Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Nursing Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

Keyword
Publication Year

Articles 91 - 120 of 591

Full-Text Articles in Nursing

ผลของการประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนต่อการควบคุม การติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์, สุรศักดิ์ ตรีนัย Jan 2021

ผลของการประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนต่อการควบคุม การติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์, สุรศักดิ์ ตรีนัย

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมการติดเชื้อของมารดาผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลที่ประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปรกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: มารดาของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 30 คน คือ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง แบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 15 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลที่ประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติ Mann-Whitney U

ผลการวิจัย: มารดาของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลที่ประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนมีการควบคุมการติดเชื้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปรกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การพยาบาลประยุกต์รูปแบบเชิงระบบของนิวแมนสามารถทำให้มารดาดูแลป้องกันการติดเชื้อให้กับเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้


ผลของโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองต่ออาการซึมเศร้า ในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์, พิมพ์ชมพู ศรีถนอม, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล Jan 2021

ผลของโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองต่ออาการซึมเศร้า ในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์, พิมพ์ชมพู ศรีถนอม, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 1 เดือน และ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ

แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ที่มีปัญหาอาการซึมเศร้าและมารับบริการที่คลินิกเมทาโดน สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) จำนวน 38 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมจัดการการตีตราตนเอง แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) ฉบับปรับปรุงภาษากลาง และแบบประเมินการตีตราตนเองสำหรับผู้เสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Least Significant Difference

ผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองเปรียบเทียบ 3 ระยะเวลา ได้แก่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 1 เดือน พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมจัดการการตีตราตนเองในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมจัดการการตีตราตนเองมีประสิทธิภาพสามารถลดอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยเสพติดสารกลุ่มโอปิออยด์ที่อยู่ระหว่างการบำบัดด้วยเมทาโดนทดแทนได้ในระยะหลังการทดลองทันที


ผลของการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว, พัชรธิดา พินรัตน์, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ Jan 2021

ผลของการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว, พัชรธิดา พินรัตน์, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วก่อนและหลังได้รับการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่ม และเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ได้รับโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วอายุที่รับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่ม เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) การสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่ม และ 2) แบบสอบถามการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 2 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .87 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณา และสถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย 1)การทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์ปแรปรวนสองขั้วหลังได้รับการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ 2) การทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วก่อนและหลังได้รับการสนับสนุนทางสังคมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปรกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป โปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมแบบกลุ่มส่งผลต่อการสร้างเสริมการทำหน้าที่ของผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว


ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวต่อ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์, สิรินันท์ หวังมุขกลาง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล Jan 2021

ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวต่อ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์, สิรินันท์ หวังมุขกลาง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัว และ 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดแอลกอฮอล์และสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ระหว่างรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จำนวน 50 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) โปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบบันทึกพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ 4) แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และ 5) แบบประเมินปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา แบบบันทึกพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ตรวจสอบความเที่ยงโดยวิธีทดสอบซ้ำพบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .94 แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ตรวจสอบค่าความเที่ยงพบค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติที

ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ที่ได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวและผู้ติดแอลกอฮอล์ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมการให้คำปรึกษาพฤติกรรมครอบครัวสามารถทำให้พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ติดแอลกอฮอล์ลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลือง, ธีรนุช จุดเพ็ชรแจ่ม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, วิไลรัตน์ ประเสริฐ Jan 2021

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลือง, ธีรนุช จุดเพ็ชรแจ่ม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, วิไลรัตน์ ประเสริฐ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลือง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมภายหลังได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมชนิดที่มีการตัดต่อมน้ำเหลืองมาเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป จำนวน 148 ราย ที่เข้ารับการตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตบริการสุขภาพที่ 4 จำนวน 3 โรงพยาบาล คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 4 ส่วน ประกอบด้วย 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) อาการที่สัมพันธ์กับภาวะแขนบวม 3) การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภาวะแขนบวม และ 4) พฤติกรรมการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแขนบวม ซึ่งมีความตรงตามเนื้อหา และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคของแบบสอบถามที่ 2, 3, และ 4 เท่ากับ .88, .82, .88 ตามลำดับ ประเมินภาวะแขนบวมจากการวัดเส้น  รอบวงแขนทั้ง 2 ข้าง จำนวน 6 ตำแหน่ง หากมีความแตกต่างของเส้นรอบวงแขนที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง > 2 เซนติเมตร ให้ถือว่ามีภาวะแขนบวม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล การทดสอบไคสแควร์ และฟิชเชอร์เอกซ์แซคท์

ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 59.52 ปี (S.D.=11.22) ส่วนมากเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2  (ร้อยละ 43.2) ระยะเวลาหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมเฉลี่ย 4.44 ปี (S.D.=3.58) พบมีภาวะแขนบวมจำนวน 51 ราย (ร้อยละ 34.5) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวม ได้แก่ การได้รับรังสีรักษา (2 =15.37, p < 0.001) รูปแบบการผ่าตัด (2=10.28, p <0.05) และพฤติกรรมการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแขนบวมโดยรวม (rpb = - 0.298, p < 0.001) นอกจากนี้ การรายงานอาการที่สัมพันธ์กับภาวะแขนบวม มีความสัมพันธ์กับภาวะแขนบวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rpb = 0.577, p < 0.001)

