Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (917)
- Computer Sciences (901)
- Computer Engineering (883)
- Artificial Intelligence and Robotics (875)
- Numerical Analysis and Scientific Computing (865)
-
- Systems Science (863)
- Industrial Engineering (185)
- Operational Research (127)
- Systems Engineering (59)
- Business (47)
- Social and Behavioral Sciences (45)
- Mechanical Engineering (31)
- Industrial Technology (28)
- Other Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (27)
- Manufacturing (21)
- Management Sciences and Quantitative Methods (20)
- Electrical and Computer Engineering (19)
- Management Information Systems (18)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (17)
- Technology and Innovation (16)
- Civil and Environmental Engineering (15)
- Communication (14)
- Computer and Systems Architecture (14)
- Information Literacy (14)
- Library and Information Science (14)
- Social Media (14)
- Business Administration, Management, and Operations (13)
- Communication Technology and New Media (13)
- Institution
-
- China Simulation Federation (862)
- Chulalongkorn University (64)
- Missouri University of Science and Technology (30)
- Old Dominion University (24)
- Singapore Management University (21)
-
- University of Arkansas, Fayetteville (18)
- Air Force Institute of Technology (16)
- California State University, San Bernardino (16)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (15)
- Embry-Riddle Aeronautical University (11)
- University of Central Florida (11)
- West Virginia University (11)
- University of New Haven (10)
- Wright State University (10)
- Kennesaw State University (8)
- University of Alabama in Huntsville (8)
- Southern Methodist University (7)
- University of Texas at Arlington (7)
- Wayne State University (7)
- Florida Institute of Technology (6)
- Northern Illinois University (6)
- University of Kentucky (6)
- Louisiana State University (5)
- Portland State University (5)
- University of Dar es Salaam (5)
- University of South Florida (5)
- Western Kentucky University (5)
- Western Michigan University (5)
- University of Louisville (4)
- Walden University (4)
- Keyword
-
- Simulation (47)
- Optimization (22)
- Genetic algorithm (14)
- Numerical simulation (14)
- Virtual reality (13)
-
- Deep learning (12)
- Machine learning (11)
- Neural network (11)
- Modeling (10)
- Modeling and simulation (9)
- Particle swarm optimization (9)
- Path planning (8)
- Scheduling (8)
- Fault diagnosis (7)
- Industrial Engineering (7)
- Model (7)
- Permanent magnet synchronous motor (7)
- Reliability (6)
- Simulation system (6)
- System simulation (6)
- Visual simulation (6)
- Visualization (6)
- Aircraft cabin (5)
- Augmented reality (5)
- Collision detection (5)
- Department of Biomedical, Industrial & Human Factors Engineering (5)
- Design (5)
- Differential evolution algorithm (5)
- Electric vehicle (5)
- Flight simulator (5)
- Publication
-
- Journal of System Simulation (862)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (64)
- Engineering Management and Systems Engineering Faculty Research & Creative Works (22)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (21)
- Journal of International Technology and Information Management (15)
-
- Theses and Dissertations (15)
- Electronic Theses and Dissertations (14)
- Faculty Publications (10)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (10)
- Engineering Management & Systems Engineering Faculty Publications (9)
- Graduate Theses and Dissertations (9)
- Engineering Management & Systems Engineering Theses & Dissertations (8)
- Senior Design Project For Engineers (8)
- Master's Theses (7)
- Engineering and Applied Science Education Faculty Publications (6)
- Graduate Research Theses & Dissertations (6)
- Biomedical, Industrial & Human Factors Engineering Faculty Publications (5)
- Browse all Theses and Dissertations (5)
- Dissertations (5)
- Doctoral Dissertations (5)
- Industrial Engineering Undergraduate Honors Theses (5)
- Industrial, Manufacturing, and Systems Engineering Dissertations - Archive (5)
- International Journal of Aviation, Aeronautics, and Aerospace (5)
- Tanzania Journal of Engineering and Technology (TJET) (5)
- Industrial Technology and Packaging (4)
- Industrial and Manufacturing Engineering (4)
- Operations Management Presentations (4)
- Operations Research and Engineering Management Theses and Dissertations (4)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (4)
- Wayne State University Dissertations (4)
- Publication Type
- File Type
Articles 1231 - 1260 of 1263
Full-Text Articles in Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้านทานแรงดึงในการเชื่อมพลาสติกพอลิโพพิลีน(Pp)แบบอัลตราโซนิกของชิ้นส่วนยานยนต์, กมลพรรณ เชิดสูงเนิน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้านทานแรงดึงในการเชื่อมพลาสติกพอลิโพพิลีน(Pp)แบบอัลตราโซนิกของชิ้นส่วนยานยนต์, กมลพรรณ เชิดสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้านทานของดึงของการเชื่อมพลาสติกพอลิโพพิลีน(PP)แบบอัลตราโซนิก (PP-APBP-31 และ PP-APBP-2) เนื่องจากต้องการลดเวลาการทำงานของกระบวนการเชื่อมและรักษาค่าความต้านทานแรงดึงของจุดเชื่อมแต่ละจุดให้มีค่ามากกว่า 60 นิวตัน จึงต้องทำการควบคุมปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาคุณภาพของจุดเชื่อมไว้ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จากการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้านทานแรงดึงของจุดเชื่อมพลาสติกด้วยแผนภูมิก้างปลาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้านทานแรงดึงของจุดเชื่อมพลาสติก