Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Specialties (853)
- Life Sciences (501)
- Diseases (364)
- Neurosciences (269)
- Biochemistry, Biophysics, and Structural Biology (173)
-
- Public Health (170)
- Biochemical Phenomena, Metabolism, and Nutrition (134)
- Endocrinology, Diabetes, and Metabolism (131)
- Medical Cell Biology (123)
- Medical Education (120)
- Social and Behavioral Sciences (118)
- Medical Genetics (115)
- Oncology (114)
- Medical Immunology (109)
- Dietetics and Clinical Nutrition (102)
- Medical Biochemistry (100)
- Nutrition (100)
- Biology (95)
- Medical Microbiology (94)
- Medical Molecular Biology (94)
- Biological Phenomena, Cell Phenomena, and Immunity (92)
- Cardiology (86)
- Neurology (79)
- Nursing (79)
- Physical Sciences and Mathematics (79)
- Cardiovascular Diseases (77)
- Cell and Developmental Biology (77)
- Psychology (72)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (470)
- TÜBİTAK (416)
- University of Kentucky (117)
- Thomas Jefferson University (112)
- Chulalongkorn University (96)
-
- General Organization of Teaching Hospitals and Institutes (GOTHI) (62)
- LSU Health New Orleans (56)
- University of Alabama at Birmingham (49)
- Roseman University of Health Sciences (46)
- University of Nebraska - Lincoln (46)
- Western University (46)
- University of Nebraska Medical Center (43)
- Touro College and University System (36)
- Chapman University (32)
- Edith Cowan University (32)
- China Medical University (29)
- City University of New York (CUNY) (25)
- University of Tennessee Health Science Center (25)
- University of Louisville (24)
- Wright State University (22)
- LSU Health Sciences Center (21)
- University of Texas Rio Grande Valley (21)
- University for Business and Technology in Kosovo (20)
- Old Dominion University (17)
- University of Nevada, Las Vegas (17)
- University of South Carolina (17)
- Valparaiso University (17)
- Marshall University (16)
- Rowan University (16)
- Wayne State University (16)
- Keyword
-
- Humans (303)
- Male (131)
- Female (123)
- Animals (121)
- COVID-19 (120)
-
- Mice (81)
- SARS-CoV-2 (57)
- Child (50)
- Middle Aged (50)
- Aged (47)
- Adult (46)
- Doctor of Philosophy (PhD) Heersink School of Medicine (43)
- Obesity (43)
- Inflammation (41)
- Adolescent (35)
- Children (30)
- Biomarkers (27)
- United States (27)
- Diabetes Mellitus (26)
- Diet (25)
- Cancer (22)
- Models (22)
- Mortality (22)
- Retrospective Studies (22)
- Risk Factors (22)
- Alzheimer’s disease (21)
- Cell Line (21)
- Diabetes (21)
- Mice, Knockout (21)
- Signal Transduction (21)
- Publication
-
- Turkish Journal of Medical Sciences (416)
- Faculty, Staff and Students Publications (310)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (96)
- Children’s Nutrition Research Center Staff Publications (80)
- Journal of Medicine in Scientific Research (62)
-
- Faculty, Staff and Student Publications (59)
- All ETDs from UAB (49)
- Annual Research Symposium (46)
- Theses and Dissertations (33)
- Research outputs 2014 to 2021 (32)
- School of Medicine Faculty Publications (30)
- BioMedicine (29)
- InTouch (29)
- Brain and Mind Institute Researchers' Publications (28)
- Department of Biochemistry and Molecular Biology Faculty Papers (25)
- School of Graduate Studies Faculty Publications (25)
- Medical Student Research Poster Symposium (21)
- Theses and Dissertations (ETD) (21)
- Department of Pathology, Anatomy, and Cell Biology Faculty Papers (19)
- Electronic Theses and Dissertations (19)
- Dissertations and Theses (Open Access) (17)
- Journal of Mind and Medical Sciences (17)
- Pharmacy Faculty Articles and Research (17)
- Publications and Research (17)
- Sanders-Brown Center on Aging Faculty Publications (17)
- School of Veterinary and Biomedical Sciences: Faculty Publications (17)
- Medical Biophysics Publications (16)
- Journal Articles: Biochemistry & Molecular Biology (15)
- School of Medicine Publications (14)
- Theses & Dissertations (14)
- Publication Type
- File Type
Articles 2251 - 2280 of 2297
Full-Text Articles in Medical Sciences
การศึกษาการแสดงออกในระดับโปรตีนเพื่อทำนายการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง, ศิวะพร ธนสาร
การศึกษาการแสดงออกในระดับโปรตีนเพื่อทำนายการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง, ศิวะพร ธนสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการแสดงออกของโปรตีนทั้งหมด 16 ชนิด ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งช่องสายเสียงที่กลับมาเป็นซ้ำและกลุ่มที่ไม่กลับมาเป็นซ้ำ โดยนำตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อที่ฝังในพาราฟินบล็อกมาย้อมด้วยเทคนิคอิมมูโนฮิสโตเคมี (Immunohistochemistry) ด้วยแอนติบอดี pRb780, c-Met, Ki67, RPA32, CyclinD1, P53, HIF1alpha, Bcl2, BAX, BAK, Bclxl, PI3K, B-catenin, VEGF, CD44 และ P16 โดยการแสดงออกของโปรตีนจะถูกประเมินจากภาพถ่ายดิจิทัลโดยใช้ชุดซอฟต์แวร์ Imagescope v.10.2.2.2352 (Aperio Technologies, USA) นำมาคำนวณค่ามัธยฐาน H-score และใช้สถิติ Receiver operating characteristic (ROC) curve ในการเลือกจุดตัดที่เหมาะสม (cut off point) สำหรับแบ่งกลุ่มการแสดงออกของโปรตีนในผู้ป่วย จากนั้นหาความสัมพันธฺระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางคลินิก และการแสดงออกของโปรตีนกับอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ ผลการศึกษาพบว่า ค่ามัธยฐาน H-score ของแอนติบอดี pRb780 เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำ (p=0.0012) ในขณะที่การแสดงออกของโปรตีน c-Met ลดลงในกลุ่มผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.0014) ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ กับการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง เมื่อทำการวิเคราะห์ด้วย Crude hazard ratio พบว่าการแสดงออกของโปรตีน pRb780 ร่วมกับ c-Met เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Hazard ratio=9.53, 95%CI=1.21-74.82) เมื่อวิเคราะห์ด้วย Adjusted hazard ratio พบว่า การแสดงออกของโปรตีน pRb780 ร่วมกับ c-Met มีความสัมพันธ์กับการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งช่องสายเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Hazard ratio=8.73, 95%CI=1.09-69.75) กล่าวคือเมื่อผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของโปรตีน pRb780 สูง ร่วมกับ การแสดงออกของโปรตีน c-Met ต่ำ จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 8.73 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของโปรตีน pRb780 ต่ำ ร่วมกับ การแสดงออกของโปรตีน …
ความแตกต่างระหว่างระดับฮีโมโกลบินเอวันซีในพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้ากับผู้ที่มีฮีโมโกลบินปกติที่ความทนต่อกลูโคสปกติ, ใจแก้ว อิฐรัตน์
ความแตกต่างระหว่างระดับฮีโมโกลบินเอวันซีในพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้ากับผู้ที่มีฮีโมโกลบินปกติที่ความทนต่อกลูโคสปกติ, ใจแก้ว อิฐรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความแตกต่างของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีในพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้ากับผู้ที่มีฮีโมโกลบินปกติชาวไทยที่ความทนต่อกลูโคสปกติ วิธีการวิจัย: การศึกษาภาคตัดขวางทำการศึกษาในผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวนทั้งหมด 120 ราย แบ่งเป็น กลุ่มพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า 60 ราย และกลุ่มฮีโมโกลบินปกติ 60 ราย ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกรายได้รับการวินิจฉัยความทนต่อกลูโคสปกติโดยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม ทั้งสองกลุ่มได้รับการตรวจระดับฮีโมโกลบินเอวันซี ระดับฟรุกโตซามีน และค่าพารามิเตอร์ของเม็ดเลือดแดง เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีที่ปรับแล้วของทั้งสองกลุ่มและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับฮีโมโกลบินเอวันซีและ corrected reticulocyte count ผลการศึกษา: จากข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดหลังดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม globulin และค่าพารามิเตอร์ของเม็ดเลือดแดง ผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีในพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้ามีค่าต่ำว่าผู้ที่มีฮีโมโกลบินปกติเล็กน้อย โดยจากการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่าตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับระดับฮีโมโกลบินเอวันซีได้แก่ พาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า และเพศ (p < 0.05) ค่าเฉลี่ยของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีที่ปรับแล้วของกลุ่มพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้าเท่ากับร้อยละ 5.07 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.3) ค่าเฉลี่ยของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีที่ปรับแล้วของกลุ่มฮีโมโกลบินปกติเท่ากับร้อยละ 5.22 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.3) โดยพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่าเฉลี่ยของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีที่ปรับแล้ว (p < 0.001) และจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างค่าเฉลี่ยของระดับฮีโมโกลบินเอวันซีและ corrected reticulocyte count ในกลุ่มพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า (R-squared = 0.26, p < 0.001) สรุป: ในผู้ที่มีความทนต่อกลูโคสปกติค่าเฉลี่ยของระดับ HbA1c ในพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้าต่ำว่าผู้ที่มีฮีโมโกลบินปกติเล็กน้อยและมีนัยสำคัญทางสถิติ พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างระดับ HbA1c และ corrected reticulocyte count ในกลุ่มพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า ซึ่ง corrected reticulocyte count อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงระดับความรุนแรงของพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้าซึ่งมีผลต่อระดับ HbA1c ที่แตกต่างกัน การแปลผลระดับ HbA1c ในพาหะธาลัสซีเมียชนิดเบต้า จะให้ค่าที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มถึงผลของการให้ยา Indomethacin ทางทวารหนักเพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะ Post-Embolization Syndrome ในคนไข้มะเร็งตับ, กฤตยา เมฆฤทธิไกร
การศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มถึงผลของการให้ยา Indomethacin ทางทวารหนักเพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะ Post-Embolization Syndrome ในคนไข้มะเร็งตับ, กฤตยา เมฆฤทธิไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มาของปัญหางานวิจัย : ภาวะ post-embolization syndrome เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยครั้งตามหลังการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะ intermediate ด้วยการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง (transarterial chemoembolization; TACE) ยาอินโดเมทาซินชนิดเหน็บทางทวารหนักซึ่งมีศักยภาพในการลดการอักเสบอาจมีบทบาทในการป้องกันการเกิดภาวะ post-embolization syndrome วัตถุประสงค์ของงานวิจัย: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาอินโดเมทาซินชนิดเหน็บทางทวารหนักในการป้องกันการเกิดภาวะ post-embolization syndrome ในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่ได้รับการรักษาโดยการทำ TACE ระเบียบการวิจัย: การศึกษาทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ถึงกุมภาพันธ์ 2565 โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะ intermediate ที่เข้ารับการรักษาด้วยการทำ TACE และผ่านเกณฑ์การรับเข้าจะถูกแบ่งชั้นภูมิ (stratification) ตามขนาดก้อนมะเร็งที่ใหญ่ที่สุด หลังจากนั้นจะได้รับการสุ่ม (randomization) เข้าสู่กลุ่มทดลอง และกลุ่มยาหลอก ผู้ป่วยจะได้รับยา indomethacin 100 มิลลิกรัม หรือยาหลอกเหน็บทางทวารหนักครั้งแรก 2-4 ชั่วโมงก่อนการทำ TACE และครั้งที่ 2 6-8 ชั่วโมงหลังทำ TACE โดยมีผลลัพธ์งานวิจัยหลักคืออัตราการเกิดภาวะ post-embolization syndrome ตามนิยามของ Southwest Oncology Group Coding (SWOG) และผลลัพธ์รองคือการเปลี่ยนแปลงของระดับเอนไซม์ตับและระดับสารสื่อการอักเสบในเลือด (serum cytokines) และจำนวนวันนอนโรงพยาบาล ผลการวิจัย: สืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยไม่เป็นไปตามขนาดตัวอย่างที่ได้คำนวนไว้ อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจำนวน 40 รายเข้าร่วมงานวิจัย ผู้ป่วย 19 รายได้รับยาอินโดเมทาซินเหน็บทางทวารหนักและ 21 รายได้รับยาหลอก ผลการวิจัยพบว่าอุบัติการณ์การเกิดภาวะ post-embolization syndrome ในกลุ่มที่ได้รับยาอินโดเมทาซินต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (ร้อยละ 57.9 เทียบกับร้อยละ 71.2, p=0.18) นอกจากนั้นผู้ป่วยในกลุ่มยาอินโดเมทาซินยังมีคะแนน SWOG ในแง่ความเจ็บปวดต่ำกว่าผู้ป่วยในกลุ่มยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ (0.37 เทียบกับ 1.05, p=0.004) รวมทั้งมีอัตราส่วนร้อยละที่เพิ่มขึ้นของระดับ IL-6 ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก (ร้อยละ 30.2 เทียบกับร้อยละ 125.9, p=0.06) ผลการวิจัยไม่พบความแตกต่างของจำนวนวันนอนโรงพยาบาลในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม …
เปรียบเทียบการวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และการจำแนกกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยการใช้เครื่องวิเคราะห์ไขกระดูกอัตโนมัติ (Vision Hema® 8pro) กับการใช้กล้องจุลทรรศน์โดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยปัจจุบัน, กฤษณา ปานรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การตรวจไขกระดูกถือเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคทางโลหิตวิทยา การวิเคราะห์แปลผลไขกระดูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยาหรือพยาธิแพทย์ถือเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์สเมียร์ไขกระดูกถือเป็นภาระงานที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก ต้องอาศัยผู้มีความชำนาญมาก วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องวิเคราะห์สเมียร์ไขกระดูกอัตโนมัติในการช่วยวินิจฉัยแยกโรคในกลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยดูจากปริมาณของบลาสต์ในไขกระดูกเป็นหลัก และเปรียบเทียบการจำแนกสัดส่วนเซลล์แต่ละประเภทในสเมียร์ไขกระดูกของทั้งสองวิธี ระเบียบวิธีวิจัย: การวิจัยนี้ศึกษาในตัวอย่างสเมียร์ไขกระดูกที่ทำในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงปี พ.ศ.2561-พ.ศ.2563 โดยสนใจศึกษาในสเมียร์ไขกระดูก 140 ตัวอย่าง แบ่งเป็น 4 กลุ่มเท่าๆกัน โดยตัวอย่างสเมียร์ไขกระดูกทั้งหมดในการวิจัยนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ 2 ครั้ง คือโดยเครื่อง Vision Hema® 8Pro และโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยา เพื่อนำผลการวิเคราะห์ของทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบตามวัตถุประสงค์ต่อไป ผลการศึกษา: จากการศึกษาในสเมียร์ไขกระดูกทั้งหมด 131 ตัวอย่าง ประกอบไปด้วย ไขกระดูกปกติ 31 ตัวอย่าง, ไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสชนิดบลาสต์น้อย 33 ตัวอย่าง, ไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสชนิดบลาสต์มาก 33 ตัวอย่าง และไขกระดูกโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ 34 ตัวอย่าง พบว่าการวิเคราะห์สเมียร์ไขกระดูกเพื่อวินิจฉัยแยกกลุ่มโรคด้วยทั้งสองวิธีมีความสอดคล้องกันในระดับปานกลางโดยมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮน เท่ากับ 0.50 และ ค่า p < 0.001 สำหรับการจำแนกสัดส่วนเซลล์แต่ละประเภทในสเมียร์ไขกระดูกด้วยทั้งสองวีธี พบว่ามีความสอดคล้องค่อนข้างดีสำหรับ เซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดงและเซลล์บลาสต์ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เท่ากับ 0.72 (ค่า p < 0.001) และ 0.71 (ค่า p < 0.001) ตามลำดับ สรุปผล: จากการศึกษานำร่องนี้ แสดงให้เห็นว่าเครื่อง Vision Hema® 8Pro ยังไม่สามารถทดแทนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการจำแนกโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์และกลุ่มอาการไขกระดูกเสื่อมชนิดเอ็มดีเอสโดยดูจากปริมาณบลาสต์ การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ของเครื่องและการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มโรคอื่นๆยังเป็นสิ่งจำเป็น
ความชุกของการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 ที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ, การิตา ด่านพุทธพร
ความชุกของการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 ที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ, การิตา ด่านพุทธพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา ผู้ป่วยที่สงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของปริมาณออกซิเจนที่หัวใจต้องการกับปริมาณออกซิเจนที่ได้รับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติ อย่างไรก็ตามความชุกของการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจจากการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ต้องการศึกษาความชุกของการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 ที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ วิธีการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเก็บข้อมูลแบบย้อนหลัง ศึกษาผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ 2558 ถึง 2564 ด้วยสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่สาเหตุจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และระหว่างนอนโรงพยาบาลได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 โดยการวินิจฉัยเป็นไปตามคำนิยามการวินิจฉัยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสากลครั้งที่ 4 (The 4th universal definition) และผู้ป่วยได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ โดยการตีบของหลอดเลือดหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ คือ หลอดเลือดหัวใจมีการตีบมากกว่าหรือเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ของเส้นผ่านศูนย์กลาง จากการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ ข้อมูลพื้นฐาน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและผลการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะเวลา 6 เดือนได้จากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตีบของหลอดเลือดหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ ใช้สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์พหุตัวแปรผลการวิจัย ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 จำนวน 97 รายที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ พบว่า 64 ราย (65.98%) มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, การเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจในลักษณะ ST depression และการตรวจพบกล้ามเนื้อหัวใจขยับตัวน้อยในบางส่วนจากการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (RWMAs) โดยเพิ่มความเสี่ยง 6.14 เท่า [aOR : 6.14 (95%CI : 1.87-20.15, p <0.001, 3.43 เท่า [aOR : 3.43 (95%CI : 1.03-11.45, p =0.04), 3.51 เท่า [aOR : 3.51 (95%CI : 1.11-11.09, p =0.03) และ 5.36 เท่า [aOR : 5.36 (95%CI : 1.28-22.41, p =0.03) ตามลำดับ อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างของอัตราตายจากทุกสาเหตุ, อัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และการนอนโรงพยาบาลจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยทั้งกลุ่มที่ตรวจพบ และไม่พบการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจ เมื่อติดตามผู้ป่วยเป็นระยะเวลา 6 เดือน สรุปผลการวิจัย เกินกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่เบื้องต้นที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดที่ 2 ที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ พบว่ามีการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจ นำไปสู่การรักษาด้วยยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และการทำหัตถการเพื่อแก้ไขหลอดหลอดหัวใจที่ตีบ โดยปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่มีภาวะนี้ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจในลักษณะ ST depression และการตรวจพบกล้ามเนื้อหัวใจขยับตัวน้อยในบางส่วนจากการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (RWMAs) ทำให้แพทย์ผู้ดูแลตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยภาวะนี้ และเลือกผู้ป่วยที่น่าสงสัยว่าจะมีการตีบอย่างมีนัยสำคัญของหลอดเลือดหัวใจไปรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป
การศึกษาทางคลินิกแบบสุ่มเปรียบเทียบลำดับขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเลือดที่แตกต่างกันเพื่อลดการปนเปื้อนในตัวอย่างเลือดที่ส่งตรวจเพาะเชื้อ, คณาวุฒิ ใบพฤกษ์ทอง
