Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 3901 - 3930 of 6363

Full-Text Articles in Law

การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด, ลินดา ลิ้มสกุล Jan 2017

การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด, ลินดา ลิ้มสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาหัวข้องานเอกัตศึกษาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่า บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ควรอยู่ภายใต้กฎหมายการ บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560หรือไม่ เนื่องจากใน มาตรา 4(2) บัญญัตินั้น มีบทบัญญัติยกเว้น มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำของ “รัฐวิสาหกิจ” องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือมติของคณะรัฐมนตรีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษา ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่ง บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นหนึ่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย การศึกษาดังกล่าวจะช่วยให้เอกชนผู้ประกอบธุรกิจ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ได้รับประโยชน์และ ความเป็นธรรมจากการแข่งขันทางการค้าในตลาดการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ และกิจการไปรษณีย์ ทำให้ได้รับการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมที่สุด บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ควรอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากการให้บริการของ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในปัจจุบัน มีความมุ่งหวังตลาดเดียวกับเอกชนผู้ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันในตลาดด้วย ข้อจำกัดและข้อยกเว้นดังกล่าวถึงไม่ควรเหมารวมกิจการไปรษณีย์ ใน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ทั้งหมดว่าเป็นไป เพื่อ “ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค”ตามมาตรา 4(2) แห่ง พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 อย่างเดียว ควรมีมาตรการในการจำแนกกิจการว่ากิจการใดอยู่ในข่ายที่ควรได้รับยกเว้นตามมาตรา 4(2) และกิจการใดไม่ โดยตีความตามลักษณะ ว่า “เป็นการแข่งขันกับเอกชน” หรือ “เพื่อประโยชน์สาธารณะ” โดยหากบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินกิจการในลักษณะการแข่งขันกับเอกชนในตลาด โดยใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ หรือใช้กำไรจากบริการที่ผูกขาดไปรษณีย์มาสนับสนุนกิจการ undertaking เห็นเป็นการสมควรต้องบังคับตามกฎหมายพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยมิให้ใช้ยกเว้นหรือประโยชน์จากอำนาจสิทธิขาดที่ได้รับตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 มา พิจารณาเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงเป็นที่มาในการศึกษาถึงประเด็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ว่าสมควรตกอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย สมมติฐานของการศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยไม่ได้รับการยกเว้นจากบทบัญญัติของกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการศึกษา …


การคุ้มครองผู้บริโภคในการจองที่พักออนไลน์ : ศึกษากรณีการจองที่พักออนไลน์จากผู้ประกอบการซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ, นวรัตน์ ชวนไชยสิทธิ์ Jan 2017

การคุ้มครองผู้บริโภคในการจองที่พักออนไลน์ : ศึกษากรณีการจองที่พักออนไลน์จากผู้ประกอบการซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ, นวรัตน์ ชวนไชยสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากรูปแบบการจองที่พักหรือโรงแรมแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์เป็นอีกช่องทางสำคัญทางหนึ่งให้ผู้บริโภคสามารถเลือกจองที่พักล่วงหน้าได้อย่างง่ายดายสะดวกรวดเร็วขึ้นและสามารถเลือกจองได้ในราคาถูก และรูปแบบการจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นตัวกลางในการดาเนินธุรกิจท่องเที่ยวรูปแบบนี้เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาเกิดขึ้นและทาให้ผู้ซื้อผู้บริโภคไม่ได้รับความคุ้มครองมากยิ่งขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาในประเทศไทยจากการที่ผู้จองที่พักผ่านเว็บไซต์ของบริษัทผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างชาติจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ แม้จะมีการดาเนินธุรกิจมีสาขามีภูมิลาเนาประกอบธุรกิจในไทยก็ตาม แต่ผู้จองที่พักผ่านเว็บไซต์ต่างๆเหล่านั้น ไม่สามารถเข้าพักตามที่จองไว้ได้ และกฎหมายก็ยังไม่สามารถเอาผิดครอบคลุมบริษัทนิติบุคคลผู้ประกอบการต่างชาติได้ รวมถึงไม่สามรถตรวจสอบความมีตัวตนหรือการจดทะเบียนประกอบธุรกิจได้ เนื่องจากนิติบุคคลผู้ประกอบการต่างชาติไม่ปฏิบัติตามระบบการจดทะเบียนประกอบธุรกิจภายใต้กฎหมายไทย นอกจากนี้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่สามารถเรียกร้องให้ผู้ประกอบการต่างชาติรับผิด หรือไม่สามารถเรียกให้เยียวยาความเสียหายได้ จึงได้ทาการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ เพื่อปรับแก้กฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบันรวมถึงศึกษาหาแนวทางเพิ่มมาตรการเพื่อให้สามารถเรียกร้องให้ผู้ประกอบการเว็บไซต์ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นตัวแทนทางการค้า และเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางหรือที่เรียกว่าผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง รับผิดตามกฎหมาย และเพื่อให้มีการควบคุมตรวจสอบความมีตัวตนของบริษัทผู้ประกอบการเว็บไซต์จองที่พักออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติซึ่งมาประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นตัวแทนทางการค้าในไทยและมีสำนักงานสาขาซึ่งถือเป็นภูลาเนาในไทยได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคจากการสารองจองที่พักผ่านเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองที่ดีขึ้น ดังนี้ การปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 โดยการเพิ่มค่านิยามให้มีการระบุถึงผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงให้มีความชัดเจนกินความถึงกรณีผู้ประกอบการต่างชาติที่มาตั้งสานักงานสาขาในไทยด้วย ประกอบกับเรื่องการควบคุมดูแลบริษัทผู้ประกอบการเว็บไซต์ที่เป็นต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย นอกจากจะมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องให้ผู้ประกอบการพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใต้พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันแล้วนั้น ก็ควรปรับแก้ ประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคาขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ภายใต้พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง ในลักษณะคล้ายๆ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องให้ผู้ประกอบการพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ที่กล่าวข้างต้น โดยอาจเพิ่มข้อความในประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคาขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยให้ใช้บังคับครอบคลุมตีความถึงผู้ประกอบการ


ปัญหาการดำเนินโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National E-Payment ของประเทศไทย และแนวทางในการแก้ปัญหา, กรองกมล กรองทอง Jan 2017

ปัญหาการดำเนินโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National E-Payment ของประเทศไทย และแนวทางในการแก้ปัญหา, กรองกมล กรองทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงสิทธิประโยชน์ของโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment ของประเทศไทยที่รัฐบาลมอบให้โดยเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จกับการนำระบบ Cash Receipt System (CRS) มาบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมการซื้อสินค้าและบริการด้วยบัตร รวมถึงให้สิทธิประโยชน์และออกมาตรการจูงใจสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการทั้งผู้ซื้อสินค้าและร้านค้าที่เข้าร่วมระบบงาน CRS ทำให้กรมสรรพากรเกาหลีสามารถจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมผ่านบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าสิทธิประโยชน์ของโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment ของประเทศไทยที่รัฐบาลมอบให้ยังมีประเด็นปัญหาที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษียังไม่จูงใจให้ประชาชนและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าร่วมโครงการ การกำหนดระยะเวลาในการจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมีระยะเวลาในช่วง 2-5 ปี ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ และระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ของโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตทุกเดือนเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นการจูงใจผู้ประกอบการในระยะสั้น ซึ่งไม่เหมาะสมกับโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment ของประเทศไทยที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในช่วง 2-3 ปี ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ประการถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการใช้บัตรเดบิตในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยม และไม่สามารถประสบความสำเร็จตามที่รัฐบาลคาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ของสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ากรมสรรพากรเกาหลีให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ทั้งผู้ซื้อสินค้าที่ใช้จ่ายบัตรและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ สำหรับระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสาธารณรัฐเกาหลีไม่ได้กำหนดระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ และแม้ว่าสาธารณรัฐเกาหลีจะไม่มีการให้สิทธิประโยชน์แจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่มีการให้เงินรางวัลแก่ผู้แจ้งชื่อร้านค้าที่ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน ดังนั้น ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ประโยชน์อย่างแท้จริง รวมถึงควรขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น ผู้เขียนได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ประการ โดยผู้เขียนเห็นว่าวิธีการดังกล่าวมีความเหมาะสมและควรปรับปรุง สามารถประยุกต์และปรับใช้กับประเทศไทย ซึ่งจะทำให้โครงการใช้บัตรเดบิตในประเทศไทยสามารถเติบโตและเป็นที่รู้จักจากบุคคลทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้จะทำให้รัฐบาลไทยได้มาซึ่งฐานข้อมูลรายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการครบถ้วนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


การขาดมาตรการควบคุมบริษัทโฆษณาที่ลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคล เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา, คุณาพจน์ พูลทัศฐาน Jan 2017

