Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 3931 - 3960 of 6363

Full-Text Articles in Law

การรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์, ธณัศมนต์ จั้นอรัญ Jan 2017

การรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์, ธณัศมนต์ จั้นอรัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ในประเทศไทย ซึ่งเน้นศึกษาในประเด็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและประเด็นของการข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ รวมทั้งศึกษาแนวคิด รูปแบบและเนื้อหาของการรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ในประเทศไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลไว้ และกำหนดให้มีกฎหมายลำดับรองที่ใช้เพื่อคุ้มครองสิทธินี้ แต่การข่มเหงรังแกบนไซเบอร์มีหลายประเภทซึ่งกฎหมายลำดับรองที่มีอยู่นั้นเป็นบทบัญญัติที่บังคับใช้ได้เป็นการทั่วไป ซึ่งมีเพียงบางมาตราที่สามารถนำมาปรับใช้ได้แต่ยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอที่จะนำมาปรับใช้ในทุกกรณีของการข่มเหงรังแกบนไซเบอร์จึงทำให้กฎหมายที่มีอยู่ยังไม่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์จึงยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาถึงการรับรองและคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ของต่างประเทศ พบว่า สหรัฐอเมริกามีการรับรองและคุ้มครองทั้งในระดับรัฐธรรมนูญและกฎหมายมลรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งครอบคลุมในทุกประเภทของการข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ ได้แก่ การคุกคามบนไซเบอร์ การหมิ่นประมาท การปลอมหรือสวมรอยเป็นบุคคลอื่นบนออนไลน์และการเฝ้าติดตามทางอินเทอร์เน็ต ส่วนประเทศนิวซีแลนด์มีกฎหมายที่ใช้คุ้มครองผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ไว้โดยเฉพาะ ได้แก่ Harmful Digital Communications Act 2015 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาเพื่อแสดงให้เห็นว่าสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวได้ถูกรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ก็ได้รับการรับรองและคุ้มครองเช่นเดียวกัน เมื่อมีการละเมิดในสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล รัฐจึงต้องเข้ามาแทรกแซงโดยการมีมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธินั้น ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทยยังมีความไม่เหมาะสมเพียงพอจึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่มีอยู่ให้สามารถนำมาปรับใช้ในทุกกรณี เพื่อให้สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้ถูกข่มเหงรังแกบนไซเบอร์ได้รับการรับรองและคุ้มครองอย่างแท้จริง


แนวทางในการพัฒนาความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก, ธัญทิพ เสนชัย Jan 2017

แนวทางในการพัฒนาความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก, ธัญทิพ เสนชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก รวมทั้งศึกษาแนวความคิด รูปแบบ และเนื้อหาของมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการกระทำในลักษณะดังกล่าวในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็กให้เหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า นิยามของสื่อลามกอนาจารเด็กตามประมวลกฎหมายอาญายังขาดความชัดเจน เนื่องจากถ้อยคำตามตัวบทกฎหมายยังมีความคลุมเครือในประเด็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่ไม่ปรากฏภาพของเด็กจริง นอกจากนี้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายในการปราบปรามการกระทำความผิดกรณีที่ผู้กระทำความผิดอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจที่เด็กมีต่อตนในการกระทำความผิดและไม่มีการกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดเกี่ยวสื่อลามกอนาจารเด็กไว้แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาจากมาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศพบว่า ประเทศอังกฤษ ประเทศแคนาดา ประเทศฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่น มีมาตรการทางกฎหมายที่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาสื่อลามกอนาจารเด็กในประเด็นต่าง ๆ ทั้งในเรื่ององค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก เหตุฉกรรจ์ในความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก และข้อยกเว้นความรับผิดในความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้แก้ไขนิยามของสื่อลามกอนาจารเด็กตามประมวลกฎหมายอาญาให้ครอบคลุมถึงสื่อลามกอนาจารเด็กที่ไม่ปรากฏภาพของเด็กจริง อีกทั้งกำหนดเหตุฉกรรจ์กรณีผู้กระทำความผิดอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจที่เด็กมีต่อตนในการกระทำความผิดเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก และกำหนดแนวทางในการพิจารณาข้อยกเว้นความรับผิดกรณีการกระทำที่มิได้เป็นไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยนำแนวทางตามมาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดในการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและปราบปรามสื่อลามกอนาจารเด็ก


การวิเคราะห์พัฒนาการการตีความของศาลฎีกาไทย: ศึกษาประเด็นความผิดฐานบุกรุก, ธนพล เศรษฐเลาห์ Jan 2017

การวิเคราะห์พัฒนาการการตีความของศาลฎีกาไทย: ศึกษาประเด็นความผิดฐานบุกรุก, ธนพล เศรษฐเลาห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการการตีความในความผิดฐานบุกรุกของศาลฎีกาไทยและศาลต่างประเทศประเด็นขอบเขตของคำว่า "เข้าไป" และประเด็นความยินยอมของผู้ครอบครอง โดยศึกษาถึงมูลเหตุ รวมทั้งกฎหมายและการตีความของศาลต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าเป็นไปตามแนวโน้มของศาลต่างประเทศหรือไม่ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาการตีความของศาลฎีกาไทยในประเด็นดังกล่าวต่อไป ประเด็นขอบเขตของคำว่า "เข้าไป" ปัจจุบันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ศาลฎีกาไทยจึงมีพัฒนาการการตีความขยายความให้การเข้าไปมีความหมายรวมถึงกรณีกระทำการรบกวนรอบ ๆ ทรัพย์สินโดยไม่จำเป็นต้องมีส่วนใดของร่างกายล่วงล้ำเข้าไปในทรัพย์สินอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการตีความที่ขัดต่อหลักกฎหมายอาญาที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด ทั้งแตกต่างจากพัฒนาการของศาลต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่แม้จะตีความคำว่า "เข้าไป" ตามความเหมาะสมของสภาพสังคมแต่ละประเทศเช่นกัน แต่ก็ยังต้องมีการล่วงล้ำของอวัยวะหรือวัตถุอยู่ ส่วนประเด็นความยินยอมของผู้ครอบครองนั้น แม้ว่าพัฒนาการการตีความของศาลฎีกาไทยมีแนวโน้มการตีความให้ยึดเจตนาของผู้ครอบครองเป็นสำคัญเพราะศาลฎีกามุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมมากกว่ามุ่งคุ้มครองตัวบุคคล แต่ก็ถือว่าเป็นการตีความที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยที่มองว่าผู้อาศัยถือเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ครอบครองมากเสมือนเป็นผู้ครอบครองคนหนึ่ง อันทำให้บุคคลภายนอกซึ่งได้รับความยินยอมให้เข้ามาโดยสุจริตไม่ได้รับความคุ้มครอง นอกจากนี้ยังถือเป็นการตีความที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางการตีความของศาลต่างประเทศในหลายประเทศ ดังเช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานบุกรุกโดยกำหนดนิยามของคำว่า "เข้าไป" ให้ชัดเจนว่าการเข้าไปหมายถึงการยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเข้าไป และมีข้อเสนอแนะให้ตีความในทำนองให้ผู้อาศัยสามารถให้ความยินยอมได้แม้เจตนาจะขัดกัน ทั้งนี้ เพื่อให้การตีความความผิดฐานบุกรุกในประเด็นดังกล่าวของศาลฎีกาไทย ถูกต้องตามหลักกฎหมาย เป็นไปตามแนวโน้มของต่างประเทศตลอดจนสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย


ความผิดฐานกรรโชกที่ควรกำหนดโทษหนักขึ้น, นิชาภา ศรีอรุณสว่าง Jan 2017

ความผิดฐานกรรโชกที่ควรกำหนดโทษหนักขึ้น, นิชาภา ศรีอรุณสว่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการและรายละเอียดของบทบัญญัติความผิดฐานกรรโชกที่ควรกำหนดโทษหนักขึ้นของประเทศไทย รวมถึงแนวคิดในการบัญญัติความผิดฐานกรรโชกที่ควรกำหนดโทษหนักขึ้นของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อหาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย จากการศึกษาพบว่าการกรรโชกที่เกิดในสังคมไทยมีรูปแบบและวิธีการกระทำความผิดที่มีความร้ายแรงและซับซ้อนมากขึ้น แต่ไม่มีบทลงโทษที่เหมาะสมกับการกระทำความผิดดังกล่าว คือบทบัญญัติความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญาของไทยได้กำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้นในกรณีเหตุฉกรรจ์ที่คำนึงถึงปัจจัยด้านพฤติการณ์ประกอบการกระทำเท่านั้น ซึ่งเมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษาบทบัญญัติความผิดฐานกรรโชกที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส สาธารณรัฐฮังการี สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐอินเดีย พบว่าประเทศดังกล่าวได้บัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้นไว้อย่างครอบคลุม กล่าวคือได้กำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากเหตุฉกรรจ์อันคำนึงถึงปัจจัยด้านผู้กระทำ ปัจจัยด้านพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ปัจจัยด้านมูลเหตุจูงใจของผู้กระทำ และปัจจัยด้านผู้ถูกกระทำ และกำหนดให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากผลแห่งการกระทำ ดังนั้น ผู้ศึกษาเสนอแนะให้นำแนวความคิดการรับโทษหนักขึ้นในความผิดฐานกรรโชกของต่างประเทศมาปรับใช้กับประมวลกฎหมายอาญาของไทย โดยกำหนดให้การกรรโชกที่กระทำโดยเจ้าพนักงาน โดยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน โดยขู่ว่าจะกล่าวหาว่าเขากระทำผิดอาญา โดยปกปิดใบหน้า กระทำในสถานศึกษา กระทำไปเพราะความเกลียดชัง และกระทำต่อบุคคลผู้มีความเปราะบางในสังคม เป็นเหตุฉกรรจ์ในความผิดฐานกรรโชก และกำหนดให้การกรรโชกที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายเป็นผลแห่งการกระทำที่ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักขึ้น เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำ


ปัญหาความหมายของทรัพย์สินในเอกเทศสัญญา, พรเพิ่ม ศรีสวัสดิ์ Jan 2017

ปัญหาความหมายของทรัพย์สินในเอกเทศสัญญา, พรเพิ่ม ศรีสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องด้วยเอกเทศสัญญาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ใช้คำว่า "ทรัพย์สิน" ในบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อสื่อถึงวัตถุแห่งสัญญา ซึ่งนิยามของคำว่าทรัพย์สินหมายถึงทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างที่มีราคาและอาจถือเอาได้ ตามมาตรา 138 แต่ลักษณะของเอกเทศสัญญาบางประเภทไม่สามารถทำกับวัตถุไม่มีรูปร่างได้ ผู้เขียนจึงทำการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีสมมติฐานว่า การใช้คำว่าทรัพย์สินในเอกเทศสัญญาก่อให้เกิดปัญหาในการปรับใช้กฎหมายในเอกเทศสัญญาบางประเภท โดยศึกษากฎหมายไทยเปรียบเทียบกับกฎหมายเยอรมันและกฎหมายฝรั่งเศส จากการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดจากการใช้คำว่า "ทรัพย์สิน" ในเอกเทศสัญญาตามกฎหมายไทยเปรียบเทียบกับกฎหมายเยอรมันและกฎหมายฝรั่งเศสข้างต้นนั้น ผู้เขียนเห็นว่า การนิยามความหมายตามกฎหมายไทยมีความหมายที่กว้างเกินกว่าการนำคำดังกล่าวมาใช้ได้ในทุกบริบทของกฎหมาย อีกทั้งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยบรรพ 3 เอกเทศสัญญามีการใช้คำว่าทรัพย์สินและคำว่าทรัพย์ปะปนกันทั้งที่มีการนิยามความหมายของคำทั้งสองไว้อย่างชัดเจน อีกทั้ง บทบัญญัติในเรื่องเอกเทศสัญญาส่วนใหญ่เลือกใช้คำว่า ทรัพย์สิน มากกว่าคำว่าทรัพย์ จึงก่อให้เกิดปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอันแสดงให้เห็นว่านิยามคำว่าทรัพย์สินไม่สามารถใช้ได้กับคำว่าทรัพย์สินในเอกเทศสัญญา ซึ่งทำให้ระบบกฎหมายของไทยเกิดความสับสนเนื่องจากการเลือกใช้คำว่าทรัพย์สินที่ไม่ตรงกับนิยามความหมายของทรัพย์สิน ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายเยอรมันที่เลือกใช้คำว่าทรัพย์เป็นหลัก โดยหากกรณีที่ต้องการจะให้สามารถทำสัญญากับสิทธิได้ด้วยกฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ หรือการใช้คำว่าทรัพย์สินซึ่งไม่มีนิยามความหมายไว้และปล่อยให้เป็นไปตามบริบทของกฎหมายซึ่งไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการใช้คำว่าทรัพย์สินเหมือนเช่นกฎหมายไทย ส่วนกฎหมายฝรั่งเศสแม้ไม่มีนิยามความหมายของคำว่าทรัพย์และทรัพย์สินไว้เลยแต่กฎหมายฝรั่งเศสมีการเลือกใช้คำว่าทรัพย์ที่สื่อความหมายถึงวัตถุมีรูปร่างมากกว่าจะเลือกใช้คำว่าทรัพย์สิน โดยการเลือกใช้คำดังกล่าวจึงก่อให้เกิดปัญหาน้อยกว่ากฎหมายไทย เพราะเกิดความเห็นที่แตกต่างกันในกรณีที่ต้องมีการตีความคำว่าทรัพย์เท่านั้น ซึ่งบางครั้งก็มีการตีความว่ารวมถึงสิทธิเหนือตัวทรัพย์ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามไม่ก่อให้เกิดปัญหาการตีความที่ขยายไปถึงสิทธิซึ่งไม่มีตัวทรัพย์รองรับด้วยดังเช่นกฎหมายไทย ผู้เขียนเสนอแนะให้มีการตีความคำว่าทรัพย์สินในบทบัญญัติของเอกเทศสัญญาให้หมายถึงทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุมีรูปร่างเท่านั้นเพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเป็นระบบและเกิดความสอดคล้องกันของกฎหมาย หรืออาจแก้ไขโดยการแก้ไขบทบัญญัติเปลี่ยนคำว่า "ทรัพย์สิน" ที่ปรากฏในเอกเทศสัญญาเป็นคำว่า "ทรัพย์" ส่วนสัญญาที่ไม่เข้าลักษณะของเอกเทศสัญญาก็ยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยถือว่าเป็นความผูกพันตามสัญญาไม่มีชื่อ ซึ่งสามารถบังคับกันได้บนหลักพื้นฐานของสัญญา


แนวทางของระบอบกฎหมายในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ, นิพิฐพนธ์ ฮุ่นตระกูล Jan 2017

แนวทางของระบอบกฎหมายในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ, นิพิฐพนธ์ ฮุ่นตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ (areas beyond national jurisdiction) ซึ่งได้แก่ทะเลหลวงและบริเวณพื้นที่ (the Area) มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลและเป็นแหล่งของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ในปัจจุบัน มีการใช้สิ่งมีชีวิตในรูปแบบใหม่โดยอาศัยคุณสมบัติทางพันธุกรรมและมีการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะที่กำหนดหลักเกณฑ์การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 1992 มีขอบเขตการใช้บังคับเฉพาะกับความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐภาคี ส่วนอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ก็ไม่มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลโดยตรง จึงนำมาสู่ปัญหาที่น่าพิจารณาว่า ในปัจจุบันมีกฎหมายระหว่างประเทศใดบ้างที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ และหากกฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จะมีหนทางแก้ไขสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ เนื่องจากมุ่งเน้นกำหนดหลักเกณฑ์การอนุรักษ์จัดการชนิดพันธุ์บางอย่างที่มีการแสวงประโยชน์เป็นหลัก โดยให้น้ำหนักแก่การคุ้มครองระบบนิเวศอย่างเป็นองค์รวมน้อยกว่า ซึ่งจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่กำหนดเพียงหลักการทั่วไป แม้จะมีกฎหมายบางฉบับกำหนดมาตรการปฏิบัติแต่ก็มีขอบเขตการใช้บังคับไม่ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐทั้งหมด อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดทำความตกลงฉบับใหม่เพื่อวางระบอบกฎหมายเฉพาะในการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐอย่างยั่งยืน โดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเล การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยใช้มาตรการคือพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความคุ้มครองอย่างครอบคลุมทั้งระบบนิเวศและชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตจากผลกระทบของกิจกรรมต่างๆ การเสริมสร้างความสามารถและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้รัฐภาคีโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ที่ความตกลงกำหนด รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรและกลไกในการดำเนินการตามความตกลง และกระบวนการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎหมาย


การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, พร้อมพรรณ ชลถาวรพงศ์ Jan 2017

การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, พร้อมพรรณ ชลถาวรพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาในการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแบ่งเป็น 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรกมาตรา 226/1 เปิดโอกาสให้ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ โดยการชั่งน้ำหนักระหว่างคุณค่าของพยานหลักฐานกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ในมาตรา 226 มาตรา 84/4 วรรคท้าย และมาตรา 134/4 วรรคท้าย เป็นบทตัดพยานหลักฐานเด็ดขาด ไม่รับฟังพยานที่ได้มาเนื่องจากการฝ่าฝืนกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งหลักการรับฟังดังกล่าวต่างจากหลักการรับฟังพยานหลักฐานลักษณะเดียวกันในกฎหมายต่างประเทศ ประเด็นที่สอง ปัจจัยที่ใช้ประกอบการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบที่บัญญัติไว้ในมาตรา 226/1 วรรคท้าย ยังไม่ชัดเจน และไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะประกอบการใช้ดุลพินิจได้อย่างครบถ้วน จากการศึกษาวิจัยพบว่า การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบของประเทศไทยแตกต่างกับต่างประเทศในหลายประเด็น ประเทศมีบทตัดพยานหลักฐานโดยเด็ดขาด แต่ในต่างประเทศจะมีข้อยกเว้นเพื่อเปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบเสมอ เพื่อเป็นการยืดหยุ่น ปรับใช้หลักกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี โดยข้อยกเว้นที่แต่ละประเทศยึดถือมีความแตกต่างกันตามแนวความคิดในการรับฟังพยานหลักฐานของประเทศนั้นๆ และในบางประเทศยังมีการกำหนดปัจจัยประกอบการใช้ดุลพินิจอย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณารับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบอย่างรอบคอบ ดังนั้น เพื่อให้การรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทยสอดคล้องกับการรับฟังพยานหลักฐานตามหลักสากล และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา จึงควรมีการแก้ไขปรับปรุงให้มีข้อยกเว้นในการรับฟังพยานหลักฐานในบทตัดพยานหลักฐานเด็ดขาด และควรเพิ่มปัจจัยประกอบการใช้ดุลพินิจในมาตรา 226/1 วรรคท้ายให้มีความชัดเจน และครบถ้วนยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบของประเทศไทยต่อไป


ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับผู้มีอำนาจเหนือตลาดร่วมกันและพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดร่วมกันโดยมิชอบ, พีรพงศ์ จงไพศาลสกุล Jan 2017

ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับผู้มีอำนาจเหนือตลาดร่วมกันและพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดร่วมกันโดยมิชอบ, พีรพงศ์ จงไพศาลสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกำกับดูแลพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการ ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดในประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นไปโดยอาศัยพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 ซึ่งมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาแบ่งออกเป็น 2 ประการ ได้แก่ ประการแรกคือ ผู้ประกอบการจะต้องมีสถานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด และอีกประการหนึ่งคือ ผู้ประกอบการนั้นมีพฤติกรรมตามมาตรา 50 (1) - (4) อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่าบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ไม่สามารถปรับใช้แก่พฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดร่วมกันอย่างไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการหลายราย เนื่องจากการพิจารณาสถานะของการเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย เป็นการพิจารณาสถานะดังกล่าวของผู้ประกอบการแต่ละรายแยกต่างหากจากกัน ในการปรับใช้บทบัญญัติดังกล่าวจึงปรับใช้แก่พฤติกรรมของผู้ประกอบการรายหนึ่งๆ ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการกำกับดูแลพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการหลายราย ดังนั้น จึงควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาสถานะของการเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดและบทบัญญัติมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ให้ครอบคลุมถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาดร่วมกันอย่างไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบการหลายราย โดยนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียซึ่งมีความชัดเจน และกำกับดูแลพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมมาเป็นต้นแบบ


มาตรการทางกฎหมายกรณีมารดาฆ่าทารกเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต, มนัสวี บุญสิทธิ์ Jan 2017

มาตรการทางกฎหมายกรณีมารดาฆ่าทารกเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต, มนัสวี บุญสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายกรณีมารดาฆ่าทารกเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตของประเทศไทย รวมทั้งศึกษาแนวคิด และเนื้อหาของมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยประสบปัญหาการฆ่าทารกโดยมารดา ทั้งการฆ่าทารกในครรภ์ และการฆ่าทารกภายหลังคลอดแล้ว แต่เมื่อพิจารณาอาการทางจิตที่เกิดขึ้นในมารดาพบว่า มารดาจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพจิตที่เรียกว่า โรคทางจิตเวชระหว่างตั้งครรภ์และโรคทางจิตเวชหลังคลอด ซึ่งอาการของทั้งสองโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะซึมเศร้าและโรคจิต สามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของมารดาได้ จนนำไปสู่การฆ่าทารกในที่สุด แต่มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวกับการกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดที่มีปัญหาสุขภาพจิตในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอที่จะปรับใช้กับอาการของทั้งสองโรค ส่งผลให้มารดาที่มีปัญหาสุขภาพจิตเหล่านั้นต้องรับโทษเช่นเดียวกับคนธรรมดาที่กระทำความผิดโดยไม่ได้รับการลดโทษแต่อย่างใด นอกจากนี้มารดายังไม่ได้รับการบำบัดรักษาอาการทางจิตของตนเองอีกด้วย เมื่อได้พิจารณามาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศพบว่า ประเทศอังกฤษและเวลส์ ประเทศแคนาดา รัฐวิกตอเรีย เครือรัฐออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ มีการบัญญัติความผิดฐานฆ่าทารกไว้โดยเฉพาะ และมีการกำหนดโทษแก่มารดาน้อยกว่ากรณีการกระทำความผิดโดยทั่วไป ส่วนมลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา มีบทบัญญัติทั่วไปที่นำมากำหนดโทษแก่มารดาในทำนองเดียวกับประเทศข้างต้น ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงเสนอให้ประเทศไทยมีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายกรณีมารดาฆ่าทารกเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตให้ครอบคลุมอาการของโรคที่ส่งผลให้มารดาฆ่าทารกของตน ด้วยการแก้บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 และมาตรา 78 ให้ศาลสามารถปรับใช้มาตราดังกล่าวลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดที่เป็นมารดา ซึ่งจะทำให้เกิดความยุติธรรมในการลงโทษมากขึ้น


การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา : ศึกษากรณีธุรกิจที่ให้บริการลักษณะต่อเนื่อง, ระวีอร วากะมะ Jan 2017

การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา : ศึกษากรณีธุรกิจที่ให้บริการลักษณะต่อเนื่อง, ระวีอร วากะมะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่องเป็นลักษณะธุรกิจที่ได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อันเห็นได้จากธุรกิจในตลาดบริการในปัจจุบัน เช่น ธุรกิจสอนเต้น ธุรกิจสอนภาษาต่างประเทศ ธุรกิจสอนกวดวิชา ธุรกิจให้บริการสถานออกกำลังกาย หรือธุรกิจในการเข้ารับการบริการเกี่ยวกับกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ที่อาศัยการที่ผู้บริโภคสมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับประโยชน์และใช้บริการจากผู้ประกอบการ โดยมีการซื้อคอร์สหรือแพ็กเกจเพื่อรับบริการเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องเข้าทำสัญญาที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่องกับผู้บริโภคเพื่อให้บริการแบบต่อเนื่องไปหลายคราว โดยมักมีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในหลายลักษณะซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียเปรียบ อีกทั้งกฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศไทยในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ยังไม่อาจนำมาใช้ได้อย่างเพียงพอและเหมาะสม วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาปัญหาที่เกิดจากการเข้าทำสัญญาในธุรกิจที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่อง รวมทั้งศึกษาแนวทางที่เหมาะสมเพิ่มเติมในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาสำหรับธุรกิจที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่องในประเทศไทย โดยผู้เขียนได้ศึกษามาตรการทางกฎหมายและกลไกการควบคุมสัญญาสำหรับธุรกิจที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่องในต่างประเทศ ซึ่งได้มีการออกกฎหมายที่ใช้บังคับกับธุรกิจลักษณะนี้เป็นการเฉพาะ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น (Act on Specified Commercial Transactions) ประเทศแคนาดา มลรัฐบริติช โคลัมเบีย (Business Practices and Consumer Protection Act) และประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย (The Civil Code of The State of California) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้และพัฒนากฎหมายในประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้เขียนได้เสนอว่าควรให้มีการตรากฎหมายใหม่เพื่อใช้บังคับเป็นการเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่อง โดยกำหนดคำนิยามของธุรกิจและสัญญาที่ให้บริการในลักษณะต่อเนื่อง เสนอหลักเกณฑ์และกลไกการควบคุมสัญญาเพื่อกำหนดให้สัญญาที่ใช้ในธุรกิจนี้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบในการกำหนดกลไกการควบคุมสัญญาดังกล่าวไว้ด้วย


การคุ้มครองผู้ต้องขังกรณีถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำ, วิมลรัตน์ วราสิริกุล Jan 2017

การคุ้มครองผู้ต้องขังกรณีถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำ, วิมลรัตน์ วราสิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวคิดรวมทั้งหลักมาตรฐานสากลที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ต้องขังที่ถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำ รวมถึงนำเสนอแนวทางในการแก้ไขพัฒนากฎหมายราชทัณฑ์ในประเทศไทย ได้แก่ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกตามความในมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 จากการศึกษาพบว่ากฎหมายราชทัณฑ์ในประเทศไทยยังมิได้มีบทบัญญัติที่เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติคุ้มครองผู้ต้องขังในกรณีที่ถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าทีโดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำเท่าที่ควร ส่งผลให้ปัจจุบันยังมีการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังอันเป็นผลเสียต่อการพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การลงโทษในปัจจุบันที่มุ่งจะแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุขไม่หวนกลับมากระทำความผิดซ้ำและยังส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของกรมราชทัณฑ์ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนยุติธรรมทางอาญา เมื่อศึกษาแนวคิดตามมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ค.ศ. 2015 พบว่าได้มีการกำหนดมาตรการในการคุ้มครองผู้ต้องขังในกรณีที่ถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำ โดยการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามามีส่วนช่วยในการตรวจสอบการถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำ การคุ้มครองในเรื่องการร้องทุกข์ การใช้กำลังบังคับ และการแจ้ง นอกจากนี้จากการศึกษากฎหมายบังคับโทษในต่างประเทศพบว่าตามกฎหมายบังคับโทษในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศออสเตรเลีย(รัฐนิวเซาท์เวลส์) ประเทศแอฟริกาใต้ ล้วนมีบทบัญญัติที่เป็นการคุ้มครองผู้ต้องขังในกรณีนี้โดยวิธีที่แตกต่างกันออกไป วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ในส่วนของการร้องทุกข์กรณีที่ผู้ต้องขังถูกทำร้ายหรือทารุณและเสนอให้มีการตรากฎกระทรวงมหาดไทยที่เป็นการกำหนดแนวทางและขั้นตอนในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ถูกทำร้ายหรือทารุณจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงานเรือนจำในเรื่องการกำหนดหน้าที่ของแพทย์ในการมีส่วนร่วมคุ้มครองผู้ต้องขัง การร้องทุกข์ การใช้กำลังบังคับ และการแจ้ง


ข้อพิจารณาเกี่ยวกับเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, ศศิไพลิน ชัยศรีโชติ Jan 2017

ข้อพิจารณาเกี่ยวกับเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, ศศิไพลิน ชัยศรีโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาข้อพิจารณาทางกฎหมายที่สามารถนำไปใช้พิจารณาการกระทำอันถือเป็นการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ และไม่มีลักษณะระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไม่ได้บัญญัติคำนิยาม หรือหลักเกณฑ์ในการพิจารณาไว้อย่างชัดเจน จึงก่อให้เกิดทางปฏิบัติที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวคิด การตีความ รวมถึงการพิจารณาการกระทำอันเป็นการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบของตัวแสดงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันได้แก่ รัฐ ศาลภายใน ศาลระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงนักวิชาการ แม้ว่าจะไม่ปรากฏคำนิยามหรือหลักเกณฑ์ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่ใช้พิจารณาการกระทำอันเป็นการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบ อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่า ทางปฏิบัติของตัวแสดงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในการพิจารณาการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบดังกล่าวมีลักษณะร่วมกันบางประการที่อาจใช้เป็นข้อพิจารณาพื้นฐานในการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบ ซึ่งข้อพิจารณาพื้นฐานดังกล่าวต้องใช้ประกอบกับดุลพินิจของบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจเหมาะสมกับลักษณะของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีเมื่อบุคคลดังกล่าวตัดสินใจระบุเป้าหมายของการโจมตีที่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการกำหนดข้อพิจารณาพื้นฐานนี้มีความสำคัญต่อการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนของแนวคิดเกี่ยวกับการเข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับใช้หลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยไม่ชอบ และเพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงทางนิติฐานะของบุคคล และความสมดุลระหว่างหลักมนุษยธรรมและหลักความจำเป็นทางทหารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ


แนวทางการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย: ศึกษากรณีการกระทำของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ซึ่งมีกฎหมายรับรอง และมีวัตถุประสงค์ดำเนินการทางธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร, วัจน์ธนิศร์ ศรีวิชัย Jan 2017

แนวทางการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย: ศึกษากรณีการกระทำของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ซึ่งมีกฎหมายรับรอง และมีวัตถุประสงค์ดำเนินการทางธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร, วัจน์ธนิศร์ ศรีวิชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่ให้การสนับสนุนการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และยังเป็นระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบระบบคู่ (dual economy) ที่แบ่งเป็น 2 ภาค คือ ภาคทันสมัย (modern sector) เช่น ภาคอุตสาหกรรมที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ และภาคดั้งเดิม (traditional sector) เช่น ภาคเกษตรกรรม ที่มีความล้าหลังและไม่มีประสิทธิภาพ แต่มีความสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งในภาคเกษตรกรรมนั้น รัฐได้จัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้ นอกจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังได้ให้เสรีภาพแก่เกษตรกรในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตร ซึ่งรัฐจะทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ โดยการสร้างกลไกเพื่อส่งเสริมสหกรณ์แต่ละขนาดให้มีความสามารถในการแข่งขันอย่างเหมาะสม ซึ่งกลไกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ การกำหนดให้การกระทำกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรต้องไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ตามบทบัญญัติมาตรา 4(3) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เป็นธรรมและมีความสามารถในการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ตามหลักการของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวยังมีขอบเขตที่ไม่เหมาะสมในการบังคับใช้ต่อการกระทำของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตร เนื่องจากอาจทำให้เกิดการตีความว่า การกระทำของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรไม่ว่ากรณีใด ๆ ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับนี้ ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรอาจอาศัยบทบัญญัตินี้ในการกระทำหรือมีพฤติกรรมที่ขัดกับพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับนี้ ทำให้กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการเอกชนหรือผู้บริโภคได้รับความเสียหาย อันจะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในที่สุด นอกจากนี้ยังไม่อาจสร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมระหว่างกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์กับผู้ประกอบการเอกชนได้ หากมิได้มีการกำหนดขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 4(3) ต่อการกระทำของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรไว้อย่างเหมาะสม ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า ควรมีการแก้ไขมาตรา 4(3) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และออกแนวปฏิบัติเพื่อกำหนดขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 4(3) ต่อการกระทำของกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมระหว่างกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรและชุมนุมสหกรณ์กับผู้ประกอบการเอกชน และเป็นการสร้างกลไกเพื่อส่งเสริมสหกรณ์แต่ละขนาดให้มีความสามารถในการแข่งขันอย่างเหมาะสมตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ อันจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย


พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 : ศึกษาความรับผิดของผู้ประกอบการในสินค้าประเภทวัคซีน, สศิพร ปริยพงศ์พันธุ์ Jan 2017

พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 : ศึกษาความรับผิดของผู้ประกอบการในสินค้าประเภทวัคซีน, สศิพร ปริยพงศ์พันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ได้มีการนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (strict liability) มาใช้บังคับกับสังหาริมทรัพย์ทุกชนิดที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย ยกเว้นสินค้าตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทำให้ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามการกำหนดให้สินค้าทุกประเภทต้องรับผิดโดยเคร่งครัดตามกฎหมายดังกล่าวก็อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาว่าสินค้าประเภทวัคซีนเหมาะสมที่จะอยู่ภายใต้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 หรือไม่ เนื่องจากสินค้าประเภทวัคซีนเป็นสินค้าที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ไม่สามารถทำให้ปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นสินค้าประเภทวัคซีนจึงเป็นสินค้าที่ควรนำมาวิเคราะห์แนวทางการบังคับใช้ เพื่อพิจารณาถึงแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของสินค้าประเภทวัคซีนที่ไม่สามารถทำให้ปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์นี้ โดยศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาถึงเหตุผลและความจำเป็น สำหรับการกำหนด หรือไม่กำหนดให้สินค้าประเภทวัคซีนอยู่ภายใต้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัดในประเทศนั้นๆ จากการศึกษาผู้เขียนเสนอแนะว่าควรมีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้สินค้าประเภทวัคซีนเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม


มาตรการแก้ไขปัญหากรณีที่จำเลยในคดีอาญารับสารภาพผิดโดยไม่ตรงกับความจริง, สิริภา คิดจิตต์ Jan 2017

มาตรการแก้ไขปัญหากรณีที่จำเลยในคดีอาญารับสารภาพผิดโดยไม่ตรงกับความจริง, สิริภา คิดจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาของประเทศไทยกรณีที่จำเลยในคดีอาญารับสารภาพผิดโดยไม่ตรงกับความจริง ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างต่ำไม่ถึง ๕ ปี หรือโทษสถานเบากว่านั้นและไม่มีการสืบประกอบคำรับสารภาพ รวมทั้งศึกษาแนวคิด รูปแบบและเนื้อหาของมาตรการทางกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันจำเลยในคดีอาญาที่รับสารภาพและไม่มีการสืบประกอบ ยังประสบปัญหาในเรื่องการรับสารภาพที่ไม่ตรงกับความจริง อันเนื่องมาจากกระบวนการกลั่นกรองคำรับสารภาพไม่เพียงพอ และกระบวนการแก้ไขคำรับสารภาพถูกจำกัด เมื่อศาลนำคำรับสารภาพที่ไม่ตรงกับความจริงไปใช้ทำคำพิพากษาลงโทษจำเลย ย่อมส่งผลให้จำเลยจะต้องรับโทษทางอาญาในความผิดที่ตนไม่ได้กระทำ ทั้งนี้ เมื่อได้พิจารณาถึงมาตรการทางกฎหมายของศาลอาญาระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่า ต่างมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในส่วนกระบวนการกลั่นกรองคำรับสารภาพ ได้แก่ การมีทนายความในกระบวนการรับสารภาพ และส่วนมาตรการแก้ไขคำรับสารภาพมีความแตกต่างกันออกไปตามระบบกฎหมายและรูปแบบวิธีพิจารณาความอาญาที่ประเทศต่างๆ ใช้ แบ่งออกได้เป็น ๒ รูปแบบคือ มาตรการแก้ไขคำรับสารภาพตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือการอุทธรณ์คำพิพากษา และมาตรการแก้ไขคำรับสารภาพรูปแบบเฉพาะคือ การถอนคำรับสารภาพ โดยการนำมาปรับใช้กับประเทศไทยจะต้องคำนึงถึงความรวดเร็วของการดำเนินกระบวนพิจารณา อันเป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญของกระบวนการรับสารภาพชั้นพิจารณาประกอบด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงเสนอให้ประเทศไทยมีแก้ไขและเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ เพื่อกำหนดให้จำเลยจำเป็นต้องมีทนายความขณะที่รับสารภาพ โดยต้องอธิบายถึงการกระทำของจำเลย สภาพและหลักแห่งข้อหา รวมทั้งผลลัพธ์ของการรับสารภาพ และสร้างช่องทางให้แก่จำเลยที่ไม่มีการสืบประกอบคำรับสารภาพสามารถยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ศาลมีการพิจารณาคดีใหม่ได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายหนด หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า คำให้การรับสารภาพของจำเลยเกิดขึ้นโดยไม่สมัครใจ ไม่มีเหตุผล หรือไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นพื้นฐานสนับสนุนคำรับสารภาพของจำเลย ศาลย่อมสามารถอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำรับสารภาพและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ได้


การนำหลักนิติรัฐมาใช้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ, สามารถ ตราชู Jan 2017

การนำหลักนิติรัฐมาใช้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ, สามารถ ตราชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวความคิดและพัฒนาการของหลักนิติรัฐในประเทศไทย และศาลรัฐธรรมนูญได้นำหลักนิติรัฐมาใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยการศึกษาในครั้งนี้ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการนำหลักนิติรัฐมาใช้ในคำวินิจฉัยขององค์กรที่ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์และหาข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางในการนำหลักนิติรัฐมาใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนำหลักนิติรัฐมาเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต การศึกษาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทราบว่า แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยมีหลักนิติรัฐที่ถือเป็นหลักเกณฑ์อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกมาใช้ในการวินิจฉัยคดีเพื่อวินิจฉัยตรวจสอบบรรดาการกระทำของรัฐทั้งหลายให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคุ้มครองหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยบางกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจมีเนื้อหาที่กระทบต่อแนวคิดพื้นฐานบางประการของหลักนิติรัฐ จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการของนิติรัฐในประเทศไทยมีลักษณะไม่เป็นไปในทางพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความไร้เสถียรภาพทางระบบการเมืองการปกครองของระบอบประชาธิปไตย และก่อผลกระทบต่อระบบรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และสืบเนื่องมาถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยตรวจสอบบรรดาการกระทำของรัฐทั้งหลายโดยยึดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในทางรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิได้ปรากฏเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังพบว่า ในบางกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองยังปรากฏข้อขัดแย้งต่อหลักทฤษฎีในทางกฎหมายมหาชนอันทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอันส่งผลกระทบเทือนต่อสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิได้เป็นไปตามครรลองของความเป็นนิติรัฐ โดยการตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ ในบางกรณีหรือบางคำวินิจฉัยอาจขัดต่อหลักการพื้นฐานบางประการของนิติรัฐ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้การสร้างบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์สูงสุดของความเป็นนิติรัฐ จึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการรักษาเสถียรภาพของรัฐธรรมนูญโดยยกย่องคุณค่าและหลักการแห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในสถานะของความเป็นกฎหมายสูงสุด ในการใช้และตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญโดยยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อควบคุมกลไกของรัฐทั้งปวงให้เป็นไปตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย การจัดวางบทบาทและการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความวินิจฉัยปัญหาและตัดสินคดีโดยยึดเจตนารมณ์สูงสุดทั้งในทางรูปแบบและในทางเนื้อหาของนิติรัฐ ซึ่งก็คือการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันเป็นเสมือนหัวใจของนิติรัฐอันเป็นกรอบแนวทางในการนำหลักนิติรัฐมาเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญไทย


ผู้มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี, สุจรรยา สุจริตศรีชัยกุล Jan 2017

ผู้มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี, สุจรรยา สุจริตศรีชัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดให้บุคคลที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดไว้ สามารถเข้ามาใช้สิทธิร้องขอให้บังคับคดี ไม่ว่าจะเป็นผู้รับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญา ผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามกฎหมาย ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล และผู้เป็นเจ้าหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วางหลักให้สิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาก็รับรองสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) แต่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดไว้ ถึงกระนั้นก็ตาม กลับไม่รับรองสิทธิดังกล่าวแก่ผู้รับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาและผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามกฎหมาย ทั้งที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดไว้เช่นเดียวกัน จึงก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องกันของกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ เมื่อศึกษาถึงแนวคิดการโอนสิทธิตามคำพิพากษาตามกฎหมายสหรัฐอเมริกาแล้วพบว่า มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองให้มีการเปลี่ยนตัวผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาใช้สิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้ การรับช่วงสิทธิซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงยิ่งสมควรที่จะให้สิทธิเข้ามาร้องขอให้บังคับคดีได้เช่นกัน นอกจากนี้ การไม่รับรองสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ส่งผลให้บุคคลดังกล่าวจำต้องไปฟ้องว่ากล่าวเป็นคดีใหม่ ทั้งที่ได้รับการพิสูจน์ถึงสิทธิผ่านกระบวนการยุติธรรมทางศาลมาแล้ว จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบวิธีพิจารณาความแพ่งที่ดีและมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด และในกรณีสุดท้าย การปฏิเสธซึ่งสิทธิร้องขอให้บังคับคดีของผู้เป็นเจ้าหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่จะเป็นการคุ้มครองเจ้าหนี้ผู้สุจริตกลับเป็นการคุ้มครองลูกหนี้ผู้ไม่สุจริต ทั้งข้อพิพาทที่อาจเกิดจากการรับรองซึ่งสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่บุคคลดังกล่าวก็มิได้ก่อให้เกิดความยุ่งยากและสลับซับซ้อนในการบังคับตามสิทธิเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงขอเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ให้บุคคลที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดไว้ สามารถเข้ามาใช้สิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้ด้วยเช่นกัน


ปัญหาความรับผิดทางแพ่งของผู้ให้คำปรึกษาในการลงทุน, สุณัฐฐา สุขทั่ววงษ์ Jan 2017

ปัญหาความรับผิดทางแพ่งของผู้ให้คำปรึกษาในการลงทุน, สุณัฐฐา สุขทั่ววงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ผู้เขียนมุ่งศึกษาถึงความรับผิดทางแพ่งของผู้ให้คำปรึกษาในการลงทุน ซึ่งได้แก่ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุน บุคลากรในตลาดทุน และ Robo-advisor โดยพิจารณาความรับผิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความรับผิดตามสัญญาและความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งการเรียกร้องให้ผู้ให้คำปรึกษาในการลงทุนต้องรับผิดตามสัญญาอาจมีข้อจำกัดเนื่องจากมีข้อความจำกัดหรือยกเว้นความรับผิดไว้ล่วงหน้า และในการเรียกร้องโดยอาศัยฐานของละเมิดนั้น การกระทำความผิดจะต้องครบองค์ประกอบของละเมิด ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการให้คำปรึกษาในการลงทุนนั้นอาจจะไม่สามารถเรียกร้องโดยอาศัยฐานละเมิดได้หรือไม่ โดยเน้นศึกษาจากกฎหมายไทยเป็นหลัก และศึกษากฎหมายอังกฤษและกฎหมายอเมริกาเพื่อเป็นตัวอย่าง จากการศึกษาพบว่า กฎหมายอังกฤษได้วางหลักเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดในกรณีให้คำปรึกษาที่ผิดพลาดไว้เฉพาะ โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์พิเศษและการที่ผู้ลงทุนเชื่อในคำปรึกษาที่ได้รับโดยสมเหตุสมผล กรณีการจำกัดหรือยกเว้นความรับผิดตามสัญญานั้นศาลอังกฤษนำหลักความสมเหตุสมผล ในขณะที่ศาลอเมริกานำหลักความไม่มโนธรรมมาพิจารณา ส่วนประเด็นภาระการพิสูจน์นั้นศาลจะใช้หลัก Res Ipsa Loquitur เพื่อให้ฝ่ายที่ข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นของตนนั้นเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์ และสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการให้คำปรึกษาในการลงทุนเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นคู่สัญญาจะต้องคาดเห็นได้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้กำหนดธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนเป็นธุรกิจที่มีการควบคุมสัญญา และบัญญัติเรื่องสิทธิในความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยแท้เพิ่มเติมไว้ในตอนท้ายของมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และส่วนประเด็นภาระการพิสูจน์ตามสัญญาสามารถนำมาตรา 84/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และในกรณีละเมิดสามารถนำมาตรา 422 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาผลักภาระการพิสูจน์ไปให้บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนได้ และการให้ค่าเสียหายกรณีที่ผู้ลงทุนกรณีของสัญญานั้น ควรเป็นค่าเสียหายตามปกติและค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษที่คาดเห็นได้เท่านั้น สำหรับกรณีละเมิด ศาลจะใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของละเมิด


การคุ้มครองการได้มาซึ่งทรัพย์ของบุคคลภายนอกจากนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์ : ศึกษากรณีนิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะ, สุธาวี พันธุ์อุบล Jan 2017

