Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 1231 - 1260 of 1263

Full-Text Articles in Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering

การบำรุงรักษาเชิงรุกสำหรับระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในท่าเรือและคลังปิโตรเคมี, ณภัทร บรรจงกิจ Jan 2019

การบำรุงรักษาเชิงรุกสำหรับระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในท่าเรือและคลังปิโตรเคมี, ณภัทร บรรจงกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติของระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในท่าเทียบเรือและบริเวณถังเก็บปิโตรเคมีเหลว จากการวิเคราะห์หาสาเหตุพบว่าแผนการบำรุงรักษาที่มีอยู่เดิมนั้นยังขาดการตรวจพบความผิดปกติล่วงหน้าจึงส่งผลให้เกิดการขัดข้องของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในขณะฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินรวม 18 ครั้งภายในระยะเวลาหนึ่งปี มีค่าความพร้อมใช้งานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเพียง 65.4% ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้สร้างแผนการบำรุงรักษาขึ้นใหม่ที่สามารถตรวจความผิดปกติและป้องกันการขัดข้องของเครื่องจักร โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานวิจัยมีดังนี้ 1) รวบรวมข้อมูลจำนวนครั้งและประวัติอาการขัดข้องเพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป 2) วิเคราะห์อาการขัดข้องและผลกระทบตามรูปแบบความเสียหายแยกตามประเภทของเครื่องจักร ประกอบไปด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องสูบน้ำ 3) คัดเลือกวิธีการตรวจพบความผิดปกติที่เหมาะสมกับเครื่องมือ เทคโนโลยีและความรู้ความสามารถของพนักงานที่องค์กรมีอยู่ 4) กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะใช้ในการบำรุงรักษาเครื่องจักร 5) ปรับปรุงแผนการบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำดับเพลิง 6) ดำเนินการตามแผนการบำรุงรักษาต่าง ๆ และทำการประเมินผล ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถตรวจจับอาการผิดปกติของระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงได้ก่อนที่จะเกิดการขัดข้อง ส่งผลให้ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมีความพร้อมใช้งานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์และจำนวนชั่วโมงในการบำรุงรักษาลดลง 18 เปอร์เซ็นต์


การกำหนดเวลาในขั้นทำแห้งทุติยภูมิของกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งเพื่อควบคุมความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาฉีด, ธราวิชญ์ ศุภคติสันติ์ Jan 2019

การกำหนดเวลาในขั้นทำแห้งทุติยภูมิของกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งเพื่อควบคุมความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาฉีด, ธราวิชญ์ ศุภคติสันติ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในฐานะคุณสมบัติด้านคุณภาพที่สำคัญ ความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งส่งผลโดยตรงต่อความคงตัวของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตามความแปรปรวนของความชื้นในแต่ละรอบการผลิตเกิดขึ้นเสมอเนื่องจากการตั้งสภาวะของขั้นทำแห้งทุติยภูมิคงที่โดยไม่พิจารณาลักษณะผลึกน้ำแข็งในขั้นเยือกแข็งที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้วิจัยจึงกำหนดแนวทางการหาค่าสภาวะที่เหมาะสมกับลักษณะผลึกน้ำแข็งในแต่ละรอบการผลิตจากความสัมพันธ์ระหว่างความชื้น ณ จุดเริ่มต้นของขั้นทำแห้งทุติยภูมิและอุณหภูมิที่เกิดผลึกน้ำแข็ง ค่าความชื้น ณ จุดเริ่มต้นถูกกำหนดโดยวิธีการความผิดพลาดตกค้างน้อยที่สุดระหว่างค่าอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ที่วัดได้จริงตลอดขั้นทำแห้งทุติยภูมิและค่าที่ได้จากการคำนวณโดยสมการทางคณิตศาสตร์ที่อธิบายอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ตลอดขั้นทำแห้งทุติยภูมิด้วยความชื้น ณ เริ่มต้น เพื่อนำเสนอแนวทางดังกล่าว ข้อมูลการทดลองกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งจำนวน 4 รอบการผลิตจากโรงงานเภสัชภัณฑ์กรณีศึกษาถูกใช้ในการหาค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องและสร้างสมการทำนายค่าความชื้น ณ จุดเริ่มต้นด้วยอุณหภูมิที่เกิดผลึกของผลิตภัณฑ์ จากนั้นประสิทธิภาพของสมการทำนายถูกประเมินด้วยชุดข้อมูลทดลอง ผลการประเมินยืนยันว่าสมการดังกล่าวสามารถใช้ทำนายความชื้นเริ่มต้นของขั้นทำแห้งทุติยภูมิจากอุณหภูมิที่เกิดผลึกน้ำแข็งระหว่าง -12.9°C และ -4.0°C ได้ และนำไปสู่แนวทางการปรับเวลาของขั้นทำแห้งทุติยภูมิในแต่ละรอบการผลิต เพื่อนำไปประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาฉีดที่ผลิตด้วยกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งในระดับอุตสาหกรรมต่อไป


การลดของเสียในแผงวงจรรวมแบบไม่สัมผัส, ธัญวรัตน์ สวัสดิ์สุภผล Jan 2019

การลดของเสียในแผงวงจรรวมแบบไม่สัมผัส, ธัญวรัตน์ สวัสดิ์สุภผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์แผงวงจรรวมแบบไม่สัมผัส ซึ่งเป็นชิพที่ใช้เก็บข้อมูลในอีพาสปอร์ต จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตพบว่าในกระบวนการผลิตมีของเสียประเภทวีลิมิเตอร์ ซึ่งตรวจพบที่แผนกทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้า เมื่อนำชิ้นงานของเสียมาวิเคราะห์และตรวจสอบพบว่า ชิ้นงานของเสียนั้นมีปัญหารอยแตกร้าวบริเวณหน้าได ซึ่งจำนวนของเสียเมื่อเทียบต่อล้านชิ้นสูงที่สุดที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1661 PPM โดยมีสาเหตุมาจากความผันแปรของเครื่องจักรในกระบวนการห่อหุ้มชิ้นงาน งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้หลักการซิกส์ ซิกม่า ในการปรับปรุงกระบวนการโดยการดำเนินการตามหลัก DMAIC ใน ขั้นตอนการนิยามปัญหา,ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบวัด,ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา,ขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการ,จนกระทั่งถึง ขั้นตอนควบคุมกระบวนการ.ซึ่งการดำเนินการวิจัยพบว่าสาเหตุของความผันแปรของเครื่องจักรในกระบวนการห่อหุ้มชิ้นงานนั้นเกิดจาก แปรงที่ใช้ทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์เกิดการชำรุดส่งผลให้หน้าแม่พิมพ์ มีความสะอาดไม่เพียงพอมีเศษผงของคอมปาวด์พลาสติก และคราบคอมปาวด์พลาสติกติดค้างอยู่บริเวณหน้าแม่พิมพ์ซึ่งส่งผลให้ เมื่อชิ้นงานถัดไปเข้าสู่กระบวนการห่อหุ้มชิ้นงาน เกิดแรงประทะระหว่างแม่พิมพ์กับเศษผงของคอมปาวด์พลาสติกและกระแทกเข้ากับชิ้นงานบริเวณหน้าไดแรงประทะส่งผลให้เกิดรอยแตกร้าวบริเวณหน้าได ทำให้ชิ้นงานไม่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าประเภทวีลิมิเตอร์ ทางผู้วิจัยจึงได้แก้ไขปัญหานี้โดยการเปลี่ยน แปรงทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์และกำหนดให้มีการทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์ทุกครั้งก่อนเริ่มงานล๊อตใหม่ และมีการตรวจเช็คสภาพแปรงทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์ทุกหนึ่งเดือน ตลอดจนกำหนดอายุการใช้งานที่สามเดือน เปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน การติดตามผลการปรับปรุงพบว่าจำนวนของเสียเมื่อเทียบต่อล้านประเภทรอยแตกร้าวบริเวณหน้าไดลดลงจาก 1661 PPM เหลือเพียง 902 PPM


