Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 61 - 90 of 591
Full-Text Articles in Nursing
การเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช : การศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง, ฉันทนา เคหะ, อุษณีย์ ฟองศรี, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, หรรษา พิมพ์พิพัฒน์, กัญชลิกา เสถียรวิจิตร
การเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช : การศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง, ฉันทนา เคหะ, อุษณีย์ ฟองศรี, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, หรรษา พิมพ์พิพัฒน์, กัญชลิกา เสถียรวิจิตร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสาเหตุการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณา แบบภาคตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 800 รายเป็นผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามสาเหตุที่มาเข้ารับบริการห้องฉุกเฉิน และ 3) แบบสอบถามปัจจัยการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบของเยตส์ หรือสถิติฟิชเชอร์
ผลการวิจัย: สาเหตุของการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ได้แก่ ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีอาการของโรครุนแรงไม่สามารถรอได้ ร้อยละ 45.5 ผู้ป่วยไม่ทราบบริบทการให้บริการห้องฉุกเฉิน ร้อยละ 21.7 และผู้ป่วยไม่สะดวกมารับบริการในเวลาราชการ ร้อยละ 15.2 สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป พบว่า การรับรู้ขั้นตอนการลงทะเบียนของหน่วยตรวจเฉพาะทางมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X2 = 6.11, p < .05)
สรุป: ผู้ป่วยที่รู้สึกว่ามีอาการของโรครุนแรงไม่สามารถรอได้ และผู้ป่วยที่ไม่ทราบบริบทการให้บริการห้องฉุกเฉิน เป็นกลุ่มผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับบริการห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการมากที่สุด และการรับรู้ขั้นตอนการให้บริการของหน่วยตรวจเฉพาะทางมีความสัมพันธ์กับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป ดังนั้น ควรมีการแนะนำขั้นตอนให้บริการหรือการนัดหมายของหน่วยตรวจเฉพาะทาง การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เพื่อช่วยลดความแออัดของห้องฉุกเฉินได้
ผลของโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ท่อน้ำดีระยะลุกลาม, ปวีณา พงษ์พันนา, นพมาศ พัดทอง, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ท่อน้ำดีระยะลุกลาม, ปวีณา พงษ์พันนา, นพมาศ พัดทอง, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลามก่อนได้รับโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธ, ระยะได้รับโปรแกรมฯ ขณะอยู่โรงพยาบาล, ระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯ ขณะอยู่ที่บ้าน และระยะติดตามผลหลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ในสัปดาห์ที่ 6
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบ Quasi experimental with single-group time-series design ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเดียว ติดตามวัดผล 4 ครั้ง ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ที่นับถือศาสนาพุทธ อายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 24 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โปรแกรมการดูแลวิถีพุทธ แบบประเมิน Functional Assessment of Chronic Illness Therapy–Palliative Care (FACIT-Pal) ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินการยอมรับความตายวิถีพุทธ (Buddhist Death Acceptance Scale) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .94 และ .73 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างได้รับการพยาบาลตามปกติ และโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธในโรงพยาบาล และนำไปปฏิบัติต่อที่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ(One-way repeated ANOVA)
ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ระยะได้รับโปรแกรมฯขณะอยู่ในโรงพยาบาล และระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯขณะอยู่ที่บ้าน มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมในระยะติดตามผลในสัปดาห์ที่ 6 กับระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้มิติความผาสุกด้านจิตอารมณ์ในระยะติดตามผลในสัปดาห์ที่ 6 มากกว่าระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
สรุป: โปรแกรมฯสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ทั้งในระยะได้รับโปรแกรมฯขณะอยู่ในโรงพยาบาล และระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯขณะอยู่ที่บ้าน และโปรแกรมฯยังส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความผาสุกด้านจิตอารมณ์ในระยะติดตามผลได้
ผลของการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account ต่อความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรก, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, จิรัญญา พวงแก้ว, จีระพร เพ็งสว่าง, เจนจิราพร วจนะศิริ, ธนัชชา ภูผานี, ปานฤดี แสงราม, ผกามาศ จักรคำ, ภาณุมาศ ศรีท้องแท้, เยาวเรศ อาทิตย์ตั้ง, วิโรจน์ บุตรแก้ว
ผลของการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account ต่อความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรก, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, จิรัญญา พวงแก้ว, จีระพร เพ็งสว่าง, เจนจิราพร วจนะศิริ, ธนัชชา ภูผานี, ปานฤดี แสงราม, ผกามาศ จักรคำ, ภาณุมาศ ศรีท้องแท้, เยาวเรศ อาทิตย์ตั้ง, วิโรจน์ บุตรแก้ว
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรกระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ และเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account
แบบแผนการวิจัย การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีตั้งครรภ์แรกอายุครรภ์ตั้งแต่ 28-36 สัปดาห์ ที่รับบริการฝากครรภ์ ณ แผนกฝากครรภ์และวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลนครพนม จำนวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 15 ราย ซึ่งกลุ่มทดลองจะได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account และนำกลับไปใช้ที่บ้านนาน 1 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลทางสูติกรรม และแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอด ได้ค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ .73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test
ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอดหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป การเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Application ส่งผลให้สตรีตั้งครรภ์แรกมีความรู้ในการเตรียมตัวคลอดเพิ่มขึ้น และผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวคลอดสำหรับสตรีตั้งครรภ์ได้ เพื่อส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีความรู้ในการเตรียมตัวคลอดได้ด้วยตนเอง
ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา
วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำการเก็บข้อมูลภายหลังได้รับการรักษาและอยู่ในระยะที่ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อจำนวน 16 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การบันทึกภาคสนามและการบันทึกเสียงสนทนา ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามวิธีการของโคไลซี
ผลการวิจัย: อธิบายประสบการณ์ของการเจ็บป่วยเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ประสบการณ์การรับรู้อาการเจ็บป่วย เริ่มแรกไม่ได้คิดว่าตนจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อต้องเจ็บป่วยจึงทำให้พบกับความไม่สุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะมีอาการเหนื่อยมาก หายใจไม่ออก และเมื่อได้รับการรักษาแล้วพบว่าหลังจากการเจ็บป่วยร่างกายไม่เหมือนเดิม 2) ประสบการณ์ในการเข้ารับการรักษา ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนโชคดีที่เข้าถึงการรักษาแต่รู้สึกไม่ชินกับการรักษาที่ได้รับ ถูกจำกัดให้อยู่แต่ห้อง ทำกิจกรรมบนเตียงและได้รับการดูแลผ่านกล้องวงจรปิดและพูดคุยผ่านลำโพงจึงทำให้ขาดสัมพันธภาพกับผู้ดูแล 3) หลากอารมณ์ หลายความรู้สึกภายในใจ รู้สึกกังวล กลัวว่าจะไม่รอด เมื่อได้รักษาก็รู้สึกว้าเหว่ โดดเดี่ยว เนื่องจากต้องอยู่คนเดียวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปล่อยวาง ยอมรับและเข้าใจสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น 4)ประสบการณ์ในการกลับเข้าสู่สังคม ภายหลังที่หายจากการเจ็บป่วย พบว่าถูกรังเกียจจากคนรอบข้างมีเพียงคนใกล้ตัวที่ให้กำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตนเองในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
สรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ซึ่งสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการพยาบาลแบบเป็นองค์รวมที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลของโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยต่อความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, วันทนีย์ งามวงศ์, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยต่อความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, วันทนีย์ งามวงศ์, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดมะเร็งเต้านมหลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม
รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนหลัง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มแบบเฉพาะเจาะจงเข้ากลุ่มควบคุมและทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่อายุ ชนิดผ่าตัดและการรับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ และ 3) โปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยและเครื่องมือกำกับการทดลอง แบบประเมินความวิตกกังวลมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาค .88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย: ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมฯนี้สามารถลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดได้
ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา, สุดาพร สถิตยุทธการ, จินตนา ยูนิพันธุ์
ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา, สุดาพร สถิตยุทธการ, จินตนา ยูนิพันธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พระสงฆ์อาพาธที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทตามคู่มือการวินิจฉัยตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (ICD-10) ที่เข้ารับการบริการรักษาที่กลุ่มงานพยาบาลจิตเวชผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 15 รูป ได้รับการดูแลตามโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท และ 3) แบบประเมินสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.84 และ 0.90 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)
ผลการวิจัย: อาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภททำให้อาการซึมเศร้าในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว, กัมพล อินทรทะกูล, สุรีพร ธนศิลป์, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร
ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว, กัมพล อินทรทะกูล, สุรีพร ธนศิลป์, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัวรูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาของ Heidegger
วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ดูแลในครอบครัวที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก บันทึกเทป วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีของ van Manen (1990) ข้อมูลอิ่มตัวจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 13 ราย
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การให้ความหมายของความเจ็บป่วยด้วยมะเร็งระยะลุกลาม แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และ 2) ยังหวังว่าการรักษาอาจจะช่วยให้หายได้ และส่วนที่ 2 ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การดูแลเพื่อเพิ่มความสุขสบายไม่ทุกข์ทรมาน 2) การได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน และ 3) การเรียนรู้และการปรับตัวจากการดูแล
สรุป: ผลการวิจัยนี้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทีมสุขภาพในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ดูแลในครอบครัวให้สามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านได้
กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุในโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), ณฐพรรณ จรดล, วิวัฒน์ เหล่าชัย, เสาวลักษณ์ คูณทวี
กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุในโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), ณฐพรรณ จรดล, วิวัฒน์ เหล่าชัย, เสาวลักษณ์ คูณทวี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษากระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมจักษุหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุ 24, 48 และ 72 ชั่วโมง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยย้อนหลังเชิงพรรณนา
วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาเวชระเบียนย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ 2562-2564 จำนวน 80 ราย ในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดศัลยกรรมจักษุ โดยการสุ่มแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลโดยแบบบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและด้านสุขภาพ ผลลัพธ์การจัดการความปวด และกระบวนการจัดการความปวด เครื่องมือการวิจัยครั้งนี้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงวุฒิ ทั้งหมด 3 ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.0, .85 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติ One sample t-test
ผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดกับเกณฑ์มาตรฐานควบคุมความปวด (ค่าคะแนนความปวด ≤ 3 คะแนน) หลังจากผู้ป่วยผ่าตัดทางจักษุที่มีคะแนนความปวดมากที่สุด ด้วยสถิติ One sample t-test พบว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ผู้ป่วยมีคะแนนความปวดสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานควบคุมความปวด อย่างไม่มีนัยสำคัญ (p= .244) และระยะเวลา 48 และ72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด พบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความปวดอยู่ในระดับเกณฑ์ควบคุมความปวดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= .001 และ .001 ตามลำดับ)
