Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 1 - 30 of 42
Full-Text Articles in Marine Biology
First Record Of Nesting Ecology And Tumor-Forming Disease In Endangered Green Turtles (Chelonia Mydas) On Taiping Island, Taiwan, Tsung-Hsien Li, Po-Yu Wu, Ming-An Tsai
First Record Of Nesting Ecology And Tumor-Forming Disease In Endangered Green Turtles (Chelonia Mydas) On Taiping Island, Taiwan, Tsung-Hsien Li, Po-Yu Wu, Ming-An Tsai
The Thai Journal of Veterinary Medicine
Taiping Island is an important sea turtle nesting site in Taiwan. However, information on the nesting ecology on Taiping Island is still limited. The present study was conducted between 26 April and 3 June 2023 with the objective of collecting primary data on the sea turtle species that nest on the island. A total of 20 individual nesting green turtles were identified. No other sea turtle species were recorded nesting during this period. Five percent of nesting sea turtles had external tumors. The mean curved carapace length of all nesting female turtles was 98.2 cm. A total of 28 clutches …
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis (Linnaeus, 1758) ในแต่ละช่วงอายุ, กลวัชร จันทร์หอม
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis (Linnaeus, 1758) ในแต่ละช่วงอายุ, กลวัชร จันทร์หอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไมโครพลาสติก (Microplastics) คือ พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไมโครพลาสติกเกิดการสะสมได้ในบริเวณแนวชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สำคัญในบริเวณ คือ ระบบนิเวศปะการัง งานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองผลของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora damicornis (Linnaeus, 1758) ซึ่งปะการังที่พบได้ทั่วไปตามแนวปะการังและเป็นปะการังที่มีส่วนสำคัญในการสร้างแนวปะการัง ทำการศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติก PVC (polyvinyl chloride) ขนาด 100-250 และ 251-400 ไมโครเมตร ที่ความเข้มข้น 5 ระดับ ได้แก่ 0 (ชุดควบคุม), 0.0005, 0.001, 0.005 และ 0.01 กรัมต่อลิตร ที่มีต่อตัวอ่อนของปะการัง ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง (96 ชั่วโมง) พบว่า ปะการังในชุดการทดลองไมโครพลาสติกขนาด 251-400 ไมโครเมตรที่ระดับความเข้มข้น 0. กรัม/ลิตร มีอัตรารอดต่ำที่สุด (85±5 เปอร์เซ็นต์) และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับชุดควบคุม ในส่วนอัตราการลงเกาะพบว่า แต่ละชุดทดลองมีอัตราการลงเกาะของตัวเกาะใกล้เคียงกันและไม่ต่ำกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ และไม่พบความแตกต่างทางสถิติในแต่ละชุดทดลอง สำหรับผลของไมโครพลาสติกต่อปะการังโตเต็มวัย เมื่อสิ้นสุดการทดลอง (96 ชั่วโมง) พบว่า ไมโครพลาสติกไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตรารอดของปะการัง (ชิ้นส่วนของกิ่งปะการัง) แต่เมื่อนำชิ้นส่วนปะการังมาย่อย พบไมโครพลาสติกชนิดที่นำมาทดลองสะสมภายในเนื้อเยื่อปะการังเท่านั้น โดยพบไมโครพลาสติกขนาด 100-250 ไมโครเมตร สะสมในชุดทดลองที่ความเข้มข้น 0.005 และ 0.01 กรัม/ลิตร โดยปริมาณของไมโครพลาสติกที่พบเท่ากับ 0.06±0.12 และ 0.80±0.34 ชิ้นต่อ 100 โพลิป ตามลำดับ
แบบจำลองเชิงตัวเลขการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย, จิราภา อังศุวรพฤกษ์
แบบจำลองเชิงตัวเลขการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย, จิราภา อังศุวรพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ขยะทะเลเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชายฝั่ง ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลในปริมาณสูง โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านอุสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง และการตั้งถิ่นฐานตามแนวชายฝั่ง ปัจจุบันปริมาณขยะในทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขยะพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายยากและมีน้ำหนักเบา ส่งผลให้ขยะสามารถแพร่กระจายและสะสมตัวในบริเวณกว้าง โดยมีกระแสน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนที่ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำในบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ภายใต้กระแสน้ำที่ได้รับแรงขับจากน้ำขึ้นน้ำลง ลม และคลื่น โดยใช้แบบจำลองเชิงตัวเลข Delft3D แบบสองมิติ วิธีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) การจำลองการไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยด้วยแบบจำลองอุทกพลศาสตร์ (Delft3D-FLOW) ร่วมกับแบบจำลองคลื่น (Delft3D-WAVE) (2) การจำลองการเคลื่อนที่ของทุ่นลอย (drogue) เพื่อวิเคราะห์จุดปล่อยทุ่นที่มีแนวโน้มเคลื่อนที่เข้าสู่ชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทย โดยพิจารณาแหล่งกำเนิดของขยะที่ปากแม่น้ำในบริเวณอ่าวไทยและประเทศใกล้เคียง และ (3) การจำลองการกระจายตัวและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำด้วยแบบจำลองการติดตามอนุภาค (Delft3D-PART) ผลการศึกษาพบว่า การไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยมีความสอดคล้องกับฤดูมรสุม โดยในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กระแสน้ำมีลักษณะการไหลแบบตามเข็มนาฬิกา ส่วนช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กระแสน้ำไหลแบบทวนเข็มนาฬิกา และในช่วงเปลี่ยนฤดูมรสุม กระแสน้ำมีลักษณะการไหลที่แปรปรวนและมีกระแสน้ำหมุนวนขนาดเล็ก (gyre) ในหลายพื้นที่ ซึ่งกระแสน้ำจะส่งผลโดยตรงต่อการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำ โดยขยะที่มีแหล่งกำเนิดจากปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยตอนในและพื้นที่บางส่วนของอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ส่วนใหญ่มีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน และเคลื่อนที่ไปตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดชลบุรี ในขณะที่ขยะจากอ่าวไทยฝั่งตะวันออกจะเคลื่อนที่ตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก โดยมีขยะบางส่วนถูกพัดเข้าสู่อ่าวไทยตอนในในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และสำหรับการสะสมตัวของขยะพบว่าขยะที่ถูกปล่อยจากอ่าวไทยตอนในมีการสะสมตัวสูงในบริเวณชายฝั่งจังหวัดชลบุรี ส่วนขยะจากฝั่งตะวันออกจะมีการสะสมตลอดแนวชายฝั่งด้านตะวันออก ขณะที่ขยะจากปากแม่น้ำในประเทศใกล้เคียงพบการกระจายตัวและการสะสมตัวในบริเวณอ่าวไทยน้อยมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขยะส่วนใหญ่ที่มีจุดปล่อยจากปากแม่น้ำในอ่าวไทยจะมีการกระจายและการสะสมตัวอยู่ภายในอ่าวไทยเป็นหลัก และมีเพียงบางส่วนที่เคลื่อนที่มาจากพื้นที่นอกอ่าวไทย
ฮอร์โมนเอกไดสเตียรอยด์ในวงจรการลอกคราบของปูขาว Scylla Paramamosain Estampador, 1949, พีรเดช ใจมั่น
ฮอร์โมนเอกไดสเตียรอยด์ในวงจรการลอกคราบของปูขาว Scylla Paramamosain Estampador, 1949, พีรเดช ใจมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฮอร์โมนกลุ่มเอกไดสเตียรอยด์ (ecdysteroids) เป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการลอกคราบ การเจริญเติบโต และการพัฒนาในสัตว์ขาปล้อง โดยเฉพาะในกลุ่มครัสเตเชียน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ชนิดฮอร์โมนและระดับฮอร์โมนกลุ่ม ecdysteroids ในวงจรการลอกคราบของปูขาว (Scylla paramamosain) โดยเลี้ยงปูในระบบน้ำหมุนเวียนเป็นเวลา 2 เดือน ครอบคลุมวงจรลอกคราบอย่างน้อย 1 รอบ และเก็บตัวอย่างเลือดทุก 2 วัน ปริมาณ 100 µL เพื่อตรวจวัดฮอร์โมน Ecdysone (E), 20-hydroxyecdysone (20-HE) และ Ponasterone A (PoA) ด้วยเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ผลการวิเคราะห์พบว่า ฮอร์โมน PoA มีความเข้มข้นสูงในระยะ premolt (445.18 ± 54.64 ng/mL, n=11) มากกว่าระยะ intermolt อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (78.46 ± 9.9 ng/mL, n=11; p