ได้แก่ ความหนาของผิวเชื่อม เวลาในการเชื่อมและแรงกดหัวเชื่อม ข้อกำหนดในการเชื่อมคือกำหนดความถี่ของเครื่องเชื่อมไว้ที่ 28.5 กิโลเฮิร์ต จากนั้นทำการทดลองโดยใช้การออกแบบการทดลองโดยวิธีบ๊อกซ์-เบห์นเคน(Box-Behnken) โดยกำหนดระดับปัจจัยปัจจัยละ 3 ระดับซึ่งทำการทดลองทั้งหมด 15 การทดลอง จากผลการทดลองพบว่าปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อความต้านทานแรงดึงของจุดเชื่อมพลาสติกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจอยู่ที่ 98.60 % จากนั้นทำการหาสภาวะที่เหมาะสม (Response Optimizer) จากผลการทดลองที่ได้พบว่าค่าที่เหมาะสมของปัจจัยแต่ละปัจจัยได้แก่ ความหนาของผิวเชื่อมอยู่ที่ 2.5 มิลลิเมตร เวลาที่ใช้ในการเชื่อม 3 วินาที และแรงกดหัวเชื่อม 10 นิวตัน และสามารถสรุปได้ว่ากระบวนการเชื่อมชิ้นงานในกรณีศึกษานี้สามารถลดเวลาในการเชื่อม 2 วินาทีต่อจุด (จาก 5 วินาทีเป็น 3 วินาทีต่อจุด) หรือลดได้ 30 วินาทีต่อชิ้นงาน จากการลดเวลาในกระบวนการเชื่อมพลาสติกทำให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในกรณีศึกษาสามารถผลิตชิ้นงานได้มากขึ้น 41 ชิ้นต่อวันหรือ 820 ชิ้นต่อเดือนจากปัจจุบัน
ความสัมพันธ์ของอัตราส่วนสูตรน้ำยาโฟมที่มีผลต่อความแข็งของเบาะรถยนต์, จารุวัตร จินดาทองประภา
ความสัมพันธ์ของอัตราส่วนสูตรน้ำยาโฟมที่มีผลต่อความแข็งของเบาะรถยนต์, จารุวัตร จินดาทองประภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ของอัตราส่วนสูตรน้ำยาโฟมเบาะรถยนต์ที่มีต่อความแข็งของเบาะรถยนต์ เนื่องจากพบปัญหาเบาะรถยนต์มีค่าความแข็งที่ไม่ได้ตรงตามมาตรฐานของลูกค้าจำนวนมาก ถึง 34.95 เปอร์เซ็นต์ ของลูกค้าที่มีการผลิตสูงสุดในโรงงานกรณีศึกษา วิเคราะห์สาเหตุด้วยแผนภูมิก้างปลา พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อค่าความแข็งของโฟมนั้นคือ สูตรน้ำยาโฟม ซึ่งประกอบด้วย 1) น้ำยาโฟม PA ที่มีส่วนผสมระหว่าง Polyol น้ำ สารลดแรงตึงผิว สารฟู เจล และซิลิโคน ในสัดส่วนเท่ากัน 2) น้ำยาโฟม PC ที่มีส่วนผสมระหว่าง โคพอลิเมอร์ (ระหว่าง Polyoxyalkylenepolol กับ styrene-acrylonitrile polymer) สารลดแรงตึงผิว สารฟู เจล และซิลิโคน ในสัดส่วนเท่ากัน 3) น้ำยาโฟม ISO หรือ ที่เรียกว่า ไอโซไซยาเนต ออกแบบการทดลองโดยมีสูตรน้ำยาโฟมเป็น 3 ปัจจัย และ ระดับของปัจจัยละ 3 ระดับ ทั้งหมด 27 การทดลอง ภายใต้ข้อจำกัดของ ระยะเวลาในการบ่ม 6 นาที และ อุณหภูมิของแม่พิมพ์ 65 องศาเซลเซียส วิเคราะห์ผลการทดลองด้วยโปรแกรม Minitab โดยใช้การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณและการถดถอยแบบขั้นตอนผสมระหว่างการเลือกแบบก้าวหน้าและการตัดทิ้งแบบถอยหลัง ซึ่งพบว่าที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95 % นั้น PA, PC, ISO, ISO*ISO และ ISO*PC มีผลต่อค่าความแข็งของโฟมเบาะรถยนต์อย่างมีนัยสำคัญโดยที่ค่าความแข็งของโฟมเบาะรถยนต์มีทิศทางเพิ่มขึ้นนั้นเมื่อ น้ำยาโฟม PC และ น้ำยาโฟม ISO เพิ่มปริมาณขึ้น ขณะที่เมื่อเพิ่มปริมาณ น้ำยาโฟม PA นั้นมีผลต่อค่าความแข็งของโฟมเบาะรถยนต์ในทิศทางลดลง โดยค่าความแข็งและปัจจัยต่างๆมีความสัมพันธ์กันดังสมการ ค่าความแข็งของโฟม = 4551 - 2.991 PC - 30.70 ISO - 0.2407 PA + …
การออกแบบพื้นที่หยิบความเร็วสูงสำหรับผลิตภัณฑ์แสงสว่าง, จินตชาติ ชาติพาณิชย์
การออกแบบพื้นที่หยิบความเร็วสูงสำหรับผลิตภัณฑ์แสงสว่าง, จินตชาติ ชาติพาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศูนย์กระจายสินค้าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการควบคุมการไหลของสินค้าในห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ในระดับค่าใช้จ่ายกับค่าแรงงานที่เหมาะสมศูนย์กระจายสินค้าจึงต้องทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์รูปแบบความต้องการลูกค้าจากข้อมูลในอดีตดังเช่นศูนย์กระจายสินค้าไฟฟ้าแสงสว่างของบริษัทกรณีศึกษาที่ทำหน้าที่จัดเก็บและกระจายสินค้าที่มีขนาดน้ำหนักและรูปทรงที่แตกต่างกันอีกทั้งยังแตกหักง่ายจึงต้องอาศัยความระมัดระวังในการขนย้าย จากสภาพและธรรมชาติของสินค้าที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้กิจกรรมการหยิบเป็นกิจกรรมที่อาศัยชั่วโมงแรงงาน-คนมากที่สุดโดยสูญเสียไปกับการเดินทางและการค้นหาสินค้า นอกจากการวิเคราะห์ข้อมูลของศูนย์กระจายสินค้าที่ศึกษาเบื้องต้นพบว่ารูปแบบคำสั่งซื้อส่วนใหญ่ของลูกค้ามีลักษณะที่มีจำนวนรายการต่อคำสั่งซื้อและปริมาณสินค้าอยู่ในระดับที่ต่ำในขณะที่อาศัยนโยบายการจัดเก็บแบบสุ่มและจัดเก็บในหน่วยของพาเลทความไม่สอดคล้องกันของรูปแบบความต้องการและวิธีการจัดเก็บส่งผลให้เวลาเฉลี่ยในการหยิบต่อคำสั่งซื้ออยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ผู้บริหารกำหนดไว้ที่ 10 นาทีต่อคำสั่งซื้อ ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอการประยุกต์ใช้ Fast Picking Area (FPA) เพื่อลดเวลาในการเดินทางลงสำหรับการออกแบบการทดลองจะพิจารณาปัจจัยด้านขนาดพื้นที่ของ FPA, การจัดอันดับสินค้า, การปันส่วนพื้นที่สินค้า และ การจัดวางสินค้าโดยอาศัยการนำข้อมูลในอดีตไปทดสอบแบบจำลองสถานการณ์แบบ Monte Carlo เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลการออกแบบซึ่งผลการออกแบบที่ดีที่สุดสามารถลดเวลาการทำงานเฉลี่ยรวมต่อปีลงได้ 2768 ชั่วโมงเทียบเท่ากับการลดแรงงานคนลง 1.33 FTE ส่งผลให้เวลาเฉลี่ยในการหยิบต่อคำสั่งซื้ออยู่ที่ 7.9 นาทีต่อคำสั่งซื้อซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ทำได้ในปัจจุบันที่ 10 นาทีต่อคำสั่งซื้อ
การแก้ปัญหาการจัดสรรพนักงานบนสายการผลิตรูปตัวยูแบบหลายสายของระบบเซลลูล่าร์แบบมากวัตถุประสงค์, จุไรรัตน์ ฉิมระฆัง