สรุป: หลังผ่าตัดทางจักษุในระยะเวลา 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะมีคะแนนความปวดมากกว่า 3 คะแนน เนื่องจากเป็นการผ่าตัดทางจักษุ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆดวงตาถูกทำลายจากการผ่าตัด ดังนั้นพยาบาลหรือแพทย์ผู้รักษา ควรมีการจัดการความปวดอย่างมีประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น
ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ออาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Ncds), หงษ์ บรรเทิงสุข, มะลิสา งามศรี
ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ออาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Ncds), หงษ์ บรรเทิงสุข, มะลิสา งามศรี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ออาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
รูปแบบงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งหรือเป็นโรคร่วมตั้งแต่สองโรคขึ้นไปในกลุ่มของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 60 ราย เครื่องมือวิจัยคือแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคล โปรแกรมการบำบัดความและพฤติกรรมโดยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .90 และแบบแบบวัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุของไทย (TGDS) มีค่าความเที่ยงของเครื่องมือค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาดเท่ากับ .91 จัดกลุ่มตัวอย่างด้วยการจับคู่พิจารณาจากเพศและระดับคะแนนอาการซึมเศร้า แบ่งเป็นกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลโดยการให้คำปรึกษาตามปัญหาที่พบ และกลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมจำนวน 9 กิจกรรม ประกอบด้วยการเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพ การจัดกิจกรรมสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและการฝึกทักษะการผ่อนคลาย การปรับโครงสร้างทางการรู้คิดโดยค้นหาความเชื่อที่ผิดและความคิดอัตโนมัติด้านลบ การปรับโครงสร้างทางความคิดและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับอาการซึมเศร้า การสร้างเสริมรูปแบบการจัดการอาการซึมเศร้าที่เหมาะสม จำนวน 3 กิจกรรม การใช้เทคนิคการพูดกับตนเอง (self-talk) และทบทวนการเรียนรู้ในการฝึกทักษะที่เข้าร่วมในโปรแกรมร่วมกับการวางแผนการนำทักษะไปใช้ในอนาคต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p‹.05) และพบว่าคะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p‹.05)
สรุป: โปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมช่วยให้ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้มีอาการซึมเศร้าลดลง ควรนำโปรแกรมนี้ไปเผยแพร่กับผู้สูงอายุกลุ่มอื่น และควรศึกษาวิจัยในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการซึมเศร้าต่อไป
ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านโดยพยาบาลเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับการใช้ Tele-Nursing ในผู้ป่วยและผู้ดูแลโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก, พิกุล โกวิทพัฒนา, นิพนธ์ วาตาดา, วนิดา บรรจงปรุ, อุมาพร บุญกองชาติ, ศกุนตลา อนุเรือง
ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านโดยพยาบาลเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับการใช้ Tele-Nursing ในผู้ป่วยและผู้ดูแลโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก, พิกุล โกวิทพัฒนา, นิพนธ์ วาตาดา, วนิดา บรรจงปรุ, อุมาพร บุญกองชาติ, ศกุนตลา อนุเรือง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านโดยพยาบาลเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับการใช้ Tele-nursing ต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรกวันจำหน่าย หลังจำหน่าย 1 เดือน และ 3 เดือน และความพร้อมของผู้ดูแล ก่อนและหลังจำหน่าย 3 เดือน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและมีการวัดซ้ำ
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก สุ่มเข้ากลุ่ม ทดลอง 32 คู่และกลุ่มควบคุม 30 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลฯ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำวัน 2) แบบประเมินความพร้อมของผู้ดูแล สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.92 และ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ One-way repeated measure ANOVA, Paired t-test และ Independent t-test
ผลการวิจัย: หลังจำหน่าย 3 เดือน กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยคะแนนความพร้อมของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, ยศพันธุ์ นามสงค์, สุนิดา ปรีชาวงษ์
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, ยศพันธุ์ นามสงค์, สุนิดา ปรีชาวงษ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1.ศึกษาคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 2.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ระดับความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอก ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล สถานะการสูบบุหรี่ อาการเหนื่อยล้า กับคุณภาพการนอนหลับ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 152 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิสองแห่งในกรุงเทพมหานคร ตามเกณฑ์การคัดเข้า เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอก แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความวิตกกังวล แบบประเมินอาการเหนื่อยล้า และแบบวัดคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 1.00, 0.76, 0.70, 0.92 และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: 1. กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 84.9 มีคุณภาพการนอนหลับดี 2.ความวิตกกังวล สถานะการสูบบุหรี่ มีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพการนอนหลับ (r= -.197, -.175; p< .05) อาการเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพการนอนหลับ (r= -.440, -.528, ; p< .01) และระดับความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอกไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับ
สรุป: การประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เช่น ความวิตกกังวล สถานะการสูบบุหรี่ อาการเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้า อย่างครอบคลุม จะช่วยให้พยาบาลสามารถวางแผนการดูแลและหาแนวทางการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้
ผลของการทบทวนความรู้เรื่องระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด ด้วยบอร์ดเกม “Cardiscape” ต่อความรู้และความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลอากาศชั้นปีที่ 2, กรรณิกา วิชัยเนตร, ละอองดาว วรรณฤทธิ์, กุลนิษฐ์ ชูคันหอม, จิรายุ โจทย์กิ่ง, บุณฑริกา ทีรวม, ภัทรมาส ตันติ, สิริกัญญา แก้วธิดา, สุดารัตน์ จันทวงค์
ผลของการทบทวนความรู้เรื่องระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด ด้วยบอร์ดเกม “Cardiscape” ต่อความรู้และความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลอากาศชั้นปีที่ 2, กรรณิกา วิชัยเนตร, ละอองดาว วรรณฤทธิ์, กุลนิษฐ์ ชูคันหอม, จิรายุ โจทย์กิ่ง, บุณฑริกา ทีรวม, ภัทรมาส ตันติ, สิริกัญญา แก้วธิดา, สุดารัตน์ จันทวงค์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความพึงพอใจต่อการทบทวนความรู้เรื่องระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด ด้วยบอร์ดเกม “Cardiscape” ของนักเรียนพยาบาลทหารอากาศ ชั้นปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
