Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 811 - 840 of 1270

Full-Text Articles in Dentistry

การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในผู้ป่วย ที่มัดฟันบนล่างติดกัน, สิทธิชัย ทัดศรี, วัชรี จังศิริวัฒนธำรง, ณรงค์ ลุมพิกานนท์ Apr 1999

การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในผู้ป่วย ที่มัดฟันบนล่างติดกัน, สิทธิชัย ทัดศรี, วัชรี จังศิริวัฒนธำรง, ณรงค์ ลุมพิกานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนักผู้ป่วยก่อนการมัดฟันและภายหลัง การถอดการมัดฟันออก วิธีการศึกษา การศึกษากระทําในกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่มีกระดูกขากรรไกรล่างหักจาก อุบัติเหตุ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรล่าง กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มได้รับการผ่าตัดกระดูก ขากรรไกรล่างบางส่วนออกพร้อมการปลูกกระดูกทดแทน ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มได้รับการมัดฟันบนล่างติดกัน และบันทึก น้ําหนักก่อนการมัดฟัน เปรียบเทียบกันภายหลังการถอดมัดฟันออก และทุกกลุ่มได้รับการแนะนําให้รับประทานอาหาร ทุกอย่างที่มีอยู่ในแต่ละเศรษฐฐานะ แล้วนําข้อมูลมาวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยได้ทําสถิติ ANOVA one way test. ผลการทดลองและสรุป ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม มีน้ําหนักลดลงภายหลังการมัดฟัน กลุ่มที่ 1 และ 2 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 3 จะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


การศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจของนิสิตจุฬาฯ ต่อการใช้บริการทางทันตกรรม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ขวัญศิริ เปล่งสมบัติ, วิชุลดา พุนทิกาพัทธ์, ศุลีพร ธีระเจตกูล Jan 1999

การศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจของนิสิตจุฬาฯ ต่อการใช้บริการทางทันตกรรม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ขวัญศิริ เปล่งสมบัติ, วิชุลดา พุนทิกาพัทธ์, ศุลีพร ธีระเจตกูล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ของการศึกษา ศึกษาเปรียบเทียบระดับความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทางทันตกรรมและ ปัจจัยเกี่ยวข้อง ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสาขาต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ ประชากรศึกษาที่นํามาวิเคราะห์มีจํานวน 660 คน ได้รับการแจกแบบสอบถามที่ประกอบด้วย คําถามด้านประชากรศาสตร์ และคําถามของ The Carah's Dental Anxiety Scale ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 8.6 ของประชากรศึกษาไม่แสดงความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทางทันตกรรม ค่าเฉลี่ยของคะแนนความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทันตกรรม (DAS score) เท่ากับ 8.51± 3.27 เพศหญิง นิสิตในคณะต่างกันจะมีความกลัวและกังวลใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ มีความกลัวและกังวลใจมากกว่าเพศชายทางสถิติ (P≤0.001) และประสบการณ์ในการใช้บริการทันตกรรมครั้งแรกในชีวิตมีผลต่อความกลัวและกังวลใจของ กลุ่มนี้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≤0.001)สรุป 1. ระดับความกลัวและกังวลใจของประชากรศึกษากลุ่มนี้เท่ากับ 8.51 ± 3.27 2. เพศ, กลุ่มคณะและประสบการณ์ในการใช้บริการทันตกรรมครั้งแรกมีผลต่อความกลัวและกังวลใจอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ


การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ และฟันกรามน้อย, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปรารมภ์ ซาลิมี, อัญชัย เอกอนันต์กุล, เข็มทอง มิตรกูล Jan 1999

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ และฟันกรามน้อย, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปรารมภ์ ซาลิมี, อัญชัย เอกอนันต์กุล, เข็มทอง มิตรกูล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่และ ฟันกรามน้อยเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาใส่ฟันปลอมให้ผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจํากัดในการใส่ฟันปลอม วิธีการศึกษา ทําการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีฟันเหลือเฉพาะฟันกรามน้อย 17 คน, เหลือเฉพาะฟันกราม ใหญ่ 7 คน และกลุ่มควบคุมซึ่งมีฟันธรรมชาติครบ 28 ปี 20 คน โดยให้กลุ่มผู้ทดลองเคี้ยวลูกชิ้นปลาจํานวน 3 ลูก ลูกละ 10,20 และ 40 ครั้งตามลําดับจากนั้นคายลงในตะแกรงลวดเพื่อกรองลูกชิ้นปลาที่เคี้ยวแล้ว ผ่านตะแกรงความถี่เบอร์ 5 (0.1571) และเบอร์ 100 (0.0059) ตามลําดับ และนําเศษลูกชิ้นปลาในแต่ละ ตะแกรงไปชั่งน้ําหนักเพื่อคํานวณประสิทธิภาพการบดเคี้ยวจากร้อยละของน้ําหนักลูกชิ้นในตะแกรงละเอียดและ ตะแกรงหยาบ แล้วนํามาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยใช้ Independent t-test ที่ p>0.05 ผลการศึกษาและสรุป จากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของกลุ่มที่มีฟันธรรมชาติอยู่ครบ เมื่อเคี้ยวจํานวน 10, 20, 40 ครั้งวัดได้ร้อยละ 16.03, 26.23 และ 42.05 ตามลําดับผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกราม น้อยวัดได้ 14.41, 19.92 และ 31.56 ตามลําดับส่วนผู้ที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่วัดได้ 14.58, 20.05 และ 30.23 ตามลําดับ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามน้อยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติจากผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ (p>0.05) ดังนั้นผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปควรใส่ฟันปลอม เพื่อให้ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวดีขึ้น แต่ในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อจํากัดในการใส่ฟันปลอมก็สามารถละเว้นได้โดยที่ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวอาจลดลงบ้าง


รูปแบบใบหน้าในแนวดิ่งในกลุ่มโครงสร้างคลาสทรี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์ Jan 1999

รูปแบบใบหน้าในแนวดิ่งในกลุ่มโครงสร้างคลาสทรี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราการเกิดรูปแบบของใบหน้าในแนวดิ่ง 3 รูปแบบ ตามการวัดมุมและระยะทาง 7 ค่า ซึ่งได้แก่ SN/MP UFH LFH ULL LLL ADH และ PDH ในกลุ่มเพศชายและหญิงที่มีโครงสร้างใบหน้าเป็น และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับอัตราการเกิดรูปแบบดังกล่าวคลาสทรี วัสดุและวิธีการ ทําการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์กําหนดและได้กลุ่มตัวอย่างที่มีโครงสร้างคลาสทรีที่ไม่เคย รับการจัดฟันจํานวน 200 คน (ชาย 100 คน หญิง 100 คน) วิเคราะห์เซฟฟาโลเมตริกด้วยการวัดค่ามุมและระยะ ทาง 7 ค่า และจําแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่มตามค่ามุมและระยะทางที่น้อยกว่า เท่ากับ และมากกว่าปกติ ผลของการวิจัย และสรุป พบว่า อัตราการเกิดโอเพนไบท์หรือปกติมีจํานวนมากที่สุด คือ ร้อยละ 44-47 ทั้ง เพศชายและเพศหญิง (SN/MP, LFH และ LLL) ส่วนลักษณะอื่น ๆ ที่พบจํานวนมากที่สุดได้แก่ ใบหน้าที่มีริม ฝีปากบนสั้นกว่าปกติ (ULL) และใบหน้าที่มีความสูงของฟันหน้า (ADH) และฟันหลัง (PDH) เป็นปกติ มีอัตรา การเกิดใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 55-65 ทั้งในเพศชายและเพศหญิง รวมทั้งไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศกับอัตรา การเกิดลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P>0.05) ยกเว้นพบความแตกต่างระหว่างเพศกับอัตราการเกิด ใบหน้าที่มีความผิดปกติและปกติของความยาวส่วนบน (UFH) และความยาวส่วนล่าง (LFH) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05)


แนวโน้มของผู้ป่วยฟันสึกกลุ่มหนึ่งในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ปรีวันท์ จันทรเวช, เทวฤทธิ์ สมโคตร Jan 1999

