Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 811 - 840 of 860

Full-Text Articles in Medical Sciences

การศึกษาการใช้แสงเลเซอร์ชนิดพัลส์ดายเพื่อเป็นการรักษาเสริมในผื่นชนิดตุ่มเม็ดและตุ่มหนองจากการใช้ยายับยั้งอิพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซปเตอร์, ญาดา สุพรรณคง Jan 2017

การศึกษาการใช้แสงเลเซอร์ชนิดพัลส์ดายเพื่อเป็นการรักษาเสริมในผื่นชนิดตุ่มเม็ดและตุ่มหนองจากการใช้ยายับยั้งอิพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซปเตอร์, ญาดา สุพรรณคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผื่นตุ่มแดงและตุ่มหนอง เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับยารักษามะเร็งชนิดมุ่งเป้า epidermal growth factor receptor inhibitors (EGFRIs) การรักษาผื่นดังกล่าวมีหลากหลายแต่ยังไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพหรือได้ผลรวดเร็วเพียงพอในขณะที่ผลข้างเคียงน้อย เลเซอร์พัลส์ดาย (pulsed-dye laser, PDL) ได้ถูกนำมารักษาผื่นผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบ รวมถึง สิว ซึ่งพบว่าผลการรักษาดี แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการนำมาใช้รักษาผื่นจากยาดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ PDL เป็นการรักษาเสริมในผื่นจาก EGFRIs -> ซึ่งใช้เป็นการรักษาเสริมสำหรับผื่นจากยา EGFRIs วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยที่ได้รับยา EGFRIs ที่มีผื่นบนใบหน้า 14 ราย ได้รับการสุ่มเลือกข้างของใบหน้า โดยครึ่งใบหน้าได้รับการรักษาโดย PDL และอีกครึ่งใบหน้าได้รับการรักษาหลอก (sham) เป็นกลุ่มควบคุม การรักษาโดยเลเซอร์รวม 4 ครั้งทุก 2 สัปดาห์ การประเมินแบ่งเป็นที่ก่อนรักษา หลังการรักษาโดยเลเซอร์ทุกครั้ง และ ติดตามที่ 4 สัปดาห์หลังเลเซอร์ครั้งสุดท้าย โดยใช้ค่าความแดง (erythema index, EI วัดจาก colorimeter) จำนวนตุ่มเม็ดและตุ่มหนอง (lesion count) การประเมินโดยแพทย์ (physician global assessment, PGA) การประเมินโดยผู้ป่วย (patients satisfaction) และ ระดับความรุนแรงผื่น (severity grading) โดยผู้ป่วยทุกรายยังสามารถได้รับการรักษามาตรฐานเดิม ได้แก่ การป้องกันแดด และยาด็อกซีไซคลิน (doxycycline) ชนิดรับประทาน ผลการศึกษา: หลังสิ้นสุดการรักษา ผื่นตุ่มในใบหน้าข้างที่ได้รับการรักษาโดย PDL มีค่า EI ที่ลดลงมากกว่า sham อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001, ค่าลดลงเฉลี่ย 7.20 (30.65%) ใน PDL และ ลดลง 2.98 (12.69 มี 2 ที่ใน sham) ค่า lesion counts ลดลงในทั้งสองกลุ่ม โดยกลุ่ม PDL มีแนวโน้มไปทางการมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ค่า PGA และ patient’s satisfaction ยังดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่ม PDL (P ≤0.001 และ P ≤ 0.009 ตามลำดับ) ผลข้างเคียงพบเพียงเล็กน้อยและเป็นเพียงชั่วคราว เช่น อาการเจ็บ และบวม เป็นต้น สรุปผล: เลเซอร์ชนิดพัลส์ดายเป็นอีกทางเลือกในการรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยผื่นตุ่มแดงและตุ่มหนองจากยา EGFRIs และพบว่าประโยชน์เพิ่มเติมจากการรักษา โดยเฉพาะการลดความแดง


โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติในคนไทย:ลักษณะทางคลินิก ผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง และผลการรักษา, ณัฐกรณ์ ทรงสิริสุข Jan 2017

โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติในคนไทย:ลักษณะทางคลินิก ผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง และผลการรักษา, ณัฐกรณ์ ทรงสิริสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมิหลัง : โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติเป็นภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ โรคนี้มีอาการแสดงและการพยากรณ์โรคที่หลากหลาย ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการรายงานเกี่ยวกับลักษณะทางคลินิกและการพยากรณ์โรคมาก่อน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษา (1) อัตราการเสียชีวิตและการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดที่สัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาในประชากรไทย และ (2) เพื่อบรรยายลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา วิธีการศึกษา : เป็นการวิจัยแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 การศึกษานี้มีประชากรจำนวนทั้งสิ้น 161 คน อายุเฉลี่ย 66 ± 16 ปี เพศหญิง ร้อยละ 58% ติดตามการรักษาเป็นเวลาเฉลี่ย 6.8 ปี พบว่า ผู้ป่วย 42 คน (ร้อยละ 26) เสียชีวิต โดยที่ 25 คน (ร้อยละ 16) เป็นการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา อัตราการเสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาเท่ากับร้อยละ 2 ต่อปี ในผู้ป่วยที่เสียชีวิตทั้งสิ้น 25 คนนี้ ได้แก่ ภาวะหัวใจวาย 13 ราย (ร้อยละ 52), การเสียชีวิตเฉียบพลัน 11 ราย (ร้อยละ 44) และโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน 1 คน (ร้อยละ 4) ตามลำดับ การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สัมพันธ์กับโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนา พบทั้งสิ้น 84 เหตุการณ์ ในผู้ป่วยทั้งสิ้น 65 คน โดยอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สัมพันธ์กับโรคมีค่าเท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี จากการวิเคราะห์ตัวแปรพหุคูณพบว่า อัตราการเต้นของหัวใจที่มากกว่า 90 ครั้งต่อนาที (HR = 3.05(95% Cl=1.44-6.4 5); P = 0.004) และอาการแสดงด้วยภาวะหัวใจวาย (HR= …


การศึกษาลักษณะของอาการมือสั่นในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการมือสั่นเป็นอาการเด่น โดยใช้เครื่องวัดอาการสั่น และเปรียบเทียบอาการมือสั่นระหว่างท่าพัก ท่ายกแขนต้านแรงโน้มถ่วงของโลก และขณะที่มีการเคลื่อนไหวมือ เทียบกับอาการสั่นขณะผู้ป่วยกำลังเดิน ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการมือสั่นเป็นอาการเด่น, ณัฐพจน์ ดัดพันธ์ Jan 2017

การศึกษาลักษณะของอาการมือสั่นในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการมือสั่นเป็นอาการเด่น โดยใช้เครื่องวัดอาการสั่น และเปรียบเทียบอาการมือสั่นระหว่างท่าพัก ท่ายกแขนต้านแรงโน้มถ่วงของโลก และขณะที่มีการเคลื่อนไหวมือ เทียบกับอาการสั่นขณะผู้ป่วยกำลังเดิน ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการมือสั่นเป็นอาการเด่น, ณัฐพจน์ ดัดพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ : ลักษณะของอาการมือสั่นในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีหลายรูปแบบ รูปแบบของอาการมือสั่นในผู้ป่วยพาร์กินสันที่พบได้บ่อยคืออาการมือสั่นในขณะพัก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนหนึ่งพบว่ามีอาการมือสั่นขณะกำลังเดิน แต่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของอาการมือสั่นในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในขณะเดิน วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาและบรรยายลักษณะของอาการมือสั่นขณะเดินในผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอาการมือสั่นเป็นอาการเด่น โดยใช้อุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนในการตรวจวัดจลนศาสตร์ของอาการมือสั่น (ChulaPD tremor device, www.chulapd.org) วัสดุและวิธีการ : เป็นการศึกษาแบบตัดขวางในผู้ป่วยจำนวน 22 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าโรคพาร์กินสันที่มีอาการมือสั่นเป็นอาการเด่นและมีอาการมือสั่นในขณะเดิน โดยการใช้อุปกรณ์เซ็นเซอร์ติดตั้งบริเวณข้อมือในการวัดความเร่งและเซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุน (ChulaPD tremor device, www.chulapd.org) เพื่อศึกษาลักษณะจลนศาสตร์ของอาการมือสั่น โดยมีการวัดเปรียบเทียบกับอาการมือสั่นรูปแบบอื่นได้แก่อาการมือสั่นขณะพัก อาการมือสั่นขณะยกแขนต้านแรงโน้มถ่วงของโลก และวัดอาการมือสั่นในขณะที่ให้ผู้ป่วยเดินด้วยความผ่อนคลายในระยะเวลา 30 วินาที และมีการเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย การตรวจร่างกายผู้ป่วยตามระบบของ UKPDS และนำข้อมูลทางจลนศาสตร์ได้แก่ค่าเฉลี่ยกำลังสองของอัตราเร็วเชิงมุม ค่าเฉลี่ยกำลังสองของมุมในการสั่น ขนาดของการสั่น และความถี่ของการสั่น มาทำการวิเคราะห์ต่อไป ผลการศึกษา : จากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 22 ราย มีอายุเฉลี่ยที่ 68.18 ปี (SD=8.93) ระยะเวลาเฉลี่ยที่เป็นโรคพาร์กินสัน 6.91 ปี (SD=5.5) ผู้ป่วยทุกรายในการศึกษานี้มีอาการมือสั่นในขณะพัก โดยผลการศึกษาพบว่าอาการมือสั่นในขณะพักในแนวแกนที่มีอาการสั่นมากที่สุด มีค่าความถี่เฉลี่ย 4.07 ครั้งต่อวินาที (SD=1.96) โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับอาการมือสั่นในขณะยกแขนต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเข้าได้กับอาการมือสั่นที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ส่วนอาการสั่นในขณะที่ผู้ป่วยกำลังเดิน ในแนวแกนที่มีอาการสั่นมากที่สุด พบว่ามีค่าความถี่ต่ำกว่าอาการสั่นในขณะพักอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความถี่ 1.67 ครั้งต่อวินาที (SD=1.77) (p=0.001) ลักษณะทางจลนศาสตร์ของอาการมือสั่นอื่นๆเช่นค่าเฉลี่ยกำลังสองของอัตราเร็วเชิงมุมในการสั่น ค่าเฉลี่ยกำลังสองของมุมในการสั่น ขนาดของอาการสั่น และค่า Q-value มีความแตกต่างกับอาการมือสั่นขณะพักอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05 ในทุกลักษณะทางจลนศาสตร์) สรุป : จากผลการศึกษาพบว่าอาการมือสั่นขณะเดินในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน มีลักษณะทางจลนศาสตร์ของอาการสั่นแตกต่างจากอาการสั่นที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน บ่งบอกว่าอาการมือสั่นในขณะเดินอาจจะเป็นอาการสั่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาการมือสั่นในขณะพัก ซึ่งในอนาคตต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการเกิดการมือสั่นในขณะเดินในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน


ความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับ กับการเกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารในช่วงกลางคืน ในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมกับโรคกรดไหลย้อน, ณัฐวัฒน์ จันทรังษี Jan 2017

ความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับ กับการเกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารในช่วงกลางคืน ในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมกับโรคกรดไหลย้อน, ณัฐวัฒน์ จันทรังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับนั้น ทำให้เกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารช่วงเวลากลางคืนในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมกับโรคกรดไหลย้อน หนึ่งในกลไกที่ทำให้เกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารก็คือการกลืนซึ่งไปกระตุ้นให้มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง ในผู้ป่วยมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นนั้นจะมีการกลืนในเวลากลางคืนที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนในเวลากลางคืนที่เพิ่มขึ้นกับการเกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด วัตถุประสงค์ของการศึกษา: เพื่อหาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกลืนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับ กับการเกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารในช่วงกลางคืน ในผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมกับโรคกรดไหลย้อน วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาในผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่มีโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมกับโรคกรดไหลย้อนจำนวน 10 คน โดยทำการตรวจการนอนหลับร่วมกับการตรวจวัดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารช่วงกลางคืน ผลการศึกษา: พบการไหลย้อนทั้งสิ้น 189 ครั้ง (การไหลย้อนของกรด ร้อยละ 11.11, การไหลย้อนที่ไม่ใช่กรด ร้อยละ 26.98 และการไหลย้อนของก๊าซ ร้อยละ 61.90) มีการกลืนทั้งสิ้น 315 ครั้ง (การกลืนลม ร้อยละ 61.27 และการกลืนน้ำลาย ร้อยละ 38.73) พบว่าการกลืนนั้นสัมพันธ์กับภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับ โดยค่า OR 2.07 (95%CI 1.50-2.85 p<0.001) พบว่า OR ของการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารที่เกิดตามหลังภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับเท่ากับ 2.94 (95%CI 2.05-4.19; p<0.001) และการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารที่เกิดตามหลังการกลืนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับ มีค่า OR เท่ากับ 0.19 (95%CI 0.08-0.40; p<0.001) สรุปผล: การกลืนซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับนั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารในช่วงเวลากลางคืน ในผู้ป่วยที่มีโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นร่วมกับโรคกรดไหลย้อน แต่อย่างไรก็ตามภาวะสมองตื่นตัวขณะหลับนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการกลืน และการไหลย้อนเข้ามาในหลอดอาหารในช่วงเวลากลางคืน


การเปลี่ยนแปลงระดับแองจิโอเทนซินทูในซีรั่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังก่อนและหลังรักษาหายด้วยยาต้านเชื้อไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรง, ณิชา ธีราทร Jan 2017

การเปลี่ยนแปลงระดับแองจิโอเทนซินทูในซีรั่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังก่อนและหลังรักษาหายด้วยยาต้านเชื้อไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรง, ณิชา ธีราทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: ในสัตว์ทดลอง แองจิโอเทนซินทูทำให้เกิดพังผืดในตับผ่านระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-แองจิโอเทนซินทู ต่อมามีการค้นพบระบบแองจิโอเทนซินทู-แองจิโอเทนซิน-(1-7)-ตัวรับแมสซึ่งมีผลให้พังผืดในตับลดน้อยลง การรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังหายขาดส่งผลลดพังผืดในตับโดยมีหลักฐานทั้งทางพยาธิวิทยาและรังสีวิทยา นอกจากนี้ การตรวจไซโตไคน์จากเลือดสามารถแสดงการลดลงของสารที่ทำให้เกิดพังผืดและการเพิ่มขึ้นของสารที่สลายพังผืดในตับได้เช่นกัน วัตถุประสงค์: ศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับแองจิโอเทนซินทูหลังจากรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังหายขาดด้วยยาต้านเชื้อไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรง ระเบียบวิธีการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้าในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรงในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2561 โดยคัดผู้ป่วยที่มีปัจจัยกระทบต่อระบบแองจิโอเทนซินทูออก เก็บข้อมูลผู้ป่วยและตัวอย่างเลือดก่อนและหลังจากหยุดการรักษาสัปดาห์ที่ 12 ตรวจระดับแองจิโอเทสซินทูด้วยวิธีวิธีเอนไซม์ลิงค์อิมมูโนซอร์เบนท์เอสเสย์ และวัดความยืดหยุ่นของตับก่อนรักษาและหลังรักษา 48 สัปดาห์ ผลการศึกษา: ผู้ป่วย 40 คน อายุเฉลี่ย 57±10.4 ปี เป็นผู้ชายร้อยละ 52 ค่ามัธยฐานความยืดหยุ่นของตับลดลงจาก 14.3 kPa เป็น 8.6 kPa ที่สัปดาห์ที่ 48 ค่ามัธยฐานของระดับแองจิโอเทนซินทูในซีรั่ม ก่อนรักษาเท่ากับ 149.0 ng/mL (พิสัยระหว่างควอไทล์ 115.4 pg/mL) เพิ่มขึ้นเป็น 286.88 pg/mL (พิสัยระหว่างควอไทล์ 191.1 pg/mL) หลังจากหยุดรักษาสัปดาห์ที่ 12 (p<0.001) สรุป: หลังจากรักษาไวรัสตับอักเสบซีหายขาดด้วยยาต้านเชื้อไวรัสที่ออกฤทธิ์โดยตรง ค่าความยืดหยุ่นของตับลดลงและแองจิโอเทนซินทูในซีรั่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


การศึกษาการติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจ 10 ปีย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ติรวิทย์ หงสกุล Jan 2017

การศึกษาการติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจ 10 ปีย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ติรวิทย์ หงสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การติดเชื้อที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจนับว่าเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อยแต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการติดเชื้อที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอุบัติการณ์, ปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อและผลการรักษาการติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจในแบบต่างๆในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 10 ปีย้อนหลัง วิธีการศึกษา: ศึกษาอัตราการเกิดการติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจ 10 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2550-2559) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จากเวชระเบียนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในตามรหัสทำหัตถการ ICD 9 ผลการศึกษา: จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจเท่ากับ 68 ราย จากผู้ป่วยที่สามารถตามประวัติหัตถการทั้งหมด 1,100 ราย คิดเป็นอัตราการติดเชื้อ 6.2% เป็นการติดเชื้อที่รุนแรง 25 ราย คิดเป็น 2.7% จากผู้ป่วยทั้งหมด ปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อที่สำคัญได้แก่ ผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียม [odds ratio (OR) =1.65; 95% confidence interval (CI), 1.19-2.3; p=0.036], การปรับยาวาร์ฟารินเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดแบบฉีดก่อนทำหัตถการ (OR =1.72; 95% CI, 1.27-2.33; p=0.005) และแผลหลังผ่าตัดมีก้อนเลือด (OR =2.79; 95% CI, 2.16-3.6; p<0.001) เชื้อก่อโรคที่พบมากที่สุดคือ Staphylococcus aureus พบในภาวะติดเชื้อที่รุนแรงเท่ากับร้อยละ 36 ผลการรักษาที่ 1 ปีหลังใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจพบว่า การติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจเมื่อเปรียบเทียบกับไม่มีการติดเชื้อ มีผลต่ออัตราการเกิดทุพพลภาพและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตามลำดับ (อัตราทุพพลภาพเท่ากับ 27.9% vs 4.4, p<0.001 และอัตราการเสียชีวิตเท่ากับ 8.8% vs 0%, p=0.012) สรุป: อัตราการติดเชื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดฝังสำหรับหัวใจที่รุนแรงพบได้ 2.7% ซึ่งสามารถรักษาได้ทั้งการให้ยาปฎิชีวนะและการถอดอุปกรณ์ออกซึ่งแพทย์จะพิจารณารักษาเป็นรายๆไป สำหรับแนวทางการรักษาต้องอาศัยงานวิจัยขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบต่อไป


บทบาทของการส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในการวินิจฉัยรอยโรคที่เยื่อบุช่องท้อง, ธีรภัทร์ ออประยูร Jan 2017

