนได้โมเดลที่เหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า 1.การสื่อสารการตลาดมีอิทธิพลทางตรงต่อแรงจูงใจของผู้ชมกีฬาฟุตบอลอาชีพ เท่ากับ 0.74 และมีอิทธิพลทางตรงต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้ชมกีฬาฟุตบอลอาชีพเท่ากับ 0.17 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2.แรงจูงใจมีอิทธิพลทางตรงต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้ชมกีฬาฟุตบอลอาชีพ เท่ากับ 0.77 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และแรงจูงใจมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพล โดยที่การสื่อสารการตลาดมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคกีฬาโดยผ่านแรงจูงใจของผู้ชมกีฬาฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเป็นอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.74 โดยเป็นอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.17 และอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.57 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3.โมเดลบทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของแรงจูงใจของผู้ชมกีฬาที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดกับพฤติกรรมการบริโภคกีฬา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2 = 55.20, df = 44, p-value = 0.12, χ2/df = 1.25, GFI = 0.99, AGFI = 0.98, CFI = 1.00, SRMR = 0.011, RMSEA = 0.016)
ปัจจัยที่มีผลต่อการจดจำตราสินค้าของผู้ให้การสนับสนุนกีฬาฟุตบอลไทยลีกผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต, นวรัตน์ สิริรัตน์
ปัจจัยที่มีผลต่อการจดจำตราสินค้าของผู้ให้การสนับสนุนกีฬาฟุตบอลไทยลีกผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต, นวรัตน์ สิริรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการจดจำตราสินค้าของผู้ให้การสนับสนุนกีฬาฟุตบอลไทยลีกผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต โดยทำการศึกษาปัจจัย 4 ด้าน ดังนี้ 1) ปัจจัยด้านเวลาที่ตราสินค้าออกอากาศ 2) ปัจจัยด้านคู่แข่งตราสินค้า 3) ปัจจัยด้านความคุ้นเคยกับตราสินค้า 4) ปัจจัยด้านการเคยใช้สินค้าหรือบริการของผู้ให้การสนับสนุน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็น นิสิตคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา นิสิตคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา และนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนวิชากิจกรรมกีฬา (SPORT ACTIVITY) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพศชาย อายุ 21 – 25 ปี จำนวน 120 คน ผู้วิจัยเลือกใช้แบบแผนการทดลองขั้นต้น (Pre-experimental Design) แบบ One-Shot Case Study ผู้วิจัยดำเนินการทดลองโดยให้กลุ่มตัวอย่างดูคลิปไฮไลท์การแข่งขันฟุตบอลไทยลีกและตอบแบบสอบถาม จากนั้น ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค (Logistic regression analysis) ผลการวิจัย พบว่า เวลาที่ตราสินค้าออกอากาศเพิ่มขึ้น 1 วินาที ส่งผลให้เกิดการจดจำตราสินค้าได้มากขึ้น 1.005 เท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 0.5 จำนวนคู่แข่งตราสินค้าของผู้ให้การสนับสนุนที่ออกอากาศเพิ่มมากขึ้น 1 ตราสินค้า ส่งผลให้เกิดการจดจำตราสินค้าได้น้อยลง .960 เท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ความคุ้นเคยกับตราสินค้าของผู้ให้การสนับสนุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ส่งผลให้เกิดการจดจำตราสินค้าเพิ่มมากขึ้น 2.579 เท่า การเคยใช้สินค้าหรือบริการของผู้ให้การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ส่งผลต่อการจดจำตราสินค้าของผู้ให้การสนับสนุนเพิ่มขึ้น 2.111 เท่า สรุปผลการวิจัยได้ว่า ปัจจัยด้านเวลาที่ตราสินค้าออกอากาศ ปัจจัยด้านความคุ้นเคยกับตราสินค้า ปัจจัยด้านการเคยใช้สินค้าหรือบริการของผู้ให้การสนับสนุน มีผลต่อการจดจำตราสินค้าในทิศทางบวก ปัจจัยด้านคู่แข่งตราสินค้า มีผลต่อการจดจำตราสินค้าในทิศทางลบ
ผลการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน, ศศิพงษ์ แสนนาใต้
ผลการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน, ศศิพงษ์ แสนนาใต้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อพลังกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำในนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชน มีอายุตั้งแต่ 17-18 ปี จำนวน 30 คน แบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน คือ กลุ่มที่ 1 ฝึกด้วยโปรแกรมฝึกพลังกล้ามเนื้อด้วยน้ำหนัก กลุ่มที่ 2 ฝึกด้วยโปรแกรมการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ และกลุ่มที่ 3 ฝึกโปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนด้วยการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ ทั้ง 3 กลุ่ม ฝึก 2 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึกและภายหลังการฝึกทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา พลังกล้ามเนื้อ ความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ ความเร็วในการวิ่งสปริ๊นท์ และความแข็งแรงสูงสุด ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อนและภายหลังการฝึกด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 มีค่าเฉลี่ยพลังกล้ามเนื้อและความแข็งแรงสูงสุดของกล้ามเนื้อ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความเร็วในการวิ่งสปริ๊นท์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ การทดสอบค่าความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 2 และ กลุ่มที่ 3 มีค่าความเร็วสูงสุดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าความเร็วเฉลี่ยในกลุ่มที่ 3 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย รูปแบบการฝึกโปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนด้วยการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำช่วยพัฒนาพลังกล้ามเนื้อ ความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ ความเร็วในการวิ่งสปริ๊นท์ และความแข็งแรงสูงสุดในนักกีฬาฟุตบอลระดับเยาวชนได้เป็นอย่างดี
ผลฉับพลันของการฟังดนตรีคลาสสิกที่มีต่อความเครียดในคนวัยทำงาน, เบญจ์ ป้องกันภัย
ผลฉับพลันของการฟังดนตรีคลาสสิกที่มีต่อความเครียดในคนวัยทำงาน, เบญจ์ ป้องกันภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฟังดนตรีคลาสสิกที่มีต่อความเครียดในคนวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นคนวัยทำงานเพศชายและเพศหญิงอายุระหว่าง 25 - 43 ปี จำนวน 32 คน โดยกลุ่มตัวอย่างมีความเครียดระดับปานกลาง จากการทดสอบโดยใช้แบบวัดความเครียดสวนปรุงและมีทัศนคติต่อดนตรีคลาสสิกในระดับมากขึ้นไปจากแบบสอบถามทัศนคติที่มีต่อดนตรีคลาสสิกของคนวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มีจำนวนภายในกลุ่มเท่ากันกลุ่มละ 16 คน โดยกลุ่มควบคุม ให้นั่งในท่าเอนกายตามสบายโดยไม่หลับตา เป็นเวลา 25 นาที และกลุ่มทดลอง ให้นั่งในท่าเอนกายตามสบายโดยไม่หลับตาและได้รับฟังดนตรีคลาสสิกเป็นเวลา 25 นาที พร้อมวัดคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นเวลา 30 นาที และวัดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตก่อนการทดลอง หลังการทดลอง (นาทีที่25) และหลังการทดลอง 5 นาที (นาทีที่30) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบอิสระและวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย 1. เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง พบว่าก่อนการทดลอง หลังการทดลอง (นาทีที่25) และหลังการทดลอง 5 นาที (นาทีที่30) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2. เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวระหว่างกลุ่ม พบว่าหลังการทดลอง (นาทีที่25) ของกลุ่มทดลองมีลดลงแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05 3. เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคลื่นไฟฟ้าสมองอัลฟาระหว่างกลุ่ม พบว่า ในนาทีที่ 15 นาทีที่ 20 หลังการทดลอง (นาทีที่25) และหลังการทดลอง 5 นาที (นาทีที่30) ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05 4. เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคลื่นไฟฟ้าสมองภายในกลุ่มทดลอง พบว่า หลังการทดลอง (นาทีที่ 25) และหลังการทดลอง 5 นาที (นาทีที่30) เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่าการฟังดนตรีคลาสสิกเป็นเวลา 25 นาที ช่วยลดระดับความเครียดในคนวัยทำงานได้ โดยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดลง และเพิ่มคลื่นไฟฟ้าสมองอัลฟา