การศึกษาทางคลินิกแบบสุ่มเปรียบเทียบลำดับขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเลือดที่แตกต่างกันเพื่อลดการปนเปื้อนในตัวอย่างเลือดที่ส่งตรวจเพาะเชื้อ, คณาวุฒิ ใบพฤกษ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การปนเปื้อนเชื้อจุลชีพในระหว่างการเจาะเลือดเพื่อเก็บตัวอย่างเลือดตรวจเพาะเชื้อส่งผลให้ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาที่ไม่จำเป็นและมีจำนวนวันนอนของผู้ป่วยในนานขึ้น คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาเพื่อศึกษาว่าการถ่ายเลือดลงไปในหลอดเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนจากนั้นจึงค่อยถ่ายเลือดลงในขวดเพาะเชื้อในเลือด จะสามารถลดอัตราการเพาะเชื้อพบเชื้อปนเปื้อนได้หรือไม่ วิธีการวิจัย: คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาไปข้างหน้าแบบสุ่มและจำลองสถานการณ์จริง โดยทำการศึกษาในหอผู้ป่วยฉุกเฉิน หอผู้ป่วยอายุรกรรม และหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2564 จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565 ทำการศึกษาโดยสุ่มลำดับขั้นตอนการถ่ายเลือดหลังจากเจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยแล้ว ในกลุ่มสลับลำดับการถ่ายเลือด (diversion group) หลังจากเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วยแล้ว จะถ่ายตัวอย่างเลือดลงในหลอดเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1 หลอดก่อน จากนั้นจึงถ่ายตัวอย่างเลือดที่เหลือลงในขวดเพาะเชื้อในเลือด ในทางกลับกัน สำหรับกลุ่มลำดับการถ่ายเลือดแบบปกติ (standard group) จะถ่ายตัวอย่างเลือดลงในขวดเพาะเชื้อในเลือดก่อน ข้อมูลลำดับการถ่ายเลือดลงในขวดเพาะเชื้อในเลือดและหลอดเก็บเลือดเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะถูกปกปิดจากคณะผู้ทำวิจัยทุกคนยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่เจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วย จากนั้นจึงคำนวณอัตราการเพาะเชื้อขึ้นเชื้อปนเปื้อนและเปรียบเทียบกันในระหว่าง 2 กลุ่มการศึกษา ผลการวิจัย: ในช่วงเวลาการทำวิจัย มีตัวอย่างเลือดเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 640 ตัวอย่าง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของอัตราการเพาะเชื้อขึ้นเชื้อปนเปื้อนระหว่าง 2 กลุ่มการศึกษา โดยพบร้อยละ 1.2 และร้อยละ 2.4 ในกลุ่ม diversion และกลุ่ม standard ตามลำดับ (P-value = 0.38) และพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของอัตราการเพาะเชื้อขึ้นเชื้อก่อโรคจริงในระหว่าง 2 กลุ่ม (ร้อยละ 4.7 และร้อยละ 3.9 ในกลุ่ม diversion และกลุ่ม standard ตามลำดับ) มีผลเพาะเชื้อขึ้นเชื้อก่อโรคจำนวน 27 ตัวอย่างจากทั้งหมด 640 ตัวอย่าง เชื้อก่อโรคที่พบมากที่สุด คือ Escherichia coli (7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 25.9) รองลงมาคือ Staphylococcus aureus และ Klebsiella pneumoniae (4 และ 3 ตัวอย่าง ตามลำดับ) และมีผลเพาะเชื้อพบเชื้อปนเปื้อนจำนวน 12 ตัวอย่างจาก 640 ตัวอย่าง (คิดเป็นร้อยละ 1.9) โดยเชื้อปนเปื้อนที่พบมากที่สุด คือ Staphylococcus epidemidis, Staphylococcus haemolyticus, …
การศึกษาประสิทธิภาพของยาอาร์โมดาฟินิลในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงมากที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่องที่มีเวลาการใช้เครื่องเกือบเหมาะสมและยังมีภาวะง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน รูปแบบการศึกษาจากเหตุไปผลแบบไปข้างหน้า, จิณห์จุฑา เงยวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ ผู้ป่วยภาวะหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกอย่างต่อเนื่องที่มีเวลาการใช้เครื่องอย่างเหมาะสมแล้วปริมาณมากยังมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวันซึ่งนำไปสู่การลดลงของคุณภาพชีวิต ยาอาร์โมดาฟินิลซึ่งเป็นยากระตุ้นการตื่นตัวนั้นได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ในผู้ป่วยภาวะหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับที่รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกอย่างเหมาะสมแต่ยังมีภาวะง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน ในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาประสิทธิภาพของการเริ่มใช้ยาอาร์โมดาฟินิลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในกลุ่มผู้ป่วยภาวะหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับที่รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกอย่างต่อเนื่องเกือบเหมาะสม ที่มีภาวะง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน ระเบียบวิธีการวิจัย การศึกษาจากเหตุไปผลแบบไปข้างหน้าระยะเวลา 12 สัปดาห์ ในผู้ป่วยภาวะหายใจอุดกั้นขณะหลับที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกอย่างต่อเนื่องเกือบเหมาะสม จำนวน 30 คน อาสาสมัครวิจัยที่เข้าเกณฑ์การวิจัยจะได้รับประทานยาอาร์โมดาฟินิล ขนาด 150 มิลลิกรัม ต่อเนื่องวันละ 1 ครั้งตอนเช้า โดยอาสาสมัครยังคงใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่องเช่นเดิม ผู้วิจัยจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพก่อนและหลังรับประทานยาอาร์โมดาฟิลนิล ได้แก่ แบบทดสอบระดับความง่วงนอนเอ็บเวิร์ด คะแนนแบบสอบถาม Clinical Global Impression (CGI) การทดสอบดัชนีออสเลอร์ (Osler error index) แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับของพิตส์เบิร์ก (PSQI) แบบบันทึกคุณภาพการนอนหลับ และรายงานผลข้างเคียงตลอดการเข้ารับงานวิจัย ผลการศึกษา อาสาสมัครจำนวน 17 คน จาก 30 คน รับประทานยาครบ 12 สัปดาห์ พบว่าค่าแบบทดสอบระดับความง่วงนอนเอ็บเวิร์ดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการเปรียบเทียบที่ 12 สัปดาห์หลังรับประทานยา จากค่าเริ่มต้น 13±2.72 เหลือ 5+3.50 คะแนน (p <0.001) ค่าคะแนนแบบสอบถาม Clinical Global Impression (CGI) ให้คะแนนโดยผู้วิจัยและผู้เข้าร่วมวิจัย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเริ่มต้น 3.73±0.70 เหลือ 1.57±0.51 (p value < 0.001) และ 3.35±0.61 เหลือ 1.78±0.69 (p value < 0.001) ตามลำดับ ค่าคะแนนแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับของพิตส์เบิร์ก (PSQI) พบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าตั้งต้น 9.76±3.78 เหลือ 5.35±3.49 (p value < 0.001) จากการศึกษาไม่พบราบงานการเกิดผลข้างเคียงรุนแรง ซึ่งอาการทั้งหมดหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์หลังเริ่มรับประทานยา บทสรุป ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงมากที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่องที่มีเวลาการใช้เครื่องเกือบเหมาะสมและยังมีภาวะง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน สามารถรับประทานยาอาร์โมดาฟินิลนาน 12 สัปดาห์ต่อเนื่องได้ดีและมีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผลข้างเคียงทั้งหมดสามารถหายได้เอง ยาอาร์โมดาฟินิลช่วยลดอาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน ประเมินผลจากการลดลงค่าคะแนนแบบทดสอบระดับความง่วงนอนเอ็บเวิร์ดและการลดลงของคะแนนแบบสอบถาม Clinical Global Impression (CGI) และเพิ่มคุณภาพการนอนหลับจากคะแนนแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับพิตส์เบิร์ก (PSQI) ที่ลดลง
ความแตกต่างระหว่างระดับเมตะเนฟรินในเลือดที่ได้จากการเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำทันทีและการดูดเลือดผ่านสายสวนหลอดเลือดหลังการเจาะคาไว้ 30 นาที, จุฑามาศ ตันติประวรรณ
ความแตกต่างระหว่างระดับเมตะเนฟรินในเลือดที่ได้จากการเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำทันทีและการดูดเลือดผ่านสายสวนหลอดเลือดหลังการเจาะคาไว้ 30 นาที, จุฑามาศ ตันติประวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา ปัจจัยก่อนการตรวจหลายอย่างที่รบกวนทำให้ระดับพลาสมาเมตะเนฟรินมีค่าเปลี่ยนแปลง อย่างไรตาม การศึกษาผลของความเจ็บปวดหรือความเครียดขณะเจาะเลือดที่มีต่อระดับพลาสมาเมตะเนฟรินมีจำกัด วิธีการศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยที่ไม่เป็นความดันโลหิตสูงทั้งหมด 50 คน เปิดเส้นและใส่สายสวนหลอดเลือดดำที่ข้อพับแขนจากนั้นให้นอนราบ 30 นาที เก็บเลือดจากสายสวนหลอดเลือดดำที่คาไว้ ตามด้วยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำในแขนอีกข้างในเวลาใกล้เคียงกัน วัดระดับความเจ็บปวดตอนเจาะเลือด ผลการวิจัย ระดับพลาสมาเมตะเนฟริน นอร์เมตะเนฟริน และ 3 เมทอกซีไทรามีนจากการเจาะเลือดดำโดยตรงมีค่าสูงกว่าการดูดเลือดจากสายสวนหลอดเลือดที่คาไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าเฉลี่ยความแตกต่างได้แก่ 4.73 (0.44 ถึง 9.02) pg/ml P-value 0.031 และ 2.28 (0.99 ถึง 3.58) pg/mL P-value 0.001 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม คะแนนความเจ็บปวดไม่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระดับพลาสมาเมตะเนฟริน สรุปผล การดูดเลือดจากสายสวนหลอดเลือดที่คาไว้เป็นวิธีการเก็บเลือดที่ช่วยลดผลบวกลวงได้เมื่อเทียบกับการเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำโดยตรง
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ 2 ระบบ ในการการช่วยตรวจจับติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่โดยใช้ค่าเกณฑ์ชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อลดอัตราการเกิดผลบวกลวงในผู้ที่มาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่, จุฬาลักษณ์ คฤหาสน์สุวรรณ
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ 2 ระบบ ในการการช่วยตรวจจับติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่โดยใช้ค่าเกณฑ์ชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อลดอัตราการเกิดผลบวกลวงในผู้ที่มาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่, จุฬาลักษณ์ คฤหาสน์สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มา: จำนวนของผลบวกลวง (false positive) ปริมาณมากที่เกิดขึ้นในการส่องลำไส้ใหญ่โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ช่วยในการ หาติ่งเนื้อลำไส้อาจทำให้แพทย์ผู้ทำการส่องกล้องเกิดความรำคาญ เสียสมาธิในการส่องกล้อง เสียเวลามากขึ้นในการเข้าไปตรวจเช็คซ้ำบริเวณที่มีกรอบขึ้น ทำให้ใช้เวลาในการ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่นานขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับค่าเกณฑ์ชี้วัดที่ช่วยลดบวกลวงทำให้ความไวและความถูกต้องของประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ในการ ตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ลดลง วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์2 ระบบคือ CAD EYE และ Deep-GI ในการการช่วยตรวจจับติ่งเนื้อ ลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และหาค่าเกณฑ์ชี้วัดที่เหมาะสมเพื่อลดอัตราการเกิดผลบวกลวง ระเบียบวิธีการวิจัย: ระบบ Deep-GI ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงลึกของคอมพิวเตอร์บน Model ทางวิศวกรรมศาสตร์ชื่อ YOLOv5 deep learning framework ซึ่งมีการใช้ข้อมูลตัวอย่างในการพัฒนา Deep-GI ถึง 15,188 ภาพ และใช้ในการทดสอบอีก 1,520 ภาพ เมื่อเริ่มทำการศึกษา จะมีการบันทึก วีดีโอขณะกำลังถอยกล้องตรวจดูลำไส้ใหญ่ ทั้งวีดีโอที่มีระบบ CAD EYE (CAD EYETM ; Fujifilm, Tokyo, Japan) และ วีดีโอที่นำระบบ Deep-GI มาใส่เข้าไปภายหลัง หลังจาก นั้น วีดีโอที่มีระบบคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 2 วีดีโอ จะถูกตรวจสอบและบันทึกข้อมูลต่าง ๆ โดยอายุรแพทย์ทางเดินอาหารที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องลำไส้ ใหญ่ 2 คน ข้อมูลใดที่มีความเห็นไม่ตรงกันจะถูกตรวจสอบซ้ำโดยอายุรแพทย์ทางเดินอาหารที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ ผลบวกจริง (true positive) คือ การที่ปัญญาประดิษฐ์ขึ้น กรอบเตือนว่ามีติ่งเนื้อในบริเวณที่มีติ่งเนื้อจริง หลังจากแพทย์ตรวจสอบวีดีโลและบันทึข้อมูลแล้ว จะนำข้อมูลต่าง ๆ เช่น อัตราการพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ (polyp detection rate), อัตราการไม่พบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ (polyp miss rate) และอัตราการพบผลบวกลวง (false positive rate) มาคำนวณเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 2 ระบบโดยเปรียบเทียบในหลายๆเกณฑ์ชี้วัด ทั้งเกณฑ์ชี้วัด ≥ 0.5 วินาที, …
การศึกษาระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ในผู้ป่วยโควิด-๑๙ ที่ยืนยันการติดเชื้อด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส แยกตามความรุนแรงของโรค, ฐาปกรณ์ ศิระวัฒนชัย
การศึกษาระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ในผู้ป่วยโควิด-๑๙ ที่ยืนยันการติดเชื้อด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส แยกตามความรุนแรงของโรค, ฐาปกรณ์ ศิระวัฒนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี sVNT ในผู้ป่วยโควิด-19 ที่กลุ่มอายุและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน วิธีการวิจัย ตัวอย่างเลือดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ยืนยันการวินิจฉัยด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส หลังจากป่วยที่ 1, 3, 6 และ 12 เดือนตามลำดับ นำมาทดสอบหาค่าปฏิกิริยาลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี sVNT และนำไปทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กับค่าปฏิกิริยาลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี cVNT ผลการศึกษา ระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์หลังจากผู้ป่วยติดเชื้อมีค่าลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ยังพบผลบวก (มีระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์มากกว่า 30%) ได้หลังจากติดเชื้อนานกว่า 12 เดือน โดยกลุ่มผู้ป่วยอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี มีระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์สูงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 50 ปี แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงของโรคปานกลาง และรุนแรง/วิกฤติ มีระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ที่ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน สูงกว่าผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงโรคน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และได้นำตัวอย่างที่ตรวจระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ด้วยวิธี sVNT มาตรวจซ้ำด้วยวิธี cVNTพบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ 0.835 สรุป ระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ที่ตรวจด้วยวิธี sVNT สามารถตรวจพบได้หลังจากป่วยมาแล้วกว่า 1 ปี กลุ่มผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงโรคปานกลาง และรุนแรง/วิกฤติ มีแนวโน้มจะมีระดับระดับแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์สูงกว่าผู้ป่วยความรุนแรงของโรคน้อย
ระดับวิตามินดีในผู้ป่วยที่แพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม, ณัฐฐิญา ผลหมู่
ระดับวิตามินดีในผู้ป่วยที่แพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม, ณัฐฐิญา ผลหมู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์และที่มา การแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรงยังเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต และยังไม่ทราบปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคแน่ชัด ยกเว้นปัจจัยทางพันธุกรรม กลไกการเกิดการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นให้มีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบผ่านเซลล์ ซึ่งในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับวิตามินดีมากมายว่ามีความสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะภูมิคุ้มกันแบบผ่านเซลล์ การศึกษานี้จึงต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับวิตามินดีและการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน วิธีการศึกษา การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุม ประกอบด้วยผู้ป่วยที่แพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทั้งหมด 60 ราย โดยมีผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรง 30 ราย ชนิดไม่รุนแรง 30 ราย และผู้ป่วยกลุ่มควบคุม 60 รายที่ได้รับยาชนิดเดียวกับผู้ป่วยแล้วไม่มีอาการแพ้ยา ผู้ป่วยทั้ง 120 รายจะได้รับการตรวจวัดระดับวิตามินดี Total Vitamin D (25-OH) โดยจะมีการแบ่งระดับวิตามินดีเป็นภาวะพร่องวิตามินดี (ระดับวิตามินดี < 30 ng/ml) ภาวะขาดวิตามินดี (ระดับวิตามินดี < 20 ng/ml) และภาวะขาดวิตามินดีรุนแรง (ระดับวิตามินดี <10 ng/ml) ผลการศึกษา ระดับวิตามินดีในผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรงมีค่าต่ำกว่าในกลุ่มควบคุม (p=0.012) และผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดไม่รุนแรง (p=0.031) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระดับวิตามินดีเฉลี่ยในผู้ป่วยกลุ่มแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรง, ชนิดไม่รุนแรง และกลุ่มควบคุม มีค่าเท่ากับ 13.56±6.23, 17.50±7.49, and 17.42±7.28 ng/ml ตามลำดับ โดยผู้ป่วย Stevens-Johnson syndrome มีระดับวิตามินดีต่ำที่สุด คือ 12.28±6.64 ng/ml นอกจากนี้ยังพบภาวะขาดวิตามินดีรุนแรง (ระดับวิตามินดีน้อยกว่า 10 ng/ml) มากถึง 36.67% ในผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรง และ 16.67% ในชนิดไม่รุนแรง ส่วนในกลุ่มควบคุมพบเพียง 11.67% ซึ่งน้อยกว่าในกลุ่มแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.04) โดยพบว่าภาวะขาดวิตามินดีรุนแรงมีความสัมพันธ์กับการเกิดการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันถึง 3.77 เท่า (odds ratio=3.77; 95% CI 1.01-14) เมื่อควบคุมปัจจัยรบกวนอื่น ได้แก่ อายุ เพศ ภูมิลำเนา โรคประจำตัว สรุปผล ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในการศึกษาพบภาวะขาดวิตามินดี โดยระดับวิตามินดีในผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรงมีค่าต่ำกว่าในกลุ่มควบคุมและแพ้ยาชนิดไม่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันมีภาวะขาดวิตามินดีรุนแรงมากกว่าในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบภาวะขาดวิตามินดีรุนแรงมากถึง 1 ใน 3 ในผู้ป่วยแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันชนิดรุนแรง การศึกษานี้พบว่าภาวะขาดวิตามินดีรุนแรงมีความสัมพันธ์กับการเกิดการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน ซึ่งอาจถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ก่อให้การเกิดการแพ้ยาได้ ในอนาคตอาจมีการให้วิตามินดีเสริมเพื่อลดโอกาสการเกิดการแพ้ยา ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
การศึกษาความแตกต่างของการทำงานกล้ามเนื้อการกลืนส่วนคอระหว่างผู้ที่มีการกลืนลำบากและการกลืนปกติในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, ตรีวุฒิ กิตติคุณเดชา
การศึกษาความแตกต่างของการทำงานกล้ามเนื้อการกลืนส่วนคอระหว่างผู้ที่มีการกลืนลำบากและการกลืนปกติในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, ตรีวุฒิ กิตติคุณเดชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา จากข้อมูลในปัจจุบันพยาธิสรีรวิทยาและความชุกของการกลืนที่ผิดปกติในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้เพื่อประเมินความชุกและศึกษาการบีบตัวของทางเดินอาหารส่วนคอในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น วิธีการศึกษา ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และยังไม่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่การศึกษา ข้อมูลพื้นฐานประชากรและข้อมูลทางการแพทย์ได้รับการบันทึกในแบบบันทึกข้อมูล ผู้ร่วมวิจัยทุกรายจะได้รับการประเมินอาการของการกลืนที่ผิดปกติด้วยแบบทดสอบ swallowing disturbance questionnaire (SDQ) and eating assessment tool (EAT-10) ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการประเมินการกลืนโดยภาพถ่ายรังสี (video fluoroscopic study), ตรวจการบีบตัวของทางเดินอาหารส่วนคอ (pharyngeal manometry) รูปแบบการกลืนการหายใจจะถูกวัดด้วยเซนเซอร์วัดอุณหภูมิของลมหายใจ ความสัมพันธ์ของการกลืนที่ผิดปกติ และการบีบตัวของทางเดินอาหารส่วนคอจะถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Mann-Whitney U test ผลการศึกษา จากจำนวนผู้ร่วมวิจัยทั้งหมด 32 รายที่ถูกคัดเลือกเข้าการศึกษา พบว่า 22 ราย (68.7%) พบการกลืนที่ผิดปกติ โดยพบว่า 9 จาก 22 รายมีอาการกลืนลำบาก (41%) และพบว่าความชุกของการกลืนที่ผิดปกติไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (p=0.70) จากผลตรวจการบีบตัวของทางเดินอาหารส่วนคอพบว่าไม่มีความแตกต่างกันของผู้ป่วยที่มีและไม่มีการกลืนที่ผิดปกติ (p =0.89). สรุปผลการศึกษา ผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นมีความชุกของการกลืนที่ผิดปกติสูง และแรงในการบีบตัวของช่องคอที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่กลไกสำคัญในพยาธิสรีรวิทยาการเกิดการกลืนที่ผิดปกติ
ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้า, ทิตญา ประเสริฐปั้น
ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้า, ทิตญา ประเสริฐปั้น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงตอนกลางคืนร่วมด้วย ซึ่งทั้งสองภาวะนี้เป็นข้อจำกัดของการรักษาซึ่งกันและกัน ท่านอนเป็นหนึ่งในการรักษาโดยไม่ใช้ยาที่สามารถแนะนำในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าโดยไม่ทำให้ภาวะความดันโลหิตสูงในท่านอนแย่ลง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของท่านอนต่อภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้าของผู้ป่วยพาร์กินสัน วิธีการวิจัย: การวิจัยแบบตัดขวาง ศึกษาผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่า 20 ราย โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตชนิด 24 ชั่วโมงที่บ้าน โดยผู้ป่วยทุกรายจะต้องนอนในท่านอนที่กำหนด ได้แก่ ท่านอนหงาย ท่านอนตะแคงซ้าย ท่านอนตะแคงขวา และท่านอนศีรษะสูง 20 เซนติเมตร ตามลำดับ และผู้ป่วยทุกรายจะต้องวัดความดันโลหิตท่านอนราบ เทียบกับท่ายืน 3 นาที ในตอนเช้าหลังตื่นนอนทันที ผลการวิจัย: ผู้ป่วยเพศชาย 8 ราย เพศหญิง 12 ราย อายุเฉลี่ย 69.90±6.16 ปี ระยะเวลาที่เป็นโรคเฉลี่ย 12.40±8.90 ปี ระยะโรคเฉลี่ย 2.93±0.77 ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตช่วงกลางวันอยู่ที่ 115.50±12.64/ 69.45±6.61 มิลลิเมตรปรอท ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตช่วงกลางคืนขณะนอนหงายอยู่ที่ 23.95±18.37/ 73.55±11.30 มิลลิเมตรปรอท เมื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้าหลังจากนอนแต่ละท่าเทียบกับท่านอนหงายพบว่า หลังจากนอนในท่านอนตะแคงไม่ว่าจะเป็นตะแคงซ้ายหรือตะแคงขวา และนอนศีรษะสูง มีความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้าน้อยกว่าท่านอนหงายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้าหลังจากนอนท่านอนตะแคง ไม่ว่าจะเป็นตะแคงซ้ายหรือตะแคงขวา และนอนศีรษะสูง สรุปผลการวิจัย: งานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่าท่านอนตะแคงทั้งซ้ายและขวา มีผลลดความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตตกขณะเปลี่ยนท่าในช่วงเช้าได้ ไม่แตกต่างจากการนอนในท่าศีรษะสูงจากพื้น 20 เซนติเมตร ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาโดยไม่ใช้ยาในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตอาจเป็นแนวทางการรักษาโดยไม่ใช้ยาใหม่อีกแนวทางหนึ่ง เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา สามารถทำได้ง่ายกว่าแนวทางเดิม ไม่ทำให้ภาวะความดันโลหิตสูงตอนกลางคืนแย่ลง
ลักษณะพังผืดกล้ามเนื้อหัวใจในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวชนิดไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจ, ธนวินทร์ สุขสิริวรบุตร