การแก้ปัญหาการจัดสรรพนักงานบนสายการผลิตรูปตัวยูแบบหลายสายของระบบเซลลูล่าร์แบบมากวัตถุประสงค์, จุไรรัตน์ ฉิมระฆัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแก้ปัญหาการจัดสรรพนักงานบนสายการผลิตรูปตัวยูแบบหลายสายของระบบเซลลูล่าร์แบบมากวัตถุประสงค์ เป็นการแก้ปัญหาโดยพิจารณาวัตถุประสงค์ทั้งหมดไปพร้อมๆกัน ซึ่งจัดเป็นปัญหาแบบยาก (NP-Hard) มีความยุ่งยากและซับซ้อนของปัญหา ดังนั้นจึงต้องอาศัยฮิวริสติก (Heuristic) และเมตาฮิวริสติก (Meta-Heuristic) มาช่วยในการแก้ปัญหา งานวิจัยนี้จึงนำเสนออัลกอริทึม วิธีการเชิงวิวัฒนาการโดยใช้ผลต่างแบบหลายวัตถุประสงค์ (MODE) เปรียบเทียบสมรรถนะอัลกอริทึมกับวิธีการเชิงวิวัฒนาการแบบหลายวัตถุประสงค์โดยยึดหลักการจำแนก (MOEA/D) และวิธีเชิงพันธุกรรมแบบการจัดลำดับที่ไม่ถูกครอบงำ III (NSGA-III) ในการแก้ปัญหาการจัดสรรพนักงานบนสายการผลิตรูปตัวยูแบบหลายสายแบบของระบบเซลลูล่าร์แบบมากวัตถุประสงค์ ซึ่งประกอบไปด้วย 5 วัตถุประสงค์ ได้แก่ เวลาว่างของพนักงานน้อยที่สุด จำนวนพนักงานน้อยที่สุด อรรถประโยชน์การทำงานของพนักงานมากที่สุด เวลาเดินของพนักงานน้อยที่สุด และความแตกต่างเวลาเดินของพนักงานน้อยที่สุด ผลการทดลองพบว่า MODE มีสมรรถนะที่ดีกว่า MOEA/D และ NSGA-III ในด้านการลู่เข้าของคำตอบ ด้านการลู่เข้าและความหลากหลายของคำตอบ ด้านความหลากหลายของคำตอบ ในปัญหาขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ในขณะเดียวกันด้านอัตราส่วนของคำตอบที่ไม่ถูกครอบงำเทียบกับกลุ่มคำตอบที่อัลกอริทึมหาได้ และด้านอัตราส่วนของคำตอบที่ไม่ถูกครอบงำเทียบกับกลุ่มคำตอบที่แท้จริงจะเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปัญหาขนาดกลางขึ้นไป ส่วนด้านเวลาที่ใช้ในการค้นหาคำตอบด้วยคอมพิวเตอร์ (CPU Time) อัลกอริทึม MOEA/D ใช้เวลาในการค้นหาคำตอบน้อยที่สุด รองลงมาคือ NSGA-III และ MODE ตามลำดับ
การบำรุงรักษาเชิงรุกสำหรับระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในท่าเรือและคลังปิโตรเคมี, ณภัทร บรรจงกิจ
การบำรุงรักษาเชิงรุกสำหรับระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในท่าเรือและคลังปิโตรเคมี, ณภัทร บรรจงกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการตรวจพบความผิดปกติของระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในท่าเทียบเรือและบริเวณถังเก็บปิโตรเคมีเหลว จากการวิเคราะห์หาสาเหตุพบว่าแผนการบำรุงรักษาที่มีอยู่เดิมนั้นยังขาดการตรวจพบความผิดปกติล่วงหน้าจึงส่งผลให้เกิดการขัดข้องของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงในขณะฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินรวม 18 ครั้งภายในระยะเวลาหนึ่งปี มีค่าความพร้อมใช้งานของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเพียง 65.4% ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้สร้างแผนการบำรุงรักษาขึ้นใหม่ที่สามารถตรวจความผิดปกติและป้องกันการขัดข้องของเครื่องจักร โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานวิจัยมีดังนี้ 1) รวบรวมข้อมูลจำนวนครั้งและประวัติอาการขัดข้องเพื่อนำมาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป 2) วิเคราะห์อาการขัดข้องและผลกระทบตามรูปแบบความเสียหายแยกตามประเภทของเครื่องจักร ประกอบไปด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องสูบน้ำ 3) คัดเลือกวิธีการตรวจพบความผิดปกติที่เหมาะสมกับเครื่องมือ เทคโนโลยีและความรู้ความสามารถของพนักงานที่องค์กรมีอยู่ 4) กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะใช้ในการบำรุงรักษาเครื่องจักร 5) ปรับปรุงแผนการบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำดับเพลิง 6) ดำเนินการตามแผนการบำรุงรักษาต่าง ๆ และทำการประเมินผล ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถตรวจจับอาการผิดปกติของระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงได้ก่อนที่จะเกิดการขัดข้อง ส่งผลให้ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงมีความพร้อมใช้งานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์และจำนวนชั่วโมงในการบำรุงรักษาลดลง 18 เปอร์เซ็นต์
การปรับปรุงค่าความแข็งของเบาะรถยนต์เพื่อลดแรงกดที่ก้นของผู้ขับขี่, ณัฐพงค์ ลี้วุฒิวิชัย
การปรับปรุงค่าความแข็งของเบาะรถยนต์เพื่อลดแรงกดที่ก้นของผู้ขับขี่, ณัฐพงค์ ลี้วุฒิวิชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้เบาะนั่งรถยนต์ที่เหมาะสมสามารถช่วยแก้ปัญหาความล้าจากการขับรถยนต์เป็นเวลานาน โดยการปรับปรุงค่าความแข็งของโฟมเบาะรองนั่งรถยนต์ที่สามารถลดแรงกดทับซึ่งเกิดขึ้นจากการนั่งขับรถยนต์เป็นเวลานาน จากการทดลองนั่งเบาะรองนั่งรถยนต์ที่มี 3 ค่าความแข็ง ได้แก่ 235.4 N , 276.4 N และ 313.9 N ที่มีรูปร่างเหมือนกันกับผู้เข้าร่วมการทดลอง 15 คน ตลอด 3 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ 10 นาที , 20 นาที และ 30 นาที โดยเก็บข้อมูล 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ แรงดันสูงสุด พื้นที่แรงดันในช่วงสูง พื้นที่ผิวสัมผัส และแรงดันเฉลี่ย ทุก ๆ 1 นาที ด้วยเครื่องมือวัด Pressure Mapping System ผลการศึกษาพบว่าค่าความแข็งของโฟมและระยะเวลาในการนั่งขับรถยนต์ 30 นาทีมีผลต่อการทดลองที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยพบว่าค่าแรงดันสูงสุด พื้นที่แรงดันในช่วงสูง และแรงดันเฉลี่ย มีค่าลดลงตามค่าความแข็งที่ลดลง แต่พื้นที่ผิวสัมผัสมีค่าเพิ่มขึ้นตามค่าความแข็งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงทำให้พื้นที่แรงดันในช่วงสูง พื้นที่ผิวสัมผัส และแรงดันเฉลี่ย มีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลา 30 นาที แต่ค่าแรงดันสูงสุดไม่เปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา สรุปผลการทดลองโฟมหมายเลขที่1 ที่มีค่าความแข็ง 235.4N จะทำให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสมาก และค่าแรงดันสูงสุด พื้นที่แรงดันในช่วงสูง แรงดันเฉลี่ยน้อยตามไปด้วย เนื่องจากพื้นที่ผิวสัมผัสมากจะเพิ่มประสิทธิภาพของเบาะรองนั่งในการกระจายน้ำหนักของผู้นั่งได้ดีซึ่งจะช่วยลดพื้นที่แรงดันในช่วงสูง แรงดันเฉลี่ยและแรงดันสูงสุดบริเวณปุ่มกระดูกก้นได้มาก จะได้ผลดีกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
การกำหนดเวลาในขั้นทำแห้งทุติยภูมิของกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งเพื่อควบคุมความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาฉีด, ธราวิชญ์ ศุภคติสันติ์
การกำหนดเวลาในขั้นทำแห้งทุติยภูมิของกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งเพื่อควบคุมความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาฉีด, ธราวิชญ์ ศุภคติสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในฐานะคุณสมบัติด้านคุณภาพที่สำคัญ ความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งส่งผลโดยตรงต่อความคงตัวของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตามความแปรปรวนของความชื้นในแต่ละรอบการผลิตเกิดขึ้นเสมอเนื่องจากการตั้งสภาวะของขั้นทำแห้งทุติยภูมิคงที่โดยไม่พิจารณาลักษณะผลึกน้ำแข็งในขั้นเยือกแข็งที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้วิจัยจึงกำหนดแนวทางการหาค่าสภาวะที่เหมาะสมกับลักษณะผลึกน้ำแข็งในแต่ละรอบการผลิตจากความสัมพันธ์ระหว่างความชื้น ณ จุดเริ่มต้นของขั้นทำแห้งทุติยภูมิและอุณหภูมิที่เกิดผลึกน้ำแข็ง ค่าความชื้น ณ จุดเริ่มต้นถูกกำหนดโดยวิธีการความผิดพลาดตกค้างน้อยที่สุดระหว่างค่าอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ที่วัดได้จริงตลอดขั้นทำแห้งทุติยภูมิและค่าที่ได้จากการคำนวณโดยสมการทางคณิตศาสตร์ที่อธิบายอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ตลอดขั้นทำแห้งทุติยภูมิด้วยความชื้น ณ เริ่มต้น เพื่อนำเสนอแนวทางดังกล่าว ข้อมูลการทดลองกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งจำนวน 4 รอบการผลิตจากโรงงานเภสัชภัณฑ์กรณีศึกษาถูกใช้ในการหาค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องและสร้างสมการทำนายค่าความชื้น ณ จุดเริ่มต้นด้วยอุณหภูมิที่เกิดผลึกของผลิตภัณฑ์ จากนั้นประสิทธิภาพของสมการทำนายถูกประเมินด้วยชุดข้อมูลทดลอง ผลการประเมินยืนยันว่าสมการดังกล่าวสามารถใช้ทำนายความชื้นเริ่มต้นของขั้นทำแห้งทุติยภูมิจากอุณหภูมิที่เกิดผลึกน้ำแข็งระหว่าง -12.9°C และ -4.0°C ได้ และนำไปสู่แนวทางการปรับเวลาของขั้นทำแห้งทุติยภูมิในแต่ละรอบการผลิต เพื่อนำไปประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมความชื้นคงเหลือของเภสัชภัณฑ์รูปแบบยาฉีดที่ผลิตด้วยกระบวนการทำแห้งแบบเยือกแข็งในระดับอุตสาหกรรมต่อไป
การแก้ปัญหาการจับคู่เที่ยวบินของสายการบินราคาประหยัดแบบมากวัตถุประสงค์, ณิชา กฤษณพันธุ์
การแก้ปัญหาการจับคู่เที่ยวบินของสายการบินราคาประหยัดแบบมากวัตถุประสงค์, ณิชา กฤษณพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาการจับคู่เที่ยวบินของสายการบินราคาประหยัดแบบมากวัตถุประสงค์ จัดเป็นปัญหาแบบมากวัตถุประสงค์ และเป็นปัญหาประเภทเอ็นพี-ฮาร์ด งานวิจัยนี้เสนออัลกอริทึมที่พัฒนาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ได้แก่วิธีการเชิงวิวัฒนาการแบบหลายวัตถุประสงค์โดยยึดหลักการจำแนก (Multi-Objective Evolutionary Algorithm based on Decomposition: MOEA/D) วิธีเชิงพันธุกรรมแบบการจัดลำดับที่ไม่ถูกครอบงำ III (Non-dominated Sorting Genetic Algorithm III: NSGA-III) และวิธีการเชิงวิวัฒนาการโดยใช้ผลต่างแบบหลายวัตถุประสงค์ (A Multi-Objective Differential Evolution Algorithm: MODE) โดยพิจารณาวัตถุประสงค์จำนวน 5 วัตถุประสงค์ พร้อมกันดังนี้ เวลาว่างระหว่างเที่ยวบินน้อยที่สุด ปรับดุลภาระงานให้เท่าเทียมกัน เส้นทางการบินซ้ำน้อยที่สุด ระยะทางการบินแตกต่างกันน้อยที่สุด และจำนวนคู่นักบินน้อยที่สุด ผลการวิจัยพบว่า MOEA/D มีสมรรถนะด้านการลู่เข้าของคำตอบ (GD) ด้านการลู่เข้าและความหลากหลายของคำตอบ (IGD) ด้านอัตราส่วนของจำนวนคำตอบที่ไม่ถูกครอบงำเทียบกับจำนวนคำตอบที่อัลกอริทึมหาได้ (RNDS I) ด้านอัตราส่วนของจำนวนคำตอบที่ไม่ถูกครอบงำเทียบกับจำนวนคำตอบที่แท้จริง (RNDS II) และด้านเวลาในการดำเนินงาน (CPU Time) ที่ดีกว่า NSGA-III และ MODE ในปัญหาขนาดเล็กและกลาง แต่ MOEA/D มีสมรรถนะด้านอัตราส่วนของจำนวนคำตอบที่ไม่ถูกครอบงำเทียบกับจำนวนคำตอบที่อัลกอริทึมหาได้ (RNDS I) พอกับ NSGA-III ในปัญหาขนาดใหญ่ โดยรวม MOEA/D มีสมรรถนะที่ดีกว่า NSGA-III และ MODE ในทุกๆ ด้าน ทั้งปัญหาขนาดเล็ก กลาง และใหญ่
การลดของเสียในแผงวงจรรวมแบบไม่สัมผัส, ธัญวรัตน์ สวัสดิ์สุภผล
การลดของเสียในแผงวงจรรวมแบบไม่สัมผัส, ธัญวรัตน์ สวัสดิ์สุภผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์แผงวงจรรวมแบบไม่สัมผัส ซึ่งเป็นชิพที่ใช้เก็บข้อมูลในอีพาสปอร์ต จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตพบว่าในกระบวนการผลิตมีของเสียประเภทวีลิมิเตอร์ ซึ่งตรวจพบที่แผนกทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้า เมื่อนำชิ้นงานของเสียมาวิเคราะห์และตรวจสอบพบว่า ชิ้นงานของเสียนั้นมีปัญหารอยแตกร้าวบริเวณหน้าได ซึ่งจำนวนของเสียเมื่อเทียบต่อล้านชิ้นสูงที่สุดที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1661 PPM โดยมีสาเหตุมาจากความผันแปรของเครื่องจักรในกระบวนการห่อหุ้มชิ้นงาน งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้หลักการซิกส์ ซิกม่า ในการปรับปรุงกระบวนการโดยการดำเนินการตามหลัก DMAIC ใน ขั้นตอนการนิยามปัญหา,ขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบวัด,ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา,ขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการ,จนกระทั่งถึง ขั้นตอนควบคุมกระบวนการ.ซึ่งการดำเนินการวิจัยพบว่าสาเหตุของความผันแปรของเครื่องจักรในกระบวนการห่อหุ้มชิ้นงานนั้นเกิดจาก แปรงที่ใช้ทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์เกิดการชำรุดส่งผลให้หน้าแม่พิมพ์ มีความสะอาดไม่เพียงพอมีเศษผงของคอมปาวด์พลาสติก และคราบคอมปาวด์พลาสติกติดค้างอยู่บริเวณหน้าแม่พิมพ์ซึ่งส่งผลให้ เมื่อชิ้นงานถัดไปเข้าสู่กระบวนการห่อหุ้มชิ้นงาน เกิดแรงประทะระหว่างแม่พิมพ์กับเศษผงของคอมปาวด์พลาสติกและกระแทกเข้ากับชิ้นงานบริเวณหน้าไดแรงประทะส่งผลให้เกิดรอยแตกร้าวบริเวณหน้าได ทำให้ชิ้นงานไม่ผ่านการทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าประเภทวีลิมิเตอร์ ทางผู้วิจัยจึงได้แก้ไขปัญหานี้โดยการเปลี่ยน แปรงทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์และกำหนดให้มีการทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์ทุกครั้งก่อนเริ่มงานล๊อตใหม่ และมีการตรวจเช็คสภาพแปรงทำความสะอาดหน้าแม่พิมพ์ทุกหนึ่งเดือน ตลอดจนกำหนดอายุการใช้งานที่สามเดือน เปลี่ยนเมื่อหมดอายุการใช้งาน การติดตามผลการปรับปรุงพบว่าจำนวนของเสียเมื่อเทียบต่อล้านประเภทรอยแตกร้าวบริเวณหน้าไดลดลงจาก 1661 PPM เหลือเพียง 902 PPM
การจัดทำแผนด้านกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล, ธันย์ชนก ตงสกุลรุ่งเรือง