การจัดทำแผนด้านกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล, ธันย์ชนก ตงสกุลรุ่งเรือง Jan 2019

การจัดทำแผนด้านกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล, ธันย์ชนก ตงสกุลรุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัล (Digital Transformation) ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะทำให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกันในหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดการทำงานที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลักดันให้องค์กรเกิดการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อรองระบบดิจิทัลในกรณีศึกษาโรงงานไพ่ ให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศประกอบด้วย นโยบายไทยแลนด์ 4.0 แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ วิเคราะห์โดยการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการสร้างกลยุทธ์ เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในด้วยการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า การวิเคราะห์แบบ SWOT และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกด้วยการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมมหภาค 7 ประการ (PESTEL) แรงกดดัน 5 ประการ (Porter's Five Forces) เป็นต้น จากนั้นทำการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบช่องว่างระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงงานไพ่และนโยบายประเทศ และจัดทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งมีการนำเอาสื่อและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบที่สำคัญทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือ บุคลากร กระบวนการทำงาน เครื่องจักร/อุปกรณ์ ข้อมูล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ทำวิจัยได้เสนอแนวทางการพัฒนาทางด้านดิจิทัล 3 โครงการ ได้แก่ การพัฒนาธุรกิจการตลาดรูปแบบดิจิทัล การลดกระดาษในการใช้งานในสถานที่ทำงาน และการพัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมทักษะความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ


การปรับปรุงกระบวนการผสมยางมาสเตอร์แบท Epdm ไม่มีน้ำมัน โดยใช้หลักการซิกซ์ ซิกมา, นภนิกันติ์ วงศ์ทรัพย์สกุล Jan 2019

การปรับปรุงกระบวนการผสมยางมาสเตอร์แบท Epdm ไม่มีน้ำมัน โดยใช้หลักการซิกซ์ ซิกมา, นภนิกันติ์ วงศ์ทรัพย์สกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการผสมซึ่งจะสื่อออกมาในรูปของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ของบริษัทกรณีศึกษาและปรับปรุงกระบวนการผสม EPDM ที่ไม่ใช่น้ำมัน โดยใช้แนวคิด ซิกซ์ ซิกมา ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนหลักที่สำคัญที่เรียกว่า DMAIC ได้แก่ ขั้นตอนกำหนดปัญหา (Define phase) , ขั้นตอนการวัดเพื่อใช้หาสาเหตุของปัญหา (Measure phase) , ขั้นตอนการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของปัญหา (Analyze phase) ,ขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการ (Improve phase) และสุดท้ายคือขั้นตอนการควบคุมกระบวนการ (Control phase) หลังจากใช้ขั้นตอน DMAIC ของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าความหนืดมูนนี่เฉลี่ยที่ได้จากกระบวนการหลังปรับปรุง มีค่าเข้าใกล้ค่าที่คาดหวังหรือค่าเป้าหมายมากขึ้นและได้สะท้อนไปยังดัชนีความสามารถในกระบวนการที่เพิ่มขึ้น (Cpk) จาก -1.25 ถึง 3.92 นอกจากนี้ผลลัพธ์ของวิธี Response Surface Design เผยให้เห็นถึงการตั้งค่าสภาวะกระบวนการผสมยาง EPDM non-oil มาสเตอร์แบทที่เหมาะสมดังนี้: เวลาผสม ~ 14 (นาที), ระยะห่างระหว่างลูกกลิ้ง (nip gap) ~ 1.10 (มิลลิเมตร) และจำนวนรอบของการรีดผ่าน nip gap ~ 9 (รอบ) ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ลดลงจาก 0.45 เป็น 0.30


การเพิ่มสมรรถนะของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, นิธิพงศ์ ช่างหล่อ Jan 2019

การเพิ่มสมรรถนะของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, นิธิพงศ์ ช่างหล่อ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีหน้าที่ลดอุณหภูมิของของไหลในกระบวนการผลิตให้ได้ตามที่กำหนด ในกรณีศึกษานี้พบว่า เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศซึ่งทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของคอนเดนเสทเรซิดิวนั้นประสบปัญหาไม่สามารถลดอุณหภูมิได้ตามที่กำหนด จึงได้มีการนำระบบหมอกน้ำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการถ่ายเทความร้อน โดยมีสมมติฐานว่าระบบหมอกน้ำสามารถช่วยลดอุณหภูมิอากาศขาเข้าของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่งผลให้สามารถถ่ายเทความร้อนได้มากขึ้น งานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองเพื่อหาค่าสภาวะที่เหมาะสมของการประยุกต์ใช้ระบบหมอกน้ำ มีปัจจัยที่สนใจได้แก่ 1) ความดันน้ำของระบบหมอกน้ำ 2) ความดันอากาศของระบบหมอกน้ำ และ 3) จำนวนหัวพ่นหมอกน้ำ ผลการทดลองพบสภาวะที่เหมาะสมดังนี้ ความดันน้ำของระบบหมอกน้ำ 0.6 MPa ความดันอากาศของระบบหมอกน้ำ 0.2 MPa และจำนวนหัวพ่น 16 หัว ซึ่งสามารถลดอุณหภูมิอากาศขาเข้าของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศให้ต่ำลงได้ 2.31 OC ถึง 2.41 OC ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ทำให้มีความสามารถในการรับภาระการระบายความร้อนได้เพิ่มขึ้น 129.91 kW คิดเป็นเพิ่มขึ้น 3.89% เมื่อนำค่าสภาวะนี้ไปใช้ในแบบจำลองของกระบวนการผลิตพบว่าผลผลิตจากกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 84 ตัน/ชั่วโมง เป็น 87 ตัน/ชั่วโมง คิดเป็นเพิ่มขึ้น 3.57 %


การทำนายจำนวนรอบการปั่นผสมของใบพัดหลักในกระบวนการผสมเปียกโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมและสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์, บุญญสิษฐ์ ชำนาญท่องไพวัลห์ Jan 2019

การทำนายจำนวนรอบการปั่นผสมของใบพัดหลักในกระบวนการผสมเปียกโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมและสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์, บุญญสิษฐ์ ชำนาญท่องไพวัลห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีการผสมเปียกเป็นวิธีที่ใช้กันมากในการผลิตยาเม็ดระดับอุตสาหกรรมเนื่องด้วยสามารถปรับปรุงคุณภาพการตอกอัดด้วยกระบวนการผสมเชิงกลระหว่างสารละลายยึดเกาะและผงส่วนประกอบยาในชามผสม หรือ การผสมเปียก การผสมเปียกเป็นกระบวนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของยาเม็ดมากที่สุดอีกทั้งพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องยังแตกต่างตามสูตรตำรับและเครื่องผสมเปียกดังเช่นโรงงานกรณีศึกษาซึ่งใช้ประสบการณ์และการลองผิดลองถูกในการประเมินเวลาการผสม งานวิทยานิพนธ์มีเป้าหมายเพื่อประยุกต์การใช้แนวคิดโครงข่ายประสาทเทียมและสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์ในการทำนายจำนวนรอบปั่นผสมของใบพัดหลัก หลังจากดำเนินการลดมิติของข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักและสหสัมพันธ์แล้ว ข้อมูลองค์ประกอบหลักถูกแบ่งเพื่อทำการฝึกฝนและการทดสอบแบบจำลอง การวิเคราะห์แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมพบว่าแบบจำลองแบบ 2 ชั้นซ่อนดีกว่าแบบจำลองแบบ 1 ชั้นซ่อนโดยฟังก์ชันถ่ายโอนประเภท Log-sigmoid หรือ Tan-sigmoid ให้ผลดีกว่า อย่างไรก็ตาม แบบจำลองสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์จะพยากรณ์ได้ดีกว่าแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม โดยความแม่นยำในการพยากรณ์จะขึ้นอยู่กับชนิดของเคอร์เนลฟังก์ชัน (Kennel Function) อันได้แก่เคอร์เนลฟังก์ชันแบบเส้นตรง (Linear) แบบพหุคูณ (Polynomial) หรือแบบเกาส์เซียน (Gaussian) หลังจากการทดสอบความอ่อนไหวและความแม่นยำของแบบจำลองสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์ที่ใช้เคอร์เนลฟังก์ชันต่าง ๆ พบว่าแบบจำลองที่ใช้เคอร์เนลฟังก์ชันแบบเกาส์เชียนมีความเหมาะสมมากที่สุดในการพยากรณ์


การบำรุงรักษาโดยยึดความเชื่อถือได้เป็นหลักสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม, ปุณณวิช ฤทธิเดช Jan 2019

การบำรุงรักษาโดยยึดความเชื่อถือได้เป็นหลักสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม, ปุณณวิช ฤทธิเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยมาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมากกว่า 40 % ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โรงไฟฟ้าประเภทนี้อาศัยการทำงานร่วมกันของระบบกังหันก๊าซและระบบกังหันไอน้ำ จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 2.5 ปี ของโรงไฟฟ้ากรณีศึกษาพบว่าระบบกังหันก๊าซทำให้โรงไฟฟ้าหยุดทำงานกะทันหันคิดเป็น 88.7% ของเวลาที่โรงไฟฟ้าหยุดกะทันหันทั้งหมด ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นการปรับปรุงการบำรุงรักษาในระบบกังหันก๊าซ ทั้งนี้ได้ทำการวิเคราะห์หาระดับความวิกฤติของอุปกรณ์เพื่อกำหนดกลยุทธ์การบำรุงรักษาที่เหมาะสม ผลการวิเคราะห์ทำให้แบ่งระดับความวิกฤติได้เป็น 4 ระดับ ระดับ A มีจำนวนอุปกรณ์ 278 รายการ ระดับ B มีจำนวนอุปกรณ์ 94 รายการ ระดับ C มีจำนวนอุปกรณ์ 197 รายการ และระดับ D มีจำนวนอุปกรณ์ 267 รายการ คิดเป็น 33%, 11%, 24%, 32% ตามลำดับ อุปกรณ์ย่อยที่มีระดับความวิกฤติ A ให้เลือกใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงรุก (PaM) ระดับ B ให้เลือกใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ระดับ C และ D ใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงแก้ไข (CM) หลังจากนั้นดำเนินกิจกรรมตามกลยุทธ์การบำรุงรักษาเป็นเวลาหนึ่งปี ผลการปรับปรุงพบว่าสามารถลดค่าเฉลี่ยของการหยุดกะทันหันของโรงไฟฟ้า 2,371.48 ชั่วโมงต่อปี ลงเหลือ 1,094 ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นลดลงได้ถึง 53.86% ของเวลาหยุดอย่างกะทันหันทั้งหมด และมีค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 86.18% เป็น 93.18%


การพัฒนาระบบการบำรุงรักษาของเครื่องจักรกลหนักสำหรับการก่อสร้างถนน, ปาริสา ศิริพันธุ์ Jan 2019

การพัฒนาระบบการบำรุงรักษาของเครื่องจักรกลหนักสำหรับการก่อสร้างถนน, ปาริสา ศิริพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลหนักสำหรับงานก่อสร้างถนน เครื่องจักรกลหนักในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ รถเกลี่ยดิน รถบดสั่นสะเทือน รถบรรทุกน้ำ รถขุดไฮดรอลิก รถบรรทุกสิบล้อ รถบดล้อยางและรถตักล้อยาง หากเครื่องจักรใดเสียหรือทำงานผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องจักรอื่น ๆ ในขั้นตอนต่อไปและทำให้การก่อสร้างถนนอาจเกิดความล่าช้า จากกรณีศึกษานี้พบว่าเครื่องจักรมีความล้มเหลวเรื้อรังและเกิดลุกลามจนทำให้เครื่องจักรหยุดทำงาน ในขณะเดียวกันพบว่ามีการรั่วไหลของของเหลวและมีสัดส่วนการเสียของเครื่องจักรสูง เมื่อทำการวิเคราะห์หาสาเหตุพบว่าเกิดจากสามสาเหตุหลักได้แก่ (1) ขาดการจัดการการบำรุงรักษาในการปฏิบัติงาน (2) ขาดทัศนคติที่ดีต่อการบำรุงรักษาและ (3) ขาดระบบรายงานการบำรุงรักษา การดำเนินงานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาระบบการบำรุงรักษาด้วยการนำการบำรุงรักษาด้วยตนเองและระบบรายงานการบำรุงรักษามาประยุกต์ใช้ ได้มีการนำวงจรเดมมิ่งและการมีส่วนร่วมของบุคลากรมาใช้เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุง มีผลทำให้บุคลากรในองค์กรมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีทัศนคติต่องานบำรุงรักษาที่ดีขึ้น เมื่อดำเนินการระบบการบำรุงรักษานี้เป็นเวลาหนึ่งปีกับหกเดือน พบว่าการรั่วไหลของของเหลวลดลง 84% ประสิทธิภาพการใช้ของเหลวเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 70% และสัดส่วนการเสียของเครื่องจักรลดลง 53% นอกจากนี้ค่าบำรุงรักษาสามารถลดลงได้ 34-86%


การออกแบบสถานีงานของสถานีตรวจสุขภาพนอกสถานที่, ภัทรพันธุ์ อังอติชาติ Jan 2019

การออกแบบสถานีงานของสถานีตรวจสุขภาพนอกสถานที่, ภัทรพันธุ์ อังอติชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในช่วงที่ผ่านมาองค์กรขนาดใหญ่ต่างเสนอสวัสดิการการตรวจสุขภาพประจำปี ณ สถานประกอบการเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับพนักงานและรักษาจำนวนพนักงานในแต่ละวัน อย่างไรก็ดีบริการการตรวจสุขภาพดังกล่าวนั้นแตกต่างจากโรงพยาบาลและเป็นเรื่องท้าทายของผู้ให้บริการในการกำหนดทรัพยากรเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนพนักงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยดังเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กรณีศึกษาซึ่งดำเนินการผลิต 3 กะ งานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการไหลของพนักงานระหว่างการตรวจสุขภาพของโรงงานกรณีศึกษา เพื่อเปรียบเทียบผลของการจัดตารางตรวจคนไข้ การปรับจำนวนเจ้าหน้าที่ และลำดับสถานีของการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ากระบวนการเก็บตัวอย่างเลือดเป็นขั้นตอนวิกฤติเนื่องจากพนักงานต้องงดน้ำและอาหาร นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวต้องเสร็จก่อนการเริ่มทำงาน ในขณะที่กระบวนการตรวจสุขภาพอื่นสามารถทำได้ระหว่างเวลาพัก หรือ วันถัดมา ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำเสนอการไหลของพนักงานและเปรียบเทียบนโยบายเพื่อปรับปรุงอรรถประโยชน์ของทรัพยากรด้วยแบบจำลองสถานการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง ผลการวิเคราะห์แบบจำลองพบว่า การจัดตารางตรวจคนไข้ การปรับจำนวนเจ้าหน้าที่ และลำดับสถานีของการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ สามารถลดจำนวนเจ้าหน้าที่ไปได้ 16 คน จากทั้งหมด 82 คน และเพิ่มอรรถประโยชน์ขึ้น พร้อมทั้งลดการรบกวนเวลาทำงานของพนักงานกะแรกลง


การลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นโดยใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา, วรรณศิกา ศิริมงคล Jan 2019

การลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นโดยใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา, วรรณศิกา ศิริมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้น โดยการแก้ไขการปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยประยุกต์ใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา จากการศึกษาพบว่าปริมาณการเกิดของเสียประเภทกระเบื้องผิวหน้าไม่เรียบในกระบวนการขึ้นรูปมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 152,871.16 DPPM (Defect Parts per Million) ในงานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา ทั้ง 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการนิยามปัญหา ขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหา ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ขั้นตอนการปรับปรุงและแก้ไขกระบวนการและขั้นตอนการควบคุมกระบวนการผลิต การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากการศึกษารายละเอียดของกระบวนการผลิตเพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัญหากระเบื้องผิวหน้าไม่เรียบ ต่อมาในขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาจะทำการศึกษาความแม่นยำและความถูกต้องของระบบการวัด การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพแสดงสาเหตุและผล และคัดเลือกตัวแปรนำเข้าโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์สาเหตุของลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ (FMEA) จากนั้นจึงได้ทำการออกแบบการทดลองเพื่อหาปัจจัยนำเข้าที่มีนัยสำคัญต่อสัดส่วนของเสียและหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของแต่ละปัจจัย ผลการศึกษาพบว่าค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม คือรูตะแกรงของเครื่องบดมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ขนาดตะแกรงร่อนของเครื่องบดเบอร์ 18 (Mesh No.18) และขนาดตะแกรงร่อนก่อนขึ้นกระพ้อลำเลียงเบอร์ 8 (Mesh No.8) หลังการปรับปรุงกระบวนการพบว่าจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นลดลงเหลือ 34,610 DPPM ซึ่งสามารถลดการเกิดของเสียลงได้ถึง 77% เมื่อเทียบกับจำนวนของเสียก่อนการปรับปรุง


การลดขนาดรอยบิ่นบนแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษและพื้นที่ทางตัดแคบสำหรับกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์, วรวิช สนามทอง Jan 2019

การลดขนาดรอยบิ่นบนแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษและพื้นที่ทางตัดแคบสำหรับกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์, วรวิช สนามทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รอยบิ่นคือปัญหาใหญ่ของประบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ เมื่อรอยบิ่นนั้นมีขนาดใหญ่และกินพื้นที่เข้าไปในบริเวณพื้นที่ใช้งานของตัวไดเนื่องจากขนาดของรอยบิ่นมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณพื้นที่ปลอดข้อบกพร่อง ดังนั้นคุณภาพของการตัดแผ่นเวเฟอร์ที่ดีต้องมีขนาดรอยบิ่นที่เล็ก หรือดีที่สุดคือไม่เกิดรอยบิ่นขึ้นเลย ในขณะที่วงจรจรวมในปัจจุบันมีราคาไม่สูงมากนัก และขนาดของตัวผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทจึงสนใจแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษ (แผ่นเวเฟอร์ที่มีความหนาไม่เกิน 100 ไมโครเมตร) และยังสนใจการเพิ่มจำนวนไดต่อแผ่นเวเฟอร์ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน แต่การตัดแผ่นเวเฟอร์จะลำบากมากขึ้นเมื่อจำนวนไดในแผ่นเวเฟอร์มีมากขึ้น เพราะการเพิ่มจำนวนไดในแผ่นเวเฟอร์จะส่งผลให้ขนาดของพื้นที่ทางตัดแคบลง สำหรับโรงงานกรณีศึกษา ลูกค้าลดขนาดพื้นที่ทางตัดจาก 80 ไมโครเมตร ให้เหลือเพียง 60 ไมโครเมตร ซึ่งชุดค่าการปรับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตัดแผ่นเวเฟอร์ชนิดนี้ได้เพราะค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นมีขนาดใหญ่ 14 ไมโครเมตร ซึ่งมากกว่าขนาดของพื้นที่ปลอดข้อบกพร่อง 13.5 ไมโครเมตร จึงจำเป็นต้องทำการปรับปรุงกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ เพื่อลดขนาดรอยบิ่นที่เกิดจากกระบวนการตัดให้เล็กลง ซึ่งเทคนิคการปรับปรุงที่ใช้คือวิธีของซิกซ์-ซิกม่า โดยหาปัจจัยนำเข้าที่ส่งผลต่อรอยบิ่นและหาชุดค่าการปรับที่เหมาะสมเพื่อที่จะทำให้ขนาดของรอยบิ่นเล็กที่สุด ประกอบไปด้วย ความหนาของใบมีดผงเพชร 20 ไมโครเมตร, ความเร็วรอบตัด 50,000 รอบต่อนาที, และความเร็วป้อนตัด 39 มิลลิเมตรต่อวินาที ซึ่งส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นที่กระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ลดลงจาก 14 ไมโครเมตร เหลือเพียง 4.5 ไมโครเมตร หรือค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นมีขนาดเล็กลง 67.86 เปอร์เซ็นต์


วิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน, วิชญะ ศรีตระกูล Jan 2019

วิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน, วิชญะ ศรีตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และวิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน (Deterministic SDPD) โดยปัญหาดังกล่าวจัดเป็นปัญหาการจัดเส้นทางเดินรถรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรถสามารถเดินทางออกจากท่ารถได้ตามรอบรถ (wave) ที่กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้เวลาการปรากฏ (arrival time) ของคำสั่งของลูกค้าทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ทราบล่วงหน้าตั้งแต่ต้นวันทำการ ทั้งนี้คำสั่งของลูกค้าหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วยจุดรับ และจุดส่งพัสดุที่แตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องถูกมอบหมายให้อยู่ในรอบรถเดียวกัน แต่จำเป็นต้องจัดส่งพัสดุให้ทันภายในวันทำการ หากเลือกที่จะรับพัสดุของคำสั่งนั้นๆ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาผลกระทบของการเพิ่มจำนวนรอบรถในวันทำการที่มีต่อประสิทธิภาพของการหาคำตอบด้วยวิธีแม่นตรง (exact method) บนกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มสร้างขึ้นจำนวน 40 ตัวอย่าง โดยผู้วิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนรอบรถในวันทำการส่งผลให้ประสิทธิภาพการหาคำตอบด้วยวิธีแม่นตรงลดลงอย่างมาก ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาฮิวริสติก Adaptive Large Neighborhood Search (ALNS) สำหรับปัญหาดังกล่าว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหาคำตอบแบบแม่นตรงแล้ว ผู้วิจัยพบว่า คำตอบที่ได้จาก ALNS ส่วนใหญ่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าคำตอบที่ได้จากวิธีแม่นตรงภายใต้กรอบเวลาในการหาคำนวณที่จำกัด แต่กลับใช้เวลาในการหาคำตอบต่ำกว่ามาก


การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพา, ศุทธินี ทองนพ Jan 2019

การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพา, ศุทธินี ทองนพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทดสอบการแพ้ยามีความสำคัญมากต่อผู้ป่วยที่มีประวัติหรือสภาวะเสี่ยงต่อการแพ้ยา เนื่องจากการทดสอบสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากการรักษามากขึ้น และยังเอื้อประโยชน์แก่แพทย์เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วย แต่ปัจจุบันในประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการรองรับการทดสอบการแพ้ยาอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการและผู้ป่วยอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานในการรอผลการทดสอบ ดังนั้นวิจัยนี้จึงพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพาที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถให้ผลการทดสอบได้ใกล้เคียงกับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และสามารถนำไปใช้ในโรงพยาบาลที่ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ไม่พร้อม โดยมุ่งเน้นการทดสอบการแพ้ยาด้วยเทคนิคอิไลสปอต ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความไวสูงและความจำเพาะสูง สามารถให้ผลการทดสอบที่แม่นยำ เหมาะสมกับการทดสอบการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาในงานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบ 3 ด้าน คือ การออกแบบขั้นตอนการทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอตในอุปกรณ์ต้นแบบ การออกแบบระบบวงจรสร้างความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิ และการออกแบบโครงสร้างอุปกรณ์ต้นแบบ โครงสร้างของอุปกรณ์ต้นแบบได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติมาประยุกต์ในการขึ้นรูปโครงสร้างและชิ้นส่วนต่างๆ และระบบวงจรไฟฟ้าในอุปกรณ์ต้นแบบสามารถสร้างความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้สภาวะภายในอุปกรณ์ต้นแบบอยู่ระหว่าง 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ เมื่อทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอต พบว่าผลการทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอตในอุปกรณ์ต้นแบบสามารถให้ผลการทดสอบไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการทดสอบการแพ้ยาในห้องปฏิบัติการ จึงถือได้ว่าอุปกรณ์ต้นแบบสามารถให้ผลการทดสอบการแพ้ยาได้เทียบเท่ากับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยการทดสอบในอุปกรณ์ต้นแบบมีค่าความไวเท่ากับร้อยละ 80 ค่าความจำเพาะเท่ากับร้อยละ 100 ค่าความถูกต้องเท่ากับร้อยละ 90


การวิเคราะห์การตัดสินใจเพื่อการจัดหาเครื่องจักรหนักในงานก่อสร้าง, ศุภิสรา พันธ์ดารา Jan 2019

การวิเคราะห์การตัดสินใจเพื่อการจัดหาเครื่องจักรหนักในงานก่อสร้าง, ศุภิสรา พันธ์ดารา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นโยบายการจัดหาเครื่องจักรมีความสำคัญต่อการดำเนินงานโครงการสร้างถนนให้เป็นไปอย่างราบรื่น การวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพซึ่งจะเป็นการดีกว่าการวิเคราะห์ที่เน้นปัจจัยเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงการวิเคราะห์นโยบายโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นและผลของการนำไปกำหนดเป็นนโยบายขององค์กร การดำเนินงานวิจัยได้สร้างผังโครงสร้างการตัดสินใจเชิงลำดับชั้นซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 5 เกณฑ์ เกณฑ์รอง 6 เกณฑ์ และนโยบายทางเลือก 2 นโยบาย เกณฑ์หลักได้แก่ ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักร ความง่ายต่อการซ่อมบำรุง อายุของเครื่องจักร ความสามารถของผู้บริการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายทางเลือกได้แก่ นโยบายซื้อเครื่องจักรใหม่ และนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิม จากตัวอย่างในกรณีศึกษาได้ผลการวิเคราะห์การทดแทนเครื่องจักรว่าให้เลือกนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิมสำหรับเครื่องจักรทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากผลการวิเคราะห์ของกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น โดยเครื่องจักรหนักที่มีอายุงาน 16-31 ปี ให้เลือกนโยบายซื้อเครื่องจักรใหม่ และเครื่องจักรหนักที่มีอายุงาน 3-6 ปี ให้เลือกนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิม โดยเกณฑ์หลักที่มีความสำคัญอันดับต้น ได้แก่ ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักร และความง่ายต่อการซ่อมบำรุง ส่วนเกณฑ์รองที่สำคัญอันดับต้น ได้แก่ ค่าปรับจากการส่งงานล่าช้า และอายุทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังพบว่าการกำหนดนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิมส่งผลต่อการปรับปรุงเครื่องจักรหนักให้มีค่าความพร้อมใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 12%


การลดข้อบกพร่องในงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้าที่มาจากการแจ้งข้อร้องเรียนหลังการใช้งานรถบรรทุกของลูกค้า, สมยศ ผ่องใส Jan 2019

การลดข้อบกพร่องในงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้าที่มาจากการแจ้งข้อร้องเรียนหลังการใช้งานรถบรรทุกของลูกค้า, สมยศ ผ่องใส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดข้อบกพร่องจากข้อร้องเรียนของลูกค้าในงานดัดแปลงรถบรรทุกของบริษัทกรณีศึกษา โดยศึกษาส่วนงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้า ข้อร้องเรียนจากข้อบกพร่องประเภทแชสซีเสียหายเป็นเรื่องที่ถูกแจ้งมากที่สุด ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อบริษัท ผู้วิจัยจึงนำเอาเทคนิค ซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ ดำเนินงานวิจัยตามหลักการ DMAIC เพื่อปรับปรุง และพัฒนากระบวนการดัดแปลงในส่วนงานเชื่อมโลหะให้มีคุณภาพ โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน (Box-Behnken Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสม ปัจจัยที่ใช้ทำการทดลองมี 3 ปัจจัย คือ กระแสไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้า และอัตราการไหลของแก๊สคลุม ซึ่งในการทดลองผู้วิจัยทำการศึกษาพฤติกรรมของพนักงานเชื่อม โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า และกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมเร็ว ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผลการทดลองเชิงสถิติ ผลจากการทดลองพบว่า ปัจจัยกระแสไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้า และอัตราการไหลของแก๊สคลุม ส่งผลกระทบต่อการเกิดข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีระดับปัจจัยที่เหมาะสมในกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า กระแสไฟ 185 แอมแปร์ แรงเคลื่อนไฟ 150 โวลท์ และอัตราการไหลของแก๊สคลุม 20 ลิตร/นาที และกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมเร็ว กระแสไฟ 235 แอมแปร์ แรงเคลื่อนไฟ 175 โวลท์ และอัตราการไหลของแก๊สคลุม 30 ซม./นาที จากผลของการปรับปรุงครั้งนี้ทำให้สัดส่วนของเสียที่เกิดข้อบกพร่องในกระบวนการดัดแปลงรถบรรทุก ส่วนงานเชื่อมโลหะ จาก 0.60% ลดลงเหลือ 0.12% และจาก 0.72% ลดลงเหลือ 0.20% ของกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า และเร็ว ตามลำดับ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายงานซ่อมแซมของบริษัทกรณีศึกษาลงได้


