Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 31 - 60 of 591
Full-Text Articles in Nursing
การพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นเพื่อบรรเทาปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง : การศึกษาความเป็นไปได้, ณัฐพงศ์ จันมาลา, รัตน์ศิริ ทาโต
การพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นเพื่อบรรเทาปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง : การศึกษาความเป็นไปได้, ณัฐพงศ์ จันมาลา, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่อง ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง
วิธีการดำเนินการวิจัย: กระบวนการพัฒนานวัตกรรมประกอบด้วย 3 ระยะ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของผู้ป่วยหลังผ่าตัดร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม 2) ออกแบบและผลิตนวัตกรรมภายใต้ทฤษฎีควบคุมประตู และจากการทบทวนวรรณกรรม และ 3) นำไปทดสอบความเป็นไปได้กับผู้ป่วยหลังผ่าตัด นวัตกรรม ผ่านการประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน การทดลองใช้งานโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง จำนวน 5 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย นวัตกรรมต้นแบบ แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้งานนวัตกรรม และแบบประเมินความปวดวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา: พบว่านวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น มีคะแนนเฉลี่ยความสะดวกต่อการใช้งานเท่ากับ 4.6 (± 0.54) คะแนนเฉลี่ยการใช้ประโยชน์ได้จริงเท่ากับ 4.80 (±0.44) นวัตกรรมมีคะแนนเฉลี่ยความปลอดภัยต่อการใช้งานเท่ากับ 5.00 (±0.00 ) คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมเท่ากับ 4.80 (±0.44) และเปรียบเทียบคะแนนความปวดก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม พบว่า สามารถลดอาการปวดได้ โดยคะแนนเฉลี่ยความปวดก่อนได้รับนวัตกรรมอยู่ที่ 8.2 คะแนน และหลังได้รับนวัตกรรมอยู่ที่ 5 คะแนน ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะนำไปศึกษาต่อในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง จึงมีความเหมาะสมนำไปศึกษาในระยะถัดไปกับจำนวนผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
การพัฒนารูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน โดยพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน ในชุมชน, รวินันท์ นุชศิลป์, เพชรธยา แป้นวงษา, ปริยฉัตร สิงหาบุตร, พัชรินทร์ จันทร์หอม
การพัฒนารูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน โดยพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน ในชุมชน, รวินันท์ นุชศิลป์, เพชรธยา แป้นวงษา, ปริยฉัตร สิงหาบุตร, พัชรินทร์ จันทร์หอม
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยและพัฒนา
วิธีดำเนินการวิจัย: เป็นการวิจัยแบบสำรวจสัดส่วนและความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 1) บุคคลที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 136 คน เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการดูแล 2) พยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย และหมอนวดแผนไทยชุมชน รวม 18 คน เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลฯ 3) บุคคลที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม จำนวน 40 คน ถูกเลือกแบบเจาะจง เพื่อใช้ในการดำเนินและประเมินผลรูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน เครื่องมือที่ใช้ 1) แบบประเมินคัดกรองภาวะข้อเข่าเสื่อม 2) แบบประเมินระดับความรุนแรงข้อเข่าเสื่อม 3) แบบประเมินผลรูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.85, 0.87 และ 0.81 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.82, 0.84 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับความปวดและระดับความรุนแรงของภาวะข้อเข่าเสื่อมลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการดูแลภาวะข้อเข่าเสื่อมในชุมชนที่มีพยาบาลเวชปฏิบัติ นักการแพทย์แผนไทย หมอนวดแผนไทยชุมชน ร่วมกันพัฒนาตามข้อมูลจากกระบวนการสร้างหุ้นส่วนสุขภาพส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองดีขึ้น ระดับความปวดและระดับความรุนแรงลดลง
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ, สุรีพร ธนศิลป์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ และความสัมพันธ์ของอายุ เพศ ระดับ Albuminในเลือด พฤติกรรมการดูแลตนเอง ชนิดของโรค ระยะของโรคมะเร็ง จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด โรคร่วม และกิจกรรมทางกาย กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด ของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด
รูปแบบการวิจัย: การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 114 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาได้ 1.0 เท่ากัน และตรวจสอบความเที่ยงได้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.76 และ 0.72 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค ผลการศึกษา: พบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำร้อยละ 34.2 ส่วนใหญ่เกิดในครั้งแรกของการได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 48.7 และเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำเพียง 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำมากขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ(<3.5 g/dL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแพร่กระจาย จำนวนครั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และการมีโรคร่วม (OR=5.43, 1.68, 4.76, 1.62, 1.83, 2.33 ตามลำดับ p<.05) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้เกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำลดลง คือ กิจกรรมทางกาย(OR= 0.58, p<.05) ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และชนิดของโรคมะเร็ง(OR=0.62, 1.15 ตามลำดับ p >.05)