รูปแบบการวิจัย: วิจัยฉบับนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนพยาบาลทหารอากาศ ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 52 คน แล้วสุ่มอย่างง่ายเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน กลุ่มทดลองได้รับการทบทวนความรู้ด้วยบอร์ดเกม “Cardiscape” กลุ่มควบคุมได้รับการทบทวนความรู้ตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ส่วน ดังนี้ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ บอร์ดเกม “Cardiscape” และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 มีค่าความเที่ยง KR-20 เท่ากับ 0.71 และแบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการทบทวนความรู้ มีค่า IOC เท่ากับ 0.92 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.99 วิเคราะห์คะแนนความรู้และคะแนนความพึงพอใจ โดยใช้การทดสอบค่าที
ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองภายหลังได้รับการทบทวนความรู้ด้วยบอร์ดเกม “Cardiscape” มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ เรื่อง ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือดมากกว่าก่อนการทบทวนความรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และคะแนนความพึงพอใจมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการทบทวนความรู้ตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
สรุป: บอร์ดเกมเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้และเกิดความพึงพอใจ นำไปสู่แนวทางการจัดการศึกษาที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้คู่ความสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพรูปแบบหนึ่ง
ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์ต่อความสามารถทางอารมณ์ และสังคมของเด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้าง, พรพิมล พรมนัส, ชมชื่น สมประเสริฐ, จีราภรณ์ กรรมบุตร
ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์ต่อความสามารถทางอารมณ์ และสังคมของเด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้าง, พรพิมล พรมนัส, ชมชื่น สมประเสริฐ, จีราภรณ์ กรรมบุตร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์ต่อความสามารถทางอารมณ์และสังคมของเด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้าง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีการดำเนินการ: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่มาจากครอบครัวหย่าร้างที่กำลังศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คัดเข้าจำนวน 60 ราย จากจังหวัดปทุมธานี แล้วสุ่มอย่างง่ายเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการกำกับอารมณ์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน 2) แบบประเมินความสามารถทางอารมณ์และสังคมที่ผู้วิจัยประยุกต์ขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม ซึ่งตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบถามได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย: 1) เด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้างกลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถทางอารมณ์และสังคมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 2) ผลต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถทางอารมณ์และสังคมระหว่างก่อนและหลังการทดลองของเด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้างกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
สรุป: โปรแกรมการกำกับอารมณ์สามารถเพิ่มความสามารถทางอารมณ์และสังคมในเด็กที่มาจากครอบครัวหย่าร้างได้อย่างมีประสิทธิผล
ผลการให้ข้อมูลผ่านไลน์ต่อความวิตกกังวลหลังผ่าตัด ทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ไพรัตน์ ศุกระศร, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ผลการให้ข้อมูลผ่านไลน์ต่อความวิตกกังวลหลังผ่าตัด ทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ไพรัตน์ ศุกระศร, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบความวิตกกังวลหลังผ่าตัดทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก ก่อนและหลังให้ข้อมูลผ่านไลน์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความวิตกกังวลหลังผ่าตัดทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ระหว่างกลุ่มทดลองที่ให้ข้อมูลผ่านไลน์และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดทำทวารเทียม ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 ราย โดยจับคู่ให้
กลุ่มตัวอย่างมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องชนิดของทวารเทียม (ชั่วคราวและถาวร) กลุ่มควบคุมได้รับ
การพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลผ่านไลน์ ซึ่งโปรแกรมนี้ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการปรับตนเองของ Leventhal และ Johnson เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความวิตกกังวลแบบเผชิญ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .80
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบค่าทีและสถิติทดสอบค่าเอฟ
ผลการวิจัย: 1) ความวิตกกังวลหลังผ่าตัดทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก หลังให้ข้อมูลผ่านไลน์ต่ำกว่าก่อนให้ข้อมูล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความวิตกกังวล หลังผ่าตัดทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กลุ่มทดลองที่ให้ข้อมูลผ่านไลน์ ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: ผลการให้ข้อมูลผ่านไลน์ต่อความวิตกกังวลหลังผ่าตัดทำทวารเทียมในผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก สามารถลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและดีกว่าการพยาบาลตามปกติ
ผลของการใช้รูปแบบการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยเด็กระบบทางเดินหายใจติดเชื้อเฉียบพลันร่วมกับการคัดกรองด้วย ระบบสัญญาณเตือนอาการเปลี่ยนแปลงต่อความพึงพอใจ ของพยาบาลวิชาชีพ, อรวิชชา ศรีขาวรส, กัญญดา ประจุศิลป
ผลของการใช้รูปแบบการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยเด็กระบบทางเดินหายใจติดเชื้อเฉียบพลันร่วมกับการคัดกรองด้วย ระบบสัญญาณเตือนอาการเปลี่ยนแปลงต่อความพึงพอใจ ของพยาบาลวิชาชีพ, อรวิชชา ศรีขาวรส, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยเด็กระบบทางเดินหายใจติดเชื้อเฉียบพลันร่วมกับการคัดกรองด้วยระบบสัญญาณเตือน
อาการเปลี่ยนแปลง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยเด็กจำนวน 10 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดภายหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ 1) โครงการอบรม
2) แผนการสอน 3) คู่มือการคัดกรองด้วยระบบสัญญาณเตือนอาการเปลี่ยนแปลง 4) แบบประเมินความรู้ก่อนและหลังการอบรม เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยเด็กระบบทางเดินหายใจติดเชื้อเฉียบพลัน ร่วมกับการ
คัดกรองด้วยระบบสัญญาณเตือนอาการเปลี่ยนแปลง 5) แบบบันทึกการใช้รูปแบบ และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบฯ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา
จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 1, 0.86, 1, 0.86 และ 1 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์
ผลการวิจัย: พบว่า ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้รูปแบบการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาล ผู้ป่วยเด็กระบบทางเดินหายใจติดเชื้อเฉียบพลันร่วมกับการคัดกรองด้วยระบบสัญญาณเตือนอาการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมาก
สรุป: พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการดูแลตามมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยเด็กระบบทางเดินหายใจติดเชื้อเฉียบพลัน ร่วมกับการคัดกรองด้วยระบบสัญญาณเตือนอาการเปลี่ยนแปลง
ผลของโปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์ต่อการเสพแอมเฟตามีนของผู้เสพแอมเฟตามีนซ้ำ กรมสุขภาพจิต, วิสุดา มูลมี, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์ต่อการเสพแอมเฟตามีนของผู้เสพแอมเฟตามีนซ้ำ กรมสุขภาพจิต, วิสุดา มูลมี, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเสพแอมเฟตามีนของผู้ติดแอมเฟตามีนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์ และเปรียบเทียบการเสพแอมเฟตามีนของผู้ติดแอมเฟตามีนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ คือ ผู้ป่วยทั้งเพศชายและหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเสพติดสารแอมเฟตามีน ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คู่ กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์ เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบประเมินความรุนแรงของการเสพแอมเฟตามีน 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินการเสพแอมเฟตามีน 4) แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองในการควบคุมและหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด 5) โปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์ เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน พบค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันของเครื่องมือชุดที่ 3 เท่ากับ .89 และพบค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาคอนบราคของเครื่องมือชุดที่ 4 เท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measure ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons
ผลการวิจัยสรุปดังนี้ กลุ่มทดลองมีการเสพแอมเฟตามีนในระยะหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 4 สัปดาห์ ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และลดลงกว่ากลุ่มควบคุม ทั้งในระยะหลังการทดลอง 2 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 4 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมการฝึกควบคุมพฤติกรรมตนเองและการติดตามทางโทรศัพท์สามารถทำให้การเสพแอมเฟตามีนของผู้ติดแอมเฟตามีนลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขัง ติดเมทแอมเฟตามีน, วราภรณ์ กันธิยะ, เพ็ญพักตร์ อุทิศ
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขัง ติดเมทแอมเฟตามีน, วราภรณ์ กันธิยะ, เพ็ญพักตร์ อุทิศ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน อายุ 18-59 ปี ในเรือนจำ/ทัณฑสถานเขตภาคเหนือตอนบน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 165 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาและสารเสพติดเพื่อรับการบำบัดรักษา กระทรวงสาธารณสุข (บคก.กสธ.) V.2 2) แบบประเมินอาการทางจิต 3) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน 4) แบบสอบถามวัดการเผชิญความเครียด 5) แบบสอบถามวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง 6) แบบสอบถามวัดการตีตราตนเอง 7) แบบสอบถามวัดการสนับสนุนทางสังคม และ 8) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า เครื่องมือชุดที่ 2 และ 4-8 มีค่าความเที่ยง สัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .82, .87, .86, .82, .83 และ .91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ สหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล และสหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: 1) ผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีนส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 33.9 มีภาวะซึมเศร้าในระดับ ปานกลาง 2) การเผชิญความเครียด แบบมุ่งจัดการกับปัญหาโดยใช้ความสามารถของตนเอง แบบมุ่งจัดการกับปัญหาโดยอาศัยแหล่งสนับสนุนอื่น ๆ และแบบหลีกเลี่ยงปัญหา มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน (c2= 94.23; p<.05) 3) ระยะเวลาการต้องโทษ และการตีตราตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน (r = .446 และ .340; p<.05) 4) อายุ การเห็นคุณค่าในตนเอง และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้าของผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีน (r = -.292, -.404 และ -.396; p<.05)
สรุป: การพยาบาลที่เหมาะสมกับผู้ต้องขังติดเมทแอมเฟตามีนควรมีการคัดกรองโดยใช้แบบประเมิน
และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดูแลที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่พบว่าสัมพันธ์กับอาการนี้
ภาวะผู้นำของหัวหน้าพยาบาลสู่ความเป็นเลิศระดับสากล ขององค์การพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, อนัญญา ภาเจริญสิริ, ยุพิน อังสุโรจน์
ภาวะผู้นำของหัวหน้าพยาบาลสู่ความเป็นเลิศระดับสากล ขององค์การพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, อนัญญา ภาเจริญสิริ, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะผู้นำของหัวหน้าพยาบาล สู่ความเป็นเลิศระดับสากลขององค์การพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา เทคนิคเดลฟาย
วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญ 19 ท่าน จากผู้บริหารโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ
ที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล 2 ท่าน ผู้ตรวจรับรองคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล 5 ท่าน
ผู้บริหารการพยาบาล 8 ท่าน และอาจารย์ประจำสาขาวิชาการบริหารการพยาบาล 4 ท่าน วิธีดำเนิน
การวิจัย ประกอบด้วย 1) ศึกษาและวิเคราะห์เอกสาร นำสาระที่ได้มาบูรณาการกำหนดเป็นกรอบสร้างข้อคำถามและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับเนื้อหาจากการทบทวนวรรณกรรม สร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นความสำคัญของข้อรายการ และ 3) นำข้อมูลที่ได้ ให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์
ผลการวิจัย: ภาวะผู้นำของหัวหน้าพยาบาล ประกอบด้วย 11 ด้าน ได้แก่ 1) มีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์
2) การตระหนักรู้ 3) มีความรู้เชิงวิชาชีพพยาบาลและมาตรฐานสากล 4) ยอมรับและกล้าเปลี่ยนแปลง
5) คิดเชิงกลยุทธ์/เป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ 6) ความฉลาดทางอารมณ์ 7) สร้างแรงจูงใจ 8) การกระตุ้นทางปัญญา
9) คำนึงถึงปัจเจกบุคคล 10) สร้างวัฒนธรรมคุณภาพและความปลอดภัย และ 11) มุ่งเน้นผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย
สรุป: ภาวะผู้นำของหัวหน้าพยาบาลที่ทำให้องค์การพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิสู่ความเป็นเลิศระดับสากล มี 11 ด้าน