การวิเคราะห์ปัจจัยในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกล, สัจจะพจน์ คชวัฒน์ Jan 2019

การวิเคราะห์ปัจจัยในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกล, สัจจะพจน์ คชวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยของกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกลของโรงงานตัวอย่างดำเนินการทดลองโดยควบคุมอุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) ที่ 830, 850, 870ºC ปริมาณธาตุ Boron(B) ที่ 10, 20, 30 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) ที่ 10, 20, 30ºC จากนั้นนำชิ้นงานไปตรวจวัดค่าคุณสมบัติเชิงกล ได้แก่ ค่าความเค้นจุดคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด และค่าร้อยละของการยืดตัว รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็ก ผลการทดสอบพบว่า (1) อิทธิพลหลักของทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT), ปริมาณธาตุ Boron (B) และ อุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) มีผลต่อการผันแปรค่าเชิงกลของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน ขณะที่ปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งสามไม่มีอิทธิพลทางสถิติที่ระดับ α=0.05 (2) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) มีผลให้ค่าความเค้นจุดคราก (YS) และค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด (TS) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าร้อยละการยืดตัว (EL) ลดลง (3) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) และปริมาณBoron (B) จะส่งผลให้ค่าร้อยละการยืดตัว (EL) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าความเค้นจุดคราก (YS) และค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด (TS) มีค่าลดลง (4) ระดับปัจจัยที่ส่งผลให้เหล็กมีคุณสมบัติความแข็งแรงต่ำสุดและมีความยืดสูงสุด ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) 830ºC, ปริมาณBoron (B) 30 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) 30ºC ให้ผลลัพธ์ค่าความเค้นจุดคราก 206±5.0 MPa ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด 306±4.0 MPa และค่าร้อยละการยืดตัว 50±1.0% (5) ระดับปัจจัยที่ส่งผลให้เหล็กมีคุณสมบัติความแข็งแรงสูงสุดและมีความยืดต่ำสุด ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) 870ºC, ปริมาณBoron (B) 10 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) 10ºC …


การจัดตารางการผลิตโดยวิธีการฮิวริสติกส์ สำหรับกระบวนการบรรจุยาสีฟัน, สุวัฑฒิพงศ์ พรหมจันทร์ Jan 2019

การจัดตารางการผลิตโดยวิธีการฮิวริสติกส์ สำหรับกระบวนการบรรจุยาสีฟัน, สุวัฑฒิพงศ์ พรหมจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาฮิวริสติกสำหรับปัญหาการบรรจุยาสีฟัน (TFP) ซึ่งมีความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ (สูตร และขนาด) รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ของเครื่องบรรจุและถังเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบรรจุที่มีความเร็วและความสามารถในการบรรจุยาสีฟันแต่ละขนาดที่แตกต่างกัน ส่งผลทำให้งานบางงานไม่สามารถผลิตบนเครื่องจักรบางเครื่องได้ นอกจากนี้ยังมีถังเก็บที่มีจำนวนจำกัด และขนาดที่แตกต่างกัน อีกทั้งไม่สามารถนำถังบรรจุมาใช้บรรจุมากกว่าหนึ่งเครื่องในเวลาเดียวกันได้ ส่งผลทำให้การจัดตารางการผลิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยทำการแก้ปัญหา TFP ด้วยวิธีการสองขั้นตอน (Two-phase Method) โดยการสร้างคำตอบขั้นต้นด้วยกฎการส่งมอบงานเร็วสุด (EDD) แล้วทำการปรับปรุงคำตอบเริ่มต้นโดยนำแนวคิดการค้นหาคำตอบในการย่านใกล้เคียงแบบแปรผัน (Variable Neighborhood Search) และได้ทำการทดสอบฮิวริสติกด้วยข้อมูลตัวอย่างจากบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย จากนั้นทำการเปรียบเทียบกับการแผนงานในปัจจุบันพบว่าฮิวริสติกที่นำเสนอสามารถลดเวลาปิดงาน (Makespan) ลงโดยเฉลี่ย 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 12 ล้านบาทต่อปี จากการลดเวลาทำงานล่วงเวลา (Overtime)


ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, อภิชญา คชาสถาพร Jan 2019

ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, อภิชญา คชาสถาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุนโดยการวิเคราะห์ด้วยสมการถดถอยหุคูณ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการผสมเป็นน้ำมันเตามีทั้งหมด 4 ชนิดได้แก่ กากของหน่วยแยกความหนืด น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และกากบรรยากาศหน่วยแยกกากคอนเดนเสท คุณสมบัติน้ำมันเตาที่บริษัทกรณีศึกษาให้ความสำคัญในการพิจารณาส่งมอบ มีทั้งหมด 4 คุณสมบัติ ได้แก่ จุดวาบไฟ ปริมาณกำมะถัน จุดไหลเท และค่าความหนืด โดยพบว่าคุณสมบัติน้ำมันเตาอยู่ในค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมแต่มีความคลาดเคลื่อนไปจากค่ามาตรฐานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันเตาจึงไม่ใช่ต้นทุนที่ต่ำที่สุด งานวิจัยนี้ใช้สมการถดถอยหลายรูปแบบในการวิเคราะห์พิจารณาหาสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่เหมาะสม พบว่าการใช้สมการถดถอยแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน มีค่าแม่นยำมากที่สุดโดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจปรับค่า (R2-adj) อยู่ระหว่าง 83-99% และค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์มีค่าต่ำที่สุดอยู่ระหว่าง 1-12% เมื่อเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์การถดถอยตัวแปรแบบพหุคูณและการเลือกตัวแปรโดยเพิ่มตัวแปรแบบขั้นตอน เมื่อนำข้อมูลจริงของการผสมน้ำมันเตาในปี 2017-2019 จำนวน 40 ชุดข้อมูล มาใช้กับสมการถดถอยของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน เพื่อวิเคราะห์หาสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่เหมาะสมโดยใช้โปรแกรมการแก้ปัญหาเชิงเส้นโดยฟังก์ชัน Solver ของ Microsoft Excel พบว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันเตาลดลงทั้งหมดรวม 2.4 ล้านบาท หรือ 6 หมื่นบาทต่อชุดข้อมูล คิดเป็นอัตราส่วนลดลงร้อยละ 23% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด


การพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงานสำหรับการกลึงซีเอ็นซีโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, อริชยา เผือกหอม Jan 2019

การพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงานสำหรับการกลึงซีเอ็นซีโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, อริชยา เผือกหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงาน ภายใต้กระบวนการการควบคุมด้วยเงื่อนไขการตัดและอัตราส่วนแรงตัดที่เกิดขึ้นในขณะกลึงซีเอ็นซีของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน S45C ด้วยมีดคาร์ไบด์เคลือบผิว โดยมีเงื่อนไขการตัดที่ความเร็วตัด 100 - 260 เมตร/นาที อัตราการป้อนตัด 0.1 - 0.3 มิลลิเมตร/รอบ ความลึกในการตัด 0.2 - 0.8 มิลลิเมตร รัศมีจมูกมีดตัด 0.4 และ 0.8 มิลลิเมตร และมุมคายเศษวัสดุ -6 และ +11 องศา การแปลงฟูเรียร์อย่างเร็วถูกใช้เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างแรงตัดและความขรุขระผิวในโดเมนความถี่ โดยพบว่ามีความถี่ที่ตรงกัน อัตราส่วนแรงตัดจึงถูกประยุกต์ใช้เพื่อพยากรณ์ความขรุขระผิวชิ้นงานเฉลี่ย (Ra), ความขรุขระผิวชิ้นงานสูงสุด (Rz) และความตรงผิวชิ้นงาน (St) ในกระบวนการโดยที่เงื่อนไขการตัดไม่เปลี่ยนแปลงไป ค่าความตรงและความขรุขระผิวถูกคำนวณด้วยโครงข่ายประสาทเทียมแบบสองชั้นป้อนไปข้างหน้า ซึ่งได้รับการฝึกฝนโดยใช้การเรียนรู้แบบแพร่ค่าย้อนกลับของเลเวนเบิร์ก-มาร์ควอร์ด จากการเปรียบเทียบผลการทดลอง พบว่าวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยสุดให้การพยากรณ์ที่มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 67.96%, 69.50% และ 59.29% ตามลำดับ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความแม่นยำสูง เมื่อทำการเปรียบเทียบกับโครงข่ายประสาทเทียมที่มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 61.19%, 67.96% และ 40.71% ตามลำดับ สำหรับชิ้นงานอะลูมิเนียม (Al 6063) อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน (S45C) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่ได้รับการฝึกสอนแล้วของค่าความขรุขระผิวชิ้นงานเฉลี่ย ค่าความขรุขระผิวชิ้นงานสูงสุด และค่าความตรงเบี่ยงหนีศูนย์มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 88.78%, 92.51% และ 91.89% ตามลำดับ ส่วนวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยสุดให้ค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 91.89%, 91.79% and 91.85% ตามลำดับ


Decision Support System For Supplier Selection In Gas Pipeline Industry, Kawinkorn Ampornmaha Jan 2019

Decision Support System For Supplier Selection In Gas Pipeline Industry, Kawinkorn Ampornmaha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to study and analyse both the quantitative and qualitative decision criteria for pipeline fabrication supplier selection in the gas pipeline industry in Rayong, Thailand. The decision-making process was analysed by the Analytic Hierarchy Process technique or AHP and computed using SpiceLogic software. The data collection was carried out by providing questionnaires to experts and specialists at the management level. It was found that the main factors were quality, technical capability, delivery, cost and financial stability. All the main factors were considered with the decision-making process for purchasing and selecting with the best supplier. The …


Strategic Supplier Selection:The Case Of International Food Trading Company, Natchanok Paramaporn Jan 2019

Strategic Supplier Selection:The Case Of International Food Trading Company, Natchanok Paramaporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of the research project is to develop strategic supplier selection system for an international food trading company using the Analytic Hierarchy Process (AHP). The products involved are canned food for worldwide export. The decision makers consist of a president and two marketing managers. The chosen decision criteria listed by weight of important are ‘Export Capability’ (54%), ’Pricing Policy’ (28%), ‘Technological Catch-up’ (10%), ‘Ethical Practices’ (5%), and ‘Environmental Management’ (3%). The sub-criteria chosen are ‘Number of Food Safety Certificate’ (54%), ‘Net Selling Price’ (23%), ‘Automation in Production Process’ (8%), ‘Payment Terms’ (5%), ‘Worker’s Safety and Health’ (4%), ‘Adverse Weather …


Preventive Measures For Project Schedule Control Of Combined Cycle Gas Turbine Power Plant, Pakorn Prabhawong Jan 2019

Preventive Measures For Project Schedule Control Of Combined Cycle Gas Turbine Power Plant, Pakorn Prabhawong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this research are to analyse the construction critical paths of the combined cycle gas turbine power plant projects and to determine the delay preventive measures for project schedule control. First, the planned and actual construction schedules of the combined cycle gas turbine power plants have been studied and analysed to see their critical paths and also the near-critical path which could potentially become critical. Construction schedules of four power plants constructed in Thailand have been obtained and analysed. Their capacities and main equipment arrangement are summarized in Chapter 5.1. The common work breakdown structures have been set …


Big Data Analytics For Improving Customer Win-Back Rate In Townhome Segment, Warot Lilahajiva Jan 2019

Big Data Analytics For Improving Customer Win-Back Rate In Townhome Segment, Warot Lilahajiva

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand’s real-estate market is now facing with negative growth, where most developers are encountered with challenges in generating satisfactory revenue, particularly from new customers. In order to improve the revenue stream, customer win-back approach that focuses on current customers in the sales funnel and re-engages them by offering more attractive residential projects is therefore initiated. In particular, we focus on the development of predictive analytics model that potentially increases customer win-back rate by exploring the current databases, identifying significance for win-back (based on past performance), and testing the resulting predictions via several machine learning algorithms. The proposed method returns a …


Offshore Crew Boat Sailing Time Prediction Models, Atiporn Chongterdtoonskul Jan 2019

Offshore Crew Boat Sailing Time Prediction Models, Atiporn Chongterdtoonskul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this study, the relationship between travelling time of crew boats and the potential related factors was studied to improve prediction model for travelling time calculation. According to lack of data analysis, the existing calculation method had very high forecast error for crew boat’s morning route which is the main route for boat A and boat B. The selected variables were total distance and boat speed as internal factors while using significant wave height, wave direction, wind speed, and wind direction as external factors. 2017-2019 data were used in this analysis by dividing into 2017-2018 as train and validate data. …


Customer Churn Prediction For A Software-As-A-Service Inventory Management Company, Phongsatorn Amornvetchayakul Jan 2019

Customer Churn Prediction For A Software-As-A-Service Inventory Management Company, Phongsatorn Amornvetchayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis proposes customer churn prediction model for a Software-as-a-Service inventory management company in Thailand. Software-as-a-Service is the fast growing and high market values industry as a new emerging online business. Customer churn is a critical measure for this business. Thus, this thesis focuses on seeking a customer churn prediction model specified for a Software-as-a-Service inventory management company in Thailand which is facing a high churn rate issue. This thesis executes the prediction models with four machine learning algorithms: logistic regression, support vector machine, decision tree and random forest. The results show that the optimized decision tree model is capable …


Improvement Of Forex Pairs Trading Strategy With Machine Learning Algorithms, Ronnachai Jirapongpan Jan 2019

Improvement Of Forex Pairs Trading Strategy With Machine Learning Algorithms, Ronnachai Jirapongpan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis aims to study machine learning to improve the trading performance of pairs trading strategy. Pairs trading strategy is one of the most well-known algorithm trading developed in the 1980s by a group of scientists and mathematicians. The concept of the pairs trading strategy is to exploit the mispricing of two equities which their prices tend to move in the same manner. When the algorithm captures the mispricing behavior by equations or indicators, traders open a short position on the equity which its price is relatively higher than the equilibrium and open long position of the other equity. If …


การวางแผนการจัดหาเหล็กแผ่นโดยพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์เศษเหล็กในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุก, กฤติยา อึ่งวรากร Jan 2019