บทบาทของการส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในการวินิจฉัยรอยโรคที่เยื่อบุช่องท้อง, ธีรภัทร์ ออประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: การวินิจฉัยรอยโรคที่เยื่อบุช่องท้องด้วยการผ่าตัดส่องกล้องหรือการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแม้จะมีความจำเป็นและมีความแม่นยำสูงแต่ยังเป็นวิธีที่มีความเสี่ยง ส่วนการวินิจฉัยด้วยการเจาะน้ำในท้องไปตรวจก็ยังมีความไวที่ค่อนข้างต่ำ มีการศึกษาย้อนหลังถึงการใช้การส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับเข็มดูดซึ่งให้ผลการวินิจฉัยที่ดี จึงนำมาสู่การศึกษานี้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาถึงความสามารถในการวินิจฉัยโรคที่เยื่อบุช่องท้องด้วยการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อผ่านการส่องกล้องคลื่นเสียงในผู้ป่วยที่สงสัยมีรอยโรคของเยื่อบุช่องท้อง ระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้ป่วยที่สงสัยรอยโรคเยื่อบุช่องท้องจากการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอ็มอาร์ไอที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เข้าสู่การศึกษาโดยการเก็บเนื้อเยื่อบุช่องท้องด้วยการส่องกล้องคลื่นเสียงโดยใช้เข็มดูดส่วนอีกกลุ่มทำการเก็บเนื้อเยื่อบุช่องท้องด้วยการส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับใช้เข็มตัดเก็บชิ้นเนื้อ จากนั้นจึงนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ความสามารถในการวินิจฉัยโรค ความไว ความจำเพาะ ค่าทำนายผลบวก ค่าทำนายผลลบ ความแม่นยำ ความเพียงพอของเนื้อเยื่อที่ได้ การหลีกเลี่ยงความจำเป็นที่จะต้องไปผ่าตัดชิ้นเนื้อเยื่อบุช่องท้อง และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น หากผลจากการส่องกล้องเป็นลบผู้ป่วยจะได้รับการทำผ่าตัดส่องกล้องหรือการติดตามอาการและภาพรังสีอย่างน้อย 6 เดือน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 49 ราย ตรงเกณฑ์คัดออก 11 ราย เหลือเข้าการศึกษา 38 ราย ทั้งหมดผ่านการเก็บเนื้อเยื่อบุช่องท้องด้วยการส่องกล้องคลื่นเสียง (EUS-FNA หรือ EUS-FNB) พบว่าการใช้กล้องคลื่นร่วมกับการใช้เข็มดูด (EUS-FNA) สามารถวินิจฉัยรอยโรคมะเร็งได้ 18 รายจาก 21 ราย (ร้อยละ 85.7) ส่วนการใช้กล้องคลื่นร่วมกับการใช้เข็มเก็บชิ้นเนื้อ (EUS-FNB) สามารถวินิจฉัยรอยโรคมะเร็งได้ 8 รายจาก 14 ราย (ร้อยละ 57.14) โดยการใช้กล้องคลื่นเสียงร่วมกับการใช้เข็มดูดพบว่ามีความไวร้อยละ 85.7 มีความจำเพาะร้อยละ 100 ค่าทำนายผลบวกร้อยละ 100 ค่าทำนายผลลบร้อยละ 40 และความแม่นยำร้อยละ 86.9 ส่วนการใช้เข็มเก็บชิ้นเนื้อ (EUS-FNB) มีความไวร้อยละ 51.14 มีความจำเพาะร้อยละ 100 ค่าทำนายผลบวกร้อยละ 100 ค่าทำนายผลลบร้อยละ 14.28 และความแม่นยำร้อยละ 60 โดยทั้งหมดได้ชิ้นเนื้อเพียงพอร้อยละ 34.2 (EUS-FNA: 8.7%; EUS-FNB: 73.3%) การศึกษานี้พบภาวะแทรกซ้อน 4 ราย สรุป: การส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในการวินิจฉัยรอยโรคที่เยื่อบุช่องท้องนั้น พบว่าสามารถช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งเยื่อบุช่องท้องได้ดี และมีความไว ความจำเพาะ ค่าทำนายผลบวก และความแม่นยำที่ดี อีกทั้งสามารถเก็บเนื้อเยื่อได้เพียงพอต่อการนำไปย้อมทางอิมมูโนพยาธิวิทยา หากพิจาณาจากการส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับการใช้เข็มดูดจะช่วยในการวินิจฉัยโรคเยื่อบุช่องท้องได้ดีกว่าการใช้เข็มตัด ขณะที่การส่องกล้องคลื่นเสียงร่วมกับการใช้เข็มตัดเก็บชิ้นเนื้อมีข้อดีในการได้ชิ้นเนื้อที่พอเพียงกรณีที่ต้องการย้อมทางอิมมูโนพยาธิวิทยาเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย โดยภาวะแทรกซ้อนของทั้งสองวิธีมีไม่มาก


ผลของการออกกำลังกายขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต่อการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางกายในแต่ละวันของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มารับการฟอกเลือด, นวพร อัศวศักดิ์สกุล Jan 2017

ผลของการออกกำลังกายขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต่อการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางกายในแต่ละวันของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มารับการฟอกเลือด, นวพร อัศวศักดิ์สกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย: ผู้ป่วยฟอกเลือดนั้นมีภาวะเนือยนิ่งหรือการมีระดับกิจกรรมทางกายที่ต่ำ, กล้ามเนื้อลดลง (sarcopenia) และมีการคั่งของของเสียจากภาวะไตวาย (uremic toxins) ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราตายจากโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้น การออกกำลังกายขณะฟอกเลือด (intradialytic exercise) อาจเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยฟอกเลือดได้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาว่าการออกกำลังกายขณะฟอกเลือดสามารถเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายของผู้ป่วยฟอกเลือดได้หรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมแบบเปิด (open-labelled randomized controlled trial) ในผู้ป่วยฟอกเลือดโดยวิธี online HDF โดยผู้ป่วยจะถูกสุ่มเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ต้องออกกำลังกาย และ กลุ่มที่ออกกำลังกายขณะฟอกเลือด (intradialytic exercise, IDX) โดยใช้จักรยาน (cycle ergometer) และวัดระดับกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันโดยใช้เครื่องสวมใส่บริเวณข้อมือ (wrist-worn wearable triaxial accelerometer (Fitbit flex2®)) วัดผลเลือด มวลกล้ามเนื้อ และ สมรรถภาพของร่างกาย ตอนเริ่มต้นและที่ 6 เดือน ผลการศึกษา: มีผู้ป่วย 12 ราย อายุเฉลี่ย 53.1±14.5 ปี และมีค่า body mass index (BMI) 23.23 ± 5.5 กก/ม2 ระดับกิจกรรมทางกายโดยการวัดจำนวณก้าวจากเครื่องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (+1956.2 ± 2164.18 Vs -1302.92 +/- 1956.03 ก้าว, P = 0.021) ระดับฮีโมโกลบินและอัลบูมินเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ออกกำลังกายขณะฟอกเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม [+1.0 (-0.1,2.7) vs. -1.4 (-3.4,0.2) กรัม/ดล., P= 0.025 และ +0.30(0.08, 0.50) vs. -0.15(-0.28, 0.05) กรัม/ดล., P=0.012] และยังมีการลดลงของระดับฟอสเฟตในเลือด -1.95 (-2.8, -0.63) vs. …


การศึกษาถึงความชุกของการตรวจพบระดับของสารพันธุกรรมอิสระจากเซลลิมโฟไซต์ชนิดที ที่ปรากฏในพลาสม่าผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดชนิดที่เซลไม่เล็กระยะลุกลาม, บวร วีระสืบพงศ์ Jan 2017

การศึกษาถึงความชุกของการตรวจพบระดับของสารพันธุกรรมอิสระจากเซลลิมโฟไซต์ชนิดที ที่ปรากฏในพลาสม่าผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดชนิดที่เซลไม่เล็กระยะลุกลาม, บวร วีระสืบพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: circulating cell free DNA ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดชนิดเซลไม่เล็กมีความสำคัญในแง่การเป็นปัจจัยพยากรณ์โรค โดยที่มาของ circulating cell free DNA มาจากทั้งเซลมะเร็งและเซลที่ไม่ใช่มะเร็งอื่นๆ การศึกษานี้จึงทำขึ้นเพื่อตอบคำถามเรื่องแหล่งกำเนิดของ circulating cell free DNAที่ไม่ได้มาจากเซลมะเร็ง ว่ามาจาก T cellหรือไม่ วิธีการศึกษา: ทำการตรวจ T cell derived circulating cell free DNA จากพลาสม่าของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดชนิดเซลไม่เล็กระยะลุกลาม มาทำการตรวจ semiquantitative PCR โดยตรวจหา VDJ segment gene ของ T cell โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหาความชุกของการตรวจพบ T cell derived circulating cell free DNA นอกจากนั้นยังมีการเอาชิ้นเนื้อมาทำการตรวจ tumor-infiltrating lymphocyte โดยย้อมดู CD3 เพื่อหาความสัมพันธ์กับ T cell derived circulating cell free DNA และปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งอัตราการรอดชีวิตโดยรวมของผู้ป่วย ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งสิ้น 106 คน ตรวจพบระดับของ T cell derived circulating cell free DNA โดยพบมีความชุกเท่ากับร้อยละ 73 และไม่พบว่า T cell derived circulating cell free DNA มีความสัมพันธ์ กับ CD3 positive TIL นอกจากนั้นยังพบว่าสัดส่วนระหว่าง T cell derived circulating cell free DNA ต่อRPP30 มีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยพยากรณ์โรคในแง่ของอัตราการรอดชีวิตโดยรวม …


การศึกษาการใช้ระดับตัวรับพลาสมิโนเจน แอคติเวเตอร์ชนิดยูโรไคเนสในเลือดเพื่อตรวจหาการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ประภัสสร ธีรศาสตร์ Jan 2017

การศึกษาการใช้ระดับตัวรับพลาสมิโนเจน แอคติเวเตอร์ชนิดยูโรไคเนสในเลือดเพื่อตรวจหาการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ประภัสสร ธีรศาสตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความสามารถในการวินิจฉัยการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม โดยใช้ปริมาณ uPAR ในเลือด เทียบกับการวินิจฉัยมาตรฐาน วิธีการวิจัย การวิจัยโดยการสังเกตในผู้ป่วยหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะ 1 ถึง 3 ผ่านการรักษาโดยการผ่าตัด และการรักษาเสริมตามเกณฑ์มาตรฐานโดยหวังเพื่อการหายขาด ที่ได้รับการตรวจติดตามในคลินิกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นเวลา 1 ปี โดยเจาะเลือดตรวจค่าตัวรับพลาสมิโนเจนแอคติเวเตอร์ชนิดยูโรไคเนส (suPAR), CEA, และ CA 15-3 ผู้ป่วยจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมีการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม และกลุ่มควบคุมคือไม่พบการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม ค่าเลือดที่ได้จะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาค่าความไว และความจำเพาะ(Sensitivity and specificity) ในการวินิจฉัยการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม ผลการศึกษา มีอาสาสมัครเข้าร่วมวิจัย 135 ราย โดยเป็นกลุ่มมีการกลับเป็นซ้ำ 38 ราย(28.1%) กลุ่มควบคุม 97 ราย(71.9%) โดยลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วยกลุ่มควบคุมมีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มที่มีพยากรณ์โรคที่ดีกว่า เช่น อยู่ในชนิดย่อยที่มีตัวรับฮอร์โมน 66% เทียบกับ 50%ในกลุ่มควบคุม และกลุ่มกลับเป็นซ้ำมีผู้ป่วยชนิดทริปเปิลเนกาทิพ(triple negative)มากกว่า ในผู้ป่วยกลุ่มที่มีการกลับเป็นซ้ำพบว่าเป็นแบบแพร่กระจาย 30 ราย(79%) และกลับเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม 8 ราย(21.1%) ความไวและความจำเพาะในการวินิจฉัยของ suPAR อยู่ที่ 68% และ 78% ตามลำดับที่จุดตัดที่ 2392 pg/ml ส่วนการใช้ค่า CEA ร่วมกับ CA153 มีความไวและความจำเพาะอยู่ที่ 52.8% และ 92.8% ตามลำดับ สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าค่า suPAR สามารถช่วยการวินิจฉัยการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมได้ โดยความไวอยู่ที่ 68% และความจำเพาะที่ 78% โดยกลุ่มที่ suPAR ใช้ในการวินิจฉัยได้ดีคือกลุ่มระยะโรคที่ 3, ชนิดทริปเปิลเนกาติพ, และโปรเจสเตอโรนเป็นลบ


การศึกษาผลของผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในการป้องกันการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนระดับแลคตูโลสและแมนนิทอลในปัสสาวะ จากยาแอสไพรินในอาสาสมัครสุขภาพดี เทียบกับยาหลอก, ปัญญวีร์ ปิติสุทธิธรรม Jan 2017

การศึกษาผลของผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในการป้องกันการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนระดับแลคตูโลสและแมนนิทอลในปัสสาวะ จากยาแอสไพรินในอาสาสมัครสุขภาพดี เทียบกับยาหลอก, ปัญญวีร์ ปิติสุทธิธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: จากข้อมูลระดับก่อนการวิจัยทางคลินิก แสดงถึงผลของแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน ในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงความสามารถซึมผ่านของลำไส้เล็ก และอาจจะนำไปสู่การป้องกันการเกิดการบาดเจ็บของผิวเยื่อบุลำไส้จากยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางคลินิกนั้นมีอยู่อย่างจำกัด วัตถุประสงค์: การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาผลของผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน ในการป้องกันการเพิ่มขึ้นของความสามารถซึมผ่านของลำไส้เล็ก วัดโดยวิธีอัตราส่วนระดับแลคตูโลส และแมนนิทอลในปัสสาวะ วิธีการศึกษา: อาสาสมัครสุขภาพดี ทำการทดลองแบบสุ่มโดยมีกลุ่มควบคุม และข้ามกลุ่ม เพื่อได้รับผลิตภัณฑ์ แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือยาหลอก เป็นเวลาทั้งหมด 7 วัน และ ยาแอสไพริน 600 มิลลิกรัม หลังอาหารเช้า 1 วัน ก่อนทำการทดสอบ และ วันที่ทำการทดสอบ จากนั้นข้ามกลุ่มหลังจากเว้นระยะเวลาการทดสอบ 4 สัปดาห์ การวัดอัตราส่วนระดับแลคตูโลส และแมนนิทอลในปัสสาวะ ทำโดยให้รับประทานแลคตูโลส10 กรัม และแมนนิทอล 5 กรัม จากนั้น เก็บปัสสาวะทุกครึ่งชั่วโมง จนครบ6ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า โดยวัดครั้งแรกเป็นระดับอ้างอิง และ หลังรับประทานแอสไพริน โดยอัตราส่วนระดับแลคตูโลส และแมนนิทอล ถูกวัดโดยวิธี high performance liquid chromatography โดยแอสไพริน ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความสามารถซึมผ่านของลำไส้เล็ก คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนระดับแลคตูโลส และแมนนิทอล มากกว่าหรือเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระดับอ้างอิง นอกจากนั้น มีการวัดระดับไซโตไคน์ interleukin 1 beta (IL-1β) โดยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay ผลการศึกษา: อาสาสมัครสุขภาพดี 20 คน เข้าร่วมการศึกษาตลอดการศึกษา ประกอบด้วย เพศหญิง 14 คน (70%) อายุเฉลี่ย 32.5±10.7 ปี จากการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนระดับแลคตูโลส และแมนนิทอลที่ระดับอ้างอิง (ก่อนได้รับแอสไพริน) เท่ากับ 0.112 …


เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟาโซลินร่วมกับเซฟตาซิดิม ที่บริหารทางช่องท้องในผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ ที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย, ปิ่นพงศ์ศานต์ ตริยาวธัญญู Jan 2017

เภสัชจลนศาสตร์ของยาเซฟาโซลินร่วมกับเซฟตาซิดิม ที่บริหารทางช่องท้องในผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ ที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย, ปิ่นพงศ์ศานต์ ตริยาวธัญญู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: คำแนะนำมาตรฐาน ของการบริหารยาปฏิชีวนะทางช่องท้องในผู้บำบัดทดแทนไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบในปัจจุบัน คือผสมในน้ำยาล้างช่องท้องโดยค้างท้องไว้นานอย่างน้อย 6 ชั่วโมงซึ่งอาจไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะน้ำเกินจากการแลกเปลี่ยนสารผ่านเยื่อบุช่องท้องที่เปลี่ยนแปลงไป (ultrafiltration failure) วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาชีวปริมาณการออกฤทธิ์ (bioavailability) และวัดระดับความเข้มข้นของยาเซฟาโซลินและเซฟตาซิดิม ซึ่งใช้บ่อยในการบริหารยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมเชื้ออย่างกว้าง (empirical treatment) ในผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตทางช่องท้องที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ โดยการบริหารยาด้วยเครื่องอัตโนมัติทางช่องท้องและค้างน้ำยาเพียง 2 ชั่วโมง ระเบียบวิธีวิจัย: ผสมยาเซฟาโซลินและเซฟตาซิดิมขนาด 2,500 มิลลิกรัม ในน้ำยาล้างช่องท้องที่มีน้ำตาลเด็กซ์โตรสความเข้มข้นร้อยละ 2.5 ปริมาตร 5 ลิตร วางถุงน้ำยาบนถาดทำความร้อนของเครื่องล้างช่องท้องอัตโนมัติ โดยมีน้ำยาล้างช่องท้องปริมาตร 5 ลิตร อีกถุงวางด้านข้าง ผู้ป่วยจะได้รับการล้างช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำยา 5 ครั้ง ครั้งละ 2 ลิตร รวม 10 ชั่วโมง โดยจะมีการเก็บตัวอย่างเลือดที่เวลา 0, 1, 2, 4, 6, 8, 10, 14, 18, และ 24 ชั่วโมง น้ำยาล้างช่องท้องแต่ละรอบจะถูกเก็บที่เวลา 0, 2, 4, 6, 8, 10 และ 24 ชั่วโมง จากนั้นตรวจระดับยาโดยวิธี high performance liquid chromatography ผลการศึกษา: ผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตทางช่องท้องที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ จำนวน 6 ราย เข้าร่วมการศึกษา พบว่า ค่าชีวปริมาณการออกฤทธิ์ของยาเซฟาโซลินและเซฟตาซิดิมที่บริหารทางช่องท้องคือร้อยละ 50.3±16.4 และร้อยละ 56.6±18.4 ตามลำดับ ระดับยาเซฟาโซลินและเซฟตาซิดิมในพลาสมามีระดับสูงกว่าค่า MIC ภายในชั่วโมงแรก (ระดับยาเซฟาโซลินและเซฟตาซิดิมคือ 37.0±6.5 และ 21.4±5.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ) และสามารถคงระดับยาทั้ง 2 ชนิด ในพลาสมาสูงกว่าค่า MIC ตลอด 24 ชั่วโมง …


การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะระหว่างยาฟอสโฟมัยซิน 1 ครั้งและยาลีโวฟลอกซาซิน 5 วันในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่มีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ, พชร พารักษา Jan 2017

การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะระหว่างยาฟอสโฟมัยซิน 1 ครั้งและยาลีโวฟลอกซาซิน 5 วันในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่มีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ, พชร พารักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะมีแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการเป็นภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตและอาจจะเป็นความเสี่ยงหนึ่งของการเกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ถึงแม้ว่าจะยังไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจนในการรักษาภาวะมีแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ แต่อย่างไรก็ตามภาวะนี้มักจะได้รับการรักษาโดยแพทย์ในเวชปฏิบัติ ในปัจจุบันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคในทางเดินปัสสาวะที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ยาปฏิชีวนะที่สามารถใช้ในการรักษาได้ลดลง ฟอสโฟมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างมีความเข้มข้นในปัสสาวะสูงและสามารถครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลของการใช้ยาฟอสโฟมัยซินในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตยังมีจำกัด
วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตและมีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการ โดยแบ่งเป็นกลุ่มฟอสโฟมัยซิน (3 กรัม 1 ครั้ง) และกลุ่มลีโวฟลอกซาซิน (500 มิลิกรัมต่อวัน 5 วัน) ผลการศึกษาหลักประเมินอัตราการเกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะภายใน 28 วันภายหลังจากได้ยาปฏิชีวนะครบ ผลการศึกษารองประเมินอัตราการเกิดภาวะ persistence bacteriuria, recurrence bacteriuria, และการเกิดผลข้างเคียงภายใน 28 วันภายหลังจากได้ยาปฏิชีวนะครบ
ผลการศึกษา: มีผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตเข้าร่วม 38 คน แบ่งเป็นกลุ่มฟอสโฟมัยซิน 20 คนและกลุ่มลีโวฟลอกซาซิน 18 คน พบว่าหลังการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ 28 วัน ไม่พบผู้ป่วยที่เกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ อัตราการเกิดภาวะ persistence bacteriuria recurrence bacteriuria และการเกิดผลข้างเคียงระหว่างสองกลุ่มไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.32, p=0.47, และ p=1.0 ตามลำดับ)
สรุป: การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตที่มีภาวะแบคทีเรียในปัสสาวะแบบไม่ปรากฏอาการด้วยฟอสโฟมัยซิน 1 ครั้งไม่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้เมื่อเปรียบเทียบกับลีโวฟลอกซาซิน 5 วัน


