Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1381 - 1410 of 1438

Full-Text Articles in Medical Sciences

การศึกษาภาวะซึมเศร้า คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแลและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทย, สังวาลย์ พงษ์ศร Jan 2019

การศึกษาภาวะซึมเศร้า คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแลและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทย, สังวาลย์ พงษ์ศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้า คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแล และผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทย เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional descriptive study) ศึกษาในผู้ดูแลหลักและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ภายใต้โครงการ Peritoneal Dialysis Outcomes and Practice Patterns Study Thailand: PDOPPS. ที่มารับบริการในแผนกล้างไตทางช่องท้อง ของโรงพยาบาล 10 แห่ง ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2563 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ StataCorp Stata MP 14.0 คำนวณค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Fisher’s exact test, Independent sample t-test และ McNemar’s test ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมจำนวน 295 คู่ พบภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งใช้เครื่องมือวัด 2 ตัว คือ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า The 10-item Center for the Epidemiological Studies of Depression Short Form (CES-D-10) ในผู้ดูแลพบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 22.0 และผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องพบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 39.0 ส่วนแบบประเมินภาวะซึมเศร้าฉบับภาษาไทย(Beck depression inventory II: BDI-II Thai version)พบภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลร้อยละ 19.7 และผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องร้อยละ 41.0 ในส่วนของคุณภาพชีวิตซึ่งแบ่งเป็น 2 มิติ ได้แก่ มิติสุขภาพกายและมิติสุขภาพใจ ซึ่งผู้ดูแลพบว่าคุณภาพชีวิตมิติด้านสุขภาพกายอยู่ในเกณฑ์คนไทยปรกติสุขภาพดีในเพศและอายุเดียวกันขึ้นไปร้อยละ 90.5 และมิติด้านสุขภาพใจพบว่าอยู่ในเกณฑ์คนไทยปรกติสุขภาพดีในเพศและอายุเดียวกันขึ้นไปร้อยละ 91.2 ส่วนของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง คุณภาพชีวิตมิติด้านสุขภาพกายพบว่าอยู่ในเกณฑ์คนไทยปรกติสุขภาพดีในเพศและอายุเดียวกันขึ้นไปร้อยละ 85.1 และมิติด้านสุขภาพใจพบว่า อยู่ในเกณฑ์คนไทยปรกติสุขภาพดีในเพศและอายุเดียวกันขึ้นไป ร้อยละ 91.9 …


การเสริมผลิตภัณฑ์จากพืชเพื่อชะลอความเสื่อมของไตจากโรคเบาหวานในหนู, วิรินทร์ บวรสมสฤษดิ์ Jan 2019

การเสริมผลิตภัณฑ์จากพืชเพื่อชะลอความเสื่อมของไตจากโรคเบาหวานในหนู, วิรินทร์ บวรสมสฤษดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus, DM) เป็นภาวะผิดปกติที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จนนำไปสู่อาการแทรกซ้อนต่าง ๆ อาทิ โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะได้รับการแนะนำให้บริโภคอาหารในแต่ละมื้อลดลง และเพิ่มมื้ออาหารว่างเป็นอาหารที่มีค่าดัชนีอาหารต่ำ เป็นที่ทราบกันดีว่าพืชในตระกูลถั่วและงามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ การศึกษาในพืชตระกูลถั่วพบว่าสามารถป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูงรวมถึงบรรเทาภาวะโรคเบาหวานได้ และยังมีการศึกษาที่พบว่างา (Sesame) ช่วยลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเลือด นอกจากนี้ถั่วเขียวทอดและงาคั่วเป็นหนึ่งในอาหารกินเล่นที่นิยมของคนไทย สมควรที่จะส่งเสริมผู้ป่วยโรคเบาหวานบริโภคถั่วเขียวทอดหรืองาคั่วเป็นอาหารว่าง หากแต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่า ถั่วเขียวทอดและงาคั่ว สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้จริงหรือไม่ ในงานวิจัยครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์ที่จะศึกษาผลของการบริโภคถั่วเขียวทอดและงาดำคั่วต่อการดำเนินโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในหนูทดลอง โดยการแบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม คือ หนูปกติกลุ่มควบคุม (Normal control group; NC) หนูเบาหวานกลุ่มควบคุม (Diabetes mellitus control group; DMC) หนูเบาหวานที่บริโภคถั่วเขียวทอด (Fried mung bean group; FMB) และหนูเบาหวานที่บริโภคงาดำคั่ว (Roasted black sesame group; RBS) หนูทดลองนอกเหนือจากกลุ่มปกติควบคุมจะถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวาน และบริโภคอาหารไขมันสูง พบว่าในสัปดาห์ที่ 12 ของการทดลอง ระดับน้ำตาล HbA1C ระดับไขมันและคริอะตินินในเลือดในหนูทดลองแต่ละกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน แต่เมื่อทำการศึกษาพยาธิสภาพของไตและตับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแสง และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน พบว่าหนูเบาหวานกลุ่มควบคุมมีปริมาณไขมันสะสมในตับสูง และมีความหนาของเยื่อฐานโกลเมอรูลัส (Glomerular basement membrane) และความกว้างของขาเซลล์โพโดไซต์ (podocyte foot process) มากกว่าหนูปกติกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนระยะแรกของตับและไตในโรคเบาหวาน และพบว่าหนูที่ได้รับถั่วเขียวทอดและงาดำคั่ว ไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพของตับและไตดังกล่าว จากผลการทดลองทั้งหมดในการวิจัยครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าการบริโภคถั่วเขียวทอดหรืองาดำคั่วสามารถบรรเทาพยาธิสภาพของไตและตับที่เกิดจากโรคเบาหวานในหนูทดลองที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้


การตรวจทางอณูชีววิทยาของเชื้อลิชมาเนียและทริพาโนโซมในจิ้งจกจากแหล่งระบาดของโรคลิชมาเนียในภาคใต้ของประเทศไทย, ประพิมพร ตุ่นทอง Jan 2019

การตรวจทางอณูชีววิทยาของเชื้อลิชมาเนียและทริพาโนโซมในจิ้งจกจากแหล่งระบาดของโรคลิชมาเนียในภาคใต้ของประเทศไทย, ประพิมพร ตุ่นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จิ้งจกเป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่จัดอยู่ในสกุล Hemidactylus สามารถพบได้ในที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ได้มีการรายงานว่าจิ้งจกสามารถเป็นแหล่งกักเก็บโรคได้ เช่น แบคทีเรีย และโปรโตซัว สำหรับในประเทศไทยเชื้อ Leishmania spp. และ Trypanosoma spp. มีการติดต่อสู่คนและสัตว์โดยการกัดของริ้นฝอยทรายเพศเมีย อย่างไรก็ตามข้อมูลในสัตว์ที่เป็นแหล่งกักเก็บโรคของเชื้อโปรโตซัวดังกล่าวในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาเชื้อ Leishmania และ Trypanosoma DNA ในจิ้งจกที่เก็บจากบ้านของผู้ป่วย leishmaniasis ในภาคใต้ของประเทศไทย จากตัวอย่างจำนวน 57 ตัวอย่างซึ่งได้จากจิ้งจกทั้งหมด 19 ตัว ประกอบด้วยตับ ม้าม และหัวใจ ตัวอย่างทั้งหมดถูกนำมาใช้ในการตรวจหา DNA ของเชื้อ Leishmania spp. และ Trypanosoma spp. โดยเทคนิค Polymerase Chain Reaction (PCR) จากตำแหน่งยีน ITS1 และ SSU rRNA ตามลำดับ โดยผลการทดลองพบว่า มี 15 ตัวอย่างที่ตรวจพบเชื้อ Trypanosoma spp. ประกอบไปด้วย ตับ 4 ตัวอย่าง ม้าม 5 ตัวอย่าง และหัวใจ 6 ตัวอย่างจากตัวอย่างจิ้งจกทั้งหมด 9 ตัว แต่ไม่สามารถตรวจพบเชื้อ Leishmania spp. ในการศึกษาครั้งนี้ จากผลแผนภูมิวิวัฒนาการที่ตำแหน่งยีน ITS1 แสดงให้เห็นว่า เชื้อ Trypanosoma spp. จัดอยู่ใน An04/Frog1 ของกลุ่ม Anura clade และผลแผนภูมิวิวัฒนาการของจิ้งจกที่ตำแหน่งยีน cytb แสดงให้เห็นว่าจิ้งจกทั้งหมดในการศึกษาครั้งนี้มีความเหมือนกับจิ้งจกสายพันธุ์ Hemidactylus platyurus ที่จัดอยู่ในกลุ่ม tropical asian clade โดยการศึกษานี้เป็นการตรวจพบเชื้อ Trypanosoma spp.ในจิ้งจกเป็นครั้งแรก ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจิ้งจกอาจมีศักยภาพเป็นแหล่งเก็บโรคของเชื้อ Trypanosoma spp. นอกจากนี้การศึกษาอาจเป็นประโยขน์ในการป้องกันและควบคุมโรค Trypanosomiasis …


ฤทธิ์ต้านมะเร็งของเบต้าแลพพาโชนต่อเซลล์มะเร็งที่ดื้อยาต้านฮอร์โมนและเซลล์มะเร็งที่มีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทู, ชญานิน สุขสนอง Jan 2019

ฤทธิ์ต้านมะเร็งของเบต้าแลพพาโชนต่อเซลล์มะเร็งที่ดื้อยาต้านฮอร์โมนและเซลล์มะเร็งที่มีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทู, ชญานิน สุขสนอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาที่สำคัญในการรักษามะเร็งเต้านมคือการดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน (anti-hormonal therapy) ซึ่งจะทำให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำและการลุกลามของมะเร็ง โดยมีการศึกษารายงานว่าเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อยาต้านฮอร์โมนจะมีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทูเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทูบางรายยังดื้อต่อการรักษาที่จำเพาะต่อตัวรับเฮอร์ทู (target therapy) ดังนั้นจึงมียาที่ใช้กับมะเร็งเต้านมที่ดื้อยาต้านฮอร์โมนอยู่เพียงไม่กี่ชนิด β-lapachone (β-lap) เป็นสารธรรมชาติในกลุ่ม naphthoquinone ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า β-lap มีฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านมในเซลล์หลายชนิด ได้แก่ MCF-7, SKBR3 และ MDA-MB-231 แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาฤทธิ์ของ β-lap ในเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อยาต้านฮอร์โมน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งและกลไกการออกฤทธิ์ของ β-lap ต่อเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน (MCF7/LCC2 และ MCF7/LCC9) และเซลล์มะเร็งเต้านมที่มีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทูสูง (SKBR3) พบว่า β-lap ลดอัตราการมีชีวิตรอดและลดการเจริญแบบไร้การยึดเกาะทั้งการลดจำนวนและขนาดของ colony ในเซลล์มะเร็งทั้งสามชนิด นอกจากนี้ β-lap สามารถยับยั้ง downstream signaling ของ HER-2 ผ่านการยับยั้ง pERK และยังมีฤทธิ์ลดระดับโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาต้านฮอร์โมน ได้แก่ Cyclin D1 และ ER-co-activator ได้แก่ NCOA3 เฉพาะในเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน (MCF7/LCC2 และ MCF7/LCC9) แต่ β-lap ไม่มีผลต่อ pHER-2/HER-2 จึงไม่มีผลยับยั้งกระบวนการ epithelial- mesenchymal transition (EMT) และการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ถึงแม้ว่าการศึกษานี้จะพบว่า β-lap สามารถลดอัตราการรอดชีวิตของเซลล์มะเร็งเต้านมที่มีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทู (SKBR3) แต่ยังไม่สามารถอธิบายกลไกการออกฤทธิ์ของ β-lap ในเซลล์ชนิดนี้ได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่ากลไกการออกฤทธิ์ของ β-lap ในเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อยาต้านฮอร์ฮอร์โมน (MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9) ที่มีการเพิ่มขึ้นของตัวรับเฮอร์ทูมีความแตกต่างกับเซลล์มะเร็งเต้านมที่มีการแสดงออกของตัวรับเฮอร์ทู (SKBR3) การศึกษานี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นของกลไกการออกฤทธิ์ของ β-lap ซึ่งหากทำการศึกษาเพิ่มเติมแล้ว β-lap น่าจะสามารถพัฒนาเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่ดื้อยาต้านฮอร์โมน และยังมีความปลอดภัยเนื่องจากมีการศึกษา β-lap ในระดับคลินิกแล้ว


การประเมินการตกสู่เบื้องล่างของเม็ดเลือดแดงหลังการตายเพื่อประมาณระยะเวลาหลังการตายโดยใช้เครื่องวัดสี, นิชาภา พุ่มจิตร Jan 2019

การประเมินการตกสู่เบื้องล่างของเม็ดเลือดแดงหลังการตายเพื่อประมาณระยะเวลาหลังการตายโดยใช้เครื่องวัดสี, นิชาภา พุ่มจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประมาณระยะเวลาหลังการตาย (Postmortem interval, PMI) มีความสำคัญมากในงานด้านนิติเวชศาสตร์ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือหรือวิธีที่จะสามารถประเมินระยะเวลาหลังการตายได้อย่างแน่นอน ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากแพทย์ผู้ทำการชันสูตรเป็นผู้ประมาณจากการเปลี่ยนแปลงหลังการตาย (Postmortem Change) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาทางเคมีหลายอย่างในร่างกายของมนุษย์เมื่อเสียชีวิต หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงหลังการตายที่สามารถนำมาใช้ในการประมาณหาระยะเวลาหลังการตายคือ การตกสู่เบื้องล่างของเม็ดเลือดแดงหลังการตาย (Livor mortis) การตรวจโดยใช้เครื่องวัดสี (Colorimeter) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในวัดค่าความดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นใดคลื่นหนึ่ง ทำให้สามารถประเมินสีได้มากกว่าที่เห็นด้วยตาเปล่าจึงถูกนำมาใช้ในการประเมินการตกสู่เบื้องล่างของเม็ดเลือดแดงหลังการตายของผู้เสียชีวิตในงานวิจัยนี้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ เพื่อประเมินระยะเวลาหลังการตายด้วยความแตกต่างของสีผิวของผู้เสียชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามการตกสู่เบื้องล่างของเม็ดเลือดแดงหลังการตายโดยการใช้เครื่องวัดสีรุ่น NR20XE โดยทำการวัดค่าสีผิว (L, a, b, c, h และ ∆E) บริเวณหน้าท้องส่วนบนที่ต่อจาก xiphoid process เป็นจุดอ้างอิงและวัดสีผิวบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวชิ้นที่ 1 และ 2 (Lumbar lordosis) โดยวัดทุกๆ 2 ชั่วโมง (2, 4, 6 และ 8 ชั่วโมง) และนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการศึกษาจากตัวอย่างทั้งหมด 27 ศพ โดยเป็นศพเพศชาย 10 คนและศพเพศหญิง 17 คน ศพตัวอย่างเพศชายมีอายุเฉลี่ย 62.30 ± 13.38 ปีและศพตัวอย่างเพศหญิงมีอายุเฉลี่ย 71.53 ± 13.22 ปี ตามลำดับและสาเหตุของการเสียชีวิตของศพตัวอย่าง แบ่งเป็นการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งชนิดต่างๆ โรคเรื้อรังและโรคติดเชื้อ และพบว่า L, b, c, h และ ∆E กับระยะเวลาหลังการตายมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 เครื่องวัดสีรุ่น NR20XE สามารถประเมินระยะเวลาหลังตายโดยมีความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของสีกับระยะเวลาหลังการตายอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจจะนำไปปรับปรุงพัฒนาเป็นเครื่องมือที่สามารถประเมินหาระยะเวลาหลังการตายได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นในงานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ในอนาคต


ผลของอนุภาคทองคำระดับนาโนเมตรต่อการสร้างหลอดเลือดฝอย โดยมุ่งเน้นศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เซลล์เพอริไซต์, ศศิกานต์ ลู่ประเสริฐกุล Jan 2019

ผลของอนุภาคทองคำระดับนาโนเมตรต่อการสร้างหลอดเลือดฝอย โดยมุ่งเน้นศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เซลล์เพอริไซต์, ศศิกานต์ ลู่ประเสริฐกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Pericytes เป็นเซลล์ที่วางตัวอยู่ติดกับผนังด้านนอกของหลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่ capillary และ post-capillary venule เซลล์นี้ทำหน้าที่หลักในการค้ำจุนหลอดเลือดดังกล่าว และมีความสำคัญต่อทั้งกระบวนการทางสรีรวิทยาและพยาธิวิทยาของหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างหลอดเลือดใหม่ ปัจจุบันอนุภาคทองคำระดับนาโนเมตร (AuNPs) ถูกนำมาใช้เพื่อยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ โดยยับยั้งการแบ่งตัว การเคลื่อนย้าย และกระบวนการ tube formation โดยมุ่งเน้นผลไปยัง endothelial cells เพียงอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาถึงผลของ AuNPs ต่อลักษณะสัณฐานและการทำงานของ pericytes การศึกษานี้จึงนำ 20 nm AuNPs ที่ความเข้มข้น 30 ppm มาทดสอบกับ pericytes โดยการเคลื่อนย้ายของเซลล์ศึกษาโดยใช้เทคนิค transwell migration, และระดับการแสดงออกของยีน Ki-67 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การแบ่งตัวของเซลล์ และ PDGFR-β ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ pericytes โดยใช้เทคนิค real-time RT-qPCR และลักษณะสัณฐานศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) นอกจากนี้ศึกษาการสร้างหลอดเลือดฝอยจำลองแบบสามมิติบน Matrigel โดยนำ pericytes ที่ได้รับ AuNPs มาเพาะเลี้ยงร่วมกับเซลล์ human umbilical cord endothelial cells ผลการศึกษาพบว่า AuNPs มีผลทำให้การเคลื่อนย้าย การแบ่งตัว และการแสดงออกระดับ mRNA ของยีน PDGFR-β ของ pericytes ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และผลการศึกษาภายใต้กล้อง TEM เปิดเผยให้เห็นอนุภาคทองคำที่ถูกบรรจุอยู่ใน organelles ต่างๆ ได้แก่ late endosomes, lysosomes และ mitochondria และที่น่าสนใจคือ mitochondria เหล่านี้มีลักษณะบวมพองหรือเสียสภาพ ในส่วนของการศึกษาจำนวนของการสร้างหลอดเลือดจำลอง พบว่ามีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มของ pericytes ที่ถูกใส่ AuNPs และพบว่า pericytes ในกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นทรงกลม ไม่ยืดแขนงเพื่อสร้าง tube ส่งผลให้ tube มีลักษณะไม่สมบูรณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม …


การพัฒนาเทคนิคการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยใช้เทคโนโลยี Crispr-Cas12a, อรพรรณ มยุรมาศ Jan 2019

การพัฒนาเทคนิคการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยใช้เทคโนโลยี Crispr-Cas12a, อรพรรณ มยุรมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ ได้ประยุกต์ใช้เทคนิค CRISPR-Cas12a ซึ่งเป็นเทคนิคที่ง่าย รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ในการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จึงเหมาะสำหรับการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ และ โควิด-19 ในบริเวณที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำกัด ผลการทดสอบพบว่า การใช้เทคนิค RT-RPA ร่วมกับ CRISPR-Cas12a ตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีความไวคิดเป็นร้อยละ 96.23 และมีความจำเพาะคิดเป็นร้อยละ 100 สำหรับความไวในการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด A และชนิด B คิดเป็นร้อยละ 85.07 และ 94.87 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีความจำเพาะในการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด A และชนิด B คิดเป็นประมาณร้อยละ 96 โดยสรุป เทคนิคการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ด้วยวิธี CRISPR-Cas12a เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรอง และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรคติดเชื้อชนิดอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้


Jellyfish Sting And First Aid Knowledge Among 6th-9thgrade Students In Koh Mak, Koh Kood, And Koh Chang, Trat Province, Thailand, Hansa Premmaneesakul Jan 2019

Jellyfish Sting And First Aid Knowledge Among 6th-9thgrade Students In Koh Mak, Koh Kood, And Koh Chang, Trat Province, Thailand, Hansa Premmaneesakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Injuries from jellyfish are an important public issue. Students are both potential victims and victim-helpers. Objectives: This study aims to investigate the knowledge of jellyfish stings and first aid management in 6th-9th grade students living on three islands in Trat, Thailand. Materials and Methods: A cross-sectional study was conducted by using a questionnaire distributed to all 6th-9th grade students living on these islands. Relationship between total knowledge score and independent variables were assessed by Fisher’s exact test and multiple logistic regression. Results: Of the three islands students from Koh Kood had the highest knowledge (75.27%), followed by students from …


การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาแก้คลื่นไส้อาเจียนสูตรที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบ (ยานิวทูพิแทน ยาพาโลโนซีตรอน ยาโอแลนซาปีนและยาเดกซาเมททาโซน) ในการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยทีได้รับยาเคมีบําบัดสูตรซิสพลาตินขนาดสูง กับยาสูตรมาตรฐานใหม่ (ยาออนแดนซีตรอน ยาโอแลนซาปีนและยาเดกซาเมททาโซน), เฉลิมชัย เลิศอนันต์สิทธิ์ Jan 2019

การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาแก้คลื่นไส้อาเจียนสูตรที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบ (ยานิวทูพิแทน ยาพาโลโนซีตรอน ยาโอแลนซาปีนและยาเดกซาเมททาโซน) ในการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยทีได้รับยาเคมีบําบัดสูตรซิสพลาตินขนาดสูง กับยาสูตรมาตรฐานใหม่ (ยาออนแดนซีตรอน ยาโอแลนซาปีนและยาเดกซาเมททาโซน), เฉลิมชัย เลิศอนันต์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การป้องกันการเกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผู้ป่วยด้วยยาเคมีบำบัด ยาที่แนะนำให้ใช้ในการป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบาบัดที่ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนในขนาดสูงตามมาตรฐานสากล เช่น ยากลุ่มนิวโรไคนินวันแอนทาโกนิส นั้นมีราคาแพงและไม่ได้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ดังนั้นทางผู้วิจัยต้องการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาแก้คลื่นไส้อาเจียนสูตรมาตรฐานใหม่ (ยาออนแดนซีตรอน ยาโอแลนซาปีนและยาเดกซาเมททาโซน) ในการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยทีได้รับยาเคมีบําบัดสูตรซิสพลาตินขนาดสูงกับยาสูตรที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบ วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่ม, วิธีอาพรางผู้วิจัยและผู้เข้าร่วมวิจัยและมีการใช้ยาหลอก ผู้ป่วยที่คัดเลือกคือไม่เคยได้รับเคมีบำบัดมาก่อนและมีนัดหมายเพื่อรับเคมีบำบัดสูตรซิสพลาตินขนาดสูง และจะถูกสุ่มแบบ 1:1 เพื่อเข้าในกลุ่มยาแก้คลื่นไส้อาเจียนสูตรมาตรฐานใหม่ หรือกลุ่มสูตรยาสี่ชนิดที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบ จุดประสงค์หลักคือเพื่อดูอัตราของการไม่มีอาการอาเจียนและไม่ต้องใช้ยาเสริมเพื่อควบคุมอาการคลื่นไส้และอาเจียน ผลการศึกษา: ผู้ที่เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 49 คน โดยมี 25 คนได้รับยาที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบ และอีก 24 ได้รับยามาตรฐานใหม่สามตัว ซึ่งปัจจัยพื้นฐานประชากรเท่ากันดีทั้งสองกลุ่มการทดลองเช่น มีเพศหญิง 25% และ 29%, ได้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง 79% และ 79% ในกลุ่มที่ได้ยาที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบและยามาตรฐานใหม่สามตัว ตามลำดับ จากผลการศึกษาในรอบแรกของเคมีบำบัด อัตรา CR ของเวลาทั้งหมด (0-120 h) เป็น 75% เทียบกับ 91% (p-value 0.058) และเมื่อแบ่งตามระยะเวลาที่ทำให้อาเจียน อัตรา CR ในระยะเฉียบพลัน (0- 24 hrs.) และในช่วงเวลาที่ 24-120 ชั่วโมงเป็น 91% เทียบกับ 100% (p-value 0.091) และ 75% เทียบกับ. 91% (p-value 0.114) ในกลุ่มที่ได้ยาที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบและยามาตรฐานใหม่สามตัวตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยในผู้ป่วยที่ให้ยาเคมีบำบัดสูตรซิสพลาตินร่วมกับการฉายแสงก็ได้ผลไปในทางเดียวกันกับที่กล่าวข้างต้น อัตรา CR ของเวลาทั้งหมด (0-120 h) เป็น 75% ในกลุ่มที่ได้ยาที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบ และ 89% ยามาตรฐานใหม่สามตัว (Chi-square p-value 0.370). ร่วมไปถึงเมื่อดูค่าเฉลี่ยของอาการคลื่นไส้และความง่วงนอนก็ไม่แตกต่างทางสถิติทั้งสอง มีผู้ร่วมวิจัยเกิดภาวะไตวายเฉียบหลันรุนแรงหลังได้รับยาเคมีบำบัดในรอบแรกทั้งสิ้น 4 ราย โดยที่ 3 รายได้รับยาป้องกันอาการอาเจียนสูตรที่มีนิวทูพิแทนเป็นส่วนประกอบและ 1 รายได้รับยามาตรฐานใหม่สามตัว รวมไปถึงไม่พบว่ามีความ แตกต่างของการเกิด …


การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจของหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยหลังได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวน, เฉลิมชัย โกเมนธรรมโสภณ Jan 2019

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจของหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยหลังได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวน, เฉลิมชัย โกเมนธรรมโสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวนเป็นการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรงและมีอาการที่มีความเสี่ยงในการผ่าตัดสูง หัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวเป็นการปรับตัวตอบสนองต่อแรงต้านทานที่สูงจากลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบและอาจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวอย่างไรก็ดีผู้ป่วยบางรายอาจไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวเนื่องจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ภาวะผังผืดกล้ามเนื้อหัวใจ การศึกษานี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวกับอัตราการเสียชีวิตหลังเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวน ระเบียบวิธีวิจัย: ผู้ป่วยทุกรายที่เปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวนที่รพ.จุฬาลงกรณ์ในพุทธศักราช 2543-2562 ถูกคัดเข้าการศึกษา ใช้การวิเคราะห์ Kaplan-Meier analysis เปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตหลังเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวนระหว่างกลุ่มที่พบและไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวโดยเกณฑ์วินิจฉัยคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวของ Peguero-Lo Presti รวมถึงเปรียบเทียบอัตราการนอนโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจล้มเหลว อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรงระหว่างผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยทั้งหมด 156 รายที่ถูกคัดเข้าการศึกษา 22 รายถูกคัดออกเพราะภาวะการปิดกั้นทางเดินไฟฟ้าของหัวใจห้องล่างทางซ้ายหรือทางขวาอย่างสมบูรณ์(complete left/right bundle branch block)หรือขาดการตรวจติดตาม อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยทั้งหมดเท่ากับ 82.3 ปีและเป็นเพศชายร้อยละ 42.5 เป็นกลุ่มที่พบและไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัว 81 และ 53 รายตามลำดับ กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวตามเกณฑ์ของ Peguero Lo-Presti สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนความเสี่ยงอันตราย(hazard ratio; HR) 2.029 ช่วงความเชื่อมัน 95% (95% CI) 1.122-3.670 (p-value = 0.019) และพบอัตราการนอนโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจล้มเหลวที่สูงกว่า (HR=2.14, 95%CI: 1.02-2.80, p = 0.017) และอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรงที่สูงกว่า (HR =1.79 , 95%CI=1.0-2.9, p = 0.023) สรุปผลการศึกษา: การไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวโดยเกณฑ์ Peguero Lo-Presti สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของผู้ป่วยที่เป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบอย่างรุนแรงและมีอาการหลังได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกเทียมผ่านทางสายสวน


การศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาทิโมลอลต่อความชุ่มชื้นของผิว และการสูญเสียน้ำจากผิว หลังการทำเลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์แบบแบ่งส่วน ในการรักษาหลุมสิว: แบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และแบ่งครึ่งหน้าเทียบกับยาหลอก, โกเมศ กิมวัฒนานุกุล Jan 2019

การศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาทิโมลอลต่อความชุ่มชื้นของผิว และการสูญเสียน้ำจากผิว หลังการทำเลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์แบบแบ่งส่วน ในการรักษาหลุมสิว: แบบสุ่ม ปกปิดสองทาง และแบ่งครึ่งหน้าเทียบกับยาหลอก, โกเมศ กิมวัฒนานุกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผิวหนังที่ได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์แบบแบ่งส่วน (AFCO2 laser) ในการรักษาหลุมสิวมักมีแผลโดยเฉพาะในช่วงแรก ยาทิโมลอลสามารถเร่งการหายของแผลด้วยการกระตุ้นการเคลื่อนที่ของเคอราติโนไซต์จึงอาจนำมาใช้ในการฟื้นฟูแผลที่เกิดหลังเลเซอร์ได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาทิโมลอล มาลีทเอท ต่อการหายของแผลหลังการทำ AFCO2 laser โดยการวัดความเปลี่ยนแปลงของความชุ่มชื้นผิว (corneometry) และการสูญเสียน้ำจากผิว (TEWL) วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่เป็นหลุมสิวบริเวณใบหน้าทั้งสองข้างได้รับการรักษาด้วย AFCO2 laser หลังจากนั้นให้ทายาลงบนแก้มตามข้างที่ได้รับการสุ่ม โดยแก้มข้างหนึ่งจะได้รับการทา 0.5% ทิโมลอล มาลีเอท แก้มอีกข้างทาด้วยน้ำเกลือ (normal saline) โดยใช้ประมาณ 10-15 หยดต่อข้าง ทาติดต่อกัน วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน และติดตามผลการรักษาที่ 48, 96, และ 168 ชั่วโมงด้วยวัดค่า corneometry, TEWL, และ colorimetry และประเมินคะแนนความแดง บวม และการเป็นสะเก็ด ทั้งนี้ยังให้ผู้ป่วยประเมินอาการคันและความรู้สึกตึงของผิว ผลการศึกษา: จากผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 25 คน พบว่าค่าความชุ่มชื้นผิวของข้างทดลองมากกว่าข้างควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้ง 3 ช่วงเวลา คือ 48, 96 และ168 ชั่วโมงหลังเลเซอร์ (p-value <0.001) และค่าความสูญสียน้ำจากผิวข้างทดลองน้อยกว่าข้างควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้ง 3 ช่วงเวลาหลังเลเซอร์ (p-value <0.001) ส่วนค่าความแดงของผิวและคะแนนอื่น ๆ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างข้างทดลองและข้างควบคุม ไม่มีรายงานพบผลข้างเคียงระหว่างการศึกษา สรุปผล: การทายา 0.5% ทิโมลอล มาลีเอท หลัง AFCO2 laser วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน สามารถทำให้แผลหลังเลเซอร์หายเร็วขึ้นได้ โดยการเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว และลดการสูญเสียน้ำจากผิวได้


การศึกษาลักษณะและอัตราการเกิดซ้ำของผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นเร็วจากการหมุนเวียนไฟฟ้าภายในต่อมอะตริโอเวนตริคูลาร์ ภายหลังการรักษาด้วยวิธีจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ, กวีวรรษ ฮันตระกูล Jan 2019

การศึกษาลักษณะและอัตราการเกิดซ้ำของผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นเร็วจากการหมุนเวียนไฟฟ้าภายในต่อมอะตริโอเวนตริคูลาร์ ภายหลังการรักษาด้วยวิธีจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ, กวีวรรษ ฮันตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา : ภาวะหัวใจเต้นเร็วจากการหมุนเวียนไฟฟ้าภายในต่อมอะตริโอเวนตริคูลาร์ หรือภาวะ atrioventricular nodal reentrant tachycardia (AVNRT) พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ ในปัจจุบันทางเลือกหลักของการรักษาเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำคือการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ จุดประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อต้องการศึกษาลักษณะของผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการ และอัตราการเกิดซ้ำของภาวะ AVNRT ภายหลังการรักษาด้วยวิธีจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ และมีการศึกษาตัวแปรต่างๆ ที่อาจพยากรณ์การเกิดซ้ำของภาวะ AVNRT ในอนาคต วิธีการวิจัย : เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยอายุมากกว่า 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะ typical AVNRT จากการรตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2558 จนถึง พ.ศ. 2560 เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลจากการทำหัตถการ การเกิดภาวะแทรกซ้อน และข้อมูลการเกิดซ้ำของภาวะ AVNRT จากเวชระเบียน ศึกษาตัวแปรที่อาจพยากรณ์การเกิดซ้ำของโรค โดย univariate regression analysis ผลการศึกษา : หัตถการการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุสำหรับภาวะ typical ANRT มีอัตราความสำเร็จ 99.2% โดยในผู้ที่ได้รับการทำหัตถการสำเร็จ 226 คน เป็นผู้หญิง 154 คน (68.1%) อายุเฉลี่ย 47.2 ปี พบภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย 9 คน (4.0%) พบผู้ป่วยที่มีการเกิดซ้ำของภาวะ AVNRT จำนวน 19 คน (8.4%) จาก univariate regression analysis พบว่าการที่ไม่พบ junctional rhythm ขณะการทำหัตถการ, การพบ dual AV node physiology ภายหลังการทำหัตถการ, และการพบ single echo beat ภายหลังการทำหัตถการ สัมพันธ์กับการเกิดซ้ำของภาวะ AVNRT ที่มากขึ้น (p<0.05) สรุปผล : หัตถการการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุสำหรับภาวะ typical ANRT มีอัตราความสำเร็จสูงและปลอดภัย การที่ไม่พบ junctional rhythm ขณะการทำหัตถการ, การพบ dual AV node physiology ภายหลังการทำหัตถการ, และการพบ single echo beat ภายหลังการทำหัตถการ สัมพันธ์กับการเกิดซ้ำของภาวะ AVNRT ที่มากขึ้น


การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบการส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยการใช้ลิงค์คัลเลอร์อิมเมจจิง การใช้เอนโดคัฟ การใช้ลิงค์คัลเลอร์อิมเมจจิงร่วมกับการใช้เอนโดคัฟ กับการกล้องส่องชนิดปกติ ต่ออัตราการตรวจพบเนื้องอกลำไส้ใหญ่ ในผู้ที่มาคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่, กุลวดี แหวนดวงเด่น Jan 2019

การศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบการส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยการใช้ลิงค์คัลเลอร์อิมเมจจิง การใช้เอนโดคัฟ การใช้ลิงค์คัลเลอร์อิมเมจจิงร่วมกับการใช้เอนโดคัฟ กับการกล้องส่องชนิดปกติ ต่ออัตราการตรวจพบเนื้องอกลำไส้ใหญ่ ในผู้ที่มาคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่, กุลวดี แหวนดวงเด่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ adenoma และจำนวนติ่งเนื้อ adenoma เฉลี่ยต่อการส่องกล้อง ระหว่างการใช้ Linked color imaging (LCI), Endocuff-assisted colonoscopy (EAC), การใช้ LCI ร่วมกับ EAC (LCI+EAC) กับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีปกติ (WLI) ในประชากรที่มาคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ด้วย LCI, EAC, LCI+EAC กับ WLI โดยเปรียบเทียบอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ adenoma และจำนวนติ่งเนื้อ adenoma เฉลี่ยต่อการส่องกล้องในแต่ละวิธีกับ WLI ผลการศึกษา: อาสาสมัครเข้าร่วมวิจัย 1000 ราย ถูกคัดออกไป 15 ราย สุดท้ายเหลือผู้ที่อยู่ในงานวิจัย 985 ราย อายุเฉลี่ยของอาสาสมัครคือ 61.3 ปี และร้อยละ 65 เป็นเพศหญิงอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ adenoma จากการส่องกล้องด้วยการใช้ LCI+EAC, LCI, EAC และ WLI คือร้อยละ 58.0, 53.4, 52.9 และ 47.8 ตามลำดับ ซึ่งอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อ adenoma จากการส่องกล้องด้วยการใช้ LCI+EAC สูงกว่า WLI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.02) จำนวนติ่งเนื้อ adenoma เฉลี่ยต่อการส่องกล้องแต่ละกลุ่มคือ 1.27, 1.20, 1.17 และ 0.90 ตามลำดับ โดยจำนวนติ่งเนื้อ adenoma เฉลี่ยต่อการส่องกล้องในกลุ่มที่ใช้ LCI+EAC และกลุ่มที่ใช้ LCI สูงกว่า WLI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.01 และ 0.04 ตามลำดับ) สรุปผล: การใช้ LCI หรือ EAC …


การศึกษาอัตราการรอดชีวิตในโรงพยาบาลและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, คณินทร์ จันทราประภาเวช Jan 2019

การศึกษาอัตราการรอดชีวิตในโรงพยาบาลและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, คณินทร์ จันทราประภาเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหา ปัจจุบัน การใช้ VA ECMO ในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคจากหัวใจที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น (cardiogenic shock) เป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยเครื่อง VA ECMO ทำให้คนไข้มีโอกาสที่จะรอดชีวิตมากขึ้น แต่อัตราการเสียชีวิตของคนไข้ยังสูง ในขณะที่การใช้ VA ECMO มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้ทรัพยากรมากและมีข้อจำกัดอื่นๆ การพิจารณาให้คนไข้รับการรักษาด้วยการใส่ VA ECMO ควรเลือกผู้ป่วยให้เหมาะสม บทวิจัยนี้จะวิเคราะห์อัตราการรอดชีวิตในโรงพยาบาลและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ผลการวิจัยจะเป็นข้อมูลชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา เพื่อเลื่อกคนไข้ในการรักษาด้วย VA ECMO ได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ การศึกษาอัตราการรอดชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่ใส่ VA ECMO และปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิต เป็นบทศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนรับคนไข้เข้าใช้เครื่อง VA ECMO เพื่อที่จะได้คนไข้ที่เหมาะสม และสามารถนำสู่โอกาสการรอดชีวิตได้มากขึ้น รูปแบบงานวิจัยและผลการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการทำ VA ECMO แบบติดตามข้อมูลย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนในโรงพยาบาล ในระหว่างปี 2555-2562 บทศึกษาหลักคือดูอัตราการอยู่รอดของคนไข้จนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ แล้วเก็บข้อมูลปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการอยู่รอดจนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรโดยการวิเคราะห์ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค (univariate and multivariate logistic regression) ผลการศึกษาโดยวิธี univariate regression พบว่า ผู้ป่วยได้รับการใส่ VA ECMO มี 81 คน รอดชีวิต 20 คน คิดเป็นอัตราการรอดชีวิต 24.69% ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิต ได้แก่ การบีบตัวผนังห้องซ้าย ( LVEF) , ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล, ระยะเวลาใส่ VA ECMO, Glasgow Coma Scale , ขนาดยานอร์อิพิเนฟริน, ระดับความเข้มข้นโซเดียมในเลือด, ความดันคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดแดง ( ABG CO2), lactate ก่อนใส่ VA ECMO และอัตราการเสียชีวิตโดยคาดคะเนจากคะแนน APACHE2, และ SOFA เมื่อนำปัจจัยต่าง …


การศึกษาเปรียบเทียบดัชนีการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ระหว่างผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรง, จรงกร ศิริมงคลเกษม Jan 2019

การศึกษาเปรียบเทียบดัชนีการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ระหว่างผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรง, จรงกร ศิริมงคลเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและวัตถุประสงค์: แม้ว่าเคยมีรายงานความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) หรือภาวะ OSA กับโรคลำไส้แปรปรวน แต่ยังไม่มีการศึกษากลไกทางสรีรวิทยาของการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ในภาวะนี้ เราจึงตั้งเป้าหมายเพื่อศึกษาความแตกต่างของการบีบตัวลำไส้ใหญ่ระหว่างผู้ป่วยภาวะ OSA และกลุ่มสุขภาพแข็งแรง วิธีการวิจัย: คัดกรองอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะ OSA โดยใช้แบบสอบถาม STOP-Bang และอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงเข้าร่วมงานวิจัย ทำตรวจการบีบตัวของลำไส้ใหญ่พร้อมกับการตรวจการนอนหลับช่วงกลางคืนและนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัย: ผู้ป่วยจำนวน 6 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะ OSA จากเกณฑ์ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบาอย่างน้อย 10 และอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงอีกจำนวน 6 คนมีดัชนีดังกล่าวน้อยกว่า 10 ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มไม่ต่างกันยกเว้นอายุ ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบาในกลุ่ม OSA มีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (20.8 ± 7.3 ต่อ 5 ± 3.2, p< 0.05) ในขณะที่ค่าตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับนั้นไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประชากรสองกลุ่ม ดัชนีการบีบตัวรวมของทุกส่วนของลำไส้ใหญ่ของกลุ่ม OSA มีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (317.0 ± 114.1 ต่อ 198.3 ± 32.0 มิลลิเมตรปรอท*วินาทีต่อนาที p = 0.05) จากการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่ามีเพียงดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบาที่มีความเกี่ยวข้องกับค่าดัชนีการบีบตัวที่สูงขึ้น (r = 0.67, p = 0.02) สรุปผลการวิจัย: ผู้ป่วยภาวะ OSA มีการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ในระหว่างการนอนหลับมากกว่าอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงและจำนวนการตื่นเร้าไม่มีผลต่อการบีบตัวของลำไส้ใหญ่


การศึกษาประสิทธิภาพของเข็มตัดชิ้นเนื้อขนาด 20g และขนาด 22g ผ่านกล้องคลื่นเสียงในการเก็บชิ้นเนื้อจากก้อนที่ตับ, ณัฐบดี นลินทัศไนย Jan 2019

การศึกษาประสิทธิภาพของเข็มตัดชิ้นเนื้อขนาด 20g และขนาด 22g ผ่านกล้องคลื่นเสียงในการเก็บชิ้นเนื้อจากก้อนที่ตับ, ณัฐบดี นลินทัศไนย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเพียงพอของชิ้นเนื้อที่ได้จากการใช้เข็มขนาด 20G เปรียบเทียบกับเข็มขนาด 22G ในการเก็บชิ้นเนื้อจากก้อนที่ตับผ่านกล้องคลื่นเสียง วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงทดลองที่ทำการเก็บข้อมูล 2 โรงพยาบาลคือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและโรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาความเพียงพอของชิ้นเนื้อที่ได้จากการใช้เข็มขนาด 20G ซึ่งเป็นเข็มชนิดใหม่เปรียบเทียบกับเข็มขนาด 22G ในการเก็บชิ้นเนื้อจากก้อนที่ตับผ่านกล้องคลื่นเสียง จำนวนตัวอย่างที่เข้าร่วม 26 ตัวอย่างต่อเข็ม ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างชิ้นเนื้อจากก้อนที่ตับที่ได้จากเข็มขนาด 20G และ 22G พบว่ามีความเพียงพอขอชิ้นเนื้อไม่แตกต่างกัน และการได้วินิจฉัยของชิ้นเนื้อจากทั้ง 2 เข็ม แตกต่างกัน มีเพียงขนาดความยาวของชิ้นเนื้อที่ได้จากเข็ม 20G นั้นมีความยาวกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: ประสิทธิภาพของเข็มเจาะตัดชิ้นเนื้อขนาด 20G และขนาด 22G ผ่านกล้องคลื่นเสียงในการเก็บชิ้นเนื้อจากก้อนที่ตับนั้นไม่แตกต่างกันในแง่ของความเพียงพอและการได้วินิจฉัยของชิ้นเนื้อ


ผลของการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านทางสายจมูกขณะออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลังกาย, ณัฐวรรณ สงวนวงษ์ Jan 2019

ผลของการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านทางสายจมูกขณะออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลังกาย, ณัฐวรรณ สงวนวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลังกาย ส่งผลให้ออกกำลังได้ลดลง กลไกการเกิดภาวะนี้ส่วนหนึ่งเกิดจาก dead space เพิ่มขึ้น การให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านทางสายจมูกสามารถลด dead space ได้ และยังให้ออกซิเจนในความเข้มข้นคงที่ในขณะที่หายใจแรงขึ้น จึงน่าจะเพิ่มสมรรถภาพการออกกำลังกายและลดอาการเหนื่อยของผู้ป่วยได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงผ่านทางสายจมูกขณะออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลังกายเปรียบเทียบกับการให้ออกซิเจนอัตราไหลต่ำผ่านทางสายจมูก และไม่ให้ออกซิเจน วิธีการศึกษา: ศึกษาโดยวิธี randomized crossover study ในอาสาสมัครโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลังกาย โดยให้อาสาสมัครออกกำลังโดยปั่นจักรยานที่ความหนักที่ร้อยละ 70 ของความหนักสูงสุดที่อาสาสมัครสามารถทำได้ โดยสุ่มลำดับประเภทออกซิเจนที่ให้ขณะออกกำลังกาย ได้แก่ออกซิเจนอัตราไหลสูง, ออกซิเจนอัตราไหลต่ำ และไม่ใช้ออกซิเจน วิเคราะห์เปรียบเทียบระยะเวลาของการปั่นจักรยาน อาการเหนื่อยประเมินจาก Borg’s dyspnea scale (Borg-D) ของทั้งสามกลุ่ม และค่าอื่นๆที่วัดขณะออกกำลัง โดยวิธี mixed effect linear regression model ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 14 คน เป็นเพศชายทั้งหมด อายุเฉลี่ย 71.3 (SD 8.7) ปี ค่า FEV1 เฉลี่ย ร้อยละ 60.7 (SD 13.4) ระยะเวลาการออกกำลังขณะใช้ออกซิเจนอัตราไหลสูง 768.4 (SD 276.0) และอัตราไหลต่ำผ่านทางสายจมูก 737.3 (SD 280.2) วินาที เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ออกซิเจนซึ่งออกกำลังกายได้นาน 665.6 (SD 313.4) วินาที (p=0.060 และ p=0.200) กลุ่มที่ได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูงไม่พบว่ามีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลัง ในขณะที่กลุ่มที่ได้ออกซิเจนอัตราไหลต่ำพบผู้เข้าร่วมการศึกษามีภาวะออกซิเจนต่ำขณะออกกำลังกาย ร้อยละ 14 ใน และกลุ่มที่ไม่ได้ออกซิเจน ร้อยละ 62 นอกจากนี้พบว่ากลุ่มที่ได้ออกซิเจนอัตราไหลสูงและอัตราไหลต่ำ มีคะแนน Borg-D ที่ isotime น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับออกซิเจน 2 (SD 0.6) และ 1.7 (SD 0.6) คะแนน ตามลำดับ …


ผลของการใช้เครื่องช่วยไอต่ออัตราการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำในผู้ป่วยที่มีแรงไอไม่เพียงพอ, นิชา รวมทรัพย์ Jan 2019

ผลของการใช้เครื่องช่วยไอต่ออัตราการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำในผู้ป่วยที่มีแรงไอไม่เพียงพอ, นิชา รวมทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาแบบ randomized controlled trial (RCT) ในผู้ป่วยที่ต่อเครื่องช่วยหายใจมากกว่า 48 ชั่วโมง ผ่านการฝึกหายใจด้วยวิธี spontaneous breathing trial (SBT) และมีแรงไอไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มควบคุม (control group) และกลุ่มที่ใช้เครื่องช่วยไอ (MI-E group) กลุ่มที่ใช้เครื่องช่วยไอจะใช้ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังถอดท่อช่วยหายใจ ทั้งสองกลุ่มจะได้รับการรักษาอื่นๆตามมาตรฐาน ผลการศึกษาหลักคืออัตราการใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ภายใน 48 ชั่วโมงหลังถอดท่อช่วยหายใจ ผลการศึกษารองคือการเปลี่ยนแปลงระดับออกซิเจนในเลือด การเปลี่ยนแปลงของแรงไอ การใช้ noninvasive ventilator (NIV) และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 49 คนที่เข้าการศึกษา 26 คนในกลุ่ม MI-E และ 23 คนในกลุ่มควบคุม มีผู้ป่วย 2 คนจากกลุ่ม MI-E ที่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ ผู้ป่วยในกลุ่ม MI-E มีความแตกต่างของค่า P/F ratio ในช่วง 24 และ 48 ชั่วโมงหลังถอดท่อช่วยหายใจอยู่ที่ 21.36±65.75 mmHg ในกลุ่ม MI-E และ 2.07±51.7 mmHg ในกลุ่มควบคุม (p= 0.267) ค่า CPF ที่ 48 ชั่วโมงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่ม MI-E เท่ากับ 8.24±17.41 LPM และ 0±44.85 LPM ในกลุ่มควบคุม (p= 0.483) ไม่พบการเกิด adverse events ในทั้งสองกลุ่ม สรุปผลการวิจัย: การใช้เครื่องช่วยไอหลังถอดท่อช่วยหายใจไม่สามารถป้องกันการเกิด reintubation แต่อาจทำให้ระดับออกซิเจนและแรงไอเพิ่มขึ้นได้ในช่วง 48 ชั่วโมงหลังถอดท่อช่วยหายใจโดยไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน


บทบาทของ Growth Differentiation Factor 15 (Gdf-15) ในการวินิจฉัยการปฏิเสธเนื้อเยื่อในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายหัวใจ, นิธิ โตควณิชย์ Jan 2019

บทบาทของ Growth Differentiation Factor 15 (Gdf-15) ในการวินิจฉัยการปฏิเสธเนื้อเยื่อในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายหัวใจ, นิธิ โตควณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: Growth differentiation factor 15 (GDF15) เป็นดัชนีทางชีวภาพตัวใหม่ที่เพิ่งมีการค้นพบขึ้นโดยสารตัวนี้จะถูกหลั่งออกมาจากเซลล์เพื่อตอบสนองต่อภาวะการอักเสบและการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ มีการศึกษาถึงประโยชน์ของสาร GDF15 ในการพยากรณ์โรคต่างๆอาทิ เช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation และ โรคลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดปอด แต่ยังไม่มีการศึกษาในผู้ป่วยหลังเปลี่ยนหัวใจ วัตถุประสงค์: การศึกษาวิจัยนี้ถูกจัดทำเพื่อประเมินหาความสัมพันธ์ของระดับ GDF 15 ในเลือดกับการเกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อหัวใจในผู้ป่วยหลังเปลี่ยนหัวใจ (acute cardiac allograft rejection) โดยการวินิจฉัยจากการตัดชิ้นเนื้อ วิธีการวิจัย: จำนวนชิ้นเนื้อที่สามารถเก็บรวบรวมได้ทั้งหมด 115 ชิ้นจากผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนหัวใจ 37 คนในระยะเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2019 ถึงธันวาคม ค.ศ. 2019 วิธีการเก็บเลือดเพื่อหาค่า GDF 15 นั้นจะทำก่อนการตัดชิ้นเนื้อหัวใจ สาร GDF15 จะถูกนำไปแช่แข็งและวิเคราะห์โดยวิธี Elecsys® assay (บริษัทโรช ประเทศเยอรมันดี) ชิ้นเนื้อหัวใจ 112 ชิ้นจากทั้งหมดถูกนำมาเปรียบเทียบกับสาร GDF15 ในเลือด สำหรับเกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะต่อต้านเนื้อเยอะแบบเฉียบพลันนั้นทางผู้วิจัยได้ใช้เกณฑ์มาตรฐานจากสมาคมเปลี่ยนถ่ายหัวใจและปอดปี 2004 และจากชิ้นเนื้อทั้งหมด 112 ชิ้น มี 60 ชิ้นได้จากผู้ป่วยใหม่ท่ได้รับการเปลี่ยนหัวใจ นอกจากนี้ทางผู้วิจัยยังได้เก็บตัวอย่าง GDF15 ก่อนการเปลี่ยนหัวใจของผู้ป่วยจำนวน 9 คน อีกด้วย ผลการวิจัย: จากตัวอย่างจำนวน 112 ตัวอย่าง ค่าเฉลี่ยของสาร GDF15 ในเลือดคือ 1,818 pg/ml (IQR: 510-100000 pg/ml) ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อยู่ที่18 สัปดาห์ (IQR: 1-267 สัปดาห์) จากผลชิ้นเนื้อทั้งหมด มีชิ้นเนื้อที่มีการต่อต้านเนื้อเยื่อแบ่งตามระดับความรุนแรงดังนี้ 0R = 92 (83%), 1R= 18 (16%) และ 2R = 1 (1%) …


การประเมินการทำงานของหัวใจฝั่งขวาในผู้ป่วยลิ้นหัวใจไมทรัลตีบชนิดรูมาติกระหว่างก่อนและหลังการรักษา, ปรมาภรณ์ สุทธิรัตน์ Jan 2019

การประเมินการทำงานของหัวใจฝั่งขวาในผู้ป่วยลิ้นหัวใจไมทรัลตีบชนิดรูมาติกระหว่างก่อนและหลังการรักษา, ปรมาภรณ์ สุทธิรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของหัวใจห้องขวาล่างในผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจไมตรัลตีบชนิดรูมาติกหลังทำการรักษาด้วยการขยายลิ้นด้วยบอลลูน วิธีการวิจัย ผู้ศึกษาได้ออกแบบงานวิจัยเป็นลักษณะการศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบไปข้างหน้า โดยรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจไมตรัลตีบชนิดรูมาติกที่รุนแรง และกำลังวางแผนการรักษาด้วยการขยายลิ้นด้วยบอลลูน โดยเก็บรวมผู้ป่วยตั้งแต่กันยายน 2560 – มกราคม 2563 ผู้ป่วยทุกรายได้รับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์หัวใจก่อนและหลังการขยายลิ้นด้วยบอลลูน หลังจากนั้นรวบรวมข้อมูลภาพที่เก็บทำการวิเคราะห์ภาพตามมาตรฐานด้วยโปรแกรม ISCV หลังจากนั้นมีการวิเคราะห์ภาพของหัวใจห้องล่างขวาเพิ่มเติมด้วยวิธี 2D-3D RV speckle tracking โดยโปรแกรม Tomtec หลังจากการนั้นทำการวิเคราะห์ผลเปรียบด้วยวิธีการทางสถิติ ผลการศึกษา จากการศึกษารวบรวมผู้ป่วยได้ทั้งหมด 20 ราย โดย 90% เป็นผู้ป่วยหญิง อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 58.9 ± 14.5 ปี ส่วนใหญ่มีอาการมาด้วยอาการหอบเหนื่อย โดยตรวจพบว่ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ(Atrial fibrillation) และภาวะหัวใจทำงานล้มเหลว(Heart failure) ได้ถึง 60% โดยพบว่าพื้นที่หน้าตัดของลิ้นเพิ่มขึ้นหลังจากการรักษาจาก 0.9 ± 0.28 ตารางเซนติเมตร ถึง 1.61 ± 0.27 ตารางเซนติเมตร โดยมีค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 0.71 (0.6 ถึง 0.82, p<0.001) ส่วนค่า Endocardial global longitudinal strain (GLS) ของหัวใจห้องขวาล่างมีการเปลี่ยนแปลงลดลงคือจาก -15.9 ± 3.6 ถึง -23.1 ± 3.4, p=<0.001 ซึ่งการที่ค่าลดลง บ่งบอกว่าการทำงานของหัวใจห้องขวาล่างทำงานดีขึ้น รวมไปถึงค่า Free wall strain และ Fractional area change ต่างมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน สรุป การศึกษานี้พบว่าการทำงานของหัวใจห้องขวาล่างในผู้ป่วยโรคหัวใจไมตรัลตีบชนิดรูมาติกที่มีความรุนแรงมีความผิดปกติ โดยเมื่อได้รับการรักษาด้วยการขยายลิ้นด้วยบอลลูน พบว่าการทำงานของหัวใจห้อง


การตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสเชื้อเข้าชั้นผิวหนังเทียบกับเข้ากล้ามในผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายไต, ปวัตน์ พื้นแสน Jan 2019

การตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบก่อนสัมผัสเชื้อเข้าชั้นผิวหนังเทียบกับเข้ากล้ามในผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายไต, ปวัตน์ พื้นแสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ การฉีดวัคซีนในผู้ปลูกถ่ายอวัยวะมักได้ผลการกระตุ้นต่ำกว่าคนทั่วไปเนื่องจากผู้ปลูกถ่ายอวัยวะได้รับยากดภูมิ สำหรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนแบบเข้าชั้นผิวหนัง 2 ตำแหน่งหรือเข้ากล้าม 1 ตำแหน่งก็ได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในคนไข้กลุ่มนี้ วิธีการ ผู้เข้าร่วมวิจัยได้แก่ผู้ปลูกถ่ายไตที่มีอายุมากกว่า 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายมาแล้วมากกว่า 3 เดือน ผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วยวิธีการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง 2 ตำแหน่ง และกลุ่มที่ 2 ได้รับวัคซีน ฯ ด้วยวิธีการฉีดเข้ากล้าม 1 ตำแหน่ง จากนั้นทำการวัดระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าในวันที่ 42 และเปรียบเทียบผลระหว่างทั้ง 2 กลุ่ม ผลลัพธ์ มีผู้เข้าร่วมทั้งทั้งหมด 33 ราย ระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า ณ วันที่ 42 หลังจากเริ่มฉีดวัคซีน ผู้เข้าร่วม 26 คนมีระดับภูมิคุ้มกัน ≥0.5 IU/ml คิดเป็นร้อยละ 78.8 แบ่งเป็น 12 คน หรือร้อยละ 70 ในกลุ่มที่ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง และ 14 ราย หรือร้อยละ 87.5 ในกลุ่มที่ฉีดเข้ากล้าม โดยกลุ่มที่ฉีดเข้าชั้นผิวหนังมีค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันเท่ากับ 2.51 และกลุ่มที่ฉีดเข้ากล้ามมีค่าเฉลี่ยภูมิคุ้มกันเท่ากับ 5.24 อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทั้ง 2 อย่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป ผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ผลต่ำกว่าประชากรทั่วไป โดยการฉีดด้วยวิธีเข้ากล้ามมีแนวโน้มจะได้ผลดีกว่าการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง


การศึกษาประสิทธิผลของยาถ่านกัมมันต์ ในการดูดซับยาปฏิชีวนะเซฟไตรแอกโซนในหลอดทดลอง จากอุจจาระของผู้ที่ได้รับยาทางหลอดเลือด, ปัทมา ต.วรพานิช Jan 2019

การศึกษาประสิทธิผลของยาถ่านกัมมันต์ ในการดูดซับยาปฏิชีวนะเซฟไตรแอกโซนในหลอดทดลอง จากอุจจาระของผู้ที่ได้รับยาทางหลอดเลือด, ปัทมา ต.วรพานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ยาปฏิชีวนะซึ่งออกฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย ไม่จำเพาะแต่แบคทีเรียก่อโรค แต่รวมถึงแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ด้วย การดูดซับยาปฏิชีวนะส่วนเกินในลำไส้จึงเป็นแนวคิดหนึ่งในการปกป้องสมดุลของจุลชีพประจำถิ่น วัตถุประสงค์: ศึกษาประสิทธิผลของยาถ่านกัมมันต์ ที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดเพื่อรักษาภาวะอาหารเป็นพิษ ในการดูดซับยาปฏิชีวนะเซฟไตรแอกโซนในหลอดทดลอง จากอุจจาระของผู้ที่ได้รับยาทางหลอดเลือด วิธีการศึกษา: เปรียบเทียบสัดส่วนค่าเฉลี่ยของระดับยาเซฟไตรแอกโซนในอุจจาระระหว่างผสมและไม่ได้ผสมยาถ่านกัมมันต์ ในหลอดทดลอง โดยวิธีการวัดระดับยา indirect competitive enzyme-linked immunoassay และมีการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างยาถ่านกัมมันต์ 3 ยี่ห้อ และความเข้มข้นของยาถ่านกัมมันต์ที่ขนาดแตกต่างกันอีกด้วย ผลการศึกษา: ทำการศึกษาในรพ.จุฬาลงกรณ์ (ม.ค. - มี.ค. 2563) ได้ตัวอย่างอุจจาระจากผู้ป่วย 8 ราย เบื้องต้นพบว่ายี่ห้อ C มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสัดส่วน geometric mean reduction ของความเข้มข้นยาในอุจจาระเมื่อผสมยาถ่านกัมมันต์ยี่ห้อ C 30 มิลลิกรัม/กรัมอุจจาระ คือ 0.53 (95% CI 0.33 – 0.85, p-value < 0.001) กล่าวคือดูดซับยาได้ร้อยละ 47 และดูดซับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 71 และ 87 ด้วยความเข้มข้นของยาถ่านกัมมันต์ที่สูงขึ้น 150 และ 500 มิลลิกรัม/กรัมอุจจาระตามลำดับ สรุปผล: ยาถ่านกัมมันต์มีประสิทธิผลในการดูดซับยาเซฟไตรแอกโซนในอุจจาระของผู้ป่วยที่ได้รับยาทางหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งยุทธวิธีในการปกป้องสมดุลของจุลชีพประจำถิ่น


ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโอซีทีวันกับภาวะข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยโรคเบาหวานชาวไทย, ปิยนุช ปิยสาธิต Jan 2019

ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโอซีทีวันกับภาวะข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยโรคเบาหวานชาวไทย, ปิยนุช ปิยสาธิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา ยาเมทฟอร์มินนิยมใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานในปัจจุบัน แต่มีผู้ป่วยบางส่วนที่รับประทานยาเมทฟอร์มินแล้วเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ปวดท้อง ท้องอืด เป็นต้น ทำให้เกิดภาวะข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารขึ้นจนไม่สามารถรับประทานยาเมทฟอร์มินได้ตามเป้าหมาย หรือเรียกว่า metformin intolerance ซึ่งกลไกหลักเชื่อว่าเกิดจากความเข้มข้นของยาเมทฟอร์มินในทางเดินอาหารสูงขึ้น โดย organic cation transporter 1 (OCT1) เป็นโปรตีนขนส่งหลักในการนำยาเมทฟอร์มินเข้าสู่เซลล์ผนังลำไส้ ดังนั้นหากมีความหลากหลายทางพันธุกรรมของ OCT1 ที่ทำให้ OCT1 ทำงานลดลงจะทำให้ยาเมทฟอร์มินคั่งในทางเดินอาหารและเกิดผลข้างเคียงระบบทางเดินอาหาร วัตถุประสงค์ ศึกษาความสัมพันธ์ของความหลากหลายทางพันธุกรรมของโอซีทีวันที่ตำแหน่ง rs628031 รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ได้แก่ rs12208357, rs72552763 และ rs1867351 กับภาวะข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษานี้มีผู้ป่วยทั้งหมด 107 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม metformin tolerance 64 คน และ metformin intolerance 43 คน เก็บตัวอย่างเลือดและทำการตรวจหาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนโอซีทีวันด้วยวิธี Direct DNA sequencing (Sanger sequencing) ผลการวิจัย ความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนโอซีทีวันที่ตำแหน่ง rs628031 (c.1222A>G; p.Met408Val) มีความสัมพันธ์กับผลข้างเคียงทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value=0.005) โดยพบว่าจีโนไทป์ GG มีโอกาสเกิด metformin intolerance มากกว่าจีโนไทป์ AG และ AA เท่ากับ 5.4 และ 1.7 เท่าตามลำดับ และพบว่าอัลลีล G เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด metformin intolerance มากกว่าอัลลีล A เท่ากับ 2.65 เท่า (95%CI=1.39-5.15, P-value=0.001) ส่วนความหลากหลายทางพันธุกรรมของโอซีทีวันที่ตำแหน่ง rs12208357, rs72552763 และ rs1867351 ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน สรุปผล การมีความหลากหลายทางพันธุกรรมของโอซีทีวันที่ตำแหน่ง rs628031 …


การศึกษาการตรวจคัดกรองโรคโกเชร์อย่างเป็นระบบในผู้ป่วยที่มีม้ามโต และ/หรือ เกล็ดเลือดต่ำ, ปิยะพร ชื่นกลิ่น Jan 2019

การศึกษาการตรวจคัดกรองโรคโกเชร์อย่างเป็นระบบในผู้ป่วยที่มีม้ามโต และ/หรือ เกล็ดเลือดต่ำ, ปิยะพร ชื่นกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: โรคโกเชร์ (Gaucher disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ของยีนเบต้ากลูโคสิเดส ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่มักจะมาด้วยม้ามโต และ/หรือเกล็ดเลือดต่ำ แต่จากการที่เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก การวินิจฉัยโรคโกเชร์จึงอาจจะพลาดไป ถ้าไม่ได้มีการตรวจคัดกรองอย่างเป็นระบบ การศึกษาจากประเทศอิตาลีพบความชุกร้อยละ 3.6 ในผู้ป่วย 196 รายที่มาด้วยม้ามโตและ/หรือเกล็ดเลือดต่ำ อย่างไรก็ตาม ความชุกของโรคโกเชร์ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน วิธีการ : ศึกษาวิเคราะห์แบบตัดขวาง (cross-sectional study) เพื่อประเมินความชุกของโรคโกเชร์ในผู้ป่วยที่มีม้ามโต และ/หรือ เกล็ดเลือดต่ำ โดยใช้การตรวจคัดกรองอย่างเป็นระบบ ด้วยวิธี dry blood spot enzyme assay (DBS) และตรวจยืนยันผลด้วยการตรวจเอ็นไซม์และยีน ในกรณีที่ผลการตรวจคัดกรองเป็นบวก นอกจากนี้ยังศึกษาลักษณะต่างๆทางคลินิกที่ช่วยในการบ่งชี้การวินิจฉัยสุดท้ายแต่ละอย่าง ผลการศึกษา : มีผู้ป่วยที่มาด้วยม้ามโต และ/หรือเกล็ดเลือดต่ำ จำนวนทั้งสิ้น 195 ราย เข้าร่วมในงานวิจัย อายุเฉลี่ยเท่ากับ 49.5 ปี (15-91 ปี) เป็นเพศหญิง 122 ราย (ร้อยละ 62.5) ผู้ป่วย 26 ราย มีม้ามโตและเกล็ดเลือดต่ำ โดยในกลุ่มนี้วินิจฉัยว่าเป็นตับแข็งจำนวน 14 ราย (ร้อยละ 53.8) วินิจฉัยว่าเป็นธาลัสซีเมีย 6 ราย (ร้อยละ 23) และเป็นกลุ่มโรคมะเร็งทางโลหิต 3 ราย (ร้อยละ 11.5) ผู้ป่วยจำนวน 56 รายมีม้ามโต โดยไม่มีเกล็ดเลือดต่ำ พบเป็นธาลัสซีเมียร้อยละ 71.4 พบเป็นมะเร็งทางโลหิต ร้อยละ 21.4 และ ตับแข็ง ร้อยละ 1.79 กลุ่มที่มีเกล็ดเลือดต่ำมีจำนวน 113 ราย โดยการวินิจฉัยที่พบมากที่สุดคือ immune thrombocytopenia (ITP) พบร้อยละ 51.3 วินิจฉัย myelodysplastic syndrome (MDS) …


ผลของการได้รับออกซิเจนอัตราการไหลสูงผ่านสายจมูกกับความสัมพันธ์ของการกลืนและช่วงการหายใจ ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ การศึกษาไขว้กลุ่มแบบสุ่ม, พรพรรณ รัตนเจียเจริญ Jan 2019

ผลของการได้รับออกซิเจนอัตราการไหลสูงผ่านสายจมูกกับความสัมพันธ์ของการกลืนและช่วงการหายใจ ในผู้ป่วยหลังการถอดท่อช่วยหายใจ การศึกษาไขว้กลุ่มแบบสุ่ม, พรพรรณ รัตนเจียเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา : ความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนและการหายใจมีผลต่อการเกิดการสำลัก โดยโอกาสสำลักจะมากขึ้นเมื่อจุดที่ เริ่มกลืนนั้นอยู่ในช่วงการหายใจเข้า จากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าการให้ออกซิเจนบำบัดอาจส่งผลต่อช่วงเวลา ที่เริ่มกลืน ซึ่งทำให้กลไกการป้องกันการสำลักนั้นเปลี่ยนแปลงไป วัตถุประสงค์ของการศึกษา : เพื่อศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนและช่วงการหายใจ ขณะที่ทำ การกลืนน้ำอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยหลังกาารถอดท่อช่วยหายใจ โดยจะเปรียบเทียบระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับออกซิเจน อัตราไหลสูง ( High flow nasal cannula:HFNC ) และออกซิเจนอัตราไหลต่ำ ( Low flow nasal cannula :LFNC ) วิธีศึกษา : การศึกษานี้เป็นการทดลองไขว้กลุ่มแบบสุ่ม โดยศึกษาในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการถอดท่อช่วยหายใจมาไม่ เกิน 48 ชั่วโมง ทำการแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม โดยการสุ่ม โดยกลุ่มแรกจะได้รับออกซิเจนอัตราไหลสูง ที่ 50 ลิตร ต่อนาทีก่อน กลุ่มที่สองจะได้รับออกซิเจนอัตราไหลต่ำ 5 ลิตรต่อนาทีก่อน เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นจะทำการตรวจ วัดคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อการกลืน และช่วงการหายใจระหว่างที่ผู้ป่วยทำการกลืนน้ำปริมาณ 10 มิลลิลิตร อย่าง ต่อเนื่องในเวลา 1 นาที โดยจะทั้งหมด 3 ครั้ง จากนั้นจะทำการสลับออกซิเจนที่ให้ และทำการกลืนน้ำซ้ำอีก 3 ครั้งเช่นเดิม การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อการกลืนจะใช้อุปกรณ์วัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อติดบริเวณใต้คาง ส่วนช่วงการหายใจจะตรวจวัดจาก ECG-derived respiratory signal และวัดคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการ หายใจประกอบกัน ความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนและช่วงการหายใจแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ I, E, I-E และ E-I ( I; inspiration, E; Expiration ) การวิเคราะห์ช้อมูลทางสถิติใช้การทดสอบ Wilcoxon Signed Rank test และใช้ค่าความน่าจะเป็น ( p value ) < 0.05 จึงจะถือว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษา : มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 22 คน เข้าร่วมในการศึกษา อายุเฉลี่ยอยู๋ที่ 55.8 ปี สาเหตุในการใช้เครื่องช่วยใจ ที่พบมากที่สุด คือ ปอดอักเสบ โดยมีระยะเวลาการใส่ท่อช่วยหายใจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.95 วัน ความถี่ของการกลืน อยู่ที่ 6.17 ครั้งต่อนาทีในกลุ่ม HFNC และ 7 ครั้งต่อนาทีในกลุ่ม LFNC รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการกลืน และการหายใจที่พบบ่อยที่สุดคือ การกลืนตอนหายใจออก ( E swallow ) ในขณะที่ใช้ HFNC พบว่าผู้ป่วยมีการ กลืนแบบ E swallow มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ( 74.3% ขณะใช้ HFNO เปรียบเทียบกับ 67.6% ขณะใช้ LFNC ; p 0.048) และมีผลรวมของอัตราการกลืนแบบ I swallow และ E-I swallow ต่ำกว่า ( 22.5% ขณะใช้ HFNC เปรียบเทียบกับ 31.15% ขณะใช้ LFNC ; p 0.04) สำหรับรูปแบบการกลืนอื่นๆนั้นไม่แตกต่างกัน สรุป : HFNC ช่วยเพิ่มการกลืนแบบ E swallow และลดการกลืนแบบ I และ E-I swallow ได้ในผู้ป่วยหลังการ ถอดท่อช่วยหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ LFNC ผลการศึกษาที่พบนี้อาจบ่งชี้ว่าการใช้ HFNC ในผู้ป่วย กลุ่มนี้อาจสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการสำลักได้


ความคงตัวของพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในตัวอย่างพลาสมาที่เก็บไว้ภายในเวลา 48 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิและเวลาต่าง ๆ กัน, ภัคพล รัตนชัยสิทธิ์ Jan 2019

ความคงตัวของพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ในตัวอย่างพลาสมาที่เก็บไว้ภายในเวลา 48 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิและเวลาต่าง ๆ กัน, ภัคพล รัตนชัยสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในตัวอย่าง พลาสมา ที่เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) และ 4 องศาเซลเซียสภายในเวลา 48 ชั่วโมง วิธีการศึกษา: นำตัวอย่างพลาสมาจากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี จำนวน 40 คน โดยเจาะเลือด และปั่นแยกภายในเวลา 2 ชั่วโมง นำพลาสมาเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4 และ 25 องศาเซลเซียสที่เวลา 2, 6, 12, 24 และ 48 ชั่วโมง แล้วนำมาวัดระดับพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอพร้อมกัน โดยวิธีดิจิทัลพีซีอาร์ และเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอ ตั้งต้นและที่อุณหภูมิและจุดเวลาต่าง ๆ ผลการศึกษา: การเปลี่ยนแปลงของระดับพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอ เทียบกับเวลาตั้งต้น มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่เวลาการจัดเก็บตั้งแต่ 12 ชั่วโมงขึ้นไป ในอุณหภูมิจัดเก็บ 4 องศาเซลเซียส และ ที่อุณหภูมิจัดเก็บ 25 องศาเซลเซียส มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่เวลาการจัดเก็บตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป แต่การเปลี่ยนแปลงของระดับพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอไม่มากกว่า 0.5 log จำนวนตัวต่อมิลลิลิตร จึงไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก สรุปผล: ระดับพรีจีโนมิกอาร์เอ็นเอในพลาสมามีความคงตัวที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) และ 4 องศาเซลเซียสในทุกช่วงเวลาระหว่าง 48 ชั่วโมง ก่อนกระบวนการวัดระดับ


การศึกษาการกระตุ้นปัจจัยการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์โดย Thrombin Generation Assay, ภาวินี น้อยนารถ Jan 2019

การศึกษาการกระตุ้นปัจจัยการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์โดย Thrombin Generation Assay, ภาวินี น้อยนารถ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ : ผู้ป่วยมะเร็งทางโลหิตวิทยาพบความผิดปกติของการกระตุ้นการแข็งตัวของเลือดได้บ่อย ทำให้เกิดปัญหาเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือเลือดแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการกระตุ้นปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติจากเซลล์มะเร็งเอง หรือเกิดจากการรักษาโดยยาเคมีบำบัด ซึ่งจากความผิดปกติดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่างๆในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ได้ วิธีการดำเนินงานวิจัย : ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย AML รายใหม่ทุกรายจะได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจ thrombin generation assay และค่าปัจจัยการแข็งตัวของเลือดต่างๆ ได้แก่ PT, aPTT, vWFAg, TFAg, D-dimer และคำนวณ DIC score และจะติดตามผลต่างๆระหว่างการรักษาจนจบการรักษา โดยมีการเปรียบเทียบกับอาสาสมัครที่อยู่ในช่วงอายุเดียวกัน Results: การศึกษานี้เริ่มทำการศึกษาผู้ป่วยตั้งแต่ มี.ค. 2562 ถึง เม.ย. 2563 พบผู้ป่วย AML 32 ราย ไม่พบความแตกต่างกันของค่า thrombin generation assay ของกลุ่มผู้ป่วยเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม เช่นเดียวกับค่า fibrinogen ที่ไม่พบความแตกต่างกันในสองกลุ่ม ค่า d-dimer และ TFAg มีค่าสูงกว่าในกลุ่มผู้ป่วย AML เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยยะสำคัญ พบผู้ป่วย 9 รายจาก 32 รายได้รับการวินิจฉัย overt disseminated intravascular coagulation (DIC) จากค่า ISTH-DIC score. เมื่อติดตามผู้ป่วยหลังจากการรักษาวันที่ 7, 30, 180 ตามลำดับ พบว่าค่า d-dimer ค่อยๆ ลดต่ำลงอย่างมีนัยยะสำคัญตามระยะเวลาของการรักษา ผู้ป่วย 13 ราย (ร้อยละ 40) มีภาวะเลือดออกผิดปกติ ณ ช่วงเวลาที่ได้รับการวินิจฉัย อย่างไรก็ตามไม่พบแตกต่างของค่า endogenous thrombin potential และ peak thrombin generation ในกลุ่มที่มีเลือดออกผิดปกติและกลุ่มที่ไม่มีเลือดออก โดยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีเลือดออกมีค่ามัธยฐานของเกล็ดเลือดที่ต่ำว่ากลุ่มที่ไม่มีเลือดออก ในขณะที่ค่า d-dimer สูงกว่าในกลุ่มที่มีเลือดออกด้วยเช่นกัน โดยบริเวณที่เกิดเลือดออกในผู้ป่วยกลุ่มนี้มากที่สุดได้แก่ ในช่องปากและเหงือก ในการศึกษานี้ไม่พบผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตัน …


อัตราการได้รับยาเคมีบำบัดตามกำหนดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีความเสี่ยงปานกลาง/สูง ที่ได้รับการประเมินและรักษาตามหลักการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งสูงอายุแบบองค์รวม, มนุพล ใหม่คามิ Jan 2019

อัตราการได้รับยาเคมีบำบัดตามกำหนดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีความเสี่ยงปานกลาง/สูง ที่ได้รับการประเมินและรักษาตามหลักการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งสูงอายุแบบองค์รวม, มนุพล ใหม่คามิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้สูงอายุที่เป็นมะเร็งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อได้รับยาเคมีบำบัดไม่ครบตามกำหนด ปัจจุบันมีเครื่องมือคัดกรอง Geriatric 8 (G8) ที่ช่วยประเมินถึงความพร้อมต่อการรักษาโรคมะเร็งรวมถึงเคมีบำบัด โดยผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงจากการใช้เครื่องมือคัดกรอง G8 ควรได้รับประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม(comprehensive geriatric assessment, CGA) เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงปัญหาและรักษาปัญหานั้น อย่างไรก็ตามผลของการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมต่ออัตราการได้รับยาเคมีบำบัดครบตามกำหนดนั้น ยังมีการศึกษาไม่มากนัก วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาถึงประโยชน์ของการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมและให้การรักษาตามปัญหาที่พบต่อการเพิ่มอัตราการได้รับยาเคมีบำบัดครบตามกำหนด วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบเปิดและสุ่ม ในผู้สูงอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 65ปีที่ดีรับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งก้อนทูม ต้องคัดกรองด้วยเครื่องมือG8แล้วเข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยง(น้อยกว่าหรือเท่ากับ 14คะแนน) และต้องมีแผนการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเท่านั้น สุ่มประชากรเป็น 2กลุ่มคือกลุ่มที่ได้รับการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมและกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติ วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาคืออัตราการได้รับขนาดยาเคมีบำบัดครบตามกำหนด นอกจากนี้ยังศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับยาเคมีบำบัดครบตามกำหนดด้วย ผลการศึกษา: ตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ. 2562 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2562 มีผู้สูงอายุมะเร็งทั้งหมด 52 คนโดยสุ่มไปในแต่ละกลุ่ม กลุ่มละ 26คน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 72ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 59.6 วินิจฉัยเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 40.4 ข้อมูลพื้นฐานในทั้งสองกลุ่มสมดุลกัน พบว่าจากการวิเคราะห์แบบper protocol อัตราการได้รับยาเคมีบำบัดครบตามกำหนดในกลุ่มที่ได้รับการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐานปกติไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(ร้อยละ 57.1 เทียบกับร้อยละ 50, OR 1.33; 95%Cl 0.42-4.24; p=0.62) และพบว่าปัจจัยที่ส่งผลเพิ่มอัตราการได้รับยาเคมีบำบัดครบตามกำหนดคือ อายุน้อยกว่า 75ปี ค่าดัชนีมวลกายที่มากกว่า 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ประเมินคะแนนด้วยเครื่องมือคัดกรองG8อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงปานกลาง และค่าแอลบูมินในเลือดที่มากกว่า 4 กรัมต่อเดซิลิตร สรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษานี้พบว่าการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมและให้การรักษาตามปัญหาที่พบไม่สามารถเพิ่มอัตราการได้รับยาเคมีบำบัดครบตามกำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


การวินิจฉัยโรคจากภาพอัลตร้าซาวด์ของก้อนในตับโดยเทคนิค Convolutional Neural Network, ยิ่งลักษณ์ ศรีธัญรัตน์ Jan 2019

การวินิจฉัยโรคจากภาพอัลตร้าซาวด์ของก้อนในตับโดยเทคนิค Convolutional Neural Network, ยิ่งลักษณ์ ศรีธัญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการทำงานของ Convolutional Neural Network (CNN) ในการตรวจหาและวินิจฉัยโรคจากภาพอัลตร้าซาวด์ของก้อนในตับในเวชปฏิบัติ โดยผ่านตัวชี้วัดได้แก่ ความไว (sensitivity), ความจำเพาะ (specificity) และ ความถูกต้อง (accuracy) วิธีการศึกษา: เก็บภาพอัลตร้าซาวด์ตับในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับปฐมภูมิที่มารับการตรวจรักษาคลินิกโรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วง 8 เดือน โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ 4 เครื่อง บันทึกข้อมูลก้อนในตับและพื้นหลังที่เป็นเนื้อตับ จากนั้นทำการลงผลการวินิจฉัยสุดท้ายของก้อนที่ตับ อ้างอิงจากผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ การเจาะ/ตัดก้อนที่ตับมาตรวจทางพยาธิวิทยา หลังจากนั้นนำภาพก้อนในตับที่รวบรวมได้ไปทดสอบการทำงานของ CNN ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่ตรวจพบก้อนในตับทั้งหมด 156 คน เป็นผู้ป่วยตับแข็ง 79 คน และไม่เป็นตับแข็ง 77 คน ภาพก้อนในตับทั้งหมด 569 lesions แบ่งเป็น HCC 138 lesions, cyst 177 lesions, hemangioma 113 lesions, focal fat infiltration (FFI) 47 lesions และ focal fat sparing (FFS) 94 lesions อัตราการตรวจพบก้อนในตับของ CNN เท่ากับร้อยละ 52 โดยอัตราการตรวจพบก้อนในตับในกลุ่มที่เป็นตับแข็งสูงกว่าในกลุ่มที่ไม่เป็นตับแข็งอย่างมีนัยสำคัญ คือร้อยละ 61 เทียบกับร้อยละ 45 (p= 0.0002) การวินิจฉัยชนิดของก้อนในตับพบว่า CNN มีความไวร้อยละ 87, ความจำเพาะร้อยละ 97 และ ความถูกต้องร้อยละ 95 สรุปผล: CNN สามารถวินิจฉัยชนิดของก้อนในตับที่พบบ่อยได้เป็นอย่างดี โดยพื้นหลังของเนื้อตับไม่ส่งผลต่อการวินิจฉัยชนิดของก้อนในตับ


การศึกษาต้นทุนประสิทธิผลของการใช้ยาออนแดนซีทรอนร่วมกับโอแลนซาปีนและเดกซาเมททาโซนเปรียบเทียบกับยาเนทตูพิแทน พาลาโนซีตรอน โอแลนซาปีนและเดกซาเมททาโซนในการป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้เคมีบำบัดสูตรที่มีความเสี่ยงคลื่นไส้อาเจียนสูง, วรรศมล มหาพรรณ Jan 2019

การศึกษาต้นทุนประสิทธิผลของการใช้ยาออนแดนซีทรอนร่วมกับโอแลนซาปีนและเดกซาเมททาโซนเปรียบเทียบกับยาเนทตูพิแทน พาลาโนซีตรอน โอแลนซาปีนและเดกซาเมททาโซนในการป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้เคมีบำบัดสูตรที่มีความเสี่ยงคลื่นไส้อาเจียนสูง, วรรศมล มหาพรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา ในปัจจุบันยาสูตรสามชนิดซึ่งประกอบด้วยออนแดนซีทรอน โอแลนซาปีนและเดกซาเมททาโซนเป็นยาป้องกันอาการคลื่นไส้สูตรมาตรฐานในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตรที่มีความเสี่ยงคลื่นไส้อาเจียนสูงในประเทศไทย อย่างไรก็ตามยาสูตรสี่ชนิดซึ่งเพิ่มยายับยั้งตัวรับนิวโรไคนินวันเป็นยาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นสูตรยาหลักในแนวทางเวชปฏิบัติระดับนานาชาติ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาต้นทุนประสิทธิผลของการใช้ยายับยั้งตัวรับนิวโรไคนินวันในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตรซิสพลาตินขนาดสูงโดยใช้มุมมองทางสังคม วิธีการศึกษา สุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาซิสพลาตินขนาดสูงเป็นครั้งแรกจำนวน 40 ราย เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยได้รับยาป้องกันอาการคลื่นไส้สูตรสี่ชนิด รวมถึงยายับยั้งนิวโรไคนินวัน (NK1RA-upfront strategy) และกลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยได้รับยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนสูตรสามชนิดในรอบที่ 1 ของยาเคมีบำบัด และเพิ่มยายับยั้งนิวโรไคนินวันในรอบต่อไปเฉพาะรายที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน (NK1RA-rescue strategy) เก็บข้อมูลอัตราผู้ป่วยที่ไม่อาเจียนและไม่ใช้ยาเสริม (complete response (CR) rate) ต้นทุนและคะแนนคุณภาพชีวิต (FLIE score, EQ-5D-5L) ในสองรอบแรกของการให้ยาซิสพลาติน วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มทุนโดยใช้อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผล และสร้างแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ (decisional-tree model) เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มทุนของทั้งสองกลุ่มเทียบกับการใช้ยาสูตรสามชนิดในทุกรอบของการให้ยา (standard strategy) โดยกำหนดค่า CR rate ของยาสูตรสี่ชนิดในแบบจำลองจาก odd ratios ของการศึกษาวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย ผลการวิจัย CR rates เท่ากับร้อยละ 68.4 และ 90 ในรอบที่ 1 ของการให้ยา (p=0.101) และร้อยละ 57.1 และ 63.2 ในรอบที่ 2 (p=0.172) ในกลุ่มที่หนึ่งและกลุ่มที่สองตามลำดับ ไม่สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ ซึ่งน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยของวิธีวิจัย เมื่อวิเคราะห์ความคุ้มทุนพบว่ากลุ่มที่หนึ่งไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่สองโดยมีต้นทุนสูงกว่าและปีสุขภาวะต่ำกว่า ผู้วิจัยจึงวิเคราะห์ความคุ้มทุนด้วยแบบจำลอง decisional-tree model โดยเก็บข้อมูลเพิ่มในกลุ่มที่ได้ยาสามชนิดเป็นจำนวน 30 รายพบว่า CR rates มีค่าร้อยละ 80 และร้อยละ 68 ในรอบที่หนึ่งและรอบที่สองของยาเคมีบำบัดตามลำดับ ค่าปีสุขภาวะมีค่าสูงสุดในกลุ่ม NK1RA-upfront strategy โดยมีค่า 0.0325 ตามด้วย 0.0316 และ 0.0269 ใน NK1RA-rescue strategy และ standard strategy …