ผลฉับพลันของการหายใจแบบโยคะที่มีต่อความเครียดและคลื่นไฟฟ้าสมองในบุคคลวัยก่อนเกษียณ, อานนท์ อุส่าห์เพียร
ผลฉับพลันของการหายใจแบบโยคะที่มีต่อความเครียดและคลื่นไฟฟ้าสมองในบุคคลวัยก่อนเกษียณ, อานนท์ อุส่าห์เพียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการหายใจแบบโยคะที่มีต่อ ความเครียดและคลื่นไฟฟ้าสมองในบุคคลวัยก่อนเกษียณ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลวัยก่อนเกษียณ อายุระหว่าง 55 – 59 ปี เพศชายและเพศหญิง มีระดับความเครียด 24 – 61 คะแนน จากแบบวัดความเครียดสวนปรุง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 16 คน คือ กลุ่มหายใจแบบโยคะโดยใช้เดอกะปราณายามะเป็นเวลา 10 นาที และกลุ่มหายใจแบบปกติ ได้รับการหายใจแบบปกติเป็นเวลา 10 นาที โดยเก็บข้อมูลตัวแปรค่าความแปรปรวนอัตราการเต้นหัวใจและตัวแปรด้านคลื่นไฟฟ้าสมอง วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่า ทีแบบอิสระ (Independent t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่าหลังการทดลองกลุ่มหายใจแบบโยคะมีค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก อัตราการหายใจขณะพัก ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่ต่ำ (LF) และอัตราส่วนระหว่างความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่ต่ำต่อความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูง (LF/HF ratio) มีค่าลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ค่าเฉลี่ยคลื่นสมองเบต้า คลื่นสมองอัลฟ่า และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูงมีค่าเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับกลุ่มหายใจแบบปกติ พบว่ามีค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก คลื่นสมองอัลฟ่า และความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูง (HF) มีค่าลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่ต่ำ (LF) มีค่าเพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มหายใจแบบโยคะมีค่าเฉลี่ยความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่ต่ำ (LF) ลดลงแตกต่างกับกลุ่มหายใจแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05. การหายใจแบบโยคะโดยใช้เดอกะปราณายามะส่งผลดีต่อตัวแปรด้านความเครียดและคลื่นไฟฟ้าสมอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการช่วยลดความเครียดในบุคคลวัยก่อนเกษียณได้
ผลฉับพลันของระยะเวลาในการแช่น้ำเย็นที่มีต่อการฟื้นสมรรถภาพและปริมาณแลคเตท ในการว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ลระยะ 100 เมตร, อภิสิทธิ์ เสลาหอม
ผลฉับพลันของระยะเวลาในการแช่น้ำเย็นที่มีต่อการฟื้นสมรรถภาพและปริมาณแลคเตท ในการว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ลระยะ 100 เมตร, อภิสิทธิ์ เสลาหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยการแช่น้ำแย็นในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ร่วมกับการนั่งพักแบบหยุดนิ่ง ที่ส่งผลต่อสถิติเวลา ปริมาณค่าความเข้มข้นของแลคเตทในเลือด และค่าอัตราของหัวใจ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวแทนทีมชาติไทย อายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 12 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างได้รับมอบหมายให้ทำการว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ลด้วยความเร็วสูงสุด ระยะทาง 100 เมตร หลังจากนั้นทำการฟื้นฟูสมรรถภาพใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 