Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Pharmacy and Pharmaceutical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 331 - 342 of 342

Full-Text Articles in Pharmacy and Pharmaceutical Sciences

Development Of In Situ Gel For Artificial Saliva And Satisfaction Study, Rawi Tishyadhigama Jan 2017

Development Of In Situ Gel For Artificial Saliva And Satisfaction Study, Rawi Tishyadhigama

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Xerostomia, the subjective complaint about the dry mouth, may lead to the difficulty in daily living including speaking, swallowing, taste acuity and sleeping. Patients are often advised to drink water or chew ice to moisturize the oral cavity and also recommended to use stimulant or saliva substitute, such as sour candies, chewing gum and artificial saliva. In Thailand, there is no artificial saliva products available in the market and this makes it difficult to access the artificial saliva. Hence, artificial saliva have been developed in the form of solution in many hospitals to dispense for xerostomia patients in the hospitals. …


ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะโภชนาการในผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด, จินนี่ เตโชนิมิต Jan 2017

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะโภชนาการในผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด, จินนี่ เตโชนิมิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้า เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเลวลงของภาวะโภชนาการและการลดลงของน้ำหนักตัวในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด รวมถึงศึกษาความเสี่ยงของการปรับลดขนาดยาและ/หรือเลื่อนการให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยที่มีการเลวลงของภาวะโภชนาการภายหลังการให้ยาเคมีบำบัด โดยศึกษา ณ ศูนย์ให้ยาเคมีบำบัดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม 2560 ประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโดยใช้แบบประเมิน Subjective Global Assessment (SGA) จากผู้ป่วย 171 ราย พบผู้ป่วยที่มีการเลวลงของภาวะโภชนาการ 22 ราย (ร้อยละ 12.9) และผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5 จำนวน 13 ราย (ร้อยละ 7.6) ผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบพหุคูณพบว่า การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง (OR, 8.73; 95% CI, 2.35-32.46; p=0.001) และการแพร่กระจายของโรคไปอวัยวะอื่น มีความสัมพันธ์กับการเลวลงของภาวะโภชนาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของโรคไปอวัยวะอื่น (M1) หรือไม่สามารถประเมินการแพร่กระจายได้ (Mx) มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่พบการแพร่กระจายของโรค (M0) (OR, 5.34; 95% CI, 1.15-24.79; p=0.033 และ OR, 5.78; 95% CI, 1.10-30.37; p=0.038 ตามลำดับ) นอกจากนี้ ทั้งสองปัจจัยดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงของน้ำหนักตัวมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5 ภายหลังการให้ยาเคมีบำบัดอีกด้วย การศึกษาครั้งนี้ไม่พบความสัมพันธ์ของการเลวลงของภาวะโภชนาการกับการปรับลดขนาดยาและ/หรือเลื่อนการให้ยาเคมีบำบัด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการก่อนได้รับยาเคมีบำบัดมีความเสี่ยงที่จะปรับลดขนาดยาและ/หรือเลื่อนการให้ยามากกว่าผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการติดตามและดูแลด้านโภชนาการอย่างใกล้ชิดในระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด


การประเมินประสิทธิศักย์ของการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในแผลสุนัขและแมวกัด, พรชนิตว์ หมื่นหน้า Jan 2017

การประเมินประสิทธิศักย์ของการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในแผลสุนัขและแมวกัด, พรชนิตว์ หมื่นหน้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อในผู้ที่ได้รับยา amoxicillin และ amoxicillin-clavulanic acid เพื่อป้องการการติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัด/ข่วน และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดแผลติดเชื้อ
วิธีการดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแท้จริงและใช้วิธีการปกปิดแบบทางเดียว ศึกษาในผู้ป่วยที่เกิดแผลจากสุนัขหรือแมวกัด/ข่วนที่มีระดับการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าระดับ 3 และเข้ารับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 โดยการสุ่มแบบบล็อกให้ผู้ป่วยได้รับยา amoxicillin หรือยา amoxicillin-clavulanic acid เป็นระยะเวลา 5 วัน และประเมินผลการเกิดแผลติดเชื้อในวันที่ 3 และ 7 หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ
ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 236 คน เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลด้วยสาเหตุสุนัขกัด แมวกัดและแมวข่วนร้อยละ 75, 18.2 และ 6.8 ตามลำดับ อุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin (ร้อยละ 1.7) กับยา amoxicillin-clavulanic acid (ร้อยละ 4.2) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.447) ผู้ป่วยที่ได้รับยา amoxicillin-clavulanic acid เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin ร้อยละ 17.5 และ 10.3 ตามลำดับ (p=0.113) แผลบริเวณเท้าจากสุนัขกัดและแผลเจาะจากแมวกัดมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.048 และ p=0.029 ตามลำดับ)
สรุปผลการวิจัย : ยา amoxicillin สามารถใช้เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดแผลติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัดได้ โดยไม่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin กับยา amoxicillin-clavulanic acid โดยการเกิดแผลบริเวณเท้าจากสุนัขกัดและการมีแผลเจาะจากแมวกัดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลติดเชื้อ


ประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต : อภิวิเคราะห์, วรางคณา แสงราม Jan 2017

ประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต : อภิวิเคราะห์, วรางคณา แสงราม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ทาโครลิมัสเป็นยาในกลุ่ม calcineurin inhibitor ที่ได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นตัวเลือกแรกในผู้ได้รับการปลูกถ่ายไต ปัจจุบันมียา 2 รูปแบบคือ รูปแบบออกฤทธิ์ทันทีที่รับประทานวันละ 2 ครั้ง และรูปแบบออกฤทธิ์นานที่รับประทานวันละ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานเปรียบเทียบกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันที วิธีการศึกษา: เป็นการอภิวิเคราะห์โดยสืบค้นข้อมูลงานวิจัยที่เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่เปรียบเทียบผลลัพธ์ทางการรักษาระหว่างยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานกับรูปแบบออกฤทธิ์ทันที โดยสืบค้นงานวิจัยจนถึงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561 ในฐานข้อมูล ได้แก่ PubMed, EMBASE, Cochrane Register of Controlled Trials, Scopus, Web of Science และ CINAHL โดยไม่มีการจำกัดภาษาในการตีพิมพ์ ทั้งนี้มีผู้วิจัยสองคนคัดเลือกงานวิจัย สกัดข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของอคติอย่างเป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา: พบงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 13 การศึกษา จำนวนประชากรรวม 3,101 ราย ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างของอัตราการปฏิเสธไตเฉียบพลันระหว่างการได้รับยาทั้งสองรูปแบบที่ระยะเวลาภายใน 6 เดือนและ 12 เดือนหลังจากได้รับยา (RR 1.04 [0.83, 1.29] และ RR 1.09 [0.86, 1.37] ตามลำดับ) ไม่พบความแตกต่างของทั้งอัตราการรอดของไต การรอดชีวิตของผู้ป่วยและค่าการทำงานของไต (eGFR) ที่ระยะเวลาภายใน 6 เดือนและ 12 เดือนหลังจากได้รับยา นอกจากนี้ผลการศึกษาในระยะยาวมากกว่า 1 ปี ไม่พบความแตกต่างของอัตราการรอดของไตและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยเช่นเดียวกัน สรุปผลการศึกษา: ยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์นานมีประสิทธิศักย์และความปลอดภัยเทียบเคียงกับยาทาโครลิมัสรูปแบบออกฤทธิ์ทันทีทั้งการศึกษาในระยะสั้นและในระยะยาว


แผนกำหนดการใช้ยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ประชากร และการจำลองเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์, ภูมิปรัชญ์ แก้วมหานิล Jan 2017