ผลของอาหารเม็ดสำเร็จรูปเสริมด้วยจุลินทรีย์ Aurantiochytrium Limacinum ต่อความสมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ปูขาว Scylla Paramamosain, ปฏิภาณ จันทรมณี
ผลของอาหารเม็ดสำเร็จรูปเสริมด้วยจุลินทรีย์ Aurantiochytrium Limacinum ต่อความสมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ปูขาว Scylla Paramamosain, ปฏิภาณ จันทรมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมจุลินทรีย์ Aurantiochytium limacinum ในอาหารเม็ดสำเร็จรูปต่อความสมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ปูขาว Scylla paramamosain จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี (proximate composition) ในอาหารเม็ดสำเร็จรูปพบว่า ปริมาณโปรตีนของอาหารแต่ละชุดการทดลองอยู่ในช่วง 43.58-48.22% ไขมัน 12.46-14.44% และคาร์โบไอเดรต 12.62-13.90% โดยชุดควบคุมมีปริมาณโปรตีนและไขมันสูงกว่าชุดที่เสริมจุลินทรีย์อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) แต่เมื่อวิเคราะห์ปริมาณกรดไขมันในอาหารทั้ง 3 ชุดการทดลอง พบว่าอาหารเม็ดสำเร็จรูปเสริมด้วยจุลินทรีย์ A (imacinum 2% มีปริมาณรวมของกรดไขมันชนิด PUFA สูงกว่าชุดที่เสริมด้วย จุลินทรีย์ A. limacinum 1% และชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) เมื่อเปรียบเทียบระยะพัฒนาการของรังไข่ของแม่พันธุ์ปูที่ได้รับอาหารเป็นระยะเวลา 60 วัน พบว่าแม่พันธุ์ปูที่ได้รับอาหารเม็ดเสริมด้วยจุลินทรีย์ A. Pimacinum 2% มีรังไข่ระยะสมบูรณ์ (OV4) มากที่สุด (75%) รองลงมาเป็นแม่พันธุ์ปู่ที่ได้รับอาหาร A limacinum 1% มีรังไข่ส่วนใหญ่เป็นระยะ OV3 คิดเป็น 75% และ OV4 คิดเป็น 25% ในขณะที่ชุดควบคุมพบว่ารังไข่อยู่ในระยะที่ 1-2 (75%) เมื่อ วิเคราะห์ปริมาณกรดไขมันในรังไข่ของแม่พันธุ์ปูแต่ละชุดการทดลอง พบว่า รังไข่ของแม่พันธุ์ปู่ี่ได้รับอาหาร A (imacinum 2% มีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัว (SFA) เป็น 67.29 me/s Dw สูงกว่าชุดที่ได้รับอาหาร A. (imacinum 1%และชุดควบคุมที่มีค่า 65.52, 53.74 mg/g DW ตามลำดับ ในขณะที่รังไข่ของแม่พันธุ์ปู่ี่ได้รับอาหารชุด A. (imacinum 1% มีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว MUFA และ PUFA มีค่า 55.24 และ 19.82 mg/g DW ตามลำดับ และสูงกว่าชุดที่ได้รับอาหารA. (imacinum 2% มีค่า 52.2 และ 17.17 mg/g DW ตามลำดับ และชุดควบคุมที่มีค่า 46.06 และ 15.75 me/e DW ตามลำดับ จากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่าปริมาณจุลินทรีย์ A. (imacinum ที่เหมาะสมในการเสริมพัฒนาการของรังไข่ของแม่พันธุ์ปูทะเลอยู่ในช่วง 1% และให้จำนวนแม่พันธุ์ปูออกไข่นอกกระดองมากที่สุด
ความสัมพันธ์ของผลผลิตการประมงจับในอ่าวไทยกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, วิธวินท์ พลลาภานันท์
ความสัมพันธ์ของผลผลิตการประมงจับในอ่าวไทยกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, วิธวินท์ พลลาภานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารจัดการทรัพยากรประมงในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย แม้จะมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด ทว่าผลผลิตทางการประมงยังคงแสดงความแปรปรวนสูงในแต่ละปี ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อนเหนือกว่าการควบคุมโดยมนุษย์ ปรากฏการณ์สมุทรศาสตร์ขนาดใหญ่ เช่น Pacific Decadal Oscillation (PDO), Indian Ocean Dipole (IOD), เอลนีโญ และลานีญา มีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของระบบนิเวศทางทะเล อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว กิจกรรมของมนุษย์ถือเป็นองค์ประกอบที่อาจส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำในระยะยาว เช่นกัน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความแปรปรวนของผลผลิตประมงโดยใช้ ค่าปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยการลงแรงประมง (CPUE) และปริมาณการจับขึ้นท่า (Landing Catch) ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและความชุกชุมของประชากรปลา โดยใช้ Non-Metric Multi-Dimensional Scaling (NMDS) ผลการศึกษาพบว่า PDO มีความสัมพันธ์เชิงสถิติที่มีนัยสำคัญ (P = 0.004) กับปริมาณการจับปลาผิวน้ำในอ่าวไทยตอนบน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ระหว่างดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) และผลผลิตปลาทูเผยให้เห็นแนวโน้มเชิงลบที่มีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของ Demersal CPUE ในอ่าวไทยตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงของวงจร PDO ที่มีอุณหภูมิต่ำและในช่วงลานีญา (P < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อผลผลิตประมง และชี้ถึงความจำเป็นในการบูรณาการข้อมูลสมุทรศาสตร์และภูมิอากาศในการวางแผนบริหารจัดการ เพื่อประเมินแนวโน้มผลผลิตได้แม่นยำและกำหนดนโยบายที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทะเล โดยงานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการประมงในประเทศไทย สนับสนุนการวางแผนใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและการออกแบบมาตรการปรับตัวในระยะยาว
Effects Of Salinity Changes On Osmotic Properties And Oxidative Stresses In Razor Clam Solen Sp. In Don Hoi Lot Tidal Flat, Sappasith Dechkittithum
Effects Of Salinity Changes On Osmotic Properties And Oxidative Stresses In Razor Clam Solen Sp. In Don Hoi Lot Tidal Flat, Sappasith Dechkittithum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Estuaries are important coastal ecosystems that serve as transition zones between freshwater and seawater. The Don Hoi Lot tidal flat, located in the upper Gulf of Thailand, is a crucial estuarine ecosystem in the country. However, this area faces increasing environmental challenges from both human activities and natural changes. The razor clam, Solen regularis, is a notable species in this region. This study examined how salinity variations impact the osmotic properties and antioxidant enzyme activities in five tissues (foot, mantle, adductor muscle, gill, and digestive gland) of the razor clam S. regularis collected from Don Hoi Lot. Razor clams were …
ไมโครพลาสติกปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี, ศิวนาถ แพ่งพันธ์
ไมโครพลาสติกปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี, ศิวนาถ แพ่งพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไมโครพลาสติกสะสมในสิ่งแวดล้อมทางทะเล เกิดจากการเสื่อมสภาพของขยะพลาสติกที่ถูกทิ้ง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งาน อีกทั้งยังกำจัดออกได้ยาก จึงเป็นปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การศึกษานี้จึงศึกษาปริมาณ ขนาด รูปร่าง สี และชนิดพอลิเมอร์ของไมโครพลาสติกที่สะสมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยเก็บตัวอย่าง ผิวดินในบริเวณสถานที่รองรับขยะ (DSS) ดินจากผิวถนน (RDS) และตะกอนพื้นทะเล (SED) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ และตัวอย่างตะกอนชายหาด (SAND) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2566 นำมาสกัดหาปริมาณและระบุชนิดไมโครพลาสติกด้วยเครื่องฟูเรียร์ทรานฟอร์มอินฟราเรดสเปกโตรมิเตอร์ (FTIR) พบการสะสมในตัวอย่าง DSS > RDS > SAND > SED และมีปริมาณเฉลี่ยเท่ากับ 14,375 ± 49,245, 625 ± 593, 99.8 ± 75.3 และ 83.1 ± 50.4 ชิ้นต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้งตามลำดับ ส่วนใหญ่ (>70%) มีขนาดเล็กกว่า 1000 ไมโครเมตร และมีชนิดรูปร่างเป็นเส้นใย (63%) และชิ้นส่วนแตกหัก (26%) มีสีใส (30%) สีดำ (21%) และสีน้ำเงินเท่ากับสีเหลือง (16%) ส่วนพอลิเมอร์หลักที่พบได้แก่ PE PP และ PET ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่พบได้ทั่วไปในผลิตภัณฑ์พลาสติกที่นิยมใช้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ที่เป็นชุมชนขนาดเล็กและมีกิจกรรมท่องเที่ยวเป็นสำคัญในพื้นที่ที่มีการทำประมงพบไมโครพลาสติกชนิดเส้นใย PA เป็นพอลิเมอร์ชนิดเด่น ซึ่งอาจเกิดจากการแตกหักจากตาข่ายดักปลาผลการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ได้ว่าไมโครพลาสติกที่สะสม ได้รับอิทธิพลมาจากกิจกรรมในพื้นที่ การเสื่อมสภาพของพลาสติกไม่เพียงแต่จะเพิ่มการแตกหักเป็นไมโครพลาสติกที่สามารถสะสมเข้าสู่ร่างกายและส่งผ่านในห่วงโซ่อาหารได้ แต่ยังสามารถปลดปล่อยสารเติมแต่งสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นตัวอย่างสิ่งแวดล้อมที่พบปริมาณไมโครพลาสติกมากที่สุด นำมาสกัดหาปริมาณสารเติมแต่ง ได้แก่ DMP, DEP, DAP, DiBP, DBP, BBP, DOA, DEHP, BHT, TPhP และ EPhP ด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟฟีแมสสเปกโทรมิเตอร์ (GC-MS) พบสารกลุ่ม plasticizer ชนิด …
The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet
The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Amphora sp. is one of the interesting microalgae due to its rapid growth, high lipid content, ranging from 40-60% of dry biomass, suitability as live food for commercial aquatic animal larvae such as shrimp and abalone. The objective of this study is to evaluate the potential of Amphora sp. isolated from four different locations in the Gulf of Thailand: Sichang Island (ASC), Samae Sarn Island (ASS), Pranburi (APB), and Laem Yai (ALY) as immunostimulant in Pacific white shrimp (Litopenaeus vannamei) diet. Four Amphora sp. isolations were cultured and compared productivity. The results showed that ASC and ALY had higher productivity, …
แบบจำลองการกระจายตัวของปูม้าวัยอ่อนจากธนาคารปูม้าบริเวณชายฝั่ง จังหวัดตรัง, นิคม อ่อนสี
แบบจำลองการกระจายตัวของปูม้าวัยอ่อนจากธนาคารปูม้าบริเวณชายฝั่ง จังหวัดตรัง, นิคม อ่อนสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในประเทศไทย ปูม้า Portunus pelagicus (Linnaeus, 1758) เป็นสัตว์ทะเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่หลายปีที่ผ่านมามีการลดลงของปริมาณปูม้าอย่างต่อเนื่อง และเข้าขั้นวิกฤตจากสาเหตุการทำประมงที่เกินขีดจำกัด ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ปูสายพันธุ์นี้ โครงการธนาคารปูม้าจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูประชากรปูม้าตามแนวชายฝั่ง แต่ชะตากรรมของปูม้าวัยอ่อนหลังการปล่อยไปแล้วนั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจกันมากนัก ประเด็นดังกล่าวนี้ทำให้มีความสนใจในการศึกษารูปแบบการกระจายและการลงเกาะของปูม้าวัยอ่อนที่ปล่อยจากธนาคารปูม้าในพื้นที่จังหวัดตรัง แบบจำลองการติดตามอนุภาคแบบเชิงตัวเลขถูกนำมาใช้เพื่อจำลองรูปแบบการกระจายและการลงเกาะของปูม้าวัยอ่อนหลังจากปล่อยออกจากธนาคารปูม้า ในช่วงเปลี่ยนฤดูลมมรสุม ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ การจำลองแสดงให้เห็นว่าปูม้าวัยอ่อนเสมือนส่วนใหญ่ถูกจำกัดไว้ในพื้นที่ชายฝั่งหลังจากการปล่อยจากธนาคารปูม้าเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยมีกระแสน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง ลมมรสุม และลักษณะทางภูมิประเทศของชายฝั่งในท้องถิ่นเป็นตัวควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าบทบาทของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลต่อการกระจายของปูม้าวัยอ่อน โดยปูม้าวัยอ่อนบางส่วนถูกขนส่งเข้าไปในแม่น้ำและลำคลองตามแนวชายฝั่ง ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งที่ปล่อยปูม้าวัยอ่อนจากธนาคารปูม้ากับแผนที่แนวหญ้าทะเลในพื้นที่จังหวัดตรัง พบว่าปูม้าวัยอ่อนมีการกระจายตัวในแหล่งหญ้าทะเลทั่วทุกพื้นที่และมีความหลากหลายของแหล่งที่มา ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงศักยภาพในการลงเกาะและการเจริญเติบโตภายในพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลเหล่านี้ ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงของแหล่งที่มาและแหล่งกักเก็บปูม้าวัยอ่อนหลังจากปล่อยจากธนาคารปูม้า
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประชากรวาฬบรูด้าในทะเลอ่าวไทยตอนบน สู่การจัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้เรื่องมหาสมุทร โดยประยุกต์ใช้วิธีการวิเคราะห์ Swot กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Ahp) และการวิเคราะห์ Tows, สิทธินนท์ เสนาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วาฬบรูด้า (Balaenoptera edeni) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์และกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางทะเลหลายรูปแบบ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส ภัยคุกคาม และปัจจัยเสี่ยงทางทะเลและชายฝั่งที่ส่งผลต่อประชากรวาฬบรูด้าในอ่าวไทยตอนบน รวมทั้งเสนอแนวทางมาตรการที่เหมาะสมในการอนุรักษ์วาฬบรูด้าและรูปแบบการท่องเที่ยวชมวาฬที่ส่งเสริมความรอบรู้เรื่องมหาสมุทรสำหรับประเทศไทย งานวิจัยนี้บูรณาการการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ (SWOT analysis) กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (AHP) และการวิเคราะห์เพื่อสร้างกลยุทธ์ (TOWS analysis) รวมทั้งวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษา (curriculum analysis) ในการศึกษาในระบบของประเทศไทยและประเมินระดับความรอบรู้เรื่องมหาสมุทรในการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวชมวาฬบรูด้าในอ่าวไทย ผลการศึกษาจาก AHP พบว่า ปัจจัยอิทธิพลจากมนุษย์เป็นปัจจัยเสี่ยงวิกฤตที่ส่งผลต่อประชากรวาฬบรูด้าในอ่าวไทยตอนบนมากที่สุด ได้แก่ การทับซ้อนของพื้นที่ทำประมงกับพื้นที่อยู่อาศัยของวาฬ (0.1801) การแก่งแย่งทรัพยากรอาหารโดยมนุษย์ (0.1713) มลภาวะในน้ำ (0.1468) และการจัดกิจกรรมดูวาฬที่ขาดความรู้และความรับผิดชอบ (0.1127) แนวทางการอนุรักษ์วาฬบรูด้าอย่างเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงมีความจำเป็นอย่างมาก และการวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า การศึกษาในระบบของประเทศไทยให้ความสำคัญกับความรอบรู้เรื่องมหาสมุทรเพียงร้อยละ 0.54 ในขณะที่พบว่าการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านการชมวาฬช่วยเพิ่มความรอบรู้เรื่องมหาสมุทรให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ (n=112, p
การจำแนกชนิดปลาทูและปลาลัง Rastrelliger Spp. ด้วยเครื่องหมายพันธุกรรมไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ, ปรินทร อยู่คงแก้ว
การจำแนกชนิดปลาทูและปลาลัง Rastrelliger Spp. ด้วยเครื่องหมายพันธุกรรมไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ, ปรินทร อยู่คงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปลาทูและปลาลังในสกุล Rastrelliger เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญในน่านน้ำไทยและมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่ใกล้เคียงกันมาก การจำแนกชนิดพันธุ์ที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นในการจัดการทรัพยากร การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาเครื่องหมายพันธุกรรมที่ใช้จำแนกชนิดปลาทู (Rastrelliger brachysoma) และปลาลัง (R. kanagurta) ในอ่าวไทย รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของวิธีการจำแนกชนิดด้วยลักษณะสัณฐานวิทยาของปลาทูและปลาลังในอ่าวไทยโดยเก็บตัวอย่างจากท่าเรือประมงพื้นบ้านจำนวน 5 พื้นที่ครอบคลุมทั่วอ่าวไทยในเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 คือ จังหวัดตราด ชลบุรี สมุทรสงคราม ชุมพร และสงขลา รวมตัวอย่างปลาทูและปลาลังที่ผ่านการจำแนกชนิดด้วยยีน 16S rRNA โดยเทคนิคทางอณูชีววิทยาทั้งหมด 295 ตัว แบ่งเป็นปลาทู 128 ตัวและปลาลัง 167 ตัว มีขนาดความยาวเหยียดเท่ากับ 15.90-21.00 เซนติเมตร และ 15.30-23.90 เซนติเมตรตามลำดับ ทำการวิเคราะห์ลักษณะทางสัณฐานวิทยาจากการวัดขนาดรูปร่าง พบว่าปลาทูและปลาลังมีอัตราส่วนระหว่างความยาวส้อมหางต่อความลึกของส่วนหัวเท่ากับ 3.6-4.3 และ 3.7-4.6 ตามลำดับ ซึ่งมีช่วงที่ซ้อนทับกันระหว่างชนิดทำให้ไม่สามารถจำแนกความต่างระหว่างชนิดได้ และเมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะต่างๆ ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA) ก็ไม่สามารถจำแนกชนิดได้อย่างชัดเจนแต่สามารถเห็นความแตกต่างเมื่อพิจารณาเฉพาะแต่ละพื้นที่ ประชากรในจังหวัดตราด ชลบุรี และสงขลามีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในขณะที่ประชากรในจังหวัดสมุทรสงครามมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่ใกล้เคียงกันมาก และประชากรในจังหวัดชุมพรมีทั้งส่วนที่แตกต่างกันและใกล้เคียงกัน การวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน 16S rRNA ในไมโทคอนเดรียลดีเอ็นเอ (mtDNA) เพื่อจำแนกชนิดและศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ยืนยันว่าปลาทูและปลาลังในอ่าวไทยมีความใกล้ชิดกันมากซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม พบความไม่สอดคล้องกันระหว่างลักษณะทางสัณฐานวิทยาและ mtDNA ในบางตัวอย่าง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการผสมข้ามสายพันธุ์ การศึกษาครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนา 16S rRNA ไพรเมอร์ ที่สามารถจำแนกชนิดปลาทูและปลาลังได้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำพีซีอาร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการศึกษาในอนาคต การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปลาทูและปลาลังในอ่าวไทยที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เครื่องหมายพันธุกรรมที่หลากหลาย เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของปลาทั้ง 2 ชนิด และโครงสร้างประชากร ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนต่อไป
Territorial Behavior Of Immature Pink Skunk Clownfish Amphiprion Perideraion In Artificial Substrate, Nattanon Soonthornharuethai
Territorial Behavior Of Immature Pink Skunk Clownfish Amphiprion Perideraion In Artificial Substrate, Nattanon Soonthornharuethai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Anemonefish (Amphiprion and Premnas spp.) are renowned for their territorial nature, typically associated with sea anemones but capable of adapting to various substrates, including artificial ones. Despite their widespread popularity in aquariums, detailed documentation of their juvenile territorial behaviors remains limited. This study investigates the territorial behaviors—specifically side-by-side swimming, face-to-face swimming, attack biting, biting, and lunging—of immature pink skunk clownfish (Amphiprion perideraion) in different artificial substrates. Conducted at Si Racha Fishery Research Station, the experiment utilized six pairs of A. perideraion designated as residents. These fish were subjected to three substrate conditions: fake sea anemone, ceramic tiles, and an empty …
นิเวศวิทยาการกินอาหารของกุ้งเคย Acetes Spp. บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ประเทศไทย, บุญวัฒน์ ผ่อนย่อง
นิเวศวิทยาการกินอาหารของกุ้งเคย Acetes Spp. บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ประเทศไทย, บุญวัฒน์ ผ่อนย่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กุ้งเคยสกุล Acetes เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ การประมง และระบบนิเวศทางทะเล อย่างไรก็ตามการศึกษาทางด้านนิเวศวิทยาการกินอาหารของ Acetes spp. ยังคงมีอยู่จำกัด การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาองค์ประกอบในกระเพาะอาหาร แหล่งคาร์บอน และลำดับการกินอาหารของ Acetes spp. บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ และป่าชายเลน เกาะเหลา จังหวัดระนอง ใน 4 ฤดูกาล ได้แก่ ช่วงเปลี่ยนมรสุมครั้งที่ 1 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ช่วงเปลี่ยนมรสุมครั้งที่ 2 และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสุ่มตัวอย่างจากเรือประมงเพื่อนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบในกระเพาะอาหาร δ13C และ δ15N ผลการศึกษาพบ Acetes spp. 4 ชนิด ได้แก่ A. japonicus A. indicus A. vulgaris และ A. sibogae sibogae โดยทั้งหมดดำรงชีวิตเป็นผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งมี amorphous material เป็นองค์ประกอบหลักในกระเพาะอาหารและมีลำดับการกินอาหารอยู่ระหว่าง 2 ถึง 3 องค์ประกอบในกระเพาะอาหารขึ้นกับ 4 ปัจจัย คือ ประชาคมแพลงก์ตอนในธรรมชาติ ขนาดของ Acetes spp. ขนาดและชนิดของอาหาร และพฤติกรรมการเลือกกินอาหาร ปริมาณอาหารในกระเพาะอาหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอุณหภูมิของน้ำ แต่มีความสัมพันธ์เชิงลบกับช่วงเวลาในการเก็บตัวอย่าง δ13C แสดงให้เห็นว่า A. japonicus ได้รับแหล่งคาร์บอนหลักมาจากแพลงก์ตอนบริเวณไกลชายฝั่ง ขณะที่ A. indicus A. vulgaris และ A. sibogae sibogae ได้รับแหล่งคาร์บอนหลักจากแพลงก์ตอนบริเวณใกล้ชายฝั่ง การศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบแหล่งอาหารของ Acetes spp. ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากร Acetes spp. และแหล่งอาหารต่อไป
รูปแบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในทะเลอันดามันโดยใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์แบบ 3 มิติ, ศิริพัชริ์ ยิ่งอริยกุล
รูปแบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในทะเลอันดามันโดยใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์แบบ 3 มิติ, ศิริพัชริ์ ยิ่งอริยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเนื่องจากเป็นแหล่งอาหาร และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย ทว่าเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เติบโต นำมาซึ่งปัญหาที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น ของเสียจากครัวเรือนและการท่องเที่ยว หรือปัญหาจากอุบัติเหตุทางทะเลและน้ำมันรั่วไหล ดังนั้นหากสามารถทำนายรูปแบบของกระแสน้ำจะสามารถนําไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการบริหารจัดการทรัพยากรหรือการท่องเที่ยวทางทะเลได้ ซึ่งเป็นที่มาของการศึกษารูปแบบกระแสน้ำแบบ 3 มิติโดยใช้แบบจำลองอุทกพลศาสตร์ DELFT3D-FLOW ในครั้งนี้ โดยคำนึงถึงอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง ลม ความหนาแน่น และแบบจำลองความร้อนของมหาสมุทร (Ocean heat flux model) ผลการศึกษาพบว่าแรงจากน้ำขึ้นน้ำลงส่งผลต่อกระแสน้ำที่พบบริเวณชายฝั่ง ในขณะที่อิทธิพลของลมส่งผลต่อทิศทางของกระแสน้ำบริเวณทะเลเปิด โดยลมทำให้กระแสน้ำมีทิศทางการไหลไปทางทิศตะวันตกในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และไหลไปทางทิศตะวันออกในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี้ลมยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด vertical mixing ของมวลน้ำอีกด้วย แต่เมื่อพิจารณาอิทธิพลของอุณหภูมิและความเค็มร่วมด้วย พบว่ารูปแบบของกระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามความลึก โดยกระแสน้ำที่พบตอนบนจะไหลจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ตอนใต้ของทะเลอันดามันผ่านทาง Great Channel และไหลออกจากทะเลอันดามันสู่อ่าวเบงกอลผ่าน Perparis Channel ทางตอนเหนือ แต่เมื่อความลึกเพิ่มขึ้นการแลกเปลี่ยนฟลักซ์จะถูกจำกัดด้วยลักษณะของพื้นทะเล และที่ความลึกมากกว่า 300 เมตร จะพบกระแสหมุนวนทวนเข็มนาฬิกาบริเวณกลางทะเลอันดามันโดยจะ ไหลออกจากทะเลอันดามันสู่มหาสมุทรอินเดียผ่านทาง Ten Degree Channel และ Great Channel
การกระจายตัวเชิงปริภูมิ–เวลาและสัดส่วนของปรอทรวมและปรอทอินทรีย์ในดินตะกอนอ่าวไทย, ธนกร อุบลแย้ม
การกระจายตัวเชิงปริภูมิ–เวลาและสัดส่วนของปรอทรวมและปรอทอินทรีย์ในดินตะกอนอ่าวไทย, ธนกร อุบลแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้วิเคราะห์ปริมาณปรอทรวม ปรอทอินทรีย์ ขนาดอนุภาคดินตะกอน แคลเซียมคาร์บอเนต คาร์บอนอินทรีย์ (TOC) ไนโตรเจนรวม (TN) และสัดส่วนโมลของ TOC/TN ในดินตะกอนผิวหน้าจากอ่าวไทยที่เก็บตัวอย่างจาก 3 พื้นที่ คือ ปากแม่น้ำสายหลัก 4 สาย (แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง) อ่าวไทยตอนใน และอ่าวไทยตอนล่าง และตัวอย่างแท่งดินตะกอนจากอ่าวไทยตอนล่าง 4 แท่ง และปากแม่น้ำบางปะกง 1 แท่ง ระหว่างปี 2560–2563 (ค.ศ. 2017-2020) หาอายุตะกอนในแท่งตะกอนด้วยวิธีไอโซโทปกัมมันตรังสี 210Pb จากการศึกษาพบว่าปริมาณปรอทรวมในดินตะกอนผิวหน้าที่สะสมบริเวณปากแม่น้ำ (63±23 µg/kg) มีค่าสูงกว่าในอ่าวไทยตอนใน (24±12 µg/kg) และอ่าวไทยตอนล่าง (33±11 µg/kg) ปริมาณปรอทรวมในดินตะกอนผิวหน้าของอ่าวไทยมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) กับคาร์บอนอินทรีย์ (r = 0.64) และไนโตรเจนรวม (r = 0.54) มากกว่ากับปริมาณอนุภาค ละเอียดในดินตะกอน (r = 0.42) การกระจายตัวเชิงพื้นที่ของปรอทบ่งชี้ว่าแหล่งที่มาของปรอทได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินและกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางอ่าว และยังพบว่าฤดูกาลมีผลต่อปัจจัยทางเคมีธรณีในดินตะกอนบริเวณ ปากแม่น้ำและปริมาณปรอท โดยในฤดูน้ำหลาก ทุกแม่น้ำจะพบปริมาณปรอทรวม อนุภาคทราย และอัตราส่วน TOC/TN ในดินตะกอนสูงกว่าฤดูแล้ง ยกเว้นปากแม่น้ำแม่กลองที่ปรอทรวมในฤดูน้ำหลากมีค่าต่ำกว่าในฤดูแล้ง ซึ่งอาจเนื่องมาจากอิทธิพลของอนุภาคทรายในดินตะกอนปากแม่น้ำนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงน้ำหลาก ผลการศึกษาแท่งดินตะกอนพบว่าปริมาณปรอทรวมเฉลี่ยในแท่งดินตะกอนจากปากแม่น้ำ (48±2 µg/kg) มีค่าสูงกว่าที่ตรวจพบในแท่งดินตะกอนจาก อ่าวไทยตอนล่าง (
Mercury And Selenium In Fishes From The Gulf Of Thailand:Balancing Consumption Risk, Irwan Ramadhan Ritonga
Mercury And Selenium In Fishes From The Gulf Of Thailand:Balancing Consumption Risk, Irwan Ramadhan Ritonga
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Consumption of marine fish, a high protein source, has been hampered by mercury (Hg) contamination. To date, selenium (Se), a co-occurrence element, has been perceived to reduce Hg toxicity. Health risk of Hg exposure via fish consumption might be re-estimated using Se-Hg connection. Total Hg (T-Hg) contamination in seafood was investigated in 60 individual (22, 4 and 6 species of fish, cephalopods and shellfish, respectively) purchased from two supermarkets in Bangkok and in 622 individuals (total 27 fish species) caught by bottom trawling from 63 stations in the Gulf Thailand (GoT). Se-Hg connection was studied in 19 selected fish species …
Venom Characterization And Toxicology Of Box Jellyfish Chironex Indrasaksajiae, Chanikarn Yongstar
Venom Characterization And Toxicology Of Box Jellyfish Chironex Indrasaksajiae, Chanikarn Yongstar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Box jellyfish is considered one of the most venomous animals. The genus Chironex (C. indrasaksajiae) is a multi-tentacle box jellyfish found in Thai waters that are dangerous to humans, particularly the venom that could cause death within minutes. This study aimed to perform a proteomic approach to characterize the protein components of C. indrasaksajiae venom. A total of 532 unique protein groups were identified, including toxins and proteins essential for nematocyte development and nematocyst formation (nematogenesis). Toxins CfTX-1 and CfTX-2, with sequence coverage of 39.3 percent and 34.8 percent, respectively, are the most abundant in the venom of C. indrasaksajiae. …
การศึกษาความสัมพันธ์ของกำลังการผลิตขั้นต้นและความผันแปรของสารอาหารบริเวณปากแม่น้ำและอ่าวไทยตอนใน, เจริญลักษณ์ สุชาติพงษ์
การศึกษาความสัมพันธ์ของกำลังการผลิตขั้นต้นและความผันแปรของสารอาหารบริเวณปากแม่น้ำและอ่าวไทยตอนใน, เจริญลักษณ์ สุชาติพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริเวณอ่าวไทยตอนในเป็นเอสทูรีขนาดใหญ่ ซึ่งรับน้ำจืดมาจากแม่น้ำ 4 สายหลัก คือ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง จึงทำให้บริเวณอ่าวไทยตอนในเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และที่หลบภัย ของสัตว์ทะเล ซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษากำลังการผลิตขั้นต้นของแพลงก์ตอนพืชบริเวณดังกล่าว ด้วยวิธีคาร์บอน-13 ของขวดมืดและขวดสว่าง พบว่า ปริมาณกำลังการผลิตขั้นต้นของแพลงก์ตอนพืชบริเวณปากแม่น้ำ ในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (30 พฤษภาคม-14 มิถุนายน พ.ศ. 2562) และฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (25 ตุลาคม-19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562) มีค่าอยู่ในช่วง 0.05-11.37 และ 0.02-3.07 มิลลิกรัมคาร์บอนต่อลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และบริเวณอ่าวไทยตอนใน ฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (9-12 ตุลาคม พ.ศ. 2562) และช่วงเปลี่ยนฤดูมรสุม (8-12 มีนาคม พ.ศ.2563) มีค่าอยู่ในช่วง 0.15-5.15 และ 0.30-10.09 มิลลิกรัมคาร์บอนต่อลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ตามลำดับ เนื่องจากผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษากำลังการผลิตขั้นต้นของแพลงก์ตอนพืชต่างขนาด จึงได้ทำการศึกษากำลังการผลิตขั้นต้นของแพลงก์ตอนพืชต่างขนาด 2 ชนิด ในห้องปฏิบัติการ คือ ไมโครแพลงก์ตอนพืช Chattonella sp. และนาโนแพลงก์ตอนพืช Isochrysis sp. ด้วยวิธีวัดปริมาณออกซิเจนละลายของขวดมืดและขวดสว่าง โดยเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนพืชทั้งสองชนิด ในสภาวะเลี้ยงเดี่ยว ด้วยอาหารสูตร T1 ที่ความเข้มข้น 100% และสภาวะเลี้ยงรวม ด้วยอาหารสูตร T1 ที่ความเข้มข้น 100% 50% และ 1% พบว่า (1) ความเข้มข้นของสารอาหาร ส่งผลต่อจำนวนเซลล์ ขนาดเซลล์ กำลังการผลิตขั้นต้น ปริมาณคลอโรฟิลล์เอ และช่วงชีวิต (2) นาโนแพลงก์ตอนพืชในสภาวะเลี้ยงรวม มีกำลังการผลิตขั้นต้นสูงกว่าในสภาวะเลี้ยงเดี่ยวมาก เนื่องจากมีการปรับลดจำนวนเซลล์และขนาดเซลล์ แต่เพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์เอ นอกจากนี้ นาโนแพลงก์ตอนพืชยังมีการปรับระยะเวลาที่ค่าประสิทธิภาพกำลังการผลิตขั้นต้นต่อหน่วยคลอโรฟิลล์เอ (PP/Chl a) สูง ให้ยาวขึ้น และปรับปริมาณคลอโรฟิลล์เอต่อเซลล์ (Chl …