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวิดี แก้วสินธ์ุ์, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวิดี แก้วสินธ์ุ์, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปทั้งเพศชายและเพศหญิงที่เข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุทุกประเภทในโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และ โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความปวด โดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลข และในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถบอกระดับความเจ็บปวดได้ ใช้แบบประเมินความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ผ่านการตรวจสอบการหาค่าความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคของแบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลันและแบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม มีความเที่ยงเท่ากับ .83 และ .79 ตามลำดับ และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินความเจ็บปวดโดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลขและแบบประเมิน ความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมโดยวิธีการวัดซ้ำ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .97 ตามลำดับ
ผลการศึกษา: 1) ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน มีภาวะสับสนเฉียบพลัน จำนวน 34 คน จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 220 คน คิดเป็นร้อยละ 15.45 2) ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ระดับความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (x2 = 9.277, 10.020, rpb= .216, x2 = 9.000, 9.568, 3.874 ตามลำดับ) 3) ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (AOR=7.25, 95% CI : 1.681-31.276) ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง (AOR=4.74, 95% CI : 1.540-14.579) ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน (AOR=6.67, 95% CI : 2.300-19.337) ภาวะเลือดออกในสมอง (AOR=14.72, 95% CI : …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิต ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิต ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคมกับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการที่คลินิกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิตมีค่า KR-20 เท่ากับ .81 แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับ ความตาย และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 (ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิกติกส์
ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 180 เป็นผู้ที่เป็นมะเร็งที่ทำพินัยกรรมชีวิต 67 คน คิดเป็นร้อยละ 37.2 และผู้ที่เป็นมะเร็งที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมชีวิต จำนวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 62.8 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้ เว็บแอปพลิเคชัน ต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้ เว็บแอปพลิเคชัน ต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน
แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนอายุ 3-6 ปี และผู้ดูแลที่เข้ามารับบริการในแผนกผู้ป่วยในของสถาบันราชานุกูลซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชัน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนและแบบประเมินพลังอำนาจของผู้ดูแลเด็กออทิสติก มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .89 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .97 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบแบบ paired samples t-test
ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันแตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันแตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการพยาบาล ตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันทำให้คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนมีความแตกต่างกันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ, รัชนีกร อุปเสน
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ, รัชนีกร อุปเสน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความของ Heidegger (1962)
วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้ดูแลหลักที่มีประสบการณ์อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมรุนแรง และก่อเหตุซ้ำ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี จำนวน 16 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ยุติเมื่อข้อมูลมีความอิ่มตัว ร่วมกับการสังเกต จดบันทึก และการบันทึกเทป นำมาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวงเวียนการตีความของ Van Manen (1990)
ผลการศึกษา: ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความอดทน 2) ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยต่อชีวิตของผู้ดูแลหลัก 3) ปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และ 4) การจัดการต่อพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วย