แนวโน้มของผู้ป่วยฟันสึกกลุ่มหนึ่งในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ปรีวันท์ จันทรเวช, เทวฤทธิ์ สมโคตร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาที่พบมากในผู้ป่วยที่มาขอรับบริการใส่ฟันในคลินิก ทันตกรรมประดิษฐ์บัณฑิตศึกษา ซึ่งได้แก่ฟันสึก โดยศึกษาตําแหน่งฟันสึก รูปแบบการเกิดฟันสึก ความรุนแรง ของฟันสึก และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของฟันสึก วิธีการศึกษา การศึกษานําร่องทําโดยสํารวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาทางทันตกรรมประดิษฐ์ จากแบบหล่อ ศึกษาจํานวน 159 ราย แล้วสุ่มเลือกศึกษาแบบหล่อศึกษาของผู้ป่วยที่มีฟันสึกมากที่จําเป็นต้องรักษาโดยการ ฟื้นฟูสภาพช่องปากจํานวน 57 ราย ที่มาขอรับบริการในคลินิกบัณฑิตศึกษา ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างปีพุทธศักราช 2534-2540 เพื่อศึกษาตําแหน่งของฟันสึก รูปแบบการเกิดฟันสึก ระดับความรุนแรงของฟันลึก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของฟันสึก และบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลที่ออกแบบโดยผู้วิจัยการศึกษาดูเฉพาะการสึกของฟันด้านบดเคี้ยวหรือบริเวณปลายฟันด้านริมฝีปากหรือข้างแก้มไปยังด้านลิ้น เกณฑ์วัดความรุนแรงของฟันสึกใช้ดัชนีวัดความรุนแรงของ ฟันสึกของ Johansson การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ non-parametric ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS ผลการศึกษาและสรุป พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 92.98 มีฟันสึกในฟันหน้าและฟันหลังทั้งขากรรไกรบนและล่าง จํานวนร้อยละ 5.26 มีฟันสึกเฉพาะฟันหน้าทั้งขากรรไกรบนและล่าง ฟันล่างมีระดับความรุนแรงของฟันสึกสูง กว่าฟันบน ฟันหน้าสึกรุนแรงกว่าฟันหลัง ทั้งขากรรไกรบนและล่างอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.005) ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่เริ่มพบฟันสึกรุนแรง และผู้ป่วยเพศชายมีระดับความรุนแรงของฟันสึกสูงกว่าเพศ หญิงอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) นอกจากนี้จํานวนฟันคู่สบยังมีสหสัมพันธ์กับความรุนแรงของฟันสึก กลุ่มที่มี ฟันคู่สบในฟันหลังเหลือมากกว่า 6 คู่ มีระดับความรุนแรงของฟันสึกน้อยกว่ากลุ่มที่มีฟันคู่สบในฟันหลังเหลือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 คู่ อย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05)


Dentocult Sm-Strip Mutans Kit เครื่องมือบอกอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุแบบง่ายๆ, จินตกร คูวัฒนสุชาติ Jan 1999

Dentocult Sm-Strip Mutans Kit เครื่องมือบอกอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุแบบง่ายๆ, จินตกร คูวัฒนสุชาติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้ ต้องการหาวิธีการง่ายๆ ที่ใช้ชี้บอกให้รู้ถึงความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดฟันผุขึ้น ที่สะดวก ต่อการที่จะนําไปใช้ทั้งในทันตกรรมชุมชนและในคลินิกทั่วไป วัสดุและวิธีการ ทําการเก็บตัวอย่างน้ําลาย โดยใช้ Dentocult SM-Strip mutans kit ที่ทําออกมาสําเร็จรูปพร้อม นํามาใช้ได้ทันที ปริมาณของ S.mutans ในน้ําลายผู้ป่วยศึกษาได้จากการเปรียบเทียบจํานวนโคโลนีของเชื้อแบคทีเรีย บน Dentocult SM-Strip กับแผนภูมิมาตรฐาน จากนั้นแบ่งกลุ่มความเข้มข้นของแบคทีเรียเป็น 4 ระดับคะแนน ตั้งแต่ 0 ถึง 3 ระดับความเสี่ยงของการเกิดฟันผุสามารถพิจารณาจากระดับคะแนนนั้น ผลการศึกษาและสรุป ผลจากการศึกษาครั้งนี้ สามารถแยกกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่าย ออกจาก กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดฟันผุได้ยากได้ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


การเปรียบเทียบวิธีกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟัน, เมตตจิตต์ นวจินดา, สงวนศรี ธาตรีนรานนท์ Jan 1999

การเปรียบเทียบวิธีกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟัน, เมตตจิตต์ นวจินดา, สงวนศรี ธาตรีนรานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลการกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟัน ด้วยวิธีต่างๆ 6 วิธี วัสดุและวิธีการ นําฟันรากเดียวที่เจริญเต็มที่ จํานวน 65 ซี่ มาขยายคลองรากฟันจนขนาดของเอ็มเอเอฟไฟล์มี ขนาด 40 แล้วทําการผายคลองรากฟันด้วยวิธีสเทพแบค อุดคลองรากฟันจํานวน 60 ซี่ ด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ยกเว้นกลุ่มควบคุมจํานวน 5 ซี่ คลองรากฟันจะไม่ใส่อะไรเลย เก็บฟันทั้งหมดที่ความชื้นสัมพัทธ์ 100% อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นรื้อเอาแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟันด้วยวิธีต่างๆ 6 แล้วนําฟันทั้งหมด ผ่าแบ่งครึ่งตามแนวยาว ใช้น้ํากลั่นจํานวน 30 มิลลิลิตรชะล้างเอาแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้าง ออก หาปริมาณแคลเซียมด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectrophotometer (Shimadsu AA-630) ผลการทดลอง พบว่าวิธีที่ใช้ไฟล์ใหญ่กว่าเอ็มเอเอฟไฟล์ 1 ขนาด ร่วมกับน้ํายาล้างอีดีทีเอ 17% 5 มิลลิลิตร และโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 2.5% 5 มิลลิลิตร โดยใส่เข็มน้ํายาล้างห่างจากปลายราก 3 มิลลิลิตร เป็นวิธีที่กําจัดที่ดีที่สุด โดยจะมีแคลเซียมตกค้าง 4.78 ppm ส่วนวิธีที่ใช้เอ็มเอเอฟไฟล์ร่วมกับน้ํายาล้างโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 2.5% จํานวน 10 มิลลิลิตร โดยใส่เข็มน้ํายาล้างห่างจากปลายราก 6 มิลลิลิตร เป็นวิธีที่กําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกได้น้อย ที่สุด เหลือแคลเซียมตกค้าง 11.06 ppm ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) โดยใช้ Kruskal -Wallis test เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มโดยใช้ Mann-Whitney U test พบว่าวิธี 1 กับ 3, 2 กับ 4 แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) สรุป วิธีที่ใช้กําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ทั้ง 6 วิธี ไม่มีวิธีใดสามารถกําจัดออกได้หมด ชนิดของน้ํายาล้างหรือการ เพิ่มขนาดของไฟล์ให้ใหญ่ขึ้น 1 ขนาดจากเอ็มเอเอฟไฟล์ จะไม่มีผลต่อการกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ แต่ถ้าการ ล้างใส่เข็มน้ํายาล้างที่ระยะห่างจากปลายราก 3 มิลลิเมตร จะช่วยกําจัดได้ดีขึ้น


ผลของการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลนต่อค่าแรงยึดเฉือนของคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, กาญจนา อมรพิทักษ์พันธ์, ทิพย์รัตน์ ลีทวีกุลสมบูรณ์ Jan 1999

ผลของการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลนต่อค่าแรงยึดเฉือนของคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, กาญจนา อมรพิทักษ์พันธ์, ทิพย์รัตน์ ลีทวีกุลสมบูรณ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวิธีการต่าง ๆ ในการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลน ที่มีผลต่อการเชื่อมติดระหว่างพอร์ซเลนกับคอมโพสิตเรซิน วิธีการศึกษา การทดสอบทําโดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มที่กรอพื้นผิวโดยใช้ หัวกรอกากเพชรรูปกรวยคว่ํา และกลุ่มที่ใช้ผงอลูมินัมออกไซด์เป่าพื้นผิว ทําการซ่อมโดยใช้ระบบการซ่อม พอร์ซเลนของเคลียร์ฟิล แล้วนําไปทดสอบหาค่าแรงยึดเฉือนระหว่างพอร์ซเลนกับคอมโพสิตเรซิน การศึกษา พื้นผิวของกลุ่มตัวอย่างได้จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราดและกล้องสเตริโอไมโครสโคป ผลการทดลองและสรุป ผลการวิจัยปรากฏว่า ค่าแรงยึดเฉือนของกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างจากกลุ่มที่ กรอและกลุ่มที่ใช้ลม และผงอลูมินัมออกไซด์เป่าพื้นผิว ส่วนกลุ่มที่กรอและกลุ่มที่ใช้ผงอลูมินัมออกไซด์เป่าพื้นผิว ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.01) จึงสรุปได้ว่าการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลนด้วยการกรอ และการใช้ลมและผงอลูมินัมออกไซด์เป่าให้ประสิทธิภาพของการเชื่อมติดระหว่างพอร์ซเลนกับคอมโพสิตเรซิน ดีกว่าการไม่ได้เตรียมพื้นผิวพอร์ซเลน


ฟลูออไรด์และคลอร์เฮกซีดีนลดปริมาณกรดแลคติกที่เกิดจากสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ ในหลอดทดลอง, เกรียงไกร คุ้มไพโรจน์, ศิวพร สุขสว่าง, ทิพรัตน์ เมฆาอภิรักษ์ Jan 1999