20 นาที(รูปแบบควบคุม) กับการแช่น้ำเย็นที่อุณหภูมิของน้ำเท่ากับ 14 องศาเซลเซียส โดยการแช่น้ำ 10 นาที ตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที(รูปแบบทดลองที่ 1) และการแช่น้ำ 15 นาที ตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 5 นาที(รูปแบบที่ 2) การทดสอบ 1 ครั้งจะทำการฟื้นฟูสมรรถภาพ 1 รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างจะเว้นระยะของการทดสอบ 48 ชั่วโมง(วันเว้นวัน) โดยขณะฟื้นฟูได้ทำการเก็บข้อมูลปริมาณค่าความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดจากบริเวณปลายนิ้ว และค่าอัตราการเต้นของหัวใจช่วง 3นาที 5นาที 10นาที 15นาที และ20นาที หลังจากนั้นว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ล ระยะทาง 100 เมตร ด้วยความเร็วสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูสถิติเวลาของการว่ายน้ำหลังจากการฟื้นฟูสมรรถภาพ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวัดความแปรปรวน 2 ทางชนิดวัดซ้ำ โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่.05 ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าสถิติเวลาเฉลี่ยภายหลังการฟื้นฟูสมรรถภาพของทั้ง 3 รูปแบบ พบว่าค่าเฉลี่ยสถิติเวลาการว่ายน้ำ ไม่แตกต่างอย่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยปริมาณกรดแลคเตทและค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจหลังจากฟื้นฟูสมรรถภาพ ของรูปแบบทดลองที่ 1 และรูปแบบทดลองที่ 2 ภายหลังของการฟื้นฟูสมรรถภาพ มีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่ารูปแบบควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<.50 ) สรุปได้ว่าการใช้การแช่น้ำเย็นอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสโดยการแช่น้ำ 10 นาที นั่งพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที และการแช่น้ำ 15 นาที นั่งพักแบบหยุดนิ่ง 5 นาที ส่งผลให้ค่าปริมาณค่าความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและอัตตราการเต้นของหัวใจลงลง ทำให้การฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างเร็ว
การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนที่ครอบครัวยากจน, จริยา ศรีวิจารย์
การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนที่ครอบครัวยากจน, จริยา ศรีวิจารย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed method research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบวัดทักษะชีวิตของนักเรียนที่ครอบครัวยากจน 2) พัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนที่ครอบครัวยากจน และ 3) เปรียบเทียบประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตของนักเรียนที่ครอบครัวยากจน เครื่องมือวิจัยใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบวัดทักษะชีวิต โปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิต กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์บางกรวย จังหวัดนนทบุรี จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 15 คนและกลุ่มควบคุมจำนวน 15 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมไม่ได้รับโปรแกรม ผลการวิจัย พบว่า 1) แบบวัดทักษะชีวิตด้านการควบคุมอารมณ์และจัดการกับตนเองมีค่าความความตรงและความเที่ยงของแบบวัดทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 และ 0.918 ตามลำดับ 2) โปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ การรู้จักและเข้าใจตนเอง การเห็นคุณค่าในตนเอง การมีเป้าหมายในชีวิต การจัดการกับอารมณ์ และ การจัดการกับความเครียดและมี 24 กิจกรรม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 3) ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมหลังทดลองและระยะติดตามผล 4 สัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนทักษะชีวิตหลังทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โปรแกรมทักษะชีวิตมีความคงทนถึงระยะติดตามผล 4 สัปดาห์และสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมทักษะชีวิตได้ระบุว่ามีทักษะชีวิตมากขึ้นหลังการทดลองจนถึงระยะติดตามผล ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลสามารถส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะชีวิตเพิ่มขึ้น ควรมีการส่งเสริมกิจกรรมทักษะชีวิตให้นักเรียนที่ครอบครัวยากจนด้อยโอกาสเพื่อส่งเสริมให้มีทักษะชีวิตเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันในการจัดการกับปัญหาและอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม
การวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์ของการเสิร์ฟลูกด้วยหลังมือในนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย, วรเมธ ประจงใจ
การวิเคราะห์ทางชีวกลศาสตร์ของการเสิร์ฟลูกด้วยหลังมือในนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย, วรเมธ ประจงใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ท่าทางการเสิร์ฟลูกสั้นและลูกฟริคด้วยหลังมือ ณ ช่วงที่ไม้แบดมินตันกระทบลูกขนไก่ของที่ลูกตกลงบนพื้นที่ยอดเยี่ยม (Excellent) และพื้นที่ดี (Good) ในนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย ผู้เข้าร่วมการวิจัยในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทยที่เล่นในประเภทชายคู่ หญิงคู่และคู่ผสม ทั้งหมด 14 คน กลุ่มตัวอย่างทุกคนต้องทำการเสิร์ฟสั้นด้วยหลังมือจำนวน 21 ลูก และเสิร์ฟลูกฟริคด้วยหลังมือจำนวน 21 ลูก ตามลำดับ โดยการเสิร์ฟทั้งหมดจะถูกบันทึกด้วยกล้องความเร็วสูงแบบอินฟราเรด (300Hz) รุ่น Oqus7+ (Qualisys Oqus) ประเทศสวีเดน จำนวน 9 ตัว เพื่อเลือก 1 ครั้งที่ลูกขนไก่ที่ตกลงบริเวณพื้นที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่ดีนำมาวิเคราะห์การเคลื่อไหวด้วยชุดโปรแกรม Qualisys track manager และ Visual 3D จากนั้น นำค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของชุดข้อมูลทางคิเนเมิติกส์และคิเนติกส์มาเปรียบเทียบระหว่างการเสิร์ฟลูกสั้นและลูกฟริคที่ตกลงบนพื้นที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่ดีโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซํ้า (One-way analysis of variance with repeated measures) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยครั้งนี้ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของตัวแปร มุมข้อต่อข้อศอก ความเร็วเชิงมุมข้อต่อข้อมือ ความเร็วหัวไม้แบดมินตัน มุมของหน้าไม้แบดมินตันกับตาข่าย ระยะทางการดันไม้ออกจากร่างกายไปจนกระทบลูกขนไก่ ระยะเวลาการดันไม้ออกจากร่างกายไปจนกระทบลูกขนไก่ ความเร็วต้นของลูกขนไก่ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการเสิร์ฟลูกสั้นและลูกฟริคที่ตกลงบนพื้นที่ยอดเยี่ยม และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการเสิร์ฟลูกสั้นและลูกฟริคที่ตกลงบนพื้นที่ดีพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของตัวแปร มุมข้อต่อข้อศอก ความเร็วเชิงมุมข้อต่อข้อมือ ความเร็วหัวไม้แบดมินตัน มุมของหน้าไม้แบดมินตันกับตาข่าย ระยะทางการดันไม้ออกจากร่างกายไปจนกระทบลูกขนไก่ ระยะเวลาการดันไม้ออกจากร่างกายไปจนกระทบลูกขนไก่ ความเร่งของลูกขนไก่ ความเร็วต้นของลูกขนไก่ เช่นกัน ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบลูกเสิร์ฟสั้นและลูกเสิร์ฟฟริคที่ตกลงบนพื้นที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่ดี ตามลำดับ จากผลการวิจัยดังกล่าว สามารถสรุปผลการวิจัยครั้งนี้ ได้ว่า มุมข้อต่อข้อศอก ความเร็วเชิงมุมข้อต่อข้อมือ น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลถึงประเภทของการเสิร์ฟ ความเร็วและระยะทางในการเคลื่อนที่ไปของลูกขนไก่ที่ตกลงในบริเวณที่แตกต่างกัน
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัลที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและสุขสมรรถนะในผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน, สิริกาญจน์ สันติเสวี