การจัดทำแผนด้านกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล, ธันย์ชนก ตงสกุลรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัล (Digital Transformation) ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะทำให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกันในหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดการทำงานที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลักดันให้องค์กรเกิดการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อรองระบบดิจิทัลในกรณีศึกษาโรงงานไพ่ ให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศประกอบด้วย นโยบายไทยแลนด์ 4.0 แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ วิเคราะห์โดยการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการสร้างกลยุทธ์ เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในด้วยการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า การวิเคราะห์แบบ SWOT และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกด้วยการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมมหภาค 7 ประการ (PESTEL) แรงกดดัน 5 ประการ (Porter's Five Forces) เป็นต้น จากนั้นทำการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบช่องว่างระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโรงงานไพ่และนโยบายประเทศ และจัดทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งมีการนำเอาสื่อและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบที่สำคัญทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือ บุคลากร กระบวนการทำงาน เครื่องจักร/อุปกรณ์ ข้อมูล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ทำวิจัยได้เสนอแนวทางการพัฒนาทางด้านดิจิทัล 3 โครงการ ได้แก่ การพัฒนาธุรกิจการตลาดรูปแบบดิจิทัล การลดกระดาษในการใช้งานในสถานที่ทำงาน และการพัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมทักษะความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
การปรับปรุงกระบวนการผสมยางมาสเตอร์แบท Epdm ไม่มีน้ำมัน โดยใช้หลักการซิกซ์ ซิกมา, นภนิกันติ์ วงศ์ทรัพย์สกุล
การปรับปรุงกระบวนการผสมยางมาสเตอร์แบท Epdm ไม่มีน้ำมัน โดยใช้หลักการซิกซ์ ซิกมา, นภนิกันติ์ วงศ์ทรัพย์สกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการผสมซึ่งจะสื่อออกมาในรูปของคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ของบริษัทกรณีศึกษาและปรับปรุงกระบวนการผสม EPDM ที่ไม่ใช่น้ำมัน โดยใช้แนวคิด ซิกซ์ ซิกมา ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนหลักที่สำคัญที่เรียกว่า DMAIC ได้แก่ ขั้นตอนกำหนดปัญหา (Define phase) , ขั้นตอนการวัดเพื่อใช้หาสาเหตุของปัญหา (Measure phase) , ขั้นตอนการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของปัญหา (Analyze phase) ,ขั้นตอนการปรับปรุงกระบวนการ (Improve phase) และสุดท้ายคือขั้นตอนการควบคุมกระบวนการ (Control phase) หลังจากใช้ขั้นตอน DMAIC ของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าความหนืดมูนนี่เฉลี่ยที่ได้จากกระบวนการหลังปรับปรุง มีค่าเข้าใกล้ค่าที่คาดหวังหรือค่าเป้าหมายมากขึ้นและได้สะท้อนไปยังดัชนีความสามารถในกระบวนการที่เพิ่มขึ้น (Cpk) จาก -1.25 ถึง 3.92 นอกจากนี้ผลลัพธ์ของวิธี Response Surface Design เผยให้เห็นถึงการตั้งค่าสภาวะกระบวนการผสมยาง EPDM non-oil มาสเตอร์แบทที่เหมาะสมดังนี้: เวลาผสม ~ 14 (นาที), ระยะห่างระหว่างลูกกลิ้ง (nip gap) ~ 1.10 (มิลลิเมตร) และจำนวนรอบของการรีดผ่าน nip gap ~ 9 (รอบ) ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ลดลงจาก 0.45 เป็น 0.30
การจัดตารางทรัพยากรสำหรับระบบโลจิสติกส์ขาเข้าแบบบูรณาการของโรงงานน้ำตาล, ธารินทร์ โชติวนิช
การจัดตารางทรัพยากรสำหรับระบบโลจิสติกส์ขาเข้าแบบบูรณาการของโรงงานน้ำตาล, ธารินทร์ โชติวนิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบโลจิสติกส์ขาเข้าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยประกอบไปด้วยเกษตรกรไร่อ้อยอยู่เป็นจำนวนมาก หากแต่มีทรัพยากรการเก็บเกี่ยวที่จำกัด อีกทั้งยังขาดการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องแย่งชิงการใช้ทรัพยากรการเก็บเกี่ยวในบางช่วงเวลา ส่งผลทำให้เกิดปัญหาการเผาอ้อยก่อนตัด ตลอดจนการสูญเสียคุณภาพน้ำตาลจากการรอเทอ้อยตามมา ผู้วิจัยได้ทำการแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านตัวแบบจำลองการจัดตารางทรัพยากรการเก็บเกี่ยวแบบหลายวัตถุประสงค์ (MOHRSP) อีกทั้งยังได้ทำการพัฒนาวิธีการทางฮิวริสติกส์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยอ้างอิงจากวิธีการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดด้วยการเคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาค (PSO) ในวิธีการดังกล่าว ผู้วิจัยยังได้สอดแทรกวิธีการค้นหาเฉพาะที่อีก 3 รูปแบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการค้นหาคำตอบ ผู้วิจัยได้ทำการประเมินประสิทธิภาพของฮิวริสติกส์ที่พัฒนาขึ้น โดยทำการเปรียบเทียบคำตอบที่ได้กับคำตอบจาก CPLEX ที่มีการจำกัดระยะเวลาในการคำนวณบนปัญหาที่สุ่มสร้างขึ้นจำนวน 30 ปัญหา ทั้งนี้ ผู้วิจัยพบว่า วิธีการค้นหาคำตอบที่ออกแบบขึ้น ให้ผลการค้นหาที่ดีทั้งในปัญหาแบบวัตถุประสงค์เดี่ยว และหลายวัตถุประสงค์ โดยคุณภาพของคำตอบที่ได้มีค่าใกล้เคียง หรือดีกว่าคำตอบของ CPLEX ในขณะที่ใช้เวลาในการค้นหาคำตอบที่สั้นกว่ามาก อย่างไรก็ดี ในการค้นหาคำตอบครั้งหนึ่ง ๆ ฮิวริสติกส์อาจให้กลุ่มคำตอบซึ่งไม่ถูกครอบงำเป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอวิธีการในการคัดเลือกคำตอบ เพื่อช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถเลือกตารางการทำงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยังสามารถสนองตอบต่อความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมได้
การเพิ่มสมรรถนะของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, นิธิพงศ์ ช่างหล่อ
การเพิ่มสมรรถนะของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, นิธิพงศ์ ช่างหล่อ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีหน้าที่ลดอุณหภูมิของของไหลในกระบวนการผลิตให้ได้ตามที่กำหนด ในกรณีศึกษานี้พบว่า เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศซึ่งทำหน้าที่ลดอุณหภูมิของคอนเดนเสทเรซิดิวนั้นประสบปัญหาไม่สามารถลดอุณหภูมิได้ตามที่กำหนด จึงได้มีการนำระบบหมอกน้ำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการถ่ายเทความร้อน โดยมีสมมติฐานว่าระบบหมอกน้ำสามารถช่วยลดอุณหภูมิอากาศขาเข้าของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ส่งผลให้สามารถถ่ายเทความร้อนได้มากขึ้น งานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองเพื่อหาค่าสภาวะที่เหมาะสมของการประยุกต์ใช้ระบบหมอกน้ำ มีปัจจัยที่สนใจได้แก่ 1) ความดันน้ำของระบบหมอกน้ำ 2) ความดันอากาศของระบบหมอกน้ำ และ 3) จำนวนหัวพ่นหมอกน้ำ ผลการทดลองพบสภาวะที่เหมาะสมดังนี้ ความดันน้ำของระบบหมอกน้ำ 0.6 MPa ความดันอากาศของระบบหมอกน้ำ 0.2 MPa และจำนวนหัวพ่น 16 หัว ซึ่งสามารถลดอุณหภูมิอากาศขาเข้าของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบระบายความร้อนด้วยอากาศให้ต่ำลงได้ 2.31 OC ถึง 2.41 OC ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ทำให้มีความสามารถในการรับภาระการระบายความร้อนได้เพิ่มขึ้น 129.91 kW คิดเป็นเพิ่มขึ้น 3.89% เมื่อนำค่าสภาวะนี้ไปใช้ในแบบจำลองของกระบวนการผลิตพบว่าผลผลิตจากกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 84 ตัน/ชั่วโมง เป็น 87 ตัน/ชั่วโมง คิดเป็นเพิ่มขึ้น 3.57 %
การทำนายจำนวนรอบการปั่นผสมของใบพัดหลักในกระบวนการผสมเปียกโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมและสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์, บุญญสิษฐ์ ชำนาญท่องไพวัลห์
การทำนายจำนวนรอบการปั่นผสมของใบพัดหลักในกระบวนการผสมเปียกโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมและสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์, บุญญสิษฐ์ ชำนาญท่องไพวัลห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีการผสมเปียกเป็นวิธีที่ใช้กันมากในการผลิตยาเม็ดระดับอุตสาหกรรมเนื่องด้วยสามารถปรับปรุงคุณภาพการตอกอัดด้วยกระบวนการผสมเชิงกลระหว่างสารละลายยึดเกาะและผงส่วนประกอบยาในชามผสม หรือ การผสมเปียก การผสมเปียกเป็นกระบวนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของยาเม็ดมากที่สุดอีกทั้งพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องยังแตกต่างตามสูตรตำรับและเครื่องผสมเปียกดังเช่นโรงงานกรณีศึกษาซึ่งใช้ประสบการณ์และการลองผิดลองถูกในการประเมินเวลาการผสม งานวิทยานิพนธ์มีเป้าหมายเพื่อประยุกต์การใช้แนวคิดโครงข่ายประสาทเทียมและสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์ในการทำนายจำนวนรอบปั่นผสมของใบพัดหลัก หลังจากดำเนินการลดมิติของข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักและสหสัมพันธ์แล้ว ข้อมูลองค์ประกอบหลักถูกแบ่งเพื่อทำการฝึกฝนและการทดสอบแบบจำลอง การวิเคราะห์แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมพบว่าแบบจำลองแบบ 2 ชั้นซ่อนดีกว่าแบบจำลองแบบ 1 ชั้นซ่อนโดยฟังก์ชันถ่ายโอนประเภท Log-sigmoid หรือ Tan-sigmoid ให้ผลดีกว่า อย่างไรก็ตาม แบบจำลองสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์จะพยากรณ์ได้ดีกว่าแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม โดยความแม่นยำในการพยากรณ์จะขึ้นอยู่กับชนิดของเคอร์เนลฟังก์ชัน (Kennel Function) อันได้แก่เคอร์เนลฟังก์ชันแบบเส้นตรง (Linear) แบบพหุคูณ (Polynomial) หรือแบบเกาส์เซียน (Gaussian) หลังจากการทดสอบความอ่อนไหวและความแม่นยำของแบบจำลองสมการถดถอยประเภทซัพพอร์ตเวกเตอร์ที่ใช้เคอร์เนลฟังก์ชันต่าง ๆ พบว่าแบบจำลองที่ใช้เคอร์เนลฟังก์ชันแบบเกาส์เชียนมีความเหมาะสมมากที่สุดในการพยากรณ์
การบำรุงรักษาโดยยึดความเชื่อถือได้เป็นหลักสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม, ปุณณวิช ฤทธิเดช
การบำรุงรักษาโดยยึดความเชื่อถือได้เป็นหลักสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม, ปุณณวิช ฤทธิเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยมาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมากกว่า 40 % ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โรงไฟฟ้าประเภทนี้อาศัยการทำงานร่วมกันของระบบกังหันก๊าซและระบบกังหันไอน้ำ จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 2.5 ปี ของโรงไฟฟ้ากรณีศึกษาพบว่าระบบกังหันก๊าซทำให้โรงไฟฟ้าหยุดทำงานกะทันหันคิดเป็น 88.7% ของเวลาที่โรงไฟฟ้าหยุดกะทันหันทั้งหมด ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นการปรับปรุงการบำรุงรักษาในระบบกังหันก๊าซ ทั้งนี้ได้ทำการวิเคราะห์หาระดับความวิกฤติของอุปกรณ์เพื่อกำหนดกลยุทธ์การบำรุงรักษาที่เหมาะสม ผลการวิเคราะห์ทำให้แบ่งระดับความวิกฤติได้เป็น 4 ระดับ ระดับ A มีจำนวนอุปกรณ์ 278 รายการ ระดับ B มีจำนวนอุปกรณ์ 94 รายการ ระดับ C มีจำนวนอุปกรณ์ 197 รายการ และระดับ D มีจำนวนอุปกรณ์ 267 รายการ คิดเป็น 33%, 11%, 24%, 32% ตามลำดับ อุปกรณ์ย่อยที่มีระดับความวิกฤติ A ให้เลือกใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงรุก (PaM) ระดับ B ให้เลือกใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ระดับ C และ D ใช้กลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงแก้ไข (CM) หลังจากนั้นดำเนินกิจกรรมตามกลยุทธ์การบำรุงรักษาเป็นเวลาหนึ่งปี ผลการปรับปรุงพบว่าสามารถลดค่าเฉลี่ยของการหยุดกะทันหันของโรงไฟฟ้า 2,371.48 ชั่วโมงต่อปี ลงเหลือ 1,094 ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นลดลงได้ถึง 53.86% ของเวลาหยุดอย่างกะทันหันทั้งหมด และมีค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 86.18% เป็น 93.18%
การพัฒนาระบบการบำรุงรักษาของเครื่องจักรกลหนักสำหรับการก่อสร้างถนน, ปาริสา ศิริพันธุ์