สรุป: รูปแบบการผ่าตัดและการได้รับรังสีรักษาสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแขนบวม ดังนั้นควรวางแผนการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแขนบวมอย่างเหมาะสมในผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมพฤติกรรมการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแขนบวม ร่วมกับการประเมินอาการที่สัมพันธ์กับภาวะแขนบวม


บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน, ชลลดา จงสมจิตต์ Jan 2021

บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน, ชลลดา จงสมจิตต์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอบทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน ภาวะโภชนาการในเด็กสามารถเป็นตัวชี้วัดถึงภาวะสุขภาพในภาพรวมและเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตด้านร่างกายและสติปัญญาของเด็ก หากเด็กไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี ย่อมส่งผลต่อสุขภาพของเด็กได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตเมื่อเด็กโตขึ้น พยาบาลเด็กจึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำกับผู้ปกครอง รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้กับครูและพี่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กในการส่งเสริมโภชนาการและพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กให้เหมาะสม ซึ่งพยาบาลเด็กต้องมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กวัยก่อนเรียนที่สอดคล้องกับการรับประทานอาหารของเด็ก ความต้องการสารอาหารของเด็ก ตลอดจนวิธีการดูแลจัดเตรียมอาหาร การส่งเสริมเด็กให้มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี และการจัดบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน เพื่อให้เด็กวัยก่อนเรียนได้รับการดูแลที่เหมาะสม และมีสุขภาวะที่ดีต่อไป


ผลของการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของ เด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรง, ประจักษ์ พุกสุภา, จินตนา ยูนิพันธุ์ Jan 2021

ผลของการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของ เด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรง, ประจักษ์ พุกสุภา, จินตนา ยูนิพันธุ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงก่อนและหลังได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัด และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงระหว่างกลุ่มที่ได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกที่อาการรุนแรง อายุ 6-12 ปี และผู้ดูแลหลักที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูล ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 18 คู่ กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กออทิสติกและผู้ดูแลหลัก 2) แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวเด็กออทิสติก 3) แนวทางปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดสำหรับเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรง 4) คู่มือการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดสำหรับเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงสำหรับผู้ดูแล และ 5) แบบประเมินความสามารถการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงที่บ้านสำหรับผู้ดูแลหลัก เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน และได้ค่าความเที่ยงแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงหลังการได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดลดลงกว่าก่อนได้รับการบำบัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กออทิสติกวัยเรียนอาการรุนแรงกลุ่มที่ได้รับการใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: การใช้สิ่งแวดล้อมบำบัดในการปฏิบัติการพยาบาลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอาการรุนแรง ส่งผลให้พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กลดลงได้


ผลของการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ณัฐิรา ทิวาโต, จินตนา ยูนิพันธุ์, สุนิศา สุขตระกูล Jan 2021

ผลของการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ณัฐิรา ทิวาโต, จินตนา ยูนิพันธุ์, สุนิศา สุขตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัว และเปรียบเทียบอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกอายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูล ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) และการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 20 คู่ กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ คู่มือการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวสำหรับพยาบาล และคู่มือการดูแลเด็กออทิสติกสำหรับครอบครัว เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินอาการรุนแรงของโรคออทิสซึม แบบประเมินความสามารถของครอบครัวในการเลี้ยงดูเด็กออทิสติก มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .92 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: 1) อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนหลังได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวน้อยกว่าก่อนได้รับการสอนแนะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 และ 2) อาการออทิสติกหลังการทดลองของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับการสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติแต่ไม่แตกต่างกัน

สรุป: การสอนแนะพฤติกรรมการเลี้ยงดูของครอบครัวช่วยให้อาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนลดลงได้


การศึกษาประสิทธิภาพการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตระบบ Search Out Severity และ National Early Warning Score ต่อภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม, สุณี สุวรรณพสุ, วีรภัทรา ประภาพักตร์, สุกัญญา พูลทรัพย์ Jan 2021

การศึกษาประสิทธิภาพการใช้สัญญาณเตือนภาวะวิกฤตระบบ Search Out Severity และ National Early Warning Score ต่อภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม, สุณี สุวรรณพสุ, วีรภัทรา ประภาพักตร์, สุกัญญา พูลทรัพย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบการให้คะแนนสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตของระบบ Search out severity (SOS) และ National Early Warning Score (NEWS) ในการทำนายภาวะใส่ท่อช่วยหายใจหรือการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโดยไม่ได้วางแผนของผู้ป่วยสูงอายุ

แบบแผนงานวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ไปข้างหน้า

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยอายุร กรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน  85 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตตามระบบ NEWS และระบบ SOS นำข้อมูลมาคำนวณหาค่าความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำ และทดสอบประสิทธิภาพโดยใช้พื้นที่ใต้กราฟ (Area under the curve: AUC)