แผนกำหนดการใช้ยาแวนโคมัยซินในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ประชากร และการจำลองเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์, ภูมิปรัชญ์ แก้วมหานิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์หาค่าเภสัชจลนศาสตร์ประชากร และประเมินหาแผนกำหนดการใช้ยาที่เหมาะสมของยาแวนโคมัยซิน ในผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้การจำลองค่าดัชนีทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ วิธีดำเนินการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ โดยเก็บข้อมูลย้อนหลัง ระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2559 ในผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการตรวจวัดระดับยาแวนโคมัยซินจากงานประจำ ใช้โปรแกรม nonlinear mixed effect model (NONMEM) วิเคราะห์หาค่าเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซิน และประเมินหาแผนกำหนดการใช้ยาที่เหมาะสมของยาแวนโคมัยซิน โดยใช้การจำลองมอนติคาร์โล คำนวณหาค่า probability of target attainment (PTA) และ cumulative fraction of response (CFR) มีเป้าหมายของค่าดัชนีทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ คือ ค่า AUC24h/MIC ≥ 400 ผลการศึกษา: ข้อมูลระดับยาทั้งหมด 398 ตัวอย่าง ถูกนำมาสร้างแบบจำลองทางเภสัชจลนศาสตร์ประชากรของยาแวนโคมัยซิน พบว่าอัตราการกำจัดของครีเอตินิน การมีโรคเบาหวาน และการมีภาวะพิษเหตุติดเชื้อที่ไม่ทราบแหล่งติดเชื้อร่วม มีผลต่อค่าอัตราการกำจัดยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนค่าปริมาตรการกระจายตัวของยา พบว่าปัจจัยที่มีผล คือ ระดับครีเอตินินในซีรั่ม และเพศ ค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดยา และปริมาตรการกระจายตัวของยาของแวนโคมัยซินที่ได้จากแบบจำลองสุดท้าย เท่ากับ 3.63 ลิตร/ชม. และ 106.8 ลิตร ตามลำดับ จากข้อมูลที่จำลองได้พบว่าแผนกำหนดการใช้ยาแบบเริ่มต้นที่เหมาะสม คือ loading dose 20 มก./กก. ตามด้วยการหยดยาอย่างต่อเนื่อง 20 มก./กก./วัน และ loading dose 25 มก./กก. ตามด้วยการหยดยาอย่างต่อเนื่อง 25 มก./กก./วัน ในการรักษาการติดเชื้อ MRSA และ Enterococcus spp ที่มีค่า MIC ≤ 1 มก./ลิตร ตามลำดับ ส่วนแผนกำหนดการใช้ยาแบบพยุงที่เหมาะสม คือ การหยดยาแบบเป็นระยะ 20 และ …


การควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ, อัจฉราภรณ์ ทองเย็น Jan 2017

การควบคุมอาการชักและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ, อัจฉราภรณ์ ทองเย็น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแบบ unmatched case-control study นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมอาการชัก เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และคุณภาพชีวิตระหว่างผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) และวัยผู้ใหญ่ (18-59 ปี) ศึกษาในผู้ป่วยที่มารับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 18 เดือน ณ ศูนย์ความเป็นเลิศโรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยเก็บข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา และให้ผู้ป่วยประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคลมชัก (QOLIE-31 ฉบับภาษาไทย) ด้วยตนเอง ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยจำนวน 120 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยวัยสูงอายุและวัยผู้ใหญ่กลุ่มละ 60 คน ผู้ป่วยวัยสูงอายุมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่ปลอดจากอาการชักในช่วง 12 เดือนมากกว่าวัยผู้ใหญ่ (ร้อยละ 65 และ 45 ตามลำดับ, P=0.028) เมื่อประเมินเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผู้ป่วยวัยสูงอายุรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในหัวข้อรู้สึกไม่มั่นคงด้านการเคลื่อนไหวมากกว่าผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ (P<0.05) ในขณะที่ผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่รายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในหัวข้อมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง, น้ำหนักเพิ่ม และง่วงนอนมากกว่าวัยสูงอายุ (P<0.05) ผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุมีคะแนนคุณภาพชีวิตมากกว่าวัยผู้ใหญ่ในมิติด้านความวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการชัก ด้านคุณภาพชีวิตโดยรวม ด้านบทบาทหน้าที่ทางสังคม และคะแนนเฉลี่ยรวม (P<0.05) การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก พบปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมอาการชักในผู้ป่วยวัยสูงอายุเพียงปัจจัยเดียวคือ จำนวนยากันชักที่เคยได้รับ โดยผู้ป่วยที่มีจำนวนยากันชักที่เคยได้รับตั้งแต่ 2 รายการขึ้นไปจะสามารถควบคุมอาการชักได้แย่กว่าผู้ป่วยที่เคยได้รับยากันชัก 1 รายการ (OR=0.154, 95% CI 0.045-0.528) โดยสรุปผู้ป่วยโรคลมชักวัยสูงอายุตอบสนองต่อยากันชักและสามารถควบคุมอาการชักได้ดีกว่า มีคุณภาพชีวิตดีกว่า รวมทั้งรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่


ผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา Simvastatin การทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรท, กฤษกรณ์ ระย้าศิลป์ Jan 2017

ผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา Simvastatin การทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรท, กฤษกรณ์ ระย้าศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ส้มโอ (Citrus grandis L. Osbeck) เป็นผลไม้ประเภท citrus ด้วยความคล้ายคลึงกันทางพฤกษศาสตร์กับเกรปฟรุต (Citrus paradisi) ที่มีรายงานว่าก่อให้เกิดการรบกวนเภสัชจลนศาสตร์ของยาหลายชนิดรวมถึงยา simvastatin ที่ใช้รักษาโรคภาวะไขมันในเลือดสูงแต่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้โดยเฉพาะต่อกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลของน้ำส้มโอต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา simvastatin และผลต่อการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3a2 (CYP3a2) และการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในหนูแรทเพศผู้ โดยแบ่งหนูแรทออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอ (2ml/kg) เท่านั้นวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน กลุ่มที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้น (ขนาดยา 20 mg/kg) และกลุ่มที่ได้น้ำส้มโอ (2ml/kg) วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วันร่วมกับยา simvastatin (20mg/kg) โดยทำการเก็บตัวอย่างเลือดในหนูกลุ่มที่ได้ยา simvastatin เป็นเวลาทั้งหมด 12 ชั่วโมงเพื่อวัดระดับ simvastatin และ simvastatin acid ด้วยเทคนิค LC-MS/MS และศึกษาการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a, Mdr1b และ Slc21a5 ในเซลล์ตับและลำไส้เล็กของหนูแรทด้วยเทคนิค real-time polymerase chain reaction (RT-PCR) รวมถึงศึกษาการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ด้วยเทคนิค HPLC ผลการทดลองพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin มีค่า AUC0-∞ ของ simvastatin เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า (p<0.01) และ simvastatin acid เป็น 3 เท่า (p<0.01) เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียว ค่าความเข้มข้นสูงสุดเฉลี่ยของยา (Cmax) เพิ่มขึ้น 3.9 เท่า (p<0.01) และ simvastatin acid เพิ่ม 3.6 เท่า (p<0.01) เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียว ส่วนค่า Kel, t1/2 และ Tmax ไม่แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม พบการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a ในเซลล์ลำไส้เล็กในกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้นและกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 79.8% (p<0.01) และ 84.3% (p<0.01) ตามลำดับเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม เช่นเดียวกับการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1b ในลำไส้ของหนูทั้งสองกลุ่มลดลง 52.6% (p<0.05) และ 56.9% (p<0.05) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้นมีการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a และ Mdr1b ในเซลล์ลำไส้เล็กไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มควบคุม ขณะที่การแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ในลำไส้เล็กของหนูทุกกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ในเซลล์ตับของหนูแรทกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้นและกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin พบว่ามีการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่กลุ่มที่ได้รับยา simvastatin อย่างเดียวไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ในขณะที่การแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็ เอ Mdr1a และ Mdr1b ในเซลล์ตับของหนูแรททุกกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอเท่านั้น และกลุ่มที่ได้รับน้ำส้มโอร่วมกับยา simvastatin มีการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ลดลงถึง 51.77% (p<0.01) และ 49.17% (p<0.01) ตามลำดับ แต่ในหนูที่ได้รับยา simvastatin เท่านั้นไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม โดยสรุปน้ำส้มโอมีผลต่อการเพิ่มระดับยา simvastatin และ simvastatin acid ในพลาสมาของหนูแรท และมีผลลดการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Slc21a5 ในตับและลดการแสดงออกของเอ็มอาร์เอ็นเอ Mdr1a และ Mdr1b ในลำไส้เล็กของหนูแรท รวมถึงมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไซโทโครมพี3เอ2 ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นความเสี่ยงของการเกิดอันตรกิริยาระหว่างน้ำส้มโอกับยา simvastatin


Clinical Efficacy Of Biocellulose Wound Dressing Containing Silk Sericin And Polyhexamethylene Biguanide For Split-Thickness Skin Graft Donor Sites, Supamas Napavichayanun Jan 2017

Clinical Efficacy Of Biocellulose Wound Dressing Containing Silk Sericin And Polyhexamethylene Biguanide For Split-Thickness Skin Graft Donor Sites, Supamas Napavichayanun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A biocellulose wound dressing composed of silk sericin as an accelerative wound healing component and polyhexamethylene biguanide (PHMB) as an antimicrobial agent which showed effective and safe wound treatment. A prospective, single-blinded, randomized controlled matched-pair study was designed to evaluate the safety and the clinical efficacy of the biocellulose wound dressing containing silk sericin and PHMB compared with Bactigras® in healthy volunteers (phase I clinical study) and in split-thickness skin graft (STSG) donor site wound treatment (phase II clinical study). There were 105 healthy volunteers in phase I clinical study. The results showed that the erythema and melanin levels of …


Toxicity Of Silver, Silver-Copper And Silver-Tin Nanoparticles In Thp-1 Cell Line And Thp-1 Differentiated Macrophage Cells, Patamaporn Monprasit Jan 2017