การศึกษาถึงความแม่นยำของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีในการทดสอบเชื้อกลุ่มเคล็บเซียลลานิวโมเนียที่มีการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พฤฒิพงศ์ หนูเพชร Jan 2017

การศึกษาถึงความแม่นยำของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีในการทดสอบเชื้อกลุ่มเคล็บเซียลลานิวโมเนียที่มีการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, พฤฒิพงศ์ หนูเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ปัจจุบันปัญหาเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยานับเป็นปัญหาสำคัญ ซึงกลไกการดื้อยาส่วนใหญ่คือการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสเพื่อทำลายยาปฏิชีวนะ ชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีใช้ในการตรวจหายีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ดังกล่าวที่ให้ผลรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาการใช้ชุดทดสอบนี้กับเสมหะของผู้ป่วย
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสทธิภาพของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีในการตรวจหายีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วย
วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาจากเสมหะ 169 ตัวอย่าง ของผู้ป่วยที่มีเชื้อเคล็บเซียลลานิวโมเนีย ทำการทดสอบด้วยชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับการเพาะเชื้อ และทำพีซีอาร์จากโคโลนีของเชื้อแบคทีเรีย
ผลการศึกษา: พบว่าความไวของชุดทดสอบบีดีแมกซ์ซีอาร์อีมีความไวร้อยละ 66.7 ความจำเพาะร้อยละ 94.0 และความถูกต้องร้อยละ 91.1 ยีนที่พบได้บ่อยที่สุดคือ blaOXA-48 ร่วมกันกับ blaNDM-1 ร้อยละ 33.3 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ ได้รับการผ่าตัด และประวัติได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน
สรุปผล: ชุดทดสอบดีแมกซ์ซีอาร์อีมีความถูกต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในการตรวจหายีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์คาร์บาพีนาเมสจากเสมหะของผู้ป่วยที่มีเชื้อเคล็บเซียลล่านิวโมเนีย


บทบาทของกลุ่มโปรตีนเอ็มทอร์ 2 ต่อการเติมหมู่ฟอสเฟตบนโปรตีนเทาที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์, นราวิชญ์ พชรกุลนนท์ Jan 2017

บทบาทของกลุ่มโปรตีนเอ็มทอร์ 2 ต่อการเติมหมู่ฟอสเฟตบนโปรตีนเทาที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์, นราวิชญ์ พชรกุลนนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม เกิดจากโปรตีน Aβ และ tau ที่ตกตะกอนภายในและภายนอกเซลล์ประสาทตามลำดับ และเกิดเป็น amyloid beta plaques และ neurofibrillary tangles (NFT) โปรตีน mTOR complexes ซึ่งเป็น serine/threonine protein kinase ถูกจัดกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ mTORC1 และ mTORC2 โดย mTORC1 นั้นมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ เช่น การสังเคราะห์โปรตีน และการแบ่งตัวของเซลล์ ในขณะที่ mTORC2 นั้นเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของเซลล์ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานการศึกษาว่า mTORC2 มีความเกี่ยวข้องกับกลไกการควบคุมการเติมหมู่ฟอสเฟตมากผิดปกติ (hyperphosphorylation) ของโปรตีน tau หรือไม่ ดังนั้น งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง mTORC2 กับการเกิดการเติมหมู่ฟอสเฟตมากผิดปกติบนโปรตีน tau โดยตรวจสอบการทำงานโปรตีนด้วยเทคนิค western blot analysis พบว่า การทำงานที่ลดลงของ mTOR complexes ภายใต้สภาวะบ่มเซลล์ด้วย AZD8055 และสภาวะยับยั้งการแสดงออกของยีน RICTOR สามารถลดปริมาณ pTau (Ser214) ได้ นอกจากนี้ จากการศึกษาตำแหน่งของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับ mTORC2 และ tau พบว่าโปรตีนเหล่านี้น่าจะมีปฏิสัมพันธ์กัน จึงทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง mTORC2 และ tau ด้วยเทคนิค affinity purification mass spectrometry เพื่อค้นหาโปรตีนที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เมื่อวิเคราะห์ผลการทดลอง พบว่า mTORC2 และ tau อาจจะไม่ได้จับกันโดยตรง อย่างไรก็ตาม มีโปรตีนตัวกลางที่เกี่ยวข้องกับทั้ง mTORC2 และ tau โดยเฉพาะโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของเซลล์ คือ gelsolin, plectin, cytoplasmic dynein …


ดีเอ็นเอเมทิลเลชันในเม็ดเลือดขาวและเซลล์เยื่อบุข้อของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม, นิภาภรณ์ ธีระวัฒนพงศ์ Jan 2017

ดีเอ็นเอเมทิลเลชันในเม็ดเลือดขาวและเซลล์เยื่อบุข้อของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม, นิภาภรณ์ ธีระวัฒนพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการอักเสบเรื้อรังภายในข้อทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมสภาพ และมีการงอกของเนื้อกระดูกบริเวณขอบข้อ และการอักเสบบริเวณเยื่อบุข้อ โดยพบมากในผู้สูงอายุ กระบวนการอักเสบภายในข้อของผู้ป่วยมีผลต่อการความไม่สมดุลของจีโนม การแสดงออกของยีนภายในร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการควบคุมของ DNA methylation ผ่านกลไกของ epigenetics อย่างไรก็ตามการศึกษา LINE-1 methylation กับระดับความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมยังมีจำนวนน้อย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดระดับ LINE-1 methylation และความยาวเทโลเมียร์ (relative telomere length, RTL) ในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม และศึกษาผลของ tumor necrosis factor-α (TNF-α) ภาวะเครียดออกซิเดชัน (H2O2) และสารต้านอนุมูลอิสระ (tocopheryl acetate, TA) ต่อระดับ LINE-1 methylation ในเซลล์เยื่อบุข้อ รวมถึงระดับการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคข้อเสื่อม โดยวิเคราะห์ระดับ LINE-1 methylation ด้วย combined bisulfite restriction analysis (COBRA) LINE-1 และวัดระดับการแสดงออกของยีนและ RTL ด้วย quantitative real-time polymerase chain reaction (qRT-PCR) ผลการศึกษาพบระดับ LINE-1 methylation ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญในเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (P=0.008) นอกจากนี้ LINE-1 methylation (r = -0.300, P <0.001) และความยาวเทโลเมียร์ (r = -0.361, P < 0.01) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับระดับความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมโดยเกณฑ์ภาพถ่ายรังสี Kellgren-Lawrence (KL) grading แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับข้อมูลทางคลินิก แบบประเมิน VAS scores, KOOS, WOMAC และ Lesquense index ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม และระดับ LINE-1 hypomethylation ในเซลล์เม็ดเลือดขาวส่งผลต่อความเสี่ยงของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR=1.97; 95%CI 1.11-3.49; P=0.02) ส่วนเซลล์เยื่อบุข้อมีระดับ LINE-1 methylation แนวโน้มต่ำลงในระยะเวลา 1 วัน หลังจากได้รับ 10 ng/ml TNF-α, 100 µM H2O2 และ pre-treatment ด้วย 50 µM TA ในทางกลับกันเซลล์เยื่อบุข้อในกลุ่มที่ได้รับ 10 ng/ml TNF-α มีระดับการแสดงออกของยีน IL-1ß, IL-6, MMP-3 และ VEGF สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการศึกษานี้ทำให้สรุปได้ว่า LINE-1 methylation อาจมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการอักเสบและอาจนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้การดำเนินไปของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม


บทบาทของระดับ Glypican-3 และ Sulfatase-2 ในเลือดในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี, พิมพ์ทอง ทวีทองคำ Jan 2017

บทบาทของระดับ Glypican-3 และ Sulfatase-2 ในเลือดในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี, พิมพ์ทอง ทวีทองคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคมะเร็งตับ (HCC) เป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูงเมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น ในประเทศแถบเอเชียมักพบผู้ป่วยโรคมะเร็งตับซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าเอนไซม์ Sulfatase-2 (SULF2) มีการแสดงออกเพิ่มสูงขึ้นในบริเวณเนื้อเยื่อมะเร็งตับ เอนไซม์ชนิดนี้สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์มะเร็งตับได้ผ่านกระบวนการ desulfation ภายในโมเลกุล Glypican-3 (GPC3) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บของลิแกนด์ชนิด Wnt และมีการรายงานว่า GPC3 มีการแสดงออกเพิ่มสูงขึ้นในบริเวณเนื้อเยื่อมะเร็งตับเช่นเดียวกับ SULF2 การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบทบาทในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับของ SULF2 และ GPC3 ในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผลการวิเคราะห์การแสดงออกที่เปลี่ยนไปในระดับ mRNA ของ SULF2 และ GPC3 ด้วยเทคนิค Real-time PCR (RT-PCR) พบว่าในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ (N=93) มีระดับ mRNA ของทั้งสองยีนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (N=98) และกลุ่มผู้มีสุขภาพดี (N=50) (SULF2: 25.26± 38.10 และ 8.74±17.30 และ 5.33±12.78, P<0.001; GPC3: 32.47±35.38 และ 16.27±28.30 และ 3.67 ±4.45, P<0.001) ผลการวิเคราะห์ระดับโปรตีนในซีรั่มด้วยเทคนิค Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) พบปริมาณ SULF2 สูงสุดในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ (N=146) เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (N=119) และกลุ่มผู้มีสุขภาพดี (N = 50) เช่นกัน (27.51±10.17 และ 18.56±5.21 และ 15.81±4.30 ng/ml, P<0.001) ขณะที่สามารถตรวจพบ GPC3 ได้มากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพพบว่าระดับ SULF2 และ GPC3 ในซีรั่มเพียงชนิดเดียวมีประสิทธิภาพด้อยกว่า AFP แต่เมื่อนำ AFP ร่วมกับ SULF2 มาพิจารณาร่วมด้วยพบว่า AFP ร่วมกับ SULF2 มีประสิทธิภาพในการจำแนกผู้ป่วยมะเร็งตับจากผู้ไม่ได้เป็นมะเร็งตับได้ดีที่สุด นอกจากนี้ระดับของ SULF2 และ GPC3 ภายในซีรั่มสัมพันธ์กับระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอีกด้วย (P < 0.001). การศึกษานี้จึงสรุปได้ว่า SULF2 และ GPC3 ภายในซีรั่มของผู้ป่วยสามารถนำไปใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพและตัวพยากรณ์โรคมะเร็งตับที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้


การศึกษาระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับระยะแรกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี, ภัทรพร นิ่มเสมอ Jan 2017

การศึกษาระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับระยะแรกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี, ภัทรพร นิ่มเสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคมะเร็งตับเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่สามารถพบได้ทั่วโลกและมีอัตราการตายเป็นอันดับต้นๆของโลก สาเหตุหลักที่พบเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับส่วนใหญ่จะได้รับการวินิจฉัยในระยะท้ายของโรค ส่งผลให้มีอัตราการรอดชีวิตต่ำ ในปัจจุบันไมโครอาร์เอ็นเอมีบทบาทสำคัญในกระบวนการต่างๆภายในร่างกาย รวมทั้งการเกิดมะเร็ง เพราะฉะนั้นจึงสนใจศึกษาระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอในซีรั่มที่มีประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับระยะแรกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยทำการวิเคราะห์รูปแบบการแสดงออกของไมโครอาร์เอ็นเอด้วยเทคนิค NanoString จากนั้นทำการวัดระดับการแสดงออกของตัวแทนไมโครอาร์เอ็นเอ ได้แก่ miR-21-5p และ miR-125b-5p ในชิ้นเนื้อจำนวน 22 ตัวอย่าง และในซีรั่มของกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี 50 ราย กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 92 ราย และกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 98 ราย ด้วยเทคนิคเรียลไทม์พีซีอาร์ ผลการศึกษาพบว่า miR-21-5p มีแนวโน้มการแสดงออกสูงขึ้นในชิ้นเนื้อบริเวณส่วนที่เป็นมะเร็ง เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณข้างเคียง (P=0.068) นอกจากนั้น miR-21-5p ในซีรั่มของกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีการแสดงออกสูงกว่าในกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี และกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (P=0.0019 และ P<0.001 ตามลำดับ) ในขณะที่การแสดงออกของ miR-21-5p ในซีรั่มของกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี (P=0.2332) ในทางตรงกันข้าม miR-125b-5p มีการแสดงออกที่ลดลงในชิ้นเนื้อบริเวณส่วนที่เป็นมะเร็ง เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณข้างเคียง (P=0.0391) เช่นเดียวกับการแสดงออกของ miR-125b-5p ในซีรั่มของกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี พบว่ามีระดับลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี (P=0.0234 และ P<0.001 ตามลำดับ) จากการวิเคราะห์ Receiver operating characteristic (ROC) พบว่าพื้นที่ใต้กราฟของการใช้ miR-125-5p ร่วมกับ alpha fetoprotein (AFP) มีค่าเท่ากับ 0.94 ซึ่งสูงกว่าการใช้ AFP หรือ miR-125b-5p เพียงอย่างเดียว ดังนั้น miR-125b-5p และ AFP น่าจะมีประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับระยะแรกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี


สภาพด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง, เฉลิมรัฐ มีอยู่เต็ม Jan 2017

สภาพด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง, เฉลิมรัฐ มีอยู่เต็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติตามแนวทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง และศึกษาระดับความรู้เรื่องความปลอดภัย รวมถึงการป้องกันและแก้ไขภัยอันตรายของบุคลากรในห้องปฏิบัติการจำนวน 205 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการเดินสำรวจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 12 ห้องปฏิบัติการ และใช้การตอบแบบสอบถามด้วยตัวเอง เก็บข้อมูลตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560 - 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560 มีการตอบกลับ 146 คน คิดเป็นร้อยละ 71.2 ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 77.4) ค่ามัธยฐานอายุ เท่ากับ 30 ปี วิชาชีพนักเทคนิคการแพทย์มากที่สุด (ร้อยละ 27.8) การศึกษาระดับปริญญาตรี(ร้อยละ 54.7) และมีระยะเวลาการปฏิบัติงานน้อยกว่า 10 ปี (ร้อยละ 77.0) บุคลากรส่วนใหญ่มีความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงการป้องกันและแก้ไขภัยอันตรายอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยด้านอายุ ตำแหน่งวิชาชีพ ระดับการศึกษา และระยะเวลาในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงการป้องกันและแก้ไขภัยอันตรายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) จากการสำรวจห้องปฏิบัติการพบสิ่งคุกคามทางชีวภาพและสิ่งคุกคามทางการยศาสตร์มากที่สุด การประเมินความเสี่ยงขั้นตอนการทำงานแต่ละแผนกพบความเสี่ยงน้อยถึงปานกลาง ส่วนห้องปฏิบัติการที่มีสภาพความปลอดภัยน้อยที่สุดคือ ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา สภาพความปลอดภัยทางด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พบในห้องปฏิบัติการทุกห้อง แต่มีความสมบูรณ์ของเอกสารข้อมูลความปลอดภัยน้อยที่สุด ผลการศึกษานี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุง พัฒนางานด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการสำรวจ และประเมินสภาพความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการอื่นต่อไป


ประสิทธิผลของการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย, เพ็ญภพ พันธุ์เสือ Jan 2017

ประสิทธิผลของการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย, เพ็ญภพ พันธุ์เสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุม วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายแบบชี่กงในกลุ่มผู้สูงอายุกรุงเทพมหานครที่มีภาวะซึมเศร้าในระดับเล็กน้อย และปานกลาง จำนวน 66 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน โดยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมออกกำลังกายแบบชี่กงเป็นครั้งละ 1 ชั่วโมง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 36 ครั้ง; 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุของไทย; และ 3) แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับฉบับภาษาไทย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังแบบชี่กง ส่วนในกลุ่มควบคุมได้รับโปรแกรมดั้งเดิมตามปกติ คือ สวดมนต์ และร้องเพลง เริ่มดำเนินการทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูลในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์บริการสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน paired t-test และ independent t-test ผลการวิจัยพบว่า ผลการออกกำลังกายแบบชี่กงส่งผลให้ระดับภาวะซึมเศร้าลดลง ในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเมื่อเทียบกับก่อนได้รับการฝึก (p < .001) และเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (p < .001) โดยผลของการออกกำลังกายแบบชี่กงต่อคุณภาพการนอนหลับพบว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับโปรแกรมชี่กง เทียบกับก่อนได้รับฝึกมี คุณภาพการนอนดีกว่าก่อนได้รับการฝึก (p < .001) และมีคุณภาพการนอนดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (p = .001) จากผลการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการออกกำลังแบบชี่กงสามารถลดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุที่เริ่มมีภาวะซึมเศร้า และเพิ่มคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น รวมถึงส่งผลทางบวกเมื่อเทียบกับกิจกรรมดั้งเดิมอีกด้วย


ผลของโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มโดยใช้วิธีการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดอุบลราชธานี, เมรีรัตน์ มั่นวงศ์ Jan 2017

ผลของโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มโดยใช้วิธีการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดอุบลราชธานี, เมรีรัตน์ มั่นวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดกลุ่มมีกลุ่มควบคุมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มโดยใช้วิธีการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มทดลองจำนวน 125 คนได้รับโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มและกลุ่มควบคุมจำนวน 120 คนได้รับโปรแกรมแนะแนวปกติของโรงเรียน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และติดตามผลหลังจากนั้นอีก 4 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ ระยะเวลาในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในวันจันทร์ถึงศุกร์ และวันเสาร์ อาทิตย์ (ชั่วโมง/วัน) พฤติกรรมเด็ก การเห็นคุณค่าในตนเอง และภาวะซึมเศร้าโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Multivariable linear regression เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มที่ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 การศึกษาครั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มมีระยะเวลาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในวันจันทร์ถึงศุกร์ และวันหยุด (ผลต่างค่าเฉลี่ย = -1.27, 95% CI: -2.18, -0.37 และ ผลต่างค่าเฉลี่ย= -1.25, 95% CI: -2.22, -0.29 ตามลำดับ) พฤติกรรมด้านอารมณ์ (ผลต่างค่าเฉลี่ย = -0.69, 95% CI: -1.18, -0.19) และภาวะซึมเศร้า (ผลต่างค่าเฉลี่ย = -4.03, 95% CI: -6.07, -1.99) ลดลงแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นผลของโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มโดยใช้วิธีการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการป้องกันพฤติกรรมการติดสื่อสังคมออนไลน์ การศึกษาในอนาคตควรมีการประยุกต์ใช้โปรแกรมกิจกรรมกลุ่มนี้ในโรงเรียนอื่น และศึกษาวิธีที่เหมาะสมในการบำบัดรักษาโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ติดสื่อสังคมออนไลน์


ต้นทุนประสิทธิผลการใช้ Xpert Mtb/ Rif สำหรับวินิจฉัยวัณโรคปอดในประเทศไทย, จิราภรณ์ คุ้มศรี Jan 2017

ต้นทุนประสิทธิผลการใช้ Xpert Mtb/ Rif สำหรับวินิจฉัยวัณโรคปอดในประเทศไทย, จิราภรณ์ คุ้มศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัณโรค ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตสิบอันดับแรกทั่วโลกในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งองค์การอนามัยโลกมีเป้าหมายต้องการเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ เพื่อรักษาผู้ป่วยตั้งแต่แรกเริ่มเช่นเดียวกับนโยบายในประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการประเมินความคุ้มค่าของเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยวัณโรคได้แก่วิธี Xpert MTB / RIF ซึ่งเป็นวิธีใหม่ที่อาจจะช่วยตอบสนองการค้นหาผู้ป่วยได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผล จากการสร้างแบบจำลองแผนภูมิต้นไม้เพื่อการตัดสินใจ ซึ่งออกแบบมาเพื่อคำนวณต้นทุนที่ใช้ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ประเมินได้แก่การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ระยะเวลาที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง และปีที่มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์เพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ใช้มุมมองทางสังคมและผู้ให้บริการ ผลการศึกษาทางคลินิกพบว่าวิธี Xpert MTB / RIF ลดระยะเวลาในการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องน้อยลงเฉลี่ย 2.23 วัน เมื่อเทียบกับวิธีการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ และผลการศึกษาโดยใช้แบบจำลองมอนติคาร์โลวิเคราะห์ผู้สงสัยวัณโรคปอด 1,000 ราย พบว่าวิธี Xpert MTB / RIF จะมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องเฉลี่ย 673 ราย (95% CI 655.21-691.22) และปีที่มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 945.85 (95% CI 945.71-945.98) ภายใต้ต้นทุน 4,507,985.01 บาท (95% CI 4,504,783-4,511,187) ส่วนวิธีการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องเฉลี่ย 592 ราย (95% CI 577.34-605.84) และปีที่มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 940.40 (95% CI 940.27-940.53) ภายใต้ต้นทุน 6,195,005.58 บาท (95% CI 6,191,388-6,198,623) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสองวิธีพบว่า วิธี Xpert MTB / RIF จะมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องมากกว่าอีกวิธี จำนวน 81 ราย โดยมีปีที่มีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์เพิ่มขึ้นรวม 5.45 ปี แต่มีต้นทุนต่ำกว่า 1,687,020.58 บาท จึงถือว่าวิธี Xpert MTB / RIF มีความคุ้มค่ามากกว่าวิธีการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวทั้งแบบอาศัยความน่าจะเป็นและไม่อาศัยความน่าจะเป็น พบว่าการใช้วิธี Xpert MTB / RIF ยังคงมีความคุ้มค่ามากกว่าวิธีเดิม …


ความชุก ลักษณะ และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลภาครัฐในเขตบริการสุขภาพที่ 6, นภัสวรรณ พชรธนสาร Jan 2017

ความชุก ลักษณะ และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลภาครัฐในเขตบริการสุขภาพที่ 6, นภัสวรรณ พชรธนสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก ลักษณะ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินของโรงพยาบาลภาครัฐในเขตบริการสุขภาพที่ 6 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดใดจุดหนึ่ง มีจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 472 คน คิดเป็นอัตราเข้าร่วมร้อยละ 81.38 ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการประสบเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานในช่วง 12 เดือนก่อนทำการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 61.7 (95% CI: ร้อยละ 57.4 ถึง 65.9) โดยพบความชุกเหตุความรุนแรงทางวาจามากที่สุด รองลงมาเป็นความชุกเหตุความรุนแรงทางกาย และความชุกเหตุความรุนแรงทางเพศตามลำดับ ผู้ก่อเหตุหลักของเหตุความรุนแรงทางกาย และทางเพศ คือ ผู้ป่วย ส่วนผู้ก่อเหตุหลักของเหตุความรุนแรงทางวาจา คือ ญาติและผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุความรุนแรงทางกาย คือ เพศชาย มีประสบการณ์การทำงานน้อย อาชีพพนักงานผู้ช่วย ระยะเวลาปฏิบัติงานเฉลี่ยมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดเหตุความรุนแรงทางวาจา คือ อายุน้อย ประสบการณ์การทำงานน้อย ตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน มีลักษณะงานต้องปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ป่วยและญาติ มีการทำงานหมุนเวียนกะ และมีระยะเวลาปฏิบัติงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์เกินกว่า 48 ชั่วโมง สรุปผลการศึกษา ความชุกของการเกิดเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินพบได้บ่อย และส่งผลกระทบต่อบุคลากรทั้งต่อร่างกายและจิตใจของบุคลากร การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การวางแผนเพื่อกำหนดแนวทางการรับมือและป้องกันสถานการณ์ที่เหมาะสมอาจป้องกันและลดผลกระทบจากเหตุความรุนแรงขณะปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานได้


การสร้างดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ต้นทุน, ภรณี เหล่าอิทธิ Jan 2017

การสร้างดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขโดยอ้างอิงการวิเคราะห์ต้นทุน, ภรณี เหล่าอิทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การปรับระบบบริการสุขภาพให้มีบทบาทในด้านสร้างเสริมสุขภาพถือเป็นประเด็นหลักอันหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพที่ได้รับการยอมรับและมีการดำเนินการในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ที่ผ่านมาความรู้เรื่องขอบเขตการดำเนินการงานสร้างสุขภาพและต้นทุนของกิจกรรมเหล่านั้นในโรงพยาบาลชุมชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังจำกัด การศึกษาวิจัยนี้ทำการศึกษากิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาล โดยการทบทวนบทความวิชาการนานาชาติจากฐานข้อมูล Pubmed อย่างเป็นระบบ และการสำรวจกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนของไทยจำนวน 225 แห่ง เพื่อรวบรวมรายการกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล และ คัดเลือกกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพโดยโรงพยาบาลส่วนหนึ่งมาทำการวิเคราะห์ต้นทุนของการให้บริการโดยใช้วิธีวิเคราะห์ต้นทุนแบบฐานกิจกรรม (activity based costing) ในโรงพยาบาลชุมชนจำนวน 3 แห่งที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามระดับโรงพยาบาล และนำข้อมูลต้นทุนเฉลี่ยรายองค์ประกอบไปใช้ในการประมาณต้นทุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่น ๆ และพัฒนาเป็นดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพต่อไป ผลการทบทวนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยการทบทวนอย่างเป็นระบบ พบว่ามีบทความ 10 เรื่องที่เข้าเกณฑ์ โดยมีกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพที่ระบุไว้ เช่น การตรวจค่าดัชนีมวลกายของผู้มาโรงพยาบาลเพื่อส่งผู้มีปัญหาน้ำหนักเกินปรึกษาแพทย์ การให้สารไซลิทอลในหญิงตั้งครรภ์เพื่อลดการเกิดฟันผุในลูก การจัดกิจกรรมลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพในผู้ป่วยทางจิต การสำรวจกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยพบความชุกของการจัดกิจกรรมในกลุ่มผู้ป่วยสูงที่สุด และมีการจัดกิจกรรมให้กับญาติผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการอื่นน้อยกว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีการจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพให้แก่บุคลากรและประชาชนทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้ดำเนินงานอย่างเป็นรูปแบบแบบแผนที่แน่นอนหรือเป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลงาน การวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลักของโรงพยาบาลสามแห่ง ได้แก่ งานฝากครรภ์ งานคลินิคเด็กดี งานวางแผนครอบครัว และงานคลินิคอดบุหรี่ พบว่าต้นทุนเฉลี่ยต่อนาทีขององค์ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ มีความแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลไม่มากนัก และมีต้นทุนเฉลี่ยต่อรายของบริการ อยู่ระหว่าง 113.77 บาทถึง 614.19 บาทในงานฝากครรภ์ ระหว่าง 162.47 บาทถึง 307.34 บาทในคลินิคเด็กดี ระหว่าง 207.04 บาทถึง 238.07 บาทในคลินิคอดบุหรี่ โดยต้นทุนต่อผู้รับบริการวางแผนครอบครัวมีความหลากหลายมากที่สุดจาก 104.40 ถึง 2,155.72 บาทขึ้นกับประเภทการวางแผนครอบครัวที่ใช้ โดยต้นทุนต่อหน่วยระหว่างโรงพยาบาลตามประเภทการให้บริการไม่แตกต่างกันชัดเจน ส่วนใหญ่ขึ้นกับรูปแบบการจัดบริการหรือการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการที่ได้รับ การประมาณการต้นทุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่น ๆ โดยใช้ต้นทุนรายองค์ประกอบพบว่าอยู่ระหว่าง 46.69 ถึง 211.81 บาท และสามารถดัดแปลงเป็นดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ 1.00 ถึง 4.54 ผลการวิจัยในการศึกษานี้ สามารถช่วยผู้บริหารในแต่ละองค์กรในการบริหารจัดการทรัพยากรและกระบวนการให้เหมาะสม โดยดัชนีวัดการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลชุมชนในประเทศได้ต่อไปในอนาคต


อาการผิดปกติที่มือและแขนจากแรงสั่นสะเทือนของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะในกรุงเทพมหานคร, มารุต ตำหนักโพธิ Jan 2017

อาการผิดปกติที่มือและแขนจากแรงสั่นสะเทือนของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะในกรุงเทพมหานคร, มารุต ตำหนักโพธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชิงพรรณานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการผิดปกติที่มือและแขนจากแรงสั่นสะเทือนและลักษณะอาการที่เด่นชัดในกลุ่มผู้มีอาชีพขับรถจักรยานยนต์สาธารณะในกรุงเทพมหานครจำนวน 401 คนที่ถูกเลือกมาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่ มิถุนายน พ.ศ. 2560 ถึง กันยายน พ.ศ.2560 มีอัตราการตอบกลับร้อยละ 100 ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 93.8 อายุเฉลี่ย 40.1 ปี (SD=11.0) น้ำหนักตัวเฉลี่ย 67.9 กิโลกรัม (SD=11.4) ค่ามัธยฐานของจำนวนผู้โดยสารต่อวัน 48.0 คน [IQR=30.0,50.0] ค่ามัธยฐานของระยะเวลาที่ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง 6 ปี [IQR=3.0,12.0] ร้อยละ 68.8 สวมถุงมือระหว่างการขับขี่ ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 49.1 ของกลุ่มตัวอย่างพบอาการผิดปกติที่มือและแขนจากแรงสั่นสะเทือน ลักษณะอาการที่เด่นชัดมากที่สุด คือ อาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อบริเวณนิ้วมือ มือ แขน ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อศอก (ร้อยละ 26.4) รองลงมาคือ นิ้วมือ ชา เสียว ซ่า ๆ แปลบ ๆ ต่อเนื่องเกิน 20 นาที (ร้อยละ 24.2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการ HAVs ได้แก่ สภาพถนนขรุขระมาก (ORadj=3.42, 95% CI=1.288-9.125) การสวมถุงมือ (ORadj=1.85, 95% CI=1.163-2.951) รถจักรยานยนต์เกียร์ธรรมดา (ORadj=0.62, 95% CI=0.394-0.992) อายุ (ORadj=1.02, 95% CI=1.009-1.050) และ จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวัน (ORadj=1.01, 95% CI=1.002-1.022) กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะในกรุงเทพมหานครแสดงลักษณะอาการของ HAVsเกือบร้อยละ 50 ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องควรมีแนวทางการดูแลตนเองและแนวทางการป้องกันการเกิดกลุ่มอาการ HAVsเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจาการทำงานให้กลุ่มอาชีพต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานของมารดากับการกำเนิดทารกน้ำหนักน้อย ของสตรีมีครรภ์ที่เข้ารับการคลอดในโรงพยาบาลรัฐบาลเขตจังหวัดระยอง, ลิขสิทธิ์ โสนันทะ Jan 2017

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการทำงานของมารดากับการกำเนิดทารกน้ำหนักน้อย ของสตรีมีครรภ์ที่เข้ารับการคลอดในโรงพยาบาลรัฐบาลเขตจังหวัดระยอง, ลิขสิทธิ์ โสนันทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจากการทำงาน อันประกอบด้วย ลักษณะงาน เช่น การยกของหนัก ระยะเวลาการทำงานทั้งหมดในช่วงตั้งครรภ์ ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ การทำงานกะ ชั่วโมงการยืนทำงาน ท่าทางการทำงาน ความเครียด กับการกำเนิดทารกน้ำหนักตัวน้อยของสตรีมีครรภ์ที่มาคลอดในโรงพยาบาลรัฐบาลเขตจังหวัดระยอง วิธีการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็น hospital-based case-control study กลุ่ม Case ประกอบด้วยมารดาที่คลอดทารกน้ำหนักน้อยจำนวน 66 ราย และกลุ่ม Control ประกอบด้วยมารดาที่คลอดทารกน้ำหนักปกติจำนวน 271 รายในโรงพยาบาลรัฐบาล จำนวน 5 แห่งในจังหวัดระยอง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2560 ทำการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า การสัมผัสความเย็นในงานปานกลาง เป็นปัจจัยป้องกันต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 0.31 เท่า (p-value = 0.003) การสัมผัสความเย็นในงานมาก เป็นปัจจัยป้องกันต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 0.19 เท่า (p-value = 0.010) เมื่อเทียบกับการสัมผัสความเย็นน้อย การเอี้ยวตัวในการทำงานปานกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 2.51 เท่า (p-value = 0.018) เมื่อเทียบกับการเอี้ยวตัวในการทำงานน้อย อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 12.41 เท่า (p-value < 0.001) การมีประวัติเคยคลอดทารกน้ำหนักน้อย เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดทารกน้ำหนักน้อย 9.13 เท่า (p-value < 0.001) จากผลการศึกษานี้สรุปได้ว่า สภาวะแวดล้อมการทำงานมีความหลากหลายและขนาดตัวอย่างมีจำนวนจำกัด การศึกษานี้จึงยังไม่สามารถค้นหาปัจจัยด้านการทำงานที่มีความสัมพันธ์กับการกำเนิดทารกน้ำหนักตัวน้อย และควรมีการศึกษาต่อไป


ความเหนื่อยหน่ายของพยาบาลห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร, วีระยุทธ บุญเกียรติเจริญ Jan 2017

ความเหนื่อยหน่ายของพยาบาลห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร, วีระยุทธ บุญเกียรติเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความเหนื่อยหน่ายในการทำงานของพยาบาลห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานครและศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาในพยาบาลห้องผ่าตัดในหกโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร จำนวน 315 ราย โดยใช้แบบวัดความเหนื่อยหน่ายของแมสแลช ใช้สถิติการวิเคราะห์สหสัมพันธ์และการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีความเหนื่อยหน่ายในด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง ด้านการลดค่าความเป็นบุคคลอยู่ในระดับต่ำ และด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคลอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งคิดเป็นคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 20.75, 2.62 และ 33.87 ตามลำดับ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหนื่อยหน่ายในด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ คือ ประสบการณ์การทำงาน ลักษณะงานที่รับผิดชอบ สัมพันธภาพระหว่างบุคลากร และการรับรู้ต่อระบบการบริการ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหนื่อยหน่ายในด้านการลดค่าความเป็นบุคคล คือ ประสบการณ์การทำงาน ลักษณะงานที่รับผิดชอบ และการรับรู้ต่อระบบการบริการ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเหนื่อยหน่ายในด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคล คือ ประสบการณ์การทำงาน โดยประสบการณ์การทำงานเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงลบต่อความเหนื่อยหน่ายในด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดค่าความเป็นบุคคล ในขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความเหนื่อยหน่ายในด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคลด้วย ดังนั้น ผู้บริหารจึงควรใส่ใจทั้งในกลุ่มบุคลากรที่มีประสบการณ์การทำงานน้อยและกลุ่มที่มีประสบการณ์การทำงานมากด้วยเช่นกัน สรุป กลุ่มตัวอย่างมีความเหนื่อยหน่ายในด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคลอยู่ในระดับปานกลาง และพบว่ามีหลายปัจจัยสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายในด้านต่างๆ การพัฒนาปัจจัยต่างๆอาจมีส่วนช่วยป้องกันความเหนื่อยหน่ายในการทำงานของพยาบาลห้องผ่าตัดได้


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในอาชีพพนักงานขับรถโดยสารประจำทางขนส่งมวลชนกรุงเทพ, ศิพิระ เชิดสงวน Jan 2017

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในอาชีพพนักงานขับรถโดยสารประจำทางขนส่งมวลชนกรุงเทพ, ศิพิระ เชิดสงวน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง (Musculoskeletal discomfort, MSD) ในกลุ่มพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. 275 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม และการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านลักษณะงาน ปัจจัยด้านจิตสังคม และแบบสอบถามเกี่ยวกับ MSD ซึ่งดัดแปลงจากแบบสอบถามนอร์ดิก (The Nordic Musculoskeletal Questionnaire) ผลการศึกษา: ความชุกของ MSD ในอาชีพพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ในรอบ 7 วัน และในรอบ 12 เดือน เท่ากับ ร้อยละ 69.5 และ 68.4 ตามลำดับ และเกิดขึ้นกับทุกส่วนของร่างกาย โดยมีความชุกสูงที่สุดที่บริเวณคอและหลังส่วนล่าง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการพบ MSD ในรอบ 7 วัน ได้แก่ การมีโรคประจำตัว การดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 แก้วต่อสัปดาห์ การทำงานเป็นกะบ่าย การนั่งเอนตัวไปข้างหน้าและพิงร่างกายส่วนบนไว้กับพวงมาลัยเป็นบางครั้ง/บ่อย ๆ และการนั่งที่เวลาเหยียบคันเร่งหรือเบรคจนสุดขามักเหยียดตรงเป็นบางครั้ง/บ่อย ๆ ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการพบ MSD ในรอบ 12 เดือน ได้แก่ การมีโรคประจำตัว การมีอายุการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น การที่มีความรู้สึกต่ออุณหภูมิภายในรถไม่เหมาะสม การนั่งขับรถในท่าที่บิดหรือเอี้ยวตัวเป็นบางครั้ง /บ่อย ๆ และการมีแรงสนับสนุนทางสังคมระดับสูง สรุป: พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. มีความชุกของ MSD ค่อนข้างสูง จึงควรมีมาตรการป้องกันการเกิด MSD เช่น ส่งเสริมให้มีท่าทางการทำงานที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเอง


ความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในผู้ที่อาศัยในอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร, ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์ Jan 2017

ความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในผู้ที่อาศัยในอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร, ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในผู้ที่อาศัยในอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร จำนวน 482 คน ที่ถูกเลือกมาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่กรกฎาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2560 มีอัตราตอบกลับร้อยละ 82.99 ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 29 ปี ส่วนใหญ่ไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว (ร้อยละ 95.5) ประเมินตนเองว่าไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว (ร้อยละ 89.25) และที่ทำงานไม่เคยมีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว (ร้อยละ 88.75) ในภาพรวม ระดับความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 36.75) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ได้แก่ สถานภาพหม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ชั้นที่ผู้ตอบแบบสอบถามอยู่อาศัย ชั้นที่ 8-14 จำนวนชั้นของอาคารที่ทำงานสูง 15-21 ชั้น การประเมินตนเองต่อการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว และความรู้ในการปฏิบัติตัวขณะเกิดและหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว สรุป ผู้ที่อาศัยในอาคารสูงมีระดับความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ในระดับปานกลาง แต่ประเมินตนเองว่าไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวค่อนข้างสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของอาคารจึงควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและส่งเสริมให้มีมาตรการป้องกัน เช่น การจัดอบรมเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ต่อการเตรียมรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่อาจจะเกิดขึ้นได้


การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดระหว่างพนักงานในสำนักงานและพนักงานที่ใช้แรงงานขององค์กรแห่งหนึ่ง, สวนีย์ ศรีเจริญธรรม Jan 2017

การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดระหว่างพนักงานในสำนักงานและพนักงานที่ใช้แรงงานขององค์กรแห่งหนึ่ง, สวนีย์ ศรีเจริญธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษา ข้อมูลย้อนหลังจากโครงการ EGAT 2 ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่าง ปี พ.ศ. 2541-2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มอาชีพกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Cox's proportional hazards ผลการศึกษาจากผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 2,890 คน พบว่าพนักงานที่ใช้แรงงานมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ เพศชาย อายุ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ค่าไขมันในเลือด การดื่มแอลกอฮอล์ และ การสูบบุหรี่ ซึ่งมากกว่าพนักงานในสำนักงาน โดยอัตราอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของพนักงานในสำนักงาน และพนักงานที่ใช้แรงงานเป็น 3.60 และ 5.93 ต่อ 1,000 คน-ปี อัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของพนักงานที่ใช้แรงงานเป็น 1.647 (95% CI 1.258, 2.157) เท่า เมื่อเทียบกับพนักงานในสำนักงาน แต่เมื่อควบคุมปัจจัยกวน พบว่าอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดไม่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่มอาชีพ ผู้วิจัยเสนอแนะให้มีการลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดทั้งในพนักงานในสำนักงาน และพนักงานที่ใช้แรงงาน โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ในกลุ่มพนักงานที่ใช้แรงงาน และการรณรงค์การออกกำลังกาย และการออกแรงกายระหว่างวันในกลุ่มพนักงานในสำนักงาน