การวางแผนการจัดหาเหล็กแผ่นโดยพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์เศษเหล็กในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุก, กฤติยา อึ่งวรากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากการผลิตรถบรรทุกของโรงงานกรณีศึกษามีกระบวนการตัดเหล็กม้วนโดยใช้การปั๊มขึ้นรูปกรอบประตูรถบรรทุก ซึ่งทำให้เกิดเศษเหล็กเหลือใช้เป็นจำนวนมาก โรงงานจึงมีแนวคิดในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศษเหล็ก โดยการใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกจำนวน 7 รายการชิ้นส่วน เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอวิธีการวางแผนการจัดหาเหล็กแผ่นโดยพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์เศษเหล็กในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกโดยการประยุกต์ใช้การวัดความแม่นยำของข้อมูลด้วยวิธี MAD ในการลดทอนความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ความต้องการชิ้นส่วนรถบรรทุกที่มีการปรับเปลี่ยนไปจนกว่าจะถึงกำหนดการส่งมอบ การศึกษาต้นทุนที่เกิดจากกิจกรรมในกระบวนการตัดเหล็กเพื่อกำหนดเกณฑ์การตัดสินใจ การใช้โปรแกรมเชิงเส้นในการจัดสรรเศษเหล็กให้แก่ชิ้นส่วนรถบรรทุกต่าง ๆ สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนสูงสุด การประมาณค่าความเบี่ยงเบนของค่าสัมบูรณ์ของความคลาดเคลื่อนเพื่อกำหนดพัสดุคงคลัง และการประยุกต์ใช้แบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย เพื่อหาจำนวนเหล็กแผ่นที่จะต้องจัดหาจากผู้ขายตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อดำเนินทดสอบด้วยข้อมูลจริงตั้งแต่ ก.ย.2561 – เม.ย.2562 พบว่าโรงงานลดต้นทุนในการจัดหาเหล็กแผ่นลงได้ 19% คิดเป็นมูลค่า 866, 452 บาท นอกจากการจัดสรรเศษเหล็กเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบแล้วนั้นยังสามารถลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลความต้องการชิ้นส่วนรถบรรทุก 5 % และการปรับปรุงวิธีการคำนวณจำนวนเหล็กแผ่นเพื่อใช้เป็นพัสดุคงคลังลดลงได้ 65 % โดยยังคงตอบสนองต่อลูกค้าที่ระดับให้บริการที่ 95%


การกำหนดนโยบายการสั่งเติมพัสดุชิ้นส่วนหลักในงานประกอบตามคำสั่งซื้อ ในการผลิตระบบทำน้ำเย็น, ทิพวัลย์ นาสวรรค์ Jan 2019

การกำหนดนโยบายการสั่งเติมพัสดุชิ้นส่วนหลักในงานประกอบตามคำสั่งซื้อ ในการผลิตระบบทำน้ำเย็น, ทิพวัลย์ นาสวรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบายการสั่งเติมพัสดุชิ้นส่วนหลักในงานผลิตตามคำสั่งซื้อ (Assemble-to-Order : ATO) ในโรงงานผลิตเครื่องทำระบบน้ำเย็น ซึ่งชิ้นส่วนหลักประกอบไปด้วย พัดลมระบายความร้อน 4 ชนิด และแผงแลกเปลี่ยนความร้อน 13 ชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลาย ชิ้นส่วนเหล่านี้ที่มีระยะเวลานำที่ยาวนาน ส่งผลให้มีระดับพัสดุมากเกินไป ทั้งการสั่งเติมพัสดุนั้นยังพึ่งพาประสบการณ์บุคคลเป็นส่วนใหญ่ และค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อมีค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของชิ้นส่วน งานวิจัยจึงมุ่งเน้นในการกำหนดปริมาณพัสดุคงคลังเป้าหมายและปริมาณการสั่งเติมของชิ้นหลักให้สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้น และได้มีนำเสนอแนวคิดของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) สำหรับงานสั่งเติมพัสดุ จากการวิเคราะห์ความต้องการรายเดือนของชิ้นส่วนเหล่านี้การกระจายตัวของข้อมูลมีการแจกแจงแบบไม่ปกติ การทดสอบสถิติแบบนอนพาราเมตริกจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่ออธิบาย และหาค่าเฉลี่ยรายเดือนของความต้องการ เพื่อนำไปกำหนดค่าระดับพัสดุคงคลังเป้าหมายที่ระดับการให้บริการลูกค้า (Customer Service Level ) 95% รวมถึงการระบุพัสดุสำรอง (Safety Stock) และการคำนวนค่า Available-to-Promise (ATP) หรือจำนวนพัสดุที่สามารถขายลูกค้าได้เป็นหนึ่งในตัวตัดสินใจการสั่งเติม การทดสอบทำโดยการนำนโยบายพัสดุคงคลังใหม่ที่กำหนดขึ้น จำลองการทดสอบกับข้อมูลเดิมของปี 2561และข้อมูลความต้องการใหม่ในปี 2562 พบว่านโยบายใหม่มีระดับพัสดุคงคลังซึ่งคิดเป็นค่าเฉพาะวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนหลักอย่างเดียว ณ สิ้นปี 2562 ลดลง 42.4 % หรือคิดเป็น 396,809 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้จำนวนพัสดุคงคลังของชิ้นส่วนหลักก็ลดลง 37 % และระดับการให้บริการไม่ลดลงเนื่องจากไม่เกิดภาวะการขาดแคลนพัสดุเกิดขึ้น


การปรับปรุงจำนวนพาเลทจัดเก็บของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าในคลังสินค้า, ชมพูนุช เลื่องชัยเชวง Jan 2019

การปรับปรุงจำนวนพาเลทจัดเก็บของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าในคลังสินค้า, ชมพูนุช เลื่องชัยเชวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลายทศวรรษที่โรงงานผู้ผลิตได้ประยุกต์ใช้คลังสินค้าสัญญาซึ่งเป็นคลังสินค้าเฉพาะบริหารจัดการโดยผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ด้วยสัญญาระยะปานกลาง วิธีการเอาท์ซอสช่วยให้โรงงานมีความยืดหยุ่นในการให้บริการโลจิสติกส์ อาทิเช่น การรวมเที่ยวขนส่ง การเปลี่ยนหีบห่อสินค้า และ การรวมสินค้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดการคลังสินค้าขึ้นกับ จำนวนพาเลทที่จัดเก็บ และ ความถี่ที่พาเลทถูกเคลื่อนย้าย ดังนั้นการจัดเก็บที่ไม่ได้ประสิทธิภาพและการขนถ่ายซ้ำซ้อนจะนำไปสู่ค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการคลังสินค้าที่สูงขึ้น ดังเช่นคลังสินค้าสัญญากรณีศึกษา คลังสินค้ากรณีศึกษาประสบกับปัญหาสัดส่วนของพาเลทที่มีการจัดเรียงไม่ได้ประสิทธิภาพหรือเรียกว่า พาเลทเศษ มีปริมาณสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาสัดส่วนของการจัดเก็บพาเลทสูงขึ้นทำให้มีพื้นที่ว่างในคลังไม่เพียงพอ จากการวิเคราะห์ข้อมูลและการระดมความคิดของกลุ่มทำงานพบหนึ่งในต้นเหตุมาจากกลุ่มสินค้านำเข้า สาเหตุของปัญหาเกิดจากขนาดพาเลทไม้มาตรฐานที่ใช้ในกลุ่มประเทศอียูมีขนาดเล็กกว่าขนาดพาเลทไม้มาตรฐานที่ใช้ประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนรูปแบบการวางกล่องสินค้าพบพาเลทไม้ใหม่โดยมิให้เกินขอบพาเลท หลังจากการปรับรูปแบบการเรียงกล่องสินค้าใหม่แล้วจะช่วยลดจำนวนพาเลทที่เรียงไม่ได้ประสิทธิภาพและสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าพาเลทกับค่าเคลื่อนย้ายพาเลทของคลังสินค้าได้เท่ากับ 24.29% ของปี Y0 และ 21.65% ของปี Y1 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน