Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- Chulalongkorn University (24)
- University of South Carolina (10)
- City University of New York (CUNY) (6)
- University of Malaya (6)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (5)
-
- Karbala International Journal of Modern Science (4)
- Technological University Dublin (4)
- University of Kentucky (4)
- Liberty University (3)
- Western Kentucky University (3)
- Dominican University of California (2)
- West Virginia University (2)
- American University in Cairo (1)
- Bowling Green State University (1)
- Brigham Young University (1)
- Clemson University (1)
- Dartmouth College (1)
- Duke Law (1)
- Eastern Illinois University (1)
- Kennesaw State University (1)
- LSU New Orleans (1)
- Lipscomb University (1)
- Long Island University (1)
- Manipal Academy of Higher Education (1)
- Minnesota State University Moorhead (1)
- Missouri State University (1)
- Montana Tech Library (1)
- Old Dominion University (1)
- Pittsburg State University (1)
- Purdue University (1)
- Keyword
-
- Data representation (9)
- Robert Hooke (9)
- Scientific imaging (9)
- Nanoparticle (3)
- Algae (2)
-
- Aquaculture (2)
- Biofuels (2)
- Bioinorganic chemistry (2)
- Biomass (2)
- Biosensors (2)
- Biotechnology (2)
- Cancer (2)
- Chemistry (2)
- Environment and Sustainability (2)
- Hyaluronic acid (2)
- Nanoparticles (2)
- Polymer (2)
- "graft" (1)
- 3D cell matrix (1)
- A non-living algal biomass (1)
- ACM Mid-Central USA Programming Contest (1)
- Adsorption (1)
- Aedes aegypti (1)
- Aggregation (1)
- Agriculture (1)
- Alternative energy (1)
- Amino acid sequence (1)
- Anacyclus pyrethrum (1)
- Analogues (1)
- Anti-bacterial agents (1)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (24)
- Section 1: Introduction (6)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (4)
- Karbala International Journal of Modern Science (4)
- Section 2: Imaging the Microscopic (4)
-
- Articles (3)
- STAR Program Research Presentations (3)
- Faculty & Staff Scholarship (2)
- Honors Theses (2)
- Senior Honors Theses (2)
- Student Research Posters (2)
- Student Works (2000-2009) (2)
- Student Works (2010-2019) (2)
- Student Works (2020-2029) (2)
- Theses and Dissertations (2)
- Theses and Dissertations--Pharmacy (2)
- All Dissertations (1)
- Biological Sciences (1)
- Biology Faculty Publications (1)
- Biomedical Engineering Western Regional Conference (1)
- Chemistry & Biochemistry Faculty Publications (1)
- Chemistry and Chemical Biology ETDs (1)
- Conference Papers (1)
- Dartmouth Scholarship (1)
- Discovery Day (formerly Post & Beyond) (1)
- Dissertations (1)
- Dissertations and Theses (1)
- Duke Law & Technology Review (1)
- Electronic Theses & Dissertations (1)
- Electronic Theses & Dissertations (2024 - present) (1)
- Publication Type
- File Type
Articles 31 - 60 of 112
Full-Text Articles in Biotechnology
Building Tools For Improved Modulation Of The Human Gabaa Receptor, A Central Nervous System Target For The Treatment Of Anxiety, Garrett Edward Zinck
Building Tools For Improved Modulation Of The Human Gabaa Receptor, A Central Nervous System Target For The Treatment Of Anxiety, Garrett Edward Zinck
Theses and Dissertations--Pharmacy
In the U.S., anxiety is recognized as an increasing range of mentally and physically debilitating psychiatric health disorders with significant economic repercussions. Over the last 20 years, several novel anti-anxiety therapies have entered the drug development pipeline, but none have made it to market.
The work in this dissertation focused on structurally modifying valerenic acid (VA), a structurally unique carboxylated sesquiterpene acid found in Valeriana officinalis. VA is putatively reported to have allosteric modulatory activity of the human GABAA receptor, a ligand-gated ion channel responsible for attenuating neurotransmissions. Structural modeling of VA’s GABAA receptor interaction suggests that …
Advancing Competency In Managing Risk And Knowledge: Steps Toward Operationalisation Of The Risk-Knowledge Infinity Cycle (Rki Cycle) - Part 1: Improving Effectiveness Of Risk-Based Decision Making (Rbdm), Martin Lipa, Paige Kane, Anne Greene
Advancing Competency In Managing Risk And Knowledge: Steps Toward Operationalisation Of The Risk-Knowledge Infinity Cycle (Rki Cycle) - Part 1: Improving Effectiveness Of Risk-Based Decision Making (Rbdm), Martin Lipa, Paige Kane, Anne Greene
Articles
To date, literature on the Risk-Knowledge Infinity Cycle (RKI Cycle) has mainly been theoretical. This paper series intent is to focus on the operationalisation of the RKI Cycle by describing a series of steps – the “How to” – for RKI Cycle deployment, to help move the RKI Cycle from theory to practice. The first paper in this series focuses on how the RKI Cycle can support effective Risk-Based Decision Making (RBDM).
การหาภาวะเหมาะที่สุดในการะบวนการผลิตยางรีเคลมสำหรับขยะยางที่ประกอบด้วยยางธรรมชาติและยางอีพีดีเอ็ม, ภัสรา สุวรรณสิงห์
การหาภาวะเหมาะที่สุดในการะบวนการผลิตยางรีเคลมสำหรับขยะยางที่ประกอบด้วยยางธรรมชาติและยางอีพีดีเอ็ม, ภัสรา สุวรรณสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาภาวะที่เหมาะสมของเครื่องอัดรีดแบบสกรูคู่สำหรับเตรียมยางรีเคลมจากขยะยาง 2 ชนิด ประกอบด้วยขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักและขยะยางอีพีดีเอ็ม ผลการวิเคราะห์การสลายตัวด้วยความร้อนโดยเทคนิคเทอร์โมกราวิเมทริกแอนนาไลซิส พบว่าขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักและขยะยางอีพีดีเอ็มมีสัดส่วนของเนื้อยางอยู่ที่ร้อยละ 53.5 และ 56.0 ตามลำดับ สำหรับการเตรียมยางรีเคลมจากขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักภาวะของเครื่องอัดรีดแบบสกรูคู่ที่ได้ทำการศึกษาคือ ความเร็วรอบในการหมุนของสกรูที่ 150, 200 และ 250 rpm โดยแต่ละความเร็วรอบจะใช้อุณหภูมิโซนผสมที่ 200, 225 และ 250 องศาเซลเซียส ในขณะที่การเตรียมยางรีเคลมจากขยะยางอีพีดีเอ็มจะใช้ความเร็วรอบในการหมุนของสกรูเหมือนกับกรณีแรก แต่อุณหภูมิโซนผสมจะอยู่ที่ 250, 275 และ 300 องศาเซลเซียส ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มความเร็วรอบในการหมุนของสกรูและอุณหภูมิโซนผสมส่งผลทำให้ยางรีเคลมทั้งสองชนิดมีความหนืดมูนีลดลง เมื่อนำยางรีเคลมที่ได้ไปขึ้นรูปตามมาตรฐาน ISO/TS 16095:2021 และทดสอบสมบัติเชิงกล พบว่ายางรีเคลมจากขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักที่เตรียมที่ภาวะความเร็วรอบในการหมุนของสกรูที่ 250 rpm และอุณหภูมิโซนผสมที่ 200 องศาเซลเซียส และขยะยางอีพีดีเอ็มที่เตรียมที่ภาวะความเร็วรอบในการหมุนของสกรูที่ 150 rpm และอุณหภูมิโซนผสมที่ 275 องศาเซลเซียส จะมีความต้านทานต่อแรงดึงและระยะยืด ณ จุดขาด สูงที่สุด ทั้งนี้เป็นผลมาจากยางรีเคลมทั้ง 2 ชนิด ที่ได้จากภาวะข้างต้นมีร้อยละการดีวัลคาไนซ์สูงที่สูด ทำให้มีสภาพเป็นเทอร์โมพลาสติกสูงที่สุด เมื่อนำไปขึ้นรูปซ้ำจึงให้สมบัติเชิงกลดีที่สุด เมื่อนำภาวะข้างต้นไปศึกษาอิทธิพลของชนิดและปริมาณสารรีเคลมประเภทเททระเบนซิลไทยูแรมไดซัลไฟด์และเททระไอโซบิวทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ พบว่ายางรีเคลมคงรูปจากขยะยางที่มียางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบหลักและยางรีเคลมคงรูปจากขยะยางอีพีดีเอ็มที่เติมสารรีเคลมชนิดเททระไอโซบิวทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ 1 และ 3 ส่วนในร้อยส่วนของยางจะมีความต้านทานต่อแรงดึงและระยะยืด ณ จุดขาด สูงที่สุดทั้งสองชนิดที่เติม ทั้งนี้เป็นผลมาจากยางรีเคลมดังกล่าวมีร้อยละการดีวัลคาไนซ์สูงที่สูด เมื่อนำยางรีเคลมทั้ง 2 ชนิดที่ไปใช้ทดแทนยางบริสุทธิ์ตามสูตรที่กำหนด พบว่าเมื่อเพิ่มปริมาณยางรีเคลมเป็นผลให้สมบัติเชิงกลของยางคงรูปลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตามพบว่าที่มีการใช้ยางรีเคลมทดแทนยางบริสุทธิ์จะได้ยางคงรูปมีความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพเนื่องจากความร้อนสูงที่ขึ้น
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมบัติของยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม, สายสุณี จิตกล้า
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมบัติของยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม, สายสุณี จิตกล้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ถึงแม้ว่าสมบัติเชิงกลของยางแผ่นรมควันจะเหนือกว่ายางแห้งชนิดอื่นก็ตาม แต่ความไม่สม่ำเสมอในคุณภาพของยางส่งผลให้ปริมาณการใช้งานยางแผ่นรมควันในอุตสาหกรรมล้อยางลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการยางแห่งประเทศไทยได้กำหนดมาตรฐานการผลิตยางแผ่นรมควันขึ้นเพื่อควบคุมและให้ได้ยางแผ่นรมควันที่มีสมบัติต่าง ๆ คงที่ ซึ่งยางที่ได้จะเรียกว่า “ยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม” หรือ “ยางแผ่นรมควันเกรด P” เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ส่งผลให้สมบัติต่าง ๆ ของยางแผ่นรมควันแปรปรวนดียิ่งขึ้น งานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงอิทธิพลด้านภาวะการผลิต ช่วงฤดูกาลกรีดยาง รวมไปถึงพิ้นที่ปลูกยางต่อสมบัติทั้งทางกายภาพและเชิงกลของยางแผ่นรมควัน ผลการทดลองที่ได้พบว่า เมื่อใช้น้ำยางที่มีปริมาณเนื้อยางแห้งแตกต่างกันและใช้ความเข้มข้นกรดฟอร์มิกในการจับตัวเนื้อยางแตกต่างกัน สมบัติของยางแผ่นรมควันจะแตกต่างกันไป โดยพบว่าเมื่อปริมาณเนื้อยางแห้งและความเข้มข้นกรดฟอร์มิกเพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าสิ่งระเหยในยางแผ่นรมควันเพิ่มขึ้น เนื่องจากก้อนยางที่ได้จากการจับตัวของเนื้อยางด้วยกรดค่อนข้างแข็ง ทำให้เมื่อนำไปรีดเป็นแผ่นบางทำได้ยาก น้ำในเนื้อยางจึงระเหยออกมาได้ไม่ดี เมื่อเพิ่มปริมาณเนื้อยางแห้งจะทำให้ค่า PO, PRI และความหนืดมูนีเพิ่มขึ้น การแปรปริมาณเนื้อยางแห้งในน้ำยางจาก 20% (ภาวะใช้ในการผลิตยางแผ่นรมควันพรีเมียม) เป็น 18, 20 และ 25% โดยน้ำหนัก ส่งผลให้ความทนต่อแรงดึงของยางแตกต่างกันมากที่สุดอยู่ที่ 2.1 MPa การเพิ่มความเข้มข้นกรดฟอร์มิกจะส่งผลทำให้ค่า PO, PRI และความหนืดมูนีลดลง การแปรความเข้มข้นกรดฟอร์มิกจาก 4% (ภาวะที่ใช้ในการผลิตยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม) เป็น 2, 3, 5, 8 และ 10% โดยปริมาตร ส่งผลให้ความทนต่อแรงดึงของยางแตกต่างกันมากที่สุดอยู่ที่ 3.2 MPa เมื่อพิจารณาฤดูกาลกรีดยางแตกต่างกัน น้ำยางที่ได้จากช่วงการผลัดใบของต้นยางจะมีปริมาณเนื้อยางแห้งในน้ำยางลดลง และปริมาณธาตุต่างๆ ในยางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเถ้าและไนโตรเจนในยางแผ่นรมควันแตกต่างกัน ค่าความหนืดมูนีของยางแผ่นรมควันขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลกรีดยางค่อนข้างชัดเจน โดยยางแผ่นรมควันที่เตรียมจากน้ำยางที่ได้จากการกรีดในช่วงกรีดปกติจะมีความหนืดมูนีที่สูงกว่ายางแผ่นรมควันที่เตรียมจากน้ำยางที่ได้จากการกรีดในช่วงก่อนปิดกรีด ยางแผ่นรมควันที่ได้จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณเถ้ามากกว่าที่ได้จากภาคใต้ ซึ่งปริมาณเถ้าเกิดจากปริมาณสารและแร่ธาตุต่าง ๆ ในดินที่ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ยางที่ได้จากทั้งสองบริเวณที่มีค่า PO , PRI และ ความหนืดมูนี ไม่ได้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
Novel Pilot Development Of A Closed-Loop Sustainable System Between Biogas Renewable Energy, Distilling, And Aquaculture By Vermiculture Of Stillage Wastes, Samuel C. Kessler
Novel Pilot Development Of A Closed-Loop Sustainable System Between Biogas Renewable Energy, Distilling, And Aquaculture By Vermiculture Of Stillage Wastes, Samuel C. Kessler
The Cardinal Edge
This study provides a mixed-methods approach in analyzing a potential closed-loop system between renewable biogas production from anaerobic digestion, vermiculture production, aquaculture production, and organic wastes with a particular focus on stillage wastes. Such system may hold significant promise for significantly reducing organic carbon and methane emissions from its components, and should be assessed for such. The 2021 IPCC report essentially identified methane reduction as the single fastest way to slow global warming (IPCC, 2021), making the study and implementation of methane-reducing systems and supportive policy for them critical. Knowledge gaps to implementing this system were qualitatively identified as disconnect …
Tools And Strategies For The Patterning Of Bioactive Molecules And Macromolecules, Daniel J. Valles
Tools And Strategies For The Patterning Of Bioactive Molecules And Macromolecules, Daniel J. Valles
Dissertations, Theses, and Capstone Projects