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดาต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาวัยรุ่น, เสาวลักษณ์ เสียงนัน, มยุรี นิรัตธราดร, ณัฏฐนันท์พร สงวนกลิ่น
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดาต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาวัยรุ่น, เสาวลักษณ์ เสียงนัน, มยุรี นิรัตธราดร, ณัฏฐนันท์พร สงวนกลิ่น
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดาต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาวัยรุ่น
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังการทดลองโดยมีกลุ่มเปรียบเทียบ
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ที่มารับบริการฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลชุมชนเพื่อรับส่งต่อผู้ป่วย ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 50 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดาในระยะตั้งครรภ์ 32-40 สัปดาห์ จนถึง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมิน 4 ชุด ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบวัดภาวะซึมเศร้า CES-D 3) แบบวัดความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง 4) แบบวัดความสำเร็จในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดา โดยแบบประเมินชุดที่ 2,3 และ 4 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค เท่ากับ .807, .870 และ .949 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติบรรยาย และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะซึมเศร้าของมารดาวัยรุ่นหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดา ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .01 และค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะซึมเศร้าของมารดาวัยรุ่นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดา ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .01
สรุป: โปรแกรมการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองในการปฏิบัติบทบาทการเป็นมารดามีผลทำให้ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดาวัยรุ่นลดลง
บทบาทพยาบาลในระบบการแพทย์ทางไกลสำหรับคัดกรอง โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ดวงพร พลปัถพี
บทบาทพยาบาลในระบบการแพทย์ทางไกลสำหรับคัดกรอง โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ดวงพร พลปัถพี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus disease 2019 หรือ COVID-19) เป็นโรคติดเชื้อ ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ทั่วโลกพบอุบัติการณ์การติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากในระยะแรกผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการชัดเจนจึงไม่มารักษาที่โรงพยาบาล ทำให้มีการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น พยาบาลซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดกรองโรค อาการแสดง การแพร่กระจายเชื้อ และบทบาทพยาบาลในระบบการแพทย์ทางไกล โดยใช้กระบวนการพยาบาลนำความรู้ภาคทฤษฎีและทักษะการพยาบาลมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดทั้งการเตรียมพร้อม การตอบสนอง และการปรับปรุงฟื้นฟูซ่อมแซม เพื่อประเมินอาการและช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้รับบริการท่านอื่นและเจ้าหน้าที่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ การจัดการปัญหาการดูแล ผู้ป่วย กับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, กรุณา ประมูลสินทรัพย์, วารินทร์ วัฒนานนท์เสถียร, นิภาพร พชรเกตานนท์
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ การจัดการปัญหาการดูแล ผู้ป่วย กับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, กรุณา ประมูลสินทรัพย์, วารินทร์ วัฒนานนท์เสถียร, นิภาพร พชรเกตานนท์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ การจัดการปัญหาการดูแลผู้ป่วยกับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสานวิธี
วิธีดำเนินการวิจัย: ประชากรเชิงปริมาณ คือ เครือข่ายสุขภาพชุมชนทั้งหมด จำนวน 209 ราย และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ การสนทนากลุ่มเครือข่ายสุขภาพชุมชนที่ผ่านการตอบแบบสอบถาม จำนวน 10 ราย โดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้และแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น ระหว่าง 0.87-0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัย: 1) การวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ความรู้ และทัศนคติ มีความสัมพันธ์ระดับต่ำ และการจัดการปัญหาการดูแลผู้ป่วยมีความสัมพันธ์ระดับสูง กับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า เครือข่ายสุขภาพชุมชน มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง แนวทางการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน มีทัศนคติ ที่ดีในการดูแลผู้ป่วย มีทักษะการดูแลสุขภาพและการปฐมพยาบาลภาวะฉุกเฉินเบื้องต้น การติดต่อ ประสานงาน การมีส่วนร่วมออกแบบกิจกรรมดูแลสุขภาพ และการติดตามเยี่ยมบ้าน
สรุป: ความรู้ ทัศนคติ การจัดการปัญหาการดูแลผู้ป่วย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วย ดังนั้นพื้นที่ควรพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเน้นการมีส่วนร่วมเชิงประจักษ์
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อมของแม่บ้านทำความสะอาด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ลัดดาวัลย์ ภูขลิบเงิน, จิรรัตน์ อุทัยวัตร, ปียดา วรพิมพ์รัตน์, พาฝัน ศรีสิงห์, ศุภกานต์ หนองนาดี, สุรชัย มณีเนตร
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อมของแม่บ้านทำความสะอาด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ลัดดาวัลย์ ภูขลิบเงิน, จิรรัตน์ อุทัยวัตร, ปียดา วรพิมพ์รัตน์, พาฝัน ศรีสิงห์, ศุภกานต์ หนองนาดี, สุรชัย มณีเนตร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อมของแม่บ้าน ทำความสะอาด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ แม่บ้านทำความสะอาด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 60 ราย จัดกลุ่มตัวอย่างด้วยการจับคู่พิจารณาจากอายุและการมีโรคประจำตัว แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลอง 30 ราย ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ ประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องโรคไตเรื้อรัง โมเดลไตจำลองป้องกันไตเสื่อม และคู่มือการดูแลตนเอง เพื่อป้องกันไตเสื่อม เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อม โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .90 และค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อมในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้สูงกว่า ก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) และพบว่าคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อม ในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .05)
สรุป: โปรแกรมการให้ความรู้ช่วยส่งเสริมให้แม่บ้านทำความสะอาด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตเสื่อมที่ดีขึ้น ควรนำโปรแกรมนี้ไปเผยแพร่กับบุคลากรกลุ่มอื่น และศึกษาวิจัยในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังต่อไป
ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดของเกษตรกร, ธณกร ปัญญาใสโสภณ, จงรัก สุวรรณ, วรพรรณ ยิ่งศิวะพัฒน์, นิชาภา เหมือนภาค
ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดของเกษตรกร, ธณกร ปัญญาใสโสภณ, จงรัก สุวรรณ, วรพรรณ ยิ่งศิวะพัฒน์, นิชาภา เหมือนภาค
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดของเกษตรกร
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสานวิธี
วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงปริมาณกึ่งทดลอง จำนวน 30 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมโปรแกรม จำนวน 17 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และชุดตรวจเลือดโคลีนเอสเตอเรส มีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.82-0.96 การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน Pair t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการศึกษา: เกษตรกรมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และค่าเฉลี่ยโคลีนเอสเตอเรสในเลือดดีกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 โดยพบว่า เกษตรกรมีความรู้ สามารถค้นหา สอบถามผู้รู้ผ่านระบบออนไลน์ จัดการปัญหาและอุปสรรค เข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ และมีพฤติกรรมป้องกันสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องและเหมาะสม ส่งผลให้ระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือดลดลง
สรุป: ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพลดระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรสในเลือด ดังนั้น ควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้กับเกษตรกรเพื่อลดหรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน
แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรก, ปณิตา ปรีชากรกนกกุล, ณัชชา วรรณนิยม, แสงเดือน จินดาไพศาล, กัลยาณี กาญจนพานิช
แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรก, ปณิตา ปรีชากรกนกกุล, ณัชชา วรรณนิยม, แสงเดือน จินดาไพศาล, กัลยาณี กาญจนพานิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อ ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของสตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรก
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยผสานวิธี
วิธีดำเนินการ: กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ สตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรกจำนวน 124 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ สตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรก 12 คนที่ผ่านการตอบแบบสอบถาม โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก สุ่มแบบลูกโซ่ และการสนทนากลุ่ม 10 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.79-0.90 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัย: 1) การวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า การรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความสามารถ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01, 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า สตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์มีการรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรง จากพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม การรับรู้ประโยชน์ จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง การดูแลตนเอง การติดตามนัดหมาย การรับรู้ความสามารถ จากการเห็นคุณค่าตนเอง การดูแลตนเอง และการแก้ไขปัญหาสุขภาพ
สรุป: ความเชื่อด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์ควรพัฒนาโปรแกรมการดูแลตนเองของสตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรก
สมรรถนะของผู้จัดการดูแล และผู้ดูแลต่อความสามารถใน การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ จังหวัดบุรีรัมย์, นิภา สุทธิพันธ์, บุญทิพย์ สิริธรังศรี, นันทวัน สุวรรณรูป, นารีรัตน์ จิตรมนตรี
สมรรถนะของผู้จัดการดูแล และผู้ดูแลต่อความสามารถใน การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ จังหวัดบุรีรัมย์, นิภา สุทธิพันธ์, บุญทิพย์ สิริธรังศรี, นันทวัน สุวรรณรูป, นารีรัตน์ จิตรมนตรี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) ศึกษาสมรรถนะของผู้จัดการดูแลและผู้ดูแล 2) ประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ และ 3) ศึกษาอำนาจการทำนายของสมรรถนะผู้จัดการดูแล และผู้ดูแลต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสาน
วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลมี 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้จัดการดูแล จำนวน 105 คน 2) ผู้ดูแล จำนวน 114 คน และ 3) ผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแล จำนวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชุด ชุดที่ 1 แบบสอบถามสมรรถนะของผู้จัดการดูแล ผู้ดูแล และแนวทางสนทนากลุ่ม ชุดที่ 2 แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณใช้สถิติพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ข้อมูลคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัย: 1) สมรรถนะของผู้จัดการดูแลและผู้ดูแล มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง มีความสอดคล้องกับข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม 2) ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุก่อนได้รับการดูแล มีค่าเฉลี่ยดัชนีบาร์เธลเอดีเอล 7.39 หลังได้รับการดูแล มีค่าเฉลี่ย 11.86 3) สมรรถนะของผู้จัดการดูแลและผู้ดูแล ร่วมทำนายความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุได้ร้อยละ 12.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: สมรรถนะของผู้จัดการดูแล ผู้ดูแล มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับสูง และมีผลต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามควรทบทวน พัฒนาสมรรถนะที่มีค่าเฉลี่ยต่ำถึงปานกลาง
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพของผู้ป่วยจิตเภท ผู้แต่ง พิชญา บัวรุ่ง, พิชญา บัวรุ่ง, รัชนีกร อุปเสน
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพของผู้ป่วยจิตเภท ผู้แต่ง พิชญา บัวรุ่ง, พิชญา บัวรุ่ง, รัชนีกร อุปเสน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยจิตเภทระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ (Matched pair) และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจำนวนกลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมการจัดการอาการทางลบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการจัดการอาการทางลบ 2) แบบวัดคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ (SF-36) และ และ 3) แบบประเมินอาการทางจิตโรคจิตเภท ฉบับภาษาไทย เฉพาะอาการทางลบ เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.97 และ 1.0 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย: 1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผุ้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมการจัดการอาการทางลบในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการทางลบทำให้คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยจิตเภทดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับการนวดแผนไทย และการพอกสมุนไพรต่อความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม ในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมในชุมชน, สีแพร จงธรรม, รวินันท์ นุชศิลป์
ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับการนวดแผนไทย และการพอกสมุนไพรต่อความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม ในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมในชุมชน, สีแพร จงธรรม, รวินันท์ นุชศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับการนวดแผนไทยและการพอกสมุนไพรต่อความรุนแรง ข้อเข่าเสื่อม ในผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุประเภทติดสังคมซึ่งสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ที่มีอายุระหว่าง 60-80 ปี และมีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 60 ราย ได้รับการจับคู่ (Match pair) ด้วยเพศ อายุ ระดับความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม และการรักษาข้อเข่าเสื่อม และสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับการนวดแผนไทยและการพอกสมุนไพร
รวม 12 ครั้ง กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับการนวด แผนไทยและการพอกสมุนไพร 2) แบบประเมินคัดกรองภาวะข้อเข่าเสื่อม 3) แบบประเมินระดับความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม โดยแบบประเมินชุดที่ 2 และ 3 ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.90, 0.95, และ 0.87 และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.87 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์
ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ ทดสอบที
ผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยความรุนแรงข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมหลังได้รับโปรแกรมน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .05 2) คะแนนเฉลี่ยความรุนแรงข้อเข่าเสื่อมกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับการนวดแผนไทยและการพอกสมุนไพรต่อความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม ในผู้สูงอายุ ข้อเข่าเสื่อมในชุมชน สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการดูแลผู้สูงอายุข้อเข่าเสื่อมในชุมชนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
การวิจัยครั้งต่อไป และควรขยายพื้นที่ในการศึกษาและเพิ่มศาสตร์วิชาชีพที่เกี่ยวข้องเพื่อมุมมองที่หลากหลาย
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองที่เน้นการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนต่อระดับฮีโมโกลบินเอวันซีของผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา, ลินดา อ่องนก, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองที่เน้นการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนต่อระดับฮีโมโกลบินเอวันซีของผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา, ลินดา อ่องนก, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองที่เน้นการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนต่อระดับฮีโมโกลบินเอวันซี ของผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตา ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จังหวัดนครปฐม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยการสุ่มแบบเจาะจง ตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 22 คนโดย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองที่เน้นการออกกำลังกายแบบแกว่งแขน และกลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมตามปกติ เครื่องมือในการทดลอง คือ โปรแกรมการจัดการตนเองที่เน้นการออกกำลังกายแบบแกว่งแขน เครื่องมือวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และเครื่องตรวจระดับฮีโมโกลบินเอวันซี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test )
ผลการวิจัย 1) ฮีโมโกลบินเอวันซีของผู้ป่วยโรคเบาหวานเข้าจอประสาทตาในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ ( = 8.30 ± 1.55 ) มีค่าต่ำกว่าก่อนการทดลอง ( = 9.14 ± 1.46 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 3.23, p <05) 2) ผลต่างของฮีโมโกลบินเอวันซีก่อนและหลังเข้าร่วมวิจัยของกลุ่มทดลอง (= 0.84 ± 1.21) มากกว่ากลุ่มควบคุม (= 0.13 ± 0.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 2.24 , p < .05 )
สรุป :โปรแกรมการจัดการตนเองที่เน้นการออกกำลังกายแบบแกว่งแขนสามารถลดระดับฮีโมโกลบินในผู้ป่วยเบาหวานเข้าจอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อิสรีย์ ศรีศุภโอฬาร, เยาวรัตน์ มัชฌิม, บวรลักษณ์ ทองทวี
ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อิสรีย์ ศรีศุภโอฬาร, เยาวรัตน์ มัชฌิม, บวรลักษณ์ ทองทวี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะจบการศึกษา จำนวน 81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบวัดความรู้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาล ซึ่งได้ตรวจสอบความเชื่อมั่นในกลุ่มนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะจบการศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 30 คน วิเคราะห์หาค่าความสอดคล้องภายในเนื้อหาโดยใช้วิธีของ Kuder-Richardson สูตร KR-20 ได้ค่าความสอดคล้องภายในเนื้อหา 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
ผลการวิจัย: นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ ( = 11.26, SD = 2.36) คะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ทั่วไป และด้านการจัดการอาการอยู่ในระดับต่ำ ( = 2.38, SD = 1.14; = 6.62, SD = 1.87) คะแนนเฉลี่ยด้านการดูแลด้านจิตสังคม จิตวิญญาณอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.26, SD = 0.49)
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างความรู้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้นักศึกษาต่อไป
ผลของกิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจต่อความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน, มณชยา เสกตระกูล, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี
ผลของกิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจต่อความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน, มณชยา เสกตระกูล, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับกิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจ และเพื่อเปรียบเทียบความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับกิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่มารับการผ่าตัดหัวใจ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 60 คน โดย 30 คนแรกจัดอยู่ในกลุ่มควบคุม และ 30 คนหลังจัดอยู่ในกลุ่มทดลอง ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนในกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลก่อนผ่าตัดตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจของผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และค่าความเที่ยงของการสังเกตเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบที (Independent t-test)
ผลการวิจัย: ความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน กลุ่มที่ได้รับกิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการพยาบาลโดยการให้ข้อมูลและการเบี่ยงเบนความสนใจช่วยลดความกลัวก่อนผ่าตัดหัวใจในผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนได้