Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Microbiology (70)
- Medical Biochemistry (42)
- Medical Specialties (32)
- Sports Medicine (19)
- Sports Sciences (19)
-
- Diseases (11)
- Hematology (7)
- Parasitic Diseases (5)
- Analytical, Diagnostic and Therapeutic Techniques and Equipment (4)
- Medical Pharmacology (3)
- Chemical and Pharmacologic Phenomena (2)
- Disease Modeling (2)
- Equipment and Supplies (2)
- Medical Genetics (2)
- Ophthalmology (2)
- Other Medical Sciences (2)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (2)
- Respiratory Tract Diseases (2)
- Surgical Procedures, Operative (2)
- Chemicals and Drugs (1)
- Genetic Structures (1)
- Medical Cell Biology (1)
- Medical Molecular Biology (1)
- Natural Products Chemistry and Pharmacognosy (1)
- Nervous System Diseases (1)
- Pharmaceutics and Drug Design (1)
- Public Health (1)
- Skin and Connective Tissue Diseases (1)
- Publication Year
Articles 31 - 60 of 830
Full-Text Articles in Medical Sciences
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงและตัวแบบทำนายของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมในโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงประเทศไทย, กันตภพ ปัทมสิริกุล
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงและตัวแบบทำนายของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมในโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงประเทศไทย, กันตภพ ปัทมสิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: การดื้อยาต้านจุลชีพเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพระดับโลก โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้เชื้อ เอนเทอโรแบคเทราเลสที่ดื้อต่อคาร์บาพีเนม (Carbapenem-resistant Enterobacterales: CRE) เป็นเชื้อก่อโรคที่มีความสำคัญสูงสุด ในประเทศไทยอัตราการดื้อยาของ CRE มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอี (Klebsiella pneumoniae) ซึ่งพบมากกว่าสามในสี่ของผู้ป่วย CRE ทั้งหมด และมีอัตราการเสียชีวิตสูง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ความเสี่ยงของการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนม (carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและให้ยาต้านจุลชีพได้อย่างเหมาะสมวิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงธันวาคม 2567 โดยมุ่งเน้นการระบุปัจจัยเสี่ยงและพัฒนาตัวแบบการทำนายสำหรับการติดเชื้อในกระแสโลหิตจาก carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในผู้ป่วยผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปีผลการศึกษา: เพศหญิงมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาน้อยกว่าเพศชาย (OR: 0.23, p = 0.031) ในขณะที่การติดเชื้อทะลุการได้รับยาในกลุ่มคาร์บาพีเนม (carbapenem) (OR: 617.36, p<0.001) และประวัติการติด เชื้อหรือมีการตั้งถิ่นฐานของเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในช่วง 90 วันก่อน (OR: 63.55, p < 0.001) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส าคัญที่สุด การติดเชื้อทะลุการได้รับยาในกลุ่มเบต้า-แลคแทมเมส อินฮิบิ เตอร์(β-lactam + β-lactamase inhibitors) (OR: 84.27, p = 0.004) และการมีประวัติการใช้ยาเซฟา โลสปอรินรุ่นที่ 3 หรือ 4 (3rd or 4th generation cephalosporins) (OR: 5.08, p = 0.038) ก็มีความเสี่ยงที่ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ตัวแบบการท านายนี้มีพื้นที่ใต้ Receiver operating characteristic curve เท่ากับ 0.9441 (95% CI: 0.91–0.98) สรุป: ประวัติการติดเชื้อหรือมีการตั้งถิ่นฐานของเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในช่วง 90 วันก่อนการติดเชื้อ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการดื้อยาในกลุ่ม carbapenems ตัวแบบการทำนายที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถช่วยให้แพทย์ใช้ยาต้านจุลชีพต่อเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดทีเซลล์ในผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม, กมลชนก ตันโชติกุล
ความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดทีเซลล์ในผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม, กมลชนก ตันโชติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมเป็นภาวะการอักเสบมากผิดปกตินำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลว โดยในผู้ใหญ่มักเกิดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที ซึ่งมักจะมีการพยากรณ์โรคแย่กว่าสาเหตุอื่น การตรวจหาเม็ดเลือดขาวชนิดทีที่มีต้นกำเนิดเดียวกันจึงมีความสำคัญในการวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ทีเซลล์ในภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม ที่ได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจทางพยาธิวิทยาและการตรวจความเป็นต้นกำเนิดเดียวกันจากดีเอ็นเอ งานวิจัยรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมจากเกณฑ์วินิจฉัยปีค.ศ. 2004 ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็ง อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงพฤศจิกายน 2567 นำชิ้นเนื้อหรือเลือดจากไขกระดูกมาสกัดดีเอนเอและใช้เทคนิคการหาลําดับนิวคลีโอไทด์แบบใหม่ (Next generation sequencing: NGS) หรือใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสร่วมกับแคปิลารีอิเล็กโตรโฟรีซิส (PCR-CE) เพื่อตรวจหาการจัดเรียงตัวของยีนแสดงตัวรับบนผิวเซลล์ (T cell receptor gene rearrangement: TCR-beta/gamma) ส่วนการพยากรณ์โรคใช้การวิเคราะห์การรอดชีวิตแบบ Kaplan-Meier ผลการศึกษา พบผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมทั้งหมด 109 ราย เป็นผู้ชาย 60% และมีค่ามัธยฐานอายุที่ 48 ปี มีสาเหตุของโรค ได้แก่ มะเร็ง (41.3%) การติดเชื้อ (30.3%) โรคภูมิต้านตนเอง (11.0%) ไม่ทราบสาเหตุ (9.2%) และจากการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 (8.3%) พบภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดทีที่ผิดปกติ 24 คน (22%) จำแนกเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Extranodal NK/T cell lymphoma (ENKTL) (28.8%), Peripheral T cell lymphoma (PTCL) (15.5%) และ เม็ดเลือดขาวชนิดทีมีต้นกำเนิดเดียวกันแต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ (8.9%) ที่ระยะติดตามค่ามัธยฐาน 54 วัน กลุ่มผู้ป่วย 24 รายที่มีความผิดปกติของทีเซลล์ มีอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (HR 2.012, 95%CI: 1.219-3.322, p=0.006) โดยมีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตอยู่ที่ 1.13 เดือน โดยมักมีระดับไฟบริโนเจนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (1.09 เทียบกับ 2.08, p=0.018) เทียบกับกลุ่มที่ไม่มีทีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกัน โดยสรุป …
Utility Of Cell-Free Dna Detection In Diagnosis And Prognostication Of Diffuse Large B-Cell Lymphoma, Kamolthorn Srisuwannakit
Utility Of Cell-Free Dna Detection In Diagnosis And Prognostication Of Diffuse Large B-Cell Lymphoma, Kamolthorn Srisuwannakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Diffuse large B-cell lymphoma (DLBCL) is the most common type of lymphoma and is potentially curable. Tissue biopsy for histopathology remains the gold standard for diagnosis. However, previous studies have demonstrated that plasma cell-free DNA (cfDNA) analysis, a non-invasive technique, is useful for the diagnosis of DLBCL. Objectives: To determine the sensitivity and specificity of IgH sequencing using plasma cfDNA from blood in DLBCL at diagnosis, and to evaluate the level of cfDNA and its clinical correlation. Methods: A single-center, case-control, prospective study was conducted at King Chulalongkorn Memorial Hospital between May 2024 and December 2024. Newly diagnosed DLBCL …
Comparison Of The Visual Clarity Between Intravenous Tranexamic Acid And Epinephrine-Diluted Irrigation During Arthroscopic Rotator Cuff Repair, Quang Son Tran
Comparison Of The Visual Clarity Between Intravenous Tranexamic Acid And Epinephrine-Diluted Irrigation During Arthroscopic Rotator Cuff Repair, Quang Son Tran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To compare the effects of intravenous tranexamic acid (TXA) versus epinephrine (EPN)-diluted irrigation on visual clarity, surgical outcomes, and safety during arthroscopic rotator cuff repair.Methods: Patients aged ≥ 18 years old diagnosed with rotator cuff tears were randomized 1:1 into the TXA and EPN groups. The TXA group received an intravenous infusion of TXA (15 mg/kg) over 15 minutes before surgery, with normal saline used to irrigate during arthroscopy. The EPN group received irrigation with 0.33 mg of EPN (1:1000) diluted per liter of normal saline without intravenous TXA. Both patients and surgeons were blinded to the interventions. Visual …
Effects Of High-Intensity Inspiratory Muscle Training In Patients With Heart Failure With Mildly Reduced And Preserved Ejection Fraction: A Randomized Controlled Trial, Tran Huu Dat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Inspiratory muscle weakness (IMW) associates with exercise intolerance and poor prognosis in heart failure with preserved (HF-pEF) and mildly reduced ejection fraction (HF-mrEF). Inspiratory muscle training (IMT) has shown promise in improving IMW and functional capacity, but evidence for high-intensity IMT (HI-IMT) remains limited, particularly in HF-pEF and HF-mrEF.Objective: This study aimed to assess the effects of an home-based 8-week HI-IMT program on inspiratory muscle strength, exercise capacity, echocardiographic parameters, and quality of life in patients with HF-pEF and HF-mrEF.Methods: A randomized, double-blind, controlled trial with a prospective design was performed with 40 patients. Participants were randomly allocated to …
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : ภาวะอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญและมีความสัมพันธ์กับโรคทางเมตาบอลิกรวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในกรณีที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และการใช้ยาลดน้ำหนักโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง โกรทดิฟเฟอเรนชิเอชันแฟกเตอร์ 15 (GDF-15) และไฟโบรบลาสต์โกรทแฟกเตอร์ 21 (FGF-21) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความอยากอาหารและเมตาบอลิซึม โดยมีระดับสูงขึ้นในภาวะอ้วน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับ GDF-15 และ FGF-21 ที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหาร และความสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการหายของโรคเบาหวาน Method : การศึกษานี้เป็นการศึกษาติดตามไปข้างหน้าในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงอายุ 18–70 ปี (ดัชนีมวลกาย ≥ 30 กิโลกรัม/ตร.ม.) ที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจระดับพลาสมาของ GDF-15 และ FGF-21 ร่วมกับพารามิเตอร์เมตาบอลิกอื่นๆ รวมไปถึงน้ำหนักและดัชนีมวลกายเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เมตาบอลิกและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนการผ่าตัด และที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก Result: ในผู้ป่วย 47 รายที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ระดับ GDF-15 ที่หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่ 6 เดือนไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก้อนผ่าตัด แต่มีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนผ่าตัด ส่วนระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน โดยไม่มีความแตกต่างที่ 6 เดือน การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารแบบรู-เอ็น-วายผ่านกล้อง (RYGB) พบมีการเปลี่ยนแปลงของ GDF-15 และ FGF-21 มากกว่าการผ่าตัดกระเพาะอาหารแบบสลีฟผ่านกล้อง (LSG) โดยระดับ GDF-15 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน และระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ …
Efficacy Of Adjunctive Low-Level Light Therapy (Lllt) To Intense Pulsed Light (Ipl) For Meibomian Gland Dysfunction (Mgd): A Randomized Controlled Trial. (Allt+Ipl Study), Chatchada Kharuhayothin
Efficacy Of Adjunctive Low-Level Light Therapy (Lllt) To Intense Pulsed Light (Ipl) For Meibomian Gland Dysfunction (Mgd): A Randomized Controlled Trial. (Allt+Ipl Study), Chatchada Kharuhayothin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to evaluate the efficacy of low-level light therapy (LLLT) combined with intense pulsed light (IPL) compared to IPL alone in the treatment of meibomian gland dysfunction (MGD). In this prospective, double-blind, randomized controlled trial, 58 patients were randomized to receive either IPL with adjunctive LLLT or IPL alone across four weekly sessions. The primary outcome was lipid layer thickness (LLT), measured at baseline and at weeks 2, 4, 12, and 24. Secondary outcomes included meibum quality, gland expressibility, meiboscore, non-invasive tear breakup time (NIBUT), Ocular Surface Disease Index (OSDI), corneal and conjunctival staining, and tear cytokines (IL-1β, …
The Efficacy Of Distance Training In Movement Disorders Among Lao Final Year Medical Students Using Chulalongkorn Center For Excellence For Parkinson’S Disease And Related Disorders Curriculum, Appasone Phoumindr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Medical education in the Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR) is limited and supported by only one medical University, the University of Health Sciences. Despite the rising prevalence of neurological disorders, Laos has only nine neurologists and one movement disorder neurologist to care for patients. (Table 1).We implemented a pilot distance training programme to teach the movement disorders curriculum to undergraduate medical students, evaluating its effectiveness in enhancing their understanding and confidence in treating movement disorders. This programme utilised the Chulalongkorn Centre of Excellence for Parkinson’s Disease and Related Disorders curriculum (www.chulapd.org).A six-month distance training programme, integrating synchronous and asynchronous …
Association Between Antenatal Covid-19 Vaccination And Neonatal Outcomes, Napatsorn Thewaran
Association Between Antenatal Covid-19 Vaccination And Neonatal Outcomes, Napatsorn Thewaran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus disease 2019 (COVID-19) pandemic has increased risks for pregnant women. In Thailand, a diverse range of COVID-19 vaccines is available, including mRNA vaccines, viral vector vaccines, and inactivated vaccines. This variety makes the Thai vaccination situation unique. This study aims to assess the association between antenatal COVID-19 vaccination and neonatal outcomes in Thailand, focusing on adverse outcomes such as preterm birth, small for gestational age (SGA), stillbirth, abortion, congenital anomalies, 5-minute Apgar score
Immunotherapeutic Properties Of Virus Like Particles Displaying Allergens In A Mouse Model Of House Dust Mite Allergy, Piyachat Patniboon
Immunotherapeutic Properties Of Virus Like Particles Displaying Allergens In A Mouse Model Of House Dust Mite Allergy, Piyachat Patniboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
House dust mite (HDM) represents one of the most prominent sources of allergens. The rising prevalence of HDM-induced allergic diseases such as allergic rhinitis, allergic asthma or atopic dermatitis is a major global health challenge. Allergen immunotherapy (AIT), by frequent administrations of HDM allergen extracts, is the unique treatment capable of alleviating the Th2-biased allergic response through the induction of immune tolerance. However, AIT faces limitations in terms of duration, efficacy and safety, explaining the poor patient adherence. Clinical efficacy of HDM extract-based AIT was shown to be dependent on the selection of patients sensitized to the two major HDM …
The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay
The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: ภาวะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจ็บป่วย อัตราการเสียชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างมหาศาล วิธีการตรึงกระดูกก่อนผ่าตัดและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ซึ่งเป็นภาวะที่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ส่งผลกระทบสำคัญต่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดและการฟื้นฟู การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมิน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประสิทธิภาพของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังเพื่อลดความเจ็บปวด และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยกับการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดกระดูกสะโพก วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความไม่ด้อยกว่าของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสบายของผู้ป่วย เพื่อศึกษาผลกระทบของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยต่อผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักสูงอายุ วิธีการ: การศึกษาที่ 1 ใช้การทดลองแบบสุ่มที่ควบคุมหลายศูนย์ในผู้ป่วย 97 รายเพื่อเปรียบเทียบรองเท้าบูทรักษาการหมุนกับการดึงผิวหนังในผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหักแบบอินเตอร์โทรแคนเทอริก การศึกษาที่ 2 ศึกษาผู้ป่วยสูงอายุ 60 รายที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบ Bipolar Hemiarthroplasty โดยประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามเกณฑ์ของกลุ่มทำงานในเอเชีย (AWGS) ผลลัพธ์การฟื้นฟูสมรรถภาพถูกประเมินด้วยดัชนี Barthel, การทดสอบ SPPB, คะแนน HHS และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกภายหลัง 3 เดือน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้ Structural Equation Modeling (SEM) ผลการศึกษา: รองเท้าบูทรักษาการหมุนมีประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่าการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมง และเพิ่มความสบายได้ดีกว่า (คะแนน ICQ: 82.0 เทียบกับ 76.8, p=0.0015) ในขณะที่ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลลัพธ์ทุกด้าน ได้แก่ ดัชนี Barthel (β=−17.53 ...
Depletion Of Oxalate In High-Oxalate Beverages By Positively Charged Particles, Sukrita Aungsuthan
Depletion Of Oxalate In High-Oxalate Beverages By Positively Charged Particles, Sukrita Aungsuthan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Excessive dietary intake of oxalate is a key risk factor of calcium oxalate (CaOx) nephrolithiasis. Therefore, limiting daily oxalate intake is recommended to prevent CaOx stone formation. Black tea and coffee are commonly consumed beverages that are rich in oxalate, and avoidance of tea and coffee consumption is relatively hard. In this study, therefore, we aimed to develop a novel tool for depleting oxalate in black tea and coffee. Since oxalate is negatively charged, we hypothesized that positively charged particles would be an effective tool for capturing and removing oxalate. Hydroxyapatite (HA) and calcium alginate (Ca-Alg) beads were fabricated and …
Visual Acuity Change In Non- Arteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy, Parinee Kemchoknatee
Visual Acuity Change In Non- Arteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy, Parinee Kemchoknatee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: :To assess the potential influence of serum biochemical factors, specifically lipid profile parameters, on visual outcomes in patients with NAION. Patients And Methods :All patients diagnosed with NAION at Rajavithi Hospital between 1 January 2011and 31 December 2020 were retrospectively reviewed .The primary wutcome was defined as visual recovery, measured by an improvement of at least 0.2 logarithm of the minimal angle of resolution (logMAR) in their best corrected visual acuity (BCVA) at the 12 weeks follow up visit compared to the initial visit and determine whether those lipid profiles parameters are predictive of 12 weeks visual outcomes. Results: …
การแยกและการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน Aedes Aegypti, จีริสุดา พรหมเพรา
การแยกและการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน Aedes Aegypti, จีริสุดา พรหมเพรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ยุงลายบ้านเป็นพาหะสำคัญของโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา และโรคซิกา ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตทั่วโลก ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีรายงานว่าสาหร่ายขนาดเล็กสามารถยับยั้งการเจริญของลูกน้ำยุงและส่งผลต่อจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของยุง ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ใหม่สำหรับควบคุมพาหะนำโรค เพื่อแยก เพาะเลี้ยง และตรวจสอบความสัมพันธ์และความหลากหลายของสาหร่ายขนาดเล็กและจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำยุงและน้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบ้าน จากจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงและเทคนิคเมตาบาร์โค้ด พบสาหร่ายขนาดเล็ก 10 สกุล ด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง และด้วยเทคนิคเมตาบาร์โค้ด 25 สกุล รวมถึงไดอะตอมในอันดับ Achnanthales โดยพบสาหร่ายขนาดเล็กจากทั้ง 2 วิธี 4 สกุล ได้แก่ Tetradesmus, Nannochloropsis, Monoraphidium และ Leptolyngbya และมี 2 สกุล คือ Tetradesmus และ Leptolyngbya ที่พบจากทั้งกระเพาะอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน ส่วนจุลินทรีย์พบทั้งหมด 18 ไฟลัม โดยพบมากที่สุดทั้งในกระเพาะอาหารลูกน้ำและในน้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเดียวกัน ได้แก่ ไฟลัม Proteobacteria, Planctomycetota และ Actinobacteriota ตามลำดับ สะท้อนถึงความสอดคล้องขององค์ประกอบจุลินทรีย์ระหว่างสิ่งแวดล้อมและตัวอ่อนของยุง บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงทางชีวภาพระหว่างสิ่งแวดล้อมและลูกน้ำยุงลายบ้าน ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวิธีควบคุมลูกน้ำยุงอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้
การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน
การศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินของอาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม, กัญชพร ชัยสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระเจี๊ยบแดง (Hibiscus sabdariffa L.) ถูกนำมาเป็นทางเลือกในการรักษากลุ่มอาการภาวะเมแทบอลิกซินโดรม แต่ผลการศึกษาทางคลินิกด้านประสิทธิผลยังคงมีความไม่สอดคล้องกัน งานวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และส่วนที่ 2 งานวิจัยทางคลินิกชนิดสุ่ม ปกปิดสองทางและมีกลุ่มควบคุม โดยส่วนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบแดง ระหว่างงานวิจัยที่มีผลการศึกษาเป็นบวกกับลบ ส่วนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลิน ตัวชี้วัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การอักเสบ ความดันโลหิต น้ำหนักตัวและความปลอดภัย ได้แก่ ค่าการทำงานของตับ ไตและระบบโลหิต วิธีการวิจัย ส่วนที่ 1 สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล PubMed, MEDLINE และ Scopus ประเมินคุณภาพของแต่ละบทความตามแนวทางของ CONSORT ส่วนที่ 2 อาสาสมัครที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (88 คน) ถูกแบ่งกลุ่มอย่างสุ่ม ให้กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) 1000 mg/day ซึ่งประกอบด้วยสารโพลีฟีนอล เท่ากับ 45.04 mg/day หรือยาหลอก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ตัวชี้วัดต่างๆ ณ ที่เริ่มต้น สัปดาห์ที่ 6 และ 12 ผลการศึกษา ส่วนที่ 1 งานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 23 เรื่อง พบความแตกต่างระหว่างงานวิจัยที่ให้ผลการศึกษาเป็นบวกและลบ และคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลของผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องปรับปรุง ส่วนที่ 2 พบว่ากลุ่มที่กินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงมีระดับ LDL ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ณ สัปดาห์ที่ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนกิน แต่ไม่มีผลต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินและตัวชี้วัดอื่นตลอดการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยสรุปจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้แนะให้งานวิจัยควรปรับปรุงคุณภาพระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น และการวิจัยทางคลินิกพบว่าการกินสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยน้ำ (ส่วนกลีบเลี้ยง) มีความปลอดภัยและอาจช่วยลดระดับ LDL ได้
ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน
ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …
The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong
The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …
Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool
Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pentastomiasis, a neglected zoonotic parasitic disease caused by tongue worms (subclass Pentastomida), presents significant diagnostic challenges due to its non-specific clinical manifestations, the limitations of conventional diagnostic methods, and the absence of standardized molecular diagnostic tools. This study aimed to identify Armillifer tongue worms isolated from a human case in Northern Thailand through both morphological and molecular approaches and to evaluate the feasibility of molecular diagnosis using less invasive clinical specimens. Morphological identification was performed via gross examination, morphometric analysis, histopathological evaluation, and scanning electron microscopy, revealing features consistent with A. moniliformis. Species confirmation was achieved using multi-locus PCR and …
Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong
Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Patients with a first unprovoked seizure (FUS) carry different risks of recurrence, making management uncertainties arise. Low sensitivity of the conventional electroencephalography (EEG) findings limits practical usefulness. Novel application of scalp fast oscillations (SFOs) in prediction of recurrence has been recently studied; however, none has been conducted in adults. Method: 15-minute artifact-free recording was used for detection of SFOs. Time-frequency analysis with fast Fourier transform was conducted using Nihon-Kohden Neurofax® wide-band analysis software. Total number and frequency (Hz) of the SFOs, either superimposed on sharp/spike (SFOSs) or appearing in isolation (ISFOs), were calculated for each patient. Outcome was seizure …
Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak
Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Adequate postoperative irrigation is essential in managing chronic inflammatory sinus disease. However, access to the frontal sinus remains challenging due to complex frontal recess anatomy, especially after angled Draf 2a frontal sinusotomy. Carolyn’s window, a modification of Draf 2a, removes the nasofrontal beak by drilling to permit direct 0° endoscopic access. This study compares frontal sinus irrigation distribution between the angled Draf 2a and Carolyn’s window approaches. Fresh human cadaver heads underwent sequential dissection with angled Draf 2a and then Carolyn’s window approach. Each cavity was irrigated using a 250 mL high-pressure squeeze bottle filled with 1/1000 10% fluorescein-labeled water …
การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง
การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สุขภาวะในงานเป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับสุขภาวะในงานและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นใหม่ในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 655 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 จากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนรวมแบบสอบถามทั้งฉบับและคะแนนรายมิติมีค่าเกินค่ากลางของแบบสอบถาม และเมื่อวิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงานได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Beta=5.76, p<0.05) และการนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมง ต่อวัน (Beta=4.42, p<0.01) ) และเมื่อเปรียบ เทียบกับการวิเคราะห์ด้วยสถิติLogistic regression พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีคะแนนรวมสุขภาวะในงานสูงมีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วน บุคคล ได้แก่การมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (OR=1.92, p<0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(OR=0.49, p<0.01) การศึกษานี้ทำให้ ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงาน ส่งผลให้การวางแผนและออกแบบนโยบาย ตอบโจทย์การส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาวะในงานที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งคณะ ผู้บริหาร และแผนกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพนักงานในบริษัท (เช่น แผนกทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย) ในการให้คำแนะนำ และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในงานได้อย่างเหมาะสม
ความสัมพันธ์ของความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีนโซลูทแคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (Slc29a4) ซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึมอาร์เอส3889348 กับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินของผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย, อัครภา จุฬคุปต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา ยาเมทฟอร์มิน (Metformin) เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประสิทธิภาพการลดระดับน้ำตาลของยานั้นขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับต่อวัน อย่างไรก็ตามขนาดของยาเมทฟอร์มินที่ได้รับมีความสัมพันธ์กับอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ต้องหยุดใช้ยาหรือลดขนาดยาลง เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มิน (metformin intolerance) กลไกของความผิดปกติดังกล่าวจากยาเมทฟอร์มิน