สรุป: ผลจากการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจในประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างลึกซึ้งขึ้น และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนผู้ดูแลหลักให้สามารถดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพตามสภาพบริบทของสังคมไทย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะและชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง
รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย เป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย สัมพันธภาพครอบครัว ภาระค้างคา ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน และความรุนแรงของอาการ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค เท่ากับ .85, .91, .84, .72, .86 และ .87 วิเคราะห์สัมพันธ์ใช้สถิติเพียร์สันและอีต้า
ผลการศึกษา: ผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายระดับสูงคะแนนเฉลี่ย 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค (r = .77, r = .86, และ r = .55 ; Eta = .34, p <.05) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ได้แก่ สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย และสมรรถนะแห่งตน (r = -.80 ,r = -.59, r = -.34, p <.05 )
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ, วิไลวรรณ แสงเนียม, กัลยพัชร แก้วอุดร, ศิริวรรณ เครือวิริยะพันธ์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ, วิไลวรรณ แสงเนียม, กัลยพัชร แก้วอุดร, ศิริวรรณ เครือวิริยะพันธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ จำนวน 110 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความสามารถในการฟื้นพลัง แบบสอบถามการเผชิญปัญหา แบบสอบถามกลุ่มอาการภายหลังสมองได้รับการกระทบกระเทือน แบบประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตแบบทั่วไป ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .93, .92, .87, .88, และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา: 1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะและคุณภาพชีวิตแบบทั่วไป อยู่ในระดับปานกลาง (= 63.1, SD = 10.3 และ = 61.3, SD = 19.3 ตามลำดับ) 2) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อประเมินด้วยแบบสอบถาม QOLIBRI คือ การเผชิญปัญหา และความสามารถในการฟื้นพลัง โดยมีอำนาจการทำนาย ร้อยละ 18.8 และปัจจัยกลุ่มอาการภายหลังสมองได้รับการกระทบกระเทือน ความสามารถในการฟื้นพลัง และระยะเวลาการบาดเจ็บ มีอำนาจการทำนายร้อยละ 41.4 เมื่อประเมินด้วยแบบสอบถาม SF-36V2
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมการพยาบาล เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะได้ โดยปัจจัยกลุ่มอาการภายหลังสมองได้รับการกระทบกระเทือนเป็นปัจจัยที่มีอำนาจการทำนายสูงสุด จึงควรเป็นตัวแปรแรกที่ควรนำมาพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลจัดการกับกลุ่มอาการดังกล่าว เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น, กชณิภา ผลพฤกษ์, เนตรรัชนี กมลรัตนานันท์, วายุรี ลำโป
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น, กชณิภา ผลพฤกษ์, เนตรรัชนี กมลรัตนานันท์, วายุรี ลำโป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย:
- 1. เพื่อศึกษาความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น
- 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 311 คน มีสมาร์ทโฟน และยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัยอัตราการเข้าร่วม 91.47% สุ่มอย่างง่ายโรงเรียน 4 ใน 6 แห่ง สุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนแต่ละชั้นแต่ละโรงเรียนเก็บข้อมูลออนไลน์ ด้วยแบบวัดความรอบรู้ข้อมูลสุขภาพทางสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ด้านเนื้อหาสาระและด้านระดับการรู้ แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างคือ 16.68 (SD=.98) ความรอบรู้ข้อมูลสุขภาพทางสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ด้านเนื้อหาสาระอยู่ในระดับน้อย (M=1.83, SD=1.14) ด้านระดับการรู้อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.06, SD =1.38) พฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อยู่ในระดับน้อย (M=1.93, SD =1.30) ความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ ด้านเนื้อหาสาระของข้อมูล และด้านระดับการรู้สารสนเทศ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r =0.68, p< .01, r =0.36, p< .01, r = 0.68, p< .01)
สรุป: สตรีวัยรุ่นที่มีความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพระดับน้อยมีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในระดับน้อย จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู, สุรีพร ธนศิลป์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก สถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (SD = 11.48) ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (Beta = .37) ภาวะซึมเศร้า (Beta = -.24) และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Beta = .22) โดยสามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33
สรุป : ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลในการเตรียมผู้ดูแลในครอบครัวอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม, นพมาศ พัดทอง
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม, นพมาศ พัดทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา การรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่