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัลที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและสุขสมรรถนะในผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน, สิริกาญจน์ สันติเสวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัลที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและสุขสมรรถนะในผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวานและเพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกและไม่ฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัลที่มีผลต่อสารชีวเคมีในเลือดและสุขสมรรถนะในผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน โดยมีค่าน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง 140–199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรอยู่ในเกณฑ์ที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน อายุระหว่าง 43-59 ปี จำนวน 17 คน ทำการแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม จำนวน 9 คน ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติและกลุ่มทดลอง จำนวน 8 คน ฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล ที่ระดับปานกลาง ใช้การควบคุมจังหวะ 100-110 BPM เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ใช้เวลา 50 นาทีต่อครั้ง รวมอบอุ่นร่างกายและคลายอุ่นร่างกาย การฝึกออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล แบ่งเป็น 4 ช่วงสัปดาห์ ได้แก่ ช่วงสัปดาห์ที่ 1-3 ใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัว ช่วงสัปดาห์ที่ 4-6 ใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัวและขวดทรายหนัก 335 กรัม ซึ่งใช้ท่าฝึกแบบเดียวกัน จำนวน 12 ท่าฝึก เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ช่วงสัปดาห์ที่ 7-9 ใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัวและขวดทรายหนัก 500 กรัม และช่วงสัปดาห์ที่ 10-12 ใช้แรงต้านจากน้ำหนักตัวและขวดทรายหนัก 750 กรัม ซึ่งใช้ท่าฝึกแบบเดียวกัน จำนวน 12 ท่าฝึก เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ปฏิบัติสัปดาห์ละ 5 ครั้งๆ ละ 30 นาที ปฏิบัติ 3 รอบ ท่าละ 10 ครั้งต่อเซท พักระหว่างท่าฝึก 10-15 วินาที พักระหว่าง รอบ 60-90 วินาที ฝึกออกกำลังกายเป็นกลุ่ม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และฝึกออกกำลังกายที่บ้านด้วยตนเอง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มได้รับการทดสอบตัวแปรสารชีวเคมีในเลือด …
ผลของโปรแกรมการฝึกที่มีระยะเวลาการพักที่แตกต่างกันต่อความสามารถในการสปริ้นต์ซ้ำของนักกีฬาฟุตบอลหญิง, สุกัญญา ช.เจริญยิ่ง
ผลของโปรแกรมการฝึกที่มีระยะเวลาการพักที่แตกต่างกันต่อความสามารถในการสปริ้นต์ซ้ำของนักกีฬาฟุตบอลหญิง, สุกัญญา ช.เจริญยิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาผลของการฝึกวิ่งสปริ้นต์ซ้ำด้วยระยะพักที่แตกต่างกันต่อความสามารถสปริ้นต์ซ้ำของนักกีฬาฟุตบอลหญิง วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลหญิงสโมสรชลบุรีเอฟซี อายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 36 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มที่ 1 ฝึกวิ่งสปริ้นต์ซ้ำด้วยความเร็วสูงสุดระยะทาง 20 เมตร สลับกับระยะเวลาพัก 5 วินาที กลุ่มที่ 2 ฝึกวิ่งสปริ้นต์ซ้ำด้วยความเร็วสูงสุดระยะทาง 20 เมตร สลับกับระยะเวลาพัก 10 วินาที และกลุ่มที่ 3 ฝึกวิ่งสปริ้นต์ซ้ำด้วยความเร็วสูงสุดระยะทาง 20 เมตร สลับกับระยะเวลาพัก 15 วินาที ทั้งสามกลุ่มได้รับการฝึกสัปดาห์ละ 2 วัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ จากนั้นทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา ทดสอบความสามารถในการวิ่งสปริ้นต์ซ้ำ และทดสอบเวลาที่ใช้ในการวิ่งเร็วสูงสุด และนำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการวิจัย พบว่า เวลารวม เวลาที่ดีที่สุด เวลาเฉลี่ยและเปอร์เซ็นต์ความเมื่อยล้าของกลุ่มที่มีระยะเวลาพัก 10 วินาที มีระยะเวลาลดลงหลังการฝึก ส่วนเวลาในการวิ่งเร็วสุงสุดระยะทาง 10 เมตร, 20 เมตร และ 40 เมตร ของทั้งสามกลุ่ม มีระยะเวลาลดลงหลังการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และเมื่อทำการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม โดยเวลารวม เวลาที่ดีที่สุด และเวลาเฉลี่ยในการวิ่งสปริ้นต์ซ้ำของกลุ่มที่มีระยะเวลาพัก 10 วินาที มีระยะเวลาลดลงหลังการฝึกมากกว่ากลุ่มอื่น ส่วนเวลาในการวิ่งเร็วสูงสุดระยะทาง 10 เมตร ของกลุ่มที่มีระยะเวลาพัก 10 วินาที มีระยะเวลาลดลงหลังการฝึกมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สรุปการวิจัย การฝึกวิ่งสปริ้นต์ซ้ำด้วยความเร็วสูงสุดระยะทาง 20 เมตร สลับกับระยะเวลาพัก 10 วินาที ส่งผลดีต่อความสามารถในการวิ่งสปริ้นต์ซ้ำและเวลาที่ใช้ในการวิ่งเร็วสูงสุดระยะสั้น 10-40 เมตร จึงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมในการฝึกในนักกีฬาฟุตบอลต่อการพัฒนาทักษะด้านดังกล่าวได้ดีที่สุด
ผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกฟังก์ชันนอลแบบหนักสลับพักที่มีต่อความสามารถที่แสดงออกทางอากาศนิยมและความสามารถในการเคลื่อนที่ในนักกีฬาแบดมินตัน, สุนันต์ ระฆังทอง
ผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกฟังก์ชันนอลแบบหนักสลับพักที่มีต่อความสามารถที่แสดงออกทางอากาศนิยมและความสามารถในการเคลื่อนที่ในนักกีฬาแบดมินตัน, สุนันต์ ระฆังทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกฟังก์ชันนอลแบบหนักสลับพักที่มีต่อความสามารถที่แสดงออกทางอากาศนิยมและความสามารถในการเคลื่อนที่ในนักกีฬาแบดมินตันชาย วิธีดำเนินการวิจัย นักกีฬาแบดมินตัน เพศชาย สโมสรทีไทยแลนด์ อายุ 18 – 25 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีจับคู่ใช้ค่าความสามารถสูงสุดในการใช้ออกซิเจนในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยกลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมฝึกฟังก์ชันนอลแบบหนักสลับพักและฝึกปกติ และกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกปกติ ทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทดสอบตัวแปรก่อนและหลังการทดลอง ได้แก่ องค์ประกอบของร่างกายทั่วไป ความสามารถที่แสดงออกทางอากาศนิยม ค่าจุดเริ่มล้า และความสามารถในการเคลื่อนที่ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการทดลองด้วยค่าทีแบบรายคู่ (Pair t-test) และทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent t-test) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย หลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 1 มีค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ค่าจุดเริ่มล้า และความสามารถในการเคลื่อนที่ ดีกว่า กลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึกแบบฟังก์ชันนอลแบบหนักสลับพัก สามารถพัฒนาความสามารถที่แสดงออกทางอากาศนิยม ค่าจุดเริ่มล้า และความสามารถในการเคลื่อนที่ของนักกีฬาแบดมินตันได้
ผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาที่มีต่อความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น, บริรักษ์ ปะกาสี
ผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาที่มีต่อความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น, บริรักษ์ ปะกาสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาที่มีต่อความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น และเปรียบเทียบผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาร่วมกับการฝึกปกติและผลของการฝึกปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นเพศชายของโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี โดยทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 24 คน จากนั้นแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คนเท่าๆกันด้วยใช้วิธีการจับคู่ (Matched pair) โดยใช้ค่า Vo2max และอายุเป็นเกณฑ์ ดังนี้ กลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับการฝึกปกติร่วมกับการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบา โดยกลุ่มทดลองจะทำการฝึกเสริมด้วยการชกกระสอบทรายที่ความหนัก 