Toxicity Of Silver, Silver-Copper And Silver-Tin Nanoparticles In Thp-1 Cell Line And Thp-1 Differentiated Macrophage Cells, Patamaporn Monprasit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Silver nanoparticles (AgNPs) and nanoparticles in the form of silver-metal alloy, such as silver-copper (AgCuNPs) and silver-tin (AgSnNPs) have been applied in various industries and medical applications. To assess effects of these nanoparticles on human immune system, this study aimed to assess toxicity of AgNPs, AgCuNPs and AgSnNPs on human monocytes, THP-1 cells, and THP-1 differentiated macrophage cells. The nanoparticles were characterized and assessed for cytotoxicity and generation of intracellular ROS. Effects of the nanoparticles on the release of cytokines (TNF-α, IL-1β and IL-8) were also assessed. The results demonstrated no significant cytotoxicity of silver and silver-metal nanoparticles at the …


Roles Of Nitric Oxide On Epithelial To Mesenchymal Transition And Cancer Stem Cell Phenotypes In Anoikis-Resistant Lung Cancer Cells, Phattrakorn Powan Jan 2016

Roles Of Nitric Oxide On Epithelial To Mesenchymal Transition And Cancer Stem Cell Phenotypes In Anoikis-Resistant Lung Cancer Cells, Phattrakorn Powan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The interconversion between epithelial and mesenchymal is proposed to be a key machinery responsible for metastasis-related deaths. Likewise, cancer stem cells (CSCs) have been proposed to be a key driver of tumor metastasis. The gaseous biological mediator nitric oxide (NO) is also reported to mediate metastasis. However, the linkage between the three events and their control mechanisms under detachment condition are unclear. Since an increase of E-cadherin was frequently found in mesenchymal to epithelial transition (MET) process, we used anoikis resistance H460 lung cancer cells (AR_H460) and a 3D tumor spheroid assay and other CSC-indicating assays to investigate the role …


Bioactive Compounds From Aquilalia Crassna, Garcinia Gracilis And Hydnocarpus Ilicifolia With Antioxidant, Dna Protective And Α-Glucosidase Inhibitory Activities, Chonlakan Supasuteekul Jan 2016

Bioactive Compounds From Aquilalia Crassna, Garcinia Gracilis And Hydnocarpus Ilicifolia With Antioxidant, Dna Protective And Α-Glucosidase Inhibitory Activities, Chonlakan Supasuteekul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Phytochemical study of the leaves of Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte (Thymelaeaceae) led to the isolation of three major constituents, namely, genkwanin 5-O-β-primeveroside, iriflophenone 3,5-C-β-D-diglucoside and iriflophenone 3-C-β-D-glucoside. The leaves of Garcinia gracilis Pierre (Clusiaceae) yielded 5-hydroxymethyl-2-furaldehyde, vanillic acid and apigenin-8-C-α-L-rhamnopyranosyl-(1→2)-β-D-glucopyranoside. The fruits of Hydnocarpus ilicifolia King (Achariaceae) afforded five compounds, namely, chrysoeriol, schweinfurthinol, luteolin, luteolin 5,3'-dimethyl ether and D-pinitol. Their structures were determined by an analysis of spectroscopic data (NMR and HR-ESI-MS) and comparison with previously reported data. Each of these compounds was evaluated for its antioxidant activity using DPPH and superoxide anion radical scavenging assays. Iriflophenone 3-C-β-D-glucoside from …


The Effect Of N-Trans-P-Coumaroyl Tyramine On Indomethacin-/Diclofenac-Mediated-Cytotoxicity In Breast Cancer Cells., Angkana Wongsakul Jan 2012

The Effect Of N-Trans-P-Coumaroyl Tyramine On Indomethacin-/Diclofenac-Mediated-Cytotoxicity In Breast Cancer Cells., Angkana Wongsakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Indomethacin (INDO) and diclofenac (DIC) are non-steroidal anti-inflammatory (NSAIDs) have been reported their anticancer potential. Their cytotoxicity could be increased when combining with certain natural compounds such as piperine in Piper plants. N-trans-p-coumaroyltyramine (TCT) (a coumaric acid derivative) was also found at significant amount in these plants and other commonly used in traditional medicine. This study determined the potentiative effect of TCT on NSAIDs (INDO and DIC) induced cytotoxicity in MCF-7 breast cancer cells, and the underlying mechanisms. Combination of TCT with either NSAIDs or various ER stressors at their non-cytotoxic concentrations were able to reduce cell viability in MCF-7 …