Hypersurface Photolithography (HP) is a printing method for fabricating structures and patterns composed of soft materials bound to solid surfaces and with ~1 micrometer resolution in the x, y, and z dimensions. This platform leverages benign, low intensity light to perform photochemical surface reactions with spatial and temporal control of irradiation, and, as a result, is particularly useful for patterning delicate organic and biological material. In particular, surface- initiated controlled radical polymerizations can be leveraged to create arbitrary polymer and block- copolymer brush patterns. Chapter 1 will review the advances in instrumentation architectures from our group that have made these …
Nanozymes—Hitting The Biosensing “Target”, Yingfen Wu, Diane Darland, Julia Zhao
Nanozymes—Hitting The Biosensing “Target”, Yingfen Wu, Diane Darland, Julia Zhao
Biology Faculty Publications
Nanozymes are a class of artificial enzymes that have dimensions in the nanometer range and can be composed of simple metal and metal oxide nanoparticles, metal nanoclusters, dots (both quantum and carbon), nanotubes, nanowires, or multiple metal-organic frameworks (MOFs). They exhibit excellent catalytic activities with low cost, high operational robustness, and a stable shelf-life. More importantly, they are amenable to modifications that can change their surface structures and increase the range of their applications. There are three main classes of nanozymes including the peroxidase-like, the oxidase-like, and the antioxidant nanozymes. Each of these classes catalyzes a specific group of reactions. …
การวิเคราะห์ปัจจัยสำหรับการเกิดคราบบนแม่พิมพ์ระหว่างวัลคาไนเซชันยางด้วยการออกแบบการทดลองเชิงแฟกทอเรียล, สิรีธร อุตมโชติ
การวิเคราะห์ปัจจัยสำหรับการเกิดคราบบนแม่พิมพ์ระหว่างวัลคาไนเซชันยางด้วยการออกแบบการทดลองเชิงแฟกทอเรียล, สิรีธร อุตมโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยางพบปัญหาจากการเกิดชิ้นงานที่มีจุดบกพร่อง เช่น พอง ฉีกขาด แผล และคราบ โดยชิ้นงานที่เป็นคราบ คือ ชิ้นงานที่ผิวที่ไม่เรียบและต้องหยุดการผลิตเพื่อนำแม่พิมพ์ไปทำความสะอาด ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น สาเหตุของการเกิดคราบถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการออกแบบการทดลองเชิงแฟกทอเรียลเพื่อหาความสำคัญทางสถิติของแต่ละตัวแปร โดยตัวแปรที่ศึกษาได้แก่ เวลาที่ใช้ในการขึ้นรูป ปริมาณซิงค์ออกไซด์ ปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนต และอัตราส่วนโดยน้ำหนักของน้ำยาถอดแบบต่อน้ำปราศจากไอออน จากผลการทดลองเชิงแฟกทอเรียล พบว่าเวลาที่ใช้ในการขึ้นรูปและอัตราส่วนโดยน้ำหนักของน้ำยาถอดแบบต่อน้ำปราศจากไอออน คือ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชิ้นงานเกิดคราบ เนื่องจากการใช้เวลาในการขึ้นรูปที่นานขึ้น ทำให้ยางเกิดระดับการวัลคาไนเซชันเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้แรงยึดติดระหว่างชิ้นงานกับแม่พิมพ์ลดลง ส่งผลให้ทำให้มีคราบที่เกิดขึ้นลดลง และเมื่ออัตราส่วนโดยน้ำหนักของน้ำยาถอดแบบต่อน้ำปราศจากไอออนที่ 1:100 พบว่ามีชิ้นงานที่เป็นคราบลดลง เนื่องจากน้ำยาถอดแบบทำให้ผิวของแม่พิมพ์มีความลื่น จึงทำให้ไม่มีสิ่งตกค้างหลงเหลืออยู่ที่สามารถนำไปสู่การเกิดคราบบนผิวของแม่พิมพ์ได้ โดยแนวโน้มของการเกิดคราบต่อการปรับเปลี่ยนเวลาในการขึ้นรูปและอัตราส่วนของน้ำยาถอดแบบได้มาจากการทดลองเชิงเดี่ยว พบว่าเมื่อเวลาการขึ้นรูปมากขึ้นจาก 350 ไปเป็น 450 วินาที และอัตราส่วนโดนน้ำหนักของน้ำยาถอดแบบต่อน้ำปราศจากไอออนจาก 1:450 ไปเป็น 1:250 ทำให้มีชิ้นงานที่เป็นคราบลดลง
การพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลัง, พลิตา อุดมสิรินิกร
การพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลัง, พลิตา อุดมสิรินิกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของฟลาวร์ข้าวเจ้า สตาร์ชข้าวโพด เส้นใยมันสำปะหลัง และกัวกัม ต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางประสาทสัมผัสของพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลัง และเพื่อพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลังที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการอัดรีด จากการศึกษาสมบัติทางเคมีกายภาพของสตาร์ชและฟลาวร์ พบว่า สตาร์ชมันสำปะหลัง สตาร์ชข้าวเจ้า และสตาร์ชข้าวโพด มีปริมาณแอมิโลสร้อยละ 16.31, 21.35 และ 23.15 ตามลำดับ สตาร์ชมันสำปะหลังมีกำลังการพองตัวและการละลายสูงกว่าสตาร์ชข้าวโพดและสตาร์ชข้าวเจ้า จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฟลาวร์มันสำปะหลังและเส้นใยมันสำปะหลัง พบว่า มีปริมาณเส้นใยอาหารร้อยละ 7.42 และ 54.75 โดยน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ จึงคำนวณสูตรและนำเส้นใยมันสำปะหลังมาเสริมแหล่งของเส้นใยอาหาร และนำฟลาวร์ข้าวเจ้าและสตาร์ชข้าวโพดมาทดแทนฟลาวร์มันสำปะหลังที่สัดส่วนต่าง ๆ จากนั้นศึกษาคุณภาพพาสต้าที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการรีดและตัด พบว่า พาสต้าสูตร RF50 ที่มีส่วนผสมจากฟลาวร์มันสำปะหลัง ฟลาวร์ข้าวเจ้า สตาร์ชข้าวโพด เส้นใยมันสำปะหลัง ในปริมาณร้อยละ 35 : 50 : 0 : 15 มีคุณภาพหลังปรุงสุกและลักษณะเนื้อสัมผัสของพาสต้าดีกว่าพาสต้าสูตรอื่น (p≤0.05) จากนั้นนำกัวกัมมาเสริมในพาสต้าสูตร RF50 ที่ร้อยละ 1 และ 2 โดยน้ำหนักฟลาวร์ผสม พบว่า พาสต้าสูตร RF50GG2 ที่มีส่วนผสมจากฟลาวร์มันสำปะหลัง ฟลาวร์ข้าวเจ้า เส้นใยมันสำปะหลัง ในปริมาณร้อยละ 35 : 50 : 15 และเสริมกัวกัมร้อยละ 2 โดยน้ำหนัก ฟลาวร์ผสม มีคุณภาพหลังปรุงสุกและลักษณะเนื้อสัมผัสของพาสต้า ไม่แตกต่างจากพาสต้ามันสำปะหลังทางการค้า (p>0.05) และได้คะแนนการทดสอบทางประสาทสัมผัสทางด้านเนื้อสัมผัสและความชอบโดยรวม มากกว่าพาสต้าสูตรอื่น (p≤0.05) ในกระบวนการอัดรีดด้วยสกรูเดี่ยว กำหนดสภาวะการตั้งค่าพารามิเตอร์ในส่วนของอัตราการป้อนวัตถุดิบ 70 กิโลกรัมต่อชั่วโมง, อุณหภูมิน้ำ 70 องศาเซลเซียส, อุณหภูมิบาเรลส่วนนวดผสม 65 องศาเซลเซียส, ความเร็วรอบสกรูส่วนนวดผสม 70 rpm, อุณหภูมิบาเรลส่วนอัดรีด 45 องศาเซลเซียส, ความเร็วรอบสกรูส่วนอัดรีด 25 rpm, อุณหภูมิหัวได 55 องศาเซลเซียส และแปรปริมาณน้ำที่ …
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค, ตันติกร เหล่าสุข
