Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 841 - 870 of 1270

Full-Text Articles in Dentistry

ผลการเรียนของนิสิตทันตแพทย์ เมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นสื่อประกอบการสอนในวิชาครอบและสะพานฟัน, มรกต ตันติประวรรณ May 1998

ผลการเรียนของนิสิตทันตแพทย์ เมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นสื่อประกอบการสอนในวิชาครอบและสะพานฟัน, มรกต ตันติประวรรณ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อวัดผลคะแนนทดสอบของนิสิตชั้นปีที่ 4 ภายหลังการเรียนการสอน โดยใช้สื่อประกอบการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เปรียบเทียบกับการใช้แผ่นใสและภาพนิ่ง ในวิชาครอบและสะพานฟัน หัวข้อเรื่อง ฟันปลอมชนิดติดแน่นที่รองรับด้วยรากเทียม วัสดุและวิธีการ กลุ่มที่ 1 นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2539 จํานวน 101 คน เข้ารับการเรียน การสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อประกอบการสอน ตามตารางการสอนของวิชาครอบและสะพาน ฟัน ประจําปีการศึกษา 2539 กลุ่มที่ 2 นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2540 เข้ารับการเรียนการสอน โดยใช้แผ่นใสและภาพนิ่งเป็นสื่อประกอบการสอน ตามตารางการสอนของวิชาครอบและสะพานฟัน ประจําปีการศึกษา 2540 จํานวน 100 คน นิสิตทั้ง 2 กลุ่ม ทําแบบทดสอบก่อนการเรียนใช้เวลา 10 นาที จากนั้นอาจารย์ผู้สอน บรรยายประกอบสื่อการสอน และตอบข้อซักถามเป็นเวลา 40 นาที นิสิตทําแบบทดสอบหลังการเรียนการสอน (เนื้อหา เหมือนกับแบบทดสอบก่อนการเรียนการสอน) ใช้เวลา 10 นาที บันทึกคะแนนสอบและแต้มเฉลี่ยสะสมของนิสิต ทั้ง 2 กลุ่ม นําผลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้ค่าสถิติที (t-test) ในโปรแกรม SPSS for windows ที่ระดับนัยสําคัญทาง สถิติ p < 0.01 ประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และทัศนคติต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ในกลุ่มที่ 1 โดยใช้แบบสอบถามผล ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแต้มเฉลี่ยสะสม และของคะแนนทดสอบก่อนการเรียนการสอนของนิสิต กลุ่มที่ 1 และ 2 มีค่า 2.79 + 0.40, 2.83 + 0.47 และ 11.66 + 2.20, 12.43 + 2.27 ตามลําดับ ไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติของแต้มเฉลี่ยสะสม และผลคะแนนสอบก่อนการเรียนการสอน ระหว่างกลุ่มที่ 1 และ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนทดสอบภายหลังการเรียนการสอนของนิสิตกลุ่มที่ 1 และ 2 มีค่า 24.09 + 2.68 และ 22.26 + 2.29 ตามลําดับ พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) ของ คะแนนสอบภายหลังการเรียนการสอน ระหว่างกลุ่มที่ 1 และ 2 นิสิตร้อยละ 95 พอใจกับวิธีการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ สรุป การเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทําให้นิสิตมีความตั้งใจ สนใจ และเข้าใจ ในบทเรียน มากกว่าการเรียนการสอนโดยใช้แผ่นใสและภาพนิ่งเป็นสื่อประกอบการสอน


Peroxidase Activity In Unstimulated Whole Saliva In Periodontitis Patients, Em-On Benjavongkulchai, Janpen Bunmongkolruksa, Wipavee Kosalathip May 1998

Peroxidase Activity In Unstimulated Whole Saliva In Periodontitis Patients, Em-On Benjavongkulchai, Janpen Bunmongkolruksa, Wipavee Kosalathip

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective To compare total peroxidase activity in whole saliva between periodontitis patients and perio- dontal healthy control by using more reliable and specific assay of 5-thio-2-nitrobenzoic acid (Nbs). Materials and methods Unstimulated whole saliva samples from periodontitis patients and periodontal healthy subjects (n = 15) were collected by expectoration. Flow rate was determined and pH was measured by pH paper. Total protein concentration and peroxidase activity were determined by Coomassie Brilliant Blue G250 and Nbs, respectively.Results and conclusions Mean values of flow rate, pH and total protein concentration in both groups were similar to each other. However, total peroxidase activity …


โรคฮิสติโอไซโตซิส เอ็กซ์ : รายงานผู้ป่วยและบทความปริทัศน์, กิตตพงษ์ ดนุไทย, วิจิตร ธรานนท์ May 1998

โรคฮิสติโอไซโตซิส เอ็กซ์ : รายงานผู้ป่วยและบทความปริทัศน์, กิตตพงษ์ ดนุไทย, วิจิตร ธรานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

โรคในกลุ่มของฮิสติโอไซโตซิส เอ็กซ์ ประกอบด้วย 3 โรคคือ อีโอซิโนฟิลิค แกรนูโลม่า โรคแฮนด์ ซูลเลอร์ คริสเตียน และ โรคเลทเทอเรอร์ ไซวี โรคในกลุ่มนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและมีลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาคือ มีการเพิ่มจํานวนของแลงเกอฮานเซลล์รวมถึงการรวมตัวของพวกอีโอซิโนฟิล ลักษณะของภาพถ่ายทางรังสีจะพบเงาดําวงเดียวหรือหลายวงที่มีขอบเขตชัดเจนหรือลักษณะของฟันลอยอยู่ในอากาศในกรณีที่มีความรุนแรงมาก เนื่องจากลักษณะอาการแสดงในช่องปากที่หลากหลายซึ่งอาจนําไปสู่ปัญหาในการวินิจฉัยโรค บทความนี้จึงเน้นเกี่ยวกับบทบาทของการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางจุลพยาธิวิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพบแลงเกอฮานเซลล์ การผ่าตัดเป็นการรักษาที่นิยมทํากันโดยเฉพาะรอยโรคในกระดูกขากรรไกรในขณะที่การใช้รังสีรักษาและเคมีบําบัดควรจะสงวนไว้ใช้ ในกรณีที่รอยโรคมีเป็นจํานวนมากหรือไม่สามารถเข้าไปทําการผ่าตัดได้ บทความนี้เป็นการรายงานถึงผู้ป่วยชายอายุ 22 ปีซึ่งมีปัญหาเหงือกบวมและฟันโยก นอกจากนี้ยังพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้ขากรรไกรล่างมีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพถ่ายทางรังสีพบรอยโรคในกระดูกหลายชิ้น ชิ้นเนื้อที่ตัดไปตรวจทางจุลพยาธิวิทยาแสดงให้เห็นถึงกลุ่มของแลงเกอฮานเซลล์ที่อยู่ปะปนกับอีโอซิโนฟิล แลงเกอฮานเซลล์ย้อมติดสีเมื่อใช้เทคนิคอิมมูโนฮิสโตเคมีสําหรับเอส-หนึ่งร้อยการรักษาในผู้ป่วยรายนี้กระทําโดยใช้การผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษา


การตรวจไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่องลึกปริทันต์จํานวน 33 ชนิดโดยวิธีแรพปิดเทสท์, จินตกร คูวัฒนสุชาติ May 1998

การตรวจไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่องลึกปริทันต์จํานวน 33 ชนิดโดยวิธีแรพปิดเทสท์, จินตกร คูวัฒนสุชาติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ : ต้องการหาวิธีตรวจหา H2S ที่ทําได้ง่ายและสะดวก และบอกผลได้รวดเร็ว วัสดุและวิธีการ : ใช้สารอาหารพวกซัลเฟอร์ที่ใช้ในการผลิต H2S ของเชื้อจุลินทรีย์ เช่นพวก L-cysteine ผสมกับ L-methionine และ glutathione ใส่รวมกับ inactivated horse serum โดยมี Lead acetate paper strips เป็น indicator สรุปผล : Rapid test เป็นวิธีที่ใช้ในการตรวจหา H2S ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์พวกที่อาศัยอยู่ในร่องลึกปริทันต์ได้ดี ที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก สามารถบอกผลได้เร็ว เพียงแค่ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ก็สามารถบอกได้อย่างคร่าว ๆ ว่าเชื้อจุลินทรีย์ตัวนั้นผลิต H2S ออกมาได้หรือไม่ และสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเชื้อจุลินทรีย์ตัวนั้นผลิต H2S ออกมาได้มากหรือน้อยเพียงใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น


การรักษารอยโรคปริทันต์โดยการเหนี่ยวนําเนื้อเยื่อ ด้วยแผ่นยางกันน้ำลายร่วมกับวัสดุปลูกกระดูก : รายงานผู้ป่วย 2 ราย, อภิชาติ ศิลปอาชา, นวลฉวี หงษ์ประสงค์ May 1998

การรักษารอยโรคปริทันต์โดยการเหนี่ยวนําเนื้อเยื่อ ด้วยแผ่นยางกันน้ำลายร่วมกับวัสดุปลูกกระดูก : รายงานผู้ป่วย 2 ราย, อภิชาติ ศิลปอาชา, นวลฉวี หงษ์ประสงค์

Chulalongkorn University Dental Journal

การรักษาโรคปริทันต์ด้วยการผ่าตัดโดยการใช้กระบวนการเหนี่ยวนําเนื้อเยื่อให้สร้างอวัยวะปริทันต์ขึ้นใหม่ในบริเวณรอยโรค (จีทีอาร์) จําเป็นต้องใช้แผ่นกั้นเพื่อป้องกันเซลล์ที่ไม่ต้องการให้เข้าไปบริเวณผิวฟัน และเปิดโอกาสให้เซลล์ที่ต้องการได้แก่เซลล์ของเอ็นยึดปริทันต์และเซลล์ของกระดูกเบ้าฟันที่เป็นตัวอ่อนได้เข้าในยังบริเวณผิวรากฟัน สร้างเนื้อเยื่อปริทันต์ในบริเวณที่สูญเสียไป แผ่นกั้นที่ใช้แบ่งเป็นแผ่นกั้นชนิดที่ไม่สลายและสามารถละลายได้เองทั้งสองชนิดได้ผลิตขายในท้องตลาดมีลักษณะตามรอยโรคที่ต้องการใช้ ใช้ได้ผลดี และเมื่อใช้ร่วมกับวัสดุปลูกกระดูกจะให้ผลดียิ่งขึ้น แต่เนื่องจากมีราคาสูงมาก โดยเฉพาะในรอยโรคที่อยู่ติดกันหลาย ๆ รอยโรคจะต้องใช้แผ่นกั้นหลายชิ้นเย็บต่อเนื่อง นอกจากราคาแพงแล้วยังยุ่งยากและอาจให้ผลดีไม่เท่าที่ควร ดังนั้นแผ่นยางกันน้ำลายจึงถูกนํามาใช้แทนแผ่นกั้นในท้องตลาด ซึ่งพบว่าสามารถใช้เป็นแผ่นกั้นได้ดี ทําให้เกิดกระบวนการเหนี่ยวนําเนื้อเยื่อให้สร้างอวัยวะปริทันต์ขึ้นใหม่ได้เหมือนกับการใช้แผ่นกั้นในท้องตลาด ในรายงานนี้เป็นรายงานการผ่าตัดแบบจีทีอาร์ ใน ผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งมีรอยโรคหลาย ๆ รอยโรคในบริเวณเดียวกัน 2 ราย โดยใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นและได้ตามผลการรักษามาแล้วเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งพบว่าการหายของรอยโรคดีและคงสภาพได้ เช่นเดียวกับผู้ป่วยซึ่งใช้แผ่นกั้นในท้องตลาดในการผ่าตัดแบบเดียวกัน


เหงือกบวมในผู้ป่วยโรคลมชัก, อรนุช บุญรังสิมันตุ์ Jan 1998

เหงือกบวมในผู้ป่วยโรคลมชัก, อรนุช บุญรังสิมันตุ์

Chulalongkorn University Dental Journal

รายงานผู้ป่วยหญิงหนึ่งราย ซึ่งมีเหงือกบริเวณหน้าบนและล่างบวมมาก เนื่องจากได้รับยาไดแลนทีนในการรักษาโรคลมชักที่โรงพยาบาลระยอง ผลข้างเคียงของยาไดแลนทีนทางทันตกรรม คือ การทําให้เหงือกบวมโตได้โดยเฉพาะผู้ที่มีอนามัยช่องปากไม่ดี ดังนั้นในการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ ทันตแพทย์ควรตระหนักถึง การเน้นให้ผู้ป่วยดูแลอนามัยช่องปากเป็นสําคัญ


การเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุบูรณะฟันชั่วคราว 3 แบบ, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย, ชุติมา ระติสุนทร, ลิขนา มักอุส่าห์, พจมาลย์ โตเทียม Jan 1998

การเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุบูรณะฟันชั่วคราว 3 แบบ, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย, ชุติมา ระติสุนทร, ลิขนา มักอุส่าห์, พจมาลย์ โตเทียม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุบูรณะฟันชั่วคราว 3 แบบ คือ Caviton, IRM และ Caviton ร่วมกับ IRM วัสดุและวิธีการ โดยใช้ฟันกรามใหญ่ล่างแท้ซึ่งปลายรากปิดทั้งหมด จํานวน 36 ซี่ โดยฟัน 33 ซี่ ทําการกรอ ช่องเปิดเข้าสู่โพรงเนื้อเยื่อในพื้นที่ด้านบดเคี้ยว-ใกล้กลาง (Occluso mesial) และอุดด้วยวัสดุที่ต้องการทดสอบกลุ่มละ 10 ซี่ ส่วนอีก 3 ซี่ อุดด้วยกัตตาเปอร์ซาเป็นกลุ่มควบคุมที่ให้ผลบวก และ 3 ที่เหลือซึ่งไม่ได้กรอช่องเปิดเข้าสู่ โพรงเนื้อเยื่อในฟันเป็นกลุ่มควบคุมที่ให้ผลลบ จากนั้นทายาทาเล็บ 3 ชั้นที่ผิวฟันนํามาแช่น้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 °C เป็นเวลา 1 วัน นํามาทํา thermocycling ที่อุณหภูมิ 5 ± 2 °C เป็นเวลา 30 วินาที และที่อุณหภูมิ 55 #2 °C เป็นเวลา 30 วินาที ทําซ้ํา 90 รอบ แล้วนําฟันมาแช่ในน้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37 °C ต่ออีก 6 วัน เมื่อ ครบกําหนดนําฟันไปแช่ในสารละลาย methylene blue ความเข้มข้นร้อยละ 2 เป็นเวลา 7 วัน นําฟันไปตัดโดย เครื่องตัดฟัน ในแนวใกล้กลาง-ไกลกลาง (mesio-distal) แล้วนํามาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์สเตอริโอ (stereo microscope) เพื่อวัดระดับการรั่วซึมของสี ผลการทดลอง การรั่วซึมของสีบนด้านบดเคี้ยว ของกลุ่มที่อุดด้วย Caviton และกลุ่มที่อุดด้วย Caviton ร่วมกับ IRM มีการรั่วซึมน้อยกว่ากลุ่มที่อุดด้วย IRM อย่างมีนัยสําคัญ (p<0.01) การรั่วซึมของสีในกลุ่มที่อุดด้วย Caviton ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญจากกลุ่มที่อุดด้วย Caviton ร่วมกับ IRM ส่วนการรั่วซึมของสีทางด้านข้าง มีการรั่วซึมเข้าถึงระดับโพรงฟันไม่แตกต่างกันทั้ง 3 กลุ่ม สรุป การอุดด้วย Caviton หรือ Caviton ร่วมกับ IRM ใน Cavity Class II จะสามารถป้องกันการรั่วซึมได้ ดีกว่าการบูรณะชั่วคราวด้วย IRM เพียงอย่างเดียว


Clinical Evaluation Of Attachment In Mandibular Furcation, Varunee Kerdvongbundit, Piyawat Phankosol Jan 1998

Clinical Evaluation Of Attachment In Mandibular Furcation, Varunee Kerdvongbundit, Piyawat Phankosol

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The healing response of non- molar sites, molar flat surface sites and molar furcation sites was investigated in 21 adult periodontitis patients following a periodontal therapy of plaque control, scaling and root planing Material and methods A total of 270 sites were monitored by recordings of plaque index, gingival index, gingival recession, probing depth, and probing attachment loss at 3 months and every 6 th month for 2 years.Results and conclusion The results demonstrated that in sites with initial probing depth of 4.0 mm or greater, molar furcation sites responded less favorably to the therapy as compared to molar …


การตรวจวิเคราะห์ชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่พบในร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วยด้วยโรคปริทันต์อักเสบในคนไทย, จินตกร คูวัฒนสุชาติ, ณรงค์ศักดิ์ เหล่าศรีสิน Jan 1998

การตรวจวิเคราะห์ชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่พบในร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วยด้วยโรคปริทันต์อักเสบในคนไทย, จินตกร คูวัฒนสุชาติ, ณรงค์ศักดิ์ เหล่าศรีสิน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ : การวิจัยครั้งนี้ต้องการตรวจวิเคราะห์หาชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่พบในร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วยด้วย โรคปริทันต์อักเสบในคนไทย วัสดุและวิธีการ : ทําการเก็บตัวอย่างคราบจุลินทรีย์จากร่องลึกปริทันต์ของผู้ป่วยด้วยโรคปริทันต์อักเสบที่ได้มาจาก ภาควิชาปริทันตวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จํานวนทั้งสิ้น 16 ราย รวมตัวอย่างที่เก็บ มาทั้งหมด 32 ตัวอย่าง โดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อทั้งพวก Non selective media กับพวก Selective media ทําการ เพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ สรุป : ผลการวิจัย ได้แสดงให้เห็นว่าเชื้อที่ตรวจพบในร่องลึกปริทันต์ของฟันผู้ป่วยด้วย โรคปริทันต์อักเสบในคนไทย ส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อพวกกรมลบชนิดแท่งที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต


การศึกษาซิลิโคนที่ใช้ทําแบบพิมพ์หูสําหรับผู้ป่วยหูพิการ, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, รศนา เกตุทัต, ลัดดาวัลย์ สัมพันธ์ศิริกุล, นพวรรณ เจือณรงค์ฤทธิ์ Jan 1998

การศึกษาซิลิโคนที่ใช้ทําแบบพิมพ์หูสําหรับผู้ป่วยหูพิการ, ปิยวัฒน์ พันธุ์โกศล, รศนา เกตุทัต, ลัดดาวัลย์ สัมพันธ์ศิริกุล, นพวรรณ เจือณรงค์ฤทธิ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ แบบพิมพ์หูที่ใช้ร่วมกับเครื่องช่วยฟัง สําหรับผู้ป่วยหูพิการ มีความสําคัญ โดยนําเสียงจากลําโพง เข้าสู่ช่องหู ยึดลําโพงให้ติดกับรูหูของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่มีการรั่วของเสียงจากลําโพงสู่ภายนอก ควรมีคุณสมบัติยืดหยุ่น ดี ไม่ทําให้เจ็บ มีความทนทานต่อการฉีกขาดไม่มีรูพรุน นําคลื่นเสียงได้ดีวิธีการผลิตไม่ยุ่งยาก น้ําหนักเบา ใส และ สวยงามวัสดุที่ใช้ทําแบบพิมพ์หูในปัจจุบันยังขาดคุณสมบัติบางประการ งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คุณสมบัติทางกลของวัสดุ 6 ชนิด ที่จะนํามาใช้ทําแบบพิมพ์หู วัสดุและวิธีการ ศึกษาและเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกลอันได้แก่ ความต้านทานต่อการฉีกขาด ความแข็งผิว การ แข็งตัว ความใส และความพรุน ของซิลิโคน 6 ชนิด คือ SILICON-MICROFLEX BIOPOR PSE30 PSE70 A999 และ A595 ผลการวิจัยและสรุป จากการเปรียบเทียบปรากฏว่า PSE30 มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับคุณสมบัติในอุดมคติของวัสดุ ที่ใช้ทําแบบพิมพ์หู มากกว่าซิลิโคนอื่น ๆ ซึ่งควรจะนํามาศึกษาคุณสมบัติอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก ก่อนจะนํามาใช้งานในทางคลินิก


รอยโรคฮิสโตพลาสโมซิสในผู้ป่วย โรคเอสแอลอี - รายงานผู้ป่วย, ลาวัณย์ บุณยมานนท์, สมศรี โรจนวัฒน์ศิริเวช Jan 1998

รอยโรคฮิสโตพลาสโมซิสในผู้ป่วย โรคเอสแอลอี - รายงานผู้ป่วย, ลาวัณย์ บุณยมานนท์, สมศรี โรจนวัฒน์ศิริเวช

Chulalongkorn University Dental Journal

ฮิสโตพลาสโมซิสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราฮิสโตพลาสมา แค็ปสุลาตุ้ม รอยโรคฮิสโตพลาสโมซิสในช่องปากพบได้ในผู้ป่วยที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกกดหรือได้รับยาสเตอรอยด์ ในรายงานนี้ผู้ป่วยหญิงอายุ 37 ปีมีประวัติเป็นโรคเอสแอลอี ได้รับการรักษาด้วยการรับประทานยาเพร็ดนิโซโลนมาเป็นเวลา 6 ปี ร่วมกับรักษาวัณโรคปอดมาแล้วกว่า 6 เดือน ในช่องปากพบรอยโรคลักษณะเป็นแผลที่บริเวณเพดานปาก และเหงือกบริเวณด้านหลังของฟันกรามข้างซ้าย จากการวินิจฉัยทางจุลพยาธิวิทยาพบว่าเป็นรอยโรคฮิสโตพลาสโมซิส ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการรักษารอยโรคในช่องปากด้วยยาอิตร้าโคนาโซลหรือสปอร์รอล หลังจากการใช้ยาชนิดนี้รับประทานในขนาด 400 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 1 เดือนพบว่า รอยโรคในบริเวณดังกล่าวดีขึ้นโดยแผลส่วนใหญ่หายไป และแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อที่ยังมีสีแดงของการอักเสบ ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยานี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน


อุบัติการการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ-การศึกษาทางคลินิก, ชัยวัฒน์ ปิ่นน้อย, ไมตรี แสงนาค Jan 1998

อุบัติการการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ-การศึกษาทางคลินิก, ชัยวัฒน์ ปิ่นน้อย, ไมตรี แสงนาค

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทางคลินิกถึงอุบัติการการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบและสาเหตุที่ทําให้เกิดภายหลังการถอนฟัน ในผู้ป่วยคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มารับการถอนฟันที่ภาควิชาศัลยศาสตร์คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเวลา 2 ปี วัสดุและวิธีการ ศึกษาจากผู้ป่วย 912 คน ที่มารับการถอนฟันทั้งฟันธรรมดาและฟันคุด บันทึกข้อมูลผู้ป่วยที่มี อาการปวดร้าวรุนแรงอย่างต่อเนื่องภายหลังการถอนฟัน ตรวจ และให้การวินิจฉัยว่าเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบหรือไม่ นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าทางสถิติต่อไป ผลการศึกษา พบอุบัติการการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ 2.8% ในการถอนฟัน 1181 ซี่ จากผู้ป่วย 912 คน พบว่า อุบัติการการเกิดสูงสุด ในช่วงอายุ 20-29 ปีของทั้งสองเพศ คิดเป็น 43% พบอุบัติการการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบ ในเพศหญิงมากกว่าในเพศชาย แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) ความชุกในการเกิดกระดูก และแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเบ้าฟันอักเสบพบภายหลังการถอนฟันยากมากกว่าการถอนฟันธรรมดา (p<0.05) พบอุบัติการการเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบในขากรรไกรล่างมากกว่าในขากรรไกรบนคิดเป็น 90% และ 10% ตามลําดับพบว่าส่วนใหญ่เกิดภายหลังการถอนฟันคุด 60.6% และเป็นฟันคุดชนิดที่ไม่มีฝาเหงือกอักเสบมาก ที่สุดคิดเป็น 48.5% และพบว่าจะเกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบในวันที่สองภายหลังการถอนฟันมากที่สุดคิดเป็น 85% อาการปวดจะหายไปหลังจากได้รับการรักษา 2-4 ครั้ง สรุป พบว่าการถอนฟันยากซึ่งทําให้เกิดการบอบช้ํา (Trama) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เกิดกระดูกเบ้าฟันอักเสบและ พบด้วยว่าการติดเชื้อ (Infection) ก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งด้วย ซึ่งผลที่ได้นี้สนับสนุนงานวิจัยของผู้อื่นที่เสนอ ไว้ในคำนำ


การเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุบูรณะฟันชั่วคราว 3 แบบ ภาค 2, ปิยาณี พาณิชวสัย, ชุติมา ระติสุนทร, เฌอมาลย์ เรืองวิไลรัตน์, ศิริรัตน์ ลิ่มบริบูรณ์ Jan 1998

การเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุบูรณะฟันชั่วคราว 3 แบบ ภาค 2, ปิยาณี พาณิชวสัย, ชุติมา ระติสุนทร, เฌอมาลย์ เรืองวิไลรัตน์, ศิริรัตน์ ลิ่มบริบูรณ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการรั่วซึมของวัสดุบูรณะฟันชั่วคราว 3 แบบ คือ การใช้ CAVIT-G ร่วมกับ CAVIT,CAVIT-G ร่วมกับ KETAC-SILVER และ Caviton ร่วมกับ IRM วัสดุและวิธีการ โดยใช้ฟันกรามใหญ่ล่างแท้ที่ไม่ผุและปลายรากปิด จํานวน 36 ปี ทําการกรอช่องเปิดเข้าสู่โพรง เนื้อเยื่อในฟันเป็นลักษณะ class II cavity occluso mesial ในฟัน 33 ซี่ แล้วอุดด้วยวัสดุที่ต้องการทดสอบ กลุ่ม ละ 10 ซี่ ส่วนกลุ่มควบคุมที่ให้ผลบวก อุดด้วยกัตตาเปอร์ชา 3 ซี่ และกลุ่มควบคุมที่ให้ผลลบซึ่งไม่ได้กรอช่องเปิด เข้าสู่โพรงเนื้อเยื่อในฟันอีก 3 ซี่ จากนั้นทายาทาเล็บชนิดใส 3 ชั้นเคลือบผิวฟัน นําฟันมาแช่น้ําลายเทียมที่อุณหภูมิ 37°C เป็นเวลา 1 วัน แล้วนํามาทํา thermocycling ที่อุณหภูมิ 5 ±2°C เป็นเวลา 30 วินาที และที่อุณหภูมิ 55 ± 2°C เป็นเวลา 30 วินาที ทําซ้ำ 90 รอบ จากนั้นนํามาแช่ในน้ำลายเทียมที่อุณหภูมิ 37°C ต่ออีก 6 วัน ต่อ มาแช่ในสารละลายเมทธิลีนบลู ความเข้มข้นร้อยละ 2 ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบกําหนดนําฟันมาตัด ตามยาวในแนวใกล้กลาง-ไกลกลาง (mesio-distal) แล้วนํามาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์สเตอริโอชนิดดูด้วยแสงเพื่อวัดระดับการรั่วซึมของสี ผลการทดลอง การรั่วซึมของสีบนด้านบดเคี้ยว (occlusal) มีการรั่วซึมไม่แตกต่างกันทั้ง 3 กลุ่ม การรั่วซึมของสี บนด้านข้าง (proximal) ของกลุ่มที่อุดด้วย CAVIT-G ร่วมกับ CAVIT มีการรั่วซึมน้อยกว่ากลุ่มที่อุดด้วย CAVIT- …


ผลของเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ต่อเซลล์สร้าง เส้นใยจากเหงือกและเอ็นยึดปริทันต์, ทัศนีย์ ดรงค์สุวรรณ, ประสิทธิ์ ภวสันต์ Sep 1997

ผลของเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ต่อเซลล์สร้าง เส้นใยจากเหงือกและเอ็นยึดปริทันต์, ทัศนีย์ ดรงค์สุวรรณ, ประสิทธิ์ ภวสันต์

Chulalongkorn University Dental Journal

เราได้ศึกษาถึงผลของเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ที่มีต่อเซลล์เพาะเลี้ยงจากเหงือกและจากเอ็นยึดปริทันต์ ผลจากการทดลองพบว่าเซลล์ทั้งสองชนิดสามารถตอบสนองต่อเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบของโปรตีนที่เซลล์สร้างขึ้น เมื่อวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอิเล็กโตรโฟเรซิส เซลล์ที่สัมผัสกับเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์จะสร้างโปรตีนใหม่ที่มีน้ําหนักโมเลกุลราว 52 - 55 กิโลดาลตัน ซึ่งไม่พบในกลุ่มควบคุม และยังพบการสร้างโปรตีนที่มีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่า 200 กิโลดาลตันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนด้วย เมื่อทําการศึกษาเพิ่มเติมด้วยเทคนิคเวสเทอร์นอนาไลซิสพบว่า หนึ่งในโปรตีนที่เซลล์สร้างเพิ่มขึ้นคือ ไฟโบรเนกทิน การเพิ่มขึ้นของโปรตีนทั้งสองชนิดนี้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ที่ได้จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่านซึ่งแสดงว่าเซลล์ที่เลี้ยงบนเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์จะมีการสะสมของเมทริกซ์นอกเซลล์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเซลล์เพาะเลี้ยงสามารถตอบรับต่อ สัญญาณจากไฮดรอกซีอาปาไทต์ และตอบสนองโดยการเพิ่มการสร้างไฟโบรเนกทินเพื่อช่วยในการยึดเกาะของเซลล์กับเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์


การกระตุ้นการสร้างเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเทสในเซลล์สร้างเส้นใยจากโพรงฟันของมนุษย์ โดย 1,25 ไดไฮดรอกซีไวตามินดี 3 และทรานส์ฟอร์มมิงโกร๊ทแฟกเตอร์เบตา, ประสิทธิ์ ภวสันต์, ปิยมาศ สำเร็จกาญจนกิจ Sep 1997

การกระตุ้นการสร้างเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเทสในเซลล์สร้างเส้นใยจากโพรงฟันของมนุษย์ โดย 1,25 ไดไฮดรอกซีไวตามินดี 3 และทรานส์ฟอร์มมิงโกร๊ทแฟกเตอร์เบตา, ประสิทธิ์ ภวสันต์, ปิยมาศ สำเร็จกาญจนกิจ

Chulalongkorn University Dental Journal

ในการศึกษาครั้งนี้ เราพบว่าเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อของโพรงฟันสามารถสร้างเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส ซึ่งแสดงถึงความสามารถของเซลล์เหล่านี้ในการเปลี่ยนสภาพไปเป็นเซลล์คล้ายเซลล์สร้างเนื้อฟันได้หากได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม นอกจากนี้ เรายังพบว่าเซลล์สร้างเส้นใยจากโพรงฟัน สามารถตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วย 1,25 ไดไฮดรอกซีไวตามินดี 3 โดยการเพิ่มค่าการทํางานของเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเทศถึง 2 เท่าภายในเวลา 2 วัน แสดงให้เห็นว่า สารตัวนี้น่าที่จะมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสภาพไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างของเซลล์จากโพรงฟัน และเมื่อเราทําการกระตุ้นเซลล์ชนิดนี้ด้วย 1,25 ไดไฮดรอกซีไวตามินดี 3 และทรานส์ฟอร์มมิ่งโกรทแฟกเตอร์เบตาพร้อม ๆ กัน ผลปรากฏว่าค่าการทํางานของเอนไซม์นี้ยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นถึง 10 เท่าในเวลา 3 วัน โดยที่การกระตุ้นเซลล์ด้วยทรานส์ฟอร์มมิงโกรทแฟกเตอร์เบตาเพียงอย่างเดียวไม่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเทสแต่อย่างไร ซึ่งจากผลการทดลองทั้งหมดนี้ ได้บ่งชี้ถึงคความเป็นไปได้ในการที่สารทั้งสองตัวนี้จะมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสร้างเนื้อฟันโดยการควบคุมการเปลี่ยนสภาพไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างของเซลล์สร้างเส้นใยในโพรงฟัน


ลักษณะทางกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของเหงือกบวมโต เนื่องจากยาไดแลนติน, นพดล ศุภพิพัฒน์, นวลฉวี หงษ์ประสงค์, สมพร สวัสดิสรรพ์ Sep 1997

ลักษณะทางกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของเหงือกบวมโต เนื่องจากยาไดแลนติน, นพดล ศุภพิพัฒน์, นวลฉวี หงษ์ประสงค์, สมพร สวัสดิสรรพ์

Chulalongkorn University Dental Journal

ไดแลนตินเป็นยาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในการป้องกันและรักษาอาการชักในผู้ป่วยด้วยโรคลมชัก ผลข้างเคียงที่สําคัญอันหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ใช้ยานี้คือ ทําให้เกิดการบวมโตของเหงือก งานวิจัยนี้เป็นการศึกษา ลักษณะโดยละเอียดของเหงือกบวมโตในผู้ป่วยที่ใช้ยาไดแลนตินเปรียบเทียบกับเนื้อเยื่อเหงือกปกติโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดทรานสมิชชั่น ผลการศึกษาพบว่าเนื้อเยื่อทั้งสองชนิดประกอบไปด้วยเซลล์ไฟโบรบลาสท์และเส้นใย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นใยคอลลาเจนจํานวนมาก องค์ประกอบทั้งสองนี้ในเหงือกบวมโตมีลักษณะคล้ายกับที่พบในเหงือก ปกติ แต่พบว่าปริมาณและความหนาแน่นของเส้นใยคอลลาเจนในเหงือกบวมโตมีมากกว่าในเหงือกปกติ


Current Thinking On Post And Core System And Other Options For Restoration Of The Endodontically Treated Tooth, Leevairoj Chalermpol Sep 1997

Current Thinking On Post And Core System And Other Options For Restoration Of The Endodontically Treated Tooth, Leevairoj Chalermpol

Chulalongkorn University Dental Journal

In the past few decades, there are the controversies in the proper treatment of the teeth after receiving endodontic treatment. The solutions seem to be concluded. This review of literature summarized the current thinking on post and core system, also the options for restoration of the endodontically treated teeth. Many concepts have been collected from the articles published by 1997. Many ideas have been given and may be useful for the reader to choose the proper techniques and materials when restoring the endodontically treated teeth.


ความรู้สึกกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการ ทันตกรรมของคนกรุงเทพฯ เฉพาะกลุ่ม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ภฑิตา ภูริเดช, ศุลีพร ธีรเจตกูล Sep 1997

ความรู้สึกกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการ ทันตกรรมของคนกรุงเทพฯ เฉพาะกลุ่ม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ภฑิตา ภูริเดช, ศุลีพร ธีรเจตกูล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. ต้องการศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทันตกรรมของคนไทย กลุ่มที่มารับบริการทันตกรรมที่คลินิกนอกเวลาของคณะทันแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. ศึกษาถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกกลัวและกังวลใจ วัสดุและวิธีการ ประชากรศึกษาที่นํามาวิเคราะห์มีจํานวน 650 คน มีอายุตั้งแต่ 15 ปี จนถึง 76 ปี ซึ่งได้มาใช้ บริการทันตกรรมที่คลินิกนอกเวลาและถูกสุ่มอย่างเป็นระบบ ได้รับการแจกแบบสอบถามที่ประกอบด้วยคําถามด้านประชากรศาสตร์และคําถามของ The Corah's Dental Anxiety Scale ผลการศึกษา พบว่า 10.6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรศึกษาไม่แสดงความกลัวและกังวลใจต่อการมาใช้บริการทันตกรรม, 30.7 เปอร์เซ็นต์ กลัวปานกลาง และ 8.8 เปอร์เซ็นต์ กลัวมากจนถึงมากที่สุด ค่าเฉลี่ยของคะแนนความกลัว และ กังวลใจต่อการใช้บริการทันตกรรม (DAS) เท่ากับ 8.30 13.24 เพศหญิงมีความกลัวและกังวลใจมากกว่าเพศ ชาย คนหนุ่มสาวและวัยรุ่นมีความกลัวมากกว่าผู้สูงอายุ ความเจ็บปวดจากการได้เคยใช้บริการทันตกรรมครั้งแรก จะมีผลต่อความรู้สึกกลัวและกังวลใจ (p<0.001) สรุป 1. ระดับความกลัวและกังวลใจของประชากรศึกษากลุ่มนี้เท่ากับ 8.3043.24 2. อายุ, เพศ,ประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการรับบริการทันตกรรมครั้งแรกมีผลต่อความกลัวและกังวลใจ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


ผลของการฉีดยาชาเฉพาะที่สกัดเส้นประสาทอินฟีเรียอัลวีโอลาต่อตําแหน่งในศูนย์ของขากรรไกรล่าง, วันทนี มุทิรางกูร, ฮาญารี ดาราฉาย, วรรณฤดี ลิ้มศรีเจริญ Sep 1997

ผลของการฉีดยาชาเฉพาะที่สกัดเส้นประสาทอินฟีเรียอัลวีโอลาต่อตําแหน่งในศูนย์ของขากรรไกรล่าง, วันทนี มุทิรางกูร, ฮาญารี ดาราฉาย, วรรณฤดี ลิ้มศรีเจริญ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฉีดยาชาเฉพาะที่สกัดเส้นประสาทอินฟีเรียอัลวีโอลา ข้างหนึ่งต่อตําแหน่งในศูนย์ของขากรรไกรล่าง วัสดุและวิธีการ ศึกษาในหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี 10 คน โดยการสังเกตจุดสบฟันในศูนย์บนเครื่องมือระนาบการ สบฟันที่มีการกรอปรับแต่งให้มีความเข้มของจุดสบฟันที่เท่ากันตลอดขากรรไกร ก่อนและขณะตัวอย่างมีความรู้สึกขา ผลการทดลอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ สําหรับจุดสบตําแหน่งสบถอยหลังของตัวอย่างทั้งหมด แต่มีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นสําหรับจุดสบฟันเร็วในศูนย์ขณะรู้สึกชา ตัวอย่าง 6 คนมีจุดสบฟันเร็วในศูนย์เข้าใกล้จุดสบตําแหน่งสบถอยหลัง และตัวอย่างอีก 4 คนมีจุดสบฟันในศูนย์ที่ไม่คงที่ สรุป การฉีดยาชาเฉพาะที่สกัดเส้นประสาทอินฟีเรียอัลวีโอลาข้างหนึ่งมีผลต่อการสบฟันเร็วในศูนย์ แต่ไม่มีผลต่อการสบฟันในตําแหน่งถอยหลัง


ขนาดของฟันหลัง ความกว้าง และความลึกของ เพดานปาก/ขากรรไกรล่าง ในคนไทสี่กลุ่ม : การศึกษาเบื้องต้น, สุนทร ระพิสุวรรณ, ชัยวัฒน์ ปิ่นน้อย Sep 1997

ขนาดของฟันหลัง ความกว้าง และความลึกของ เพดานปาก/ขากรรไกรล่าง ในคนไทสี่กลุ่ม : การศึกษาเบื้องต้น, สุนทร ระพิสุวรรณ, ชัยวัฒน์ ปิ่นน้อย

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ ของการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบ (1) ขนาดของฟันหลัง (2) ความกว้างและความลึกของเพดาน ปากและขากรรไกรล่าง ของคนไทสี่เชื้อสาย ได้แก่ ผู้ไท มลายู เขมร และจีน วัสดุและวิธีการ ประชากรศึกษาได้แก่ คนไท 90 คน จากสี่เชื้อสาย ได้แก่ มลายู 19 คน เขมร 25 คน ผู้ไท 25 คน และ จีน 21 คน มีการสบฟันปกติและได้รับการสุ่มตัวอย่างมาแล้วดําเนินการพิมพ์ปากด้วยผงพิมพ์ปากและเทปูน ชนิดแข็งและวัดแบบฟันด้วยดีไวเดอร์ชนิดวัดได้ละเอียด 0.1 มม. บริเวณความกว้างและความหนาของฟัน รวมทั้งความ กว้างและความลึกของขากรรไกรบนและล่าง ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยขนาดของฟันหลังคนไทเชื้อสายผู้ไทจะมีความกว้างและความหนาน้อยกว่าของกลุ่มคนไท เชื้อสายเขมรและมลายูอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติแต่เมื่อเทียบกับกลุ่มจีนแล้วแม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่ไม่แตกต่างกัน ทางสถิติ ขณะเดียวกันความลึกของเพดานปากของคนไทจะสั้นกว่าของคนเขมรและมลายูอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และความกว้างของเพดานปากและขากรรไกรล่างตรงตําแหน่งฟันซี่ที่ห้าและหกในคนผู้ไทจะขยายมากกว่ากลุ่มอื่น อย่างเห็นได้ชัด สรุป ขนาดของฟันหลังคนไทเชื้อสายผู้ไทจะมีขนาดเล็กกว่าฟันของคนไทเชื้อสายเขมร มลายู และจีน ทํานองเดียวกัน ความลึกของเพดานปากก็จะสั้นกว่าด้วย แต่ความกว้างของเพดานปากและขากรรไกรบริเวณฟันกรามน้อยซี่ที่สอง และฟันกรามซี่แรกจะมีเปอร์เซ็นต์การขยายมากกว่า ทําให้รูปเพดานปากของผู้ไทจะเป็นรูปเกือกม้าค่อนข้างชัดเจน


การรักษาคลองรากฟันของฟันกรามล่างซี่ที่สองซึ่งมีคลองราก และรูเปิดคลองรากรูปอักษร C, วนิดา เรืองไพโรจน์ Sep 1997

การรักษาคลองรากฟันของฟันกรามล่างซี่ที่สองซึ่งมีคลองราก และรูเปิดคลองรากรูปอักษร C, วนิดา เรืองไพโรจน์

Chulalongkorn University Dental Journal

คลองราก และรูเปิดคลองรากรูปอักษร C ในฟันกรามล่างเป็นหนึ่งในความแปรปรวนจากลักษณะกายวิภาคปกติของคลองรากฟัน ซึ่งทําให้ขั้นตอนในการรักษาคลองรากฟันมีความยากลําบากในการทําความสะอาดคลองรากขยายคลองราก และอุดคลองรากฟัน บทความนี้เป็นการนําเสนอรูปแบบและขั้นตอนการรักษาคลองรากฟันกรามล่างซี่ที่สองซึ่งมีคลองรากและรูเปิดคลองรากรูปอักษร C ในผู้ป่วย 2 ราย โดยใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ เป็นยาใส่ในคลองรากฟัน และอุดคลองรากฟันด้วยกัตตาเปอร์ชา โดยวิธีแลเทอรัลคอนเดนเซชั่น ติดตามผลการรักษาในเวลา 2 ปี


การเลือกสีฟันโดยใช้แหล่งกําเนิดแสงชนิดต่าง ๆ, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, กสิน ลิมปิสุต, สมผล วชิรยนเสถียร Sep 1997

การเลือกสีฟันโดยใช้แหล่งกําเนิดแสงชนิดต่าง ๆ, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, กสิน ลิมปิสุต, สมผล วชิรยนเสถียร

Chulalongkorn University Dental Journal

การใช้แสงที่ได้มาจากแหล่งกําเนิดแสงชนิดต่าง ๆ กันอาจทําให้ได้ผลการเลือกสีฟันที่แตกต่างกัน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแสงจากแหล่งกําเนิดแสงชนิดต่าง ๆ วัตถุประสงค์ ได้แก่ แสงธรรมชาติเวลากลางวัน แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และแสงจากหลอดไฟเทียบสีฟัน เพื่อดูว่าแหล่ง กําเนิดแสงชนิดใดเหมาะที่จะใช้เลือกสีฟันสําหรับคลินิกทันตกรรม นอกจากนี้ยังศึกษาถึงการรับรู้เกี่ยวกับสีฟันของ นิสิตทันตแพทย์ชั้นปีที่ 3 ซึ่งเป็นชายหญิงอยู่ในช่วงอายุ 19-21 ปี วิธีการศึกษา การทดสอบทําโดยเลือกนิสิตจํานวน 50 คน จัดเป็นคู่ และให้ในแต่ละคู่สลับกันทําการเทียบสีฟัน โดยใช้แผงเทียบสีฟันจํานวน 2 ชุด คือชุดที่ใช้ทดสอบและชุดที่ใช้เป็นตัวเทียบ ทําการเทียบสีฟันภายใต้แสงจากแหล่ง กําเนิดแสงชนิดต่าง ๆ ได้แก่ แสงธรรมชาติเวลากลางวัน แสงฟลูออเรสเซนต์ และแสงจากหลอดไฟเทียบสีฟันบันทึกผล การเทียบสีฟันของนิสิตแต่ละคน จากนั้นนํามาให้คะแนนและรวบรวมคะแนนเพื่อนํามาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีสถิติชนิด แพร์ที่เทสต์ ผลการทดลองและสรุป ผลการทดสอบปรากฏว่าที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 แสงฟลูออเรสเซนต์ให้ผลการเทียบสีฟัน ไม่แตกต่างกับแสงธรรมชาติ แต่แสงจากหลอดไฟเทียบสีฟันให้ผลในการเทียบสีฟันแตกต่างกับแสงธรรมชาติ และแสงฟลูออเรสเซนต์ให้ผลในการเทียบสีฟันแตกต่างกับแสงจากหลอดไฟเทียบสีฟัน ส่วนประสิทธิภาพการรับรู้สีฟันของ นิสิต ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (ร้อยละ 50-70) ไม่ว่าจะทําการเทียบสีฟันภายใต้แหล่งกําเนิดแสงชนิดใด แต่ถ้าใช้แสงไฟประดิษฐ์แทนแสงธรรมชาติแล้วพบว่า นิสิตกลุ่มที่มีการรับรู้สีฟันต่ําจะมีการรับรู้สีฟันดีขึ้น ส่วนนิสิต กลุ่มที่มีการรับรู้สีฟันอยู่ในขั้นที่จะมีการรับรู้สีฟันต่ําลงเมื่อใช้แสงไฟประดิษฐ์แทนแสงธรรมชาติ ในการเลือกสีฟัน


คุณประโยชน์ของเครื่องเฟซโบว์ในงานทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์, สิทธิเดช นิลเจริญ, ศุภบูรณ์ บุรณเวช May 1997

คุณประโยชน์ของเครื่องเฟซโบว์ในงานทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์, สิทธิเดช นิลเจริญ, ศุภบูรณ์ บุรณเวช

Chulalongkorn University Dental Journal

ทันตแพทย์ส่วนใหญ่เมื่อสําเร็จการศึกษาไปแล้วมักจะไม่ค่อยได้ใช้เครื่องเฟซโบว์ในการทํางานด้านทันตกรรมประดิษฐ์ เพราะไม่ได้เข้าใจและเห็นถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริงของเครื่องมือนี้ วัตถุประสงค์ของบทความฟื้นวิชานี้เพื่อจะอธิบายถึงเหตุผลและความจําเป็นในการใช้เครื่องเฟซโบว์อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยให้ชิ้นงานทันตกรรมประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมามีความถูกต้องใกล้เคียงกับสภาพการใช้งานของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการแก้ไขชิ้นงานทันตกรรมประดิษฐ์ในช่องปากให้น้อยลง เนื้อหาของบทความฟื้นวิชานี้จะกล่าวถึงประวัติและความเป็นมาของการใช้เครื่องมือนี้ในการทํางานทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์ ชนิดของเครื่องเฟซโบว์ การใช้ตําแหน่งของจุดและระนาบอ้างอิงต่าง ๆ ในการบันทึก รวมไปถึงการชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของการใช้เครื่องมือนี้ในการทํางานทันตกรรมประดิษฐ์ เมื่อได้อ่านบทความชื้นวิชานี้แล้วทันตแพทย์ทั่วไปสามารถเข้าใจถึงเหตุผลและความจําเป็นในการใช้เครื่องเฟซโบว์ในการทํางานทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์ และสามารถนําไปปฏิบัติหรือดัดแปลงได้อย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ต่อไป


การตรวจหาไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดเดี่ยว ๆ ที่มีอยู่ในช่องปากจํานวน 33 ชนิด โดยวิธีเฮชทูเอสบรอท เฮชซีเอ็ม, จินตกร คูวัฒนสุชาติ May 1997

การตรวจหาไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดเดี่ยว ๆ ที่มีอยู่ในช่องปากจํานวน 33 ชนิด โดยวิธีเฮชทูเอสบรอท เฮชซีเอ็ม, จินตกร คูวัฒนสุชาติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วิธี H2S-broth-HCM เป็นวิธีที่ใช้สําหรับตรวจหาไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ผลิตจากเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากพวกที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโตได้ดีวิธีหนึ่ง เป็นวิธีที่ง่ายและไม่สิ้นเปลือง เหมาะสําหรับการทดสอบที่ไม่รีบด่วน ต้องการทราบผลทันทีว่าเชื้อผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกมาได้หรือไม่ เพราะการตรวจหาไฮโดรเจนซัลไฟด์โดยวิธีนี้ จะทราบผลการผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์ของเชื้อได้ภายหลังจากได้ถ่ายเชื้อที่ต้องการทดสอบลงไปใน H2S- broth-HCM ผ่านไปแล้ว 10 วัน ซึ่งเชื้อที่ผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกมาได้น้อยจะทําให้หลอด H2S-broth-HCM เปลี่ยนเป็นสีน้ําตาลอ่อน ๆ ส่วนเชื้อที่ผลิตไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกมาจํานวนมาก หลอด H2S-broth-HCM จะเปลี่ยนเป็นสีดําทั่วทั้งหลอด)


Shock-Absorbing Concepts For Osseointegrated Prostheses, Sompop Bencharit, Root Chumdermpadetsuk, Piyawat Phankoso May 1997

Shock-Absorbing Concepts For Osseointegrated Prostheses, Sompop Bencharit, Root Chumdermpadetsuk, Piyawat Phankoso

Chulalongkorn University Dental Journal

Natural teeth and root form implants are compared from anatomical, physiological and materialmechanical aspects. PDL provides the natural dentition the stress distribution mechanism that is lacking in implants. Functions of the PDL include hydrodynamic vascular system, suspensory mechanism of the collagen fiber, and proprioceptive response. Physiologic mobility in the natural tooth is an adaptive response, while in implant excessive mobility is considered pathological. Material properties and designs of implants are largely different from natural teeth and their surrounding tissue. These factors are contributing to the crestal stress concentration found in implant. Two methods to overcome the problem associated with the …


กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์และเรซินซีเมนต์ ในงานทันตกรรมประดิษฐ์, ประพิณ เปี่ยมพริ้ง, รำไพ โรจนกิจ, แมนสรวง อักษรนุกิจ May 1997

กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์และเรซินซีเมนต์ ในงานทันตกรรมประดิษฐ์, ประพิณ เปี่ยมพริ้ง, รำไพ โรจนกิจ, แมนสรวง อักษรนุกิจ

Chulalongkorn University Dental Journal

บทความนี้จะได้กล่าวถึงลูกทิ่งเอเจนต์ สองชนิดที่ใช้ในงานทันตกรรมประดิษฐ์ ได้แก่ กลาสไอโอโนเมอร์ ซีเมนต์ และเรซินซีเมนต์ ที่มีการนํามาใช้สําหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปคือ ใช้ยึดครอบและสะพานฟันแบบเดิม แทนซิงค์ฟอสเฟตซีเมนต์ และสําหรับเฉพาะงานได้แก่ การใช้ยึดพอร์ซเลนและคอมโพสิตเรซินที่บ่มตัวนอกปากในการบูรณะฟัน การทําฟันปลอมติดแน่นที่ใช้เรซินยึดโดยพิจารณาถึงคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ ของซีเมนต์ทั้งสองชนิดนี้ ได้แก่ คุณสมบัติทางชีวภาพความแข็งแรงของซีเมนต์ ความหนาของชั้นซีเมนต์ การยึดอยู่กับโครงสร้างของฟัน โลหะที่ใช้ในทางทันตกรรม คอมโพสิทเรซิน และพอร์ซเลน คําแนะนําและข้อควรระวังในการใช้การพิจารณาเลือกใช้ ซึ่งโดยมากมักอ้างอิงถึงซิงค์ฟอสเฟตซีเมนต์


การเปรียบเทียบคุณภาพในการอุดคลองรากฟันแบบเทอร์มาฟิลเทคนิคกับ แลทเทอรัลคอนเดนเซชัน, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย, อภิรดี ศรีประไหม, รติมา คล้ายมุข May 1997

การเปรียบเทียบคุณภาพในการอุดคลองรากฟันแบบเทอร์มาฟิลเทคนิคกับ แลทเทอรัลคอนเดนเซชัน, ปิยาณี พาณิชย์วิสัย, อภิรดี ศรีประไหม, รติมา คล้ายมุข

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ มีจุดประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพในการอุดคลองรากฟันแบบเทอร์มาฟิลเทคนิคกับแลทเทอรัลคอนเดนเซซัน วัสดุและวิธีการ โดยนําฟันกรามน้อยที่มีรากตรงรากเดียวจํานวน 24 ซี่ มาขยายคลองรากฟันโดยวิธีสเต็ปแบค ด้วยไฟล์ชนิดเค ฟันที่เลือกใช้ในการทดลองจะมีความยาวในการทํางานและความกว้างของรูเปิดปลายรากฟันที่ ใกล้เคียงกัน (เส้นผ่าศูนย์กลาง ≤ 0.02 มม.) ฟันจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอุดด้วยวิธีแลทเทอรัลคอนเดนเซชั่น กลุ่มที่สองอุดด้วยเทอร์มาฟิลเทคนิค โดยมีกลุ่มควบคุมบวกและกลุ่มควบคุมลบ กลุ่มละ 2 ซี่ ผลการทดลองและสรุป จากผลการทดลองใช้ x2 ทดสอบการไหลเกินรูเปิดปลายรากฟันของซีลเลอร์และกัตตา เปอร์ชา พบว่าการอุดด้วยวิธีแลทเทอรัลคอนเดนเซชันกับเทอร์มาฟิลเทคนิคมีการไหลเกินรูเปิดปลายรากฟันไม่แตกต่าง กันอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) และเมื่อใช้ t-test ทดสอบคุณภาพของภาพถ่ายรังสีในแนวด้านใกล้กลาง-ไกลกลาง และด้านใกล้แก้ม ด้านใกล้ลิ้น ระดับการซึมผ่านของสีที่รูเปิดปลายรากฟันโดยดูผ่านกล้องสเตอริโอไมโครสโคปและ เวลาที่ใช้ในการอุด พบว่าคุณภาพของภาพถ่ายรังสีและระดับการซึมผ่านของสีไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.05) ระหว่างการอุดด้วยวิธีแลทเทอรัลคอนเดนเซชันกับเทอร์มาฟิลเทคนิค แต่เวลาที่ใช้ในการอุดด้วยเทอร์มาฟิล เทคนิค (2.72 min) น้อยกว่าแลทเทอรัลคอนเดนเซชัน (9.97 min) อย่างมีนัยสําคัญ (P < 0.05) จากผลการทดลองและการคํานวณค่าทางสถิติจึงสรุปได้ว่า เทอร์มาฟิลเทคนิคเป็นวิธีการอุดคลองรากฟันที่ใช้เวลาน้อยกว่าและมีคุณภาพของการขุดคลองรากฟันไม่แตกต่างจากวิธีแลทเทอรัลคอนเดนเซชันในคลองรากตรงรากเดียว


อุบัติการณ์ของมะเร็งในช่องปากจากแปดสถาบันในกรุงเทพมหานครระหว่างปี พ.ศ. 2527-2536), สุรศักดิ์ ชี้รัตน์, ชญาน์ทิพ ศรีรัฐ, นิรมล เฉลิมชัยรัตนกุล May 1997

อุบัติการณ์ของมะเร็งในช่องปากจากแปดสถาบันในกรุงเทพมหานครระหว่างปี พ.ศ. 2527-2536), สุรศักดิ์ ชี้รัตน์, ชญาน์ทิพ ศรีรัฐ, นิรมล เฉลิมชัยรัตนกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ในการศึกษา ความมุ่งหมายการศึกษานี้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลของมะเร็งในช่องปากแปดสถาบันของ กรุงเทพมหานครในรอบ 10 ปี ที่สัมพันธ์ ความชุก เพศ ช่วงอายุ ตําแหน่ง และชนิดของมะเร็ง ในช่องปากเพื่อ เปรียบเทียบกับการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่ผ่านมา วัสดุและวิธีการ ใช้ข้อมูลจากแปดสถาบันของกรุงเทพมหานคร โดยรวบรวมจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการ วินิจฉัยทางพยาธิวิทยาว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก ระหว่างปี พ.ศ. 2527-2536 นําข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ของมะเร็งในช่องปากกับความชุก เพศ ช่วงอายุ ตําแหน่ง และชนิดของมะเร็งในช่องปาก ผลการวิจัย พบมะเร็งในช่องปากทั้งหมด 3,446 ราย จากประชากร 24,511,885 คน หรือเท่ากับอัตราการเกิด มะเร็งในช่องปาก 14 รายต่อประชากร 100,000 คน เกิดในเพศชาย 1,734 ราย ในเพศหญิง 1,712 ราย ไม่พบ ความแตกต่างในการเกิดมะเร็งในช่องปากระหว่างเพศทั้งสอง (p > 0.01) พบอุบัติการณ์มะเร็งในช่องปากสัมพันธ์ และชนิดของมะเร็งในช่องปากอย่างมีนัยสําคัญ (p < 0.01) โดยพบมะเร็งในช่องปากเกิดสูงสุดในช่วงอายุ ปี และลิ้นเป็นตําแหน่งที่พบมะเร็งเกิดมากที่สุดในช่องปาก โดยพบ 831 ราย (ร้อยละ 23.92) มะเร็ง ในช่องปากส่วนมากเป็นคาร์ซิโนมา (ร้อยละ 97.2) สความส เซลล์ คาร์ซิโนมา เป็นมะเร็งในช่องปากที่พบมาก ที่สุด โดยพบ 3,011 ราย (ร้อยละ 86.4) ช่วงอายุ 61-70 สรุป อุบัติการณ์ของมะเร็งในช่องปากจากการศึกษานี้มีอัตราการเกิด 14 ราย ต่อประชากร 100,000 คน เกิดได้ เท่ากันทั้งสองเพศ ช่วงอายุ ตําแหน่ง สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในช่องปากอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และลิ้นเป็น ตําแหน่งที่พบมะเร็งเกิดขึ้นมากที่สุด สความัสเซลล์คาร์ซิโนมาเป็นมะเร็งในช่องปากที่เกิดขึ้นมากที่สุด


ปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดออกจากกลาสไอโอโนเมอร์ซิเมนต์ชนิดดัดแปรด้วยเรซิน และคอมโพสิตเรซินชนิดดัดแปรด้วยกรดพอลิ, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, โบว์ พุกกะเวส, ปาริชาต ชินพงสานนท์, มะลิ พลานุเวช May 1997

ปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดออกจากกลาสไอโอโนเมอร์ซิเมนต์ชนิดดัดแปรด้วยเรซิน และคอมโพสิตเรซินชนิดดัดแปรด้วยกรดพอลิ, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, โบว์ พุกกะเวส, ปาริชาต ชินพงสานนท์, มะลิ พลานุเวช

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ : การวิจัยนี้มุ่งศึกษาเปรียบเทียบปริมาณฟลูออไรด์ที่หลุดออกจากกลาสไอโอโมเมอร์ซิเมนต์ชนิด ดัดแปรด้วยเรซิน (Fuji II LC, GC. International Corp., Japan) และคอมโพสิตเรซินชนิดดัดแปรด้วยกรด พอล (Dyract, De Trey Dentsply, Germany) ในเวลาต่าง ๆ กัน วัสดุและวิธีการ : ใช้แผ่นตัวอย่างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ม.ม. ความสูง 2 ม.ม. แช่ในน้ำปราศจากไอออน ปริมาตร 5 ม.ล. เป็นเวลา 1 3 7 14 2 และ 30 วัน หลังจากนั้นนําน้ำที่ได้มาวัดปริมาณฟลูออไรด์โดยใช้เครื่อง pH/ISE meter ปรากฏว่าค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของปริมาณฟลูออไรต์ที่ปลดปล่อยออกจากวัสดุอุด Fuji II LC มีค่า 4.34 ±1.15 7.01±0.44 9.29±1.72 15.57±3.04 22.16±1.95 และ 26.31±1.78 ส่วนใน ล้านส่วน ตามลําดับ ส่วนค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของปริมาณฟลูออไรต์ที่ปลดปล่อยออกจากวัสดุอุด Dyract มีค่า 2.61±0.81 3.91±1.18 4.08±1.14 5.91±1.65 8.21±3.00 และ 8.94±3.21 ส่วนในล้านส่วนตาม ลําดับ นําผลที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของปริมาณฟลูออไรด์ที่ปลดปล่อยออกจาก วัสดุอุด Fuji II LC และ Dyract ในระยะเวลาต่าง ๆ ภายใน 30 วัน ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง เดียว (ANOVA) ทวี (Tukey) และค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสําคัญ p < 0.05 ผล : ปริมาณฟลูออไรด์ที่ปลดปล่อยออกจากวัสดุ Fuji II LC ในแต่ละช่วงที่วัดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญทางสถิติ (p < 0.05) และปริมาณฟลูออไรด์ที่ปลดปล่อยออกจากวัสดุ Fuji II LC มีค่ามากกว่าปริมาณ ฟลูออไรด์ที่ปลดปล่อยออกจากวัสดุ Dyract ในช่วงเวลาที่เดียวกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการหลุดออกของฟลูออไรด์จากวัสดุทั้ง 2 ชนิดจะลดลงอย่างรวดเร็วใน 3 วันแรก หลังจากนั้นอัตราการปล่อยฟลูออไรด์จะช้าลงอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น สรุป : กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ชนิดดัดแปรด้วยเรซินปลดปล่อยฟลูออไรด์ปริมาณมากกว่าคอมโพสิตเรซิน ชนิดติดแปรด้วยกรดโพลิอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05)


โรคพิษสารตะกั่วเรื้อรัง, อรนุช บุญรังสิมันตุ์ May 1997

โรคพิษสารตะกั่วเรื้อรัง, อรนุช บุญรังสิมันตุ์

Chulalongkorn University Dental Journal

การวินิจฉัยโรคพิษสารตะกั่วเรื้อรัง ในคนงานหญิงที่ทํางานในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยเส้นตะกั่วโดยพบที่เหงือก ผู้ป่วยมิได้มีลักษณะอาการที่แสดงให้เห็นว่าอยู่ในภาวะที่เป็นพิษ สารตะกั่วเป็นพิษได้ถูกทบทวนขึ้นมาจากจุดหนึ่งของระบาดวิทยา สรีระพยาธิวิทยา ลักษณะอาการในช่องปาก อาการทางคลินิก และ วิธีการวินิจฉัย ทันตแพทย์ ควรได้ตระหนักถึง การเพิ่มอุบัติการที่จะเกิดจากสารตะกั่วเป็นพิษในผู้ป่วยเหล่านี้ การวินิจฉัยต้องแยกออกจากโรคเหงือกอักเสบ เม็ดสี และ การเปลี่ยนสีเนื่องจากอมัลกัม การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการซักประวัติการใช้ยา และการวิเคราะห์