รูปแบบการวิจัย: พรรณนาเชิงความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิในเขตกรุงเทพฯ 2 แห่ง โดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน ช่วงเดือน พฤศจิกายน 2566 ถึงเมษายน 2567 เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ .96, .95, .85 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน พอยท์ไบซีเรียล และสเปียร์แมน
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 55 ปี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรีมีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.39 (SD = 0.78) ด้านระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.09 (SD = 0.91) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.80 (SD = 1.22) ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับปานกลาง (ขณะเผชิญ r = .40, แบบแฝง r = .41, r = .45, p<.001) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (r = -.18, p<.05) อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาและการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน
สรุป: ผลการศึกษาสามารถพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่โดยแบ่งเป็นรายด้าน โดยเฉพาะความต้องการด้านระบบสุขภาพและข้อมูลเพื่อตอบสนองกับความต้องการได้อย่างเหมาะสม
ความท้าทายในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, รัตติยา ไชยชมภู
ความท้าทายในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (Living Will) ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, รัตติยา ไชยชมภู
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยอาจไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจเองได้ การตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลรักษามักตกไปอยู่กับผู้อื่น ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ป่วยปรารถนา จะดีกว่าหรือไม่หากผู้ป่วยมีการวางแผน
และเลือกแนวทางการดูแลรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้าด้วยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต (living will) ซึ่งนับว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้ที่เป็นมะเร็งที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มโรคอื่นเป็นอย่างมาก บทความนี้นำเสนอ ผ่านการทบทวนวรรณกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงความท้าทายในหลากหลายแง่มุม อุปสรรคของผู้ที่เป็นมะเร็งที่มีผลต่อการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ และอธิบายถึงบทบาทของผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือบทบาทของพยาบาล ในการสนับสนุนการตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลตนเอง
ล่วงหน้าของผู้ที่เป็นมะเร็ง ด้วยพื้นฐานของข้อมูลการเจ็บป่วย ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการ ทำหนังสือแสดงเจตนาฯ เพื่อสนับสนุน อำนวยความสะดวกให้ได้รับการรักษา การพยาบาล และการดูแลจากครอบครัว ตามเจตนาของผู้ป่วย อันจะนำไปสู่การพัฒนาขับเคลื่อนประเด็นการทำหนังสือแสดงเจตนาฯในการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างของบุคคลในสังคมต่อไป และเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกชีวิต
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ, เสาวนีย์ โสบุญ, ดรุณี ใจสว่าง
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ, เสาวนีย์ โสบุญ, ดรุณี ใจสว่าง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้น อาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 384 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมตามแผน แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา: 1) พฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับดี ( = 54.51, SD = 7.91) 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (ß = .515, p< .001) และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม (ß = .365, p < .001) สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้สูงอายุ ได้ร้อยละ 61.8
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้สูงอายุ
บทบาทพยาบาลในการดููแลสตรีที่มีภาวะซึึมีเศร้าในระยะ ต้งครรภ์ ระยะคลอดู และระยะหล้งคลอดู, ณัฏยา อ่อนผิว, ประไพรัตน์ แก้วศิริ, ชวาลา บัวหอม, โยธกา ภาคี, เจนจิรา คัณทักษ์
บทบาทพยาบาลในการดููแลสตรีที่มีภาวะซึึมีเศร้าในระยะ ต้งครรภ์ ระยะคลอดู และระยะหล้งคลอดู, ณัฏยา อ่อนผิว, ประไพรัตน์ แก้วศิริ, ชวาลา บัวหอม, โยธกา ภาคี, เจนจิรา คัณทักษ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดภาวะซึมเศร้ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้น ในกลุ่มสตรีที่กำลังอยู่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด ซึ่งภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบที่รุนแรงทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจของผู้ที่เป็นมารดา ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ส่งผลกระทบต่อการปรับบทบาทในการเป็นมารดาและสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก รวมทั้ง ส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรสและสัมพันธภาพในครอบครัว ดังนั้นพยาบาลจึงควรมีความรู้ความเข้าใจและให้ความสำคัญกับการพยาบาลสตรีที่มีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด โดยป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสตรีที่มีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอดเพื่อให้สตรีที่มีภาวะซึมเศร้าสามารถใช้ชีวิตในสังคมและดำรงบทบาท การเป็นมารดาได้อย่างมีความสุข