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค, ตันติกร เหล่าสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขลักษณะที่ดี นำมาสู่ความสนใจในเทคโนโลยีกำจัดจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมในอุปกรณ์เครื่องมือชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งปัจจุบันบริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี 2 ชนิด ได้แก่ negative ion generator (NIG) และพลาสมาชนิด dielectric barrier discharge (DBD plasma) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาภาวะที่เหมาะสมในการทดสอบประสิทธิภาพในการกำจัดจุลินทรีย์ ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา และทดสอบประสิทธิภาพการกำจัดจุลินทรีย์สำคัญในกลุ่มแบคทีเรีย รา และไวรัส ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา พร้อมทั้งทดสอบผลของเทคโนโลยีพลาสมาต่อเซลล์มนุษย์ โดยสร้างกล่องทดลองอะคริลิค ที่ติดตั้ง NIG กำลังไฟ 1 วัตต์ และสร้าง กล่องทดลองอะคริลิค ที่ติดตั้งพลาสมาชนิด DBD กำลังไฟ 15 วัตต์ เพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งในการทดสอบแบคทีเรียนั้นใช้แบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ และแบคทีเรียที่ทนต่อสารปฏิชีวนะ ได้แก่ Escherichia coli ATCC25922, Staphylococcus aureus ATCC6538P และ Pseudomonas aeruginosa ATCC9027 ตามลำดับ โดยเลี้ยงและนำมากระจายเชื้อบนอาหารแข็งชนิด LB จากนั้นนำมาสัมผัส NIG และพลาสมาชนิด DBD เป็นเวลา 60 นาที พบว่าพลาสมาชนิด DBD สามารถกำจัดแบคทีเรียทั้ง 3 ชนิดได้ 100% แต่ NIG ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียดังกล่าว ในการทดสอบผลต่อยีสต์โดยเลือก Saccharomyces cerevisiae ATCC4105 เป็นตัวแทนเนื่องจากโครงสร้างใกล้เคียงยีสต์ที่ก่อโรคในมนุษย์ โดยทดสอบนำยีสต์มากระจายเชื้อบนอาหารแข็งชนิด YPD และสัมผัส NIG และพลาสมาชนิด DBD เป็นเวลา 60 นาที พบว่าพลาสมาชนิด DBD มีประสิทธิภาพในการฆ่ายีสต์ 100% และ NIG ไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่ายีสต์ …
ความต้องการทางการตลาดของเทคโนโลยีเครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศในกลุ่มตลาดใหม่, กมลวรรณ บรรจงแก้ว
ความต้องการทางการตลาดของเทคโนโลยีเครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศในกลุ่มตลาดใหม่, กมลวรรณ บรรจงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ 1. ศึกษาลักษณะตลาดเครื่องปรับอากาศ แนวโน้มการตลาด และลักษณะของตลาดผลิตภัณฑ์ เครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศ (Evaporative Condensing Unit) ที่บริษัทต้องการพัฒนา 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในสองรูปแบบ คือ แบบติดตั้งเพิ่มเติม (Retrofitting) และแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้จัดการดูแลงานโครงการภาคใต้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศ 10 คน, บุคคลทั่วไป 10 คน และเจ้าของสถานประกอบการ 4 คน ร่วมกับการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ชุด ชุดแรกสำหรับผู้จัดการดูแลงานโครงการภาคใต้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศ 10 คน ชุดที่ 2 สำหรับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยซื้อ หรือกำลังตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ 400 คน โดยใช้วิธีแจกแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล ซึ่งใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน ในการวิเคราะห์รายงานผล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหย เพียงร้อยละ 0.8 โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมค้นหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันจากหลายยี่ห้อ จากผู้จัดจำหน่ายหลายแห่งก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่สนใจจะซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่แบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) และแบบติดตั้งเพิ่มเติม (Retrofitting) ช่วง 6-10 ปี ข้างหน้าโดยผู้บริโภคจะยอมจ่ายเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 25,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ในช่วงราคา 30,252-31,421 บาท สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 36,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ในช่วงราคา 47,369-52,020 บาท สำหรับผู้บริโภคกลุ่มเจ้าของกิจการจะยอมจ่ายเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 25,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ไม่เกิน 37,828 บาท สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 36,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ไม่เกิน 66,587.81 …
การพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศขนาดกลาง, ไปรยา ทองเหลือง
การพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศขนาดกลาง, ไปรยา ทองเหลือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หน่วยควบแน่นแบบระเหย (Evaporative condenser unit) คือการอาศัยหลักการระเหยของน้ำมาช่วยเพิ่มความสามารถในการระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยและศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ ได้แก่ ความชื้นสัมพัทธ์โดยรอบ (Ambient relative humidity) และอัตราการไหลของน้ำ (Water flow rate) โดยออกแบบคอยล์เสริมเพื่อเป็นบริเวณที่ใช้ในการฉีดพ่นน้ำ พบว่าการเชื่อมต่อคอยล์เสริมบริเวณดิสชาร์จสูงกว่าบริเวณลิควิด 3.5% การทดลองเพื่อศึกษาเปลี่ยนแปลงค่าความชื้นสัมพัทธ์ควบคุมโดยปรับค่าความเร็วอากาศพบว่าเมื่อความเร็วอากาศลดลงทำให้ความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น และความสามารถในการระบายความร้อนมีค่าสูงสุดในช่วงความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 73.1% ถึง 80.9% การทดลองศึกษาการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลของน้ำพบว่าพื้นที่สัมผัสบริเวณผิวคอยล์เสริมมากจะสามารถลดอุณหภูมิของสารทำความเย็นได้มากเช่นกัน นอกจากนี้ขนาดของหัวฉีดพ่นและความชื้นสัมพัทธ์ยังส่งผลต่อการลดลงของอุณหภูมิสารทำความเย็นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพการทำงานของต้นแบบหน่วยควบแน่นแบบระเหยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากเครื่องปรับอากาศที่ระบายความร้อนด้วยลมปกติได้สูงถึง 20.36%
การพัฒนาระบบพลาสมาไอออนไนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องปรับอากาศ, นฤสรณ์ แน่นหนา
การพัฒนาระบบพลาสมาไอออนไนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องปรับอากาศ, นฤสรณ์ แน่นหนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ วงจรเครื่องกำเนิดพลาสมาถูกออกแบบโดยวางรากฐานอยู่บนการใช้ Flyback Transformer ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสวิตชิ่งกำลังไฟฟ้าของ MOSFET ในการคายประจุแบบพลาสมาไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับพลาสมาไอออนไนเซอร์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของบริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่จ่ายให้กับเครื่องพลาสมาไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวใช้แรงดันไฟฟ้า 5.38 kV วงจรกำเนิดพลาสมาได้รับการออกแบบมีการทำงานที่ความถี่ 0.2 Hz เมื่อใช้ Duty Cycle ที่ 5%, 10%, 20% และ 100% การศึกษาอุณหภูมิวัสดุไดอิเล็กตริกที่เปิดระบบไว้ 10 นาที อยู่ที่ 34.0 °C, 36.5 °C, 39.6 °C และ 67.0 °C ตามลำดับ และเมื่อตรวจวัดค่าโอโซนพบว่ามีความเข้มข้นโอโซน 174 ppb, 794 ppb, 1,820 ppb และ 9,849 ppb ตามลำดับ จากการศึกษาสเปกโตรสโกปีการเปล่งแสงของพลาสมาไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จพื้นผิวที่ความดันบรรยากาศเผยให้เห็นว่ามีกลุ่ม N2, NO และ OH ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยการใช้ Optical Emission Spectrometer พบว่ามีอุณหภูมิพลาสมาที่ 0.82 eV การทดสอบประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อใช้ Escherichia coli (E. coli) ATCC 25922 ในการทดสอบ เชื้อ E. coli ถูกฉายด้วยไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวและพลาสมาไอออนไนเซอร์เป็นเวลา 10 นาที จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าไดอิเล็กตริกแบริเออร์ดิสชาร์จเชิงผิวสามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้ถึง 100% ในขณะที่พลาสมาไอออนไนเซอร์ไม่สามารถลดปริมาณเชื้อ E. coli ได้
การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับสำหรับผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป, พีรวัส รัตนโชติ
การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับสำหรับผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป, พีรวัส รัตนโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอแนวทางการเลือกใช้และพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับ (Gripper) สำหรับผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปให้เหมาะสมกับรูปร่าง ขนาด และคุณสมบัติทางกลของยางแปรรูป ซึ่งอุปกรณ์หยิบจับนี้ถูกนำมาใช้เพื่อนำผลิตภัณฑ์ยางที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปชิ้นงานด้วยแม่พิมพ์โดยการให้ความร้อนออกจากแม่พิมพ์ออกจากแม่พิมพ์โลหะ ซึ่งจำเป็นที่ต้องทราบถึงแรงที่ใช้นำชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์โดยแรงนี้ถูกเรียกว่า Demolding force และโดยปกติแรงนี้จะประกอบไปแรงเสียดทาน (Friction Force) และแรงยึดติด (Adhesion force) ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Demolding force ได้แก่ รูปทรง พื้นที่สัมผัส ความแข็งของยาง และความหยาบผิวของแม่พิมพ์ โดยได้มีการออกแบบการทดลองโดยใช้ Full factorial design และใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) เพื่อใช้ในการพยากรณ์ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาซอฟท์แวร์มาเพื่อแนะนำการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับ และสุดท้ายได้มีการพัฒนาอุปกรณ์หยิบจับตัวต้นเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของซอฟท์แวร์นี้
ปัจจัยที่ส่งผลถึงการประมาณค่าการนำความร้อนในยางคอมพาวด์, สุทธิพัฒน์ กมลสุทธิไพจิตร
ปัจจัยที่ส่งผลถึงการประมาณค่าการนำความร้อนในยางคอมพาวด์, สุทธิพัฒน์ กมลสุทธิไพจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวัลคาไนซ์เซชั่นยางในอุตสาหกรรมต้องอาศัยอุณหภูมิและระยเวลาในการคงรูปชิ้นงานซึ่งระยะเวลาในการคงรูปชิ้นงานจะขึ้นกับค่าการนำความร้อนของยางคอมปาวด์ที่แต่ละสูตร โดยงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและกระบวนการทดสอบค่าการนำความร้อน การประมาณค่าการนำความร้อนในยางคอมปาวด์และปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าการนำความร้อนในกระบวนการคงรูป โดยขั้นแรกได้ศึกษาการประมาณค่าการนำความร้อน พบว่า การประมาณค่านำความร้อนของแบบจำลองขนานเทียบกับค่าการนำความร้อนที่ได้จากการทดสอบ HFM จะมีค่าความคาดเคลื่อนเกิดขึ้นไม่เกิน 5 % สำหรับยางคอมปาวด์ที่วัลคาไนซ์เซชั่นอย่างสมบูรณ์ ขั้นที่สองเป็นศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่าการนำความร้อน พบว่า สัดส่วนโดยปริมาตรของสารตัวเติมมีผลกระทบต่อค่าการนำความร้อนที่จะเปลี่ยนแปลงไปรวมถึงปริมาณน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อค่าการนำความร้อนอย่างมาก ส่วนยางที่วัลคาไนซ์เซชั่นอย่างสมบูรณ์จะให้ค่าการนำความร้อนสูงกว่ายางคอมปาวด์และยางที่วัลคาไนซ์เซชั่นร้อยละ 50 จะมีฟองอากาศภายในยางส่งผลให้ค่าการนำความร้อนต่ำกว่ายางคอมปาวด์ ส่วนยางที่เกิด และขั้นที่สามออกแบบชุดทดสอบสำหรับหาค่าการนำความร้อน พบว่า ชุดต้นแบบใช้วิธีการหาค่าการนำความร้อนในสภาวะคงที่ซึ่งต้องควบคุมความสม่ำเสมอของความร้อนและป้องสูญเสียความร้อนของชุดต้นแบบ ดังนั้นชุดต้นแบบจะมีส่วนประกอบหลักเป็นฮีตเตอร์สำหรับเป็นแหล่งความร้อนโดยจะใช้น้ำหล่อเย็นสำหรับการควบคุมอุณหภูมิประกอบกับฉนวนกันความร้อนสำหรับป้องกันการสูญเสียความร้อนโดยจะใช้การไหลของความร้อนในหนึ่งหน่วยพื้นที่เป็นตัวกำหนดค่าการนำความร้อน
การพัฒนาเทอร์มอพลาสติกวัลคาไนเซตจากยางโบรโมบิวทิลและพอลิโพรพิลีนสำหรับจุกปิดหลอดเก็บเลือด, สุพรรณษา คุณขยัน
การพัฒนาเทอร์มอพลาสติกวัลคาไนเซตจากยางโบรโมบิวทิลและพอลิโพรพิลีนสำหรับจุกปิดหลอดเก็บเลือด, สุพรรณษา คุณขยัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาอัตราส่วนผสมยางโบรโมบิวทิล (BIIR) พอลิโพรพิลีน (PP) และเอทิลีนออกทีนโคพอลิเมอร์ (EOC) เพื่อปรับปรุงความแข็งให้เท่ากับความแข็งของจุกปิดหลอดเก็บเลือดทางการค้า จากผลการทดสอบสมบัติความแข็งพบว่าที่อัตราส่วนผสม B65P10E25 (BIIR 65 wt%, PP 10wt% และ EOC 25 wt%) มีค่าความแข็งเท่ากับ 43 Shore A ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่าความแข็งของจุกปิดหลอดเก็บเลือด จึงได้เลือกอัตราส่วนนี้มาเตรียมเป็นเทอร์มอพลาสติกวัลคาไนเซต (TPV) โดยผสมสารวัลคาไนซ์ไดคิวมิลเพอร์ออกไซด์ 1.5 wt% และสารโคเอเจนต์ไตรเมทิลออลโพรเพนไตรเมทาอะคริเลท 1 wt% ผลการทดสอบสมบัติเชิงกลต่าง ๆ พบว่า TPV ที่เตรียมได้มีสมบัติความแข็ง ความต้านทานต่อแรงดึง ระยะยืดสูงสุด ณ จุดขาด และความต้านทานต่อแรงฉีกขาดสูงขึ้น ในขณะที่เปอร์เซ็นต์การยุบตัวหลังได้รับแรงกดลดลงเป็น 21.83% เมื่อเทียบกับ B65P10E25 ที่ไม่มีสารวัลคาไนซ์ ผลจากภาพกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM Micrograph) พบว่าการเติม EOC ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จะช่วยปรับปรุงความเข้ากันได้และการกระจายตัวของ BIIR และ PP นอกจากนี้เมื่อผสม EOC ในสัดส่วนที่มากกว่า 25% วัสดุจะแสดงสมบัติการคืนตัวหลังแทงเข็มที่ดี โดยสูตรที่ผ่านการทดสอบนี้ ได้แก่ B65P10E25, B65E35 (BIIR 65 wt% และ EOC 35 wt%) และ B65P10E25 TPV (TPV ที่เตรียมขึ้นจากอัตราส่วน B65P10E25) เป็นต้น นอกจากนี้ความสามารถในการซึมผ่านแก๊สออกซิเจนของ B65P10E25 TPV มีค่าเท่ากับ 151.81 cm3·mm/m2·day·0.1MPa ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาวัสดุที่จะนำมาใช้เป็นจุกปิดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการป้องกันการซึมผ่านของอากาศภายนอกได้ดี ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงสามารถเตรียม TPV ที่มีสมบัติเชิงกลที่ดี มีอัตราการซึมผ่านแก๊สต่ำ และสามารถคืนตัวได้หลังจากดึงเข็มออก ซึ่งสมบัติเหล่านี้ผ่านเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาสำหรับนำไปประยุกต์ใช้เป็นจุกปิดในหลอดเก็บเลือด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาผ่านกระบวนการขึ้นรูปซ้ำใหม่ได้
Carbon Dots As Artificial Peroxidases For Analytical Applications, Shih-Chun Wei, Yang-Wei Lin, Huan-Tsung Chang
Carbon Dots As Artificial Peroxidases For Analytical Applications, Shih-Chun Wei, Yang-Wei Lin, Huan-Tsung Chang
Journal of Food and Drug Analysis
Nanozymes have become attractive in analytical and biomedical fields, mainly because of their low cost, long shelf life, and less environmental sensitivity. Particularly, nanozymes formed from nanomaterials having high surface area and rich active sites are interesting since their activities can be tuned through carefully controlling their size, morphology, and surface properties. This review article focuses on preparation of carbon dots (C dots) possessing peroxidase-like activity and their analytical applications. We highlight the important roles of the oxidation states and surface residues of C dots and their nanocomposites with metal, metal oxides, or metal sulfides playing on determining their specificity …
Optimisation Of Biomass And Lipid Production Of A Tropical Thraustochytrid Aurantiochytrium Sp. Umacc-T023 In Submerged-Liquid Fermentation For Large-Scale Biodiesel Production, Sohedein Mohamad Nor Azzimi
Optimisation Of Biomass And Lipid Production Of A Tropical Thraustochytrid Aurantiochytrium Sp. Umacc-T023 In Submerged-Liquid Fermentation For Large-Scale Biodiesel Production, Sohedein Mohamad Nor Azzimi
Student Works (2020-2029)
A tropical thraustochytrid, Aurantiochytrium sp. UMACC-T023, was optimised for high biomass and lipid production in submerged-liquid fermentation (SLF). Biomass and lipid production were optimised based on glucose, polypeptone, and yeast extract concentration using response surface methodology (RSM). In RSM, the applied central composite design (CCD) showed that the optimisation model was significant for all variables studied. Yeast extract and polypeptone were associated with significant effects in UMACC-T023 biomass production with p < 0.05. The model was validated by employing the optimised media composition in shake flasks and in 1.4-L stirred-tank bioreactors. The optimised media composition for both biomass and lipid production was 10 g L-1 glucose, 15.08 g L-1 polypeptone, and 13.56 g L-1 yeast extract. Biomass production in the bioreactor increased 2.12-fold compared with the shake flask culture utilising the same optimised media composition. This result demonstrated that the optimized media composition can be utilised for large-scale lipid production of UMACC-T023 for potential biodiesel feedstock as it also fulfilled the international standards for biodiesel.
Graphene Oxide Gold Nanostructure Based Surface Enhanced Raman Scattering Dna Biosensor For The Detection Of Meat Species, Khalil Md. Ibrahim
Graphene Oxide Gold Nanostructure Based Surface Enhanced Raman Scattering Dna Biosensor For The Detection Of Meat Species, Khalil Md. Ibrahim
Student Works (2020-2029)
Authentication, detection and quantification of the ingredients, and adulterant in the food, meat and meat products are of high importance in current days. However, the conventional meat species detection techniques based on lipid, protein and DNA biomarkers have been confronting challenges due to the poor selectivity, sensitivity, and unsuitability for processed food products or complex food matrices. Hence, nanoparticle based DNA biosensing strategies have attracted the most interests and considered as one of the best alternatives to conventional strategies. Among these, surface enhanced Raman scattering (SERS) has gained the substantial acceptance as an excellent, fast and ultrasensitive sensing technique due …
Using A Novel Cell- Penetrating Peptide Technology To Induce Pluripotency, Laura-Maria Oja
Using A Novel Cell- Penetrating Peptide Technology To Induce Pluripotency, Laura-Maria Oja
Master of Science in Chemical Sciences Theses
Somatic stem cells have been used as a regenerative medicine tool to treat diseases like leukemia for decades, but they are limited in their ability to self-renew and differentiate. A better alternative, induced pluripotent stem cells (iPSCs), has the ability to generate cells from all three germ layers and avoid tissue rejection as well as bypass the ethical concerns related to embryonic stem cells. In 2006, Takahashi and Yamanaka discovered that only four genes were required to induce pluripotency: Oct4, Sox2, Klf4, and c-Myc (OSKM). Since then, pluripotency has been induced with OSKM most effectively by transfection or transduction. However, …
Research And Review Of Polymethyl-Methacrylate Copolymers In The Development Of Enhanced Pharmaceutical Delivery Systems, Jake Dyess
Senior Honors Theses
The following thesis shall primarily explore the current research regarding the implementation of modifiable microscopic and nanoscopic polymer particles as novel pharmaceutical delivery systems. Polymethacrylate-based copolymers, such as EudragitTM, are sensitive to alterations in pH levels, becoming increasingly more soluble in response to an increase in pH. The selective solubility and modifiable nature of these polymers allows for greater flexibility of treatment options for patients (Patra et al., 2017). The wide range of functionality of polymethacrylate (PMA) may provide solutions to challenges relating to the current treatment and therapy of certain conditions. Research indicates that PMA based micro- …
Synthesis And The Genetic Encoding Of Novel Lysine Post-Translational Modifications, Sahan A. Galbada Liyanage
Synthesis And The Genetic Encoding Of Novel Lysine Post-Translational Modifications, Sahan A. Galbada Liyanage
Theses and Dissertations
Post-translational modifications (PTMs) play a significant role in regulating cell signaling and regulating the inner cellular environment. The study of PTMs and their primary biological functions is critical for the development of new medicines targeting the pathways and biomolecules responsible for the PTMs.