90-95% ของชีพจรสูงสุด 20 วินาที และพักแบบมีการเคลื่อนไหว (Active Recovery) โดยการเต้นฟุตเวิคร์ (Boxing Footwork) อยู่กับที่ที่ความหนัก 65-70% ของชีพจรสูงสุด 10 วินาที ทำทั้งหมด 6 รอบ รวมเป็น 1 เซ็ต ฝึก 3 เซ็ต โดยมีการพักระหว่างเซ็ต 2 นาที โดยทำการฝึก 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการฝึกปกติเพียงอย่างเดียว ก่อนและหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 6 ทำการวัดค่าตัวแปร ได้แก่ ความสามารถด้านแอโรบิก คือความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ความสามารถด้านแอนแอโรบิก คือ ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิกและพลังแบบแอนแอโรบิก นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัย ก่อนการฝึกทั้งสองก่อนมีค่าตัวแปรพื้นฐานทางสรีรวิทยาต่างๆ ได้แก่ อายุ น้ำหนัก เปอร์เซ็นไขมันในร่างกาย อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก อัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ความสามารถด้านเเอโรบิกและแอนแอโรบิกของกลุ่มฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาและกลุ่มที่ฝึกแบบปกติ ไม่เเตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกสูงกว่ากลุ่มควบคุมแต่ไม่เเตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัยโปรแกรมการฝึกที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาในนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น ในการวิจัยครั้งนี้มีแนวโน้ม สามารถพัฒนาความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกได้ดีกว่ากลุ่มที่ฝึกแบบปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกเสริมฯ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นได้
ผลของการฝึกรำไทยประยุกต์ต่อความยืดหยุ่นและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อในพนักงานสำนักงานเพศหญิง, ปริษา ฐิติวราเดช
ผลของการฝึกรำไทยประยุกต์ต่อความยืดหยุ่นและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อในพนักงานสำนักงานเพศหญิง, ปริษา ฐิติวราเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการฝึกรำไทยประยุกต์ที่มีต่อความยืดหยุ่นและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อในพนักงานสำนักงานเพศหญิง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานสำนักงาน บริษัท อสมท จำกัด ที่มีอายุระหว่าง 24-45 ปี จำนวน 37 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยการจับคู่ค่าคะแนนความเจ็บปวด (VAS) ได้แก่ กลุ่มทดลอง (กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการฝึกรำไทยประยุกต์) 18 คน และกลุ่มควบคุม (กลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการฝึกรำไทยประยุกต์) 19 คน โดยกลุ่มทดลองรับการฝึกรำไทยประยุกต์ 10 ท่า ครั้งละ 20 นาที เป็นจำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง โดยทำการทดสอบดังนี้ ทดสอบความยืดหยุ่นด้วยการเอื้อมมือแตะหลัง (Back scratch test) และประเมินพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ได้แก่ คอ ข้อมือ ข้อศอก ข้อไหล่ และลำตัว ทดสอบความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อด้วยแบบประเมินความรู้สึกเจ็บปวด (Visual Analog Scale) ทดสอบความแข็งแรงด้วยการประเมินแรงบีบมือ (Hand grip) การทดสอบยกน้ำหนักสูงสุดที่ยกได้เพียง 1 ครั้ง (1RM) 3 ท่า ได้แก่ ท่า Bench press, Bent over row และ Shoulder shrug และการประเมิน Phalen’s test ของข้อมือ นำผลที่ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ด้วยการทดสอบค่าทีอิสระ (Independence T-Test) และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการฝึกภายในกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired T-Test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อดีขึ้นจากการประเมินพิสัยการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะพิสัยการเคลื่อนไหวของคอและข้อไหล่ในทุกทิศทาง ลำตัวในส่วนของ Trunk extension และ Trunk lateral …