ฟลูออไรด์และคลอร์เฮกซีดีนลดปริมาณกรดแลคติกที่เกิดจากสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ ในหลอดทดลอง, เกรียงไกร คุ้มไพโรจน์, ศิวพร สุขสว่าง, ทิพรัตน์ เมฆาอภิรักษ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเข้มข้นของฟลูออไรด์และคลอร์เฮกซิดีน ที่เหมาะสมต่อการยับยั้งการ สร้างกรดแลคติกจากเชื้อสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ (Streptococcus mutans) สายพันธุ์ KPSK-2 โดยใช้ฟลูออไรด์ และคลอร์เฮกซิดีน กลูโคเนตที่มีความเข้มข้นต่างๆ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมอุปกรณ์ และวิธีการทดลอง การทดลองแบ่งตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดสอบฟลูออไรด์ และกลุ่มคลอร์เฮกซิดีน ในกลุ่มควบคุมเชื้อสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ ถูกบ่มในกับอาหารเลี้ยงเชื้อ Todd Hewitt ส่วนกลุ่มทดสอบเติมฟลูออไรต์ให้มีความเข้มข้น 5, 10, 15 และ 20 ส่วนในล้านส่วนและคลอร์เฮกซิตีนให้มีความ เข้มข้น 0.07, 0.10, 0.50 และ 1.00 mg% ลงในหลอดเลี้ยงเชื้อตามลําดับ นําไปบ่มที่ 37 องศาเซลเซียส ใน 5% CO2 เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เก็บเชื้อโดยนําไปปั้นที่ 3,000 รอบต่อนาที นําส่วนใสมาตรวจหากรดแลคติก ผลการทดลอง พบว่าการสร้างกรดแลคติกลดลงเมื่อมีความเข้มข้นของฟลูออไรด์และคลอร์เฮกซีนเพิ่มขึ้น โดยมี ความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ p<0.05 (ANOVA) บทสรุป จากการวิจัยนี้สรุปได้ว่า ยาอมบ้วนปากโซเดียมฟลูออไรด์ และหรือคลอร์เฮกซิดีน กลูโคเนตในความเข้มข้น ที่ต่ํา สามารถยับยั้งการสร้างกรดแลคติกของเชื้อสเตร็พโตคอคคัส มิวแทนส์ ในหลอดทดลองได้


ความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของข้าราชการผู้สูงอายุของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปรารมภ์ ซาลิมี, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ดุษฎี ก่อก้องวิศรุต, สดใส วิโรจน์ศักดิ์ Jan 1999

ความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของข้าราชการผู้สูงอายุของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปรารมภ์ ซาลิมี, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ดุษฎี ก่อก้องวิศรุต, สดใส วิโรจน์ศักดิ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวโน้มของความต้องการการบริการทางทันตกรรมในกลุ่มข้าราชการผู้สูงอายุของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนในการให้บริการแก่ผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีขึ้นในอนาคตที่หน่วยทันตกรรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยทําโดยการส่งแบบสอบถามจํานวน 686 ฉบับ ไปยังกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มในระหว่าง เดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 กลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกคือข้าราชการผู้สูงอายุ มีอายุ 55-60 ปี และ กลุ่มที่สองคือผู้ที่มีอายุ 60 ปี ไปแล้ว แบบสอบถามประกอบด้วย ประวัติส่วนบุคคล สภาพในช่องปาก และ การใช้ฟันปลอม สภาวะที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อขากรรไกร และการใช้บริการทําฟัน ข้อมูลที่ได้นํามารวบรวมและวิเคราะห์ด้วยวิธี chi-square ผลการศึกษาและสรุปผล จากการสํารวจมีผู้ตอบแบบสอบถามกลับมาจํานวน 319 ฉบับ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 84 มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 67 มีโรคประจําตัว ในขณะที่ร้อยละ 53 ใช้ยาเป็น ประจํา ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 52 มีจํานวนฟันธรรมชาติเหลืออยู่มากกว่า 10 ในขากรรไกรบน และ ร้อยละ 55 ในขากรรไกรล่าง นอกจากนี้ร้อยละ 50 ใช้ฟันปลอมบางส่วนแบบถอดได้ ในเรื่องสภาวะที่เกี่ยวข้อง กับข้อต่อขากรรไกร ข้าราชการอายุ 55-60 ปี จะมีอาการข้อต่อขากรรไกรมากกว่าข้าราชการเกษียณอายุ แต่ ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) และพบว่าเพศหญิงมีอาการนี้มากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 59 ไปรับบริการทางทันตกรรมที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชน และข้าราชการอายุ 55-60 ปี มีความสะดวกที่จะรับบริการที่คณะทันตแพทยศาสตร์มากกว่าข้าราชการเกษียณอายุ การให้บริการทาง ทันตกรรมแก่ผู้สูงอายุควรสอบถามถึงโรคประจําตัว และการใช้ยาซึ่งอาจจะมีผลเกี่ยวข้องกับการให้บริการ และควรมีการเตรียมการให้บริการในการใส่ฟันปลอมถอดได้หรือติดแน่นมากขึ้น


พฤติกรรมการรับบริการทางทันตกรรมของผู้ป่วยที่มาถอนฟันที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี, วรนุช พร้อมนาวิน Jan 1999

พฤติกรรมการรับบริการทางทันตกรรมของผู้ป่วยที่มาถอนฟันที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี, วรนุช พร้อมนาวิน

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับบริการรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยที่มาถอนฟันที่โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช และโรงพยาบาลชุมชนอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี วัสดุและวิธีการ ศึกษาในผู้ป่วย 185 คน อายุระหว่าง 17-65 ปี มาถอนฟันที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช 92 คน และที่โรงพยาบาลอู่ทอง 93 คน เก็บข้อมูลในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ โดยให้ผู้ป่วยกรอกแบบสอบถามเอง ทันตแพทย์ ตรวจฟัน บันทึกผลของการรักษาอย่างเหมาะสมสุด ผลการให้บริการที่ผู้ป่วยเห็นชอบและได้รับบริการจริง วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติวิเคราะห์ โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for windows ทดสอบความสอดคล้อง ด้วยสถิติ Kappa ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทํางาน อาชีพรับจ้าง มารักษาโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งนี้ มีพฤติกรรม การรักษาทางทันตกรรมที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือส่วนใหญ่มาพบทันตแพทย์ด้วยอาการที่เป็นมากแล้ว คือ ปวดฟัน ฟันโยก เคี้ยวแล้วเจ็บ ฟันเหลือแต่ราก และผู้ป่วยทั้งสองโรงพยาบาลที่มารับบริการถอนฟัน ยังสามารถรักษาคลอง รากฟันได้ร้อยละ 21.7 และ 10.8 ตามลําดับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ต้องการเก็บรักษาฟันไว้ ที่ต้องการเก็บฟันไว้มีเพียง ร้อยละ 3.3 และ 2.2 เท่านั้น และพบว่างานบริการทันตกรรมที่ทันตแพทย์วินิจฉัย กับงานบริการทันตกรรมที่ผู้ป่วย ได้รับจริงมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ อยู่ในระดับน้อย สรุป ผู้ป่วยทั้งโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชน ยังมีพฤติกรรมการรักษาทางทันตกรรมที่คล้ายคลึงกันและไม่ ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมาพบทันตแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว ผู้ป่วยชอบที่จะถอนฟันเพื่อให้พ้นจากความเจ็บปวด ดังนั้น ทันตแพทย์ควรอธิบายแผนการรักษาทุกครั้งก่อนให้บริการ และใช้เวลามากขึ้นเพื่ออธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ เปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ ความเชื่อในการดูแลรักษาฟัน และตระหนักถึงความสําคัญของการมีฟันธรรมชาติไว้ใช้ในช่องปาก


ผลของยาแก้ปวด (4 ชนิด) ต่อการลดอาการปวดและปฏิกิริยาการอักเสบภายหลังการผ่าตัดฟันคุด, สุรินทร์ ตั้งสุภูมิ Jan 1999

ผลของยาแก้ปวด (4 ชนิด) ต่อการลดอาการปวดและปฏิกิริยาการอักเสบภายหลังการผ่าตัดฟันคุด, สุรินทร์ ตั้งสุภูมิ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพต่อการลดอาการปวดและปฏิกิริยาการอักเสบของยาแก้ปวด 4 ชนิด ได้แก่ ยาพาราเซททามอล 1000 มก. ยาไอบูโปรเฟน 400 มก. ยาโลโซโปรเฟน 60 มก. และยาไดคอลฟีแนคโซเดียม 25 มก. ภายหลังการผ่าตัดฟันคุดของฟันกรามล่างซี่ที่สาม วิธีการศึกษา ผู้เข้ารับการศึกษาจํานวน 126 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มให้รับประทานยาชนิดใดชนิดหนึ่ง ทันทีภายหลังการผ่าตัดฟันคุดและให้รับประทานยาต่อทุก 4 ชั่วโมง บันทึกอาการปวดเป็นคะแนนลงในแบบบันทึก ทุก ๆ 1 ชั่วโมง เริ่มบันทึกทันทีภายหลังการผ่าตัด ผู้ศึกษาวัดผลการบวมและวัดระยะอ้าปากได้จํากัดก่อนและหลังการ ผ่าตัด 24 ชั่วโมง ผลการศึกษาและสรุป ยาไอบูโปรเฟนสามารถลดอาการปวดได้ดีกว่ายาอีก 3 ชนิด อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≤0.05) โดยเฉพาะภายใน 6 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ส่วนยาพาราเซททามอล ลดอาการปวดได้น้อยที่สุด ยา ไดคอลฟีแนคโซเดียมสามารถลดการอ้าปากได้จํากัดได้ดีกว่ายาอีก 3 ชนิดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) ปฏิกิริยา ต่อการลดอาการบวมของใบหน้าของยาทั้ง 4 ชนิดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≥0.05)


รูปแบบการสูญเสียฟันในผู้ป่วยคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, ประภารัตน์ พรพงศ์อธิคม, วิมลรัตน์ วรสุทธยางกูร Jan 1999