Previous studies revealed the direct coupling of the β -hydroxybutyryl lysine (KBHB) modification with the gene expression. KBHB in histone proteins links metabolism to epigenetics and gene expression and enables to study in-depth, how cell metabolism controls the gene expression and vice versa. Similar novel histone modification, KLac, attracts a special interest …
Development Of A Novel Highly-Sensitive Brucellosis Sensor Based On Surface Plasmon Resonance Spectroscopy, Amal Kasry, Ihab Adly, Asharf Sayour, Hossam Sayour
Development Of A Novel Highly-Sensitive Brucellosis Sensor Based On Surface Plasmon Resonance Spectroscopy, Amal Kasry, Ihab Adly, Asharf Sayour, Hossam Sayour
Nanotechnology Research Centre
Brucellosis is considered a significant health threat, it is an infectious disease caused by the bacteria Brucella, which can spread from animals to humans causing severe diseases. Through this project, we aim to develop a very highly sensitive biosensor to detect Brucella early before spreading. This sensor is based on surface plasmon resonance (SPR) technique, which is used to analyze kinetics of interaction between biomolecules. It can detect down to picomolar concentrations of some proteins.
Cu(Ii) Phenanthroline-Phenazine Complexes Dysregulate Mitochondrial Function And Stimulate Apoptosis, Garret Rochford, Zara Molphy, Kevin Kavanagh, Malachy Mccann, Michael Devereux, Andrew Kellett, Orla L. Howe
Cu(Ii) Phenanthroline-Phenazine Complexes Dysregulate Mitochondrial Function And Stimulate Apoptosis, Garret Rochford, Zara Molphy, Kevin Kavanagh, Malachy Mccann, Michael Devereux, Andrew Kellett, Orla L. Howe
Articles
Herein we report an in-depth study on the cytotoxic mechanism of action of four developmental cytotoxic copper(II) complexes: [Cu(phen)2]2+ (Cu-Phen); [Cu(DPQ)(Phen)]2+ (Cu-DPQ-Phen); [Cu(DPPZ)(Phen)]2+; and [Cu(DPPN)(Phen)]2+ (where Phen = 1,10-phenanthroline, DPQ = dipyrido[3,2-f:20,30-h]quinoxaline, DPPZ = dipyrido[3,2-a:20,30-c]phenazine, and DPPN = benzo[i]dipyrido[3,2-a:20,30-c]phenazine). This complex class is known for its DNA intercalative properties and recent evidence—derived from an in vivo proteomic study—supports the potential targeting of mitochondrial function. Therefore, we focused on mitochondrial-mediated apoptosis related to cytotoxic activity and the potential impact these agents have on mitochondrial function. The Cu(II) complexes demonstrated superior activity regardless of aromatic extension within the phenazine ligand to the …
กระบวนการพัฒนาโปรแกรมตัวส่งระหว่างโมเดลเชิงวัตถุและเชิงสัมพันธ์ด้วยเทคนิคโลวโค้ดบนโอดู, โสภณวิชญ์ พิชิตเธียรธรรม
กระบวนการพัฒนาโปรแกรมตัวส่งระหว่างโมเดลเชิงวัตถุและเชิงสัมพันธ์ด้วยเทคนิคโลวโค้ดบนโอดู, โสภณวิชญ์ พิชิตเธียรธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอมอดูลเจนเนอเรเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการเขียนโปรแกรมตัวส่งระหว่างโมเดลเชิงวัตถุและเชิงสัมพันธ์บนโอดู โอดูเป็นซอฟต์แวร์อีอาร์พีแบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับที่รวบรวมมอดูลที่จำเป็นสำหรับการจัดการธุรกิจต่าง ๆ และผู้พัฒนาสามารถพัฒนามอดูลเพื่อขยายขีดความสามารถของโอดูได้ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการพัฒนาซอฟต์แวร์บนโอดู มักต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เพราะมีความซับซ้อนของเฟรมเวิร์ก จึงมีการนำแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโลวโค้ด (การเขียนโค้ดที่น้อยกว่าปกติ) มาใช้ในการพัฒนามอดูลเจนเนอเรเตอร์ขึ้น เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำหรับออกแบบและสร้างรหัสต้นฉบับสำหรับมอดูล ทำให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์บนโอดูไม่ต้องกังวลเรื่องข้อผิดพลาดอันเนื่องมาจากความซับซ้อนของเฟรมเวิร์ก และให้ความสำคัญกับการเขียนโปรแกรมในด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น โดยเครื่องมือนี้ถูกพัฒนาด้วยภาษา ไพธอนให้เป็นเว็บแอปพลิเคชันทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ และได้มีการทดสอบการใช้งานกับทั้งผู้พัฒนามอดูลบนโอดู ผู้ใช้งานโอดูที่มีทักษะการเขียนโปรแกรม ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับโอดู และอาสาสมัครภายนอกบริษัท ซึ่งได้ผลลัพธ์ว่า ผู้ทดสอบทั้งหมดสามารถพัฒนามอดูลโดยใช้มอดูลเจนเนอเรเตอร์ได้สำเร็จ เครื่องมือนี้จึงสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการพัฒนามอดูลบนโอดูสามารถพัฒนามอดูลขึ้นมาได้โดยใช้เวลาไม่นาน และเมื่อเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการพัฒนามอดูลของกลุ่มผู้พัฒนามอดูลบนโอดู ระหว่างแบบปกติที่เขียนโค้ดด้วยตนเองกับการใช้ มอดูลเจนเนอเรเตอร์ พบว่าการใช้เครื่องมือนี้สามารถลดเวลาการพัฒนามอดูลโดยเฉลี่ยได้ถึง 20% อีกทั้งมอดูลเจนเนอเรเตอร์ยังนำไปใช้ได้จริงในโครงการการพัฒนาซอฟต์แวร์ของบริษัท
การวิเคราะห์การเกิดตำหนิในการผลิตกระจกโฟลต, คณุตม์ ไพบูลย์
การวิเคราะห์การเกิดตำหนิในการผลิตกระจกโฟลต, คณุตม์ ไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดตำหนิและหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณตำหนิชนิดฟองอากาศและรีม ด้วยการนำตัวแปรจากกระบวนการผลิตได้แก่ การชั่งน้ำหนักส่วนผสม อุณหภูมิในการหลอม อุณหภูมิในการขึ้นรูปและองค์ประกอบทางเคมีของกระจก มาหาความสัมพันธ์กับปริมาณตำหนิที่เกิดขึ้นด้วยการวิเคราะห์การถดถอย จากผลการวิเคราะห์ตำหนิฟองอากาศด้วยเทคนิคแมสสเปกโทรเมตรีและเทคนิครามานสเปคโทรสโคปีพบว่าฟองอากาศส่วนใหญ่พบแก๊ส CO2 เป็นองค์ประกอบอยู่ที่ 30 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากการสลายตัวทางความร้อนของวัตถุดิบและการไล่ฟองอากาศที่ไม่สมบูรณ์ และจากความสัมพันธ์ของปริมาณฟองอากาศและตัวแปรจากกระบวนการผลิตพบว่า อุณหภูมิการหลอมที่สูงขึ้น ปริมาณ fining agent ที่น้อยลง และกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ตำหนิชนิดฟองอากาศเพิ่มขึ้น จากการศึกษาตำหนิชนิดรีมโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดร่วมกับการวัดการกระจายพลังงานของรังสีเอกซ์ในการวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุของตำหนิชนิดรีมเทียบกับบริเวณโดยรอบโดยพบว่ารีมมีปริมาณธาตุ Si และ Na สูงกว่าบริเวณโดยรอบ ซึ่งเกิดจากการชั่งวัตถุดิบที่คลาดเคลื่อนไปจากสูตรการผลิต โดยเกิดจากวัตถุดิบติดค้างบริเวณกรวยรับวัตถุดิบ ส่งผลให้องค์ประกอบทางเคมีของส่วนผสมไม่สม่ำเสมอ ยิ่งความแตกต่างของน้ำหนักส่วนผสมจากสูตรการผลิตยิ่งมาก จะทำให้ปริมาณรีมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสามารถความผิดพลาดจากการชั่งนี้สามารถแก้ไขได้โดยติดตั้งค้อนลมเพื่อเคาะวัตถุดิบให้ลงไปในโม่ผสมวัตถุดิบครบถ้วนตามสูตรการผลิต