เกิดจากหลายกลไก กลไกหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการมีความเข้มข้นของยาเมทฟอร์มินภายในทางเดินอาหารสูงขึ้นจากความผิดปกติของกระบวนการดูดซึมยาผ่านโปรตีนขนส่ง (transporter) ในลำไส้เล็ก โดยอาจเป็นผลจากพันธุกรรม หรือ การได้รับยาที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีนดังกล่าว มีการศึกษาพบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนที่สร้างโปรตีนขนส่ง รวมทั้งยีนโซลูท แคริเออร์ แฟมิลี 29 เมมเบอร์ 4 (SLC29A4) single-nucleotide polymorphism rs3889348 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากอัลลีล A เป็นอัลลีล G มีความเกี่ยวข้องกับภาวะ metformin intolerance ในหลายๆกลุ่มประชากร วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีน SLC29A4 single-nucleotide polymorphism rs3889348 กับผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มินในผู้ป่วยเบาหวานชาวไทย วิธีดำเนินการวิจัย เป็นการศึกษาในรูปแบบ cross-sectional case-control ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างปี 2564-2568 โดยจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่ม metformin intolerance ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่หยุดยา หรือลดขนาดยาเมทฟอร์มิน เนื่องจากอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากการใช้ยาเมทฟอร์มิน ภายใน 6 เดือนหลังจากเริ่มใช้ยา และ 2) กลุ่ม metformin tolerance หมายถึงกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาเมทฟอร์มินได้ในขนาด ≥2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนโดยไม่เกิดอาการข้างเคียงของระบบทางเดินอาหาร การเปลี่ยนแปลงลำดับนิวคลิโอไทด์ที่ตำแหน่ง rs3889348 ของยีน SLC29A4 จากอัลลีล A เป็นอัลลีล G ถูกตรวจสอบโดยวิธี Sanger Sequencing และทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมดังกล่าวกับการเกิดผลข้างเคียงของระบบทางเดินอาหารจากยาเมทฟอร์มิน ผลการศึกษา การศึกษานี้ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยทั้งหมด 233 ราย โดยแบ่งออกเป็น 2 …
การคาดการณ์ผลการรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลตีบจากโรครูมาติค ด้วยวิธีการใช้บอลลูนถ่างขยาย โดยการใช้คะแนนประเมินจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของฟิลิปปินส์, วิศรุต สกุลภาพทอง
การคาดการณ์ผลการรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลตีบจากโรครูมาติค ด้วยวิธีการใช้บอลลูนถ่างขยาย โดยการใช้คะแนนประเมินจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงของฟิลิปปินส์, วิศรุต สกุลภาพทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความไวและความจำเพาะของระบบคะแนนใหม่ของศูนย์หัวใจแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (PHC) ในการทำนายความสำเร็จของการทำ PTMC ในผู้ป่วยลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจากไข้รูมาติก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปรียบเทียบกับคะแนน Wilkins แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกราฟ receiver operating characteristic (ROC) ของทั้งสองระบบคะแนน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจากไข้รูมาติก ซึ่งได้รับการทำ PTMC จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยมีการทบทวนภาพคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเพื่อกำหนดคะแนน Wilkins และ PHC ก่อนเก็บข้อมูลผลลัพธ์ของหัตถการเพื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 186 รายเข้าร่วมในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าคะแนน Wilkins มีความไว 65.4% และความจำเพาะ 67.8% ในขณะที่คะแนน PHC มีความจำเพาะสูงกว่า (84.7%) แต่ความไวต่ำกว่า (57.5%) การวิเคราะห์ ROC พบว่าคะแนน PHC มีค่า C-statistic สูงกว่าที่ 0.755 เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน Wilkins ที่ 0.682 สรุป: คะแนน PHC แบบใหม่มีความจำเพาะสูงกว่าคะแนน Wilkins แบบดั้งเดิม แม้ว่าความไวจะต่ำกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ คะแนน PHC ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำนายผลลัพธ์ของการทำ PTMC ได้ดีกว่าคะแนน Wilkins
การศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่?, โสวิชญา ปานทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะช็อคจากหัวใจถือเป็นภาวะที่รุนแรง ในปัจจุบันตาม แนวทางมาตรฐานเวชปฏิบัติไม่แนะนำให้ใช้เครื่องบอลลูนปั๊มเป็นประจำในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อคจากหัวใจจากภาวะดังกล่าว อย่างไรก็ตามเครื่องบอลลูนปั๊มยังเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ การศึกษานี้จึงทำเพื่อศึกษาว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าที่มีภาวะช็อกที่ ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดอื่นที่มีภาวะช็อกที่ได้รับการ รักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊มหรือไม่ วิธีวิจัย: ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะช็อคจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 ถึง 31 ธันวาคม 2567 โดยวิเคราะห์ชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียกของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้า กับชนิดอื่น เพื่อศึกษาอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และ อัตราการเสียชีวิตที่ 30 วัน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ได้แก่ ภาวะ เลือดออก, ติดเชื้อ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ตำแหน่งต่างๆ รวมถึงผลข้างเคียงต่อไต โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่เข้า รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลการศึกษา: ในผู้ป่วย 353 ราย (อายุเฉลี่ย 69.5 ± 11.9 ปี เป็นเพศชาย 68.3%) ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม พบว่าอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันบริเวณผนังด้านหน้า 120 ราย (34%) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดอื่นร่วมกับภาวะช็อกจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม (OR 1.37,95% CI 0.87-2.16, p= 0.173) แม้ว่าจะทำกาารวิเคราะห์โดยการยกเว้นผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีภาวะแทรกซ้อนทางกลไกก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ ด้านอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาล(OR 1.096, 95% CI 0.663-1.809, p= 0.72) นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างในอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันระหว่างทั้งสองกลุ่ม (OR 1.35, 95% CI 0.84-2.17, p= 0.22) สรุป: ในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันร่วมกับภาวะช็อกจากหัวใจที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องบอลลูนปั๊ม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในผลลัพธ์ทางคลินิกระหว่างกลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่บริเวณผนังหัวใจส่วนหน้ากับกลุ่มที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรูปแบบอื่น ผลการศึกษานี้อาจบ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องบอลลูนปั๊มไม่ได้รับอิทธิพลจากชนิดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจัยที่ทำนายประสิทธิภาพของเครื่องบอลลูนปั๊มยังคงไม่ชัดเจน
การศึกษาภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานในสถานประกอบการ ประเทศไทย, อินทุอร หงษ์ศิริ
การศึกษาภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานในสถานประกอบการ ประเทศไทย, อินทุอร หงษ์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลุ่มอาการหมดไฟในการทำงาน (Burn-out Syndrome) และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (รวมถึงปัจจัยในพื้นที่การทำงาน) ในกลุ่มพนักงานของกลุ่มเอทานอลในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอ้อยในประเทศไทย ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม 2567 จากพนักงานทั้ง 446 คนทั้งในสำนักงานในกรุงเทพมหานครและโรงงานในต่างจังหวัด โดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง (อัตราการตอบกลับคือ 88.7% หรือ n=390) แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ปัจจัยด้านพื้นที่ชีวิตการทำงาน และแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน (MBI-GS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และ การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า พนักงานมีความชุกของภาวะหมดไฟในการทำงานร้อยละ 11.3 ปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ได้แก่ ความสัมพันธ์ของครอบครัวระดับดีหรือดีมาก (OR = 0.37, 95%CI: 0.14 - 0.99) และการนอนหลับมากกว่าหรือเท่ากับ 7 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 0.35, 95%CI: 0.15 - 0.82) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวก ได้แก่ มีโรคทางจิตเวช (OR = 8.24, 95%CI: 1.25 - 54.56) และจำนวนชั่วโมงในการทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน (OR = 4.35, 95%CI: 1.49 -12.67) นอกจากนี้ ความไม่สอดคล้องกันในหกด้านของพื้นที่ชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการหมดไฟอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วยด้านภาระงาน (OR = 3.23, 95% CI: 1.35 - 7.70) ด้านการควบคุม (OR = 8.01, 95% CI: 3.11 - 20.63) ด้านรางวัล (OR = 19.72, 95% CI: …
A Retrospective Descriptive Study Of Unit Costs Associated With Mechanical Ventilator Use In General Medical Wards, Sunarida Munketwit
A Retrospective Descriptive Study Of Unit Costs Associated With Mechanical Ventilator Use In General Medical Wards, Sunarida Munketwit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Purpose: Due to shortages of intensive care unit (ICU) beds, mechanical ventilators are increasingly used in general medical wards, potentially raising hospitalization costs. This study evaluates the daily ventilator cost (unit costs) in general medical wards.Methods: Patients on mechanical ventilator admitted to the general medical ward at King Chulalongkorn Memorial Hospital, Thailand (January 2020-December 2024) were included, excluding home ventilators users. Data from electronic medical records included baseline characteristics (age, gender and physical status), comorbidities, principle diagnosis, parameters of severity scores, hospital costs, length of stays, mortality, re-intubation, ventilator-associated pneumonia (VAP) and tracheostomy.Results: A total of 1,097 patients …
ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหาร, ศุภวิชญ์ แสงอุดม
ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหาร, ศุภวิชญ์ แสงอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนแพทย์ทหารไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางที่เก็บข้อมูลจากนักเรียนแพทย์ทหารชั้นปีที่ 2 ถึง 6 จำนวน 406 คน ผ่านแบบสอบถาม Thai Mental Health Literacy Scale (TMHLS) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่าระดับคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง (119.05 ± 11.07) โดยมีมิติการตระหนักรู้ปัญหาสุขภาพจิตในระดับสูง ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือ การดูแลตนเอง การค้นหาข้อมูล และทัศนคติต่อการเข้ารับบริการสุขภาพจิตอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ นักเรียนแพทย์ชั้นปีที่สูงกว่ามีคะแนนสูงกว่าชั้นปีที่ต่ำกว่า (p < 0.001) นักเรียนเพศหญิงมีคะแนนสูงกว่าเพศชาย (p < 0.001) นักเรียนที่อยู่กับเพื่อนมีคะแนนต่ำกว่าผู้ที่อยู่คนเดียว (p = 0.005) ผู้ที่เคยเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์และอ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจิตมีคะแนนสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยเรียนหรืออ่านหนังสือดังกล่าว (p < 0.001) นอกจากนี้ นักเรียนที่เคยมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่เจ็บป่วยทางจิตมีคะแนนสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว (p < 0.001) จากผลการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรด้านสุขภาพจิตที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตในนักเรียนแพทย์ โดยควรเน้นการลดการตีตราพัฒนาทัศนคติที่ดีและสนับสนุนพฤติกรรมการรับรู้หรือขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าการแข็งตัวของเลือด ค่าการสลายลิ่มเลือด และค่าการอักเสบกับกลุ่มอาการหลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด, วรปภัส เฉลิมสุวิวัฒนาการ
ความสัมพันธ์ระหว่างค่าการแข็งตัวของเลือด ค่าการสลายลิ่มเลือด และค่าการอักเสบกับกลุ่มอาการหลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด, วรปภัส เฉลิมสุวิวัฒนาการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: กลุ่มอาการหลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด (post thrombotic syndrome, PTS) เป็น ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ร้อยละ 20-50 หลังลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำที่ขา (deep vein thrombosis,DVT) มีบางการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ของค่าการแข็งตัวของเลือดและการอักเสบที่สูงขึ้นกับการเกิดPTS อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาความสัมพันธ์ของของการสลายลิ่มเลือดที่อุดตันได้ช้า กับการเกิด PTSวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างPTSโดยใช้ Villaltascoreกับ กระบวนการแข็งตัวของเลือดใช้ค่า D–dimer,กระบวนการสลายลิ่มเลือดโดยใช้ค่า ELTและกระบวนการอักเสบใช้ค่า hs-CRPวัสดุและวิธีการ: ผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดที่ขา ที่ได้รับการรักษา ทานหรือฉีดยาละลายลิ่มเลือดที่แผนกผู้ป่วยนอกโลหิตวิทยา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในปี 2567ได้รับการ เก็บข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยเสี่ยง ตรวจร่างกายประเมิน Villatascaleและเจาะเลือดเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ ELT,D-dimer,hs-CRP และ ตรวจ Dopplerultrasoundประเมิน residual thrombosisผลการศึกษา: จากการศึกษาที่จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectionalstudy) จำนวนผู้ป่วยที่ศึกษาทั้งหมด 104คน ค่าเฉลี่ยอายุ อยู่ที่ 56ปี (ช่วงอายุ 41-71 ปี) ค่ามัธยฐานการตรวจติดตาม อยู่ที่ 41.5เดือนหลังจากเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด (8.5–84เดือน)ผู้ป่วยเพศหญิงร้อยละ 52 ได้ยาวอร์ฟาริน, direct oral anticoagulant และ low molecular weight heparin ร้อยละ 56.7, 36.5 และ 6.7 ตามลำดับ พบ PTS 88 คน (84.6%) ความรุนแรงน้อย, ปานกลาง และมากร้อยละ 21.1,49% และ 14.4 ตามลำดับ ค่า ELTในกลุ่มPTSความรุนแรงปานกลาง/มาก ยาวกว่ากลุ่มไม่รุนแรง/รุนแรงน้อยอย่างมีนัยสำคัญ (273Vs.237นาที ตามลำดับ,P (1.80vs. 1.65 mg/dl ตามลำดับ; P = 0.838) สรุป :ภาวะการสลายลิ่มเลือดช้า และภาวะการแข็งตัวของเลือดมากเกินไป มีความสัมพันธ์กับ …
The Predictive Value Of A Positive T-Wave In Avr For The Diagnosis Of Ischemic Etiology In Patients With Cardiomyopathy, Warradit Srisuwanwattana
The Predictive Value Of A Positive T-Wave In Avr For The Diagnosis Of Ischemic Etiology In Patients With Cardiomyopathy, Warradit Srisuwanwattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Ischemic cardiomyopathy (ICM) is a major contributor to left ventricular (LV) dysfunction, and differentiating it from non-ischemic causes is crucial for accurate diagnosis and appropriate management. While cardiac MRI remains the gold standard for diagnosing ICM, the presence of a positive T wave in lead aVR on electrocardiogram (ECG) has been proposed as a potential diagnostic marker. However, the diagnostic utility of this T wave for identifying ischemic cardiomyopathy based on cardiac MRI as the reference standard, remains uncertain. Objectives: The objective of this study was to evaluate the diagnostic accuracy of a positive T wave in lead aVR …
การวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ แพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ระหว่างการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 เปรียบเทียบกับขนานที่ 1, วิทยา สีลาผอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ การใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ร่วมกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ช่วยเพิ่มระยะเวลาการรอดชีวิตได้ทั้งในขนานที่หนึ่งหรือขนานต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้สามารถเบิกจ่ายได้เฉพาะในขนานที่สาม ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาต้นทุนประสิทธิผลของการใช้ยานี้ในบริบทประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัย วิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่มียีนราสไวด์ไทป์และไม่สามารถผ่าตัดได้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 วัตถุประสงค์หลักเปรียบเทียบการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 เปรียบเทียบกับขนานที่ 1 วัตถุประสงค์รองเปรียบเทียบการใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์กับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยากลุ่มแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ โดยมีพดานเกณฑ์ความเต็มใจที่จะจ่ายที่กำหนด คือ 160,000 บาท/ปี ผลการวิจัย ช่วงปีพุทธศักราช 2561-2565 จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์ 117 ราย ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.72 และ 1.36 ในกลุ่มที่ได้รับยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 และขนานที่ 1 ตามลำดับ ค่ามัธยฐานจำนวนรอบของการให้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ คือ 9 และ 11 ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ 2,157,890 บาทและ 1,501,807 บาทตามลำดับ พบว่าค่าอัตราส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อปีสุขภาวะเท่ากับ 1,797,488 บาท/ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.59 และ 1.18 ในกลุ่มที่ได้รับยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์และกลุ่มที่ไม่ได้รับยาตามลำดับ ค่าอัตราส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อปีสุขภาวะเท่ากับ 2,953,685 บาท/ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น สรุปผลการวิจัย แม้ว่าการวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลโดยใช้ข้อมูลในชีวิตจริงจะพบว่าการใช้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้และมียีนราสไวด์ไทป์ ขนานที่ 3 เทียบกับขนานที่ 1 ไม่คุ้มค่า แต่ด้วยข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ประกอบกับค่าเฉลี่ยจำนวนการใช้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ที่น้อยกว่า แต่ให้ปีสุขภาวะที่เพิ่มขึ้น (QALY) มากกว่า การให้ยาแอนตี้เอพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซ็ปเตอร์ในขนานที่ 3 ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าขนานที่ 1 ในสภาวการณ์ปัจจุบัน