การขาดมาตรการควบคุมบริษัทโฆษณาที่ลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคล เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา, คุณาพจน์ พูลทัศฐาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการควบคุมบริษัทโฆษณาที่มีการลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคลซึ่งนาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา เนื่องจากประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ อีกทั้งกฎหมายอื่นที่ผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่ครอบคลุมถึงปัญหานี้ ในขณะที่ต่างประเทศนั้น มีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวแล้ว จากการศึกษาค้นพบว่าในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในขณะที่กฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่นั้นอาจจะไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่บริษัทโฆษณานาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา หากพิจารณาถึงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีผลบังคับใช้นั้น พบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอาจจะไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ใช้บังคับอยู่ทั้งในแง่ข้อมูลที่ได้รับการคุ้มครองรวมไปถึงมาตรการการลงโทษหากมีการฝ่าฝืน ดังนั้นจึงควรมีการแก้ไขหรือปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่ผู้วิจัยได้เสนอ 6 ข้อเสนอแนะเพื่อให้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมาตราฐานของสภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา 1. ควรมีการแก้ไขจำกัดความของคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ให้ครอบคลุมไปจนถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานและให้ข้อมูลพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ และให้ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตให้ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล 2. มีมาตรการป้องกันและแจ้งให้ทราบ หากมีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงเช่นเดียวกับกฎหมายของสหภาพยุโรป 3. ขยายหลักดินแดนของกฎหมายนี้เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริษัทที่มีการประมวลข้อมูลหรือเก็บข้อมูลของบุคคลไทย 4. มีมาตรการป้องกันและลงโทษนอกเหนือจากโทษปรับและโทษจำคุก 5. ใช้หลักของสภาพยุโรปเรื่องการให้ความยินยอม และอธิบายถึงการเก็บข้อมูลควรจะใช้ภาษาที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ 6. เพิ่มความชัดเจนและตระหนักรู้เรื่องโฆษณาและข้อมูลส่วนบุคคลต่อผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต


การเปิดเครดิตออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยธนาคารเพื่อรับรองภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต, โสพิศ อินทะจักร์ Jan 2017

การเปิดเครดิตออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยธนาคารเพื่อรับรองภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต, โสพิศ อินทะจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ มีการส่งเสริมในเรื่องของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แม้กระทั่งหน่วยงานภาครัฐก็ตื่นตัวและเร่งพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อให้รองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมต่อระบบระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กับระบบกรมศุลกากรเพื่อลดความจำเป็นในการใช้กระดาษ นอกจากนี้ แม้แต่สายเรือก็เริ่มพัฒนาใบตราส่งที่เป็นเอกสารเปลี่ยนมือได้ (Negotiable Document) ในรูปแบบของใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading) ธนาคารที่เป็นสถาบันหลักที่ให้บริการการชำระเงินสำหรับการค้าระหว่างประเทศจำเป็นต้องปรับตัว และพัฒนาการให้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Channel) เมื่อกล่าวถึงการให้บริการการชำระเงินระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเอกสารการขนส่งแล้ว เอกสารสำคัญอีกอย่างที่มีบทบาทสำคัญนั่นคือ “ตั๋วแลกเงิน” (Bill of Exchange) โดยเฉพาะภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิตแบบมีระยะเวลา (Usance (Term) Letter of Credit) ด้วยวิธีการชำระเงินคือการรับรองตั๋วแลกเงิน และชำระเงินเมื่อถึงกำหนด เมื่อธนาคารได้รับเอกสารที่เรียกเก็บเงินภายใต้ Term L/C ธนาคารดาเนินการออกตั๋วแลกเงินให้ลูกค้าธนาคารที่เป็นผู้นำเข้ารับรองตั๋วแลกเงิน เพื่อขอรับเอกสารไปออกสินค้า ธนาคารนั้นกาลังพัฒนา E-Channel ที่ลูกค้าสามารถทาธุรกรรมทุกอย่างผ่านระบบโดยไม่ต้องติดต่อหรือนำส่งเอกสารประกอบการขอใช้บริการที่สาขาธนาคาร และสามารถรับเอกสารที่ธนาคารออกให้ผ่านทางระบบเช่นกัน ถ้าหากธนาคารสามารถออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการให้บริการของธนาคารให้ดียิ่งขึ้น ตั๋วแลกเงินเป็นตราสารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ในประเทศไทยเรื่องของตั๋วแลกเงินได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ใช้บังคับกับตั๋วแลกเงินที่เป็นกระดาษเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ) ที่ให้การรับรองผลทางกฎหมายกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับกฎหมายตั๋วเงิน เพื่อศึกษาว่าตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายตั๋วเงินหรือไม่ และเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาจะสามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อบังคับเอาผิดกับคู่สัญญาได้เหมือนกับตั๋วแลกเงินหรือไม่ และศึกษาจากกฎหมายแม่แบบของ United Nations Commission on International Trade Law (UNCITRAL) ว่าด้วย Electronic Transferable Records เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเอกสารและตราสารเปลี่ยนมือได้ที่อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ถึงแม้ว่าพ.ร.บ.ธุรกรรมฯ นั้นรองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรม แต่ไม่ได้รวมถึงเอกสารหรือตราสารเปลี่ยนมือได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้กับตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายในประเทศให้รองรับการใช้งานตั๋วเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนมีความเห็นควรมีการยกร่างกฎหมายเฉพาะสำหรับเอกสารหรือตราสารเปลี่ยนมือได้ตามกฎหมายแม่แบบของ UNCITRAL เพื่อให้มีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อกฎหมายเดิมที่มีอยู่


ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 335 ศึกษาเฉพาะกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี, ภาริตา นุ้ยแดง Jan 2017

ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 335 ศึกษาเฉพาะกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี, ภาริตา นุ้ยแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ได้ปฏิรูปการบังคับคดีทั้งระบบในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคาพิพากษาหรือคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งบางส่วนไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปโดยล่าช้า โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาและคำสั่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามมาตรา 335 ผู้เขียนได้นำมาวิเคราะห์โดยนำสภาพปัญหาการขายทอดตลาดห้องชุดที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี พบว่ามาตรา 335 นี้กำหนดหลักทั่วไปกรณีมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้จดทะเบียนโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ซื้อ โดย ก่อนที่จะทำการขายทอดตลาดห้องชุดในอาคารชุดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคล อาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมาย ว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน ซึ่งหากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระ ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์โดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ แต่ยังเกิดอุปสรรคในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ประมูลมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีให้กับผู้ซื้อ NPA นั้น เกิดจากการที่ไม่สามารถจัดหาหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ผู้เขียนจึงเสนอควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 335 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องชาระ หากนิติบุคคลไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา และความปรากฏในภายหลังจากที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้ว ว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายก่อนวันที่ขายทอดตลาด ก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ค้างชำระตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ที่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่อมาจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดชอบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง ให้กับผู้ซื้อทรัพย์ต่อจากผู้ที่ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่อมาโดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ดังกล่าว


ปัญหาและแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย, ณัฐฐา สุภกิจพาณิชกุล Jan 2017

ปัญหาและแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย, ณัฐฐา สุภกิจพาณิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รัฐบาลได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทยโดยออกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ ...(พ.ศ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร หรือที่เรียกว่า มาตรการช็อปช่วยชาติซึ่งเริ่มครั้งแรกในปี 2558 ในช่วงวันที่ 25 ธันวาคมถึง 31 ธันวาคม และมีอย่างต่อเนื่องในปี 2559 ในช่วงวันที่ 14 ถึง 31 ธันวาคม 2559 และปี 2560 ในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่มาตรการกำหนด ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังมีปัญหาถึงความไม่เหมาะสมบางประการ เอกัตศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาของมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย ตลอดจนศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียและประเทศกรีซเพื่อนำแนวทางมาปรับใช้ในบางประเด็น จากการศึกษาพบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติมีปัญหาบางประการ กล่าวคือ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจุกตัวกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงก่อให้เกิดการชะลอการใช้จ่ายและเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น มาตรการช็อปช่วยชาติควรขยายฐานผู้ขายรวมถึงการช็อปปิ้งในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือ SMEs รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ทางการรับรองและผู้ขายสินค้าโอทอปเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจายตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวโดยกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองรองในประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแบบกระจายไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและสู่เศรษฐกิจฐานราก ในเรื่องระยะเวลาของมาตการนั้น มาตรการช็อปช่วยชาติควรนำแนวทางของประเทศมาเลเซียและกรีซมาปรับใช้โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีทั้งปีโดยอาจเริ่มจากการพิจารณาให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเวลา 3 หรือ 5 ปีก่อนเพื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ของมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าบรรลุวัตถุประสงค์ได้จริงหรือไม่ สำหรับประเด็นเรื่องประเภทของสินค้าและบริการที่เข้าเงื่อนไขนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ มาตรการนี้ควรขยายประเภทของสินค้าได้มากขึ้น สินค้าและบริการที่เข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีควรเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและไม่สมควรให้อาบอบนวดและสินค้าฟุ่มเฟือยนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ภาครัฐควรมีการเก็บข้อมูลศึกษาถึงต้นทุนของมาตรการรวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจากมาตรการนี้เพื่อประเมินความคุ้มค่าของมาตรการ เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำมาพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ปัญหาการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Rmf) ส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี, ปนัดดา ธนวงศากุล Jan 2017

ปัญหาการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Rmf) ส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี, ปนัดดา ธนวงศากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่สามารถใช้ ลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่มีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ จึงเกิดกรณีที่ผู้ลงทุนซื้อ เงินลงทุนเกินกว่าสิทธิลดหย่อน หรือไม่ได้นำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อน หรือเรียกว่าส่วนที่ไม่ได้ใช้ สิทธิลดหย่อนภาษี การถือเงินลงทุนในส่วนที่ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้นจะมีปัญหาว่า เงินลงทุนส่วนที่ ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าวจะสามารถขายออกไปได้โดยต้องมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็น ส่วนที่นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กลับมีการบังคับว่าเมื่อมีการขายเงิน ลงทุนส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนออกไปก่อนเงื่อนระยะเวลาบังคับ หากผู้ลงทุนเคยใช้สิทธิลดหย่อน ภาษี จะถือเป็นการผิดเงื่อนไขการลงทุน ด้วยปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ขายเงินลงทุนในส่วนที่ไม่ได้ใช้ สิทธิลดหย่อนทางภาษีก่อนครบกำหนดเวลาจะถือว่าเป็นการขายโดยผิดเงื่อนไขระยะเวลาการถือ ครอง อีกทั้งต้องมีภาระการจ่ายคืนเงินภาษีและเบี้ยปรับ ทั้งๆที่ส่วนที่ผู้ลงทุนขายออกไปนั้นไม่เคย ได้รับประโยชน์ทางภาษี และการปฏิบัติดังกล่าวหมายความว่าหากผู้ลงทุนไม่ต้องการที่จะต้องเสียภาษี และเงินเพิ่ม ผู้ลงทุนจะต้องถือเงินลงทุนส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนนี้ไปจนครบกำหนดเวลาเหมือน ส่วนที่ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี จากการศึกษาพบว่าปัญหาดังกล่าวนั้นเกิดจากการขาดแนวทางปฏิบัติเมื่อซื้อเกินสิทธิหรือไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีทาให้เกิดการตีความและบังคับใช้ในทางที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี หากเปรียบเทียบกับ IRAs ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วเห็นว่า มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนทำให้สามารถแยกส่วนที่ใช้สิทธิและไม่ใช้สิทธิลดหย่อนทาง ภาษีออกจากกันได้ ลดการตีความในการบังคับใช้ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียภาษีมากกว่า ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรที่จะนำแนวทางปฏิบัติของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนนั้นสามารถขายหน่วยลงทุนส่วนที่เกินสิทธิหรือส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนนั้นออกไปได้ภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องมีโทษทางภาษี ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรม ให้แก่ผู้เสียภาษี และผู้จัดเก็บภาษีสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักภาษีอากรที่ดี นอกจากนี้แนวทางปฏิบัติจะส่งเสริมช่วยให้ผู้ลงทุนวางแผนภาษีได้ดีขึ้นด้วย


มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการมีบุตร, สนั่น ศิรินันท์ธนานนท์ Jan 2017

มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการมีบุตร, สนั่น ศิรินันท์ธนานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งหมายถึง สังคมที่มี ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 7 ของจานวนประชากรทั้งหมด โดยขณะนี้ ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากถึงร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคน ในขณะที่อัตรา การเจริญพันธุ์ลดลงจาก 5 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี พ.ศ. 2507 เหลือเพียง 1.6 คนต่อสตรีหนึ่งคนใน ปัจจุบันผลจากการที่ประเทศไทยเริ่มมีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นและมีอัตราการเกิดของเด็กลดลง ทำให้ประชากรวัยทางานที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ลดลงตามไปด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากไม่วางแผนรับมือให้ดีอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในระยะยาวทั้งในด้านสังคมและภาคเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ณ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ได้มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 338 พ.ศ. 2561 มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสสำหรับค่าฝากครรภ์และค่า คลอดบุตรตามที่ได้จ่ายจริงสาหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวแต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ถ้าการจ่ายค่า ฝากครรภ์และการคลอดบุตรได้มีการจ่ายต่างปีภาษี ให้ยกเว้นเงินได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่รวมกัน แล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งวัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงฉบับที่ 338 ดังกล่าวนั้นมีขึ้นเพื่อที่จะ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรและจูงใจให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีบุตรเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีบุตรเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาระ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มขึ้นจากการมีบุตรเพิ่มนั้นสูงกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ นอกจากนี้ ณ ขณะที่ได้จัดทาเอกัตศักษาฉบันนี้ เงื่อนไขในการได้รับสิทธิยกเว้นเงินได้ค่า คลอดบุตรตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรยังไม่ได้มีการประกาศบังคับใช้ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่กาลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดลดลง แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ประสบปัญหาอัตราการเกิดลดลงที่เช่นกัน โดยประเทศสิงคโปร์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากสุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นประกอบกับอัตราการเกิดของเด็กทารกลดลงอย่างมาก หากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจะทำให้ประเทศประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต รัฐบาลประเทศสิงคโปร์จึงได้ออกมาตรการทางสังคมและมาตรการทางภาษีต่าง ๆ มาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ จากการศึกษาพบว่า มีมาตรการส่งเสริมการมีบุตรของประเทศสิงคโปร์บางมาตรการที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ โดยการกำหนดให้มีการให้ส่วนลดภาษีจากการให้กำเนิดบุตรแทนการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส รวมถึงการออกมาตรการเงินฝากเพื่อการพัฒนาเด็กโดยให้กำหนดเงื่อนไขการเบิกจ่ายเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ อีกทั้งยังเสนอให้กำหนดสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สาหรับค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรครอบคลุมในกรณีที่มารดาไม่มีเงินได้และความเป็นสามีภรรยามีไม่ครบปี ได้แก่ สามีภรรยาตายจากกันในระหว่างปี หรือสามีภรรยาหย่าขาดจากกันระหว่างปี หรือสามีภรรยาแต่งงานกันระหว่างปี รวมถึงกรณีชายและหญิงอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาอย่างเปิดเผยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ได้มีการให้กำเนิดบุตร


มาตรการทางภาษีท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย, สิทธิสาณ ชุมพล Jan 2017

มาตรการทางภาษีท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย, สิทธิสาณ ชุมพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่มาจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 และเชื้อเพลิงถ่านหินสูงถึงร้อยละ 18 ถือได้ว่าประเทศไทยของเรามีอัตราการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไปเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงมากประเทศหนึ่งของโลก รัฐบาลจึงต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาพรวมของทั้งประเทศให้อยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 2 เท่าตัว และรัฐบาลได้มีการผลักดันให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนเพื่อจาหน่ายให้แก่ภาครัฐ โดยรัฐบาลกำหนดให้มีมาตรการสนับสนุนต่างๆเพื่อจูงใจผู้ผลิต เช่น การเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า การบรรเทาภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและอากรขาเข้าเครื่องจักร เป็นต้น แต่จากการวิจัยผู้เขียนพบว่ายังขาดมาตรการทางภาษีท้องถิ่นที่ชัดเจนโดยเฉพาะกรณีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปัจจุบันพบว่า การประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้นมีความไม่แน่นอนและอาศัยดุลพินิจในการประเมินค่ารายปี ผู้เขียนพบว่าการประเมินมูลค่ากังหันลมเพื่อหาค่ารายปีที่ทรัพย์สินสมควรให้เช่าได้นั้นทำได้ยากมาก ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับการตีความข้อกฎหมายและสมมุติฐานอื่นๆที่ไม่ชัดเจน ทำให้ภาระภาษีมีความไม่แน่นอนและเป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ถึงแม้ว่าร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะนามาใช้แทนก็ยังไม่ได้ไม่คำนึงถึงทรัพย์สินประเภทกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และผู้เขียนพบว่า ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหากำมาใช้ การเสียภาษีจากมูลค่าสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกังหันลมที่มีต้นทุนสูง และมูลค่าที่ดินผืนใหญ่ ยิ่งจะทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตไฟฟ้าและส่งผมกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างเสากังหันลม กังหันลมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าสูงมาก มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆทั่วไป ธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมต้องใช้มี่ดินจำนวนมาก จึงทำให้มีภาระภาษีทรัพย์สินที่สูงมากจนเป็นอุปสรรค ทั้งๆที่ธุรกิจนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายของต่างประเทศที่กำหนดบทบัญญัติในการจัดเก็บภาษีที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้ปะกอบการด้านพลังงานทดแทน และมีผลเป็นการสร้างความแน่นอนทางภาษีและบรรเทาภาระภาษีในการประกอบธุรกิจประเภทนี้ ดังนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้ตราบทบัญญัติกฎหมายภาษีทรัพย์สินที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อเก็บภาษีผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทนให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม โดยมีหลักการคล้ายๆกับมาตรการทางภาษีท้องถิ่นของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมาเพื่อเก็บภาษีผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทน หรือที่เรียกกันว่า Nameplate Capacity Tax ซึ่งเป็นการพัฒนาปรับปรุงการวิธีการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นให้มีความเหมาะสมกับกิจการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ เพื่อส่งเสริม และสร้างความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย


มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ Fintech : กรณีศึกษา Peer-To-Peer Lending, สุชาดา เม้ยมิ่ง Jan 2017

มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ Fintech : กรณีศึกษา Peer-To-Peer Lending, สุชาดา เม้ยมิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพโดย การศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงเอกสารทั้งแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ เกี่ยวกับความเป็นมา ขั้นตอนและ กระบวนการของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending มาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งปัญหา ข้อจำกัด และผล กระทบของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในด้านคุณลักษณะของธุรกิจ และในด้าน ของการบังคับใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในปัจจุบันของประเทศไทยที่มีต่อธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์และ สังเคราะห์ โดยการเปรียบเทียบระหว่างมาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to- Peer Lending ในประเทศสหรัฐอเมริกา กับกฎหมายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในปัจจุบันของ ประเทศไทย เพื่อหามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยลด หรือ บรรเทาปัญหาข้อจำกัด และ ผลกระทบของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ได้จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจ Fintech แบบ Peer-to-Peer Lending เป็นธุรกิจแตกต่างจากการให้กู้ยืม โดยสถาบันการเงินปกติ กล่าวคือ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวจะไม่ใช่เงินทุนของตัวเองในการปล่อยกู้ แต่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ขอกู้และผู้ให้กู้ (นักลงทุน)ทำให้ผู้ขอกู้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับนักลงทุนที่มีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ธุรกิจดังกล่าวเป็นที่ได้รับความนิยมจากหลายๆประเทศ แต่สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากอยู่ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาหาแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจนี้ ซึ่งหากไม่มีแนวทางในการกำกับดูแลอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาจเกิดหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการกู้ยืม รวมถึงธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย เช่น การฟอกเงิน เป็นต้น เมื่อธุรกิจ Fintech แบบ Peerto-Peer Lending ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมธุรกิจนี้ จึงอาจทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินธุรกิจ Fintech แบบ Peer-to-Peer Lending ได้ โดยผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจ …


มาตรการการควบรวมธุรกิจธนาคารภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย, วราพร สิริมงคลนิวัติ Jan 2017

มาตรการการควบรวมธุรกิจธนาคารภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย, วราพร สิริมงคลนิวัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การควบรวมกิจการเป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไป ซึ่งเป็นกระบวนการทางธุรกิจในการ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและอำนาจการควบคุมกิจการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลดีและผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจดังเช่นกิจการอื่นๆ การควบรวมหลายครั้งที่เป็นผลดีต่อการแข่งขันและผู้บริโภค โดยทาให้กิจการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในหลายการควบรวมก็เป็นการเปลี่ยนกลไกทางตลาดโดยทำให้ราคาสูงขึ้นคุณภาพของสินค้าและบริการแย่ลง หรือการก่อให้เกิดนวัตกรรมลดลงเนื่องจากเป็นการทำให้การแข่งขันลดลงหรือเกิดภาวะที่นำไปสู่การผูกขาด จากการที่กิจการธนาคารเป็นหนึ่งในสถาบันการเงิน การควบรวมกิจการธนาคารจึงอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้กิจการจะต้องยื่นคำขอควบรวมกิจการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาก่อน แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทยรวมถึงไม่ได้มีการกล่าวถึงหรือให้ความสำคัญในด้านการแข่งขันทางการค้า ประกอบกับในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีการระบุถึงข้อยกเว้นในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้กับกิจการที่มีกฎหมายกำกับดูแลเฉพาะในเรื่องการแข่งขันทางการค้า จึงทำให้ปัจจุบันการควบรวมกิจการธนาคารยังคงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าต่อไปในบริบทของประเทศไทย การพิจารณาการควบรวมกิจการธนาคารโดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเหมาะสมดีอยู่แล้วตามความเห็นของผู้เขียน เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและธนาคารเป็นกิจการที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากกิจการทั่วไป ประกอบกับเป็นการลดภาระการทางานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสาหรับผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องยื่นเรื่องกับหลายหน่วยงานจึงเห็นควรให้มีการเพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาด้านการแข่งขันทางการค้าในกฎหมายที่กำกับดูแลกิจการธนาคารไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2560 และทำให้ การควบรวมกิจการธนาคารจะสามารถอยู่ภายใต้การกากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยโดยอาจขอความเห็นจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าประกอบด้วย เพราะท้ายที่สุด แม้การแข่งขันทางการค้าที่เสรีหรือการที่กิจการอยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทางทฤษฎี หากแต่การมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจและการพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญนั้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องให้น้ำหนักเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมองผลกระทบรอบด้านให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจใดๆ


ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (Spam), ชัญญารักษ์ แซ่ห่าน Jan 2017

ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (Spam), ชัญญารักษ์ แซ่ห่าน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (spam) รวมทั้งศึกษาทฤษฎี แนวคิด และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับสแปมปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายที่เหมาะสม รวมไปถึงแนวทางในการใช้อีเมลเชิงพาณิชย์เพื่อการโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ยังสามารถปกป้องสิทธิความความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรม จากการศึกษาพบว่าปัจจุบัน พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้บริโภคได้เพียงพอ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในเรื่องการตั้งชื่อหัวเรื่องของอีเมล (Heading) ซึ่งกระทบต่อสิทธิในการรับรู้คาพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอของผู้รับ เนื่องจากผู้รับไม่สามารถตัดสินใจก่อนเปิดอ่านอีเมลเชิงพาณิชย์เหล่านั้นได้ ซึ่งนอกจะทาให้สิ้นเปลืองข้อมูลอินเทอร์เน็ต ยังมีความเสี่ยงในการติดไวรัสหรือมัลแวร์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังไม่ได้กำหนดขนาด ความถี่ และปริมาณในการส่งที่เหมาะสมกับอัตราการส่งผ่านข้อมูลระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ทำให้ผู้รับมีโอกาสได้รับอีเมลเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมากจนรบกวนการใช้งานพื้นที่ในกล่องข้อความของตนอย่างปกติสุข และยังทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) หรือผู้ดูแลระบบต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการหรือขยายแบนด์วิดท์ (Bandwidth) หรือเซิร์ฟเวอร์ (server) เพื่อรองรับกับปริมาณข้อมูลโฆษณาที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งของอีเมลทั้งหมดบนระบบอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังต้องเป็นฝ่ายจัดหา พัฒนาระบบหรือมาตรการในการป้องกันสแปมเมลให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการต้องขอความยินยอมก่อนทำการส่งอีเมลโฆษณาโดยใช้หลัก Opt-in เพียงอย่างเดียว เป็นการจำกัดสิทธิในการโฆษณามากเกินไปเช่นกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาปรับใช้หลัก inferred consent ในกรณีเป็นการโฆษณาสินค้าอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าเดิมที่ผู้รับให้คำยินยอมไว้โดยเปิดช่องทางให้ผู้รับนั้นสามารถบอกปฏิเสธการรับได้โดยง่าย เพื่อเพิ่มอิสระให้แก่ผู้ประกอบการและส่งเสริมความคล่องตัวในการทำการตลาด


แนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย, นันทรัตน์ ศรีสรรค์ Jan 2017

แนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย, นันทรัตน์ ศรีสรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจบริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการ ผสมผสานทั้งในด้านธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว รวมไปถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายในเรื่องประเภทและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในธุรกิจบริการจัดสรรเวลา (ไทม์แชร์) ทำให้ธุรกิจบริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อการ บังคับใช้เป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากในกรณี ปัญหาการใช้บริการจองที่พักเหล่านี้ ที่พนักงานขายพยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆในการขาย เพื่อให้ปิดการ ขายได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเงินทำสัญญาเพื่อใช้บริการธุรกิจการจัดสรรวันพักผ่อนเป็นจำนวนมาก และสัญญาเหล่านี้มักมีผลผูกพันเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่เมื่อผู้บริโภคมีความประสงค์ที่จะขอใช้ สิทธิเข้าใช้บริการดังกล่าว กลับใช้บริการไม่ได้หรือไม่เป็นไปตามที่พนักงานได้โฆษณาไว้ ซึ่งในบางครั้ง สิทธิในการบอกเลิกสัญญาของผู้บริโภคนั้นได้หมดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว จากการศึกษาข้อเท็จจริงและมาตรการทางกฎหมาย ผู้วิจัยพบว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจ การให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2556 แล้วนั้น แต่ยังไม่ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการคุ้มครองผู้บริโภค ในช่วงระยะเวลาทำสัญญา แต่ยังไม่มีมาตรการที่คุ้มครองผู้บริโภคในช่วงระยะเวลาก่อนทำสัญญาและ ช่วงระยะเวลาหลังทำสัญญาอย่างเหมาะสม ในขณะที่กฎหมายของต่างประเทศทั้งในส่วนของสหภาพ ยุโรป สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย มีบทบัญญัติในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคใน ธุรกิจการให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักที่ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงระยะเวลาก่อนทำสัญญา ตลอดจนถึงช่วงระยะเวลาหลังทำสัญญา จากผลการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรร เวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย เพื่อให้ปัญหาที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากธุรกิจจัดสรร เวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศในปัจจุบันได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงและแก้ไขประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจ การให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2556 ให้ครอบคลุมตั้งแต่ ช่วงระยะเวลาก่อนการเข้าทำสัญญาตลอดตนถึงช่วงระยะเวลาหลังการเข้าทำสัญญา


ความไม่เหมาะสมของการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับสัญญาขายฝากศึกษาเปรียบเทียบกับแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี, ยศวดี บุญยะกาพิมพ์ Jan 2017

ความไม่เหมาะสมของการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับสัญญาขายฝากศึกษาเปรียบเทียบกับแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี, ยศวดี บุญยะกาพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามกฎหมาย สรรพากรปัจจุบันพิจารณาว่าผู้มีเงินได้จากสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดเสียภาษีในรูปแบบเดียวกันคือเสียภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) เนื่องจากทั้งสองสัญญาดังกล่าวมีรูปแบบทางกฎหมายเป็นสัญญาซื้อขาย ผู้ขายฝากจึงมีหน้าที่ที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับผู้ขายในสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และ ณ วันที่ผู้ขายฝากนำเงินสินไถ่มาให้ผู้ซื้อฝากเพื่อเป็นการไถ่ทรัพย์คืน ผู้ซื้อฝากก็มีภาระภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นกัน เนื่องจากเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์คืนให้แก่ผู้ขายฝากถือเป็นการขาย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสัญญาขายฝาก จะเห็นได้ว่าคู่สัญญาทำสัญญาขายฝากเพื่อมุ่งประโยชน์ทางการให้สินเชื่อ ไม่ได้มุ่งไปที่การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังเช่นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ตามสัญญาขายฝากในรูปแบบเดียวกับผู้มีเงินได้จากสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสัญญา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี ผู้มีเงินได้จากสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ควรเสียภาษีในรูปแบบเดียวกันจากปัญหาการจัดเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ตามสัญญาขายฝากในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์อันแท้จริงของสัญญา ส่งผลให้ภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมกลับเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณากำหนดวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ตามสัญญาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่แท้จริงของธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของสินทรัพย์และความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญของความเป็นเจ้าของ รวมถึงอำนาจการควบคุมสินทรัพย์เป็นสำคัญ มิได้คำนึงถึงรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว จะทำให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำสัญญามากขึ้น หากวิธีการจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงแล้ว จะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันแก่คนในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ประชาชนก็จะมีทัศนคติที่ดีต่อการเสียภาษี และเสียภาษีด้วยความสมัครใจ รัฐบาลจะได้มีเงินคงคลังเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นได้สืบไป


การร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ญาดา กระจ่าง Jan 2017

การร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ญาดา กระจ่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจการบิน ในการร่วมมือกันกำหนดราคาของประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร บทความ หนังสือ งานวิจัย และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาค่าโดยสารของธุรกิจการบิน มาตรการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป และศึกษาคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน แล้วนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์แนวทางมาตรการที่มีการใช้บังคับของต่างประเทศ เพื่อหามตราการทางกฎหมายในการกำกับ ดูแลการร่วมมือกันด้านราคาของ ธุรกิจการบินในประเทศไทย ให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจการบินมีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านราคาคือ สำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ในการดูแลด้านราคาการเดินทางทางอากาศภายในประเทศ และมีสมาคมการขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดหลักเกณฑ์ด้านราคาระหว่างประเทศ คำตัดสินของศาลและคณะกรรมาธิการของต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่า การร่วมกันกำหนดราคา มีผลต่อการแข่งขันทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นการร่วมกันกำหนดราคาของสมาคมสายการบินก็ตาม ผู้วิจัยจึงได้เสนอมาตรการที่จะช่วยให้ธุรกิจการบินของประเทศไทยมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเสนอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และสมาคม องค์กร หรือกลุ่มใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับธุรกิจไม่ว่าจะประเภทใด ทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีเป็นไปตามกลไกตลาด


การใช้มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อนให้กับเกษตรกรรายย่อย, ธนันท์เศรษฐ์ ศรีวิชัย Jan 2017

การใช้มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อนให้กับเกษตรกรรายย่อย, ธนันท์เศรษฐ์ ศรีวิชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาแนวทางและหลักการของมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อนของเกษตรกรรายย่อยในกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก เพื่อนำมาปรับใช้กับปัญหาการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มของเกษตรกรในประเทศไทย ตามมาตรา 81 (1) (ก) และ (ข) แห่งประมวลรัษฎากร โดยในปัจจุบัน สหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีการประกอบกิจการเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก ได้กำหนดมาตรการเงินส่วนเพิ่มอัตราคงที่สำหรับเกษตรกร (The Flat Rate Scheme For Farmer) ซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะทางภาษี (Special-Scheme) ไว้ในกฎหมาย The VAT Directive ของสหภาพยุโรป เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกฎหมายภายในของตนเองได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการศึกษามาตรการบรรเทาภาระภาษีดังกล่าว เพื่อหาแนวทางแก้ไขและบรรเทาปัญหาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำซ้อนของเกษตรกรรายย่อยในรูปแบบอื่นเพื่อนำมาเป็นแนวทางประกอบการปรับปรุงกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่ามาตรการเงินส่วนเพิ่มอัตราคงที่สำหรับเกษตรกรของสหภาพยุโรป ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมนี นั้นมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นรูปแบบหรือทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาภาวะการเสียภาษีซ้ำซ้อนและการผลักภาระในรูปแบบของภาษีซื้อแอบแฝงของเกษตรกรรายย่อยได้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวถือเป็นการชดเชยภาษีซื้อในทอดก่อนหน้าที่เกษตรกรไม่สามารถเครดิตภาษีซื้อคืนได้ในรูปแบบของเงินส่วนเพิ่มอัตราคงที่ (Flat Rate Addition) ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระทางภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อขายสินค้าเกษตร อีกทั้งยังเป็นการลดภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการขอคืนภาษีซื้อ หรือจัดทำบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการจัดเก็บภาษี ซึ่งจะก่อให้เกิดต้นทุนในการบริหารและควบคุมกิจการ (Compliance Cost) เพียงแต่เกษตรกรจะต้องออกใบกำกับภาษีเงินส่วนเพิ่มอัตราคงที่เท่านั้น นอกจากนี้ผู้ซื้อและลูกค้าของเกษตรกรรายย่อยสามารถนำใบกำกับภาษีเงินส่วนเพิ่มอัตราคงที่ดังกล่าวมาขอคืนเงินส่วนเพิ่มอัตราคงที่ที่ตนได้เสียให้แก่เกษตรกรรายย่อยได้ อันเป็นการส่งผลให้เกิดความสมดุลและเสริมสร้างระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


มาตรการทางกฎหมายในการกำกับการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทประกันภัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง, นครินทร์ บุตรภักดีธรรม Jan 2017

มาตรการทางกฎหมายในการกำกับการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทประกันภัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง, นครินทร์ บุตรภักดีธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัญหาของการทำธุรกรรมที่ทำระหว่างบริษัทประกันภัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แนวคิด ทฤษฎี และมาตรการทางกฎหมายในการกำกับของประเทศไทยและต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทประกันภัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอิทธิพลในการตัดสินใจหรือมีอำนาจในการควบคุมกิจการของบริษัท สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกจากบริษัทประกันภัย เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนของผู้มีอำนาจในการควบคุมกิจการ
อย่างไรก็ตาม มาตรการทางกฎหมายของไทยในการกำกับดูแลการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทประกันภัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องยังไม่เพียงพอ เนื่องจากยังไม่กำกับครอบคลุมประเภทของธุรกรรมซึ่งมีนัยสำคัญทุกประเภท ไม่ครอบคลุมบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือมีอำนาจในการควบคุมกิจการที่มีนัยสำคัญทุกประเภทบุคคล ไม่มีกฎหมายกำหนดมาตรฐานเงื่อนไขข้อตกลงและราคาของธุรกรรมที่ทำกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง และไม่มีกฎหมายกำหนดให้บริษัทประกันภัยมีหน้าที่รายงานความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องและรายงานการทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงินให้หน่วยงานกำกับดูแลทราบ ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลไม่ทราบข้อมูลการทำธุรกรรมและไม่สามารถเข้ากำกับได้ในเวลาที่เหมาะสม
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะว่า ควรกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทประกันภัยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไว้ในกฎหมายประกันภัยเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยกำหนดนิยามของธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมความสัมพันธ์ของการมีอิทธิพลในการตัดสินใจหรือมีอำนาจในควบคุมกิจการ และให้ครอบคลุมธุรกรรมที่มีนัยสำคัญทุกประเภท โดยพิจารณาความมีนัยสำคัญทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ รวมทั้ง กำหนดนิยามบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากลักษณะการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจหรือมีอำนาจในควบคุมกิจการ นอกจากนี้ ควรกำหนดมาตรฐานของเงื่อนไขข้อตกลงและราคาของธุรกรรม ให้มีระดับไม่ต่ำกว่าเงื่อนไขข้อตกลงและราคาตามตลาด โดยไม่ต่ำกว่ากรณีที่บริษัททำธุรกรรมในลักษณะเดียวกันกับบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวข้อง และควรกำหนดให้มีบริษัทประกันภัยมีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อผู้กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยโดยตรง


ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การฟอกเงิน, เขมนิจณิสา เศรษฐีสมบัติ Jan 2017

ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การฟอกเงิน, เขมนิจณิสา เศรษฐีสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การฟอกเงิน โดยศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน แนวคิดและสาระสำคัญของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และอำนาจการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายต่างประเทศและกฎหมายของประเทศไทย เพื่อนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์การฟอกเงินในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดมูลฐานแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์เชื่อมโยงถึงเส้นทางของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และเมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้อำนาจในลักษณะดังกล่าวไว้ จึงย่อมเกิดความคลุมเครือและไม่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ทำวิทยานิพนธ์จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีกระบวนการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างรอบคอบ ซึ่งย่อมจะทำให้ได้รับพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์เชื่อมโยงถึงเส้นทางของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบัญญัติรับรองให้อำนาจไว้ นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวจะต้องมีความชัดเจนเพื่อมิให้เกิดความทับซ้อนในการใช้อำนาจกับหน่วยงานอื่นๆ และจะต้องมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมิชอบ


การปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวภายใต้มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, เอกชน เกษมถาวรศิลป์ Jan 2017

การปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวภายใต้มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, เอกชน เกษมถาวรศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียว ทั้งการปฏิเสธโดยแท้ การปฏิเสธโดยปริยาย และการกดดันราคา เป็นพฤติกรรมที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกปฏิเสธและต่อการแข่งขันในตลาดได้ จึงเป็นพฤติกรรมอันต้องห้ามในเรื่องพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่ามาตรา 57 ไม่อาจปรับใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมการปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากปัญหา 2 ประการ ประการหนึ่งคือ การบังคับใช้มาตรา 57 เพื่อควบคุมการปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวยังขาดความชัดเจน ทั้งในด้านประเภทของการปฏิเสธที่จะถูกควบคุม ทั้งในด้านการปรับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นเอกภาพ ทั้งในด้านการไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาความผิด รวมทั้งด้านการไม่มีข้อต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นความรับผิดกำหนดไว้ และอีกประการหนึ่งคือ วัตถุประสงค์ของมาตรา 57 ไม่ชัดเจนว่ามุ่งคุ้มครองสิ่งใดระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งขันหรือกระบวนการการแข่งขันในตลาด ดังนั้น จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติตามมาตรา 57 เพื่อให้มีวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ถูกต้อง และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าควรออกประกาศให้การปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวเป็นพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้การปรับใช้กฎหมายมีความเป็นเอกภาพและมีขอบเขตการควบคุมที่ชัดเจน นอกจากนั้น ยังควรจัดทำแนวปฏิบัติตามมาตรา 57 ทั้งในด้านหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาความผิดและในด้านข้อต่อสู้สำหรับการปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถทราบได้ว่าการปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวในสถานการณ์เช่นใดถึงจะเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ โดยนำเอาบทบัญญัติแห่งกฎหมายการแข่งขันทางการค้า คำพิพากษาของศาล คำวินิจฉัยและแนวปฏิบัติของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่มีความชัดเจน และสามารถควบคุมการปฏิเสธไม่ทำธุรกิจฝ่ายเดียวที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมาเป็นต้นแบบ


การยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลอื่นในระบบศาลไทย, ไกรพล อรัญรัตน์ Jan 2017

การยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลอื่นในระบบศาลไทย, ไกรพล อรัญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า ในกรณีที่ข้อเท็จจริงแห่งคดีเคยมีคำพิพากษาของศาลคดีอื่นวินิจฉัยข้อเท็จจริงเดียวกันไว้ครั้งหนึ่งแล้ว ศาลไทยมีแนวโน้มในการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลคดีก่อนหน้ามากน้อยเพียงใด รวมถึงชี้ให้เห็นสภาพปัญหา ผลกระทบของปัญหา สาเหตุของปัญหา และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลคดีอื่นด้วย เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวในระบบกฎหมายไทยมีความชัดเจนทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ จากการศึกษาพบว่า วิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทยที่แบ่งแยกคดีออกเป็นหลายประเภท รวมถึงการจัดโครงสร้างองค์กรตุลาการแบบศาลคู่ ส่งผลให้เกิดคดีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันจำนวนมาก แต่กฎหมายลายลักษณ์อักษรในประเทศไทยกลับบัญญัติถึงแนวทางการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกับคดีอื่นไว้เฉพาะในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและคดีผู้บริโภคเท่านั้น ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า คดีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันประเภทอื่น ๆ ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งปัญหานี้สร้างความคลุมเครือให้กับนักวิชาการและสร้างปัญหาในทางปฏิบัติอย่างมาก เมื่อศึกษาต่อไปพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเด็นเรื่องการยอมรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลคดีอื่นเป็นปัญหาในประเทศไทยเกิดจากการขาดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการยอมรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลคดีอื่น แนวบรรทัดฐานคำพิพากษาที่ยังไม่แน่นอนและยังไม่เป็นเอกภาพ ความไม่ชัดเจนของระบบพยานหลักฐานอันเกิดจากอิทธิพลของระบบไต่สวนและระบบกล่าวหา ความแตกต่างของระบบพยานหลักฐานในศาลแต่ละระบบ และการยอมรับหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอื่นโดยขาดการให้เหตุผลที่เหมาะสม ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้ระบบกฎหมายไทยมีมุมมองในเชิงปฏิเสธต่อการยอมรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลคดีอื่น กล่าวคือ โดยหลักต้องปฏิเสธข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลคดีอื่น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้กระทำเช่นนั้นได้ แต่ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นไร ศาลยังคงรับฟังคำพิพากษาของศาลคดีอื่นเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งในสำนวนคดีประกอบพยานหลักฐานชิ้นอื่น ๆ ได้เสมอ ด้วยแนวทางดังที่กล่าวมานี้จะช่วยสร้างความชัดเจนให้กับประเด็นเรื่องการยอมรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลคดีอื่นในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น


การกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน : ศึกษากรณีวัตถุอันตรายทางการเกษตร, กฤติน พงษ์ศิริ Jan 2017

การกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน : ศึกษากรณีวัตถุอันตรายทางการเกษตร, กฤติน พงษ์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาเหตุผลและความจำเป็น รวมทั้งวิเคราะห์ให้ได้มาซึ่งแนวทางและขอบเขตในการกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จากการศึกษาพบว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตรตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีความร้ายแรง ซึ่งมีวิธีดำเนินการในลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม ทำให้ได้รับผลตอบแทนสูง และสลับซับซ้อนยากต่อการปราบปราม ประการสำคัญเป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในสังคม ตลอดจนคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่มาตรการทางกฎหมายอาญาในประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรการริบทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ส่งผลให้ผู้กระทำความผิดนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชญากรรมต่อไป ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงมีความจำเป็นในการกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายอันมีลักษณะเป็นการค้าเป็นความผิดมูลฐาน เพื่อให้สามารถนำมาตรการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้บังคับในการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และปราบปรามเครือข่ายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับวัตถุอันตราย นอกจากนี้ยังสมควรกำหนดมาตรการอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ มาตรการกำหนดความผิดมูลฐานให้มีขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุมมากขึ้น มาตรการห้ามการประกอบการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย และมาตรการยกระดับการควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่มีอันตรายร้ายแรงบางชนิด เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมทั้งการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทุกชนิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น


สัญญาให้โดยเสน่หา : ศึกษากรณีการกันส่วนแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาทโดยธรรม, กวิน สมตน Jan 2017

สัญญาให้โดยเสน่หา : ศึกษากรณีการกันส่วนแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาทโดยธรรม, กวิน สมตน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสัญญาให้โดยเสน่หาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยไม่ปรากฏข้อจำกัดในเรื่องจำนวนทรัพย์สินที่ยกให้ ผู้ให้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จึงสามารถยกทรัพย์สินของตนโดยเสน่หาให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่มีขอบเขตจำกัด จึงส่งผลให้กองทรัพย์สินของผู้ให้มีจำนวนลดน้อยถอยลงหรือจนกระทั่งหมดสิ้นไปได้ และย่อมส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในการรับมรดกของทายาทโดยธรรมเมื่อผู้ให้ซึ่งเป็นเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว จากการศึกษากฎหมายของต่างประเทศพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสและประมวลกฎหมายแพ่งลุยเซียนาได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเจ้าของทรัพย์สินไม่อาจยกทรัพย์สินของตนโดยการยกให้โดยเสน่หาเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันก็มีหลักการในเรื่องการกันส่วนแบ่งทรัพย์สินให้แก่ทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกัน แต่ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันได้จำกัดการยกให้เฉพาะกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ทำการยกให้เพื่อเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการกันส่วน โดยกฎหมายให้ผู้รับการให้ส่งคืนทรัพย์ดังกล่าวตามบทบัญญัติในเรื่องลาภมิควรได้ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้รับการให้ที่สุจริตอีกทางหนึ่งด้วย ผู้ศึกษาจึงเสนอแนะให้มีแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย บรรพ 6 ลักษณะ 2 ว่าด้วยสิทธิโดยธรรมในการรับมรดก โดยการเพิ่มเติม "หลักการกันส่วนแบ่งทรัพย์สินอันบังคับ" โดยมีหลักการสำคัญ ในการสงวนส่วนแบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ทายาทโดยธรรมชั้นบุตร เฉพาะบุตรผู้เยาว์ หรือบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ และทายาทโดยธรรมชั้นบิดามารดา โดยเจ้ามรดกไม่สามารถยกทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกในระหว่างที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตได้ ซึ่งหากเจ้ามรดกฝ่าฝืน กฎหมายควรให้สิทธิแก่ทายาทผู้มีสิทธิดังกล่าวในการเรียกคืนทรัพย์จากผู้รับที่ได้รับทรัพย์สินเกินไปกว่าจำนวนที่กฎหมายสงวนไว้ให้เพื่อนำทรัพย์สินดังกล่าวกลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดก


การระงับข้อพิพาทการบริหารงานบุคคลของพนักงานตามสัญญาจ้างภายในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ, ชวลิต สีหลิ่ง Jan 2017

การระงับข้อพิพาทการบริหารงานบุคคลของพนักงานตามสัญญาจ้างภายในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ, ชวลิต สีหลิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของระบบการระงับข้อพิพาทการบริหารงานบุคคลของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เนื่องจากปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาของรัฐแต่ละแห่งสามารถกำหนดระเบียบข้อบังคับบริหารจัดการได้เองและนำระบบสัญญาเข้ามาใช้แทนการใช้อำนาจฝ่ายเดียวตามกฎหมายเหมือนกับกรณีข้าราชการ เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเกิดขึ้น กระบวนการระงับข้อพิพาทจึงเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งแตกต่างกัน ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในหลากหลายด้าน นับตั้งแต่การกำหนดรูปแบบองค์กรผู้ทำหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์ สัดส่วนของคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ เหตุแห่งการคัดค้านกรรมการ สิทธิในการที่จะมีผู้แทนหรือตัวแทนดำเนินการและสิทธิที่จะมีผู้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การใช้ระบบไต่สวนในกระบวนการพิจารณา ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายและการระงับข้อพิพาท หน่วยงานที่ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงหรือสนับสนุนการปฏิบัติงาน และกรอบระยะเวลาในระบบการพิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์ ซึ่งเหล่านี้ สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งได้กำหนดไว้โดยมีมาตรฐานแตกต่างกัน นอกจากนี้ วิธีพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์เกือบทุกแห่งยังขาดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์หรือคำร้องทุกข์ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาด ทำให้คำสั่งทางการบริหารงานบุคคลที่มีผลต่อการสิ้นสุดสถานภาพการเป็นพนักงาน เช่น การเลิกจ้างหรือการไม่ต่อสัญญาจ้าง มักจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคลากรดังกล่าวเป็นอย่างมากจึงทำให้เกิดปัญหาในการเยียวยาภายหลัง เมื่อทำการศึกษาเทียบเคียงกับวิธีพิจารณาข้อพิพาทการบริหารงานบุคคลภาครัฐของสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลียแล้ว จึงได้แนวทางการกำหนดมาตรฐานกลางให้องค์กรผู้ทำหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และร้องทุกข์มีสถานะทางกฎหมายเป็นคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทและพัฒนาวิธีพิจารณาของคณะกรรมการในด้านต่าง ๆ ให้มีความเป็นอิสระจากองค์กรหรือบุคคลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจการบริหารงานบุคคลมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีบทบาทที่ขัดแย้งกันอันอาจทำให้ระบบขาดประสิทธิภาพ ส่วนวิธีการชั่วคราวและการเยียวยาความเสียหายนั้น ควรนำมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองและวิธีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้เป็นแนวทางการกำหนดเพื่อป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นในอนาคต


ความสำคัญผิดในข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ชัญญานิษฐ์ เชี่ยวชาญศิลป์ Jan 2017

ความสำคัญผิดในข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ชัญญานิษฐ์ เชี่ยวชาญศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน การบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับกับข้อเท็จจริงใหม่ๆที่เกิดในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นจำนวนมากเป็นไปได้ว่าบุคคลจะเกิดความสำคัญผิดในข้อกฎหมายซึ่งเป็นการไม่รู้หรือการเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความมีอยู่ ขอบเขต การปรับใช้และการตีความกฎหมายที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงได้ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติเรื่องความสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยมิได้กำหนดถึงความสำคัญผิดในข้อกฎหมายจึงก่อให้เกิดปัญหาในการทำความเข้าใจและการปรับใช้กฎหมายกับความสำคัญผิดในข้อกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงได้ศึกษากฎหมายต่างประเทศซึ่งยอมรับความสำคัญผิดในข้อกฎหมายไว้อย่างชัดเจนอันได้แก่ กฎหมายสหรัฐอเมริกาโดยศึกษากฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียและกฎหมายของรัฐหลุยส์เซียนา กฎหมายฝรั่งเศส กฎหมายอิตาลี รวมถึงแนวทางว่าด้วยหลักกฎหมายร่วมในยุโรปและหลักทั่วไปเกี่ยวกับสัญญาทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 2016 เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาการปรับใช้กฎหมายประกอบการวิเคราะห์ปัญหาความสำคัญผิดในข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย จากการศึกษาพบว่า ความสำคัญผิดตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันได้แก่ ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามมาตรา 156 และความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามมาตรา 157 มุ่งหมายถึงความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงจึงไม่อาจตีความไปถึงความสำคัญผิดในข้อกฎหมายได้ ฉะนั้น จากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาของไทยในเรื่องที่แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับความสำคัญผิดในข้อกฎหมาย แต่เนื่องจากกฎหมายไทยมิได้บัญญัติความสำคัญผิดในข้อกฎหมายอย่างชัดเจน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยโดยอาศัยความสำคัญผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ เช่น สัญญาซื้อที่ดินที่ผู้ขายทราบว่าผู้ซื้อตั้งใจจะนำที่ดินไปสร้างสิ่งปลูกสร้างบางประเภทโดยผู้ซื้อไม่ทราบว่ามีกฎหมายห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างประเภทนั้นลงบนที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตามมาตรา 157 อันเป็นความสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ทั้งที่จริงแล้วเป็นความสำคัญผิดในข้อกฎหมาย ฉะนั้น การที่บทบัญญัติตามกฎหมายไทยมิได้กำหนดถึงความสำคัญผิดในข้อกฎหมายอย่างชัดเจนจึงทำให้การทำความเข้าใจและการปรับใช้กฎหมายกับเรื่องความสำคัญผิดในข้อกฎหมายขาดความเป็นระบบและความสมเหตุสมผล ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการกำหนดหลักการเกี่ยวกับความสำคัญผิดในข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยกำหนดให้การแสดงเจตนาด้วยความสำคัญผิดในข้อกฎหมายตกเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อความสำคัญผิดในข้อกฎหมายเป็นเหตุผลเดียวหรือเหตุผลหลักของนิติกรรมและคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรรู้ถึงความสำคัญผิดนั้นในกรณีที่มีการทำสัญญาเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีขอบเขตที่แน่นอนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงเสนอให้มีการนำหลักสุจริตมาปรับใช้ในการเรียกค่าเสียหายของคู่สัญญาที่สำคัญผิดที่เรียกจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้รู้หรือควรรู้ถึงความสำคัญผิดแต่ไม่แจ้งให้คู่สัญญาที่สำคัญผิดทราบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม


มาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์กับแนวทางในการพัฒนากฎหมายไทย, ณภัทร ภัทรพิศาล Jan 2017

มาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์กับแนวทางในการพัฒนากฎหมายไทย, ณภัทร ภัทรพิศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหา HIV/AIDS ในโลกแห่งการทำงานเกิดขึ้นจากทัศนคติที่ไม่ดีในอดีตและความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง จนนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและตีตราต่อผู้ติดเชื้อซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ดังนั้น องค์การระหว่างประเทศ (ILO) ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในโลกแห่งการทำงานจึงได้กำหนดข้อเสนอแนะและแนวปฏิบัติสำหรับการคุ้มครองสิทธิของแรงงานเหล่านี้ไว้ โดยมีหลักการสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิในความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ การคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว และการกำหนดมาตรการในการส่งเสริมสิทธิ โดยประเทศที่มีความใส่ใจในประเด็นปัญหาดังกล่าวสามารถนำไปเป็นต้นแบบในการปรับปรุงมาตรการในประเทศของตนได้ สำหรับมาตรการในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานที่ติดเชื้อ HIV/AIDS ของประเทศไทย พบว่ายังบกพร่องอยู่ กล่าวคือ การคุ้มครองสิทธิในความเสมอภาคของแรงงาน พบว่าให้การคุ้มครองเฉพาะประเด็นความเสมอภาคระหว่างชายกับหญิง และในส่วนของการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว พบว่า แม้จะมีกฎหมายที่กำหนดหลักการและมาตรการในการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวเอาไว้อย่างดี แต่กฎหมายดังกล่าวกลับใช้คุ้มครองเฉพาะแก่ข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ไม่รวมถึงข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในความครอบครองของเอกชน นอกจากนี้ กฎหมายของไทยยังไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดมาตรการในการส่งเสริมสิทธิเอาไว้ด้วย ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น จึงขอเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและการทำงาน ฉบับที่ 111 ของ ILO ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเอาไว้และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561 รวมถึงเสนอให้มีการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... ที่สามารถคุ้มครองการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ ในส่วนของมาตรการในการส่งเสริมสิทธิ เห็นว่าสามารถกำหนดเอาไว้ในส่วนของนโยบายด้าน HIV/AIDS ในสถานประกอบกิจการซึ่งมาจากการเจรจาทางสังคม (Social Dialogue) ระหว่างทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว


การตีความแบบขยายความในกฎหมายอาญา, ณภัทร ภูมิสันติ Jan 2017

การตีความแบบขยายความในกฎหมายอาญา, ณภัทร ภูมิสันติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตีความแบบขยายความในกฎหมายอาญาภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย โดยมุ่งศึกษาจากแนวคิดเกี่ยวกับการตีความแบบขยายความของศาลต่างประเทศ เพื่อนำข้อพิจารณาเหล่านั้นมาวิเคราะห์หาหลักเกณฑ์การตีความแบบขยายความที่เหมาะสมกับประเทศไทย ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Principle of Legality) นั้นไม่ห้ามการตีความโดยพิเคราะห์เจตนารมณ์แห่งกฎหมายไปพร้อมกับถ้อยคำในบทบัญญัติ แต่ห้ามมิให้ใช้กฎเกณฑ์อื่นที่มิใช่กฎหมายลายลักษณ์อักษรเพื่อกำหนดโทษแก่จำเลย เช่น การเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ด้วยเหตุดังกล่าวการตีความแบบขยายความ (Extensive Interpretation) จึงสามารถกระทำได้ในกฎหมายอาญา อย่างไรก็ดี ตำรากฎหมายไทยส่วนใหญ่มักอธิบายเพียงว่า กฎหมายอาญาสามารถตีความขยายความถ้อยคำได้ตราบที่อยู่ภายใต้เจตนารมณ์แห่งกฎหมายเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติก็ยังไม่มีการระบุขอบเขตหรือความหมายที่ชัดเจนของ "เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย" แต่อย่างใด ความไม่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลให้ศาลฎีกาไทยยังไม่มีแนวทางเดียวกันในการตีความกฎหมายอาญา ทั้งปรากฏคำพิพากษาบางฉบับที่ศาลใช้ดุลพินิจตีความขยายความถ้อยคำในบทบัญญัติที่มีโทษทางอาญาอย่างกว้างขวางจนยากหยั่งทราบเหตุผล การตีความดังกล่าวนอกจากจะขัดต่อแนวคำพิพากษาบรรทัดฐานเดิมแล้วยังกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของจำเลยสมควรได้รับในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย ดังนั้น จึงขอเสนอหลักเกณฑ์การตีความแบบขยายความในกฎหมายอาญาภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ศาลไทยมีหลักเกณฑ์การตีความกฎหมายอาญาเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน และขอเสนอให้มีการรับรอง "หลักกฎหมายอาญาห้ามเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง (Lex Stricta)" กับ "หลักกฎหมายอาญาต้องชัดเจนแน่นอน (Lex Certa)" ไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 เพื่อให้มีความชัดเจนทางวิชาการ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ศาลยกเจตนารมณ์แห่งกฎหมายขึ้นอ้างในการตีความบทบัญญัติอย่างไร้ขอบเขต


การดำเนินคดีแบบกลุ่ม : ศึกษากรณีการแบ่งกลุ่มย่อย, ณัฏฐนิช รุจิรัตน์เจริญ Jan 2017

การดำเนินคดีแบบกลุ่ม : ศึกษากรณีการแบ่งกลุ่มย่อย, ณัฏฐนิช รุจิรัตน์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาเรื่องการขยายขอบเขตของกลุ่มบุคคลในคดีแบบกลุ่ม หลักเกณฑ์และเหตุเกี่ยวกับการแบ่งกลุ่มย่อย และการตกลงประนีประนอมยอมความของกลุ่มย่อย จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/1 กำหนดขอบเขตของกลุ่มบุคคลในคดีแบบกลุ่มว่า ต้องเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนมีสิทธิอย่างเดียวกัน อันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเดียวกัน และยังต้องมีลักษณะเฉพาะของกลุ่มเหมือนกันด้วย กล่าวคือ สมาชิกกลุ่มต้องมีข้อเรียกร้องเหมือนกับกลุ่มบุคคลทุกประการ ทำให้สมาชิกกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะของข้อเรียกร้องแตกต่างกับกลุ่มบุคคล ต้องเลือกว่าจะสละข้อเรียกร้องนั้น หรือว่าจะใช้สิทธิออกจากกลุ่มบุคคลเพื่อไปฟ้องคดีด้วยตนเอง การแยกออกไปฟ้องคดีใหม่ ทำให้มีคดีซ้ำซ้อนกันในหลายศาล ซึ่งอาจทำให้คำพิพากษาไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยทั้งโจทก์และจำเลยต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเพิ่มขึ้น ในขณะที่กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย และประเทศแคนาดา กำหนดว่าสมาชิกกลุ่มอาจจะมีข้อเรียกร้องหรือมีข้อต่อสู้ที่แตกต่างจากของกลุ่มบุคคลบางประการก็ได้ ทั้งนี้ การขยายขอบเขตของกลุ่มบุคคล อาจจะทำให้สมาชิกกลุ่มบางส่วนมีลักษณะเฉพาะของข้อเรียกร้องที่แตกต่างกับของกลุ่มบุคคลได้ แต่เหตุในการแบ่งกลุ่มย่อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/24 อนุญาตให้ศาลมีคำสั่งให้แบ่งกลุ่มย่อยได้เฉพาะเรื่องค่าเสียหายเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้แบ่งกลุ่มย่อยในเรื่องลักษณะเฉพาะของข้อเรียกร้องด้วย ดังนั้น เหตุในการแบ่งกลุ่มย่อยของประเทศไทยจึงยังไม่เพียงพอ ในขณะที่กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย และประเทศแคนาดา อนุญาตให้แบ่งกลุ่มย่อยในกรณีที่สมาชิกกลุ่มบางรายมีข้อเรียกร้องที่แตกต่างกับกลุ่มบุคคลได้ ส่วนเรื่องการตกลงประประนอมยอมความของกลุ่มย่อย มีปัญหาว่าเมื่อศาลอนุญาตให้กลุ่มย่อยและจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว หากศาลพิพากษาตามยอมไปทันที ทำให้กลุ่มย่อยสามารถบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที อาจจะกระทบสิทธิของสมาชิกในกลุ่มบุคคลและกลุ่มย่อยอื่นๆที่ไม่ได้ตกลงประนีประนอมยอมความด้วย เพราะจำเลยอาจจะไม่มีความสามารถชำระหนี้ให้แก่สมาชิกกลุ่มบุคคลและกลุ่มย่อยอื่นๆได้ในภายหลัง และหลักเกณฑ์การไต่สวนและพิจารณาอนุญาตให้ตกลงประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/32 ก็ยังไม่สามารถคุ้มครองประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มย่อยอื่นๆได้อย่างเพียงพอ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ผู้เขียนจึงเห็นสมควรเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 222/1 เพื่อขยายขอบเขตของกลุ่มบุคคล โดยอนุญาตให้บุคคลที่มีสิทธิอย่างเดียวกันอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเดียวกัน แต่มีลักษณะเฉพาะบางประการที่แตกต่างกับกลุ่ม ให้ดำเนินคดีเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันได้ และเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/24 โดยให้แบ่งกลุ่มย่อยในกรณีที่บุคคลในกลุ่มมีลักษณะเฉพาะของข้อเรียกร้องที่แตกต่างกับกลุ่มบุคคลได้ หรือในกรณีที่ศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรและการแบ่งกลุ่มย่อยนั้นไม่ทำให้สมาชิกในกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มย่อยอื่นๆเสียหาย รวมถึงเสนอให้เพิ่มบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/24 วรรคสอง โดยกำหนดว่าเมื่อกลุ่มย่อยตกลงประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลรอการพิพากษาไว้จนกว่าจะเสร็จคดี เพื่อคุ้มครองผู้ต้องบังคับชำระหนี้ในภายหลัง เว้นแต่มีพฤติการณ์ที่จะทำให้กลุ่มย่อยเสียหายหากต้องรอการพิพากษาเช่นว่านั้น และไม่ทำให้สมาชิกกลุ่มบุคคลหรือกลุ่มย่อยอื่นๆเสียหาย ให้ศาลพิพากษาคดี พร้อมทั้งบังคับตามคำพิพากษาไปในทันที ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของสมาชิกในกลุ่มย่อยที่ตกลงประนีประนอมยอมความด้วย


ปัญหาการบังคับใช้สิทธิของผู้ขายในการระงับการส่งมอบสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล (Stoppage In Transit) ในประเทศไทย, ตรีนุช เสมามิ่ง Jan 2017

ปัญหาการบังคับใช้สิทธิของผู้ขายในการระงับการส่งมอบสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งทางทะเล (Stoppage In Transit) ในประเทศไทย, ตรีนุช เสมามิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่ผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ห่างกันโดยระยะทาง ผู้ขายอาจต้องส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อก่อนที่ผู้ซื้อจะชำระราคา กฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำหรับคุ้มครองผู้ขายในกรณีดังกล่าว ซึ่งสิทธิในการระงับการส่งมอบสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่ง (Stoppage in transit) ถือเป็นสิทธิประเภทหนึ่งของผู้ขายที่ยังไม่ได้รับชำระราคา ในการที่จะออกคำสั่งไปยังผู้ขนส่งให้ระงับการขนส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อและส่งสินค้ากลับมาให้กับผู้ขายหรือตามคำสั่งของผู้ขายได้ หากมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ซื้อจะไม่ชำระราคาหรือผู้ซื้อตกเป็นบุคคลล้มละลายทำให้ไม่สามารถชำระราคาตามสัญญาได้ (Anticipatory breach) ในขณะที่สินค้าดังกล่าวอยู่ระหว่างการขนส่ง อย่างไรก็ดี ด้วยลักษณะของการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่ผู้ขายมีหน้าที่ในการส่งมอบสินค้าไปให้ผู้ซื้อผ่านผู้ขนส่งโดยการทำสัญญาขนส่ง ในขณะที่ผู้ซื้อก็อาจจะมีหน้าที่ชำระราคาค่าสินค้าดังกล่าวผ่านทางธนาคาร ธุรกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายเช่นนี้ย่อมทำให้สิทธิของผู้ขายในการระงับการส่งมอบสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งตามความในกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้ามีความทับซ้อนและไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายว่าด้วยการขนส่งได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแต่ละระบบย่อมกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายไว้เป็นการเฉพาะ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหาการบังคับใช้สิทธิของผู้ขายในการระงับการส่งมอบสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งตามที่ปรากฏในมาตรา 71 (2) แห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ค.ศ.1980 (CISG) ในประเทศไทย โดยผู้เขียนหวังว่าวิทยานิพนธ์เล่มนี้จะก่อให้เกิดการพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในทางปฏิบัติเนื่องจากความไม่สอดคล้องกันของสิทธิดังกล่าวกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ของไทย


บทบาทของผู้พิพากษาในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด, ทรรศดา มะลิขาว Jan 2017

บทบาทของผู้พิพากษาในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด, ทรรศดา มะลิขาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการ แนวคิด และการประยุกต์ใช้หลักการและแนวคิด ในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด ตลอดจนความสำคัญของบทบาทผู้พิพากษาในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการทางกฎหมายในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหายาเสพติดในประเทศไทย จากการศึกษาวิจัยพบว่า การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดก่อนพิจารณาและตัดสินคดีของประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ที่ใช้การเบี่ยงเบนคดี (Diversion) ของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดออกจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ โดยที่ไม่ได้มีการกำหนดให้ผู้พิพากษาเข้าไปมีบทบาทหรืออำนาจหน้าที่ในกระบวนการบำบัดฟื้นฟูในขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นอย่างเหมาะสม ทำให้การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดภายใต้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร โดยเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งพบว่ากระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดก่อนการพิจารณาและตัดสินคดี ได้ให้ความสำคัญกับการกำหนดให้ผู้พิพากษาเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการบำบัดฟื้นฟูตั้งแต่เริ่มแรกของกระบวนการจนสิ้นสุดกระบวนการ อันเนื่องมาจากการประยุกต์ใช้หลักนิติศาสตร์เชิงบำบัด ในรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้พิพากษาในการฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เพื่อเป้าหมายที่ดีของการบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรมการติดยาเสพติด เพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดก่อนพิจารณาและตัดสินคดีของประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิทยานิพนธ์นี้ จึงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 โดยการกำหนดให้ผู้พิพากษาเข้าไปมีบทบาทในขั้นตอนการคัดกรองบุคคล ในขั้นตอนระหว่างการบำบัดฟื้นฟู และในขั้นตอนการพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อันเป็นขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นที่ควรกำหนดให้ผู้พิพากษาเข้าไปมีบทบาท เพื่อจัดการกับปัญหาอันเป็นอุปสรรคของการบำบัดฟื้นฟูตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545