การคุ้มครองการได้มาซึ่งทรัพย์ของบุคคลภายนอกจากนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์ : ศึกษากรณีนิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะ, สุธาวี พันธุ์อุบล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกำหนดความคุ้มครองให้แก่บุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะ หากพิจารณาโดยคำนึงถึงแนวคิดการโอนทรัพย์ระบบสัญญาเดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะเห็นได้ว่า การให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกนั้นไม่มีความเป็นระบบและไม่มีความชัดเจน เนื่องจากมีการบัญญัติให้ความคุ้มครองไว้ในหลายมาตราทั้งตามบทบัญญัติในบรรพ 1 และบรรพ 4 ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการตีความและปรับใช้ ปัญหาการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้ความคุ้มครอง รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเหนือทรัพย์และดอกผลของทรัพย์ที่บุคคลภายนอกจะได้รับไปจากการคุ้มครอง หากพิจารณาการให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันและประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส จะเห็นได้ว่า แม้ระบบกฎหมายเยอรมันและระบบกฎหมายฝรั่งเศสจะมีแนวคิดการโอนทรัพย์ที่แตกต่างกัน แต่ก็ได้มีการบัญญัติกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกไว้อย่างเป็นระบบและชัดเจน โดยบทบัญญัติในแต่ละมาตรานั้นมีวัตถุประสงค์ในการปรับใช้แตกต่างและไม่ซ้ำซ้อนกัน มีการบัญญัติเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนและกำหนดให้บุคคลภายนอกผู้ได้รับความคุ้มครองนั้นได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์ อันมีผลทำให้บุคคลภายนอกได้ไปซึ่งดอกผลของทรัพย์นั้นตามอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ด้วย จากการศึกษาการให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งทรัพย์จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะตามระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายเยอรมันและระบบกฎหมายฝรั่งเศส ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา 1329 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งทรัพย์จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะและโมฆียะทุกกรณี โดยบัญญัติให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์นั้นและกำหนดเงื่อนไขว่าบุคคลภายนอกจำต้องเป็นผู้ได้มาซึ่งทรัพย์โดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต และตัดบทบัญญัติมาตรา 155 ในส่วนที่กำหนดให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกสำหรับกรณีการแสดงเจตนาลวงและมาตรา 160 ที่กำหนดให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกสำหรับกรณีการแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉลออก ทั้งนี้ จำต้องแก้ไขผลของการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามมาตรา 156 โดยกำหนดให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆียะ เพื่อให้สามารถปรับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นระบบและมีความชัดเจนมากที่สุด


ปัญหาความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจขนส่งที่ไม่ได้รับอนุญาต : กรณีศึกษาอูเบอร์, อัจฉรียา ตันวิตรานนท์ Jan 2017

ปัญหาความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจขนส่งที่ไม่ได้รับอนุญาต : กรณีศึกษาอูเบอร์, อัจฉรียา ตันวิตรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบการขนส่งผู้โดยสาร โดยนำแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันมาดำเนินการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้โดยสารกับผู้ขับ ซึ่งประชาชนที่เป็นผู้โดยสารนิยมใช้บริการดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากความสะดวกสบาย ค่าโดยสารราคาต่ำกว่าและคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่า แต่แท้จริงแล้วการให้บริการขนส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันในส่วนของผู้ขับเป็นการขัดต่อกฎหมายหลายประการ ถือเป็นการให้บริการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ เนื่องจากการให้บริการดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ และในส่วนการดำเนินการของผู้จัดให้มีบริการขนส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน โดยปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับถึงรูปแบบการให้บริการดังกล่าว ดังนั้นหากเกิดความเสียหายขึ้นจากการให้บริการดังกล่าว อาจทำให้ผู้โดยสารไม่ได้ความคุ้มครองอย่างเพียงพอ ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ศึกษาการให้บริการอูเบอร์ในประเทศไทย แม้ปัจจุบันการให้บริการอูเบอร์ได้ควบรวมกิจการกับการให้บริการแกร็บคาร์แล้ว แต่การให้บริการแกร็บคาร์ยังคงมีปัญหาเช่นเดียวกับการให้บริการอูเบอร์ เนื่องการการให้บริการทั้งสองมีรูปแบบการให้บริการเช่นเดียวกัน โดยผู้เขียนมุ่งศึกษาถึงสถานะ นิติสัมพันธ์และความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องในการให้บริการดังกล่าว และปัญหาการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดด้วยข้อกำหนดการใช้บริการ โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายสหภาพยุโรป กฎหมายรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลียและกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการให้บริการของอูเบอร์ในประเทศไทย แม้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการให้บริการดังกล่าวทั้งสิ้นสามฝ่ายคือ บริษัทอูเบอร์ ผู้ขับอูเบอร์และผู้โดยสาร แต่แท้จริงแล้วสัญญาหลักที่เกิดขึ้นจากการให้บริการดังกล่าวมีเพียงสัญญาเดียวคือ สัญญาระหว่างบริษัทอูเบอร์กับผู้โดยสารเท่านั้น โดยเป็นไปตามลักษณะของสัญญาจ้างทำของ เพราะแท้จริงแล้วผู้โดยสารเจตนาจะทำสัญญากับบริษัทอูเบอร์ไม่ใช่ผู้ขับอูเบอร์ และในส่วนการให้บริการขนส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้ขับอูเบอร์เป็นผู้ให้บริการนั้น พิจารณาได้ว่าผู้ขับให้บริการขนส่งผู้โดยสารในฐานะตัวแทนเชิดของบริษัทอูเบอร์ ทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างบริษัทอูเบอร์กับผู้ขับอูเบอร์เป็นไปตามลักษณะของสัญญาตัวแทน หากเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทอูเบอร์จึงต้องเข้าร่วมรับผิดในฐานะตัวการรับผิดในการกระทำละเมิดของตัวแทน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยการเสนอให้มีการบัญญัติกฎหมายเฉพาะขึ้นใหม่สำหรับรถรับจ้างไม่ประจำทาง และเสนอให้มีการพิจารณานิติสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดให้มีบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชันกับผู้ขับให้เป็นไปตามสัญญาจ้างแรงงาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร และทำให้ผู้โดยสารและผู้ขับได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม โดยผู้ขับที่ทำงานควรได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐานในการจ้างแรงงาน


Malfunctioned Pacemaker And Business Operator's Liability In Us, Eu And Australia: Implication For Thailand, Peerasak Ounhachoke Jan 2017

Malfunctioned Pacemaker And Business Operator's Liability In Us, Eu And Australia: Implication For Thailand, Peerasak Ounhachoke

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

At the present time, for the purpose of healthcare, pacemakers and other implantable medical devices are playing a significant role. However, the severity of level of damage arising from a malfunctioning pacemaker may be higher when compared with other simple products because when taking into consideration the characteristics and purpose of a pacemaker, it was normally implanted into a patient's body to control an abnormal heartbeat rate; therefore, a malfunctioned pacemaker may potentially cause harmful consequences, and in the worst scenario, death. From the abovementioned issue, the aspects of this research focused on the evolution of the laws and regulations …


Legal Measures For Employer To Reach Fair Practice In Organizational Restructuring In Thailand, Pitsanuchai Thongtha Jan 2017

Legal Measures For Employer To Reach Fair Practice In Organizational Restructuring In Thailand, Pitsanuchai Thongtha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Restructuring, a normal managerial task of entrepreneurship, can lift up an enterprises' competitiveness potential in business societies. Restructuring will affect to the rights of all people in the enterprise. Labor laws and regulations not only provide adequate protection for employees, but also promote the flexibility to the business sectors. The employment relationships are involved with the actions of three parties - employees, employers and the government - that must substantially cooperate in order to establish efficient labor regulations. Thai labor laws which relate to working condition adjustment and dismissal are obsolete. It provides too much power for the courts in …


Jailhouse Informants In Canadian Criminal Courts, Olena Beshley Jan 2017

Jailhouse Informants In Canadian Criminal Courts, Olena Beshley

Theses and Dissertations (Comprehensive)

Criminal justice systems in Canada and around the world have been established to deal with matters that require attention, punishment, and justice. An important function of criminal justice systems is the evaluation of evidence presented in the court of law. Evidence from jailhouse informants who testify that they have been privy to confessions of crimes is a contentious issue. Much of the scholarly literature available to date on wrongful conviction cases focuses on causes of insufficient and unreliable evidence obtained through different techniques and from different sources. Despite the high number of investigations into wrongful conviction cases, the subject of …


มาตรการในการจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติ : วิเคราะห์ความเหมาะสมในการนำมาใช้สำหรับประเทศไทย, ธนวดี กังน้อย Jan 2017

มาตรการในการจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติ : วิเคราะห์ความเหมาะสมในการนำมาใช้สำหรับประเทศไทย, ธนวดี กังน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งมีการดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการพัฒนากฎหมายภาษีอากรของแต่ละประเทศที่ยังปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ทันสมัย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าประมวลรัษฎากรของไทยปัจจุบันยังไม่สามารถใช้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้อย่างครบถ้วน จากมูลค่าการตลาดที่สูงมากของการให้บริการตลาดดิจิทัลของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น การโฆษณาผ่านกูเกิ้ลหรือเฟซบุ๊ก ซึ่งมูลค่าการค้าดังกล่าวประกอบด้วยผู้ประกอบการไทยและผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติแต่มีเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในระบบเสียภาษีอย่างถูกต้อง ในขณะที่ผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติที่ให้บริการอยู่ในต่างประเทศ แต่มีการใช้บริการในประเทศไทย รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้อย่างไม่ครบถ้วน ทั้งกรณีการค้าขายระหว่างองค์กรธุรกิจกับองค์กรธุรกิจ (B2B) มีประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้เนื่องจากไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย หรืออาจจะเกิดจากการตีความคำนิยามเพื่อที่จะระบุว่าเป็นการประกอบกิจการในประเทศหรือไม่ รวมถึงช่องว่างของอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เปิดโอกาสให้มีการโอนย้ายกำไรซึ่งเป็นฐานภาษีเงินได้ไปยังต่างประเทศ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ให้บริการออนไลน์ในประเทศไทยที่มีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วน กรณีปัญหาจากการค้าขายระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) คือ ประมวลรัษฎากรปัจจุบันยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนที่จะบังคับให้ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมาดนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่รัฐได้ ดังนั้น กรมสรรพากรได้ออกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ....โดยนำกฎหมายของอินเดียมาใช้เป็นต้นแบบในการยกร่างพระราชบัญญัติฯ ให้มีบทบัญญัติในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศแก่ผู้รับบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย โดยใช้กลไกการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยแต่ผู้เขียนมีความเห็นว่ากลไกการจดทะเบียนภาษียังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีกับผู้ให้บริการออนไลน์ที่อยู่นอกประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ดังนั้น รัฐควรแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้จากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติ โดยนำมาตรการทางภาษี Equalisation Levy มาใช้เพื่อทำให้เกิดความเสมอภาคสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังเป็นแนวทางการแก้ไขการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ของธุรกิจดิจิทัลตามหลักขององค์การเพื่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อให้มั่นใจว่ากำไรที่เกิดขึ้นในทุกที่ในโลกต้องมีการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง กรณีธุรกรรมระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภคควรแก้ไขโดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นแรงจูงใจในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการนำส่งภาษีภาษีให้กับรัฐโดยตัวกลางทางการเงิน จะช่วยแก้ไขปัญหาจากการไม่สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติได้ตามร่างพระราชบัญญัติฯ และแก้ไขปัญหาการเกิดช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินที่เป็นรายได้ของรัฐบาลไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก รวมถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการในประเทศไทย


Social Media In The Workplace: Legal Challenges For Employers And Employees, Jacques C. Duvenhage Jan 2017

Social Media In The Workplace: Legal Challenges For Employers And Employees, Jacques C. Duvenhage

Theses

Social media has become prevalent through platforms like Facebook, Twitter and LinkedIn and has essentially changed the way people communicate. At first, social media networks were used for private purposes; however, businesses have started using social media as a way to improve and advertise their products online. Therefore, social media presents many benefits such as lower costs for advertising and convenience for customers to view and share products online. However, the advent of social media in the business environment also creates challenges within the workplace that can have a negative effect on the employer–employee relationship. This is especially significant when …


Accumulating Risk: Environmental Justice And The History Of Capitalism In Detroit, 1880-2015, Josiah John Rector Jan 2017

Accumulating Risk: Environmental Justice And The History Of Capitalism In Detroit, 1880-2015, Josiah John Rector

Wayne State University Dissertations

This dissertation is an environmental history of Detroit, Michigan from the 19th century to the present. Recent scholarship on the history of capitalism has largely ignored the problem of environmental inequality, and the negative externalities of economic growth. In contrast, studies of the environmental justice movement have richly documented race, class, and gender inequalities in environmental risk exposure. However, they have neglected the relationship between the development of the environmental justice movement and the restructuring of American capitalism since the 1970s, including deindustrialization and the shift to neoliberalism. Bringing these fields together, this dissertation connects Detroit’s long-term economic transformation to …


Perceived Credibility Of Child Witness Statements Based On Age And Gender, Beverly M. Griffor Jan 2017

Perceived Credibility Of Child Witness Statements Based On Age And Gender, Beverly M. Griffor

Master's Theses and Doctoral Dissertations

Although a great deal of empirical research and theoretical analysis has been done on in relation to jury perception of the credibility of child witnesses, virtually none of it has focused on the impact of age and gender of child witnesses alone on juror perceptions. This study expands on the existing body of knowledge on juror bias by exploring the connection between the perceived credibility of a child witness and the age or gender of that witness. Participants were given a choice between two children of different ages and/or genders. The participants were asked about the believability of the identified …


Assessing General Education Teacher Training On Idea And Section 504 Law, Yolian Cintron Jan 2017

Assessing General Education Teacher Training On Idea And Section 504 Law, Yolian Cintron

All Capstone Projects

The purpose of this study is to assess how much general education teachers actually know about the Individuals with Disabilities Act (IDEA) and Section 504 of the Rehabilitation Act of 1973 in order to identify training needs for general education teachers regarding these two laws. A survey was created to cover several areas within the legal mandates of IDEA law (2004) and Section 504 of the Rehabilitation Act of 1973. Results showed that teachers have a lot to learn about 1) the referral, assessment, and placement process; and 2) requirements of the IEP team meeting and the IEP document; and …


Government Rule Compliance, Safety, And The Influence Of Regulation On Railroad Trainmen, Carlos Mendoza, Phd Jan 2017

Government Rule Compliance, Safety, And The Influence Of Regulation On Railroad Trainmen, Carlos Mendoza, Phd

Walden Dissertations and Doctoral Studies

Operational testing of railroad trainmen on federal government safety rules is a daily occurrence on every railroad in the United States. This constant testing and resulting discipline distracts trainmen from the task at hand, causing a loss of focus which could lead to injury or accidents. Using the social construction framework, this research sought to gain an understanding of trainmen's perception on how operational testing impacts their workplace safety, as well as how they perceive the U.S. federal government influences regulation and discipline. This phenomenological study investigated a segment of railroad employees, the trainmen, because they are operationally tested more …


Coping With The Threat Of Ebola In Monrovia: A Case Study, Augustine M. Sumo Jan 2017

Coping With The Threat Of Ebola In Monrovia: A Case Study, Augustine M. Sumo

Walden Dissertations and Doctoral Studies

In early 2014, 3 West African states of Guinea, Liberia, and Sierra Leone made news headlines when Ebola virus disease (EVD) ravaged the sub-region. The Liberian government was ill-equipped to efficiently contain EVD outbreak due to inadequate training for hospitals and healthcare workers. The government's mandatory cremation policies and the banning of public gatherings significantly contributed to the spread of EVD. EVD infected 10,666 and 4,808 died from the disease in the first 6 months of the epidemic. Using Bandura's Social Cognitive Theory (SCT) as the theoretical framework, the purpose of this case study research was to examine the social, …