ผลการวิจัย: ระบบ NEWS และ SOS ณ ที่ 4 ชั่วโมงก่อนเหตุการณ์มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยค่า cut-off ของ NEWS > 7 และ SOS > 4 ให้ผลถูกต้องตามความจริงดีที่สุด (ความไว 71.4%,  64.3% ความจำเพาะ 98.2%, 98.2% ตามลำดับ) โดยมีพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) เท่ากับ 0.90 (95%CI 0.81-0.99) และ 0.86 (95%CI 0.75 -0.97) ตามลำดับ และพบว่าประสิทธิภาพในการทำนายลดลงเมื่อเวลาก่อนที่เหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ณ ที่ 8, 12, 24 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุการณ์ก็ยังคงให้ผลถูกต้องตามความจริงในระดับดี-พอใช้ (AUC 0.82, 0.82, …


ปัจจัยทำนายสภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมอง, พิมพญาภรณ์ ทรัพย์มีชัย, สุนทรา เลี้ยงเชวงวงศ์, ภัทรวิทย์ รักษ์กุล Jan 2021

ปัจจัยทำนายสภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมอง, พิมพญาภรณ์ ทรัพย์มีชัย, สุนทรา เลี้ยงเชวงวงศ์, ภัทรวิทย์ รักษ์กุล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์ทั่วไป: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนาย ได้แก่ สภาวะส่วนบุคคล ความทุกข์ทรมานจากอาการและพฤติกรรมการจัดการอาการต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยเนื้องอกสมอง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย

วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเนื้องอกสมองปฐมภูมิที่มาติดตามการรักษาในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตบริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 143 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) ข้อมูลสภาวะส่วนบุคคล 2) ความทุกข์ทรมานจากอาการ 3) พฤติกรรมการจัดการอาการ และ 4) คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์และหาปัจจัยทำนายด้วยสถิติไคสแควร์ สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ

ผลการวิจัย: ผู้ป่วยเนื้องอกสมองมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ความทุกข์ทรมานจากอาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการจัดการอาการโดยรวมอยู่ในระดับน้อย และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื้องอกสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ความทุกข์ทรมานจากอาการ พฤติกรรมการจัดการอาการ ตำแหน่งเนื้องอกสมองที่ Frontal lobe ตำแหน่งเนื้องอกสมองที่ Temporal lobe

สรุป: ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการอาการของผู้ป่วยโรคเนื้องอกสมอง เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตได้ต่อไป


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ระดับรุนแรง, พัทนินทร์ สันตยากร, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เรวัฒน์ น้อยพิทักษ์, ศิริลักษณ์ แก้วศรีวงค์ Jan 2021

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ระดับรุนแรง, พัทนินทร์ สันตยากร, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เรวัฒน์ น้อยพิทักษ์, ศิริลักษณ์ แก้วศรีวงค์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกต่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้ใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมของครอบครัวของ Schepp และ Pai ร่วมกับกรอบแนวคิดทฤษฎีการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกในผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวของ Sosnowski และ Ustik กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บาดเจ็บที่ศีรษะรุนแรง ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก จำนวน 26 ราย โปรแกรมประกอบด้วย 1) การให้ข้อมูลแก่ญาติ และ 2) การฝึกทักษะและการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้น เป็นเวลา 14 วัน มีเครื่องมือ ดังนี้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินระดับความรู้สึกตัวของกลาสโกว์ 3) โปรแกรมการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึก 4) คู่มือการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกของญาติ 5) แบบประเมินพฤติกรรมการตอบสนองและการรับรู้ แรนโชลอส อะมิกอส และ 6) แบบประเมินการฟื้นสภาพสมองสมาร์ท ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติวิลคอกซัน

ผลการวิจัย: ภายหลังการส่งเสริมให้ญาติมีส่วนร่วมในการกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกมีค่าคะแนนเฉลี่ยการฟื้นสภาพสมองมากกว่าก่อนการกระตุ้น (p<.01)

ข้อสรุป: พยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการฟื้นสภาพสมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะระดับรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรได้


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง, วฤณดา อธิคณาพร, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ Jan 2021

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการทางลบต่อการทำหน้าที่ของ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง, วฤณดา อธิคณาพร, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังที่รับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จำนวน 40 ราย ได้รับการจับคู่ (Matched pair) และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมการจัดการอาการทางลบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 7 กิจกรรม เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการจัดการอาการทางลบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดทักษะชีวิต และแบบประเมินอาการทางจิตโรคจิตเภทฉบับภาษาไทย เฉพาะอาการทางลบ ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .92 และ 1 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .88 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการทางลบสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: การใช้โปรแกรมการจัดการอาการทางลบในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังสามารถทำให้การทำหน้าที่ของผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรังดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นไปตามมติฐานที่ตั้งไว้


บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการดูแลผู้ป่วย Covid-19 ที่ได้รับ การใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข Jan 2021

บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการดูแลผู้ป่วย Covid-19 ที่ได้รับ การใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

โรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (Coronavirus diseases 2019: COVID-19) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง การรับกลิ่น รับรส ผิดปกติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะเกิดอาการปอดอักเสบ หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย ทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute respiratory distress syndrome: ARDS) การรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยการพยุงการทำงานของปอดและหัวใจ (Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO) จะสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยได้ เพื่อช่วยพยุงการทำงานของปอดชั่วคราว ระหว่างการรักษาพื้นฟูปอดของผู้ป่วยให้กลับมาเป็นปกติ พยาบาลปริศัลยกรรมต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถในการที่จะดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ที่ต้องได้รับการใส่ ECMO ทั้ง 3 ระยะคือ ก่อน ขณะ และหลังผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งยังต้องมีการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อโคโรนา 2019 ได้อีกด้วย


ผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัว การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน, กรองแก้ว ทรัพย์ประเสริฐ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี Jan 2021

ผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัว การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน, กรองแก้ว ทรัพย์ประเสริฐ, วราภรณ์ ชัยวัฒน์, สุวิมล โรจนาวี

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดต่อความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำในเด็กวัยก่อนเรียน

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับการรักษาโดยการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จำนวน 60 คน โดยการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมและจับเข้าคู่กันด้วยการพิจารณาจากอายุและประสบการณ์การใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนในกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลเพื่อลดความกลัวตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .98 และค่าความเที่ยงของการสังเกตเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและใช้สถิติทดสอบที (t-test)

ผลการวิจัย: ความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลเน้นการลดความเจ็บปวดสามารถลดความกลัวการใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนได้


Covid–19 กับการตีตราทางสังคม: บทบาทพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ, อำพวรรณ์ ยวนใจ Jan 2020

Covid–19 กับการตีตราทางสังคม: บทบาทพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ, อำพวรรณ์ ยวนใจ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

โรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 หรือ COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลก สามารถแพร่เชื้อผ่านทางลมหายใจ ละอองฝอย และจากการสัมผัสโดยตรงบริเวณเยื่อบุของตา จมูกหรือช่องปาก ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อมีการติดเชื้อจากคนใดคนหนึ่งมักมีการกล่าวโทษว่าเกิดจากคน ๆ นั้น ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวโทษถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่เชื้อ ถูกสังคมรอบข้างรังเกียจ เกิดความวิตกกังวลและไม่กล้าเผชิญชีวิตในสังคมได้ เหมือนเป็นตราบาปในใจว่าตนเป็นต้นเหตุของการแพร่กระจายเชื้อในสังคม พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคติดต่ออันตราย และช่วยเหลือบุคคลที่ถูกตราบาปในสังคมให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ โดยการประสานงานกับผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพื่อร่วมกันวางแผนและดูแลช่วยเหลือผู้ที่ถูกตราบาปทางสังคม


ปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, พรทิพย์ ชอบตรง, ศิริวรรณ แสงอินทร์, วรรณี เดียวอิศเรศ Jan 2020

ปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก ในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, พรทิพย์ ชอบตรง, ศิริวรรณ แสงอินทร์, วรรณี เดียวอิศเรศ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารก และปัจจัยทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น

แบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทํานาย

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการฝากครรภ์ ที่แผนกฝากครรภ์ โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลบางละมุง จำนวน 170 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรักใคร่ผูกพันที่หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นไทยมีต่อทารกในครรภ์ 3) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส 4) แบบสอบถามการถูกกระทำรุนแรงจากคู่สมรส และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามที่ 2-5 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94, .87, .93 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้า

ผลการวิจัย: หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกระดับดี ปัจจัยที่สามารถทำนายความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส การวางแผนการตั้งครรภ์ ประสบการณ์การถูกกระทำรุนแรงจากคู่สมรส อายุครรภ์ และการสนับสนุนทางสังคม โดยปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นได้ร้อยละ 37.9 (F(5, 164) = 20.046, p < .001)

สรุป: พยาบาลควรนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนารูปแบบการพยาบาล โดยมีการประเมินปัจจัยดังกล่าว และส่งเสริมให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสนับสนุน เพื่อส่งเสริมความรักใคร่ผูกพันระหว่างมารดาและทารกในหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นให้ดียิ่งขึ้น


ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ, กนกพร สมตระกูล, ศิริพันธุ์ สาสัตย์ Jan 2020

ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ, กนกพร สมตระกูล, ศิริพันธุ์ สาสัตย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อบรรยายและตีความหมายของประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ

รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความของ Martin Heidegger

วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและบันทึกเทป นำข้อมูลมาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ Benner

ผลการวิจัย: ประสบการณ์การดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก คือ 1) เหตุที่หกล้มเป็นเพราะประมาทหรือถึงคราวเคราะห์ 2) หลากหลายความรู้สึก ทำให้เข็ดไม่อยากล้มซ้ำ 3) ล้มแล้วเร่งจัดการ ประเมินอาการและดูแลรักษา 4) ป้องกันไม่ให้หกล้มซ้ำ ต้องมีสติกำกับทุกย่างก้าว ต้องระวังพร้อมปรับตัว และ 5) ครอบครัว มีส่วนร่วมช่วยป้องกันล้ม

สรุป: ผลการวิจัยนี้ นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้บุคลากรทางสุขภาพส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุและครอบครัวตระหนักรู้วิธีดูแลตนเองในการป้องกันการหกล้มซ้ำเพื่อนำไปสู่การดูแลตนเองที่ยั่งยืน


การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สิริณัฏฐ์ โภคพัชญ์ภูเบศ, สมสมร เรืองวรบูรณ์, ชลินดา คำศรีพล, อัจฉราพร ปิติพัฒน์ Jan 2020

การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สิริณัฏฐ์ โภคพัชญ์ภูเบศ, สมสมร เรืองวรบูรณ์, ชลินดา คำศรีพล, อัจฉราพร ปิติพัฒน์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนายอ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะของกลุ่มตัวอย่างภายหลังได้รับการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนายอ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอายุ 2-5 ปี ครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครอง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ และ 2 ) แบบวัดความรู้และทักษะด้านปฏิบัติการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา

ผลการวิจัย: รูปแบบการเสริมสร้างศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่พัฒนาขึ้น ใช้กลยุทธ์หลัก 3 ข้อ  คือ 1) การพัฒนาศักยภาพ 2) การมีส่วนร่วม และ 3) การเสริมแรงทางบวก ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ ครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองมีความรู้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 24.17  ระดับปานกลาง ร้อยละ 48.27 ตามลำดับ ส่วนทักษะการประเมินพัฒนาการเด็ก พบว่า อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 41.38 และระดับปานกลาง ร้อยละ 58.62  ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของความรู้ภายหลังการพัฒนา พบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนา (  =12.60 S.D.=2.53) และคะแนนเฉลี่ยของทักษะปฏิบัติการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กก็มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนา ( =14.71 S.D.=2.54) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) จนส่งให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้น ถึงร้อยละ 96.30 และได้รับการติดตามช่วยเหลือ ร้อยละ 100

ข้อสรุป: ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาคือการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนให้มีความรู้ที่ถูกต้องเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่มีคุณภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต การให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างพลังผลักดันให้เกิดรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ทุกช่วงวัย


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ของมารดา ในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด, ไฉไล ผาเงิน, ทศา ชัยวรรณวรรต, ธนันต์พร ตรีบุตรดี, ณัฐธิราภรณ์ พูลเพิ่ม, กมลธิดา เหล่าบุตรสา Jan 2020

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ของมารดา ในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด, ไฉไล ผาเงิน, ทศา ชัยวรรณวรรต, ธนันต์พร ตรีบุตรดี, ณัฐธิราภรณ์ พูลเพิ่ม, กมลธิดา เหล่าบุตรสา

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของมารดาต่อการรับรู้ความสามารถ และปริมาณน้ำนมที่บีบเก็บได้ ของมารดาในการให้นมบุตรที่คลอดก่อนกำหนด

แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาที่คลอดทารกก่อนกำหนด จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด ตึกเด็ก 1-2 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด แบบสอบถามพลังอำนาจในการให้นมแม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .92 และ .92 วิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Pair t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05

ผลการวิจัย: หลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด พบว่า การรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด และความสามารถในการบีบเก็บน้ำนมได้สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด ตึกเด็ก 1-2 โรงพยาบาลสรรพประสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพิ่มการรับรู้ความสามารถในการให้นมแม่ในมารดาที่มีทารกคลอดก่อนกำหนด และความสามารถในการบีบเก็บน้ำนมสูงขึ้นได้


ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาและผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่, เมฑามาศ สมยา, ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, เบญญพร บรรณสาร Jan 2020

ผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาและผลการตรวจเสมหะในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่, เมฑามาศ สมยา, ศิริลักษณ์ กิจศรีไพศาล, เบญญพร บรรณสาร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอด

แบบแผนการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ที่มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคปอด โรงพยาบาลสระบุรีและโรงพยาบาลพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จำนวน 90 ราย คัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งกลุ่มโดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 45 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจต่อพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาวัณโรค 2) วีดีทัศน์เกี่ยวกับความรู้เรื่องวัณโรคปอด และประสบการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคปอด 3) คู่มือวัณโรคปอดและการปฏิบัติตัว 4) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 5) แบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา และ 6) แบบบันทึกผลการตรวจเสมหะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สถิติแมน-วิทนีย์ ยู และสถิติวิลคอกซัน

ผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)พฤติกรรมความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยวัณโรคปอดกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจมีมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการตรวจเสมหะหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมแรงจูงใจของกลุ่มทดลองมีผลลบมากกว่ากลุ่มควบคุม ร้อยละ 4.44

สรุป: ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่บุคคลากรทางด้านสุขภาพในการส่งเสริมแรงจูงใจของผู้ป่วยวัณโรคปอดให้มีพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา เพื่อนำไปสู่อัตราความสำเร็จในการรักษาเพิ่มขึ้นต่อไป


ปัจจัยคัดสรรที่มีผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร, นารี ญาณิสสร, จิราวรรณ กล่อมเมฆ, มณิสรา ห่วงทอง Jan 2020

ปัจจัยคัดสรรที่มีผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร, นารี ญาณิสสร, จิราวรรณ กล่อมเมฆ, มณิสรา ห่วงทอง

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่มีผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณาเชิงทำนาย

วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้ใช้กรอบการวิจัยตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมของ TQF กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 คณะพยาบาลศาสตร์มิชชั่น มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 100 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินบรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา แบบประเมินพฤติกรรมจริยธรรมของอาจารย์ แบบประเมินการจัดการเรียนการสอนจริยธรรมทางการพยาบาล และแบบประเมินพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบ TQF ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามได้เท่ากับ .91, .92, .95, และ .98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) แบบ Stepwise

ผลการวิจัย: บรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา พฤติกรรมจริยธรรมของอาจารย์ การจัดการเรียนการสอนจริยธรรมทางการพยาบาล และพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบ TQF มีคะแนนเฉลี่ยในระดับมาก พฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และ 4 แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ บรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอนจริยธรรมทางการพยาบาลร่วมทำนายพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาลตามกรอบ TQF ได้ร้อยละ 63.2

สรุป: ผู้บริหารและอาจารย์ควรจัดบรรยากาศจริยธรรมในสถานศึกษา และกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมทั้งในและนอกชั้นเรียนทุกชั้นปีอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร เพื่อปลูกฝังจริยธรรมของนักศึกษาอย่างยั่งยืน


การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเพื่อดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิด, วรรณา พาหุวัฒนกร, วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์ Jan 2020

การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเพื่อดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิด, วรรณา พาหุวัฒนกร, วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการพยาบาลเฉพาะ เพื่อดูแลสตรีภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิดจากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ

รูปแบบงานวิจัย: การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบโดยใช้กรอบ PICO

วิธีดำเนินการวิจัย: ประชากร คือ งานวิจัยและเอกสารทางวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งเน้นในเรื่องวิธีการพยาบาลสตรีที่สูญเสียบุตรในระยะคลอดทั้งครรภ์แรก และครรภ์หลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง และเอกสารสำหรับการประเมินคุณภาพของงานวิจัย และแบบบันทึกข้อมูลจากงานวิจัย การเก็บข้อมูลโดยการสืบค้นเอกสารที่ตรงตามเกณท์การคัดเลือก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา

ผลการศึกษา: วิธีการพยาบาลเฉพาะเพื่อดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกปริกำเนิด มี 4 ประเด็น ได้แก่ การเตรียมตัว (Preparation) การสนับสนุน (Support) การดูแล (Caring) และการให้คำปรึกษา (Counseling) โดยการดูแลจะแยกออกเป็นการพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์ มากกว่า 20 สัปดาห์ รวมทั้งครอบครัวของสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารก

สรุป: พยาบาลที่ให้การดูแลสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิดควรได้รับการเตรียมตัวทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือ การสนับสนุนทางด้านอารมณ์ และฝึกทักษะการให้คำปรึกษา เพื่อให้สามารถดูแลและช่วยเหลือสตรีตั้งครรภ์ภายหลังสูญเสียทารกในระยะปริกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ, นลิน ดวงปัญญา, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ Jan 2020

ประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ, นลิน ดวงปัญญา, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อบรรยายประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพ

วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 11 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปแล้วนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการจดบันทึกในระหว่างการสัมภาษณ์ ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามแบบวิธีการของแวน มาเนน

ผลการวิจัยสรุปดังนี้: ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ และประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ โดยการให้ความหมายของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ คือ การดูแลเอาใจใส่เพื่อไม่ให้กลับป่วยซ้ำ เกิดจากความรักใคร่ ห่วงใยและผูกพัน ผู้ป่วยคือคนสำคัญ มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้ดูแลหลัก พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การทำหน้าที่ด้วยความรักความห่วงใย และ 2. เกิดความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว ส่วนประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ พบ 3 ประเด็นหลัก และ 6 ประเด็นย่อย ดังนี้ 1. การรับรู้ว่าผู้ป่วยผิดปกติและแสวงหาการรักษา 1.1) การรับรู้ว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ 1.2) แสวงหาการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย 2. การทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น 2.1) หลากหลายความทุกข์ถาโถมเข้ามาในชีวิต 2.2) การทำใจยอมรับเพื่อตนเองและผู้ป่วย 3. การดูแลฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับป่วยซ้ำ 3.1) การทำหน้าที่ตอบสนองทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ป่วย 3.2) ให้ผู้ป่วยได้กลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้เป็นของตนเอง

สรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์ของผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำ ตั้งแต่ผู้ป่วยจิตเภทเริ่มมีอาการทางจิต การดูแลฟื้นฟูเพื่อป้องกันการกลับป่วยซ้ำ และผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นกับผู้ดูแลหลัก เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพสามารถนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่กลับป่วยซ้ำและผู้ดูแลหลักอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมเพื่อป้องกันการกลับป่วยซ้ำ


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, เจตนา วงษาสูง Jan 2020

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง, เจตนา วงษาสูง

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองต่อการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษาหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินลับ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จำนวน 30 คน คัดเลือกเข้ากลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มตัวอย่างจะได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองเป็นรายบุคคล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญเท่ากับ 0.96 และทดสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาคเท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการทดสอบสถิติที

ผลการวิจัย: การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหลังการได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)

ข้อสรุป: โปรแกรมการส่งเสริมการดูแลตนเองมีประสิทธิภาพสามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีการรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดประโยชน์ทำให้มีการดูแลตนเองที่ถูกต้อง ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้


การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, พินิจพร ขันแพง, สุวิณี วิวัฒน์วานิช Jan 2020

การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, พินิจพร ขันแพง, สุวิณี วิวัฒน์วานิช

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์รายด้าน และ 2) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดย่อยในแต่ละด้านของตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เดลฟายเทคนิค

วิธีดำเนินการวิจัย: ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญ 18 คน ได้แก่ ผู้บริหารทางการพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาจารย์พยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งสถาบันหรือโรงพยาบาลมะเร็ง สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและข้อถามปลายเปิด ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา มาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามแต่ละข้อ ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้คำนวณค่ามัธยฐาน พิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบ หลังจากนั้นจึงนำขัอมูลที่ได้มาคำนวณหาค่ามัธยฐานและพิสัยควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย

ผลการวิจัย: ตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ประกอบด้วยตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาล 42 ข้อ เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญระดับมากสุด 39 ข้อ และตัวชี้วัดที่มีความสำคัญระดับมาก 3 ข้อ จำแนกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนการผ่าตัด 9 ตัวชี้วัดย่อย 2) ความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนของการได้รับยาเคมีบำบัด 8 ตัวชี้วัดย่อย 3) ความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่ได้รับรังสีรักษา 6 ตัวชี้วัดย่อย 4) ความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากพยาธิสภาพของโรคและการรักษาพยาบาล 8 ตัวชี้วัดย่อย  5) ด้านการทุเลาจากความเจ็บปวด 6 ตัวชี้วัดย่อย และ 6) ด้านการได้รับการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของผู้ป่วยและญาติ 5 ตัวชี้วัดย่อย


ความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เยาวรัตน์ มัชฌิม, ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจตระกูล Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่รับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ธีรนุช ห้านิรัติศัย, เยาวรัตน์ มัชฌิม, ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจตระกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาระดับภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณาแบบตัดขวาง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ที่หน่วยไต โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 187 ราย คัดเลือกโดยแบบเฉพาะเจะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) ภาพตัวแทนความเจ็บป่วย 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลทั่วไป ระดับการรับรู้ความเจ็บป่วยหรือภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณา และความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวิเคาระห์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันแบบเพียร์สัน

ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาพตัวแทนความเจ็บป่วยโดยรวมในระดับปานกลาง และมีภาพตัวแทนความเจ็บป่วยรายด้านในระดับปานกลางและสูง มีการสนับสนุนทางสังในระดับปานกลาง และมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ภาพตัวแทนความเจ็บป่วยด้านการรับรู้เกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บป่วย และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.152, p < .05; r = 0.538, p< .01)

สรุป: เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมมากขึ้น การให้สุขศึกษาในคลินิกอาจต้องเน้นย้ำให้ครอบคลุมองค์ประกอบของภาพตัวแทนความเจ็บป่วยทั้ง 5 ด้าน และส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคมของผู้ป่วยให้เข้มแข็งมากขึ้น


ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า: บทบาทพยาบาลในการดูแลเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย, นันทภัค ชนะพันธ์ Jan 2020

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า: บทบาทพยาบาลในการดูแลเพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วย, นันทภัค ชนะพันธ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและการไร้ความสามารถที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งพบได้ในประชากรทุกเพศ ทุกวัย โดยอายุที่เริ่มมีภาวะบกพร่องทางสุขภาพอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ และนับวันยิ่งจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว สังคม เนื่องจากผู้ป่วยมีความบกพร่องในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว เกิดความไม่เข้าใจกัน การทะเลาะเบาะแว้ง การหย่าร้าง รวมทั้งการทำหน้าต่าง ๆ ในสังคมบกพร่อง ไม่สามารถทำงานได้ ทำให้รัฐบาลต้องรับภาระในการดูแล พยาบาลจิตเวชมีบทบาทสำคัญในการพยาบาลแก่ผู้ป่วยจิตเวช ให้ความรู้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยและญาติ เป็นผู้ประสานงานกับทีมสหวิชาชีพทางสุขภาพจิต และเป็นสื่อกลางระหว่างทีมผู้รักษาและญาติผู้ป่วย เตรียมความพร้อมให้กับผู้ป่วยในการดูแลตนเองเมื่อกลับบ้าน และใช้ชิวิตอยู่ในสังคมได้ ตลอดจนให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ ส่งเสริมความเข้าใจของครอบครัว โดยให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลประคับประคองผู้ป่วย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหายได้เร็วขึ้น และลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยได้


วาทกรรมชุมชนต่อความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็ก ในพื้นที่ชุมชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทย, นิตยา พันธ์งาม, ขนิษฐา นันทบุตร Jan 2020