รูปแบบการสูญเสียฟันในผู้ป่วยคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, ประภารัตน์ พรพงศ์อธิคม, วิมลรัตน์ วรสุทธยางกูร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ : การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของการสูญเสียฟันของผู้ป่วยที่มาทําการ รักษาในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์ วิธีการศึกษา : ทําการศึกษานําร่องโดยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาทางทันตกรรมประดิษฐ์ จากแบบหล่อศึกษา ของผู้ป่วยจํานวน 159 ราย แล้วสุ่มเลือกศึกษาแบบหล่อศึกษาของผู้ป่วยจํานวน 111 คน ในคลินิกบัณฑิตศึกษา ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาทําการรักษาเพื่อฟื้นฟูสภาพช่องปากและมีการสูญเสีย ฟันในระหว่างปีพ.ศ.2534-2540 โดยดูความถี่ของตําแหน่งและจํานวนฟันที่หายไปรวมทั้งฟันคู่สบที่เหลืออยู่ โดยไม่นับรวมฟันกรามซี่ที่สาม แล้วทําการบันทึกลงในแบบสังเกต และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างช่วงอายุ ต่าง ๆ (น้อยกว่า 45 ปี, 45-64 ปี, และมากกว่า 64 ปี) และเพศกับลักษณะการสูญเสียฟันในแบบต่างๆ โดย ใช้ ANOVA และ student t-test ตามลําดับ ผลการศึกษาและสรุป : พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการสูญเสียฟันในทั้งสองขากรรไกรมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.78 มีการสูญเสียฟันแบ่งตามชนิดการรองรับแรงเป็นแบบรองรับด้วยฟันและเนื้อเยื่อทั้งในขากรรไกรบนและ ล่าง คิดเป็นร้อยละ 45.05 และ 40.54 ตามลําดับ มีการสูญเสียฟันในตําแหน่งฟันหลังล่างมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 95.50 โดยมีการสูญเสียฟันกรามซี่แรกมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 60.36 ผู้ป่วยมีการสูญเสียฟันโดยเฉลี่ย 10.13 ซี่ ซึ่งจํานวนเฉลี่ยของฟันที่หายไปจะเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.005) คือ 7.44, 10.65 และ 13.50 ตามลําดับ ในแง่ของฟันคู่สบที่เหลือนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีชนิดฟันคู่สบเป็นฟันเขี้ยวมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 36.71 มีฟันคู่สบเป็นจํานวนเฉลี่ย 6.15 คู่ ซึ่งจํานวนเฉลี่ยของฟันคู่สบจะลดลงตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น คือ 7.80, 5.80 และ4.15 คู่ ตามลําดับ โดยช่วงอายุน้อยกว่า 45 ปีจะมีจํานวนคู่สบแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่าง มีนัยสําคัญ (p>0.005) ส่วนลักษณะการสูญเสียฟันในเพศชาย และหญิงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) จากการวิจัยนี้อาจสรุปได้ว่าผู้ป่วยจะ มีการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังนั้นการป้องกันการสูญเสีย ฟันควรทําอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็กหรืออย่างน้อยก่อนวัยผู้ใหญ่


ความต้านทานต่อการแตกหักของครอบคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, เรวดี วิจักษณ์ตระกูล, เปรมจิตร อุทัยไพศาลวงศ์ Jan 1999

ความต้านทานต่อการแตกหักของครอบคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, เรวดี วิจักษณ์ตระกูล, เปรมจิตร อุทัยไพศาลวงศ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความต้านทานต่อการแตกหักระหว่างครอบฟันที่ ทําด้วยคอมโพสิตเรซินกับครอบฟันที่ทําด้วยโลหะในฟันกรามน้อยบน เพื่อประเมินผลการนําครอบฟันที่ ทําด้วยคอมโพสิตเรซินมาใช้ในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันแล้ว วิธีการวิจัย ทําการทดสอบโดยนําฟันกรามน้อยบนที่รักษารากฟันแล้วจํานวน 20 ซี่ มาตัดยอดฟันทางด้าน เพดานออกทั้งหมด เพื่อให้เหมือนสภาพความเป็นจริงที่พบเสมอในคลินิก นําฟันมากรอเพื่อเตรียมทําครอบ ฟันแบบพาร์เชียลวีเนียร์ และกรอโพสท์ลงในคลองรากฟันประมาณ 2 มิลลิเมตร จากนั้นจึงแบ่งฟันทั้งหมด ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ซี่ ฟันกลุ่มแรกบูรณะด้วยโลหะ ฟันกลุ่มที่สองบูรณะด้วยคอมโพสิตเรซิน แล้วนําไป ทดสอบความต้านทานการแตกหักด้วยเครื่องทดสอบอินสตรอนจนฟันแตก หาค่าเฉลี่ยของแรงในแต่ละกลุ่ม และ เปรียบเทียบผลความต้านทานต่อการแตกหักของครอบฟันทั้งสองชนิดด้วย Unpaired t - test ที่ p > 0.05 ผลการวิจัยและสรุป จากการทดสอบพบว่าค่าเฉลี่ยแรงกดที่ทําให้ฟันแตก 1106.75 ± 162.02 ปอนด์ สําหรับครอบฟันโลหะ และ 324.18 ± 58.34 ปอนด์ สําหรับครอบฟันคอมโพสิตเรซิน แรงกดที่ทําให้ฟันแตกในฟันที่บูรณะด้วยครอบคอมโพสิตเรซิน มีค่าน้อยกว่าครอบโลหะอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ แต่เนื่องจากแรงกด ที่ทําให้ฟันที่บูรณะด้วยคอมโพสิตเรซินแตกมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าแรงบดเคี้ยวในช่องปาก (140-180 ปอนด์) ประกอบ กับคอมโพสิตเรซินมีสีธรรมชาติ ให้ความสวยงามมากกว่าโลหะ และเสียเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ดังนั้น การบูรณะฟันที่แตกหักด้วยการครอบฟันคอมโพสิตเรซินจึงเป็นที่ยอมรับ และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วย และตัวทันตแพทย์เอง แต่ควรจะได้ทําการทดสอบความคงทนของการใช้ครอบฟันโพสิตเรซินในระยะยาวทางคลินิกด้วย


ความต้านทานแบบไดอะมีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อแรงอัดของวัสดุสร้างแกนฟันชนิดต่างๆ, แมนสรวง อักษรนุกิจ, พรพิมล ชรากร, เพ็ญพรรณ ตรงสวัสดิ์ Jan 1999

ความต้านทานแบบไดอะมีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อแรงอัดของวัสดุสร้างแกนฟันชนิดต่างๆ, แมนสรวง อักษรนุกิจ, พรพิมล ชรากร, เพ็ญพรรณ ตรงสวัสดิ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ ศึกษาเปรียบเทียบความต้านทานแบบไดอะมีทรัลเทนไซล (Diametral tensile strength, DTS) และความต้านทานต่อแรงอัด (Compressive strength, CS) ของวัสดุสร้างแกนฟัน วัสดุและวิธีการ ชิ้นงานจํานวน 112 ชิ้น เตรียมจากวัสดุ 7 ชนิด ได้แก่ บิสคอร์ (Biscore), ไทคอร์ (Ti-core),ลักษ์อัลลอยด์ (Luxalloy), คอมโพกลาส (Compoglass), ไดแรค (Dyract), ไวทริเมอร์ (Vitremer) และดีแทคโมลาร์ (Ketac Molar) ในจํานวน 112 ชิ้น 56 ชิ้น (8 ชิ้นต่อวัสดุ 1 ชนิด) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร หนา 3 มิลลิเมตร ใช้สําหรับทดสอบความต้านทานไดอะมีทรัลเทนไซล และอีก 56 ชิ้น (8 ชิ้นต่อวัสดุ 1 ชนิด) มีเส้นผ่าศูนย์ กลาง 3 มิลลิเมตร หนา 6 มิลลิเมตร ใช้สําหรับทดสอบความต้านทานต่อแรงอัด แซ่ชิ้นงานทั้งหมดในน้ํากลั่น และ เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนการทดลอง นําชิ้นงาน มาหาค่าความต้านทานไดอะมีทรัลเทนไซล และความต้านทานต่อแรงอัด ด้วยเครื่องลอยด์ยูนิเวอร์ซัลเทสติ้ง [Lloyd Instruments, LR 10K (Lloyd Instruments Ltd., Segensworth, Fareham)] ด้วยความเร็วหัวทดสอบ 5 มิลลิเมตร ต่อนาทีผลการศึกษาและสรุป จากการทดสอบทางสถิติโดยใช้ ANOVA พบความแตกต่างของความต้านทานไดอะ มีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อแรงอัดระหว่างวัสดุอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ p<0.001 จากการศึกษาพบว่า วัสดุจําพวก กลาสไอโอโนเมอร์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซิน มีค่าความต้านทานไดอะมีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อ แรงอัดต่ํา ไม่เหมาะสมกับการนํามาใช้สร้างแกนฟัน


แนวโน้มความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุไทย : 2533-2537, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, พันธิรา เอี่ยมจิระกุล, รักงาม วชิรธนิต Jan 1999

แนวโน้มความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุไทย : 2533-2537, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, พันธิรา เอี่ยมจิระกุล, รักงาม วชิรธนิต

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสํารวจความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรม และปริมาณ การได้รับการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ามารับการรักษาในคลินิกของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา วิธีการสํารวจทําโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลสภาวะทางทันตกรรมและความต้องการการบําบัด รักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุจากแฟ้มผู้ป่วยสูงอายุที่มารับการรักษาในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงปีพ.ศ. 2533-2537 เป็นจํานวนทั้งหมด 1,354 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลได้จาก การแบ่งกลุ่มศึกษาออกเป็น 5 กลุ่มช่วงอายุ โดยนําข้อมูลที่บันทึกได้มาคํานวณเป็นร้อยละและเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์ของข้อมูล ผลการทดลองและสรุป ผลการสํารวจพบว่าจํานวนผู้ป่วยสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความ ต้องการบําบัดรักษาพิจารณาจากคําบอกกล่าวสําคัญ ซึ่งพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับฟันปลอมคิดเป็นร้อยละ 20.56 รองลงมาคือฟันหายไปคิดเป็นร้อยละ 18.35 และปวดฟันคิดเป็นร้อยละ 12.46 สําหรับงานบริการทาง ทันตกรรมที่ได้รับการรักษามากที่สุดคืองานทันตกรรมประดิษฐ์คิดเป็นร้อยละ 32.69 รองลงมาคือถอนฟันและ ศัลยกรรมในช่องปากคิดเป็นร้อยละ 14.08 ประเภทของงานทันตกรรมประดิษฐ์ชนิดฟันปลอมทั้งปากมีแนวโน้ม ลดลงจากร้อยละ 68.35 ในปีพ.ศ.2533 เป็นร้อยละ 48.88 ในปีพ.ศ.2537 ส่วนการใส่ฟันปลอมบางส่วนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.01 ในปีพ.ศ. 2533 เป็นร้อยละ 50.00 ในปีพ.ศ.2537 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย สูงอายุมีแนวโน้มของการมีสันเหงือกว่างลดลงแต่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่มากขึ้น


องค์ประกอบของรอยยิ้ม, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปิยมาศ สำเร็จกาญจนกิจ, สิรินันท์ แซ่ตั้ง Jan 1999

องค์ประกอบของรอยยิ้ม, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปิยมาศ สำเร็จกาญจนกิจ, สิรินันท์ แซ่ตั้ง

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่าเฉลี่ยมาตรฐานขององค์ประกอบรอยยิ้ม อันได้แก่ รูปแบบ ของรอยยิ้ม ความหมายของโค้งปลายฟันหน้าบนกับริมฝีปากล่าง ตําแหน่งของโค้งปลายฟันหน้าบนที่สัมผัสกับ ริมฝีปากล่าง และบริเวณโปร่งแสงของฟันหน้าบน วิธีการศึกษา ทําการศึกษาในประชากรกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกมาจากนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 ซึ่งมีอายุระหว่าง 19 ปี 22 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง จํานวน 100 คน โดยเลือกผู้ที่มี ฟันหน้าบนครบทุกซี่ ไม่มีช่องว่างระหว่างฟัน และมีการเรียงตัวของฟันอยู่ในแนวปกติ โดยให้กลุ่มประชากร ตัวอย่างยิ้มอย่างเต็มที่ภายใต้แสงไฟนีออนธรรมดาทีละคน ในขณะที่มีผู้สังเกตดูองค์ประกอบต่าง ๆ ของรอยยิ้ม และบันทึกผลของนิสิตแต่ละคน จากนั้นจึงนําข้อมูลมาคํานวณเป็นร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีสถิติชนิดไคสแควร์ ผลการศึกษาและสรุป จากการศึกษาพบว่า ร้อยละ 49 ของกลุ่มตัวอย่างขณะยิ้มเต็มที่จะเห็นฟันหน้าบน เกือบทั้งซี่ และเห็นเหงือกสามเหลี่ยมระหว่างฟันด้วย ร้อยละ 59 มีส่วนโค้งปลายฟันหน้าบนขนานกับเส้นโค้ง ด้านในของริมฝีปากล่าง ร้อยละ 74 ปลายฟันหน้าบนจะไม่สัมผัสกับริมฝีปากล่าง และร้อยละ 77 มีบริเวณ โปร่งแสงของฟันหน้าบนอยู่ที่ปลายฟัน องค์ประกอบของรอยยิ้มที่ขึ้นกับเพศ ได้แก่ รูปแบบรอยยิ้ม และบริเวณ โปร่งแสงของฟันหน้าบน พบว่าเพศชายและหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ α = 0.05 ส่วนองค์ประกอบของรอยยิ้มที่ไม่ขึ้นกับเพศ ได้แก่ ความขนานและลักษณะการสัมผัสระหว่างโค้งปลายฟันหน้าบน และริมฝีปากล่าง พบว่าเพศชายและหญิงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ α = 0.05


การบําบัดความวิการบริเวณง่ามรากฟันระดับสาม ในฟันกรามล่างโดยกระบวนการจีทีอาร์ : ใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับวัสดุปลูกกระดูก, พาณี วานิชวัฒนรำลึก, นวลฉวี หงษ์ประสงค์ Sep 1998

การบําบัดความวิการบริเวณง่ามรากฟันระดับสาม ในฟันกรามล่างโดยกระบวนการจีทีอาร์ : ใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับวัสดุปลูกกระดูก, พาณี วานิชวัฒนรำลึก, นวลฉวี หงษ์ประสงค์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การผ่าตัดโดยใช้หลักการเหนี่ยวนําให้เกิดเนื้อเยื่อใหม่ (จีทีอาร์) จําเป็นต้องใช้แผ่นกั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในรอยโรคและขณะเดียวกันช่วยให้เซลล์ที่มีหน้าที่ในการสร้างอวัยวะปริทันต์มีโอกาสทํางานได้เต็มที่มากขึ้น การศึกษาครั้งนี้ทําเพื่อต้องการดูผลการรักษาความวิการของกระดูกบริเวณง่ามรากฟันระดับ ที่สามด้วยวิธีจีทีอาร์ โดยใช้แผ่นยางกันน้ําลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกร่วมด้วย วัสดุและวิธีการ ผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบในผู้ใหญ่ 6 ราย เป็นอาสาสมัครในการทําวิจัยครั้งนี้ ผู้ป่วยได้รับการ รักษาโรคปริทันต์เบื้องต้นด้วยการเกลารากฟันให้เรียบ และสามารถควบคุมอนามัยในช่องปากได้เป็นอย่างดีแล้ว และ 5 มม. ร่วมด้วย มีฟันกรามล่างซึ่งมีความวิการของกระดูกบริเวณช่องรากฟันระดับที่สามและมีร่องลึกปริทันต์อย่างน้อย โดยผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีการ จีทีอาร์ โดยใช้แผ่นยางกันน้ําลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใส่วัสดุปลูกกระดูกร่วมด้วย วัดค่าทางคลินิก คือค่าร่องลึกปริทันต์ ระดับการยึดเกาะทางคลินิก และการรุ่นของเหงือก ก่อนและหลังการผ่าตัด 6 6 และ 12 เดือน รวมทั้งถ่ายภาพรังสีด้วย มีการเปิดเหงือกเข้าไปดูรอยโรคหนึ่งราย การวิเคราะห์การ เปลี่ยนแปลงของค่าทางคลินิกใช้ paired t-test ที่ p = 0.05 ผลการศึกษา พบว่าค่าของร่องลึกปริทันต์ และค่าของระดับการยึดเกาะอวัยวะปริทันต์ทางคลินิกลดลงอย่างมีนัย สําคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับก่อนการผ่าตัด และมีระดับการยึดเกาะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.33 + 1.74 มม. มีระดับกระดูก เพิ่มขึ้นระดับหนึ่งแต่ไม่เต็มรอยวิการ ทางคลินิกบริเวณง่ามรากมีการปิดของเนื้อเหงือกแน่นและแข็งแรงทําให้ทําความ สะอาดได้ดีขึ้น และเมื่อเปิดเข้าไปดูพบว่า มีการสร้างของกระดูกเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่เต็มถึงยอดของง่ามรากฟัน สรุป สามารถใช้แผ่นยางกันน้ําลายเป็นแผ่นกั้นในกระบวนการจีทีอาร์ ใช้ง่าย และให้ผลดีถึงแม้มีการสร้างกระดูก เพียงบางส่วนไม่เต็มรอยวิการของกระดูกบริเวณง่ามรากฟันระดับสามก็ตาม


Pleomorphic Adenoma: Review Literature, Kittipong Dhanuthai Sep 1998

Pleomorphic Adenoma: Review Literature, Kittipong Dhanuthai

Chulalongkorn University Dental Journal

Pleomorphic adenoma is the most common benign salivary gland neoplasm of both the major and minor salivary glands. This review article describes the clinical features, the histopathology, the immunohistochemical markers of both the epithelial and myoepithelial components, the differential diagnosis and the treatment. The histopathology of this tumor can display diverse morphological patterns, but it traditionally presents with ducts or tubules lined by inner ductal cells and outer myoepithelial cells arranged in a variety of matrix.


การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลาย เป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว, ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์, นวลฉวี หงษ์ประสงค์ Sep 1998

การเปรียบเทียบการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟัน ระหว่างการใช้แผ่นยางกันน้ำลายเป็นแผ่นกั้นร่วมกับการใช้วัสดุปลูกกระดูกกับการใช้แผ่นยางกันน้ำลาย เป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว, ชนกพรรณ สุคนธ์พันธ์, นวลฉวี หงษ์ประสงค์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดูผลการรักษารอยวิการของกระดูกเบ้าฟันหลาย ๆ รอยโรคด้วยวิธี จีทีอาร์ โดยใช้แผ่นยางกันน้ําลายเป็นแผ่นกั้น และเปรียบเทียบผลการใช้แผ่นยางกันน้ําลายเป็นแผ่นกั้นเพียงอย่างเดียว กับใช้วัสดุปลูกกระดูกร่วมด้วยในเวลา 6 เดือน วัสดุและวิธีการ ผู้ร่วมโครงการเป็นผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบในผู้ใหญ่ หญิง 4 คน ซึ่งได้รับการรักษาเบื้องต้น แล้วยังมีรอยโรคปริทันต์ที่มีความลึกของร่องลึกปริทันต์ เท่ากับหรือมากกว่า 5 มม. ในทั้งสองข้างของขากรรไกร เดียวกัน 10 ตําแหน่ง เลือกการรักษาด้วยการใช้แผ่นยางกันน้ําลายอย่างเดียว 5 ตําแหน่ง จํานวน 19 รอยโรค และใช้แผ่นยางกันน้ําลายร่วมกับการปลูกกระดูก 5 ตําแหน่ง จํานวน 32 รอยโรค โดยการสุ่ม วัดค่าทางคลินิกคือ ความลึกของร่องลึกปริทันต์ ระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ ระดับการรุ่นของเหงือกและการถ่ายภาพรังสีโดย ทําการบันทึก ก่อนการรักษา และหลังการรักษา 3 เดือน และ 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Paired t-test ใน กลุ่มเดียวกัน และ Unpaired t-test ในระหว่างกลุ่มที่ P = 0.05 ผลการศึกษา พบว่าค่าความลึกของร่องลึกปริทันต์และระดับการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ที่ 3 เดือน และ 6 เดือน ส่วนเหงือกรุ่นจะเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย และระดับความสูงของกระดูกเพิ่มขึ้นเมื่อตรวจดูทาง x-ray ซึ่งผลการรักษาของทั้งสองกลุ่มมีลักษณะเช่นเดียวกัน และเมื่อเปรียบเทียบผลการรักษาทั้งสองกลุ่มพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติสรุป สรุปได้ว่าแผ่นยางกันน้ําลายสามารถใช้ เป็นแผ่นกั้นในขบวนการ จีทีอาร์ และให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกันระหว่างใช้แผ่นยางกันน้ําลายเป็นแผ่นกั้นอย่างเดียวหรือใช้วัสดุปลูกกระดูกร่วมด้วย


ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพรังสีของนิสิตในคลินิกวิทยาเอ็นโดดอนต์, เจนจิรา ธนศรีวนิชชัย, ศิริศักดิ์ เอกพิศุทธิ์สุนทร Sep 1998

ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพรังสีของนิสิตในคลินิกวิทยาเอ็นโดดอนต์, เจนจิรา ธนศรีวนิชชัย, ศิริศักดิ์ เอกพิศุทธิ์สุนทร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อสํารวจปริมาณการใช้ฟิล์มของนิสิตโดยเฉลี่ยในการรักษาคลองรากฟัน 1 ปี และในแต่ละขั้นตอน การทํางาน และวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ของนิสิตที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพรังสีในคลินิกวิทยาเอ็นโดดอนต์ วิธีการ สํารวจจากใบเบิกฟิล์มในแฟ้มประวัติการรักษาคลองรากฟันของผู้ป่วย ที่นิสิตเป็นผู้รักษาและจัดทําแบบสอบถาม ผลการศึกษา ปริมาณการใช้ฟิล์มในการรักษาคลองรากฟัน 1 ซี่ มีค่าเฉลี่ย 8.7 ฟิล์ม ปริมาณการใช้ฟิล์มในแต่ ละขั้นตอนการรักษามีค่าเฉลี่ย 1.12 ฟิล์มในขั้นตอนการถ่ายภาพรังสีก่อนการรักษา 2.66 ฟิล์ม ในขั้นตอนการหา ความยาวฟัน 2.49 ฟิล์มในขั้นตอนการลองกัตตาเปอร์ชาแท่งเอก และ 2.33 ฟิล์มในขั้นตอนการอุดคลองรากฟัน จากแบบสอบถามพบว่าสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพเป็นปัญหาที่นิสิตพบมาก และต้องการให้แก้ไขมากที่สุด นิสิตมีปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษาต่างๆ ที่ทําให้ต้องถ่ายภาพรังสีใหม่ในระดับ ปานกลาง โดยปัญหาที่พบมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ การใส่กัตตาเปอร์ชาแท่งเอกได้สั้นกว่าความยาวทํางาน การถ่ายภาพรังสีเพื่อแยกคลองรากฟันที่บังซ้อนกันออก และการล้างฟิล์มที่เข้มหรือจางเกินไป นิสิตมีความเห็นว่า กระบวนการเรียนการสอนทั้งในระดับพรีคลินิกและคลินิก ช่วยทําให้นิสิตมีความรู้และทักษะในการถ่ายภาพรังสีในผู้ป่วยจริงได้ในระดับปานกลาง


การยึดอยู่ และความแนบบริเวณขอบของครอบฟัน เมื่อใช้ซีเมนต์ชนิดต่างกัน, มรกต ตันติประวรรณ Sep 1998

การยึดอยู่ และความแนบบริเวณขอบของครอบฟัน เมื่อใช้ซีเมนต์ชนิดต่างกัน, มรกต ตันติประวรรณ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการยึดอยู่ (Retention) และความแนบบริเวณขอบของครอบฟัน (Marginal seating) เมื่อใช้ซีเมนต์ชนิดซิงก์ฟอสเฟต (Zinc phosphate cement) ซีเมนต์ชนิดกลาสไอโอโนเมอร์ (Glass ionomer cement) และซีเมนต์ชนิดเรซิน (Resin cement) เป็นตัวยึดครอบฟัน วัสดุและวิธีการ แบ่งฟันกรามน้อย 30 ซี่ ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ซี่ กรอแต่งฟันแต่ละซี่ให้มีลักษณะ เหมือนกันโดยควบคุม ความสูง พื้นที่หน้าตัด และความเอียงของผนังตามแกน (Axial walls) ด้วยหัวกรอและ เครื่องควบคุมความขนาน (Milling machine) พิมพ์ฟันซี่ที่กรอแต่งมาทําครอบฟันด้วยโลหะเงินผสมเพลลิเดียม วัด ความสูงของครอบฟันโดยใช้เครื่อง Digimatic Indicator ยึดครอบฟันโลหะด้วยซีเมนต์ชนิดต่างกัน โดยกลุ่มที่ 1 ใช้ซิงก์ฟอสเฟต กลุ่มที่ 2 ใช้ กลาสไอโอโนเมอร์ และกลุ่มที่ 3 ใช้เรซิน วัดความสูงของครอบฟันหลังยึดด้วยซีเมนต์ และวัดแรงดึงสูงสุดที่ทําให้ครอบฟันหลุดจากตัวฟันด้วยเครื่อง Lloyd universal testing machine ผลการทดลอง ค่าเฉลี่ยความแตกต่างความสูงของครอบฟันก่อนและหลังซีเมนต์ (ไมโครเมตร) กลุ่มที่ 1 = 36.0 = 16.6 กลุ่มที่ 2 = 14.7 + 7.4 กลุ่มที่ 3 = 45.5 + 21.3 ค่าเฉลี่ยแรงดึงสูงสุด (นิวตัน) กลุ่มที่ 1 = 343.98 + 46.21 กลุ่มที่ 2 = 482.0 + 33.08 กลุ่มที่ 3 = 522.88 …


สถานภาพในช่องปากกับความรู้สึกเป็นสุขในผู้สูงอายุไทย, ประกล พิบูลย์โรจน์, ชาญชัย โห้สงวน, วรางคณา เวชวิธี Sep 1998

สถานภาพในช่องปากกับความรู้สึกเป็นสุขในผู้สูงอายุไทย, ประกล พิบูลย์โรจน์, ชาญชัย โห้สงวน, วรางคณา เวชวิธี

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ วัสดุและวิธีการ ข้อมูลในการศึกษาวิจัยนี้ ได้จากการสํารวจคุณภาพชีวิตด้านทันตสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 1,102 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เก็บรวบรวมข้อมูลระดับความรู้สึกเป็นสุขและสถานภาพในช่องปากที่ได้ จากการประเมินด้วยตนเองของผู้สูงอายุกระทําการตรวจสภาวะช่องปาก เพื่อบันทึกลักษณะการใช้งานของฟัน โรค ฟันผุ โรคปริทันต์ อนามัยของช่องปาก การใส่ฟันปลอม รวมถึงแผลหรือรอยโรคอื่นๆ ของเนื้อเยื่ออ่อนภายใน ช่องปากประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพในช่องปากกับความรู้สึกเป็นสุขด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพในช่องปากกับความรู้สึกเป็นสุขในผู้สูงอายุไทยเพื่อควบคุมปัจจัยร่วมต่างๆ ให้คงที่ ผล หลังจากที่ได้ควบคุมปัจจัยร่วมต่างๆ ให้คงที่แล้ว พบว่าปัจจัยในช่องปากที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญกับ ความรู้สึกเป็นสุขในผู้สูงอายุมีดังนี้ ปัญหาการเคี้ยว ปัญหากลิ่นปาก ปัญหาเกี่ยวกับฟันปลอม จํานวนฟันปลอมที่ใส่ จํานวนฟันโยกใช้งานไม่ได้ และการมีฟันผุที่รากฟัน สําหรับปัจจัยภายนอกช่องปากที่มีความสัมพันธ์ด้วย ได้แก่ อายุ อาชีพค้าขาย รายได้ และการมีความผิดปกติทางร่างกาย สรุป สถานภาพในช่องปากที่มีบทบาทต่อการใช้งานในการดํารงชีวิตประจําวันมีผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นสุขใน ผู้สูงอายุ


การกระตุ้นเอนไซม์เอ็มเอ็มพี-3 (สโตรมีไลซิน-1) ในเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์โดยการเพิ่มระดับของแคลเซียมอิออนและไซขลิกเอเอ็มพีภายในเซลล์, นิรดา ธเนศวร, ประสิทธิ์ ภวสันต์ Sep 1998

การกระตุ้นเอนไซม์เอ็มเอ็มพี-3 (สโตรมีไลซิน-1) ในเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์โดยการเพิ่มระดับของแคลเซียมอิออนและไซขลิกเอเอ็มพีภายในเซลล์, นิรดา ธเนศวร, ประสิทธิ์ ภวสันต์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การทดลองครั้งนี้ทําเพื่อศึกษาถึงบทบาทของตัวกลางในการส่งสัญญาณเข้าสู่เซลล์สองชนิด คือ แคลเซียมอิออน และไซขลิกเอเอ็มพี ในการควบคุมการสร้างเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 3 ในเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ วัสดุและวิธีการ เซลล์จากเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ถูกเพาะเลี้ยง และกระตุ้นด้วยสารกระตุ้นชนิดต่าง ๆ คือ แคลเซียม ไอโอโนฟอร์ แคลเซียมคลอไรด์ ฟอร์สโคลิน และ กรดอะมิโนลําดับที่ 1-34 ของพาราไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นเวลา 48 ชั่วโมง อาหารเลี้ยงเซลล์จะถูกเก็บในอีก 24 ชั่วโมงถัดมา และระดับของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 3 จะถูกวิเคราะห์โดยเทคนิคไซโมกราฟฟี และคอท-บลอท อนาไลซิส ผลการทดลองและสรุป ผลของการกระตุ้นการเพิ่มระดับของแคลเซียมอิออน และไซลิกเอเอ็มพี่ภายในเซลล์ จะ ทําให้ปริมาณของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 3 ที่พบในอาหารเลี้ยงเซลล์เพิ่มสูงขึ้น


คาโพซิซาร์โคมาในช่องปากและการรักษาด้วยการฉีดยาวินบลาสทีนเข้ารอยโรค, ปรเมศร์ พิทักษ์อรรณพ Sep 1998

คาโพซิซาร์โคมาในช่องปากและการรักษาด้วยการฉีดยาวินบลาสทีนเข้ารอยโรค, ปรเมศร์ พิทักษ์อรรณพ

Chulalongkorn University Dental Journal

คาโพซิซาร์โคมาเป็นเนื้องอกที่มีจุดกําเนิดจากหลอดเลือด ซึ่งพบได้บ่อยร่วมการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเอดส์ประมาณครึ่งหนึ่งมีคาโพซิซาร์โคมาในช่องปาก โดยเพดานปากเป็นตําแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะคาโพซิซาร์โคมาในช่องปากเป็นได้ตั้งแต่จุดราบไปจนถึงปุ่มขนาดเล็ก สีแดงปนน้ำเงิน ลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาจะพบเซลล์รูปกระสวยสานกันไปมา แอ่งหลอดเลือดรูปร่างไม่แน่นอน เม็ดเลือดแดงอยู่นอกหลอดเลือดและเซลล์อักเสบเรื้อรัง การรักษาคาโพซิซาร์โคมามีหลายวิธีขึ้นกับลักษณะของรอยโรค การทําศัลยกรรมเหมาะกับรอยโรคที่จํากัดเฉพาะที่ รังสีรักษาเหมาะกับรอยโรคที่ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง และเคมีบําบัดเหมาะกับรอยโรคที่แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น วินบลาสทีนเป็นยาที่นิยมเลือกใช้ในการรักษาด้วยวิธีเคมีบําบัดสําหรับคาโพซิซาร์โคมาทั้งในผู้ป่วยที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อเอชไอวี นักวิจัยหลายกลุ่มพบว่าการฉีดยาในบลาสทีนเข้ารอยโรคมีประสิทธิภาพที่จะรักษาหรือร่วมรักษาคาโพซิซาร์โคมาในช่องปากได้วิธีการหนึ่ง


การเปรียบเทียบวิธีการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับการใช้ ภาพนิ่ง แผ่นใส และเอกสาร ประกอบการสอน, มรกต ตันติประวรรณ May 1998

การเปรียบเทียบวิธีการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับการใช้ ภาพนิ่ง แผ่นใส และเอกสาร ประกอบการสอน, มรกต ตันติประวรรณ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของนิสิตชั้นปีที่ 2 เรื่องชนิดและส่วนประกอบของฟันปลอม โดยการสอน 3 วิธีคือ 1. การสอนโดยใช้ภาพนิ่ง แผ่นใส และเอกสาร เป็นสื่อประกอบการสอน 2. การสอนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์เป็นสื่อประกอบการสอน 3. การเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยตนเอง วัสดุและวิธีการ แบ่งนิสิตอาสาสมัคร ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2539 จํานวน 69 คน ตามแต้มเฉลี่ยสะสม ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 23 คน กลุ่มที่ 1 เรียนโดยใช้แผ่นใส ภาพนิ่ง และเอกสาร เป็นสื่อประกอบการสอน กลุ่มที่ 2 เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อประกอบการสอน กลุ่มที่ 3 นิสิตเรียนด้วยตนเองโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทั้ง 3 กลุ่มใช้เวลาในการเรียน 30 นาที จากนั้นทําแบบทดสอบ 20 นาที ใช้ค่าสถิติการ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) วิเคราะห์คะแนนสอบที่ระดับนัยสําคัญ p<0.05 กลุ่มที่ 2 และ 3 ทําแบบทดสอบเพื่อประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และทัศนคติที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผล ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนสอบในกลุ่มที่ 1 2 และ 3 คือ 20.39 + 3.27 21.17 : 2.57 และ 20.91 + 3.42 ตามลําดับ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติของคะแนนสอบระหว่างกลุ่ม (p = 0.6871) นิสิตร้อยละ 95 ของกลุ่มที่ 2 และ 3 พอใจการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และต้องการ ให้มีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มขึ้น สรุป การเรียนการสอนในหัวข้อเรื่อง ชนิดและส่วนประกอบของฟันปลอม พบว่านิสิตชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยมีบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อประกอบการสอน ให้ผลคะแนนสอบไม่แตกต่างจากการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรียนด้วยตนเอง กับการใช้แผ่นใส ภาพนิ่ง และเอกสารเป็นสื่อประกอบการสอน นิสิตส่วนใหญ่สนใจและพอใจกับ วิธีการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน


การเปรียบเทียบความพึงพอใจของการรับรสระหว่างคนสูงอายุและคนหนุ่มสาว, ยุทธนา ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม May 1998

การเปรียบเทียบความพึงพอใจของการรับรสระหว่างคนสูงอายุและคนหนุ่มสาว, ยุทธนา ปัญญางาม, พรศรี ปฏิมานุเกษม

Chulalongkorn University Dental Journal

การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และลดจํานวนเซลล์ของต่อมรับรสจะเกิดขึ้นเมื่อคนมีอายุมากขึ้นซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของการรับรสอาหาร วัตถุประสงค์ และคนหนุ่มสาว การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของความพึงพอใจในการรับรสระหว่างคนสูงอายุ วิธีการศึกษา การศึกษากระทําในกลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพสมบูรณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม คนสูงอายุ จํานวน 41 คน และกลุ่มคนหนุ่มสาว จํานวน 40 คน เข้ารับการทดลองชิมสารละลายที่มีรสหวาน เค็ม และเปรี้ยว ที่ความเข้มข้น ต่าง ๆ กัน 5 ระดับ ด้วยวิธีจิบและบ้วน แล้วนําข้อมูลมาวิเคราะห์หาความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจรส ระหว่างกลุ่มคนสูงอายุและกลุ่มคนหนุ่มสาวด้วยการทดสอบ ที (t-test)ผลการทดลองและสรุป ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนสูงอายุ และกลุ่มคนหนุ่มสาวรู้สึกพึงพอใจรสหวาน เค็ม และเปรี้ยว เมื่อความเข้มข้นของสารละลายซูโครส โซเดียมคลอไรด์ และกรดซิตริก เป็น 10.0 0.16 และ 0.32 กรัม% และ 5.0 0.16 และ 0.008 กรัม% ตามลําดับ อย่างไรก็ตามความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งสองเป็นไปอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) เฉพาะรสหวานและรสเปรี้ยวเท่านั้น นอกจาก นี้ยังพบว่าความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในรสต่าง ๆ ระหว่างชายและหญิงเป็นไปอย่างไม่มีนัยสําคัญ ทางสถิติเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสรุปได้ว่าการรับรสจะเปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้น แต่เพศไม่มีอิทธิพลต่อการรับรส


ความชุกของโรคฟันผุของเด็กอายุ 2-12 ปี ที่มารับการรักษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 เปรียบเทียบกับปี 2513 - 2531, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, พรรณิภา ศรีวณิชย์, สุภัทรา ชมรูปสวย May 1998

ความชุกของโรคฟันผุของเด็กอายุ 2-12 ปี ที่มารับการรักษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 เปรียบเทียบกับปี 2513 - 2531, วัชราภรณ์ ทัศจันทร์, พรรณิภา ศรีวณิชย์, สุภัทรา ชมรูปสวย