Transcriptomic Analysis Of Red-Spotted Grouper Nervous Necrosis Virus-Infected Seabass Lates Calcarifer (Bloch, 1790), Kitipong Angsujinda
Transcriptomic Analysis Of Red-Spotted Grouper Nervous Necrosis Virus-Infected Seabass Lates Calcarifer (Bloch, 1790), Kitipong Angsujinda
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Infection with Red-spotted grouper nervous necrosis virus (RGNNV) remains a significant problem in aquaculture of a variety of fish including Asian seabass (Lates calcarifer). This study presents a transcriptome analysis of the head kidney which performs the important immune functions during RGNNV infection in L. calcarifer. RNA sequencing was employed to distinguish the transcript abundance in head kidney between RGNNV infected and control fish. Functional analysis identified 59 and 73 differentially expressed genes at 2- and 15-day post infection, respectively and twelve candidates were shown to have a potential implication in RGNNV infection. This study lays the groundwork for future …
Variation Of Symbiodiniaceae In Broadcaster Acropora Humilis And Brooder Pocillopora Damicornis Corals, Suppakarn Jandang
Variation Of Symbiodiniaceae In Broadcaster Acropora Humilis And Brooder Pocillopora Damicornis Corals, Suppakarn Jandang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Reef-building corals sustain a symbiotic relationship with single-cell algae belonging to family Symbiodiniaceae. Symbiotic algae contribute up to 50-95% of the metabolic needs by supplying photosynthetic products to the coral host. Therefore, the symbiosis between corals and Symbiodiniaceae is essential for the development and survival of coral reefs. Over the past years, significant losses and changes in coral reef ecosystems have been caused by anthropogenic activities and natural phenomena. Thus, relevant national organizations have raised awareness regarding the conservation of coral populations. Our Reef Biology Research Group, Department of Marine Science, Chulalongkorn University have been producing corals using a sexual …
การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันและองค์ประกอบตามระยะการเติบโตปะการังแข็ง, ภานุชนาถ ชินกลาง
การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันและองค์ประกอบตามระยะการเติบโตปะการังแข็ง, ภานุชนาถ ชินกลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปะการังประกอบด้วยไขมันภายในเนื้อเยื่อปริมาณมาก ในการศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและองค์ประกอบชนิดไขมันในแต่ละระยะการเติบโตของปะการังเขากวาง 2 ชนิด Acropora humilis และ Acropora millepora และปะการังสมอง 1 ชนิด Platygyra sinensis ที่เติบโตภายใต้การเพาะฟักในระบบอนุบาล โดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์จากแนวปะการังในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขณะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ตามธรรมชาติ พบว่า ปริมาณไขมันของไข่ปะการังทั้ง 3 ชนิด มีมากกว่า 70 % ของน้ำหนักแห้ง และมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะการเติบโต โดยปริมาณไขมันลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงการเติบโตระยะต้น อย่างไรก็ตาม อัตราการลดลงของปริมาณไขมันในปะการังสมองน้อยกว่าในปะการังเขากวางทั้ง 2 ชนิด อนึ่ง องค์ประกอบชนิดไขมันในปะการังมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยมี wax ester เป็นไขมันชนิดเด่น พบในเซลล์ไข่ปะการังมากกว่า 80 % ของไขมันทั้งหมด และมีแนวโน้มสัดส่วนลดลงตามอายุปะการังที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไขมันของปะการังระยะโตเต็มวัยที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศซึ่งย้ายปลูกสู่ทะเล และปะการังชนิดเดียวกันที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปริมาณไขมันประมาณ 22 – 25 % ของน้ำหนักแห้ง ทั้งนี้ ปะการังมีการสะสมไขมันปริมาณมากในช่วงที่มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์และลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกสู่มวลน้ำ ผลการศึกษาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ไขมันในปะการังมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะการเติบโต โดยเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละช่วงของการดำรงชีวิต ตั้งแต่การปฏิสนธิ การพัฒนาและแพร่กระจายของตัวอ่อน และการเติบโตของปะการัง
Marine Influence On Chemical Composition Of Aerosol In Thailand, Jariya Kayee
Marine Influence On Chemical Composition Of Aerosol In Thailand, Jariya Kayee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study was focused on atmospheric aerosols covering aerosols over both continent and ocean. Continent's aerosols were collected from two coastal cities, Bangkok and Chonburi, and one in-land city, Chiangrai. To investigate seasonal variation and air-sea-land influences on chemical composition of aerosols, metals, lead isotope and water-soluble inorganic ions were examined coupled with air mass trajectory analysis. The study was divided into 3 parts. The first part, PM2.5 samples were collected in Bangkok and Chonburi during January 2018 to April 2019. The results revealed the highest PM2.5 concentrations in NE monsoon, and the lowest in SW monsoon. During NE monsoon, …
การใช้ซูแซนเทลลีในการฟื้นตัวการฟอกขาวของปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis ในห้องปฏิบัติการ, กมลพร พัฒนศิริ