วาทกรรมชุมชนต่อความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็ก ในพื้นที่ชุมชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทย, นิตยา พันธ์งาม, ขนิษฐา นันทบุตร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษากระบวนการสร้างวาทกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กในชุมชน และผลกระทบของวาทกรรมต่อความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กในชุมชน

แบบแผนการวิจัย: การศึกษานี้ดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์

วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 90 คน ประกอบด้วย 1) ผู้ให้ข้อมูลหลัก เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง จำนวน 84 คน ได้แก่ ปราชญ์ ผู้นำชุมชน บุคลากรสุขภาพ แกนนำกลุ่มองค์กร ครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและในโรงเรียน ผู้นำศาสนา หญิงตั้งครรภ์ แม่หลังคลอด สมาชิกในครอบครัวแม่และเด็ก อาสาสมัคร ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำศูนย์พัฒนาครอบครัว และ 2) ผู้ให้ข้อมูลทั่วไป 6 คน ได้แก่ สมาชิกในชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลแม่และเด็ก คัดเลือกแบบเจาะจงและแบบสโนว์บอลล์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา

ผลการวิจัย: ผลการศึกษาแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) ความหมายของความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็ก เป็นกระบวนที่สะท้อนถึงการตีความและสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กผ่านมุมมองเชิงวัฒนธรรมของทั้งแม่ ครอบครัว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลแม่และเด็กในชุมชน โดยถูกถ่ายทอดในรูปแบบของภาษาและใช้สื่อสารในชุมชนพบว่ามีความหมายเชื่อมโยงกัน 2) วาทกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กเป็นกระบวนการสะท้อนถึงการแสดงออกทางความคิดความเชื่อผ่านคำพูด ภาษาหรือวาทกรรม มี 2 อัตลักษณ์ คือ วาทกรรมเสริมพลังอำนาจและวาทกรรมพึ่งพา และ 3) ผลกระทบของวาทกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กเป็นภาคปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของวาทกรรมที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม รวมทั้งการเกิดแนวทางใหม่ในการดูแลแม่และเด็กในชุมชน

สรุป: ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นองค์ความรู้ใหม่ที่ว่าความหมายของความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กมีความเชื่อมโยงกันเมื่อถูกสะท้อนผ่านมุมมองเชิงวัฒนธรรม และกระบวนการตีความหมายของแม่และการเลี้ยงดูเด็กที่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบภาษานั้นสะท้อนให้เห็นถึงการผลิตสร้างวาทกรรมใหม่ที่เป็นวาทกรรมเสริมพลังอำนาจอันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของแม่ที่ดีและแนวทางในการดูแลแม่และเด็กในชุมชน ซึ่งพยาบาลและผดุงครรภ์ผู้ที่มีบทบาสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการดูแลแม่และเด็กสามารถนำใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการพัฒนาระบบการดูแลแม่และเด็กและส่งเสริมความเป็นแม่และการเลี้ยงดูเด็กอย่างเป็นระบบได้


การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในผู้ป่วยเด็กที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ส่วนปลาย ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, ณัฐธภา เดชเกษม, กัลยา แก้วธนะสิน, สุกัญญา แสงตุ่น, นิภาพร หลีกุล, ผุสณี วินยพงศ์พันธ์, ปิยะนารถ พรหมมาสกุล Jan 2020

การพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในผู้ป่วยเด็กที่ใส่สายสวนทางหลอดเลือดดำ ส่วนปลาย ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, ณัฐธภา เดชเกษม, กัลยา แก้วธนะสิน, สุกัญญา แสงตุ่น, นิภาพร หลีกุล, ผุสณี วินยพงศ์พันธ์, ปิยะนารถ พรหมมาสกุล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ และผลต่อความรู้ ทักษะเกี่ยวกับการประเมินภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ ความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองในการใช้แบบประเมินของพยาบาลวิชาชีพ

รูปแบบการวิจัย:  เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในผู้ป่วยเด็ก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ ดังนี้ 1) แบบวัดความรู้ 2) แบบวัดทักษะการประเมิน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที

ผลการวิจัย: 1) ได้รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพในการประเมินฯ 2) ผลการใช้รูปแบบฯ พบว่า หลังการใช้แนวทาง 3 เดือน กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และทักษะการประเมินสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < .01 ความพึงพอใจหลังการใช้แนวทาง 3 เดือน สูงกว่าหลังการอบรมอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ p=.266 ส่วนความมั่นใจในตนเอง หลังการใช้แนวทาง 3 เดือน ต่ำกว่าหลังการอบรมอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ p = .592

สรุป: รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะมีประสิทธิภาพในการช่วยให้พยาบาลวิชาชีพมีความรู้เกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดดำอักเสบและทักษะในการประเมินภาวะหลอดเลือดดำอักเสบส่วนปลายในผู้ป่วยเด็ก


การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร, เชิดฉวี สุทธิรักษ์, กัญญดา ประจุศิลป Jan 2020

การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร, เชิดฉวี สุทธิรักษ์, กัญญดา ประจุศิลป

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.