Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 91 - 120 of 591
Full-Text Articles in Nursing
ผลของการประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนต่อการควบคุม การติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์, สุรศักดิ์ ตรีนัย
ผลของการประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนต่อการควบคุม การติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์, สุรศักดิ์ ตรีนัย
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมการติดเชื้อของมารดาผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลที่ประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปรกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: มารดาของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 30 คน คือ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง แบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 15 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลที่ประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติ Mann-Whitney U
ผลการวิจัย: มารดาของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลที่ประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนมีการควบคุมการติดเชื้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปรกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การพยาบาลประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนสามารถทำให้มารดาดูแลป้องกันการติดเชื้อให้กับเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
ผลของโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองต่ออาการซึมเศร้า ในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์, พิมพ์ชมพู ศรีถนอม, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองต่ออาการซึมเศร้า ในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์, พิมพ์ชมพู ศรีถนอม, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 1 เดือน และ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ที่มีปัญหาอาการซึมเศร้าและมารับบริการที่คลินิกเมทาโดน สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) จำนวน 38 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมจัดการการตีตราตนเอง แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) ฉบับปรับปรุงภาษากลาง และแบบประเมินการตีตราตนเองสำหรับผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Least Significant Difference
ผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองเปรียบเทียบ 3 ระยะเวลา ได้แก่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 1 เดือน พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมจัดการการตีตราตนเองมีประสิทธิภาพสามารถลดอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ที่อยู่ระหว่างการบำบัดด้วยเมทาโดนทดแทนได้ในระยะหลังการทดลองทันที
ผลของการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว, พัชรธิดา พินรัตน์, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว, พัชรธิดา พินรัตน์, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วก่อนและหลังได้รับการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่ม และเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ได้รับโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วอายุที่รับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่ม เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) การสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่ม และ 2) แบบสอบถามการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 2 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .87 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณา และสถิติทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย 1)การทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์ปแรปรวนสองขั้วหลังได้รับการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ 2) การทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วก่อนและหลังได้รับการสนับสนุนทางสังคมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปรกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป โปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มส่งผลต่อการสร้างเสริมการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว
ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวต่อ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์, สิรินันท์ หวังมุขกลาง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวต่อ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์, สิรินันท์ หวังมุขกลาง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัว และ 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดแอลกอฮอล์และสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ระหว่างรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จำนวน 50 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) โปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบบันทึกพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ 4) แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และ 5) แบบประเมินปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา แบบบันทึกพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ตรวจสอบความเที่ยงโดยวิธีทดสอบซ้ำพบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .94 แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ตรวจสอบค่าความเที่ยงพบค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติที
ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ที่ได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวและผู้ติดแอลกอฮอล์ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวสามารถทำให้พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลือง, ธีรนุช จุดเพ็ชรแจ่ม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, วิไลรัตน์ ประเสริฐ
