Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Environmental Microbiology and Microbial Ecology (91)
- Environmental Sciences (90)
- Physical Sciences and Mathematics (90)
- Bacteriology (7)
- Animal Sciences (5)
-
- Other Animal Sciences (5)
- Medicine and Health Sciences (4)
- Immunology and Infectious Disease (3)
- Pathogenic Microbiology (3)
- Veterinary Medicine (3)
- Immunology of Infectious Disease (2)
- Veterinary Microbiology and Immunobiology (2)
- Biotechnology (1)
- Environmental Health (1)
- Food Microbiology (1)
- Food Science (1)
- Genetics and Genomics (1)
- Molecular Genetics (1)
- Other Microbiology (1)
- Other Public Health (1)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1)
- Public Health (1)
- Veterinary Preventive Medicine, Epidemiology, and Public Health (1)
- Virology (1)
- Keyword
-
- Acinetobacter baumannii; animals; cross-resistance; multidrug efflux systems; triclosan (1)
- Anemia (1)
- Antibiotic (1)
- Artificial insemination (1)
- Bacillus cereus (1)
-
- Boar (1)
- Caprine arthritis encephalitis (1)
- Chelonia mydas (1)
- Colistin resistance (1)
- Diabetic foot ulcer; antibiotic resistance genes; microbiome; resistome; antimicrobial resistance (1)
- Disk diffusion (1)
- Dog (1)
- E. coli (1)
- ESBL (1)
- Feline (1)
- Fungal hyphae (1)
- Fungal infection (1)
- Hemotropic mycoplasma (1)
- Histopathology (1)
- Identification (1)
- Internal transcribed spacer (ITS) gene (1)
- Lactic acid (1)
- Malaysia (1)
- Microbial communities (1)
- Microorganism (1)
- Multidrug resistance (1)
- Mycoplasma spp. (1)
- Nanoparticle (1)
- PCR (1)
- Peracetic acid (1)
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 121 - 135 of 135
Full-Text Articles in Microbiology
Investigation Of Antiviral Molecules Inhibiting Viral Infection, Sitthichai Kanokudom
Investigation Of Antiviral Molecules Inhibiting Viral Infection, Sitthichai Kanokudom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
Production Of Monoclonal Antibodies Against Interferon Gamma Of Asian Elephant Elephas Maximus For Tuberculosis Diagnosis In Elephants By Interferon Gamma Release Assay, Songkiat Songthammanuphap
Production Of Monoclonal Antibodies Against Interferon Gamma Of Asian Elephant Elephas Maximus For Tuberculosis Diagnosis In Elephants By Interferon Gamma Release Assay, Songkiat Songthammanuphap
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tuberculosis is a zoonotic disease that can be transmitted from infected animals to humans. Wild animals such as elephants and non-human primate have been reported to be infected by M. tuberculosis (MTB) complex, which can cause tuberculosis in animals as well. The common TB diagnostic approaches in human such as chest X-ray and tuberculin skin test are not practical in the elephants. Moreover, the gold standard of the bacteria culture from trunk wash has low sensitivity, is time-consuming and can only detect tuberculosis in the active stage. Therefore, an accurate diagnosis covering all phases of the MTB infection is in …
การคัดแยกและลักษณะสมบัติของแบคทีเรียที่ผลิตเซลลูเลสจากดินบริเวณรากของมันสำปะหลัง, พิชญ์วสุ เอี่ยมยั่งยืน
การคัดแยกและลักษณะสมบัติของแบคทีเรียที่ผลิตเซลลูเลสจากดินบริเวณรากของมันสำปะหลัง, พิชญ์วสุ เอี่ยมยั่งยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่นิยมเพาะปลูกในเกือบทุกภาคของประเทศไทย ปกติหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ใบและลำต้นจะถูกทิ้งไว้เพื่อรอการไถกลบสำหรับเตรียมแปลงปลูกในครั้งถัดไป งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกและศึกษาสมบัติของแบคทีเรียที่สามารถย่อยสลายเซลลูโลสซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของพืช จากดินบริเวณที่ปลูกมันสำปะหลัง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ เกษตรศาสตร์ 50, พิรุณ 1, พิรุณ 2, ห้วยบง 60 และ ห้านาที ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่ จังหวัดระยอง โดยคัดแยกบนอาหารแข็งที่มีสับสเตรตต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส, Avicel และเซลลูไบโอส จากนั้นคัดเลือกแบคทีเรียที่มีความสามารถในการย่อยเซลลูโลส 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 3 ชนิดของสับสเตรต มาวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ 16S rDNA และวิเคราะห์หาปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ คัดเลือกแบคทีเรีย 3 ไอโซเลทที่มีความสามารถในการย่อยสลายเซลลูโลสดีที่สุด ซึ่งได้แก่ Bacillus amyloliquefaciens, Bacillus pumilus และ Paenibacillus kribbensis แล้วนำแบคทีเรียทั้ง 3 ไอโซเลทมาทดสอบหาภาวะที่เหมาะสม พบว่าที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส และความเป็นกรดด่าง (pH) 7 แบคทีเรียสามารถย่อยสลายเซลลูโลสได้ดีที่สุดจากสับสเตรตทั้ง 3 ชนิด จากนั้นนำมาทดสอบในการย่อยกระดาษกรอง ขนาด 1.5*1.5 เซนติเมตร ภาพจากกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราดแสดงให้เห็นว่า สภาพเส้นใยของกระดาษกรองเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด เมื่อเลี้ยงรวมกับ Paenibacillus kribbensis ในขณะที่ชุดการทดลองการย่อยใบมันสำปะหลังโดยตรง และชุดการทดลองการย่อยใบมันสำปะหลังในดิน เห็นผลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของใบมันสำปะหลังมากที่สุดเมื่อใช้แบคทีเรียผสมกันทั้ง 3 ไอโซเลท หลังจากนำดินจากชุดการทดลองการย่อยใบมันสำปะหลังในดินไปวิเคราะห์คุณสมบัติ โดยศึกษาพารามิเตอร์ ความเป็นกรดด่าง, ปริมาณอินทรียวัตถุ, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ไนโตรเจน และ ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนรวมในดิน พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทุกการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม อย่างไรก็ดีแบคทีเรียผสมจากการทดลองนี้ มีแนวโน้มที่สามารถนำไปประยุกต์ในสภาพแวดล้อมจริงได้ แต่ควรมีการยืนยันประสิทธิภาพที่เห็นผลชัดเจนมากกว่านี้ต่อไป.