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด และความสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด ของฟันน้ํานม และฟันถาวร กับอายุและเพศของเด็กที่มารับการรักษาที่ภาควิชาทันตกรรมสําหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 เปรียบเทียบกับการศึกษาใน ปี พ.ศ. 2513, 2518, 2523, 2528 และ 2531 วิธีการ บันทึกค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด ของเด็กอายุ 2-6 ปี และอายุ 7-12 ปี จํานวน 274 คนที่เข้ามารับการตรวจ ทางคลินิก และได้รับการถ่ายภาพรังสีชนิดไบท์วิ่ง ที่ภาควิชาทันตกรรมสําหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 เป็นการศึกษาต่อเนื่องทุก 5 ปี ผลการศึกษาและสรุปผล ค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุดในปี พ.ศ. 2536 ของฟันน้ํานมมีค่า 6.44 ซี่ คน และ 14.53 ด้าน/คน ฟันถาวรมีค่า 2.69 คน และ 4.09 ด้าน/คน ความแตกต่างระหว่างเพศกับค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด ของ ฟันน้ํานมและฟันถาวร เมื่อทดสอบ ค่าสถิติด้วย t-test พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05) ค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด เป็นซี่/คน ด้าน/คน ของฟันน้ํานม เด็กอายุ 2-6 ปี และฟันถาวรเด็กอายุ 7-12 ปี จะมีค่า ลดลงจากการทําวิจัยผู้ป่วยเด็กที่มารับการรักษาในปีพ.ศ. 2513, 2518 และ 2523 แต่มีค่าสูงกว่าในปี พ.ศ. 2528 …


การเพิ่มขึ้นของแคลเซียมไอออนในอาหารเลี้ยงเซลล์กระตุ้นการสร้างไฟโบรเนกทินในเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ของมนุษย์, ทัศนีย์ ดรงค์สุวรรณ, ประสิทธิ์ ภวสันต์ May 1998

การเพิ่มขึ้นของแคลเซียมไอออนในอาหารเลี้ยงเซลล์กระตุ้นการสร้างไฟโบรเนกทินในเซลล์เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ของมนุษย์, ทัศนีย์ ดรงค์สุวรรณ, ประสิทธิ์ ภวสันต์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน โดยในส่วนแรกทําขึ้นเพื่อศึกษาว่าการเพิ่มขึ้นของการสร้างไฟโบรเนกทิน โดยเซลล์เพาะเลี้ยงจากเอ็นยึดปริทันต์ของมนุษย์ในสภาวะที่มีเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ จําเป็นต้องมีการสัมผัสโดยตรงระหว่างเซลล์กับไฮดรอกซีอาปาไทต์หรือไม่ และในส่วนที่สอง เราทําการศึกษาถึงผลของการเพิ่มของแคลเซียมไอออน ในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่มีต่อการสร้างไฟโบรเนกทิน วัสดุและวิธีการ เราได้ทําการเลี้ยงเซลล์ในสภาวะต่าง ๆ คือ 1 สภาวะที่มีเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ 2 เลี้ยงในอาหาร เลี้ยงเซลล์ที่แช่ไฮดรอกซีอาปาไทต์ และ 3 เติมสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ 5 มิลลิโมลาร์ หรือ อีจี ทีเอ 1 มิลลิโมลาร์ หรือ ไอโอโนฟอร์ 500 นาโนโมลาร์ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วทําการวิเคราะห์ปริมาณไฟโบรเนกบินโดยเทคนิก เวสเทอร์นอนาไลซิส ผลการศึกษา เซลล์ที่เลี้ยงในสภาวะที่มีเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ หรือในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่แช่ไฮดรอกซีอาปาไทต์ จะสร้างไฟโบรเนกทินเพิ่มขึ้น 1.5 และ 1.9 เท่าตามลําดับ เซลล์ที่เลี้ยงในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่เติมสารละลายแคลเซียม คลอไรด์ จะสร้างไฟโบรเนกทินเพิ่มมากขึ้นประมาณ 1.5 เท่า เช่นเดียวกับเซลล์ที่เลี้ยงในแคลเซียมไอโอโนฟอร์ ใน ขณะที่สารละลายอีจีทีเอจะทําให้การสร้างไฟโบรเนกทินลดลง สรุป การตอบสนองของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ต่อเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์โดยการเพิ่มการสร้างไฟโบรเนกบินไม่จําเป็นต้องมีการสัมผัสโดยตรงระหว่างเซลล์กับเกล็ดไฮดรอกซีอาปาไทต์ แต่เกิดจากสารที่ละลายออกจากไฮดรอกซีอาปาไทต์ นอกจากนี้ การสร้างไฟโบรเนกทินยังเพิ่มขึ้นในสภาวะที่มีแคลเซียมไอออนในอาหารเลี้ยงเซลล์มากขึ้น ดังนั้นผล ของการกระตุ้นการสร้างไฟโบรเนกทินของไฮดรอกซีอาปาไทต์น่าจะเกิดจากการละลายของแคลเซียมไอออนจากไฮดรอกซีอาปาไทต์และทําให้ระดับของแคลเซียมไอออนในอาหารเลี้ยงเซลล์เพิ่มสูงขึ้น


พื้นผิวของวัสดุรากเทียมและอิทธิพลของลักษณะพื้นผิวต่อการเหนี่ยวนําการเกาะติดของเซลล์กระดูก, มงคล แตปรเมศามัย, วิเชฏฐ์ จินดาวณิค May 1998

พื้นผิวของวัสดุรากเทียมและอิทธิพลของลักษณะพื้นผิวต่อการเหนี่ยวนําการเกาะติดของเซลล์กระดูก, มงคล แตปรเมศามัย, วิเชฏฐ์ จินดาวณิค

Chulalongkorn University Dental Journal

วัสดุพื้นผิวของชิ้นรากเทียมมีได้หลายชนิด แต่ในรายงานนี้จะกล่าวถึงชิ้นรากเทียมที่ทําด้วยโลหะไททาเนียมบริสุทธิ์ ซึ่งโดยธรรมชาติจะมีชั้นออกไซด์ของโลหะไททาเนียมเคลือบที่ผิวชิ้นรากเทียม ความสําเร็จของงานทันตกรรมรากเทียมส่วนหนึ่งขึ้นกับการเกาะติดของเซลล์กระดูกกับผิวชิ้นรากเทียม ปัจจัยหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกาะติดของเซลล์กระดูกกับผิวชิ้นรากเทียม ได้แก่สมบัติจําเพาะที่พื้นผิวของชิ้นรากเทียมซึ่งหมายความถึง ความสะอาดและปราศจากเชื้อ และพลังงานพื้นผิวของชิ้นรากเทียม การตรวจสอบพลังงานที่พื้นผิวของวัตถุอาจทําได้โดยวิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆ เช่น การใช้แท่งผลึก เจอมาเนียม การหาค่ามุมสัมผัสของหยดของเหลวบนผิวชิ้นรากเทียม เพื่อเปรียบเทียบพลังงานพื้นผิวของชิ้นรากเทียม เมื่อผ่านกระบวนการปรับสภาพพื้นผิวในแบบต่าง ๆ การใช้วิธี เอลิปโซเมตรีในการวิเคราะห์ความหนาของแผ่นฟิล์มที่เคลือบบนวัตถุ การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนชนิดส่องกราด ร่วมกับการวิเคราะห์ส่วนประกอบของธาตุต่าง ๆ บนพื้นผิวส่วนบนสุดของวัตถุ โดยใช้วิธีดูการกระจายพลังงานของรังสีเอ็กซ์ เพื่อตรวจสอบสารต่าง ๆ ที่มีเลขอะตอมตั้งแต่ 11 ขึ้นไป วิธีนี้นํามาใช้ศึกษาแผ่นฟิล์มบาง ๆ ที่ปรากฏบนพื้นผิวโลหะซึ่งจะให้ข้อมูลมากกว่าการวิเคราะห์ด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนชนิดส่องกราดเพียงอย่างเดียว เป็นต้น ด้วยเหตุที่โลหะมีคุณสมบัติที่มีการเกิดชั้นออกไซด์ที่พื้นผิวเป็นธรรมชาติที่สําคัญ ดังนั้นเมื่อพิจารณาการเกาะประสานของกระดูกกับชิ้นรากเทียมจะเป็นการเกาะประสานของกระดูกกับชั้นออกไซด์ของโลหะที่พื้นผิวไม่ใช่เนื้อโลหะบริสุทธิ์โดยตรงโลหะที่นิยมใช้ทําชิ้นรากเทียมในปัจจุบันได้แก่ ไททาเนียม ซึ่งจะให้คุณสมบัติหลายอย่างตามที่ต้องการ จากข้อมูล ที่รวบรวมมาพบว่า การทําความสะอาดและการทําให้ปราศจากเชื้อแบบเดิมด้วยวิธีอบไอน้ําภายใต้ความดันพบการปนเปื้อนบนผิววัตถุและพลังงานที่พื้นผิวยังอยู่ในระดับต่ำคือมีค่าประมาณ 20 ดายน์/ซม. แต่วิธีการใช้คลื่นความถี่วิทยุจะทําให้พื้นผิวสะอาดมากขึ้นและเพิ่มพลังงานที่พื้นผิวได้ถึง 50-70 ดายน์/ซม. ซึ่งผลของการเพิ่มพลังงานที่พื้นผิวให้มีค่าสูงขึ้นนั้นจะมีผลในการเหนี่ยวนําให้เซลล์กระดูกมาเกาะติดกับผิวชิ้นรากเทียมได้เร็วขึ้น