ลักษณะพังผืดกล้ามเนื้อหัวใจในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวชนิดไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจ, ธนวินทร์ สุขสิริวรบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา : เพื่อศึกษาเปรียบเทียบลักษณะของพังผืดในกล้ามเนื้อหัวใจจากการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้าของหัวใจระหว่างผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวชนิดที่มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจ (HF-impEF) กับผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวชนิดที่ไม่มีมีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจ (P-HF-rEF) ระเบียบวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย,ปริมาณขนาดยาควบคุมระบบประสาทและฮอร์โมนที่ได้รับ, ข้อมูลจากการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงและลักษณะของพังผืดกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน ผลการศึกษา : จากผู้ป่วยกลุ่ม HF-impEF 79 รายและผู้ป่วยกลุ่ม HF-impEF 21 ราย พบว่าตรวจพบพังผืดกล้ามเนื้อหัวใจ 29 ราย (38%) และ 14 ราย (67%) ของผู้ป่วย HF-impEF และ P-HF-rEF ตามลำดับ (p=0.020) โดยปริมาณของพังผืดพบต่ำกว่าในกลุ่ม HF-impEF เทียบกับ P-HF-rEF (3.1% กับ 8.5%, p = 0.004) และขนาดของเวนตริเคิลข้างซ้ายในขณะคลายตัว และ ปริมาณพังผืดของเวนตริเคิลข้างซ้าย นั้นสัมพันธ์กับภาวะฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป : ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวที่มีการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจมีปริมาณพังผืดในกล้ามเนื้อหัวใจเวนตริเคิลข้างซ้ายน้อยกว่า โดยขนาดของเวนตริเคิลข้างซ้ายในขณะคลายตัว และ ปริมาณพังผืดของเวนตริเคิลข้างซ้ายนั้นเป็นตัวแปรสำคัญที่สัมพันธ์กับภาวะการฟื้นตัวของการบีบตัวของหัวใจ
ความชุกของการทดสอบการแพ้ยาโดยการให้รับประทานยาแล้วให้ผลลบในการวินิจฉัยผู้ที่มีผื่นแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มไม่ใช่เบต้าแลคแตมแบบไม่เฉียบพลันที่มีผลการทดสอบการแพ้ยาทางผิวหนังด้วยวิธีการฉีดเข้าในชั้นผิวหนังและการตรวจไซโตไคน์อินเตอร์เฟอรอนแกมมาที่หลั่งจากเม็ดเลือดขาวที่มีความจำเพาะกับยาในเลือดโดยวิธีอิไลสปอตให้ผลลบ, นฤมล รัตนสุธีรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ยาปฏิชีวนะกลุ่มไม่ใช่เบต้าแลคแตมเป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน จึงมีผู้ป่วยจำนวนมากมีประวัติแพ้ยานี้ ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีทางปฏิบัติช่วยในการวินิจฉัยที่ดีพอในการวินิจฉัยการแพ้ยากลุ่มนี้วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาค่าพยากรณ์ผลลบของการทดสอบการแพ้ยาทางผิวหนังและการทดสอบโดยวิธีอิไลสปอต ในผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มไม่ใช่เบต้าแลคแตมแบบไม่เฉียบพลันและไม่รุนแรง ได้แก่ cotrimoxazole, macrolides, quinolones, clindamycin และ metronidazole วิธีการศึกษา: ทำการทดสอบทางผิวหนังและทางห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาจำนวน 26 ราย และทำการทดสอบโดยการให้รับประทานยาต่อในผู้ที่มีผลการทดสอบทางผิวหนังและทางห้องปฏิบัติการเป็นลบผลการศึกษา: พบการทดสอบด้วยวิธีอิไลสปอตให้ผลบวก 4 รายคิดเป็นร้อยละ 40 การทดสอบทางผิวหนังให้ผลบวก 1 รายคิดเป็นร้อยละ 10 และการทดสอบโดยการให้รับประทานยาให้ผลบวก 5 รายจากการทดสอบ 20 การทดสอบใน 19 ราย เกิดผื่นชนิด FDE 3 คนและผื่น MPE 2 คน ค่าพยากรณ์ผลลบของการทดสอบทางผิวหนังและทางห้องปฏิบัติเท่ากับ 75 สรุปผล: ควรทำการทดสอบโดยการให้รับประทานยาหลังจากการทดสอบทางผิวหนังและการทดสอบด้วยวิธีอิไลสปอตให้ผลลบ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยการแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มไม่ใช่เบต้าแลคแตมแบบไม่เฉียบพลัน
การศึกษาความสามารถของระดับซิทรูลิเนตฮีสโตนเฮชทรีในน้ำล้างหลอดลมและน้ำเหลืองในการแยกสาเหตุกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ, นันทนัช วุฒิไกรวิทย์
การศึกษาความสามารถของระดับซิทรูลิเนตฮีสโตนเฮชทรีในน้ำล้างหลอดลมและน้ำเหลืองในการแยกสาเหตุกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ, นันทนัช วุฒิไกรวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ ภาวะกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันสาเหตุจากการติดเชื้อมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบันมีการค้นพบกระบวนการทำงานในรูปแบบโครงสร้างเส้นใยร่างแหภายนอกเซลล์นิวโทรฟิล หรือ neutrophil extracellular traps (NETs) ว่ามีบทบาทสำคัญในการเกิดการบาดเจ็บของถุงลมและหลอดเลือดฝอย นำไปสู่การบาดเจ็บของปอดระยะเฉียบพลัน Citrullinated histone H3 (CitH3) เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการสร้าง NETs ซึ่งตรวจพบว่ามีปริมาณความเข้มข้นของ CitH3 ที่สูงขึ้นในน้ำเหลืองของผู้ป่วยที่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากสาเหตุอื่น วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาความสามารถของระดับ CitH3 ในน้ำล้างหลอดลมและถุงลมในการวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันจากการติดเชื้อกับกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันจากการไม่ติดเชื้อ วิธีการศึกษา ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 โดยทำการเก็บน้ำล้างหลอดลมและถุงลม เลือด และข้อมูลทางคลินิกจากผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจที่ได้รับการวินิจฉัยเข้าได้กับกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันอ้างอิงตามเกณฑ์ Berlin จากนั้นนำน้ำล้างหลอดลมและถุงลมและเลือดมาตรวจวัดระดับความเข้มข้นของ CitH3 โดยวิธีอีไลซา (Enzyme-linked Immunosorbent Assay, ELISA) การวินิจฉัยสาเหตุของกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันว่าเป็นจากการติดเชื้อหรือเหตุอื่นอ้างอิงตามหลักฐานทางจุลชีววิทยาและการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย ผลการศึกษา ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 12 ราย เป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันจากการติดเชื้อจำนวน 5 ราย ผู้ป่วยกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลันจากการไม่ติดเชื้อจำนวน 7 ราย ระดับความเข้มข้นของ CitH3 ทั้งในน้ำเหลืองและน้ำล้างหลอดลมและถุงลมไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างทั้งสองกลุ่ม [ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์): CitH3 ในน้ำเหลือง 118.4 ng/ml (63.13-215.57) เปรียบเทียบกับ63.3 ng/ml (38.86-89.4), p=0.15; CitH3 ในน้ำเหลืองและน้ำล้างหลอดลม 61.92 ng/ml (42.22-106.98) เปรียบเทียบกับ 41.25 ng/ml (28.19-50.1), p=0.23] ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของ CitH3 ในน้ำเหลืองและในน้ำล้างหลอดลมและถุงลม ตรวจพบว่ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rs =0.77, p =0.005) อย่างไรก็ตามไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความเข้มข้นของ CitH3 ในน้ำเหลืองและความรุนแรงของการบาดเจ็บของปอดนิยามโดยใช้สัดส่วนระหว่างความดันของออกซิเจนในเลือดแดงเทียบกับสัดส่วนออกซิเจนที่หายใจ (PaO2:FiO2, P:F ratio) ที่ลดลง ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความเข้มข้นของ CitH3 ในน้ำเหลืองและดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรคทั้ง APACHE …
การศึกษาระยะเวลาในการทำหัตถการส่องกล้องช่องเยื่อหุ้มปอดด้วยกล้องส่องเยื่อหุ้มปอดชนิดแข็งขนาดเล็กและกล้องส่องเยื่อหุ้มปอดชนิดกึ่งแข็งในผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ยังไม่ทราบสาเหตุหรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดจากภาวะมะเร็งแพร่กระจาย, ปริยากร ปัทมินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและวัตถุประสงค์: การส่องกล้องช่องเยื่อหุ้มปอดมีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยในปัจจุบันมีกล้องที่ใช้ในการส่องช่องเยื่อหุ้มปอด 2 ชนิด คือ กล้องส่องช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดแข็งและกล้องส่องช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดกึ่งแข็ง โดยที่ข้อมูลจากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าประสิทธิภาพในการวินิจฉัยด้วยกล้องทั้ง 2 ชนิดไม่มีความแตกต่างกัน แต่ระยะเวลาในการทำหัตถการยังมีความแตกต่างกันในแต่ละการศึกษา วิธีการวิจัย: ทำการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดที่ไม่ทราบสาเหตุและผู้ป่วยที่สงสัยภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดจากมะเร็งแพร่กระจายที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวนทั้งหมด 44 ราย แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มการศึกษา และทำการเปรียบเทียบระยะเวลาการทำหัตถการด้วยกล้องทั้ง 2 ชนิด ผลการศึกษา: จากการศึกษาในผู้ป่วยทั้งหมด 44 รายพบว่า การส่องกล้องช่องเยื่อหุ้มปอดด้วยกล้องชนิดแข็งขนาดเล็กใช้ระยะเวลาในการรักษาและระยะเวลารวมในการทำหัตถการน้อยกว่าการส่องกล้องช่องเยื่อหุ้มปอดด้วยกล้องชนิดกึ่งแข็งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ประสิทธิภาพในการวินิจฉัย ภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการ ปริมาณยาชาและยาแก้ปวดที่ใช้ และคะแนนความเจ็บปวดของผู้ป่วยไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: การส่องกล้องช่องเยื่อหุ้มปอดด้วยกล้องส่องช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดแข็งขนาดเล็กใช้ระยะเวลาในการรักษาและระยะเวลารวมในการทำหัตถการน้อยกว่ากล้องส่องช่องเยื่อหุ้มปอดชนิดกึ่งแข็งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การประยุกต์ใช้คะแนนการตั้งเป้าความสำเร็จโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนยกลางสำหรับผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็ง, ปิยะณัฐ วงศ์วรรณ
การประยุกต์ใช้คะแนนการตั้งเป้าความสำเร็จโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนยกลางสำหรับผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็ง, ปิยะณัฐ วงศ์วรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา: โรคคอบิดเกร็งมีลักษณะสำคัญคือกล้ามเนื้อบริเวณคอที่หดเกร็งโดยไม่สามารถควบคุมได้อันเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวและตำแหน่งของคอและศีรษะที่ผิดปรกติไป ผลกระทบจากโรคคอบิดเกร็งมีทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวซึ่งซับซ้อนและแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้นหากผู้ป่วยสามารถที่จะระบุปัญหาสำคัญและเป้าหมายในการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับตัวผู้ป่วยแต่ละรายเองได้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษามากขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาแบบประเมินคะแนนการตั้งเป้าความสำเร็จ (goal attainment scale) ของการรักษาโรคคอบิดเกร็ง โดยเปรียบเทียบคะแนนของอาการกลุ่มต่างๆ ก่อนและหลังการรักษาด้วยการฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซินในผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็ง รูปแบบการศึกษา: การศึกษาไปข้างหน้าเชิงพรรณนาโดยการสังเกต วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็งปฐมภูมิแต่ละรายทำการระบุปัญหาสำคัญหรือเป้าหมายในการรักษาจำนวน 3 ข้อก่อนการฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซิน โดยแต่ละปัญหาแบ่งคะแนนความคาดหวังออกเป็น 5 ระดับ จาก -2 ถึง +2 ในการประเมิน โดยคะแนน “0” หมายถึงผลหลังการรักษาพอดีกับที่คาดหวังไว้ คะแนนบวก “+1,+2” หมายถึงผลหลังการรักษาดีกว่าที่คาดหวังไว้ คะแนนลบ “-1,-2” บ่งชี้ถึงผลการรักษาน้อยกว่าที่คาดหวังไว้ ซึ่งปัญหาสำคัญ 3 ข้อที่แบ่งออกเป็น 5 ระดับคะแนนในแต่ละข้อจะใช้ในการประเมินผู้ป่วยก่อนการรักษาและหลังการรักษา 6 สัปดาห์ ร่วมกับนำคะแนนจากทั้งสามข้อมาคำนวณเป็น T-Score เพื่อสะท้อนถึงภาพรวมของปัญหาหลังทำการรักษา ผลการทดลอง: ผู้ป่วยโรคคอบิดเกร็งทั้งหมด 22 รายเป็นชาย 8 ราย หญิง 14 ราย ทำการระบุปัญหาสำคัญหรือเป้าหมายในการรักษารวม 66 ข้อ (รายละ 3 ข้อ) ก่อนการรักษาผู้ป่วยทั้งหมดมีคะแนน GAS T-Score น้อยกว่า 50 โดยหลังการรักษา 6 สัปดาห์ พบว่า ร้อยละ 59.09 (13 จาก 22 ราย) ของผู้ป่วยมี GAS T-Score มากกว่า 50 ร้อยละ 27.27 (6 จาก 22 ) ของผู้ป่วยมี GAS T-Score เท่ากับ 50 และร้อยละ 13.64 (3 จาก 22 ราย) ของผู้ป่วยยังคงมี GAS T-Score …
บทบาทของปริมาณการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ ต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์, พรวสันต์ สิมสีแก้ว
บทบาทของปริมาณการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ ต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์, พรวสันต์ สิมสีแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การรักษามะเร็งปอดด้วยยามุ่งเป้าต่อยีนอีจีแอฟอาร์ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่เล็กระยะลุกลามที่มีการกลายพันธุ์ของตัวรับชนิดอีจีแอฟอาร์เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในปัจจุบันแต่อย่างไรก็ตาม การตอบสนองต่อการรักษามีความแตกต่างกันในแต่ละคน โดยบางคนมีระยะเวลาการรอดชีพโดยปราศจากโรค (PFS) 2-3 เดือน หรือบางคนมีระยะเวลาการรอดชีพโดยปราศจากโรคมากกว่า 12 เดือน ซึ่งการเดื้อยาเป็นปัญหาที่สำคัญในการรักษาและตอนนี้มียารักษาเฉพาะ แต่เนื่องจากความแตกต่างของกลายกลายพันธุ์ในเซลล์มะเร็งมะเร็งปอดชนิดไม่เล็ก การศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาณการกลายพันธ์ของยีนอีจีแอฟและการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าอาจช่วยทำนายการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าชนิดอีจีแอฟอาร์ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดไม่เล็กที่มีการกลายพันธ์ของยีนอีจีแอฟอาร์ได้ วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาไปข้างหน้าโดยการติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดไม่เล็กที่มีการกลายพันธ์ของยีนอีจีแอฟอาร์จากชนิดเนื้อพยาธิ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยอาสาสมัครจะได้รับการรักษาด้วยยามุ่งเป้าต่อยีนอีจีแอฟอาร์ชนิดที่ 1 และในการศึกษาอาสาสมัครต้องรับการเจาะเลือดเพื่อตรวจการกลายพันธุ์ในเลือดทั้งก่อนและหลังการักษา โดยวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ (EGFR mutation abundance) ต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ ผลการศึกษา: งานวิจัยนี้มีอาสาสมัครเข้ามร่วมงานวิจัย 83 คน ทุกคนได้รับการการรักษาด้วยยามุ่งเป้าต่อยีนอีจีแอฟอาร์ชนิดที่ 1และการตรวจการกลายพันธุ์ในเลือดด้วยเครื่อง IdyllaTM ctEGFR โดยอาสาสมัคร 41 คน (49.4%) ตรวจพบการกลายพันธ์ในเลือดก่อนเริ่มการรักษา จากการศึกษาพบว่าอาสาสมัครที่ตรวจไม่พบการกลายพันธุ์ในเลือดก่อนเริ่มการรักษามีอัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคยาวนานกว่ากลุ่มที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ในเลือดก่อนเริ่มการรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ 13.9 เดือน เทียบกับ 9.4 เดือน p.0.038 อาสาสมัครกลุ่มที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ในเลือดก่อนเริ่มการรักษา พบว่าหากใช้ค่าความแตกต่างปริมาณการกลายพันธุ์ (deltaCq)ที่ 4.31 พบว่ากลุ่มที่มี DCq มากกว่าเท่ากับ 4.31 มีระยะเวลาการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคยาวนานกว่ากลุ่มที่มี DCq น้อยกว่า 4.31อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 10.9 เดือน เทียบกับ 6.9 เดือน P0.035 สรุปผล: จากการศึกษานี้สรุปได้ว่าการตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ในเลือดก่อนเริ่มการรักษาเป็นปัจจัยการพยากรณ์โรคที่แย่กว่ากลุ่มที่ตรวจไม่พบการกลายพันธุ์ในเลือดก่อนเริ่มการรักษาด้วยยามุ่งเป้าชนิดที่ 1 ในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดชนิดไมเล็กที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ และการตรวจการกลายพันธุ์ในเลือดแบบกึ่งปริมาณ ค่า deltaCq สามารถเป็นปัจจัยทำนายการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าชนิดที่ 1 ได้ แต่อาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
การศึกษาลักษณะทางคลินิกของโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันก่อนวัยอันควรที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ, พิมลดา วิชิตนาค
การศึกษาลักษณะทางคลินิกของโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันก่อนวัยอันควรที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ, พิมลดา วิชิตนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ ศึกษาความชุกของโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันก่อนวัยอันควรที่ได้รับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนมกราคม 2560 และ มกราคม 2564 วิธีการวิจัย ผู้ทำวิจัยประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันก่อนวัยอันควรจำนวน 143 คน ว่าเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมหรือไม่ โดยวินิจฉัยจากเกณฑ์ Dutch Lipid Clinic Network (DLCN) ที่มีค่าตั้งแต่ 6 คะแนนขึ้นไป (Probable or definite familial hypercholesterolemia) นอกจากนี้มีการบันทึกข้อมูลปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ เบาหวาน และความดัน เป็นต้น ผลการศึกษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันก่อนวัยอันควรทั้งหมดจำนวน 143 คน เป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมทั้งหมด 20 คน คิดเป็นร้อยละ 14 โดยแบ่งเป็น definite FH 9 คน ( ร้อยละ 6.3) และ probable FH 11 คน ( ร้อยละ 7.7 ) สรุป ความชุกของโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันก่อนวัยอันควรนั้นสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการวินิจฉัยโรคคอเลสเตอรอลสูงทางพันธุกรรมในผู้ป่วยกลุ่มนี้
การศึกษาระดับยาเดกซาเมทาโซนในเลือดหลังการทดสอบการกดฮอร์โมนคอร์ติซอลด้วยยาเดกซาเมทาโซน 1 มิลลิกรัม ในคนอ้วน, พิมลรัตน์ เผ่าพงษ์ไพบูลย์
การศึกษาระดับยาเดกซาเมทาโซนในเลือดหลังการทดสอบการกดฮอร์โมนคอร์ติซอลด้วยยาเดกซาเมทาโซน 1 มิลลิกรัม ในคนอ้วน, พิมลรัตน์ เผ่าพงษ์ไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ประชากรอ้วนที่สงสัยกลุ่มอาการคูชชิ่งมีโอกาสเกิดผลบวกลวงได้มากถึงร้อยละ 15 เมื่อทดสอบการกดฮอร์โมนคอร์ติซอลด้วยยาเดกซาเมทาโซน 1 มิลลิกรัม วัตถุประสงค์ในการศึกษา: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับยาเดกซาเมทาโซนหลังรับประทานยาเดกซาเมทาโซน 1 มิลลิกรัมในประชากรที่ไม่มีโรคประจำตัวโดยเปรียบเทียบประชากรอ้วนกับประชากรน้ำหนักตัวปกติ วิธีการศึกษา: วัดระดับยาเดกซาเมทาโซนและฮอร์โมนคอร์ติซอลหลัง 1 มิลลิกรัมหลังทดสอบการกดฮอร์โมนคอร์ติซอลด้วยยาเดกซาเมทาโซน 1 มิลลิกรัม และศึกษาความสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ ผลการศึกษา: เมื่อเปรียบเทียบประชากรอ้วน 62 คนกับประชากรที่ไม่อ้วน 30 คน พบว่าไม่มีความแตกต่างกันของระดับยาเดกซาเมทาโซน (P-value 0.09) และไม่มีความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกาย พื้นที่ผิวกาย เพศกับระดับยาเดกซาเมทาโซนในเลือด รวมทั้งไม่พบความแตกต่างของสัดส่วนประชากรที่มีระดับยาเดกซาเมทาโซนมากกว่า 3.3 นาโนโมล/ลิตร ในแต่ละกลุ่มประชากรที่จำแนกตามดัชนีมวลกาย สรุปผล: ดัชนีมวลกายที่แตกต่างกันไม่ได้ส่งผลต่อเมแทบอลิซึมของยาเดกซาเมทาโซนในประชากรอ้วน ดังนั้นการวัดระดับยาเดกซามาทาโซนคู่กับการวัดคอร์ติซอลในเลือดหลังรับประทานยาเดกซาเมทาโซน 1 มิลลิกรัม อาจไม่ช่วยลดภาวะผลบวกลวงในประชากรที่อ้วน
การศึกษาไปข้างหน้าในการคาดการณ์การฟื้นตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลโดยใช้การเพิ่มขึ้นของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์, ภัทรภณ ยศธแสนย์
การศึกษาไปข้างหน้าในการคาดการณ์การฟื้นตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลโดยใช้การเพิ่มขึ้นของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์, ภัทรภณ ยศธแสนย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกิดการล่าช้าของการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัด แม้ว่าการฟื้นตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลจะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละผู้ป่วย การเลื่อนรับยาเคมีบำบัดมักจะทำเป็นเรื่องปกติและไม่มีกฎเกณฑ์ จากหลายการศึกษาย้อนหลังได้แสดงถึงเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์มักจะฟื้นตัวก่อนการฟื้นตัวของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาไปข้างหน้า, สังเกตการณ์ (prospective observational study) ในผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและพบว่ามีจำนวนสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลน้อยกว่า 1500 เซลล์ต่อไมโครลิตร และต้องได้รับการเลื่อนรับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการนัดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ณ วันที่ 3 นับจากผลเลือดครั้งแรก ตัวชี้วัดหลักของการศึกษา (primary endpoint) คือการเปรียบเทียบอุบัติการณ์การฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (มากกว่าหรือเท่ากับ 1500 เซลล์ต่อไมโครลิตร) ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ตั้งต้นสูงและต่ำ โดยใช้เกณฑ์การแบ่งกลุ่มที่จำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ตั้งต้นเท่ากับร้อยละ 15 และหรือมากกว่าหรือเท่ากับ 400 เซลล์ต่อไมโครลิตร ผลการศึกษา: ตั้งแต่กรกฎาคม 2564 ถึง มีนาคม 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 88 ราย มีจำนวน 50 รายที่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ตั้งต้นสูง และจำนวน 38 รายที่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ตั้งต้นต่ำ อุบัติการณ์การฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล ณ วันที่ 3 มีร้อยละ 64.0 (32/50) ในกลุ่มโมโนไซต์ตั้งต้นสูง และร้อยละ 31.6 (12/38) ในกลุ่มโมโนไซต์ตั้งต้นต่ำ (p=0.003) อุบัติการณ์การฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล มีร้อยละ 67.6 (25/37) ในกลุ่มโมโนไซต์ตั้งต้นมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 15 และร้อยละ 37.3 (19/51) ในกลุ่มน้อยกว่าร้อยละ 15 (p=0.005) อุบัติการณ์การฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทร มีร้อยละ 70.7 (29/41) ในจำนวนสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์มากกว่าหรือเท่ากับ 400 เซลล์ต่อไมโครลิตร และร้อยละ 31.9 (15/47) ในกลุ่มน้อยกว่า 400 เซลล์ต่อไมโครลิตร (p=<0.001) อัตราผู้ป่วยที่สามารถรับยาเคมีบำบัดได้มีจำนวนร้อยละ 68.0 (34/50) ในกลุ่มโมโนไซต์ตั้งต้นสูง และร้อยละ 39.5 (15/38) ในกลุ่มโมโนไซต์ตั้งต้น (p=0.008) จากวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (multivariate analysis) พบว่ามะเร็งระยะที่ 4 และจำนวนสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์มากกว่าหรือเท่ากับ 400 เซลล์ต่อไมโครลิตร เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล สรุปผล: อุบัติการณ์การฟื้นตัวของจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลที่เร็ว มีความสัมพันธ์กับจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ตั้งต้นมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 15 และหรือจำนวนสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์มากกว่าหรือเท่ากับ 400 เซลล์ต่อไมโครลิตร
อุบัติการณ์และลักษณะการรั่วของลิ้นหัวใจไตรคัสปิดที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร, มนต์ประวีณ อัมพรายน์
อุบัติการณ์และลักษณะการรั่วของลิ้นหัวใจไตรคัสปิดที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร, มนต์ประวีณ อัมพรายน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา: ในปัจจุบันพบว่าการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรมีการนำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆที่เกี่ยวกับความผิดปกติของจังหวะไฟฟ้าหัวใจอันมีคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีรายงานอุบัติการณ์การเกิดภาวะการรั่วของลิ้นหัวใจไตรคัสปิดที่เพิ่มขึ้นตามมาได้หลังได้รับการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรโดยอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ต่างๆตามมา ได้แก่ การมีภาวะหัวใจล้มเหลว, การทำงานของหัวใจฝั่งซ้ายและขวาที่ลดลงจากประชากรทั่วไป และภาวะหัวใจหยุดเต้น วัตถุประสงค์การวิจัย:วัตถุประสงค์หลัก:เพื่อหาความชุกของการเกิดการรั่วของลิ้นหัวใจไตรคัสปิดที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร วัตถุประสงค์รอง: (1).เพื่อหาความชุกของการเกิดผลลัพธ์รวมของการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว, การนอนโรงพยาบาลจากหัวใจล้มเหลว และอัตราการตายหลังจากการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรที่ 6 เดือน (2).เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายหลังจากการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรที่ 6 เดือน (3).เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของการบีบตัวของหัวใจห้องล่างขวาหลังจากการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรที่ 6 เดือน วิธีการวิจัย: การวิจัยนี้เป็นรูปแบบการศึกษาแบบไปข้างหน้า และย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2564 โดยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร (CIEDs) ประกอบไปด้วย PPM (Permanent pacemaker), AICD (Automated Implantable Cardioverter-Defibrillator), CRT-P หรือ CRT-D (Cardiac Resynchronization Therapy Pacemaker/ Defibrillator) โดยมีการทบทวนการตรวจอัลตร้าซาวน์หัวใจของผู้ป่วยทุกราย ศึกษาลักษณะของผู้ป่วย, อัลตร้าซาวน์หัวใจโดยมุ่งเน้นเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับการรั่วของลิ้นหัวใจไตรคัสปิด, ข้อมูลการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรเกี่ยวกับชนิด, รุ่น, ข้อบ่งชี้ในการใส่ รวมไปถึงตำแหน่งที่ได้รับการฝังเครื่อง ผลการวิจัย: จากการรวบรวมพบว่ามีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษาแบบย้อนกลับทั้งหมด 587 ครั้งของการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2564 พบว่ามีผู้ป่วยที่เข้ารับการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวรที่เข้าเกณฑ์การศึกษาทั้งหมด 180 ราย มีอายุเฉลี่ย 70.71±14.6 ปี โดยร้อยละ 60 เป็นเพศชาย จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการฝังอุปกรณ์CIEDs แยกตามชนิด ดังนี้ PPM = 94 ราย, AICD = 53 ราย และ CRT = 33 ราย พบว่าผู้ป่วย 39 ราย (ร้อยละ 21.7) พบการเกิดการรั่วของลิ้นหัวใจไตรคัสปิดที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับที่ 6 เดือน ซึ่งเกิดขึ้นในกลุ่มที่ได้รับการฝัง AICD อย่างมีนัยสำคัญ (OR 1.26, p = …
การใช้ค่า T-Peak To T-End ในการพยากรณ์ผลบวกจากการทดสอบโดยการใช้ยากระตุ้นแอชมาลีนในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มอาการบรูกาดา, มนัญชยา ฐาปนะสุต
การใช้ค่า T-Peak To T-End ในการพยากรณ์ผลบวกจากการทดสอบโดยการใช้ยากระตุ้นแอชมาลีนในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มอาการบรูกาดา, มนัญชยา ฐาปนะสุต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: กลุ่มอาการบรูกาดาวินิจฉัยโดยอาศัยคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีลักษณะ coved-type ST-segment elevation บริเวณ right precordial ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองหรือหลังได้รับยากระตุ้น ผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดามีรูปแบบของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่คงที่ จึงมีการทดสอบโดยใช้ยากระตุ้นเพื่อวินิจฉัยกลุ่มอาการดังกล่าว พบว่าการกระตุ้นด้วยยาแอชมาลีน (Ajmaline challenge test) ได้ผลที่ดีกว่ายา flecainide และ procainamide ในการวินิจฉัยกลุ่มอาการบรูกาดา แต่เนื่องจากยามีราคาแพง ทำให้การวินิจฉัยและการประเมินความชุกที่แท้จริงของผู้ป่วยกลุ่มอาการบรูกาดาในประเทศไทยมีข้อจำกัด ร่วมกับการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าค่าของ T-peak to T-end จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ยาวสัมพันธ์กับการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรงในผู้ป่วยโรคใหลตาย จุดประสงค์: เพื่อศึกษาค่าของ T-peak to T-end และค่าของ corrected T-peak to T-end จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในการพยากรณ์ผลบวกจากการทดสอบด้วยการใช้ยากระตุ้นแอชมาลีนในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นกลุ่มอาการบรูกาดา เพื่อนำไปสู่แนวทางการคัดเลือกผู้ป่วยและแนวทางการวินิจฉัยกลุ่มอาการบรูกาดาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ระเบียบวิจัย: เป็นงานวิจัยเชิงวิเคราะห์ในผู้ป่วยที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปี ที่มีประวัติคนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการบรูกาดา หรือมีอาการหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ (unexplained syncope) หรือมีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน (resuscitated sudden cardiac arrest) ร่วมกับมีลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่สงสัยกลุ่มอาการบรูกาดา โดยเข้ารับการทดสอบด้วยยากระตุ้นแอชมาลีนในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561-2564 ทำการศึกษาข้อมูลอันได้แก่ ลักษณะทางคลินิก ค่าของ T-peak to T-end ค่าของ corrected T-peak to T-end ค่าของ QT ค่าของ corrected QT และค่าของ S wave duration โดยนำค่าต่าง ๆ มาประเมินกับผลจากการทดสอบโดยการใช้ยากระตุ้นแอชมาลีน ผลการศึกษา: พบว่ามีผู้ป่วย 16 ราย (เป็นเพศชายร้อยละ 93.7 อายุเฉลี่ย 40±15 ปี) เข้ารับการทดสอบโดยใช้ยากระตุ้นแอชมาลีนด้วยข้อบ่งชี้มีประวัติคนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการบรูกาดาร้อยละ 37.5 มีอาการหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุร้อยละ 43.8 และมีภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันร้อยละ 18.8 โดยผลการทดสอบโดยการใช้ยากระตุ้นแอชมาลีนเป็นบวก 12 ราย (คิดเป็นร้อยละ …
การวิจัยนำร่องทางคลินิกแบบสุ่มเปรียบเทียบการให้สารอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันเทียบกับการให้อาหารตามมาตรฐานทั่วไปในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจายต่อภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด, รุ้งประกาย อินจอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะทุพโภชนาการส่งผลต่อภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลและผลกระทบต่อการตอบสนองต่อเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากนี้ เคมีบำบัดอาจทำให้ภาวะโภชนาการในผู้ป่วยเหล่านี้แย่ลงได้ ดังนั้น การให้อาหารทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นสูตรมาตรฐานหรือสูตรพิเศษ ได้รับการแนะนำจากหลายคำแนะนำ การให้อาหารที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันช่วยลดลดภาวะขาดสารอาหาร ช่วยลดการอักเสบในการกาย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งได้ดีขึ้น วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบผลการให้สารอาหารที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันกับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐานกับการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 ในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจาย วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดทั้งสองด้าน ในผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารระยะแพร่กระจายที่ได้รับเคมีบำบัดแบบประคับประคอง ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแบบ 1 :1 เพื่อเข้ารับอาหารทางการแพทย์สูตรมาตรฐาน (ONS-SF; กลุ่มควบคุม) ที่มี 500 กิโลแคลอรี/วัน ในขณะที่อีกกลุ่มได้รับ ONS ที่มีพลังงานไม่ต่างกันที่มีภูมิคุ้มกัน (ONS-IM; กลุ่มทดลอง) ตัวชี้วัดหลักของการศึกษาคือ ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำจากยาเคมีบำบัดตั้งแต่เกรด 2-4 และมีการประเมินการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว มวลกล้ามเนื้อ ประเมินภาวะทุพโภชนาการโดยใช้คะแนน PG-SGA ปริมาณอาหารที่ได้รับต่อวัน ผลตรวจทางชีวเคมี และผลข้างเคียงทางระบบเลือดและระบบอื่นๆ โดยจะทำการประเมินที่เริ่มต้นได้รับยาเคมีบำบัด และที่ 12 สัปดาห์หลังจากเริ่มยาเคมีบำบัด ผลการศึกษา: ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ถึงเมษายน 2565 ผู้ป่วยทั้งหมด 50 รายได้รับการสุ่ม (24 vs 26 ในกลุ่ม ONS-IM เทียบกับกลุ่ม ONS-SF ตามลำดับ) ทั้งหมดนี้เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดย 24 ใน 50 คน (48%) เป็นผู้ชาย โดยมีอายุเฉลี่ย 65.8 ปี (IQR 34-84) PG-SGA ≥ 9 คิดเป็นร้อยละ 60 มีการแพร่กระจายของโรคมะเร็งตั้งแต่ 2 ตำแหน่งขึ้นไปร้อยละ 40 ผู้ป่วยยังไม่เคยได้รับยาเคมีบำบัดมาก่อนร้อยละ 54 ซึ่งข้อมูลพื้นฐานของทั้ง 2 กลุ่มประชากรไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลเกรด 2-4 เกิดขึ้นน้อยกว่าในกลุ่ม ONS-IM เมื่อเทียบกับกลุ่ม ONS-SF (ร้อยละ 16.7 เปรียบเทียบกับร้อยละ 42.3 …
อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยวิกฤตที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน, วิณห์ กุลวิชิต
อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยวิกฤตที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน, วิณห์ กุลวิชิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของงานวิจัย ภาวะไตวายเฉียบพลัน (AKI) และภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARF) เป็นสองภาวะที่พบได้บ่อยและส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยวิกฤต จุดมุ่งหมายของงานวิจัยคือการรายงานอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์ของทั้งสองภาวะนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ระเบียบวิธีการวิจัย ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลผู้ป่วยจากการศึกษา SEA-AKI ซึ่งเป็นการศึกษานานาชาติที่เก็บข้อมูลของหอผู้ป่วยวิกฤตจากประเทศ ไทย ลาว และ อินโดนีเซีย และได้ทำการให้คำนิยามภาวะไตวายเฉียบพลัน ตามคำนิยามมาตรฐาน KDIGO ขั้นที่ 2-3 และให้คำนิยามภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันโดยการดูการใช้เครื่องช่วยหายใจ จากนั้นแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นทั้งหมด 6 กลุ่ม ตามลำดับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันดังนี้ “no AKI/ARF”, “ARF alone”, “AKI alone”, “ARF first”, “AKI first”, “Concurrent AKI-ARF” และมีผลลัพธ์ปฐมภูมิของการวิจัยคืออัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล ผลการศึกษา การศึกษาวิจัยได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยมาทั้งหมด 5,468 ราย โดยพบว่าอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลขของกลุ่ม "Concurrent AKI-ARF" สูงที่สุดที่ 69.6% ในขณะที่ "AKI first" 54.4%, "ARF first" 53% , "AKI alone" 14.6%, "ARF alone" 31.5% และในกลุ่ม "no AKI/ARF" 12.4% สรุป ผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกันจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตในโรงพยาบาลสูงขึ้น
การศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไอแอลดีที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน, ศศิพักตร์ นิธิวรนันท์
การศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไอแอลดีที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน, ศศิพักตร์ นิธิวรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาของการศึกษา: วัคซีนโควิด-19 มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 และการเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง ปัจจุบันข้อมูลการศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้ม ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไอแอลดียังมีไม่มาก วิธีการศึกษา: ตรวจระดับแอนติบอดีและภูมิคุ้มกันแบบพึ่งเซลล์ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไอแอลดีที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันในรพ.จุฬาลงกรณ์ ศึกษาผลข้างเคียง การดำเนินโรค รวมถึงการติดเชื้อโควิด-19 ภายหลังได้รับวัคซีน ChAdOx1 ครบ 2 เข็ม ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษา 44 ราย อายุเฉลี่ย 63.8 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นโรคปอดอักเสบไอแอลดีที่เกี่ยวข้องกับโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับยาเพรดนิโซโลนขนาดเฉลี่ย 7.5 มิลลิกรัมต่อวัน หลังได้รับวัคซีน ChAdOx1 ครบ ที่ 4 สัปดาห์ผู้ป่วย 86% ตรวจพบแอนติบอดี (anti-S IgG) ต่อเชื้อโควิด-19 ที่ 12 สัปดาห์ผู้ป่วย 60.7% มีการตอบสนองแบบพึ่งเซลล์ต่อเชื้อโควิด-19 ผู้ป่วยที่ได้รับการปรับยากดภูมิคุ้มกันตามคำแนะนำของสมาคมโรครูมาติซั่มมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันไม่แตกต่างกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการปรับยา ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคืออาการไข้ ผู้ป่วย 3 รายเกิดการกำเริบของโรคปอดอักเสบไอแอลดี ผู้ป่วย 1 รายติดเชื้อโควิด-19 สรุปผลการศึกษา: วัคซีน ChAdOx1 สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไอแอลดีที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันได้ และมีความปลอดภัยในผู้ป่วยกลุ่มนี้
การเปรียบเทียบการรับความรู้สึกของไส้ตรงระหว่างผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระโดยใช้เครื่องบาโรแสตท, สลิล สมุทรรังสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสำคัญและที่มา: ภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระสามารถพบได้ในประชากรทั่วไปแต่จะมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีการขับถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติไม่ว่าจะเป็นภาวะกลั้นอุจจาระไม่ได้ หรือ ภาวะท้องผูก แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่ครอบคลุมกลไกในการเกิดภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเมื่อปวดถ่ายอุจจาระ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับการรับความรู้สึกของไส้ตรงในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายแต่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำโดยใช้เครื่องบาโรสแตท ระเบียบวิธีการวิจัย: งานวิจัยนี้มีการเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐาน คือ เพศ อายุ ดัชนีมวลกาย ซึ่งไม่แตกต่างระหว่างอาสาสมัครที่ไม่มีความผิดปกติในการขับถ่าย และผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการขับถ่ายร่วมกับมีและไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ โดยนิยามของภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำคือ มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ อย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ระดับความรู้สึกของไส้ตรงแบ่งออกเป็น 8 ระดับ คือ 0 ไม่มีความรู้สึกในไส้ตรง 1 รู้สึกภายในไส้ตรงแต่ไม่ใช่ลมและอุจจาระ 2 รู้สึกว่ามีลมในไส้ตรง 3 รู้สึกอยากผายลม 4 รู้สึกว่ามีอุจจาระในไส้ตรงแต่ไม่ปวดอยากถ่าย 5 รู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระ 6 รู้สึกต้องรีบเข้าห้องน้ำแต่สามารถกลั้นอุจจาระได้ 7 รู้สึกปวดอยากถ่ายมากไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ โดยใช้เครื่องบาโรสแตทในการตรวจวัดระดับการรับความรู้สึกของไส้ตรงและค่าความยืดหยุ่นของผนังไส้ตรง แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจโดยเพิ่มความดันครั้งละ 4 มม.ปรอท เริ่มต้นที่ 4 มม.ปรอท คงไว้ที่ 1 นาที จากนั้นปล่อยออก มีระยะเวลาห่างกัน 1 นาที และเพิ่มความดันขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึง 50 มม.ปรอท และขั้นที่ 2 ตรวจโดยการเพิ่มความดันขึ้นเรื่อย ๆ จาก 4 มม.ปรอท ทุก 1 นาที โดยไม่มีการปล่อยลมออกจนกระทั่ง 50 มม.ปรอท ผลการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำมีจำนวนการขับถ่ายต่อสัปดาห์มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำเฉลี่ย 7 (4-14) vs 5(2-7) นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำมีลักษณะของอุจจาระที่เหลวมากกว่า พบว่ามีโรคประจำตัวคือลำไส้แปรปรวน ชนิดท้องเสีย และกลั้นอุจจาระไม่ได้มากกว่าผู้ป่วยที่มีไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำ ผู้ป่วยที่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำจำนวน 8 ราย (57.14%) ไม่มีความรู้สึกปวดอยากถ่ายอุจจาระ แต่จะมีความรู้สึกต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากที่รู้สึกว่ามีอุจจาระในไส้ตรงซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะรีบเร่งเข้าห้องน้ำซึ่งพบเพียง 2 ราย (14.25%) และ อาสาสมัครที่ไม่มีความผิดปกติในการขับถ่ายซึ่งพบเพียง …
การเปรียบเทียบคุณลักษณะการติดสีเพิร์ลพรัสเชี่ยนบลู ระหว่างชิ้นเนื้อที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น ภาวะหลอดเลือดขนาดเล็กที่ผิวหนังอักเสบ และ ผื่นผิวหนังอักเสบ ชนิดพิกเมนเต็ด เพอร์เพอริค เดอร์มาโตซิส, สิรีวรรณ สุขุมวาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะหลอดเลือดขนาดเล็กที่ผิวหนังอักเสบ (LCV) และ ภาวะพิกเมนเต็ด เพอร์เพอริค เดอร์มาโตซิส (PPD) เป็นสองภาวะที่มีพยาธิกำเนิดแตกต่างกัน แต่ผู้ป่วย LCV และ PPD อาจมาด้วยอาการแสดงและผลการตรวจชิ้นเนื้อทางห้องปฏิบัติการที่คล้ายคลึงกันได้ ในขณะที่การย้อมชิ้นเนื้อด้วยเทคนิค direct immunofluorescence เพื่อแยกทั้งสองภาวะอาจมีข้อจำกัดบางประการ การย้อมชิ้นเนื้อด้วยสีย้อมธาตุเหล็กที่ใช้ในงานประจำของห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาอย่างสีเพิร์ลพรัสเชี่ยนบลู (Perls) อาจจะแยกภาวะ LCV ออกจากภาวะ PPD ได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการติดสี Perls ระหว่างภาวะ LCV และภาวะ PPD วิธีการศึกษา: ชิ้นเนื้อที่เหลือในพาราฟินจะถูกคัดเลือกมาเพื่อเข้าวิจัยและแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม LCV กลุ่ม PPD และกลุ่ม control และถูกนำมาย้อมสไลด์แก้วด้วยสี Perls จากนั้นสไลด์แก้วจะถูกอ่านผลโดยตจพยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านซึ่งเป็นอิสระต่อกัน ผลการศึกษา: การติดสีของสี Perls ล้อมรอบเส้นเลือดขนาดเล็ก ปริมาณการติดสี และตำแหน่งที่ติดสี มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม LCV และกลุ่ม PPD อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า p-value เท่ากับ 0.006, น้อยกว่า 0.001 และ น้อยกว่า 0.001 ตามลำดับ สรุปผล: การติดสีของสี Perls ล้อมรอบเส้นเลือดขนาดเล็ก ปริมาณการติดสี และตำแหน่งที่ติดสี มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม LCV กลุ่ม PPD
ประสิทธิภาพของการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอด้วยเข็มฉีดยาขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก, สุพพตา เมธารักษ์ชีพ
ประสิทธิภาพของการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอด้วยเข็มฉีดยาขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก, สุพพตา เมธารักษ์ชีพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: การฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอถือเป็นการรักษาทางเลือกแรกในผู้ป่วยที่มีอาการกระตุกที่ซีกหน้า แต่ผลการรักษาเป็นเพียงชั่วคราว ส่งผลให้เกิดการฉีดยาซ้ำซึ่งเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดและความรู้สึกไม่สบาย แม้ว่าการใช้เข็มขนาดเล็ก (microneedle) จะเป็นวิธีปฏิบัติทั่วไปสำหรับการทำหัตถการบนใบหน้าในเวชศาสตร์ความงาม และมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสามารถลดความเจ็บปวดและลดรอยฟกช้ำ แต่ยังไม่มีหลักฐานการศึกษาในโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก วัตถุประสงค์: จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้คือเพื่อเปรียบเทียบความรุนแรงและลักษณะของความเจ็บปวดและรอยฟกช้ำจากการฉีดยาโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอในผู้ป่วยใบหน้ากระตุกครึ่งซีกด้วยเข็มขนาดเล็ก (34-G) กับเข็มมาตรฐาน (30-G) วิธีการศึกษาวิจัย: รูปแบบการวิจัยเป็นการทดลองแบบ cross-over, double-blind, randomized controlled trial ศึกษาในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกทั้งหมด 62 ราย โดยอาสาสมัครจะได้รับการฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอสองครั้ง ห่างกัน 12 สัปดาห์ด้วยเข็มมาตรฐานและ microneedle อาสาสมัครทุกคนได้รับการฉีดยาด้วยโดยผู้วิจัยคนเดียวกันโดยใช้เทคนิคการฉีดแบบเดียวกัน ปริมาณยาและจำนวนบริเวณที่ฉีดเท่ากันทั้งสองรอบ การวัดผลลัพธ์หลัก ได้แก่ ความรุนแรงและลักษณะของความเจ็บปวด ซึ่งวัดจากแบบสอบถามหลังจากการฉีดด้วย Visual Analogue Scale (VAS) และแบบสอบถาม Short-form McGill Pain Questionnaire (SF-MPQ-2) สำหรับผลลัพธ์รองคือคะแนนรอยฟกช้ำ ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และประสิทธิภาพของการฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอโดยใช้ Global rating scale และ Comprehensive scale โดยมีการวัดผลที่หนึ่งสัปดาห์และหนึ่งเดือนหลังการฉีด ผลการศึกษา: อาสาสมัครโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกจำนวน 62 รายได้เข้าร่วมการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (72.6%) โดยมีอายุเฉลี่ย 60.18 ± 11.12 ปีและระยะเวลาเป็นโรคเฉลี่ย 5.64 ± 3.98 ปี เมื่อเทียบกับการฉีดเข็มแบบมาตรฐาน การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของ VAS (p<0.001), SF-MPQ-2 ทั้งหมด (p<0.001) และคะแนนรอยช้ำ (p<0.001) ถูกแสดงให้เห็นด้วยการฉีดด้วยเข็มขนาดเล็ก อัตราและประเภทของภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองขั้นตอน ประสิทธิภาพระหว่างสองขั้นตอน ซึ่งวัดที่การตรวจวัดพื้นฐาน หนึ่งสัปดาห์ และหนึ่งเดือนหลังการฉีด แสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านเวลาที่มีนัยสำคัญต่อการให้ Global rating scale และ Comprehensive scale ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งการฉีดแบบมาตรฐานและแบบการฉีดด้วยเข็มขนาดเล็กช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วย สรุป: การฉีดโบทูลินัมท็อกซินด้วยเข็มขนาดเล็กในผู้ป่วยโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกสามารถลดอาการปวดและรอยช้ำได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเข็มขนาดมาตรฐาน โดยที่มีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แตกต่างกัน