การโคลนและการแสดงออกของแฟลกเจลลินจาก Bacillus Subtilis N3 ใน Escherichia Coli เพื่อการยับยั้งราก่อโรคในพืช Curvularia Lunata, จุฑากาญจน์ นามสง่า
การโคลนและการแสดงออกของแฟลกเจลลินจาก Bacillus Subtilis N3 ใน Escherichia Coli เพื่อการยับยั้งราก่อโรคในพืช Curvularia Lunata, จุฑากาญจน์ นามสง่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Curvularia lunata เป็นราสายใยที่พบทั่วไปในดินซึ่งก่อให้เกิดโรคในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด และส่งผลให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เกษตรกรจึงจำเป็นต้องควบคุมและกำจัดรานี้ ซึ่งแนวทางที่น่าสนใจในการยับยั้งและกำจัดรา คือ การใช้วิธีการทางชีวภาพซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยก่อนหน้าพบว่าสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจาก Bacillus subtilis N3 สามารถยับยั้งการเจริญของ C. lunata ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพดังกล่าว พบว่าเป็นโปรตีนที่มีความคล้ายกับแฟลกเจลลิน เอ ซึ่งเป็นยูนิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของแฟลกเจลลาในแบคทีเรีย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษายีนที่ประมวลรหัสให้โปรตีนแฟลกเจลลินจาก B. subtilis N3 โดยให้แสดงออกใน Escherichia coli BL21 ผลการวิจัยพบว่ายีนแฟกเจลลินที่สมบูรณ์จาก B. subtilis N3 มีขนาด 990 คู่เบส ที่แปลรหัสให้โปรตีนที่มีกรดอะมิโน 330 เรซิดิว โดยมีความใกล้เคียงกับโปรตีนแฟลกเจลลิน เอ ของแบคทีเรียในกลุ่ม Bacillus สูงถึง 100% เมื่อถ่ายโอนรีคอมบิแนนท์พลาสมิดที่มียีนแฟลกเจลลินดังกล่าวเข้าสู่ E. coli BL21 แล้วชักนำให้เกิดการแสดงออกของโปรตีนด้วย IPTG พบว่าส่วนของเซลล์และส่วนของน้ำเลี้ยงเชื้อที่ปราศจากเซลล์มีการแสดงออกโปรตีนขนาด 37 kDa และ 37-40 kDa ตามลำดับ ภาวะที่เหมาะสมในการชักนำให้เกิดการแสดงออกของโปรตีน คือ IPTG ความเข้มข้นสุดท้าย 0.1 มิลลิโมลาร์ เป็นเวลา 8 ชั่วโมงในส่วนของเซลล์ และ 16 ชั่วโมงในส่วนของน้ำเลี้ยงเชื้อ เมื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้ง C. lunata พบว่าน้ำเลี้ยงเชื้อปราศจากเซลล์สามารถยับยั้ง C. lunata ได้ 21.3 % เมื่อทำบริสุทธิ์โปรตีนพบว่าโปรตีนบริสุทธิ์มีขนาดประมาณ 41 kDa และมีความสามารถในการยับยั้ง C. lunata ได้ โดยทำให้เกิดความผิดปกติของสายใยและยับยั้งการงอกของสปอร์ เมื่อโคลนและแสดงออกโดเมน N และโดเมน C ของแฟลกเจลลินพบว่าไม่เกิดการแสดงออกโปรตีนใน E. coli BL 21 เมื่อใช้วิธีการกลายแบบสุ่มบนยีนแฟลกเจลลินด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสในภาวะที่มีความแม่นยําต่ำและเอื้อต่อความผิดพลาด พบว่าโคลนที่แสดงออกโปรตีนที่เกิดการกลายบริเวณโดเมน C โดยเกิดการเปลี่ยนแปลง A330T …
การผลิตน้ำมันโดย Pseudozyma Tsukubaensis จากแป้งมันสำปะหลัง, พุธิตา โชคเหรียญสุขชัย
การผลิตน้ำมันโดย Pseudozyma Tsukubaensis จากแป้งมันสำปะหลัง, พุธิตา โชคเหรียญสุขชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คัดกรองได้ยีสต์น้ำมัน Pseudozyma tsukubaensis YWT 7-2 จากยีสต์ทั้งหมด 28 สายพันธุ์ที่แยกมาจากป่าชายเลน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสะสมน้ำมันภายในเซลล์ 31.36% (น้ำหนัก/น้ำหนัก) ของน้ำหนักเซลล์แห้ง งานวิจัยนี้เป็นการรายงานครั้งแรกว่ายีสต์ P. tsukubaensis เป็นยีสต์น้ำมัน P. tsukubaensis YWT 7-2 สามารถผลิตน้ำมันเมื่อเจริญในอาหารที่มีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง (high C/N medium) และในสารละลายกลูโคส แสดงว่าการผลิตน้ำมันของยีสต์ P. tsukubaensis YWT 7-2 ในบางครั้งอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเจริญ แต่ให้ผลผลิตน้ำมันใน high C/N medium มากกว่าในสารละลายกลูโคส P. tsukubaensis YWT 7-2 ผลิตน้ำมันและเพิ่มจำนวนในไฮโดรไลเสตแป้งมันสำปะหลังที่ปรับด่างเกินด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (DCSH) ได้มากกว่าในไฮโดรไลเสตแป้งมันสำปะหลัง (CSH) ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้เท่ากับ 1.49 กรัม/ลิตร (อัตราการผลิตน้ำมัน 0.75 กรัม/ลิตร/วัน) เมื่อเติม 0.25% (น้ำหนัก/ปริมาตร) แอมโมเนียมซัลเฟตลงใน DCSH พบว่าผลผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 3.85 กรัม/ลิตร (อัตราการผลิตน้ำมัน 1.28 กรัม/ลิตร/วัน) พีเอชเริ่มต้นทีเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตน้ำมันคือ 5.5 การเพิ่มจำนวนเซลล์ของ P. tsukubaensis YWT7-2 ใน DCSH ที่เติม 0.2% (น้ำหนัก/ปริมาตร) แอมโมเนียมซัลเฟต และ 0.1% (น้ำหนัก/ปริมาตร) โพแทสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต แทนการเพิ่มจำนวนเซลล์ใน CSH ที่เติม 0.2% (น้ำหนัก/ปริมาตร) แอมโมเนียมซัลเฟต ทำให้ผลผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 5.42 กรัม/ลิตร (อัตราการผลิตน้ำมัน 1.36 กรัม/ลิตร/วัน) น้ำมันที่ยีสต์ P. tsukubaensis YWT7-2 ผลิตเมื่อเจริญใน high C/N medium และใน DCSH …
การผลิตและลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี Scfv-Fc ต่อ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ Hek-293t, วรวรรณ บุญรัศมี
การผลิตและลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี Scfv-Fc ต่อ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ Hek-293t, วรวรรณ บุญรัศมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิถีสัญญาณ Notch ประกอบด้วย รีเซบเตอร์ 4 ชนิด (Notch 1-4) และลิแกนด์ 5 ชนิด (Delta-1, 3, 4 และ Jagged 1, 2) การเกิดอันตรกิริยาระหว่างลิแกนด์และรีเซบเตอร์ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณ NRR ทำให้เกิดการเผยตำแหน่งที่มีการตัดโดยเอนไซม์ซึ่งนำไปสู่การตัดโดยแกมมาซีครีเทส ดังนั้น NRR จึงเป็นตำแหน่งสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพของ NRR ไว้เพื่อป้องกันการตัดของ Notch รีเซบเตอร์ วิถีสัญญาณ Notch ทำหน้าที่ควบคุมการเพิ่มจำนวน การเปลี่ยนสภาพ ตลอดจนถึงการตายของเซลล์หลายประเภท ความผิดปกติของสัญญาณ Notch ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ มีการใช้ยากดการทำงานของเอนไซม์แกมมาซีครีเทส (GSI) เพื่อการยับยั้งวิถีสัญญาณ Notch แต่มีรายงานว่า GSI ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากมีซับสเตรทหลายชนิด รีคอมบิแนนท์แอนติบอดีในรูป scFv-Fc ซึ่งเป็นโปรตีนลูกผสมประกอบด้วย scFv และ Fc ของอิมมูโนโกลบูลินจีของมนุษย์ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ทางการรักษาบำบัดเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีกว่ามอโนคลอนอลแอนติบอดีทั้งโมเลกุลหลายด้าน ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีชนิด scFv-Fc ต่อบริเวณ NRR ของ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ HEK-293T และศึกษาลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc โดยทดสอบการจับกับ Notch1 และ Notch2 และผลกระทบต่อวิถีสัญญาณ Notch ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว Jurkat จากผลการทดลองพบว่าสามารถผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc ต่อ Notch1 และ 2 ได้ในเซลล์ไลน์ HEK-293T เมื่อทำการทรานส์เฟคชันพลาสมิดที่มีชิ้นยีนของ scFv-Fc เข้าสู่เซลล์ โดยนำโปรตีนที่ได้ในอาหารเลี้ยงเซลล์ ไปแยกบริสุทธิ์ด้วยคอลัมน์โครมาโทกราฟีสัมพรรคภาพ พบว่าบน SDS-PAGE ปรากฏโปรตีนเพียงแถบเดียว เมื่อผ่านการแยกบริสุทธิ์ด้วยสองขั้นตอนโดยใช้คอลัมน์ต่อ His-tag และ คอลัมน์โปรตีน A นำแอนติบอดีที่ได้ไปทดสอบรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีต่อบริเวณ NRR โดย anti-Notch1 …
การเตรียมฟิล์มวัสดุเชิงประกอบทางชีวภาพระหว่างพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรตจาก Cupriavidus Necator สายพันธุ์ A-04 และไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสจากใบสับปะรด, พิชญ์นันท์ สินสุขอุดมชัย
การเตรียมฟิล์มวัสดุเชิงประกอบทางชีวภาพระหว่างพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรตจาก Cupriavidus Necator สายพันธุ์ A-04 และไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสจากใบสับปะรด, พิชญ์นันท์ สินสุขอุดมชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พอลิไฮดรอกซีบิวทิเรต (polyhydroxybutyrate, PHB) เป็นพอลิเอสเทอร์ชีวภาพในกลุ่มของพอลิไฮดรอกซีแอลคาโนเอต (polyhydroxyalkanoate, PHAs) ที่ได้รับความสนใจในการศึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุชีวภาพทางเลือกเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แม้ว่าจะมีข้อดีที่มากมายแต่ยังมีอุปสรรคในการผลิต PHB ในระดับอุตสาหกรรม เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูง ในงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยเริ่มจากการผลิต PHB โดย Cupriavidus necator สายพันธุ์ A-04 ในระดับถังหมัก อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนและไนโตรเจนเท่ากับ 200 โดยใช้น้ำตาลฟรักโทสเป็นแหล่งคาร์บอน และใช้แอมโมเนียมซัลเฟตเป็นแหล่งไนโตรเจน ได้ปริมาณ PHB สูงสุด 60.54±5.74 เปอร์เซ็นต์ที่ชั่วโมงที่ 60 จากนั้นนำสกัดเซลล์แห้งและทำบริสุทธิ์จะได้เป็นผง PHB บริสุทธิ์ จากนั้นเตรียมไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสจากใบสับปะรดซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แต่ไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสละลายได้ในคลอโรฟอร์มใช้เป็นตัวทำละลายในการเตรียมฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพร่วมกับ PHB จึงต้องดัดแปรโครงสร้างของไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสด้วยปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันโดยใช้ลอโรอิลคลอไรด์เป็นสารดัดแปร พบว่าเซลลูโลสลอเรตสามารถละลายได้ในคลอโรฟอร์มและมีการเปลี่ยนแปลงของหมู่ฟังก์ชันเมื่อวิเคราะห์โครงสร้างด้วยเครื่อง FTIR จากนั้นนำผง PHB และเซลลูโลสลอเรตมาขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มด้วยวิธีการหล่อขึ้นรูปโดยใช้สารละลายคลอโรฟอร์มที่อัตราส่วนต่างๆ ได้แก่ 100:0, 95:5, 90:10, 85:15, 80:20 และ 0:100 พบว่าแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกบอชีวภาพที่อัตราส่วนต่างๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางความร้อน ในขณะที่ค่ามอดุลัสของยังมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปริมาณของเซลลูโลสลอเรตเพิ่มขึ้น และเมื่อนำไปศึกษาควาสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพพบว่าอัตราส่วน 95:5 ย่อยสลายได้สูงที่สุดเท่ากับ 23.49 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 35
ผลของเซลลูโลสดัดแปรต่อสมบัติทางกายภาพและความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพของฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพที่เตรียมจากพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรตผลิตโดย Cupriavidus Necator สายพันธุ์ A-04 และไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสจากกากมันสำปะหลัง, ภัสราภรณ์ ธีระสีมาธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการเตรียมแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพระหว่าง PHB ซึ่งผลิตโดย Cupriavidus necator สายพันธุ์ A-04 และไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสที่เตรียมจากกากมันสำปะหลังเพื่อปรับปรุงเสถียรภาพทางความร้อนและสมบัติเชิงกลของ PHB เริ่มจากการเพาะเลี้ยง C. necator สายพันธุ์ A-04 ในระดับถังหมัก ได้ปริมาณ PHB เท่ากับ 59.66 ± 5.92 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักเซลล์แห้ง จากนั้นสกัดและทำบริสุทธิ์ PHB จากเซลล์แห้ง แล้วนำไปวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันในโครงสร้างและสมบัติทางความร้อนของ PHB ที่สกัดได้พบว่า PHB มีหมู่ฟังก์ชันและสมบัติความร้อนที่สอดคล้องกับ PHB มาตรฐาน จึงยืนยันได้ว่าเป็นพอลิเมอร์ชนิด PHB ต่อมาเตรียมไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสและดัดแปรโครงสร้างทางเคมีด้วยปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันโดยใช้บิวทิริลคลอไรด์เป็นสารดัดแปรพบว่าไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสบิวทิเรตมีการเปลี่ยนแปลงของหมู่ฟังก์ชันเนื่องจากมีการแทนที่ของสายโซ่อะลิฟาติกในหมู่ไฮดรอกซิล มีขนาดของอนุภาคที่ใหญ่ขึ้นและสามารถละลายได้ในตัวทำละลายคลอโรฟอร์ม จากนั้นเตรียมแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกอบระหว่าง PHB และไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสบิวทิเรต โดยแปรผันอัตราส่วนของไมโครคริสตัลลีนเซลลูโลสบิวทิเรตพบว่าแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกอบมีการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางความร้อนและมีการเพิ่มขึ้นของค่าความทนแรงดึงและการยืดตัว ณ จุดขาดของแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพที่อัตราส่วน 95 ต่อ 5 และ 90 ต่อ 10 หลังการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพในดินของแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพพบว่าแผ่นฟิล์มวัสดุเชิงประกอบชีวภาพยังคงมีความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพ
การยับยั้งการเจริญและการผลิตอะฟลาทอกซินของ Aspergillus Flavus ในไซเลจข้าวโพดโดยใช้ยีสต์และแล็กติกแอซิดแบคทีเรียปฏิปักษ์, ทรรศภรณ์ รุ่งชัยวัฒนกุล
การยับยั้งการเจริญและการผลิตอะฟลาทอกซินของ Aspergillus Flavus ในไซเลจข้าวโพดโดยใช้ยีสต์และแล็กติกแอซิดแบคทีเรียปฏิปักษ์, ทรรศภรณ์ รุ่งชัยวัฒนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาความสามารถของยีสต์และแล็กติกแอซิดแบคทีเรียปฏิปักษ์ในการยับยั้งการเจริญและการผลิตอะฟลาทอกซินรวมของ Aspergillus flavus บนจานอาหารเลี้ยงเชื้อและในไซเลจข้าวโพด และเพื่อหาปริมาณความเข้มข้นและอัตราส่วนของแล็กติกแอซิดแบคทีเรียและยีสต์ผสมที่ให้ผลการยับยั้งสูงสุดในไซเลจข้าวโพด โดยเริ่มจากการทดสอบประสิทธิภาพของยีสต์ (Wickerhamomyces anomalus MSCU 0652 และ Kluyveromyces marxianus MSCU 0655) และแล็กติกแอซิดแบคทีเรีย (Lactobacillus casei AN2 และ Lactobacillus paracasei AN3) ในการยับยั้งการเจริญและการผลิตอะฟลาทอกซินของ A. flavus บนอาหารเลี้ยงเชื้อ พบว่า จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ใช้ทดสอบทั้งหมดให้ผลการยับยั้งการเจริญของราค่อนข้างต่ำ (10-20 เปอร์เซ็นต์) อย่างไรก็ตาม ยีสต์ผสมระหว่าง W. anomalus MSCU 0652 และ K. marxianus MSCU 0655 และ L. paracasei AN3 แบบเดี่ยวมีประสิทธิภาพในการลดการผลิตอะฟลาทอกซินรวมสูงสุด (43.25 และ 35.64 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) ดังนั้น จึงนำยีสต์ผสมและ L. paracasei AN3 มาทดสอบความสามารถในการยับยั้งการเจริญและการผลิตอะฟลาทอกซินรวมของ A. flavus ในไซเลจข้าวโพดปลอดเชื้อและไซเลจข้าวโพดร่วมกับจุลินทรีย์ประจำถิ่น พบว่า การใช้ L. paracasei AN3 ร่วมกับยีสต์ผสมระหว่าง W. anomalus MSCU 0652 และ K. marxianus MSCU 0655 สามารถยับยั้งการเจริญและลดปริมาณอะฟลาทอกซินรวมของราได้ดีทั้งในไซเลจข้าวโพดปลอดเชื้อและไซเลจข้าวโพดที่หมักร่วมกับจุลินทรีย์ประจำถิ่น จากนั้น เมื่อทดสอบความเข้มข้นและอัตราส่วนของ L. paracasei AN3 ร่วมกับยีสต์ผสมระหว่าง W. anomalus MSCU 0652 และ K. marxianus MSCU 0655 ที่เหมาะสม พบว่า การเติม L. paracasei AN3 ที่ความเข้มข้นมากกว่ายีสต์ผสม (10⁸:10⁶) …
Carotenoids And Metabolism Of The Green Microalga Chlorococcum Sp. 8367re Under Stress Conditions, Kantima Janchot
Carotenoids And Metabolism Of The Green Microalga Chlorococcum Sp. 8367re Under Stress Conditions, Kantima Janchot
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Green microalgae are one of the natural resources for productions of various and beneficial bioactive compounds, such as UV-screening compounds and carotenoids. This study focuses on the changes of carotenoids and metabolisms in the green microalga Chlorococcum sp. 8367RE under stress conditions. The results showed that stresses by salt, light, drought, and nitrogen starvation affected on alterations of morphological characteristics. Interestingly, size of cells culturing under salt stresses dramatically increased. It should be noted that KCl stress caused the enlargement of cell sizes approximately 5 folds. Carotenoids were identified and quantified by using ultra-high performance liquid chromatography (UHPLC) and mass …
Functional Characterization Of Natural Sunscreen Compound Mycosporine-2-Glycine From Extremophilic Cyanobacterium Halothece Sp. Pcc 7418 In Macrophage Cell Line And Fresh Water Cyanobacterium, Supamate Tarasuntisuk
Functional Characterization Of Natural Sunscreen Compound Mycosporine-2-Glycine From Extremophilic Cyanobacterium Halothece Sp. Pcc 7418 In Macrophage Cell Line And Fresh Water Cyanobacterium, Supamate Tarasuntisuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mycosporine-2-glycine (M2G) is a rare UV-screening compound in a group of mycosporine-like amino acids (MAAs). This molecule is found in only two cyanobacteria; Euhalothece sp. LK-1 and Aphanothece halophytica (Halothece sp. PCC 7418). The structure of M2G composed of 4-deoxygadusol as a core structure, attached by 2 molecules of glycine at C1 and C3 positions. M2G has a maximal adsorption at 331 nm and a better antioxidative activity than other MAAs. Thus, it is interesting in determination of other activities for further cosmeceutical and pharmaceutical applications. In this study, a high purity M2G was successfully extracted and purified from Halothece …
โมโนโคลนอลแอนติบอดีต่อโปรตีน Vp1 ของไวรัสโลหิตจางในไก่ และการระบุเอพิโทป, เอกราช สิทธิเดช
โมโนโคลนอลแอนติบอดีต่อโปรตีน Vp1 ของไวรัสโลหิตจางในไก่ และการระบุเอพิโทป, เอกราช สิทธิเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคโลหิตจางในไก่ เกิดจากไวรัส Chicken anemia virus (CAV) ไก่ที่ติดไวรัส จะมีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรงตัวแคระแกร็น ต่อมธัยมัสฝ่อ เซลล์ไขกระดูกลดลง และภูมิคุ้มกันบกพร่อง โปรตีน VP1 เป็นโปรตีนโครงสร้างของไวรัส ทำหน้าที่ในการรวมกันเป็นอนุภาคไวรัส มีคุณสมบัติในการเป็นแอนติเจน CAV งานวิจัยก่อนหน้านี้ สามารถผลิตรีคอมบิแนนท์โปรตีน Δ60N_VP1 ของไวรัสโลหิตจางในไก่ จึงเป็นที่มาของวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ ผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีต่อโปรตีน VP1 และ ระบุเอพิโทปต่อโมโนโคลนอลแอนติบอดี โดยนำม้ามที่ได้จากการใช้รีคอมบิแนนท์โปรตีน Δ60N_VP1 กระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูเม้าส์ มาหลอมรวมกับเซลล์ไมอีโลมา พบว่าได้ เซลล์ไฮบริโดมาที่ผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีจำนวน 5 โคลน ได้แก่ โคลนที่ 1, 2, 3, 7 และ 21 สามารถจำแนกชนิดของแอนติบอดีได้เป็น IgG2a, IgM, IgG2b, IgM และ IgG1 ตามลำดับ การระบุเอพิโทป ทำโดยแบ่งชิ้นส่วนสารพันธุกรรม Δ60N_VP1 เป็น 6 ส่วน ได้แก่ Fragment 1(F1), F2, F3, F4 และ Separating 1(S1) และ S2 ซึ่งแยกมาจากชิ้น F1 จากนั้นเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมด้วยไพรเมอร์จำเพาะ และทำการย้ายชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเข้าสู่เวกเตอร์ pET28a นำไปชักนำให้เกิดการแสดงออกใน E. coli Rosetta-gami รีคอมบิแนนท์โปรตีนแต่ละชนิดจะถูกใช้เป็นแอนติเจนเพื่อใช้ระบุเอพิโทปต่อโมโนโคลนอลแอนติบอดี ด้วยวิธี western blotting analysis ผลการทดลองพบโมโนโคลนอลแอนติบอดี ทั้ง 5 โคลน มีความจำเพาะต่อแอนติเจน Δ60N_VP1 และ ไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับรีคอมบิแนนท์โปรตีนที่มี His-Tag ชนิดอื่น ในการศึกษานี้ใช้ โมโนโคลนอลแอนติบอดีชนิด IgG เท่านั้น ที่จะถูกนำไประบุเอพิโทป ผลการทดลองพบว่าโมโนโคลนอลแอนติบอดีโคลนที่ 1 ทำปฏิกริยาจำเพาะกับโปรตีน …
การคัดแยกยีสต์เพื่อผลิตน้ำมันจากไฮโดรไลเสตของใบอ้อย, รัชนา พระนิมิตร
การคัดแยกยีสต์เพื่อผลิตน้ำมันจากไฮโดรไลเสตของใบอ้อย, รัชนา พระนิมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คัดแยกยีสต์จำนวน 106 ไอโซเลตจากจังหวัดระนอง ประเทศไทย คัดกรองยีสต์ที่สะสมน้ำมันภายในเซลล์สูงโดยการย้อมเซลล์ด้วยสีไนล์เรด (Nile red) พบว่ายีสต์จำนวน 24 ไอโซเลต มีหยดน้ำมันภายในเซลล์ มากกว่า 50% ของปริมาตรเซลล์ และเป็นยีสต์ที่สามารถใช้น้ำตาลไซโลสเป็นแหล่งคาร์บอนเพื่อการเจริญได้ 16 ไอโซเลต น้ำตาลไซโลสเป็นองค์ประกอบหลักในไฮโดรไลเสตใบอ้อยเช่นเดียวกับน้ำตาลกลูโคส ผลการวิเคราะห์ปริมาณน้ำมันที่สะสมภายในเซลล์ของยีสต์16 ไอโซเลตที่คัดกรองได้ โดยเลี้ยงในอาหารที่มีปริมาณกลูโคส 5% (น้ำหนัก/ปริมาตร) แต่มีปริมาณไนโตรเจนจำกัด พบว่าเป็นยีสต์โอลิจินัส (ยีสต์ซึ่งสะสมน้ำมันภายในเซลล์มากกว่า 20% น้ำหนัก/น้ำหนัก ของน้ำหนักแห้งเซลล์) จำนวน 5 สายพันธุ์ คือ Cryptococcus humicola NG2, Trichosporon mycotoxinivorans MG11-12.3, Cyberlindnera subsufficiens NG8.2, Rhodotorula mucilaginosa MG11-2.3 และ Yarrowia sp. NG17 ผลการวิจัยนี้นับเป็นการรายงานว่ายีสต์ T. mycotoxinivorans และ C. subsufficiens เป็นยีสต์โอลิจินัสเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากยีสต์ T. mycotoxinivorans เป็นยีสต์ก่อโรคจึงไม่นำมาศึกษาต่อ นำยีสต์ 4 สายพันธุ์ที่คัดกรองได้ มาผลิตน้ำมันโดยเลี้ยงในไฮโดรไลเสตใบอ้อยซึ่งมีปริมาณน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลไซโลสเท่ากับ 18.7 กรัม/ลิตร และ 19.1 กรัม/ลิตร โดยการปรับสภาพด้วยกรดซัลฟูริคเจือจางและย่อยต่อด้วยเอนไซม์เซลลูเลสทางการค้า ผลการเปรียบเทียบปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในไฮโดรไลเสตใบอ้อยที่ผ่านการปรับด่างเกินเพื่อกำจัดสารยับยั้งการเจริญของยีสต์ และไม่ผ่านการปรับด่างเกิน พบว่ายีสต์ทั้ง 4 สายพันธุ์ผลิตน้ำมันในไฮโดรไลเสตใบอ้อยที่ไม่ผ่านการปรับด่างเกินได้มากกว่า โดย Yarrowia NG17 ผลิตน้ำมันสูงที่สุดเท่ากับ 10.15% น้ำหนัก/น้ำหนักของน้ำหนักเซลล์แห้ง ผลการหาภาวะที่เหมาะสมสำหรับการผลิตน้ำมันของ Yarrowia NG17 โดยแปรผันการเติมและไม่เติม แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) โพแทสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต (KH2PO4) และแมกนีเซียมซัลเฟต (MgSO4) ในไฮโดรไลเสตใบอ้อย พบว่ายีสต์ Yarrowia NG17 มีอัตราการผลิตน้ำมันสูงที่สุดเท่ากับ 1.52 กรัม/ลิตร/วัน เมื่อเจริญในไฮโดรไลเสตใบอ้อยที่ไม่เติมสารอาหารใดๆที่ทดสอบ ผลการแปรผันค่าพีเอชเริ่มต้นช่วง …
ประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียจากดินตะกอนบริเวณอ่าวไทยในการย่อยสลายเชิงชีวภาพของพอลิไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอนแบบผสม, พลอยชนก จันทร์เอี่ยม
ประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียจากดินตะกอนบริเวณอ่าวไทยในการย่อยสลายเชิงชีวภาพของพอลิไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอนแบบผสม, พลอยชนก จันทร์เอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อ่าวไทยเป็นจัดเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความสำคัญในด้านการคมนาคมทางน้ำ การขุดเจาะน้ำมัน การทำประมง รวมไปถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ทำให้มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนและการตกค้างของ PAHs ในดินตะกอน งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อทดสอบประสิทธิภาพกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากตัวอย่างดินตะกอนอ่าวไทยในการย่อยสลาย PAHs ผสม โดยเริ่มจากตรวจนับจำนวนแบคทีเรียโดยวิธี MPN พบจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดและแบคทีเรียย่อยสลาย PAHs ใน 22 ตัวอย่าง พบว่ามีค่าอยู่ในช่วง 1.77x108 - 8.30x109 และ 3.00 x104 ถึง 1.10x107 MPN/กรัมดินเปียก ตามลำดับ เมื่อรวมตัวอย่างดินตะกอนตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่และดินตะกอน ได้เป็น 7 ตัวอย่าง (G1-G7) และเพิ่มจำนวนแบคทีเรียย่อยสลาย PAHs ผสมด้วยวิธีเอนริชเมนท์ พบว่ากลุ่มแบคทีเรีย G7 มีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย PAHs ผสมได้สูงที่สุด โดยย่อยสลาย PAHs ผสม 4 ชนิด ได้แก่ ฟีแนนทรีน แอนทราซีน ฟลูออแรนทีน และไพรีน ความเข้มข้นชนิดละ 50 มิลลิกรัม/ลิตรได้ 82, 92, 62 และ 50% ตามลำดับ ใน 14 วัน นอกจากนี้ในการย่อยสลาย PAHs 5 ชนิด กลุ่มแบคทีเรีย G7 ยังสามารถย่อยสลายเบนโซ[เอ]ไพรีนซึ่งมีความเป็นพิษสูง ได้ถึง 38% จากความเข้มข้นเริ่มต้น 10 มิลลิกรัม/ลิตร ในขณะที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการย่อยสลาย PAHs ผสม 4 ชนิดเดิมไว้ได้ อีกทั้งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย PAHs ผสม 7 ชนิด ได้แก่ อะซีแนพธีน อะซีแนพธิลีน ฟลูออรีน ฟีแนนทรีน แอนทราซีน ฟลูออแรนทีน และไพรีน ซึ่งเพิ่ม PAHs ชนิดมวลโมเลกุลต่ำที่ความเข้มข้นสุดท้ายชนิดละ 30 มิลลิกรัม/ลิตรได้ นอกจากนี้ กลุ่มแบคทีเรีย …
การแยกหัวเชื้อแลกติกแอซิดแบคทีเรียเพื่อเตรียมขนมจีนแป้งหมัก, ชนากานต์ พิสิษฐ์กุล
การแยกหัวเชื้อแลกติกแอซิดแบคทีเรียเพื่อเตรียมขนมจีนแป้งหมัก, ชนากานต์ พิสิษฐ์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ขนมจีนแป้งหมักเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหมักพื้นบ้านที่ทำจากข้าวเจ้าของประเทศไทย มีรสชาติและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์จากกระบวนการหมักที่เกิดจากแลกติกแอซิดแบคทีเรียที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตสารหอมระเหยและกรดแลกติก ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติสม่ำเสมองานวิจัยนี้จึงได้คัดแยก homofermentative lactic acid bacteria ทั้งหมด 268 ไอโซเลตจากวัตถุดิบเช่น ข้าว แป้งหมัก และขนมจีนเพื่อนำไปเป็นกล้าเชื้อขนมจีนแป้งหมัก โดยศึกษาลักษณะสมบัติต่างๆของแลกติกแอซิดแบคทีเรีย ได้แก่ การสร้างเอ็กโซพอลิแซ็กคาไรด์ การสร้างไบโอเอมีน(ฮีสตามีน) การผลิตกรดแลกติก การย่อยแป้งและโปรตีน รวมทั้งความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค สามารถคัดแยกแลกติกแอซิดแบคทีเรีย 3 ไอโซเลตที่มีลักษณะดังนี้ Lactobacillus paracasei FF12 สามารถสร้างพอลิแซ็กคาไรด์ได้ดี ผลิตกรดแลกติก 1.8% v/v ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, Escherichia coli, Listeria monocytogenes, Salmonella Typhimurium และ Staphylococsus aurues ไอโซเลตที่สอง Lactobacillus amylovorus FF206 ย่อยแป้งและโปรตีนได้ดี ผลิตกรดแลกติกได้ 1.6% v/v และสามารถยับยั้ง B. subtilis และ L. monocytogenes ไอโซเลตที่สาม Lactobacillus plantarum FF213 สร้างเอ็กโซพอลิแซ็กคาไรด์ได้เล็กน้อย ผลิตกรดแลกติกได้มากที่สุดคือ 2.17% v/v และสามารถยับยั้ง B. subtilis เมื่อเปรียบเทียบขนมจีนแป้งหมักหลังจากเตรียมด้วยกล้าเชื้อ พบว่าขนมจีนเตรียมจากกล้าเชื้อเดี่ยวๆจากไอโซเลตที่แยกได้และกล้าเชื้อทางการค้ามีค่าแรงในการตัดอยู่ในช่วง 0.006-0.011ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อใช้กล้าเชื้อผสมพบว่ามีค่าแรงตัดของขนมจีนมากขึ้น (0.155-0.231) การวัดค่าสีของเส้นขนมจีนที่เตรียมจากกล้าเชื้อทางการค้าและกล้าเชื้อเดี่ยวมีค่าความสว่างใกล้เคียงกัน (71.27 และ 71.31-71.65, ตามลำดับ) ส่วนเส้นขนมจีนเตรียมจากกล้าเชื้อผสมมีค่าความสว่างมากกว่า (72.85-73.34) นอกจากนี้แลกติกแอซิดแบคทีเรียที่คัดเลือกยังสามารถยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคได้หลายชนิดและดีกว่า ดังนั้นแลกติกแอซิดแบคทีเรียที่คัดเลือกได้นี้สามารถนำไปพัฒนาใช้ในการเตรียมขนมจีนแป้งหมักได้