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลือง, ธีรนุช จุดเพ็ชรแจ่ม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, วิไลรัตน์ ประเสริฐ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลือง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมภายหลังได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลืองมาเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป จำนวน 148 ราย ที่เข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตบริการสุขภาพที่ 4 จำนวน 3 โรงพยาบาล คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 4 ส่วน ประกอบด้วย 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) อาการที่สัมพันธ์กับภาวะแขนบวม 3) การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภาวะแขนบวม และ 4) พฤติกรรมการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแขนบวม ซึ่งมีความตรงตามเนื้อหา และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคของแบบสอบถามที่ 2, 3, และ 4 เท่ากับ .88, .82, .88 ตามลำดับ ประเมินภาวะแขนบวมจากการวัดเส้น รอบวงแขนทั้ง 2 ข้าง จำนวน 6 ตำแหน่ง หากมีความแตกต่างของเส้นรอบวงแขนที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง > 2 เซนติเมตร ให้ถือว่ามีภาวะแขนบวม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล การทดสอบไคสแควร์ และฟิชเชอร์เอกซ์แซคท์
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 59.52 ปี (S.D.=11.22) ส่วนมากเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 (ร้อยละ 43.2) ระยะเวลาหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมเฉลี่ย 4.44 ปี (S.D.=3.58) พบมีภาวะแขนบวมจำนวน 51 ราย (ร้อยละ 34.5) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวม ได้แก่ การได้รับรังสีรักษา (2 =15.37, p < 0.001) รูปแบบการผ่าตัด (2=10.28, p <0.05) และพฤติกรรมการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแขนบวมโดยรวม (rpb = - 0.298, p < 0.001) นอกจากนี้ การรายงานอาการที่สัมพันธ์กับภาวะแขนบวม มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rpb = 0.577, p < 0.001)
สรุป: รูปแบบการผ่าตัดและการได้รับรังสีรักษาสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแขนบวม ดังนั้นควรวางแผนการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแขนบวมอย่างเหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมพฤติกรรมการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแขนบวม ร่วมกับการประเมินอาการที่สัมพันธ์กับภาวะแขนบวม
บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน, ชลลดา จงสมจิตต์
บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน, ชลลดา จงสมจิตต์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอบทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน ภาวะโภชนาการในเด็กสามารถเป็นตัวชี้วัดถึงภาวะสุขภาพในภาพรวมและเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตด้านร่างกายและสติปัญญาของเด็ก หากเด็กไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี ย่อมส่งผลต่อสุขภาพของเด็กได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตเมื่อเด็กโตขึ้น พยาบาลเด็กจึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำกับผู้ปกครอง รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้กับครูและพี่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กให้เหมาะสม ซึ่งพยาบาลเด็กต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กวัยก่อนเรียนที่สอดคล้องกับการรับประทานอาหารของเด็ก ความต้องการสารอาหารของเด็ก ตลอดจนวิธีการดูแลจัดเตรียมอาหาร การส่งเสริมเด็กให้มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี และการจัดบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน เพื่อให้เด็กวัยก่อนเรียนได้รับการดูแลที่เหมาะสม และมีสุขภาวะที่ดีต่อไป
ผลของการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของ เด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรง, ประจักษ์ พุกสุภา, จินตนา ยูนิพันธุ์
ผลของการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของ เด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรง, ประจักษ์ พุกสุภา, จินตนา ยูนิพันธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงก่อนและหลังได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัด และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงระหว่างกลุ่มที่ได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกที่อาการรุนแรง อายุ 6-12 ปี และผู้ดูแลหลักที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูล ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 18 คู่ กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กออทิสติกและผู้ดูแลหลัก 2) แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวเด็กออทิสติก 3) แนวทางปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดสำหรับเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรง 4) คู่มือการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดสำหรับเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงสำหรับผู้ดูแล และ 5) แบบประเมินความสามารถการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงที่บ้านสำหรับผู้ดูแลหลัก เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน และได้ค่าความเที่ยงแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงหลังการได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดลดลงกว่าก่อนได้รับการบำบัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงกลุ่มที่ได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: การใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดในการปฏิบัติการพยาบาลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอาการรุนแรง ส่งผลให้พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กลดลงได้
ผลของการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ณัฐิรา ทิวาโต, จินตนา ยูนิพันธุ์, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ณัฐิรา ทิวาโต, จินตนา ยูนิพันธุ์, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว และเปรียบเทียบอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกอายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูล ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คู่ กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ คู่มือการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวสำหรับพยาบาล และคู่มือการดูแลเด็กออทิสติกสำหรับครอบครัว เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินอาการรุนแรงของโรคออทิสซึม แบบประเมินความสามารถของครอบครัวในการเลี้ยงดูเด็กออทิสติก มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .92 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย: 1) อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนหลังได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวน้อยกว่าก่อนได้รับการสอนแนะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 และ 2) อาการออทิสติกหลังการทดลองของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแต่ไม่แตกต่างกัน
สรุป: การสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวช่วยให้อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนลดลงได้
การศึกษาประสิทธิภาพการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตระบบ Search Out Severity และ National Early Warning Score ต่อภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม, สุณี สุวรรณพสุ, วีรภัทรา ประภาพักตร์, สุกัญญา พูลทรัพย์
การศึกษาประสิทธิภาพการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตระบบ Search Out Severity และ National Early Warning Score ต่อภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม, สุณี สุวรรณพสุ, วีรภัทรา ประภาพักตร์, สุกัญญา พูลทรัพย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบการให้คะแนนสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตของระบบ Search out severity (SOS) และ National Early Warning Score (NEWS) ในการทำนายภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ
แบบแผนงานวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ไปข้างหน้า
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุร กรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 85 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตตามระบบ NEWS และระบบ SOS นำข้อมูลมาคำนวณหาค่าความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำ และทดสอบประสิทธิภาพโดยใช้พื้นที่ใต้กราฟ (Area under the curve: AUC)
ผลการวิจัย: ระบบ NEWS และ SOS ณ ที่ 4 ชั่วโมงก่อนเหตุการณ์มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยค่า cut-off ของ NEWS > 7 และ SOS > 4 ให้ผลถูกต้องตามความจริงดีที่สุด (ความไว 71.4%, 64.3% ความจำเพาะ 98.2%, 98.2% ตามลำดับ) โดยมีพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) เท่ากับ 0.90 (95%CI 0.81-0.99) และ 0.86 (95%CI 0.75 -0.97) ตามลำดับ และพบว่าประสิทธิภาพในการทำนายลดลงเมื่อเวลาก่อนที่เหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ณ ที่ 8, 12, 24 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุการณ์ก็ยังคงให้ผลถูกต้องตามความจริงในระดับดี-พอใช้ (AUC 0.82, 0.82, …
ปัจจัยทำนายสภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมอง, พิมพญาภรณ์ ทรัพย์มีชัย, สุนทรา เลี้ยงเชวงวงศ์, ภัทรวิทย์ รักษ์กุล
ปัจจัยทำนายสภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมอง, พิมพญาภรณ์ ทรัพย์มีชัย, สุนทรา เลี้ยงเชวงวงศ์, ภัทรวิทย์ รักษ์กุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ทั่วไป: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนาย ได้แก่ สภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการและพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยเนื้องอกสมอง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเนื้องอกสมองปฐมภูมิที่มาติดตามการรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตบริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 143 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ข้อมูลสภาวะส่วนบุคคล 2) ความทุกข์ทรมานจากอาการ 3) พฤติกรรมการจัดการอาการ และ 4) คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์และหาปัจจัยทำนายด้วยสถิติไคสแควร์ สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัย: ผู้ป่วยเนื้องอกสมองมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ความทุกข์ทรมานจากอาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการจัดการอาการโดยรวมอยู่ในระดับน้อย และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ความทุกข์ทรมานจากอาการ พฤติกรรมการจัดการอาการ ตำแหน่งเนื้องอกสมองที่ Frontal lobe ตำแหน่งเนื้องอกสมองที่ Temporal lobe
สรุป: ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการอาการของผู้ป่วยโรคเนื้องอกสมอง เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตได้ต่อไป
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ระดับรุนแรง, พัทนินทร์ สันตยากร, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เรวัฒน์ น้อยพิทักษ์, ศิริลักษณ์ แก้วศรีวงค์
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ระดับรุนแรง, พัทนินทร์ สันตยากร, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เรวัฒน์ น้อยพิทักษ์, ศิริลักษณ์ แก้วศรีวงค์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้ใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมของครอบครัวของ Schepp และ Pai ร่วมกับกรอบแนวคิดทฤษฎีการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกในผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวของ Sosnowski และ Ustik กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บาดเจ็บที่ศีรษะรุนแรง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก จำนวน 26 ราย โปรแกรมประกอบด้วย 1) การให้ข้อมูลแก่ญาติ และ 2) การฝึกทักษะและการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้น เป็นเวลา 14 วัน มีเครื่องมือ ดังนี้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินระดับความรู้สึกตัวของกลาสโกว์ 3) โปรแกรมการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึก 4) คู่มือการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกของญาติ 5) แบบประเมินพฤติกรรมการตอบสนองและการรับรู้ แรนโชลอส อะมิกอส และ 6) แบบประเมินการฟื้นสภาพสมองสมาร์ท ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติวิลคอกซัน
ผลการวิจัย: ภายหลังการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกมีค่าคะแนนเฉลี่ยการฟื้นสภาพสมองมากกว่าก่อนการกระตุ้น (p<.01)
ข้อสรุป: พยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรได้
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง, วฤณดา อธิคณาพร, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง, วฤณดา อธิคณาพร, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังที่รับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 40 ราย ได้รับการจับคู่ (Matched pair) และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมการจัดการอาการทางลบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 7 กิจกรรม เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการจัดการอาการทางลบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดทักษะชีวิต และแบบประเมินอาการทางจิตโรคจิตเภทฉบับภาษาไทย เฉพาะอาการทางลบ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .92 และ 1 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .88 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมการจัดการอาการทางลบในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังสามารถทำให้การทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นไปตามมติฐานที่ตั้งไว้
บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการดูแลผู้ป่วย Covid-19 ที่ได้รับ การใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการดูแลผู้ป่วย Covid-19 ที่ได้รับ การใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
โรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (Coronavirus diseases 2019: COVID-19) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง การรับกลิ่น รับรส ผิดปกติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะเกิดอาการปอดอักเสบ หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย ทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome: ARDS) การรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยการพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO) จะสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยได้ เพื่อช่วยพยุงการทำงานของปอดชั่วคราว ระหว่างการรักษาพื้นฟูปอดของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติ พยาบาลปริศัลยกรรมต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถในการที่จะดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ที่ต้องได้รับการใส่ ECMO ทั้ง 3 ระยะคือ ก่อน ขณะ และหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งยังต้องมีการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อโคโรนา 2019 ได้อีกด้วย
ผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัว การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน, กรองแก้ว ทรัพย์ประเสริฐ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี
ผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัว การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน, กรองแก้ว ทรัพย์ประเสริฐ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำในเด็กวัยก่อนเรียน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับการรักษาโดยการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จำนวน 60 คน โดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมและจับเข้าคู่กันด้วยการพิจารณาจากอายุและประสบการณ์การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนในกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลเพื่อลดความกลัวตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .98 และค่าความเที่ยงของการสังเกตเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการวิจัย: ความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดสามารถลดความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนได้
Covid–19 กับการตีตราทางสังคม: บทบาทพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ, อำพวรรณ์ ยวนใจ
Covid–19 กับการตีตราทางสังคม: บทบาทพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ, อำพวรรณ์ ยวนใจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
โรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 หรือ COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลก สามารถแพร่เชื้อผ่านทางลมหายใจ ละอองฝอย และจากการสัมผัสโดยตรงบริเวณเยื่อบุของตา จมูกหรือช่องปาก ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อมีการติดเชื้อจากคนใดคนหนึ่งมักมีการกล่าวโทษว่าเกิดจากคน ๆ นั้น ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวโทษถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่เชื้อ ถูกสังคมรอบข้างรังเกียจ เกิดความวิตกกังวลและไม่กล้าเผชิญชีวิตในสังคมได้ เหมือนเป็นตราบาปในใจว่าตนเป็นต้นเหตุของการแพร่กระจายเชื้อในสังคม พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคติดต่ออันตราย และช่วยเหลือบุคคลที่ถูกตราบาปในสังคมให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ โดยการประสานงานกับผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพื่อร่วมกันวางแผนและดูแลช่วยเหลือผู้ที่ถูกตราบาปทางสังคม
ปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, พรทิพย์ ชอบตรง, ศิริวรรณ แสงอินทร์, วรรณี เดียวอิศเรศ
ปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, พรทิพย์ ชอบตรง, ศิริวรรณ แสงอินทร์, วรรณี เดียวอิศเรศ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก และปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทํานาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการฝากครรภ์ ที่แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลบางละมุง จำนวน 170 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรักใคร่ผูกพันที่หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นไทยมีต่อทารกในครรภ์ 3) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส 4) แบบสอบถามการถูกกระทำรุนแรงจากคู่สมรส และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามที่ 2-5 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94, .87, .93 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า
ผลการวิจัย: หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกระดับดี ปัจจัยที่สามารถทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส การวางแผนการตั้งครรภ์ ประสบการณ์การถูกกระทำรุนแรงจากคู่สมรส อายุครรภ์ และการสนับสนุนทางสังคม โดยปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นได้ร้อยละ 37.9 (F(5, 164) = 20.046, p < .001)
สรุป: พยาบาลควรนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนารูปแบบการพยาบาล โดยมีการประเมินปัจจัยดังกล่าว และส่งเสริมให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสนับสนุน เพื่อส่งเสริมความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นให้ดียิ่งขึ้น
ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ, กนกพร สมตระกูล, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ, กนกพร สมตระกูล, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อบรรยายและตีความหมายของประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ
รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความของ Martin Heidegger
วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและบันทึกเทป นำข้อมูลมาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ Benner
ผลการวิจัย: ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ 1) เหตุที่หกล้มเป็นเพราะประมาทหรือถึงคราวเคราะห์ 2) หลากหลายความรู้สึก ทำให้เข็ดไม่อยากล้มซ้ำ 3) ล้มแล้วเร่งจัดการ ประเมินอาการและดูแลรักษา 4) ป้องกันไม่ให้หกล้มซ้ำ ต้องมีสติกำกับทุกย่างก้าว ต้องระวังพร้อมปรับตัว และ 5) ครอบครัว มีส่วนร่วมช่วยป้องกันล้ม
สรุป: ผลการวิจัยนี้ นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้บุคลากรทางสุขภาพส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุและครอบครัวตระหนักรู้วิธีดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำเพื่อนำไปสู่การดูแลตนเองที่ยั่งยืน
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สิริณัฏฐ์ โภคพัชญ์ภูเบศ, สมสมร เรืองวรบูรณ์, ชลินดา คำศรีพล, อัจฉราพร ปิติพัฒน์
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สิริณัฏฐ์ โภคพัชญ์ภูเบศ, สมสมร เรืองวรบูรณ์, ชลินดา คำศรีพล, อัจฉราพร ปิติพัฒน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนายอ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะของกลุ่มตัวอย่างภายหลังได้รับการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนายอ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม
แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอายุ 2-5 ปี ครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ และ 2 ) แบบวัดความรู้และทักษะด้านปฏิบัติการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา
ผลการวิจัย: รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่พัฒนาขึ้น ใช้กลยุทธ์หลัก 3 ข้อ คือ 1) การพัฒนาศักยภาพ 2) การมีส่วนร่วม และ 3) การเสริมแรงทางบวก ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ ครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองมีความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 24.17 ระดับปานกลาง ร้อยละ 48.27 ตามลำดับ ส่วนทักษะการประเมินพัฒนาการเด็ก พบว่า อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 41.38 และระดับปานกลาง ร้อยละ 58.62 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของความรู้ภายหลังการพัฒนา พบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนา ( =12.60 S.D.=2.53) และคะแนนเฉลี่ยของทักษะปฏิบัติการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กก็มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนา ( =14.71 S.D.=2.54) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) จนส่งให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 96.30 และได้รับการติดตามช่วยเหลือ ร้อยละ 100
ข้อสรุป: ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาคือการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนให้มีความรู้ที่ถูกต้องเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่มีคุณภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต การให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างพลังผลักดันให้เกิดรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ทุกช่วงวัย
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ของมารดา ในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด, ไฉไล ผาเงิน, ทศา ชัยวรรณวรรต, ธนันต์พร ตรีบุตรดี, ณัฐธิราภรณ์ พูลเพิ่ม, กมลธิดา เหล่าบุตรสา
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ของมารดา ในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด, ไฉไล ผาเงิน, ทศา ชัยวรรณวรรต, ธนันต์พร ตรีบุตรดี, ณัฐธิราภรณ์ พูลเพิ่ม, กมลธิดา เหล่าบุตรสา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ ของมารดาในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาที่คลอดทารกก่อนกำหนด จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด ตึกเด็ก 1-2 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด แบบสอบถามพลังอำนาจในการให้นมแม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .92 และ .92 วิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Pair t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
ผลการวิจัย: หลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด พบว่า การรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด และความสามารถในการบีบเก็บน้ำนมได้สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด ตึกเด็ก 1-2 โรงพยาบาลสรรพประสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่มการรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด และความสามารถในการบีบเก็บน้ำนมสูงขึ้นได้
ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาและผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่, เมฑามาศ สมยา, ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, เบญญพร บรรณสาร
ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาและผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่, เมฑามาศ สมยา, ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, เบญญพร บรรณสาร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอด
แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ที่มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคปอด โรงพยาบาลสระบุรีและโรงพยาบาลพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จำนวน 90 ราย คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งกลุ่มโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 45 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาวัณโรค 2) วีดีทัศน์เกี่ยวกับความรู้เรื่องวัณโรคปอด และประสบการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคปอด 3) คู่มือวัณโรคปอดและการปฏิบัติตัว 4) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 5) แบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา และ 6) แบบบันทึกผลการตรวจเสมหะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สถิติแมน-วิทนีย์ ยู และสถิติวิลคอกซัน
ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการตรวจเสมหะหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจของกลุ่มทดลองมีผลลบมากกว่ากลุ่มควบคุม ร้อยละ 4.44
สรุป: ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่บุคคลากรทางด้านสุขภาพในการส่งเสริมแรงจูงใจของผู้ป่วยวัณโรคปอดให้มีพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา เพื่อนำไปสู่อัตราความสำเร็จในการรักษาเพิ่มขึ้นต่อไป
ปัจจัยคัดสรรที่มีผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร, นารี ญาณิสสร, จิราวรรณ กล่อมเมฆ, มณิสรา ห่วงทอง
ปัจจัยคัดสรรที่มีผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร, นารี ญาณิสสร, จิราวรรณ กล่อมเมฆ, มณิสรา ห่วงทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่มีผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณาเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้ใช้กรอบการวิจัยตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมของ TQF กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 คณะพยาบาลศาสตร์มิชชั่น มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 100 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินบรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา แบบประเมินพฤติกรรมจริยธรรมของอาจารย์ แบบประเมินการจัดการเรียนการสอนจริยธรรมทางการพยาบาล และแบบประเมินพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบ TQF ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามได้เท่ากับ .91, .92, .95, และ .98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) แบบ Stepwise
ผลการวิจัย: บรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา พฤติกรรมจริยธรรมของอาจารย์ การจัดการเรียนการสอนจริยธรรมทางการพยาบาล และพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบ TQF มีคะแนนเฉลี่ยในระดับมาก พฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และ 4 แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ บรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอนจริยธรรมทางการพยาบาลร่วมทำนายพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบ TQF ได้ร้อยละ 63.2
สรุป: ผู้บริหารและอาจารย์ควรจัดบรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา และกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมทั้งในและนอกชั้นเรียนทุกชั้นปีอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร เพื่อปลูกฝังจริยธรรมของนักศึกษาอย่างยั่งยืน
การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเพื่อดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิด, วรรณา พาหุวัฒนกร, วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์
การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเพื่อดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิด, วรรณา พาหุวัฒนกร, วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเฉพาะ เพื่อดูแลสตรีภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิดจากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ
รูปแบบงานวิจัย: การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบโดยใช้กรอบ PICO
วิธีดำเนินการวิจัย: ประชากร คือ งานวิจัยและเอกสารทางวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งเน้นในเรื่องวิธีการพยาบาลสตรีที่สูญเสียบุตรในระยะคลอดทั้งครรภ์แรก และครรภ์หลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง และเอกสารสำหรับการประเมินคุณภาพของงานวิจัย และแบบบันทึกข้อมูลจากงานวิจัย การเก็บข้อมูลโดยการสืบค้นเอกสารที่ตรงตามเกณท์การคัดเลือก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา: วิธีการพยาบาลเฉพาะเพื่อดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกปริกำเนิด มี 4 ประเด็น ได้แก่ การเตรียมตัว (Preparation) การสนับสนุน (Support) การดูแล (Caring) และการให้คำปรึกษา (Counseling) โดยการดูแลจะแยกออกเป็นการพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์ มากกว่า 20 สัปดาห์ รวมทั้งครอบครัวของสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารก
สรุป: พยาบาลที่ให้การดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิดควรได้รับการเตรียมตัวทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือ การสนับสนุนทางด้านอารมณ์ และฝึกทักษะการให้คำปรึกษา เพื่อให้สามารถดูแลและช่วยเหลือสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ, นลิน ดวงปัญญา, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ, นลิน ดวงปัญญา, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อบรรยายประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพ
วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 11 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปแล้วนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการจดบันทึกในระหว่างการสัมภาษณ์ ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามแบบวิธีการของแวน มาเนน
ผลการวิจัยสรุปดังนี้: ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ และประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ โดยการให้ความหมายของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ คือ การดูแลเอาใจใส่เพื่อไม่ให้กลับป่วยซ้ำ เกิดจากความรักใคร่ ห่วงใยและผูกพัน ผู้ป่วยคือคนสำคัญ มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้ดูแลหลัก พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การทำหน้าที่ด้วยความรักความห่วงใย และ 2. เกิดความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว ส่วนประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ พบ 3 ประเด็นหลัก และ 6 ประเด็นย่อย ดังนี้ 1. การรับรู้ว่าผู้ป่วยผิดปกติและแสวงหาการรักษา 1.1) การรับรู้ว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ 1.2) แสวงหาการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย 2. การทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น 2.1) หลากหลายความทุกข์ถาโถมเข้ามาในชีวิต 2.2) การทำใจยอมรับเพื่อตนเองและผู้ป่วย 3. การดูแลฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับป่วยซ้ำ 3.1) การทำหน้าที่ตอบสนองทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ป่วย 3.2) ให้ผู้ป่วยได้กลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้เป็นของตนเอง
สรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ ตั้งแต่ผู้ป่วยจิตเภทเริ่มมีอาการทางจิต การดูแลฟื้นฟูเพื่อป้องกันการกลับป่วยซ้ำ และผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นกับผู้ดูแลหลัก เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพสามารถนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำและผู้ดูแลหลักอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมเพื่อป้องกันการกลับป่วยซ้ำ
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, เจตนา วงษาสูง
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, เจตนา วงษาสูง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษาหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินลับ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จำนวน 30 คน คัดเลือกเข้ากลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มตัวอย่างจะได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองเป็นรายบุคคล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญเท่ากับ 0.96 และทดสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาคเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการทดสอบสถิติที
ผลการวิจัย: การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหลังการได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)
ข้อสรุป: โปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองมีประสิทธิภาพสามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดประโยชน์ทำให้มีการดูแลตนเองที่ถูกต้อง ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้
การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, พินิจพร ขันแพง, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, พินิจพร ขันแพง, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์รายด้าน และ 2) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดย่อยในแต่ละด้านของตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เดลฟายเทคนิค
วิธีดำเนินการวิจัย: ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญ 18 คน ได้แก่ ผู้บริหารทางการพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาจารย์พยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งสถาบันหรือโรงพยาบาลมะเร็ง สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและข้อถามปลายเปิด ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา มาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามแต่ละข้อ ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้คำนวณค่ามัธยฐาน พิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบ หลังจากนั้นจึงนำขัอมูลที่ได้มาคำนวณหาค่ามัธยฐานและพิสัยควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัย: ตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ประกอบด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาล 42 ข้อ เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญระดับมากสุด 39 ข้อ และตัวชี้วัดที่มีความสำคัญระดับมาก 3 ข้อ จำแนกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนการผ่าตัด 9 ตัวชี้วัดย่อย 2) ความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนของการได้รับยาเคมีบำบัด 8 ตัวชี้วัดย่อย 3) ความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่ได้รับรังสีรักษา 6 ตัวชี้วัดย่อย 4) ความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากพยาธิสภาพของโรคและการรักษาพยาบาล 8 ตัวชี้วัดย่อย 5) ด้านการทุเลาจากความเจ็บปวด 6 ตัวชี้วัดย่อย และ 6) ด้านการได้รับการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วยและญาติ 5 ตัวชี้วัดย่อย
ความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เยาวรัตน์ มัชฌิม, ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจตระกูล
ความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เยาวรัตน์ มัชฌิม, ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาระดับภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณาแบบตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่หน่วยไต โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 187 ราย คัดเลือกโดยแบบเฉพาะเจะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) ภาพตัวแทนความเจ็บป่วย 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไป ระดับการรับรู้ความเจ็บป่วยหรือภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณา และความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวิเคาระห์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันแบบเพียร์สัน
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาพตัวแทนความเจ็บป่วยโดยรวมในระดับปานกลาง และมีภาพตัวแทนความเจ็บป่วยรายด้านในระดับปานกลางและสูง มีการสนับสนุนทางสังในระดับปานกลาง และมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ภาพตัวแทนความเจ็บป่วยด้านการรับรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บป่วย และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.152, p < .05; r = 0.538, p< .01)
สรุป: เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมมากขึ้น การให้สุขศึกษาในคลินิกอาจต้องเน้นย้ำให้ครอบคลุมองค์ประกอบของภาพตัวแทนความเจ็บป่วยทั้ง 5 ด้าน และส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยให้เข้มแข็งมากขึ้น
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า: บทบาทพยาบาลในการดูแลเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย, นันทภัค ชนะพันธ์
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า: บทบาทพยาบาลในการดูแลเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย, นันทภัค ชนะพันธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและการไร้ความสามารถที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งพบได้ในประชากรทุกเพศ ทุกวัย โดยอายุที่เริ่มมีภาวะบกพร่องทางสุขภาพอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ และนับวันยิ่งจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว สังคม เนื่องจากผู้ป่วยมีความบกพร่องในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว เกิดความไม่เข้าใจกัน การทะเลาะเบาะแว้ง การหย่าร้าง รวมทั้งการทำหน้าต่าง ๆ ในสังคมบกพร่อง ไม่สามารถทำงานได้ ทำให้รัฐบาลต้องรับภาระในการดูแล พยาบาลจิตเวชมีบทบาทสำคัญในการพยาบาลแก่ผู้ป่วยจิตเวช ให้ความรู้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยและญาติ เป็นผู้ประสานงานกับทีมสหวิชาชีพทางสุขภาพจิต และเป็นสื่อกลางระหว่างทีมผู้รักษาและญาติผู้ป่วย เตรียมความพร้อมให้กับผู้ป่วยในการดูแลตนเองเมื่อกลับบ้าน และใช้ชิวิตอยู่ในสังคมได้ ตลอดจนให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ ส่งเสริมความเข้าใจของครอบครัว โดยให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลประคับประคองผู้ป่วย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหายได้เร็วขึ้น และลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยได้
วาทกรรมชุมชนต่อความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็ก ในพื้นที่ชุมชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทย, นิตยา พันธ์งาม, ขนิษฐา นันทบุตร
วาทกรรมชุมชนต่อความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็ก ในพื้นที่ชุมชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทย, นิตยา พันธ์งาม, ขนิษฐา นันทบุตร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษากระบวนการสร้างวาทกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กในชุมชน และผลกระทบของวาทกรรมต่อความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กในชุมชน
แบบแผนการวิจัย: การศึกษานี้ดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์
วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 90 คน ประกอบด้วย 1) ผู้ให้ข้อมูลหลัก เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง จำนวน 84 คน ได้แก่ ปราชญ์ ผู้นำชุมชน บุคลากรสุขภาพ แกนนำกลุ่มองค์กร ครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและในโรงเรียน ผู้นำศาสนา หญิงตั้งครรภ์ แม่หลังคลอด สมาชิกในครอบครัวแม่และเด็ก อาสาสมัคร ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำศูนย์พัฒนาครอบครัว และ 2) ผู้ให้ข้อมูลทั่วไป 6 คน ได้แก่ สมาชิกในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลแม่และเด็ก คัดเลือกแบบเจาะจงและแบบสโนว์บอลล์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัย: ผลการศึกษาแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) ความหมายของความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็ก เป็นกระบวนที่สะท้อนถึงการตีความและสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กผ่านมุมมองเชิงวัฒนธรรมของทั้งแม่ ครอบครัว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลแม่และเด็กในชุมชน โดยถูกถ่ายทอดในรูปแบบของภาษาและใช้สื่อสารในชุมชนพบว่ามีความหมายเชื่อมโยงกัน 2) วาทกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กเป็นกระบวนการสะท้อนถึงการแสดงออกทางความคิดความเชื่อผ่านคำพูด ภาษาหรือวาทกรรม มี 2 อัตลักษณ์ คือ วาทกรรมเสริมพลังอำนาจและวาทกรรมพึ่งพา และ 3) ผลกระทบของวาทกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กเป็นภาคปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของวาทกรรมที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม รวมทั้งการเกิดแนวทางใหม่ในการดูแลแม่และเด็กในชุมชน
สรุป: ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นองค์ความรู้ใหม่ที่ว่าความหมายของความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กมีความเชื่อมโยงกันเมื่อถูกสะท้อนผ่านมุมมองเชิงวัฒนธรรม และกระบวนการตีความหมายของแม่และการเลี้ยงดูเด็กที่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบภาษานั้นสะท้อนให้เห็นถึงการผลิตสร้างวาทกรรมใหม่ที่เป็นวาทกรรมเสริมพลังอำนาจอันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของแม่ที่ดีและแนวทางในการดูแลแม่และเด็กในชุมชน ซึ่งพยาบาลและผดุงครรภ์ผู้ที่มีบทบาสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการดูแลแม่และเด็กสามารถนำใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการพัฒนาระบบการดูแลแม่และเด็กและส่งเสริมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กอย่างเป็นระบบได้
การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในผู้ป่วยเด็กที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ส่วนปลาย ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, ณัฐธภา เดชเกษม, กัลยา แก้วธนะสิน, สุกัญญา แสงตุ่น, นิภาพร หลีกุล, ผุสณี วินยพงศ์พันธ์, ปิยะนารถ พรหมมาสกุล
การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในผู้ป่วยเด็กที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ส่วนปลาย ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, ณัฐธภา เดชเกษม, กัลยา แก้วธนะสิน, สุกัญญา แสงตุ่น, นิภาพร หลีกุล, ผุสณี วินยพงศ์พันธ์, ปิยะนารถ พรหมมาสกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ และผลต่อความรู้ ทักษะเกี่ยวกับการประเมินภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ ความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองในการใช้แบบประเมินของพยาบาลวิชาชีพ
รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในผู้ป่วยเด็ก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ ดังนี้ 1) แบบวัดความรู้ 2) แบบวัดทักษะการประเมิน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: 1) ได้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินฯ 2) ผลการใช้รูปแบบฯ พบว่า หลังการใช้แนวทาง 3 เดือน กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะการประเมินสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .01 ความพึงพอใจหลังการใช้แนวทาง 3 เดือน สูงกว่าหลังการอบรมอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ p=.266 ส่วนความมั่นใจในตนเอง หลังการใช้แนวทาง 3 เดือน ต่ำกว่าหลังการอบรมอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ p = .592
สรุป: รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะมีประสิทธิภาพในการช่วยให้พยาบาลวิชาชีพมีความรู้เกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดดำอักเสบและทักษะในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอักเสบส่วนปลายในผู้ป่วยเด็ก
การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร, เชิดฉวี สุทธิรักษ์, กัญญดา ประจุศิลป
การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร, เชิดฉวี สุทธิรักษ์, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.