Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medical Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 751 - 780 of 860

Full-Text Articles in Medical Sciences

ผลของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีต่อระดับยาไมโคฟีโนลิกแอซิดในพลาสมาของในผู้ป่วย, สุดารัตน์ ปิยะศิริเดช Jan 2018

ผลของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีต่อระดับยาไมโคฟีโนลิกแอซิดในพลาสมาของในผู้ป่วย, สุดารัตน์ ปิยะศิริเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: ไมโคฟีโนลิกแอซิด(mycophenolic acid, MPA) และการทำพลาสมาเฟอเรซิส เป็นกระบวนการรักษาภาวะความผิดปกติจากภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยปลูกถ่ายไต แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนของการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่มีผลต่อระดับไมโคฟีโนลิกแอซิด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic)ของยาMPA โดยการวัดค่า area under the time-concentration curve ที่ 0-12 ชั่วโมง (AUC0-12) ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจติดตามระดับยาMPA ในเลือดของผู้ป่วย โดยเทียบระหว่างวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสและวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิส ระเบียบวิธีวิจัย: ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต ที่รับประทานยาไมโคฟีโนเลทโมฟีติล(mycophenolate mofetil, MMF) 1,000 มก./วัน และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการทำพลาสมาเฟอเรซิสที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่พ.ศ.2561-2562 โดยผู้ป่วยจะได้รับการเก็บตัวอย่างเลือดที่ 0, 1/2, 1, 2, 3, 4, 6, 8 และ 12 ชั่วโมงหลังรับประทานยา MMFมื้อเช้า เพื่อนำไปวัดระดับ MPA และนำค่า MPAที่ได้ไปคำนวณหาค่า AUC0-12 ของยาMPA ผู้ป่วยจะได้รับการทำพลาสมาเฟอเรซิสภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยรับประทาน MMF มื้อเช้า โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาคือการติดตามระดับ AUC0-12 ของยาMPA ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างวันที่ทำและไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิส ผลการศึกษา: ผล AUC0-12 ของ MPA จำนวนทั้งสิ้น 40 AUC โดยเป็น AUC0-12 ในวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิสจำนวน 20 AUC และในวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสจำนวน 20 AUC ในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตทั้งสิ้น 6 ราย ค่าเฉลี่ยของอายุผู้ป่วยคือ 56.2 ±20.7 ปี ผู้ป่วยทุกรายรับประทาน MMF 1,000 มก./วัน ติดต่อกันนานอย่างน้อย 72 ชั่วโมงก่อนเข้าร่วมการศึกษา ค่าเฉลี่ยของระดับ AUC0-12 ของยาMPA ในวันที่ทำพลาสมาเฟอเรซิสต่ำกว่าวันที่ไม่ได้ทำพลาสมาเฟอเรซิสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (28.22 ±8.21 และ 36.79 ±10.29 …


ผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อการทำงานของรังไข่ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการรักษามะเร็งระบบโลหิตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อโณทัย จินตบัญญัติ Jan 2018

ผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อการทำงานของรังไข่ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการรักษามะเร็งระบบโลหิตในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อโณทัย จินตบัญญัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลกระทบของยาเคมีบำบัดต่อภาวะที่รังไข่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในผู้ป่วยมะเร็งทางโลหิตวิทยาหลังการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด วิธีการวิจัย ทำการศึกษาโดยการเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพศหญิงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยโรคมะเร็งระบบโลหิตประกอบด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอิลอยด์, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน อายุ 18-40 ปี จำนวน 29 ราย เพื่อส่งตรวจระดับฮอร์โมน anti-Müllerian hormone(AMH), follicle-stimulating hormone(FSH), luteinizing hormone(LH) และ estradiol หลังหยุดการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือปลูกถ่ายไขกระดูกที่ระยะเวลา 3, 6 และ 12 เดือนเทียบกับอาสาสมัครสุขภาพดีที่อายุเท่ากัน และผู้ป่วยตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของประจำเดือนและอาการของภาวะหมดระจำเดือนก่อน ระหว่าง และหลังการได้รับยาเคมีบำบัด ผลการศึกษา ในผู้ป่วย 29 รายพบว่า ผู้ป่วยที่หยุดยาเคมีบำบัดตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปมีจำนวน 21ราย พบว่าระดับ AMH ในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 0.96 ± 0.98 นาโนกรัม/มิลลิลิตร เทียบกับกลุ่มอาสาสมัครมีค่าเฉลี่ย 3.78 ± 2.68 ng/mL นาโนกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) เช่นเดียวกับระดับ FSH โดยในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 23.91 ± 37.96 ยูนิต/ลิตรและในกลุ่มผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ย 4.90 ± 3.96 ยูนิตต่อลิตร (p=0.03) ในขณะที่ฮอร์โมนอื่นไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มผู้ป่วยหลังหยุดยาเคมีบำบัดที่ 3 และ 6 เดือนพบว่าได้จำนวนประชากรน้อยเกินไปซึ่งจะไม่แสดงผลการศึกษา ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีระดับ AMH ต่ำว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) ผู้ป่วย 17 ใน 21 รายมีการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน โดย 6 รายที่ไม่มีประจำเดือนเลย หลังหยุดยาเคมีบำบัด ผู้ป่วย 4 รายไม่มีประจำเดือนอีกเลย ซึ่ง 4 รายนี้เป็นผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไขกระดูก สรุป ระดับฮอร์โมน AMH และ FSH มีความไวในการประเมินการทำงานของรังไข่ในผู้ป่วยมะเร็งระบบโลหิตหลังได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก ในขณะที่ระดับของ estradiol และ LH จะเปลี่ยนแปลงเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น


การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคจาก 3 จังหวัดของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ พรมรังษ์ Jan 2018

การตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคจาก 3 จังหวัดของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ พรมรังษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหาโค (Cattle lice) เป็นแมลงดูดเลือดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพสัตว์ทั่วโลก หลายงานวิจัยได้เปิดเผยข้อมูลการตรวจพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคและเหาโคอาจมีศักยภาพที่สามารถทำหน้าที่เป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ ที่สามารถติดต่อโดยเหา และการศึกษาชนิดของเหาโคโดยใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยาและการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในประเทศไทยยังไม่มีการรายงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในเหาโคและจำแนกชนิดของเหาโคที่เก็บจากพื้นที่ 3 จังหวัดของประเทศไทย โดยตัวอย่างเหาโคทั้งหมด 109 ตัวอย่าง จะนำมาสกัดดีเอ็นเอและใช้เทคนิค PCR ศึกษาบนตำแหน่งยีน 18S rRNA ที่ได้ทำการพัฒนาออกแบบขึ้นเพื่อระบุชนิดของเหาโค และตรวจหาเชื้อ Bartonella spp., Acinetobacter spp. และ Rickettsia spp. จากนั้นนำมาวิเคราะห์หาลำดับนิวคลีโอไทด์และสร้างแผนภูมิวิวัฒนาการ จากผลลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน 18S rRNA แสดงให้เห็นว่าชนิดของเหาโคในงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Haematopinus quadripertusus และ Haematopinus spp. ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ H. tuberculatus และสามารถตรวจพบเชื้อ Bartonella spp. ทั้งยีน gltA และ rpoB ทั้งหมด 25 ตัวอย่างจาก 109 ตัวอย่าง (22.93%) พบทั้งในระยะไข่และตัวเต็มวัย เมื่อทำการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์และศึกษาแผนภูมิวิวัฒนาการของยีน gltA และ rpoB พบว่าเชื้อ Bartonella spp. ในงานวิจัยนี้มีความใกล้ชิดกับสายพันธุ์ B. bovis งานวิจัยนี้เป็นการรายงานครั้งแรกของการตรวจพบเชื้อ Bartonella spp. ในเหาโคที่เก็บจากพื้นที่ 3 จังหวัดของประเทศไทย และทำให้ทราบถึงข้อมูลชนิดของเหาโคในประเทศไทยโดยใช้เทคนิคทางอณูชีววิทยา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจนำมาใช้เพื่อระบุศักยภาพของเหาโคที่จะทำหน้าที่เป็นพาหะนำโรคและอาจถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้จากสัตว์มาสู่มนุษย์


การใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อต่อการลดการสะสมแลคเตทที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนักในโปรแกรมที่ทำให้เกิดการล้าเฉพาะบาสเกตบอลในนักกีฬาบาสเกตบอลชาย, ธวัชชัย พลอยแดง Jan 2017

การใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อต่อการลดการสะสมแลคเตทที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนักในโปรแกรมที่ทำให้เกิดการล้าเฉพาะบาสเกตบอลในนักกีฬาบาสเกตบอลชาย, ธวัชชัย พลอยแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้เพื่อศึกษาผลของการใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อต่อการลดแลคเตทในเลือดที่เกิดจากการล้าจากการออกกำลังกายแบบเฉพาะของบาสเกตบอลในนักกีฬาบาสเกตบอลชาย วิธีการศึกษา การศึกษาในรูป crossover design ในนักบาสเกตบอลที่มีทักษะสูง จำนวน 19 คน (อายุ 19.95 ± 1.87 ปี ค่าดัชนีมวลกาย 22.45 ± 1.36 กิโลกรัม/ตารางเมตร และค่าความสามารถการใช้ออกซิเจนสูงสุด 47.26 ± 2.83 มิลลิลิตร/กิโลกรัม/นาที) กำหนดรูปแบบให้ใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อ (แรงกดที่ผิวหนัง 16.71 ± 1.35 มิลลิเมตรปรอท) สลับกับกางเกงเลคกิ้ง (3.79 ± 1.47 มิลลิเมตรปรอท) ในลำดับการสุ่มที่เว้นระยะระหว่างโดยเว้นระยะห่างในแต่ละรูปแบบ 5 วัน ทำการวัดระดับความเข้มข้นของแลคเตทจากเลือดที่ปลายนิ้ว สมรรถภาพการกระโดดสูงสุด และ การวัดคลื่นสัญญาณไฟฟ้ากล้ามเนื้อ gastrocnemius ก่อนและหลังการออกกำลังกายแบบเฉพาะของบาสเกตบอล ผลการศึกษา ผลของกางเกงรัดกล้ามเนื้อขณะออกกำลังกายมีค่าแลคเตทในเลือดน้อยกว่ากลุ่มกางเกงเลคกิ้ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่า integrated electromyography และ median frequency ขณะใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อและกางเกงเลคกิ้งช่วงหลังออกกำลังกายเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนออกกำลังกายลดลงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าสหสัมพันธ์ (correlation) ระหว่าง การเปลี่ยนแปลง median frequency กับการเปลี่ยนแปลงของระดับแลคเตทในเลือด มีค่าความสัมพันธ์ที่ r = .2 และ r = .47 ในขณะใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อและกางเกงเลคกิ้ง ตามลำดับ สรุปผล ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มกางเกงรัดกล้ามเนื้อสามารถช่วยลดการสะสมของแลคเตทในเลือดขณะออกกำลังกายเฉพาะบาสเกตบอลที่ทำให้เกิดอาการล้าได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการใส่กางเกงเลคกิ้ง


Gold Nanoparticles In Clp Model And Mechanism In Bone Marrows Derived Macrophages Cell For Sepsis Severity Attenuation, Sujittra Taratummarat Jan 2017

Gold Nanoparticles In Clp Model And Mechanism In Bone Marrows Derived Macrophages Cell For Sepsis Severity Attenuation, Sujittra Taratummarat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sepsis is still a major worldwide- public health problem as a leading cause of the high mortality rate condition. Sepsis is the inflammatory condition in host due to bacterial infections. Sepsis severity depends on the individual's immune responses and the organism virulence factor. The current strategies for sepsis treatment are based, mainly on, symptomatic treatment with antibiotics. However, the adjuvant therapy in sepsis is interesting. Gold nanoparticles are anti-inflammatory drug from the ancient time which is still currently used for the treatment of rheumatoid arthritis. Thus, we hypothesized that gold nanoparticles could be effective in reducing an inflammation in sepsis …


ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแบบทุติยภูมิในอดีตนักมวยไทย, สุวรรณา พิชญ์ชัยประเสริฐ Jan 2017

ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแบบทุติยภูมิในอดีตนักมวยไทย, สุวรรณา พิชญ์ชัยประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ ภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมใต้สมองที่เกิดจากภาวะสมองบาดเจ็บ ถือเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางด้านความจำ พฤติกรรม และทางสังคม โดยกีฬามวยไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกีฬาการต่อสู้ที่แพร่หลายมากที่สุด สามารถทำให้เกิดภาวะสมองบาดเจ็บชนิดเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และอาจส่งผลต่อภาวะดังกล่าว วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแบบทุติยภูมิ และฮอร์โมนต่อมใต้สมองชนิดอื่นๆ ในอดีตนักมวยไทย รูปแบบการศึกษา การศึกษานี้เป็นแบบชนิด Cross-sectional descriptive study วิธีการศึกษา อดีตนักมวยไทย จำนวน 48 คน อายุเฉลี่ย 58.31 ± 6.58 ปี ได้รับการตรวจวัดระดับฮอร์โมนจากต่อม ใต้สมองส่วนหน้า ได้แก่ prolactin, thyroid hormone, morning cortisol, sex hormones และ IGF-I ร่วมกับระดับ fasting plasma glucose, lipid profile, serum creatitine และทำการทดสอบ Glucagon stimulation test (GST) เพื่อประเมิน GH-IGF-I และ hypothalamic-pituitary-adrenal (HPA) axis และทำการทดสอบ 250 mcg ACTH stimulation test เพื่อยืนยันภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแบบทุติยภูมิ และใช้แบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิต อาการพร่องฮอร์โมน เพศชาย อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และอาการซึมเศร้า ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมใต้สมองในอดีตนักมวย 22 คน (45.83%) ความชุกของ ภาวะพร่องฮอร์โมนต่อมหมวกไตแบบทุติยภูมิ (ชนิดเดียว) เท่ากับ 4% (2 คน) ทั้ง 2 คน มีจำนวนครั้งที่แพ้น็อคสูงกว่าค่ามัธย ฐานของจำนวนครั้งที่แพ้น็อคในกลุ่มอดีตนักมวยที่มีระดับฮอร์โมนปกติ อดีตนักมวยไทย 16 คน มีระดับ GH หลังจากการทดสอบ GST ต่ำกว่าค่าปกติ และพบมีอดีตนักมวยไทย 4 คน มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย …


Doxorubicin-Conjugated Dexamethasone Induced Mcf-7 Apoptosis Without Entering The Nucleus And Able To Overcome Mdr-1-Induced Resistance, Kamontip Chaikomon Jan 2017

Doxorubicin-Conjugated Dexamethasone Induced Mcf-7 Apoptosis Without Entering The Nucleus And Able To Overcome Mdr-1-Induced Resistance, Kamontip Chaikomon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Doxorubicin is a common chemotherapeutic drug that generally uses in many solid and hematologic malignancies. The main mechanism of doxorubicin is inhibition of topoisomerase II that occurs in the nucleus. Currently, doxorubicin resistant cancer cells which have decreased accumulation of intracellular doxorubicin resulting from an efflux pump, P-glycoprotein encoded by multidrug resistant gene. Several studies reported many different ways to overcome doxorubicin resistance. In this study, we conjugated 3'amino group of doxorubicin to dexamethasone molecule. Despite of lower cytotoxic activity in MCF-7 cells, the conjugated product, DexDOX, exerted its actions in the different fashion to doxorubicin. DexDOX rapidly induced MCF-7 …


ประสิทธิผลโปรแกรมลดดัชนีมวลกายตามอายุโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีภาวะน้ำหนักเกิน, วราภรณ์ คำรศ Jan 2017

ประสิทธิผลโปรแกรมลดดัชนีมวลกายตามอายุโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีภาวะน้ำหนักเกิน, วราภรณ์ คำรศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะน้ำหนักเกินเป็นผลจากการมีปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพเป็นแบบจำลองหนึ่งที่มีการนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาทางสุขภาพได้ผลเป็นอย่างดี แต่ยังไม่พบนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมลดดัชนีมวลกายตามอายุโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีภาวะน้ำหนักเกิน การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดกลุ่มมีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษากับนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1-2 อายุระหว่าง 12-15 ปีที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โดยพิจารณาจากดัชนีมวลกายตามอายุ (body mass index-for-age) มีค่า ≥ median +1 SD จาก 48 ห้องเรียน (479 คน) ทำการสุ่มเลือก 24 ห้องเรียน (248 คน) เข้ากลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมลดดัชนีมวลกายตามอายุโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพเป็นระยะเวลา 6 เดือนและกลุ่มควบคุม 24 ห้องเรียน (231 คน) ได้รับโปรแกรมสุขศึกษาทั่วไปในการเรียนการสอนปกติ จำนวน 6 เดือน แล้วเปรียบเทียบดัชนีมวลกาย ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันภาวะอ้วน ระหว่างทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาพบว่าเมื่อวิเคราะห์แบบ Intention-to-Treat หลังเข้าร่วมโครงการวิจัยเดือนที่ 6 กลุ่มทดลองมีระดับดัชนีมวลกายเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม -2.88 กก./ม.2 (95% CI = -3.01 ถึง -2.75, p-value < 0.001) คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม 27.79 คะแนน (95% CI = 26.98 ถึง 28.60, p-value < 0.001) และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม 23.61 คะแนน (95% CI = 22.68 ถึง 24.54, p-value < 0.001) แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพนำมาประยุกต์พัฒนาโปรแกรมเพื่อลดดัชนีมวลกายในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นได้ผลเป็นอย่างดี แม้ว่าจะจัดโปรแกรมต่อเนื่องในระยะสั้น 6 เดือน


การประเมินความเสี่ยงต่อการถูกเครื่องกระตุกหัวใจช็อค โดยอาศัยค่า T-Peak To T-End จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจในกลุ่มผู้ป่วยโรคใหลตาย, ภัทราณี ลีละพัฒนะ Jan 2017

การประเมินความเสี่ยงต่อการถูกเครื่องกระตุกหัวใจช็อค โดยอาศัยค่า T-Peak To T-End จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจในกลุ่มผู้ป่วยโรคใหลตาย, ภัทราณี ลีละพัฒนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การประเมินความเสี่ยงว่าผู้ป่วยโรคใหลตายลักษณะใดจะเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิด ventricular tachycardia/ventricular fibrillation; VT/VF มีความสำคัญมาก แต่ปัจจุบันยังทำได้ไม่สมบูรณ์ การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าค่า T-peak to T- end จากบนคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ยาวมีความสัมพันธ์กับการเกิด VT/VF จุดประสงค์: เพื่อศึกษาหาค่า TpTe ลักษณะทางคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และปัจจัยทางคลินิก ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเครื่องกระตุกหัวใจช็อค (appropriate ICD shock) ในผู้ป่วยโรคใหลตาย ระเบียบวิธีวิจัย: เป็นงานวิจัยแบบย้อนหลังในผู้ป่วยโรคใหลตายที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุกหัวใจ ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2560 พบว่ามีผู้ป่วยโรคใหลตาย 32 ราย (ชาย 96.9%, อายุเฉลี่ย 37 ± 12.7 ปี) เป็นผู้ที่ได้รับการใส่เครื่องกระตุกหัวใจเพื่อป้องกันระดับปฐมภูมิ (primary prevention) 3 ราย (9.4%) ได้รับการใส่เครื่องเนื่องจากเคยเป็นลมหมดสติ 12 ราย (37.5%) และได้รับการใส่เครื่องกระตุกหัวใจเนื่องจากเคยหัวใจหยุดเต้น 17 ราย (53.1%) จากนั้นจึงทำการศึกษาข้อมูลอันได้แก่ ลักษณะทางคลินิก ลักษณะทางคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงค่า T-peak to T- end ที่ได้วัดจาก lead V2 เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการถูกเครื่องกระตุกหัวใจช็อค ผลการศึกษา: เมื่อติดตามไป 7.3 ± 4.9 ปี พบว่ามีเครื่องกระตุกหัวใจช็อค 313 ครั้ง เกิดในผู้ป่วย 13 ราย (40.6%) พบว่าผู้ป่วยที่เคยหัวใจหยุดเต้นจาก VT/VF มีความสัมพันธ์กับการถูกเครื่องกระตุกหัวใจช็อค [odds ratio (OR) = 4.85, confidence interval (CI) = 1.3-18.5, p=0.025] และ ค่า T-peak to T-end จะยาวกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่ถูกเครื่องช็อค …


อัตราอุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ในสถานพยาบาลสัตว์ ในเขตกรุงเทพมหานคร, นภัฐมณ มโนรัตน์ Jan 2017

อัตราอุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ในสถานพยาบาลสัตว์ ในเขตกรุงเทพมหานคร, นภัฐมณ มโนรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราอุบัติการณ์และลักษณะของการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ภายใน 1 ปีย้อนหลัง และปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ที่ทำงานในสถานพยาบาลสัตว์ ในกรุงเทพมหานคร โดยแจกแบบสอบถามให้แก่สัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานประจำในสถานพยาบาลสัตว์ ในเขตกรุงเทพมหานครที่ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี จำนวน 395 คน วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher's exact test และ Independent t-test การศึกษานี้พบว่า อัตราอุบัติการณ์การบาดเจ็บที่สำคัญของสัตวแพทย์เท่ากับ 280 ครั้งต่อล้านชั่วโมงการทำงาน หรือ ใน 1 ปี จะมีการบาดเจ็บจนมีข้อจำกัดในการทำงาน หรือหยุดงานหรือต้องไปพบแพทย์ 56.22 ครั้ง เมื่อเทียบกับสัตวแพทย์ที่ทำงานเต็มเวลา 100 คน การบาดเจ็บเกิดจาก สุนัข และแมวกัดมากที่สุด อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด คือ มือ ลักษณะของบาดแผลที่พบมากสุดคือ แผลถลอก และแผลฉีกขาด การบาดเจ็บมักเกิดขึ้นในช่วงการตรวจวินิจฉัย เมื่อบาดเจ็บแล้วสัตวแพทย์ไปพบแพทย์ร้อยละ 69.67 และเกิดข้อจำกัดในการทำงานร้อยละ 56.30 ส่วนผู้ที่บาดเจ็บและจำเป็นต้องหยุดงานมีระยะเวลาหยุดงานเฉลี่ย 3.45 วัน ปัจจัยที่พบความสัมพันธ์กับการบาดเจ็บของสัตวแพทย์ ได้แก่ ปีที่จบการศึกษา (p-value = 0.003) อายุ (ปี) (p-value < 0.001) ดัชนีมวลกาย (p-value < 0.001) การเป็นโรคภูมิแพ้ (p-value = 0.001) การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง (p-value = 0.022) การรับประทานยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง (p-value = 0.003) การออกกำลังกาย (p-value = 0.024) ประเภทของสัตว์ที่สัมผัสในงาน (p-value < 0.001) ประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (p-value < 0.001) ระยะเวลาการทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (p-value = 0.035) การอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน (p-value = 0.038) พฤติกรรมในการทำงาน ได้แก่ มีการจับและควบคุมสัตว์อย่างรัดกุมขณะตรวจหรือทำหัตถการ (p-value = 0.036) ทิ้งเข็มใช้แล้วลงถังขยะสำหรับทิ้งของมีคมสม่ำเสมอ (p-value = 0.01) สภาพแวดล้อม อันได้แก่ ความเพียงพอของผู้ช่วยจับสัตว์ (p-value = 0.01) อุปกรณ์ควบคุมสัตว์ที่เพียงพอ (p-value < 0.001) แสงสว่างในห้องทำงานที่เพียงพอ (p-value = 0.018) ผู้วิจัยแนะนำให้มีการปรับระยะเวลาการทำงานและระยะเวลานอนให้เหมาะสม ร่วมกับสร้างความตระหนัก ให้ความรู้ เพิ่มการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ที่มีประสบการณ์ รวมถึงการเตรียมสถานที่ตรวจให้เหมาะสม น่าจะนำไปสู่การลดอุบัติการณ์การบาดเจ็บในสัตวแพทย์


Reactive Oxygen Species-Induced Global Dna Hypomethylation In Bladder Cancer Is Mediated Via Increased Formation Of 8-Hydroxy-2'-Deoxyguanosine, Patcharawalai Whongsiri Jan 2017

Reactive Oxygen Species-Induced Global Dna Hypomethylation In Bladder Cancer Is Mediated Via Increased Formation Of 8-Hydroxy-2'-Deoxyguanosine, Patcharawalai Whongsiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Oxidative stress, as a consequence of the elevated reactive oxygen species (ROS), has been implicated in various chronic diseases including cancers by, for examples, causing oxidative DNA damage and altering epigenetic regulation. Long interspersed element-1 (LINE-1) is an only active retrotransposable elements in human DNA, comprising up to 17% of the whole genome. LINE-1 hypomethylation is reported in bladder cancer and evidently it is a consequence of oxidative stress. In this study, we investigated the expression of 5-methylcytosine (5-mC), 8-hydroxydeoxyguanosine (8-OHdG), LINE-1-endoced protein (ORF1p), histone H3K9me3 and HP1 alpha in bladder cancer tissues. Mechanistic insight into how oxidative stress affected …


Effects Of Genistein On Oxidative Stress And Inflammation In Acute Pancreatitis Mice, Jumlongluk Sriko Jan 2017

Effects Of Genistein On Oxidative Stress And Inflammation In Acute Pancreatitis Mice, Jumlongluk Sriko

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Genistein (GEN), the most abundant isoflavones in soy, has similar structure to human estradiol. It has been reported the potent properties of GEN on antioxidant and anti-inflammation. The aim of this study was to investigate the effects of GEN on oxidative stress, inflammatory, and histopathology in acute pancreatitis induced by L-arginine in mice. Male ICR mice were randomly divided into 4 groups (6 mice in each group). Control (Con) group: mice were injected with 2% dimethyl sulfoxide (DMSO) once daily for 4 days, via IP. Acute pancreatitis (AP) group: mice were injected 2 times (1 hour interval) of 350 mg/100 …


Surface Proteomics Of Leptospira Interrogans Serovar Pomona, Praparat Thaibankluay Jan 2017

Surface Proteomics Of Leptospira Interrogans Serovar Pomona, Praparat Thaibankluay

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Leptospirosis is a re-emerging zoonosis of global distribution including Thailand. It caused by pathogenic Leptospira. The pathogenesis is not clear. Surface-exposed proteins (PSEs) are first part for interactions with host cells, immune system and should be potential targets for vaccine development. To date, many researches study only individual PSEs but the studies of surface proteomic is less. The study of surface proteomic will be important information for pathogenesis studies and search for vaccine candidate. This study aimed to identify surface proteomics of pathogenic Leptospira by surface biotinylation and surface shaving using proteinase K that has been used to identify surface …


การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับการติดสีสารมิวซินในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ธีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ กับการเป็นการเป็นโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, เบญจพร ศรีสันติธรรม Jan 2017

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับการติดสีสารมิวซินในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ธีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ กับการเป็นการเป็นโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, เบญจพร ศรีสันติธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การติดสีของสารมิวซินในชั้นหนังแท้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ และในการะบวนเกิดโรค สารมิวซินในชั้นหนังแท้เป็นสิ่งที่ทำให้ผื่นผิวหนังอักเสบมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่เคยมีการศึกษาว่าการติดสีของสารมิวซินเป็นปัจจัยบอกการเกิดโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างในผู้ป่วยมาก่อน
วัตถุประสงค์: ต้องการศึกษาความสามารถในการพยากรณ์การเกิดโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่าง (เอสแอลอี) ในผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ โดยใช้ระดับการติดสีของสารมิวซินในชั้นหนังแท้เป็นงานวิจัยแบบ exploratory study เพื่อมุ่งหวังงานวิจัยต่อยอด
วิธีการศึกษา: การวิจัย ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการสืบค้นผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์จากการผลพยาธิวิทยา ตั้งแต่ปี 2554-2560 จำนวน 77 คน ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นำชิ้นเนื้อมาย้อมสี H&E, PAS, Alcian blue เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และประเมินการติดสีมิวซินจากชั้น papillary dermis, supficial reticular dermis, deep reticular dermis โดยให้คะแนน 0-3 ในแต่ละชั้น (mucin score) หลังจากนั้นเก็บข้อมูลการวินิจฉัยโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างและผลทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยจากเวชระเบียน
ผลการศึกษา: : พบผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์อย่างเดียว จำนวน 49 คน ผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัส ชนิดดิสคอยด์ที่พัฒนาเป็นโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่าง จำนวน 8 คน ผู้ป่วยโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างที่มีผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ภายหลัง จำนวน 5 คน และผู้ป่วยโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่างที่มีผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ พร้อมกันขณะวินิจฉัย จำนวน 15 คน พบว่าค่าเฉลี่ยของการติดสีสารมิวซิน [OR=0.97 (95%CI0.49-1.92)] ค่าสูงสุดของการติดสีสารมิวซิน [OR=0.98 (95%CI0.6-1.58)] การติดสีของสารมิวซินแต่ละชั้นหนังแท้ [Papillary dermis : OR=0.7 (95%0.31-1.57), Superficial reticular dermis: OR=1.06 (95%CI0.62-1.85), Deep reticular dermis: OR=1.04 (95%CI0.64-1.66)] และการพบการติดสีของสารมิวซิน [OR=1.01 (95%CI0.31-3.32] ในชิ้นเนื้อของผู้ป่วยผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ ไม่สัมพันธ์กับการเป็นโรคโรคลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสทั่วร่าง โดยปรับปัจจัยเรื่องของเพศและการกระจายของผื่น นอกจากนี้ยังพบว่าค่าเฉลี่ยของการติดสีสารมิวซินมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังลูปัสอีริย์ทีมาโตซัสชนิดดิสคอยด์ที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ …


การวิเคราะห์อาการความผิดปกติช่วงกลางคืน ทั้งอาการการเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ติดกับผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการที่บ้านของผู้ป่วย, จิรดา ศรีเงิน Jan 2017

การวิเคราะห์อาการความผิดปกติช่วงกลางคืน ทั้งอาการการเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ติดกับผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการที่บ้านของผู้ป่วย, จิรดา ศรีเงิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อาการเคลื่อนไหวลำบากตอนนอน (nocturnal hypokinesia) เป็นอาการที่ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนตามมา ได้ หลากหลาย ตั้งแต่ความรุนแรงของอาการน้อย เช่นอาการ หรือเสียชีวิตฉับพลันขณะนอน ซึ่งอาการเคลื่อนไหวลำบากขณะนอน เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากแพทย์โดยทั่วไป และตรวจพบได้ยากในการตรวจที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกปกติ จุดประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อการพัฒนาอุปกรณ์ในการวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน ชนิดที่ใช้ติดกับตัวผู้ป่วย เพื่อใช้ประเมินอาการที่บ้าน และเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวตอนนอน ของผู้ป่วยพาร์กินสัน กับคู่สามีหรือภรรยาของผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสัน ร่วมกับการหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอาการเคลื่อนไหวลำบากตอนนอน (nocturnal hypokinesia) ในผู้ป่วยพาร์กินสัน การดำเนินการศึกษาวิจัย เริ่มจากการพัฒนาชุดวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน ชนิดติดกับตัวผู้ป่วย ซึ่งประกอบด้วย accelerometer และ gyroscope 3 แนวแกน ที่มีขนาดเล็ก เพื่อติดที่บริเวณลำตัวและแขนขาของผู้ป่วย ผลการศึกษา พบว่าในผู้ป่วยพาร์กินสัน 27 ราย และคู่สามีภรรยาที่ไม่ได้เป็นโรคพาร์กินสัน มีอายุเฉลี่ย น้ำหนัก ไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยมีการดำเนินโรค ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับกลาง มีอาการทั้งอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว และมีการตอบสนองต่อการรักษาโดยยาทดแทนโดปามีน ไม่สม่ำเสมอ จากผลการประเมินด้วยชุดวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน พบว่า ผู้ป่วยพลิกตัว ความเร็วและความเร่งเฉลี่ยในการพลิกตัว น้อยกว่าคู่สามีหรือภรรยา (P < 0.001) และมุมที่เฉลี่ยในการพลิกตัว น้อยกว่าคู่สามีหรือภรรยา (P= 0.003) และพบความสัมพันธ์ระหว่าง อาการละเมอผิดปกติ (RBD) กับจำนวนการพลิกตัวในช่วงครึ่งหลังของการนอน การศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของชุดวัดการเคลื่อนไหวตอนนอน ที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ แสดงให้เห็นการประเมินอาการตอนกลางคืน เป็นค่าที่วัด เปรียบเทียบได้ และพบอาการเคลื่อนไหวลำบากในผู้ป่วยพาร์กินสัน เพื่อประโยชน์ในการปรับยาเพื่อครอบคลุมอาการตอนกลางคืนต่อไป


การใช้โปรแกรมประเมินอาการโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันผ่านระบบสารสนเทศเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้เร็วขึ้นในโรงพยาบาลลูกข่ายของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วสันต์ อัครธนวัฒน์ Jan 2017

การใช้โปรแกรมประเมินอาการโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันผ่านระบบสารสนเทศเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้เร็วขึ้นในโรงพยาบาลลูกข่ายของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วสันต์ อัครธนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา การรักษาโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีอาการภายใน 4.5 ชั่วโมง ด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ เป็นการรักษามาตรฐาน สามารถให้การรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่มีประสาทแพทย์ได้โดยใช้ระบบการปรึกษาทางไกลผ่านระบบสารสนเทศ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการใช้โปรแกรมที่ช่วยในการปรึกษาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้เร็วขึ้น

วัตถุประสงค์ ทำการศึกษาระยะเวลาที่ใช้ในการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ อาการทางระบบประสาทที่ดีขึ้นเมื่อประเมินอาการที่ 3 เดือน และการเกิดเลือดออกในสมองที่ทำให้อาการแย่ลง เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มีการใช้โปรแกรมและกลุ่มควบคุม
วิธีการวิจัย เป็นการวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยผู้วิจัยได้สร้างโปรแกรมบนสมาร์ทโฟน ทำการสุ่มผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม จากนั้นวัดระยะเวลา door-to-needle time อาการทางระบบประสาทที่ดีขึ้นเมื่อประเมินอาการที่ 3 เดือน โดยใช้ modified Rankin Scale คะแนน 0-2 และการเกิดเลือดออกในสมองที่ทำให้อาการแย่ลง เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มีการใช้โปรแกรมและกลุ่มควบคุม
ผลการวิจัย มีผู้ป่วยเข้าร่วมในการวิจัยจำนวน 64 ราย พบว่า door-to-needle time ในกลุ่มที่ใช้โปรแกรมน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.009*) มีอาการทางระบบประสาทที่ดีขึ้นเมื่อประเมินอาการที่ 3 เดือน (p=0.008*) และเกิดภาวะเลือดออกในสมองที่ทำให้อาการแย่ลง (symptomatic intracerebral hemorrhage) ไม่ต่างกันกับกลุ่มควบคุม
สรุป การใช้โปรแกรมประเมินอาการโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันผ่านระบบสารสนเทศ ช่วยให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลลูกข่ายได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดได้เร็วขึ้น และมีอาการทางระบบประสาทดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม


การเสื่อมวอลเลอเรียนในโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันถึงกึ่งเฉียบพลันแสดงโดยภาพดิฟฟิวชันเทนเซอร์, วสุนนท์ ธินรุ่งโรจน์ Jan 2017

การเสื่อมวอลเลอเรียนในโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันถึงกึ่งเฉียบพลันแสดงโดยภาพดิฟฟิวชันเทนเซอร์, วสุนนท์ ธินรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: งานวิจัยชิ้นนี้ทำเพื่อศึกษาการเสื่อมวอลเลอเรียนของใยประสาทโดยใช้การตรวจภาพถ่ายสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กโดยใช้เทคนิคการกระจายของโมเลกุลน้ำและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของดัชนีการกระจายของโมเลกุลน้ำกับการฟื้นตัวของระบบประสาทสั่งการของผู้ป่วยสมองขาดเลือด ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำผลการศึกษาไปใช้พยากรณ์โรคในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือด วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษาเป็นแบบ prospective analytic study โดยรวบรวมผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดจำนวน 12 ราย โดยทำการเก็บข้อมูลการฟื้นตัวของระบบประสาทสั่งการจากแบบประเมิน Fugh-Meyer และตรวจภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กโดยใช้เทคนิคการกระจายตัวของโมเลกุลน้ำที่เวลาแรกรับ ที่เวลา 1 เดือน และที่เวลา 3 เดือน จากนั้นทำการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นดัชนีการกระจายของโมเลกุลน้ำด้วยวิธี region base analysis และ tract base spatial statistical analysis (TBSS) จากนั้นหาความสัมพันธ์ของดัชนีการกระจายของน้ำกับการฟื้นตัวของระบบประสาทสั่งการจากแบบประเมิน Fugh-Meyer ด้วย Spearman correlation coefficient และใช้ Mann-Whitney U test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างกันของดัชนีการกระจายของน้ำระหว่างฐานสมองข้างที่ขาดเลือดและฐานสมองข้างที่ไม่ขาดเลือด ผลการศึกษา: พบความสัมพันธ์ของค่า FA ที่เวลา 90 วัน กับการฟื้นตัวของระบบประสาทสั่งการของรยางค์บนที่เวลาแรกรับ (r = 0.678 p value = 0.45 ) พบความสัมพันธ์ของค่า FA ที่เวลา 90 วัน กับการฟื้นตัวของระบบประสาทสั่งการของรยางค์บน, รยางค์ล่าง และการประเมินโดยรวม จากการประเมินด้วย FMA ที่เวลา 1 เดือน (r = 0.833 p value = 0.01, r = 0.765 p value = 0.02, r=0.817 p value = 0.01 ตามลำดับ) พบความสัมพันธ์ของค่า FA ที่ 3 เดือนกับการฟื้นตัวของระบบประสาทของรยางค์บน และการประเมินโดยรวม จากการประเมินด้วย FMA ที่เวลา …


การศึกษาประสิทธิภาพของโอแลนซาปีนในการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรที่ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนในขนาดสูง (แอนทราไซคลินคู่กับไซโคลฟอสฟาไมด์หรือซิสพลาตินขนาดสูง) โดยใช้โอแลนซาปีนร่วมกับเดกซาเมททาโซนและออนแดนซีทรอนเปรียบเทียบกับยาหลอกร่วมกับเดกซาเมททาโซนและออนแดนซีทรอน, วีริศา วิมลเฉลา Jan 2017

การศึกษาประสิทธิภาพของโอแลนซาปีนในการควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรที่ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนในขนาดสูง (แอนทราไซคลินคู่กับไซโคลฟอสฟาไมด์หรือซิสพลาตินขนาดสูง) โดยใช้โอแลนซาปีนร่วมกับเดกซาเมททาโซนและออนแดนซีทรอนเปรียบเทียบกับยาหลอกร่วมกับเดกซาเมททาโซนและออนแดนซีทรอน, วีริศา วิมลเฉลา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ในปัจจุบันสูตรยาหลักเพื่อป้องกันภาวะคลื่นไส้และอาเจียนจากยาเคมีบำบัดที่ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนในขนาดสูงซึ่งประกอบด้วยเดกซาเมททาโซน, พาโลโนซีทรอน และนิวโรไคนินวันแอนทาโกนิสหรือ โอแลนซาปีน ถูกแนะนำขึ้นเป็นสูตรยาหลัก อย่างไรก็ตามพาโลโนซีทรอน และนิวโรไคนินวันแอนทาโกนิสมีราคาแพงและไม่สามารถเข้าถึงยาได้ทุกคนในผู้ป่วยของประเทศไทย ผู้วิจัยจึงทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการเพิ่มโอแลนซาปีนร่วมกับออนแดนซีทรอนและเดกซาเมททาโซนเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัดที่ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนในขนาดสูง วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่ม, วิธีอำพรางผู้วิจัยและผู้เข้าร่วมวิจัย และมีการใช้ยาหลอก ในรอบที่สองของเคมีบำบัดจะมีการครอสโอเวอร์ไปใช้ยาอีกสูตรหนึ่ง ผู้ป่วยที่คัดเลือกคือ ไม่เคยได้รับเคมีบำบัดมาก่อน และมีนัดหมายเพื่อรับเคมีบำบัดสูตรดอกโซรูบิซินและไซโคลฟอสฟาไมด์หรือซิสพลาตินขนาดสูง จะถูกสุ่มแบบ 1:1 เพื่อเข้าในกลุ่มโอแลนซาปีนหรือยาหลอก ร่วมกับออนแดนซีทรอนและเดกซาเมททาโซน ในรอบที่สองผู้ป่วยจะได้รับยาอีกกลุ่มหนึ่ง จุดประสงค์หลักคือเพื่อดูอัตราของการไม่มีอาการอาเจียนและไม่ต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการคลื่นไส้และอาเจียน (complete response: CR) ผลการศึกษา: จากผลการศึกษาในรอบแรกของเคมีบำบัด, CR ของเวลาทั้งหมด (0-24 h) เป็น 69% ในผู้ป่วย 32 คนที่ได้โอแลนซาปีนและ 25% ในผู้ป่วย 32 คนที่ได้ยาหลอก, p<0.001. CR เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในกลุ่มที่ได้โอแลนซาปีนเทียบกับยาหลอก (0-24 h) (75% vs. 31%, p<0.001) และ (24-120 h) (69% vs. 43%, p=0.038). ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการคลื่นไส้ในกลุ่มที่ได้โอแลนซาปีนสูงกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอกอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติในเคมีบำบัดรอบแรก (0-24 h; 53% vs 25%, p=0.021, 24-120h; 41% vs. 13%, p=0.011, overall; 41% vs. 13%, p=0.011). ในการวิเคราะห์แบบครอสโอเวอร์หลังครบสองรอบ CR เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญสำคัญทางสถิติในกลุ่มโอแลนซาปีนเมื่อเทียบกับยาหลอก (0-24 h) (72% vs. 33%, p<0.001), (24-120 h) (67% vs. 38%, p<0.001) และ (0-120 h) (67% vs. 25, p<0.001).ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการคลื่นไส้การวิเคราะห์แบบครอสโอเวอร์หลังครบสองรอบของในกลุ่มที่ได้โอแลนซาปีนสูงกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอกอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ (0-24 h; 41% vs 11%, p=0.001, 24-120h; 42% vs. 14%, p=0.001, overall; 41% vs. 11%, p=0.001) ในการวิเคราะห์แบบครอสโอเวอร์หลังครบสองรอบของ visual analog score (VAS), ผู้ป่วยที่ได้โอแลนซาปีนมีค่าเฉลี่ยของอาการคลื่นไส้และอาการอ่อนเพลียที่น้อยกว่า (1.28 vs. 3.05, p<0.001) และ (3.5 vs. 4.58, p<0.001) ตามลำดับ แต่มีอาการอยากอาหารและง่วงนอนที่มากกว่า (2.5 vs. 1.55, p=0.003) และ (3.26 vs. 2.2, p<0.001) ตามลำดับ ไม่พบผลข้างเคียงจากโอแลนซาปีนที่มากกว่าระดับสอง และไม่พบว่ามีความแตกต่างของการเกิด QTc prolongation และค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลง QT interval ระหว่างสองกลุ่ม (7 vs 5, p=0.28) (-4.30 ms vs. -1.86 ms, p=0.69) ตามลำดับ ผู้ป่วย 52/60 คนเลือกที่จะได้รับยาโอแลนซาปีนต่อ, p<0.001. สรุปผล: ในกรณีที่ไม่สามารถใช้พาโลโนซีทรอน หรือนิวโรไคนินวันแอนทาโกนิส การใช้โอแลนซาปีนร่วมกับออนแดนซีทรอนและเดกซาเมททาโซนสามารถใช้ป้องกันภาวะคลื่นไส้และอาเจียนจากยาเคมีบำบัดที่ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนในขนาดสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย


ความชุกของไวรัสที่มาจากยุงในผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย, 2558-2559, วริษฐา เพ็ชรสม Jan 2017

ความชุกของไวรัสที่มาจากยุงในผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย, 2558-2559, วริษฐา เพ็ชรสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไข้เฉียบพลัน หมายถึง มีอาการไข้โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาการไข้เกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ตามคำจำกัดความ การมีไข้ หมายถึง มีอุณหภูมิของร่างกายเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ตามคำจำกัดความ จะให้มีไข้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ไข้เฉียบพลันที่ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด หรือลักษณะอาการบ่งบอกที่แน่ชัดว่ามีสาเหตุจากอะไร พบได้บ่อย (ในรายที่มีไข้และรู้สาเหตุที่แน่ชัด เช่น เป็นฝี มีหนองการอักเสบของแขนและขา โรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เราก็จะไม่เรียกว่า ไข้เฉียบพลัน) ไข้เฉียบพลันในประเทศไทย จึงมีสาเหตุมาจากหลายอย่าง แต่ที่พบบ่อย เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัส เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน (tropical) ซึ่งเป็นเขตที่มียุงชุกชุม เพราะมีสภาพแวดล้อม ได้แก่ มีป่าไม้ แหล่งน้ำ อุณหภูมิ และความชื้น ที่เหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ของยุง ซึ่งยุงเป็นพาหะของโรคติดเชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุของไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย ได้แก่ ไวรัสเดงกี่ (dengue virus) ไวรัสชิคุนกุนยา (chikungunya virus) และไวรัสซิกา (Zika virus) โดยในการศึกษานี้ จะศึกษาความชุกของไข้เลือดออก ไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสซิกา ในผู้ป่วยที่มีไข้เฉียบพลัน ในประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ. 2558 - 2559 โดยการตรวจวินิจฉัยไวรัสเดงกี่ จากผู้ป่วยไข้เฉียบพลันทั้งหมด 1,918 ราย ด้วยเทคนิค Semi-nested RT-PCR ตรวจวินิจฉัยไวรัสชิคุนกยา 1,753 ราย และไวรัสซิกา 1,949 ราย ด้วย Real-time RT-PCR จากนั้นเลือกตัวอย่างผู้ป่วยไข้เฉียบพลันที่ทราบจำนวนวันเป็นไข้ มาทั้งหมด 367 ราย เพื่อมาตรวจหาโปรตีน NS1, IgM และ IgG antibodies (Dengue markers) ด้วย ELISA พบว่าการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ ทั้งหมด 181 …


Development Of Parkinson’S Glove For Detection And Suppression Of Hand Tremor At Rest Among The Tremor-Dominant Parkinson’S Disease Patients With Medically Intractable Tremor., Onanong Jitkritsadakul Jan 2017

Development Of Parkinson’S Glove For Detection And Suppression Of Hand Tremor At Rest Among The Tremor-Dominant Parkinson’S Disease Patients With Medically Intractable Tremor., Onanong Jitkritsadakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study were to determine the efficacy of an electrical muscle stimulation (EMS) as a treatment for drug resistant tremor in PD patients by identifying of the most suitable stimulation protocols for tremor reduction and to seek out for the best location for placement of the surface electrodes (phase 1) and developing the Parkinson's glove and test for its efficacy in suppression of hand tremor at rest among the tremor-dominant Parkinson's disease patients with medically intractable tremor (phase 2). From phase 1 study, 34 PD patients with classic resting tremor was recruited. The suitable stimulation protocol and …


Protein Profiling Analysis Of Platelets In Hypercoagulable State Of Β-Thalassemia/Hbe Patients, Puangpaka Chanpeng Jan 2017

Protein Profiling Analysis Of Platelets In Hypercoagulable State Of Β-Thalassemia/Hbe Patients, Puangpaka Chanpeng

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

β-thalassemia/HbE is an inherited hemolytic anemia caused by defect in β-globin synthesis resulting in accumulation of excess α-globin chains in red blood cells. A hypercogulable state leading to high risk of thromboembolic event is one of the most common complications observed in this disease, particularly in patients with splenectomy. Previous studies suggested that increased platelet activation and coagulation factors in β-thalassemia/HbE intermediate patients promote the hypercoagulable state. However, the hypercoagulable state as well as the molecular mechanism regarding this pathogenesis in β-thalassemia/HbE is not yet well understood. This study aimed to identify proteins related to platelet activation and to hypercoagulable …


Comparison Between Digital Image Analysis And Visual Assessment Of Immunohistochemical Her2 Expression In Breast Cancer, Morten Ragn Jakobsen Jan 2017

Comparison Between Digital Image Analysis And Visual Assessment Of Immunohistochemical Her2 Expression In Breast Cancer, Morten Ragn Jakobsen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Assessment of HER2 status is considered standard of care in the histopathologic workup of breast cancer and conveys prognostic and predictive information used to guide treatment decisions. The assessment is often carried out in a two-step approach where immunohistochemical expression of HER2 protein is first evaluated by conventional microscopy and equivocal cases are further analyzed by in-situ hybridization techniques to assess gene amplification status. Methods: In this study we compared conventional manual assessment of immunohistochemical HER2 expression with digital image analysis (DIA) and consensus manual assessment by a panel of three pathologists. From our archive we retrieved sections of …


Histopathologic Difference Between Sinonasal Mucosa And Polyp Tissue For Diagnosing Eosinophilic Chronic Rhinosinusitis, Wanrawee Thaitrakool Jan 2017

Histopathologic Difference Between Sinonasal Mucosa And Polyp Tissue For Diagnosing Eosinophilic Chronic Rhinosinusitis, Wanrawee Thaitrakool

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to assess the appropriate site for diagnosing eosinophilic chronic rhinosinusitis (ECRS) by histopathology. Patients with chronic rhinosinusitis with polyps (CRSwNP) were enrolled. Specimens were collected from polyp apex, polyp pedicle, polyp scraping and ethmoid mucosa. Number of tissue eosinophil of the four samples was assessed with intrapersonal comparison for diagnosing ECRS. Correlations with clinical characteristics of ECRS were assessed for each site. Results showed that thirty patients with CRSwNP were enrolled. Polyp apex, polyp pedicle and ethmoid mucosa gave similar results for diagnosing ECRS in 16 patients (53.3%). Median tissue eosinophil was greater in polyp apex (84, …


Pretreatment Prognostic Factors To Predict Survival Outcome In Advanced Non-Small Cell Lung Cancer With First Line Treatment In Thailand: A Retrospective Cohort Study, Sureerat Jaruhathai Jan 2017

Pretreatment Prognostic Factors To Predict Survival Outcome In Advanced Non-Small Cell Lung Cancer With First Line Treatment In Thailand: A Retrospective Cohort Study, Sureerat Jaruhathai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Tumor genetic information and biologic markers are often used as prognostic factors. However, these have limited applicable in real daily practice due to their high cost . Objective: To evaluate which inexpensive, convenient simple prognostic factors are associated with survival outcome with first line treatment among patients with advanced non-small cell lung cancer (NSCLC). Methods: Retrospectively reviewed the charts of patients diagnosed with having advanced NSCLC with no previous treatment seen at King Chulalongkorn Memorial Hospital and Police General Hospital during 1 January 2008-31 Dec 2013. Results: A total of 301 patients were included in the study; 68.1% males. …


Involvement Of Notch Signaling In Interleukin-4-Stimulated Human Macrophages, Naunpun Sangphech Jan 2017

Involvement Of Notch Signaling In Interleukin-4-Stimulated Human Macrophages, Naunpun Sangphech

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Macrophages respond to various stimuli, resulting in distinct effector phenotypes that range from LPS-stimulated proinflammatory to IL-4-activated pro-healing phenotype. The regulatory mechanism of this polarization is not fully understood. Notch signaling pathway is a conserved signaling pathway involved in polarization of macrophages, especially proinflammatory macrophages. However, the role of Notch signaling in IL-4 stimulated macrophages (M(IL-4)) is not well defined. PPARgamma is a signature nuclear receptor in M(IL-4) that function mainly in regulating lipid metabolism. There are many reports that revealed the interaction of Notch signaling and PPARgamma in various cells but not in macrophages. In this study, the interaction …


Ctl-Mediated Immune Evasion In Hiv Viraemic Controllers And Non-Controllers, Prathanporn Kaewpreedee Jan 2017

Ctl-Mediated Immune Evasion In Hiv Viraemic Controllers And Non-Controllers, Prathanporn Kaewpreedee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: To compare T cell response and to identify the mechanism of escape in HIV-infected volunteers. Methods: HIV-infected volunteers (CD4>450 cells/µL) were enrolled from the anonymous clinic. Volunteers were classified into two groups based on HIV plasma viral load; viraemic controllers (VC) (VL<2000 cp/mL) and non-controllers (NC) (VL>2000 cp/mL). EDTA-whole blood was collected and determined the response against Gag p24 by IFNγ ELISpot assay. Population sequencing within the Gag p24 region was performed to identify escape mutations. Results: Demographic data [age, gender, sexual preference and the presence of protective alleles (HLA-B27, -B57 and –B58)] between VC (n=23) and NC (n=41) were no statistical …


Development Of Gold Nanoparticle-Based Lateral Flow Immunoassay For Detection Of Pathogenic Leptospiral Antigen, Prayoon Lae-Ngee Jan 2017

Development Of Gold Nanoparticle-Based Lateral Flow Immunoassay For Detection Of Pathogenic Leptospiral Antigen, Prayoon Lae-Ngee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Leptospirosis, caused by pathogenic Leptospira spp., is a global re-emerging zoonosis and endemic disease in tropical and sub-tropical countries including Thailand. Point-of-care testing (POCT) for rapid diagnosis of leptospirosis is needed for prompt and appropriate treatment particularly in resource-poor settings. Lateral flow immunoassay (LFA)-based POCT devices are rapid, user friendly, cheap, have one-step analysis, and need no sophisticated equipment. LipL32 is a common target for diagnostic tests of leptospirosis because it is the major outer membrane protein (OMP) that is specific and highly conserved among pathogenic Leptospira. This study aimed to develop the gold nanoparticle (AuNP)-based LFA for detection of …


Characterization Of Antimicrobial-Resistant Nontyphoidal Salmonella Isolated From Humans And Food Animals In Thailand 172252256, Sirirat Luk-In Jan 2017

Characterization Of Antimicrobial-Resistant Nontyphoidal Salmonella Isolated From Humans And Food Animals In Thailand 172252256, Sirirat Luk-In

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The emergence and increase of resistance to antimicrobial agents, especially to extended-spectrum cephalosporins (ESCs) and fluoroquinolones in nontyphoidal Salmonella have recently become a serious therapeutic problem. The objectives of this study were to characterize antimicrobial resistance mechanisms, the clonality, and plasmid profiles among nontyphoidal Salmonella isolates from human and food animals in Thailand. A total of 897 nontyphoidal Salmonella isolates, 617 isolates from human and 280 isolates from food animal in Thailand during 2005 to 2007 and 2012 to 2016 were included in this study. The significantly higher resistance rates were found in S. Choleraesuis compared with other serotypes to …


Characterization Of T Cell Secreted Cytokines And Cytotoxic Mediators Profiling In Knee Osteoarthritis Patients, Thitiya Sae-Jung Jan 2017

Characterization Of T Cell Secreted Cytokines And Cytotoxic Mediators Profiling In Knee Osteoarthritis Patients, Thitiya Sae-Jung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Osteoarthritis (OA) is a chronic disease associated with morphological joint changes that results in the breakdown of joint cartilage and underlying bone with erosive inflammation. Factors of OA are intrinsic factor and extrinsic factor. The pathogenesis of OA relates with immune responses and immune cells, T cells, B cells, and macrophages etc., T cells both CD4+ and CD8+ T cell are immune cells that have been suggested to play a role in OA. However, we found many finding in CD8+ T cells such as a high proportion of CD8+ T cell was observed in tissue of knee joint. In addition, …


Antimicrobial Effect Of High Dose Ascorbate In Mouse Model With Bacterial Infection, Chulamartd Wirapakorn Jan 2017

Antimicrobial Effect Of High Dose Ascorbate In Mouse Model With Bacterial Infection, Chulamartd Wirapakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ascorbate or Vitamin C is a vitamin that is important to the body. It contributes to the immunity, involves the collagen formation, acts as an antioxidant and has the ability to destroy cancer cells and bacteria. These abilities depend on the concentration of ascorbate. Bactericidal properties of ascorbate were interesting, especially in the high concentrations. Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa, Acinetobacter baumannii, and Escherichia coli are a common etiologies of nosocomial infection in Thailand and worldwide. These bacteria have developed mechanisms of antibiotics resistance and cause more violence in the disease. Hence, the time-killing assay was used to explore the bactericidal …