การใช้ซูแซนเทลลีในการฟื้นตัวการฟอกขาวของปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis ในห้องปฏิบัติการ, กมลพร พัฒนศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว เกิดขึ้นเมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และ ความเค็มของน้ำทะเลลดต่ำลง เมื่อเกิดการฟอกขาวปะการังมีการปรับตัวต่อสภาวะนี้แตกต่างกัน และปะการังที่เกิดฟอกขาวบางส่วนสามารถรับซูแซนเทลลีจากมวลน้ำและเกิดการร่วมอาศัยใหม่อีกครั้งเพื่อฟื้นตัวจากการฟอกขาว เพื่อให้ทราบบทบาทของซูแซนเทลลีในการฟื้นตัวของปะการังฟอกขาว การศึกษาครั้งนี้ จึงแบ่งการทดลอง 3 การทดลองหลัก ได้แก่ 1) ผลของอุณหภูมิ (27 30 และ 33 องศาเซลเซียส) และความเค็ม (10 20 และ 30 psu) ต่อการเติบโตของซูแซนเทลลี 2) ผลของอุณหภูมิและความเค็มต่อการฟอกขาวของปะการังดอกกะหล่ำ และ 3) การใช้ซูแซนเทลลีในการฟื้นตัวการฟอกขาวของปะการังดอกกะหล่ำ โดยในการศึกษาครั้งนี้ใช้ปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora damicornis ซึ่งเก็บจาก 3 สถานีบริเวณเกาะแสมสาร ได้แก่ สถานีเขาหมาจอ เกาะปลาหมึก และจุดดำน้ำหาดเทียน และทำการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อปะการังอยู่ที่ระดับอุณหภูมิสูง 33 องศาเซลเซียส ภายใต้ระดับความเค็ม 10 psu พบการฟอกขาวสูงถึง 50-90% และพบซูแซนเทลลีหลุดออกมาในมวลน้ำด้วยความเข้มข้นเซลล์มากที่สุด และที่ภายใต้สภาวะเดียวกันนี้ ซูแซนเทลลีไม่สามารถเติบโตได้ เซลล์ส่วนใหญ่ตายในวันที่ 4 ของการทดลอง โดยพบความหนาแน่นน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มการทดลองอื่น และเซลล์ที่พบในกลุ่มการทดลองนี้มีสีจางลง และสูญเสียรงควัตถุภายในเซลล์อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ปกติ ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิสูง 33 องศาเซลเซียส และความเค็มต่ำ 10 psu ส่งผลต่อการเติบโตของซูแซนเทลลีและการฟอกขาวของปะการัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้สองปัจจัยร่วมกัน และเมื่อให้ซูแซนเทลลีกับปะการังที่ฟอกขาว พบว่า กิ่งปะการังที่ฟอกขาวประมาณ 5% สามารถฟื้นตัวจากการฟอกขาวได้ หากภายหลังฟอกขาวอุณหภูมิค่อยๆลดต่ำลงจนถึงระดับควบคุม
องค์ประกอบทางชีวเคมีและผลของเมือกจากทากทะเล Onchidium Sp. ต่ออัตราการเติบโตของเบนทิคไดอะตอม, กัณพจน์ เตชะวงค์เสถียร
องค์ประกอบทางชีวเคมีและผลของเมือกจากทากทะเล Onchidium Sp. ต่ออัตราการเติบโตของเบนทิคไดอะตอม, กัณพจน์ เตชะวงค์เสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิ่งมีชีวิตหลายชนิดในทะเลสร้างและหลั่งเมือกเพื่อใช้ในกิจกรรมการดำรงชีวิตและกระบวนการทางสรีระอย่างหลากหลาย เช่น การเคลื่อนที่ การป้องกันตัว และการหาอาหาร กล่าวได้ว่าเมือกมีความสำคัญต่อกิจกรรมการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด โดยเฉพาะกับมอลลัสก์ เมือกจากมอลลัสก์นอกจากถูกใช้ในกิจกรรมการดำรงชีวิตของตัวมอลลัสก์เองแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสังคมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศโดยรอบด้วย การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นศึกษาองค์ประกอบทางชีวเคมีของเมือกจากทากทะเล Onchidium และผลของเมือกจากทากทะเลต่ออัตราการเติบโตของเบนทิคไดอะตอม เมือกจากทากทะเล Onchidium ถูกเจือจางความเข้มข้นแบ่งเป็น 100% 75% 50% และ 25% ในน้ำทะเลเพื่อศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเบนทิคไดอะตอม นอกจากนี้เมือกจากทากทะเลอีกส่วนถูกบ่มในชุดจำลองน้ำขึ้น-น้ำลงเป็นเวลา 0 1 2 4 และ 8 รอบน้ำขึ้น-น้ำลง ก่อนนำไปเพาะเลี้ยงเบนทิคไดอะตอม 3 ชนิด ได้แก่ Navicula sp., Nitzschia sp., และ Thalassiosira sp. ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบชีวเคมีของเมือกจากทากทะเล Onchidium มีส่วนประกอบหลักคือ น้ำ (82.5%) และองค์ประกอบอินทรียสารประกอบด้วย โปรตีน (40%) คาร์โบไฮเดรต (13.33%) และไขมัน (0.19%) ผลของเมือกจากทากทะเลต่ออัตราการเจริญเติบโตของเบนทิคไดอะตอมมีความแตกต่างกันในแต่ละสภาพของเมือกและชนิดพันธุ์ของเบนทิคไดอะตอม เมือกที่หลั่งใหม่และเมือกที่เข้มข้นยับยั้งและลดการเติบโตของ Navicula sp. และ Nitzschia sp. ในขณะที่เมือกที่เจือจางและมีอายุมากเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเบนทิคไดอะตอมทั้งสองชนิด อย่างไรก็ตามเมือกจากทากทะเลไม่ส่งผลต่ออัตราการเติบโตของ Thalassiosira sp. ในทุกสภาพของเมือก กล่าวได้ว่าทากทะเล Onchidium อาจมีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างชุมชนระบบนิเวศชายฝั่งทำหน้าที่เป็น intertidal ecosystem engineer ที่ส่งเสริมการลงเกาะและเจริญเติบโตของชุมชนเบนทิคไดอะตอม
ผลของชนิดและขนาดของไมโครพลาสติกต่อภาวะเครียดจากออกซิเดชันและการเปลี่ยนแปลงทางมิญชวิทยาของหอยแมลงภู่ Perna Viridis, จุฑามาศ โพธาขวัญประชา
ผลของชนิดและขนาดของไมโครพลาสติกต่อภาวะเครียดจากออกซิเดชันและการเปลี่ยนแปลงทางมิญชวิทยาของหอยแมลงภู่ Perna Viridis, จุฑามาศ โพธาขวัญประชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไมโครพลาสติก (MPs) คือพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรพบการสะสมและการถ่ายทอดของไมโคร พลาสติกในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดเป็นจำนวนมาก โดยผ่านห่วงโซ่อาหาร การศึกษาในประเทศไทยพบการศึกษาการสะสมของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมและในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสัตว์น้ำภายใต้ห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะหอยแมลงภู่ (Perna viridis) ที่มีพฤติกรรมการกรองกิน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงทำการศึกษาผลกระทบของประเภท ขนาดและความเข้มข้นของไมโครพลาสติกจำลองที่มีต่ออัตราการตายและการสะสมภายในเนื้อเยื่อที่จะส่งผลต่อภาวะเครียดจากออกซิเดชันและการเปลี่ยนแปลงทางมิญชวิทยาในหอยแมลงภู่ P. viridis ในการทดลอง ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อหอยแมลงภู่ ที่ระดับความเข้มข้น 66, 333, 666 และ 1333 ชิ้น/ลิตร จำนวน 3 ขนาดได้แก่ ขนาดเล็ก (<30 ไมโครเมตร), ขนาดกลาง (30-300 ไมโครเมตร) และขนาดใหญ่ (300-1000 ไมโครเมตร) ของไมโครพลาสติก 3 ประเภทคือ พอลิสไตรีน (Polystyrene; PS), พอลิโพรพิลีน (Polypropylene; PP) และพอลิบิวทิลีนซัคซิเนต (Polybutylene succinate; PBS) เป็นเวลา 96 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่าไมโครพลาสติกขนาดกลางและขนาดใหญ่ส่งผลต่ออัตราการตายครึ่งหนึ่งของหอยแมลงภู่มากสุดในไมโครพลาสติกประเภท PS, PP และ PBS ตามลำดับ ในขณะที่การสะสมไมโครพลาสติกขนาดใหญ่พบภายใน soft tissue ของหอยแมลงภู่ P. viridis มากกว่าขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่เวลา 96 ชั่วโมงในส่วนของการตอบสนองต่อภาวะเครียดจากออกซิเดชันพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของสารต้านอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อบริเวณต่อมย่อยอาหารและมีการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเอนไซม์ Catalase, Peroxidase และสารต้านอนุมูลอิสระ Glutathione content บริเวณต่อมย่อยอาหาร พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมของสารต้านอนุมูลอิสระตามการเพิ่มขึ้นของไมโครพลาสติกเมื่อเทียบกับชุดควบคุม นอกจากนี้การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางมิญชวิทยาในบริเวณต่อมย่อยอาหารของหอยแมลงภู่ P. viridis พบลักษณะเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและเซลล์ย่อยอาหารในต่อมย่อยอาหารมีความเสียหาย สังเกตความผิดปกติได้ชัดเจนมากขึ้นตามความเข้มข้นของไมโครพลาสติกที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับชุดควบคุม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าประเภทและขนาดของไมโครพลาสติกเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตอบสนองความเป็นพิษในหอยแมลงภู่ ซึ่งอาจส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงในการส่งผ่านห่วงโซ่อาหารในลำดับขั้นที่สูงขึ้น การตรวจสอบผล กระทบของไมโครพลาสติกจึงเป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการคาดการณ์ระดับความเข้มข้นที่เป็นอันตรายต่อหอยแมลงภู่ และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำเพื่อนำไปประกอบการประเมินความเสี่ยงของการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมและจัดการผลกระทบจากการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในหอยต่อสุขภาพของผู้บริโภค