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้า ของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้า ของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: งานวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า และ 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบคฉบับภาษาไทย มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .81 และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่ได้โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุปผลของ: ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะสามารถลดอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนได้ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์, ศกุนตลา อนุเรือง, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์, ศกุนตลา อนุเรือง, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง
รูปแบบการวิจัย: เชิงพรรณนาสหสัมพันธ์
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ พระสงฆ์โรคความดันโลหิตสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสงฆ์ 84 รูป เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน ภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล
ผลการศึกษา: ประมาณ 1 ใน 3 ของพระสงฆ์ฯ เท่านั้น (ร้อยละ 38.1) ที่มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองระดับ 4 คือ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ แม้อยู่ในสภาวะกดดัน โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295 ตามลำดับ) ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง (r = -.765) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05
สรุป: การส่งเสริมความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์ อาจพิจารณานำปัจจัยที่มีความสัมพันธ์จากการค้นพบในการศึกษานี้ เป็นแนวทางในการสร้างโปรแกรมส่งเสริมความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูงต่อไป
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท, อภิวาท ศรีกาส, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท, อภิวาท ศรีกาส, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท และปัจจัยสัมพันธ์ระหว่าง เพศ ระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย ความเครียด การสนับสนุนทางสังคม สัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต ภาระการดูแลผู้ป่วย การรับรู้การถูกตีตรา อาการทางบวก และอาการทางลบ กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ คู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลที่มีแผนกผู้ป่วยนอกจิตเวช ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเหนื่อยหน่าย แบบวัดความเครียด แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินสัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต แบบประเมินภาระการดูแลผู้ป่วย แบบประเมินการรับรู้การถูกตีตรา แบบประเมินอาการทางบวก และแบบประเมินอาการทางลบผู้ป่วยโรคจิตเภท วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: ระดับความเหนื่อยหน่ายทั้ง 3 ด้าน พบว่า ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ ( = 11.02, SD = 10.83) ด้านการมองข้ามความเป็นบุคคลของผู้ป่วยและผู้อื่นอยู่ในระดับปานกลาง( = 6.36, SD = 8.06) และด้านความไม่สมหวังในผลสำเร็จของผู้ดูแลอยู่ในระดับสูง ( = 13.45, SD=9.64) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับความเหนื่อยหน่ายมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนี้ สัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบ (r = -.378 และ -.154 ตามลำดับ) อาการทางลบของผู้ป่วยโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .305) อาการทางบวกของผู้ป่วยโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .509) ภาระการดูแลผู้ป่วยและการรับรู้การถูกตีตราของคู่ชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .779 และ .711 ตามลำดับ) ความเครียดมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .819) เพศและระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย ไม่มีความสัมพันธ์
สรุป: ผลการวิจัยสามารถนำไปวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทต่อไป
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิสขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ, ณัฏฐณิชา สิงห์จาน
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิสขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ, ณัฏฐณิชา สิงห์จาน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ภาวะเซพซิส คือ ภาวะคุกคามต่อชีวิต ต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ใช้เวลาในการรักษาตัวนาน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า ประกอบกับปัจจัยทางด้านกระบวนการสูงอายุ ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันลดลงและระบบร่างกายมีการเสื่อมถอย และลักษณะสำคัญที่พบได้ในผู้สูงอายุคือ อาการและอาการแสดงไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ไม่มีไข้ ภาวะสับสนเฉียบพลัน รับประทานอาหารได้ลดลง และอ่อนเพลีย เป็นต้น ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรง การคัดกรองเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วจะสามารถช่วยลดภาวะอวัยวะในร่างกายล้มเหลวหลายระบบและอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นพยาบาลวิกฤติต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิส ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการคัดกรองอย่างรวดเร็ว วินิจฉัยที่ถูกต้อง และได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ผลของการประคบเย็นโดยใช้หมอนข้าวไรซ์เบอรี่ต่อความปวดหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องในผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร, โชติกา ทองหล่อ, รัตน์ศิริ ทาโต, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร
ผลของการประคบเย็นโดยใช้หมอนข้าวไรซ์เบอรี่ต่อความปวดหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องในผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหาร, โชติกา ทองหล่อ, รัตน์ศิริ ทาโต, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความปวดของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหารหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการใช้หมอนข้าวไรซ์เบอรี่ประคบเย็นและกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังผ่าตัด
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองรูปแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและมีการวัดซ้ำ
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารเกี่ยวกับส่วนของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และรอรับการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ที่รับไว้เป็นผู้ป่วยในหอผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลระยอง จำนวน 40 คน จับฉลากเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการประคบเย็นด้วยหมอนข้าวไรซ์เบอรี่ แบบประเมินความปวดมาตรวัดตัวเลข มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน r = .80 และแบบบันทึกการใช้นวัตกรรมหมอนข้าวไรซ์เบอรี่ประคบเย็น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated Measured ANOVA
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องที่ได้รับการประคบเย็นด้วยหมอนข้าวไรซ์เบอรี่ ในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังผ่าตัด มีคะแนนเฉลี่ยความปวดต่ำกว่าผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p <.05)
บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, ชลธิรศน์ คูหา
บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, ชลธิรศน์ คูหา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัยสูงอายุเป็นช่วงปลายของชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เสื่อมลงตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอาจส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการสูงอายุ (Geriatric syndromes) และเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรงหลายระบบในร่างกายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รวมถึงมีแนวโน้มการเกิดผลลัพธ์คลินิกที่ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุเป็นการประเมินสภาวะของผู้สูงอายุครอบคลุมทุกมิติสำคัญ ได้แก่ 1) ภาวะสุขภาพทางกาย 2) ภาวะสุขภาพจิตและการรู้คิด 3) สภาพแวดล้อมและสังคม และ 4) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อค้นหาปัญหาสุขภาพและแหล่งประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับวางแผนให้การดูแลตามความต้องการและสภาพปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุครอบคลุมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดกลุ่มอาการสูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามบริบทการทำงานซึ่งมีผู้รับบริการจำนวนมาก ต้องคัดกรองภาวะเร่งด่วนที่คุกคามชีวิต และให้การพยาบาลในระยะฉุกเฉินก่อนเป็นลำดับแรก การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุจึงมักถูกมองข้าม พยาบาลผู้สูงอายุถือเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพด่านแรกในการตั้งรับผู้รับบริการสูงอายุจึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับแนวทางการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุและการส่งต่อเพื่อดูแลรักษา บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอบทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ อันจะนำไปสู่เป้าหมายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม, จันทร พูลพิพัฒน์, รัตน์ศิริ ทาโต
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม, จันทร พูลพิพัฒน์, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยย้อนหลังแบบพรรณนาเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมทุกระยะของโรคที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี จำนวน 110 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกระยะเวลาการมาโรงพยาบาล แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม มีค่า KR-20 เท่ากับ .70 แบบสอบถามความกลัวการวินิจฉัยและการรักษา แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .88 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา: 1) ระยะเวลาการมาโรงพยาบาลของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมตั้งแต่พบอาการผิดปกติ ครั้งแรกจนกระทั่งมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกมีระยะเวลาเฉลี่ย 119.45 วัน 2) ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม (Beta=-.447) และการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (Beta=-.236) สามารถร่วมกันทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ ร้อยละ 24.70
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถใช้ข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางให้กับพยาบาลในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อลดระยะเวลาการตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมที่มารับการตรวจที่โรงพยาบาล
บทบาทพยาบาลกับการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย: ประเด็นการยับยั้ง/การถอดถอนการรักษาพยุงชีพ, บุญสิตา ทิงาเครือ, พิรนันท์ ศิริ, นิชาภา พุมสอน, อิสระพันธ์ เรืองทอง, จันจิรา เพ็ญ, วาสินี วิเศษฤทธิ์
บทบาทพยาบาลกับการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย: ประเด็นการยับยั้ง/การถอดถอนการรักษาพยุงชีพ, บุญสิตา ทิงาเครือ, พิรนันท์ ศิริ, นิชาภา พุมสอน, อิสระพันธ์ เรืองทอง, จันจิรา เพ็ญ, วาสินี วิเศษฤทธิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การตัดสินใจเชิงจริยธรรมเป็นกระบวนการที่ช่วยให้พยาบาลได้ตรวจสอบประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม โดยยึดหลักเหตุผลเชิงจริยธรรม พยาบาลผู้ตัดสินใจ จะต้องรู้องค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและสามารถเลือกกระทำหรือไม่กระทำในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้ เนื่องจากพยาบาลถือว่าเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด ในหลายสถานการณ์ที่พยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทความนี้แสดงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการการยื้อหรือยุติการมีชีวิตอยู่ในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่ท้าทายบทบาทของพยาบาล พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญที่จำเป็นต้องมีทักษะ ความรู้ และประสบการณ์หลายด้านในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย รวมทั้งทีมบุคลากรด้านสุขภาพต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในการดูแลประคับประคองด้านข้อมูลและด้านจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อเพิ่มความมั่นใจและศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายแบบองค์รวม ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและครอบครัว
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, เมธีวัชร์ ชิตเดชะ
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, เมธีวัชร์ ชิตเดชะ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนและผู้ดูแลหลักในครอบครัวจำนวน 42 ครอบครัว ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน และ 4) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและผู้ป่วยของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที
ผลการศึกษา: พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: บุคลากรทางสุขภาพควรนำรูปแบบของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ไปใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร, สุรีพร ธนศิลป์, กิตต์วดี ศักดิ์ศรชัย
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร, สุรีพร ธนศิลป์, กิตต์วดี ศักดิ์ศรชัย
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมเพศหญิงอายุ 20- 60 ปี จำนวน 135 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย ความกลัวการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง ความรอบรู้ทางสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัย: ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม อยู่ในระดับปานกลาง
(=69.04, SD =11.78) ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางลบ กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (r=-.400) ความทุกข์ทรมานจากอาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (r=.324) และความกลัวการ กลับเป็นมะเร็งซ้ำมีความสัมพันธ์ทางบวก กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (r=.380)
สรุป: การประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย เช่น อาการ ความทุกข์ทรมานจากอาการและความกลัวการกลับเป็นมะเร็งซ้ำ จะช่วยให้พยาบาลสามารถวางแผนการดูแลและ หาแนวทางการป้องกันการเกิดความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมในอนาคตได้
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและครอบครัวที่รับบริการในแผนกยาเสพติดและจิตเวชโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนอาการซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว โดยกลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าของBeck 3) แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้า 4) แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัว โดยเครื่องมือทุกชุดได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .81 ,1 และ 1 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์ของแอลฟาครอนบาคเท่ากับ .78, .86 และ .85 ตามลำดับ และนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ t-test
ผลการวิจัย: 1) คะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อสรุป: โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลสามารถลดอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการท้องอืดในผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง, กัญธิดา พันทรังษี, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการท้องอืดในผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง, กัญธิดา พันทรังษี, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : ศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการ ท้องอืดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง
รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดครั้งเดียว
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้องในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี คัดเลือกแบบเจาะจง เข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ อายุ จำนวนยาแก้ปวด และระยะเวลาในการผ่าตัด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ หลังผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยคือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินอาการท้องอืด 3) โปรแกรมการจัดการอาการร่วมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าและเครื่องมือกำกับการทดลอง แบบประเมินอาการ ท้องอืดมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ สถิติการทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้อง (Repeated – measures ANOVA)
ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้ามีอาการท้องอืดหลังการผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมฯ นี้สามารถลดอาการท้องอืดหลังการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้องได้
ผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนองและความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช, นลินนาฏ ธนบุญสุทธิ, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, จตุพร โยธา, นริศ ใจบริสุทธิกุล, สงคราม โชติกอนุชิด
ผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนองและความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช, นลินนาฏ ธนบุญสุทธิ, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, จตุพร โยธา, นริศ ใจบริสุทธิกุล, สงคราม โชติกอนุชิด
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วย วีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทันทีหลังการทดลองและ 6 เดือนหลังการทดลอง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนทั่วไป อายุมากกว่า 20 ปี ที่เข้ามารับบริการมุมสุขภาพ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช จำนวนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 103 คน กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ กลุ่มควบคุมได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามปกติของโรงพยาบาล เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรง แบบสอบถามโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และแบบสอบถามความคาดหวังในความสามารถของตนในการปฏิบัติเบื้องต้นเมื่อมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ ทำให้กลุ่มทดลองมีการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความ คาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่ากลุ่มควบคุม (ทันทีหลังการทดลอง) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อติดตาม 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
สรุป: กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการด้านส่งเสริมสุขภาพอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงบริการ และมีความรู้ความเข้าใจอาการความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
ศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ : กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12, เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, นัชชา สุนทรสวัสดิ์
ศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ : กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12, เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, นัชชา สุนทรสวัสดิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ: กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา
วิธีการดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่มีบทบาทหน้าที่ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดไร้รอยต่อเขต 12 จำนวน 40 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และ แบบประเมินสมรรถนะการพยาบาลตามบทบาทหน้าที่ ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจไร้รอยต่อของ สมาคมพยาบาลโรคหัวใจ และทรวงอก (ประเทศไทย) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล ทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และสมรรถนะการพยาบาลตามบทบาทหน้าที่โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
ผลการศึกษา : สมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และ หลอดเลือดแบบไร้รอยต่อมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางทุกด้านตามลำดับดังนี้ 1. ความสามารถในด้าน การประเมินผู้ป่วย 2. ความสามารถในด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ 3. ความสามารถด้านปฏิบัติการ ช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) 4.ความสามารถการบริหารยาผู้ป่วย และ 5. ความสามารถด้านการให้การพยาบาล และช่วยทำหัตถการในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ
สรุป: สมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด แบบไร้รอยต่อมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางทั้งรายด้านและรวมทั้งหมด
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี, จิรา ขอบคุณ, วารีวรรณ ศิริวาณิชย์, พรพรรณ พุ่มประยูร
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี, จิรา ขอบคุณ, วารีวรรณ ศิริวาณิชย์, พรพรรณ พุ่มประยูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุระหว่าง 15-19 ปี จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร 6 ด้าน และ แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง มีอายุเฉลี่ย16.86 ปี (SD = 0.97) มีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอยู่ในระดับดีมาก (SD= 5.95) ผลการวิจัยพบว่ามีเพียงตัวแปรเพียงด้านเดียวที่ทํานายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<.05) คือ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
สรุป: ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เพื่อการพัฒนาศักยภาพของวัยรุ่นให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอต่อการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อย่างมีประสิทธิภาพ