ผลของลำดับการผสมวัตถุดิบต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการหลอมแก้ว, ปรีณาพรรณ ปิ่นหอม
ผลของลำดับการผสมวัตถุดิบต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการหลอมแก้ว, ปรีณาพรรณ ปิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โดยทั่วไปกระบวนการหลอมแก้วระดับอุตสาหกรรมต้องการพลังงานสูงสำหรับการเปลี่ยนแปลงจากวัตถุดิบเป็นน้ำแก้ว วัตถุประสงค์ในงานวิจัยนี้จะกล่าวถึงการพัฒนากระบวนการหลอมแก้วโซดาไลม์โดยวิธีปรับลำดับการผสมในระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาศัยกลไกของปฏิกิริยาสถานะของแข็งระหว่างทรายแก้วและโซเดียมคาร์บอเนตในช่วงแรกของการหลอม การเตรียมส่วนผสมแบบดั้งเดิมเป็นการผสมวัตถุดิบทั้งหมดภายในครั้งเดียว ในงานวิจัยนี้ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการเตรียมส่วนผสมให้เหมาะสมที่สุดต่อการหลอมโดยการปรับลำดับของการผสม ประกอบด้วยสองขั้นตอนการผสม ขั้นตอนแรกคือการผสมทรายแก้วและโซเดียมคาร์บอเนต จากนั้นจึงผสมวัตถุดิบที่เหลือเป็นขั้นตอนที่สอง เพื่อเปรียบเทียบและศึกษาผลของการเตรียมส่วนผสมทั้งสองวิธี ได้ทำการศึกษาสภาพและการเปลี่ยนแปลงระหว่างกระบวนการหลอมที่อุณหภูมิตั้งแต่ 600 ถึง 1000 องศาเซลเซียส นอกจากนี้มีผลของปริมาณวัตถุดิบที่หลอมไม่หมดบนพื้นผิวซึ่งยังคงลงเหลือในสภาพผลึก ณ สภาวะที่กำหนด เพื่อเปรียบเทียบแนวโน้มประสิทธิผลในการหลอมของส่วนผสมจากการผสมสองวิธี โดยภาพถ่ายผิวหน้าและโดยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ ผลการวิจัยพบว่าการจัดลำดับการผสมเป็นวิธีการผสมที่เหมาะสมกว่า ส่งผลต่ออัตราการหลอม พื้นผิวสัมผัสที่เพิ่มขึ้นระหว่างทรายแก้วและโซเดียมคาร์บอเนตจากการผสมขั้นตอนแรกนำไปสู่การเพิ่มอัตราการหลอมของทั้งระบบ ต่างจากวิธีการเดิมที่อาจมีวัตถุดิบอื่นเป็นตัวขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาสถานะของแข็งดังกล่าว
Total Phenolic And Flavonoid Contents Of Anacyclus Pyrethrum Link Plant Extracts And Their Antioxidant Activity, Hanane Elazzouzi, Nadia Zekri, Touriya Zair, Mohamed Alaoui El Belghiti
Total Phenolic And Flavonoid Contents Of Anacyclus Pyrethrum Link Plant Extracts And Their Antioxidant Activity, Hanane Elazzouzi, Nadia Zekri, Touriya Zair, Mohamed Alaoui El Belghiti
Karbala International Journal of Modern Science
In this study, Anacyclus pyrethrm Link (roots) is a medicinal plant from the Asteraceae family, endemic to Morocco and is widely used in traditional medicine; was investigated for their total phenolics, flavonoids contents and antioxidant activities. The quantitative estimation of total flavonoids and phenols by the colorimetric method showed that the extracts were prepared by fractionation of the crude hydromethanolic extract (ethyl acetate and n-butanol). The phenol content of various extracts, estimated by the Folin-Ciocalteu method, was between 1,44 and 12,82 mg EAG / g extract of A. pyrethrum. Moreover, it is clear that ethyl acetate was the …
The Antimicrobial Activity And Cellular Targets Of Plant Derived Aldehydes And Degradable Pro-Antimicrobial Networks In Pseudomonas Aeruginosa, Yetunde Adewunmi
The Antimicrobial Activity And Cellular Targets Of Plant Derived Aldehydes And Degradable Pro-Antimicrobial Networks In Pseudomonas Aeruginosa, Yetunde Adewunmi
Dissertations
Essential oils (EOs) are plant-derived products that have been long exploited for their antimicrobial activities in medicine, agriculture, and food preservation. EOs represent a promising alternative to conventional antibiotics due to the broad-range antimicrobial activity, low toxicity to human commensal bacteria, and the capacity to kill microorganisms without promoting resistance. Despite the progress in the understanding of the biological activity of EOs, many aspects of their mode of action remain inconclusive. The overarching aim of this work was to address these gaps by studying molecular interactions between antimicrobial plant aldehydes and the opportunistic human pathogen Pseudomonas aeruginosa. We initiated …
Synthesis Of New Aliphatic Pseudo-Branched Polyester Co-Polymers For Biomedical Applications, Zachary Shaw
Synthesis Of New Aliphatic Pseudo-Branched Polyester Co-Polymers For Biomedical Applications, Zachary Shaw
Electronic Theses & Dissertations
In this study, a hyperbranched polyester co-polymer was designed using a proprietary monomer and diethylene glycol or triethylene glycol as monomers. The synthesis was carried out using standard melt polymerization technique and catalyzed by p-Tolulenesulfonic acid. The progress of the reaction was monitored with respect to time and negative pressure, with samples being subjected to standard characterization protocols. The resulting polymers were purified using the solvent precipitation method and characterized using various chromatographic and spectroscopic methods including GPC, MALDI-TOF, and NMR. We have observed polymers with a molecular weight of 29,643 kDa and 33,996 kDa, which is ideal to be …