การศึกษาอนุกรมวิธานของปลานินและโรนัน (Rhinidae, Rhinobatidae และ Glaucostegidae) ในน่านน้ำไทย, อภิญญา หัสกุล
การศึกษาอนุกรมวิธานของปลานินและโรนัน (Rhinidae, Rhinobatidae และ Glaucostegidae) ในน่านน้ำไทย, อภิญญา หัสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปลาโรนินและโรนันเป็นปลากระดูกอ่อนในอันดับ Rhinopristiformes โดยในประเทศไทยพบจำนวน 4 วงศ์ ได้แก่ Pristidae (วงศ์ปลาฉนาก), Rhinidae (วงศ์ปลาโรนินและปลาโรนันจุดขาว), Rhinobatidae (วงศ์ปลาโรนันหัวใส), Glaucostegidae (วงศ์ปลาโรนันหัวใสยักษ์) และ Platyrhinidae (วงศ์ปลานันพัด) ปลาเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตประเภท K-selected species ซึ่งมีช่วงชีวิตยืนยาว เข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ช้าและให้ลูกจำนวนน้อยประกอบกับการถูกคุกคามจากการทำการประมงจึงทำให้ประชากรปลาโรนินและโรนันลดลงอย่างมาก การอนุรักษ์ปลาโรนินและโรนันจึงมีความจำเป็นต่อการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้การระบุชนิดพันธุ์ปลาได้อย่างแม่นยำนั้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการเก็บข้อมูลได้อย่างถูกต้อง โดยการวัดลักษณะทางสัณฐานวิทยาเป็นวิธีที่ง่าย ต้นทุนต่ำ และแม่นยำที่สุดในการระบุลักษณะเฉพาะของชนิดพันธุ์ปลาโรนินและโรนัน อย่างไรก็ดี ข้อมูลลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่ได้จากการวัดปลาโรนินและโรนันในไทยนั้นยังมีอยู่น้อยมาก งานวิจัยนี้จึงเป็นงานวิจัยที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลดังกล่าว โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาด้วยการวัดลักษณะภายนอกของปลาและนับกระดูกสันหลัง ในการศึกษานี้ทำการวัดลักษณะที่วัดได้ 80 ลักษณะ โดยข้อมูลที่ได้จากการวัดนั้นจะนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธี Principle component analysis เพื่อใช้ในการดูการแยกกลุ่มของชนิดและทำการวิเคราะห์ Discriminant function analysis ในการจัดกลุ่มและทดสอบความแม่นยำในการจัดกลุ่มชนิดที่ได้จาก PCA ซึ่งผลที่ได้จากการวิเคราะห์พบว่าลักษณะที่วัดได้ 11 ลักษณะได้แก่ ความยาวของจะงอยปาก, ขนาดของตา, ขนาดของรูช่วยหายใจ (spiracle), ระยะห่างของรูจมูก (nasal), ความยาวของแผ่นปิดรูจมูก, ขนาดของครีบอกและครีบท้อง, ระยะห่างระหว่างครีบอกและครีบท้อง, ระยะตั้งแต่ปลายจะงอยปากจนถึงครีบหลังทั้งสอง, ระยะห่างระหว่างครีบหลังทั้งสองและขนาดของครีบหลังที่หนึ่ง มีความสำคัญต่อการจำแนกปลาโรนินและโรนัน
Characteristics And Mechanisms Of Coastal Upwelling In The Gulf Of Thailand, Pacharamon Sripoonpan
Characteristics And Mechanisms Of Coastal Upwelling In The Gulf Of Thailand, Pacharamon Sripoonpan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The characteristics and mechanisms of coastal upwelling in the Gulf of Thailand was investigated through 2 approaches; 1) Ekman transport upwelling index (UIET) and sea surface temperature upwelling index (UISST), and 2) Hydrodynamics model DELFT3D-FLOW under the influences of tide, spatially varying wind, water temperature, salinity and river discharge. The UIET indicated favorable upwelling conditions along the west coast of the GoT mostly during northeast monsoon in January and 1st inter-monsoon in March, while the favorable upwelling condition indicated by UISST was found along the east coast during southwest monsoon in August and 2nd inter-monsoon in October. The model expressed …
ฤดูสืบพันธุ์และนิเวศวิทยาการกินอาหารของปลาคางคก Allenbatrachus Grunniens (Linnaeus, 1758) บริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ทัพประดิษฐ์ มิตรเปรียญ
ฤดูสืบพันธุ์และนิเวศวิทยาการกินอาหารของปลาคางคก Allenbatrachus Grunniens (Linnaeus, 1758) บริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ทัพประดิษฐ์ มิตรเปรียญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปลาคางคกชนิด Allenbatrachus grunniens (Linnaeus, 1758) เป็นปลาน้ำกร่อยชนิดสำคัญและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ปากแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในอดีตยังไม่มีรายงานทางด้านวิชาการถึงบทบาทและการใช้ประโยชน์ของปลาชนิดนี้ จากบริเวณปากแม่น้ำ การศึกษาครั้งนี้ จึงทำการศึกษาฤดูสืบพันธุ์และนิเวศวิทยาการกินอาหารของปลาคางคกชนิด A. grunniens บริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี โดยทำการเก็บตัวอย่างปลาชนิดนี้ (จำนวน 111 ตัว) จาก 5 สถานี (St1-St5) ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ผลการศึกษาพบว่าการกระจายตัวของปลา A. grunniens สามารถพบได้แค่ 2 สถานี (St4 และ St5) เท่านั น ขณะที่ปลา A. grunniens ความยาวเหยียดเฉลี่ย 17.46±3.53 เซนติเมตร ข้อมูลทางด้านสัณฐานวิทยาและมิญชวิทยาแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างของรังไข่จัดเป็นแบบไข่สุก ไม่พร้อมกัน (asynchronous development ovary) เนื่องจากประกอบด้วยเซลล์ไข่หลากหลายระยะ ที่สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ โอ โอโกเนีย ระยะการเจริญของการพัฒนาเซลล์ไข่ขั้นปฐมภูมิ ระยะการเจริญของการพัฒนาเซลล์ไข่ขั้นทุติยภูมิ และระยะปล่อยเซลล์ไข่ ในขณะที่โครงสร้างอัณฑะในปลาเพศผู้จัดเป็น unrestricted spermatogonial testis ที่สามารถพบการกระจายของระยะสเปอร์มาโทโกเนียมตลอด ความยาวของท่อสร้างอสุจิ ทั้งนี้ ระยะสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก ระยะสเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สอง ระยะสเปอร์มาทิดและระยะสเปอร์มาโทซัวก็ ยังสามารถพบได้ภายในท่อสร้างอสุจิ (สำหรับสัดส่วนเพศของปลา A. grunniens เป็น 1:1) จากค่าดัชนีความสมบูรณ์เพศ (GSI), ค่าดัชนีความ สมบูรณ์ของตับ (HSI) และการเปลี่ยนแปลงร้อยละของการเจริญของอวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ พบว่าค่าดัชนีความสมบูรณ์เพศสอดคล้องกับการ เจริญของอวัยวะสืบพันธุ์ของปลาคางคกทั้งสองเพศ พบช่วงสืบพันธุ์สองช่วง [ช่วงแรกคือ ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2560 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 และช่วงที่สอง คือ ช่วงเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2560 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2560] A. grunniens …
Effect Of Temperature On Antioxidant Enzyme Activities And Gene Expression In Sand Worm Perinereis Quatrefagesi (Grube, 1878), Sucharat Suksai
Effect Of Temperature On Antioxidant Enzyme Activities And Gene Expression In Sand Worm Perinereis Quatrefagesi (Grube, 1878), Sucharat Suksai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Polychaetes is one of intertidal animals that face the fluctuations of coastal environment through time. One of important environmental factors to animals is temperature regarding to the fluctuation of temperature in intertidal environment. Human activities could also cause high changes in water temperature by high temperature discharges from urban and industries. Since global warming is still a main issue, an increase of seawater temperature about 3°C could be possible as a prediction. This study aimed to investigate effect of temperature in polychaetes Perinereis quatrefagesi at cellular level, which could be indicated by heat shock response and oxidative stress due to …