การพัฒนาระบบการบำรุงรักษาของเครื่องจักรกลหนักสำหรับการก่อสร้างถนน, ปาริสา ศิริพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลหนักสำหรับงานก่อสร้างถนน เครื่องจักรกลหนักในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ รถเกลี่ยดิน รถบดสั่นสะเทือน รถบรรทุกน้ำ รถขุดไฮดรอลิก รถบรรทุกสิบล้อ รถบดล้อยางและรถตักล้อยาง หากเครื่องจักรใดเสียหรือทำงานผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องจักรอื่น ๆ ในขั้นตอนต่อไปและทำให้การก่อสร้างถนนอาจเกิดความล่าช้า จากกรณีศึกษานี้พบว่าเครื่องจักรมีความล้มเหลวเรื้อรังและเกิดลุกลามจนทำให้เครื่องจักรหยุดทำงาน ในขณะเดียวกันพบว่ามีการรั่วไหลของของเหลวและมีสัดส่วนการเสียของเครื่องจักรสูง เมื่อทำการวิเคราะห์หาสาเหตุพบว่าเกิดจากสามสาเหตุหลักได้แก่ (1) ขาดการจัดการการบำรุงรักษาในการปฏิบัติงาน (2) ขาดทัศนคติที่ดีต่อการบำรุงรักษาและ (3) ขาดระบบรายงานการบำรุงรักษา การดำเนินงานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาระบบการบำรุงรักษาด้วยการนำการบำรุงรักษาด้วยตนเองและระบบรายงานการบำรุงรักษามาประยุกต์ใช้ ได้มีการนำวงจรเดมมิ่งและการมีส่วนร่วมของบุคลากรมาใช้เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุง มีผลทำให้บุคลากรในองค์กรมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีทัศนคติต่องานบำรุงรักษาที่ดีขึ้น เมื่อดำเนินการระบบการบำรุงรักษานี้เป็นเวลาหนึ่งปีกับหกเดือน พบว่าการรั่วไหลของของเหลวลดลง 84% ประสิทธิภาพการใช้ของเหลวเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 70% และสัดส่วนการเสียของเครื่องจักรลดลง 53% นอกจากนี้ค่าบำรุงรักษาสามารถลดลงได้ 34-86%
การออกแบบสถานีงานของสถานีตรวจสุขภาพนอกสถานที่, ภัทรพันธุ์ อังอติชาติ
การออกแบบสถานีงานของสถานีตรวจสุขภาพนอกสถานที่, ภัทรพันธุ์ อังอติชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงที่ผ่านมาองค์กรขนาดใหญ่ต่างเสนอสวัสดิการการตรวจสุขภาพประจำปี ณ สถานประกอบการเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับพนักงานและรักษาจำนวนพนักงานในแต่ละวัน อย่างไรก็ดีบริการการตรวจสุขภาพดังกล่าวนั้นแตกต่างจากโรงพยาบาลและเป็นเรื่องท้าทายของผู้ให้บริการในการกำหนดทรัพยากรเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนพนักงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยดังเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กรณีศึกษาซึ่งดำเนินการผลิต 3 กะ งานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายในการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการไหลของพนักงานระหว่างการตรวจสุขภาพของโรงงานกรณีศึกษา เพื่อเปรียบเทียบผลของการจัดตารางตรวจคนไข้ การปรับจำนวนเจ้าหน้าที่ และลำดับสถานีของการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ากระบวนการเก็บตัวอย่างเลือดเป็นขั้นตอนวิกฤติเนื่องจากพนักงานต้องงดน้ำและอาหาร นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวต้องเสร็จก่อนการเริ่มทำงาน ในขณะที่กระบวนการตรวจสุขภาพอื่นสามารถทำได้ระหว่างเวลาพัก หรือ วันถัดมา ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำเสนอการไหลของพนักงานและเปรียบเทียบนโยบายเพื่อปรับปรุงอรรถประโยชน์ของทรัพยากรด้วยแบบจำลองสถานการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง ผลการวิเคราะห์แบบจำลองพบว่า การจัดตารางตรวจคนไข้ การปรับจำนวนเจ้าหน้าที่ และลำดับสถานีของการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ สามารถลดจำนวนเจ้าหน้าที่ไปได้ 16 คน จากทั้งหมด 82 คน และเพิ่มอรรถประโยชน์ขึ้น พร้อมทั้งลดการรบกวนเวลาทำงานของพนักงานกะแรกลง
การลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นโดยใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา, วรรณศิกา ศิริมงคล
การลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นโดยใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา, วรรณศิกา ศิริมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้น โดยการแก้ไขการปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยประยุกต์ใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา จากการศึกษาพบว่าปริมาณการเกิดของเสียประเภทกระเบื้องผิวหน้าไม่เรียบในกระบวนการขึ้นรูปมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 152,871.16 DPPM (Defect Parts per Million) ในงานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา ทั้ง 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการนิยามปัญหา ขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหา ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ขั้นตอนการปรับปรุงและแก้ไขกระบวนการและขั้นตอนการควบคุมกระบวนการผลิต การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากการศึกษารายละเอียดของกระบวนการผลิตเพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัญหากระเบื้องผิวหน้าไม่เรียบ ต่อมาในขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาจะทำการศึกษาความแม่นยำและความถูกต้องของระบบการวัด การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพแสดงสาเหตุและผล และคัดเลือกตัวแปรนำเข้าโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์สาเหตุของลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ (FMEA) จากนั้นจึงได้ทำการออกแบบการทดลองเพื่อหาปัจจัยนำเข้าที่มีนัยสำคัญต่อสัดส่วนของเสียและหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของแต่ละปัจจัย ผลการศึกษาพบว่าค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม คือรูตะแกรงของเครื่องบดมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ขนาดตะแกรงร่อนของเครื่องบดเบอร์ 18 (Mesh No.18) และขนาดตะแกรงร่อนก่อนขึ้นกระพ้อลำเลียงเบอร์ 8 (Mesh No.8) หลังการปรับปรุงกระบวนการพบว่าจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นลดลงเหลือ 34,610 DPPM ซึ่งสามารถลดการเกิดของเสียลงได้ถึง 77% เมื่อเทียบกับจำนวนของเสียก่อนการปรับปรุง
วิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน, วิชญะ ศรีตระกูล
วิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน, วิชญะ ศรีตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และวิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน (Deterministic SDPD) โดยปัญหาดังกล่าวจัดเป็นปัญหาการจัดเส้นทางเดินรถรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรถสามารถเดินทางออกจากท่ารถได้ตามรอบรถ (wave) ที่กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้เวลาการปรากฏ (arrival time) ของคำสั่งของลูกค้าทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ทราบล่วงหน้าตั้งแต่ต้นวันทำการ ทั้งนี้คำสั่งของลูกค้าหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วยจุดรับ และจุดส่งพัสดุที่แตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องถูกมอบหมายให้อยู่ในรอบรถเดียวกัน แต่จำเป็นต้องจัดส่งพัสดุให้ทันภายในวันทำการ หากเลือกที่จะรับพัสดุของคำสั่งนั้นๆ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาผลกระทบของการเพิ่มจำนวนรอบรถในวันทำการที่มีต่อประสิทธิภาพของการหาคำตอบด้วยวิธีแม่นตรง (exact method) บนกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มสร้างขึ้นจำนวน 40 ตัวอย่าง โดยผู้วิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนรอบรถในวันทำการส่งผลให้ประสิทธิภาพการหาคำตอบด้วยวิธีแม่นตรงลดลงอย่างมาก ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาฮิวริสติก Adaptive Large Neighborhood Search (ALNS) สำหรับปัญหาดังกล่าว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหาคำตอบแบบแม่นตรงแล้ว ผู้วิจัยพบว่า คำตอบที่ได้จาก ALNS ส่วนใหญ่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าคำตอบที่ได้จากวิธีแม่นตรงภายใต้กรอบเวลาในการหาคำนวณที่จำกัด แต่กลับใช้เวลาในการหาคำตอบต่ำกว่ามาก
การลดขนาดรอยบิ่นบนแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษและพื้นที่ทางตัดแคบสำหรับกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์, วรวิช สนามทอง
การลดขนาดรอยบิ่นบนแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษและพื้นที่ทางตัดแคบสำหรับกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์, วรวิช สนามทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รอยบิ่นคือปัญหาใหญ่ของประบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ เมื่อรอยบิ่นนั้นมีขนาดใหญ่และกินพื้นที่เข้าไปในบริเวณพื้นที่ใช้งานของตัวไดเนื่องจากขนาดของรอยบิ่นมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณพื้นที่ปลอดข้อบกพร่อง ดังนั้นคุณภาพของการตัดแผ่นเวเฟอร์ที่ดีต้องมีขนาดรอยบิ่นที่เล็ก หรือดีที่สุดคือไม่เกิดรอยบิ่นขึ้นเลย ในขณะที่วงจรจรวมในปัจจุบันมีราคาไม่สูงมากนัก และขนาดของตัวผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทจึงสนใจแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษ (แผ่นเวเฟอร์ที่มีความหนาไม่เกิน 100 ไมโครเมตร) และยังสนใจการเพิ่มจำนวนไดต่อแผ่นเวเฟอร์ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน แต่การตัดแผ่นเวเฟอร์จะลำบากมากขึ้นเมื่อจำนวนไดในแผ่นเวเฟอร์มีมากขึ้น เพราะการเพิ่มจำนวนไดในแผ่นเวเฟอร์จะส่งผลให้ขนาดของพื้นที่ทางตัดแคบลง สำหรับโรงงานกรณีศึกษา ลูกค้าลดขนาดพื้นที่ทางตัดจาก 80 ไมโครเมตร ให้เหลือเพียง 60 ไมโครเมตร ซึ่งชุดค่าการปรับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตัดแผ่นเวเฟอร์ชนิดนี้ได้เพราะค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นมีขนาดใหญ่ 14 ไมโครเมตร ซึ่งมากกว่าขนาดของพื้นที่ปลอดข้อบกพร่อง 13.5 ไมโครเมตร จึงจำเป็นต้องทำการปรับปรุงกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ เพื่อลดขนาดรอยบิ่นที่เกิดจากกระบวนการตัดให้เล็กลง ซึ่งเทคนิคการปรับปรุงที่ใช้คือวิธีของซิกซ์-ซิกม่า โดยหาปัจจัยนำเข้าที่ส่งผลต่อรอยบิ่นและหาชุดค่าการปรับที่เหมาะสมเพื่อที่จะทำให้ขนาดของรอยบิ่นเล็กที่สุด ประกอบไปด้วย ความหนาของใบมีดผงเพชร 20 ไมโครเมตร, ความเร็วรอบตัด 50,000 รอบต่อนาที, และความเร็วป้อนตัด 39 มิลลิเมตรต่อวินาที ซึ่งส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นที่กระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ลดลงจาก 14 ไมโครเมตร เหลือเพียง 4.5 ไมโครเมตร หรือค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นมีขนาดเล็กลง 67.86 เปอร์เซ็นต์
การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพา, ศุทธินี ทองนพ
การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพา, ศุทธินี ทองนพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทดสอบการแพ้ยามีความสำคัญมากต่อผู้ป่วยที่มีประวัติหรือสภาวะเสี่ยงต่อการแพ้ยา เนื่องจากการทดสอบสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากการรักษามากขึ้น และยังเอื้อประโยชน์แก่แพทย์เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วย แต่ปัจจุบันในประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการรองรับการทดสอบการแพ้ยาอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการและผู้ป่วยอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานในการรอผลการทดสอบ ดังนั้นวิจัยนี้จึงพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพาที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถให้ผลการทดสอบได้ใกล้เคียงกับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และสามารถนำไปใช้ในโรงพยาบาลที่ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ไม่พร้อม โดยมุ่งเน้นการทดสอบการแพ้ยาด้วยเทคนิคอิไลสปอต ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความไวสูงและความจำเพาะสูง สามารถให้ผลการทดสอบที่แม่นยำ เหมาะสมกับการทดสอบการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาในงานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบ 3 ด้าน คือ การออกแบบขั้นตอนการทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอตในอุปกรณ์ต้นแบบ การออกแบบระบบวงจรสร้างความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิ และการออกแบบโครงสร้างอุปกรณ์ต้นแบบ โครงสร้างของอุปกรณ์ต้นแบบได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติมาประยุกต์ในการขึ้นรูปโครงสร้างและชิ้นส่วนต่างๆ และระบบวงจรไฟฟ้าในอุปกรณ์ต้นแบบสามารถสร้างความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้สภาวะภายในอุปกรณ์ต้นแบบอยู่ระหว่าง 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ เมื่อทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอต พบว่าผลการทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอตในอุปกรณ์ต้นแบบสามารถให้ผลการทดสอบไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการทดสอบการแพ้ยาในห้องปฏิบัติการ จึงถือได้ว่าอุปกรณ์ต้นแบบสามารถให้ผลการทดสอบการแพ้ยาได้เทียบเท่ากับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยการทดสอบในอุปกรณ์ต้นแบบมีค่าความไวเท่ากับร้อยละ 80 ค่าความจำเพาะเท่ากับร้อยละ 100 ค่าความถูกต้องเท่ากับร้อยละ 90
การวิเคราะห์การตัดสินใจเพื่อการจัดหาเครื่องจักรหนักในงานก่อสร้าง, ศุภิสรา พันธ์ดารา
การวิเคราะห์การตัดสินใจเพื่อการจัดหาเครื่องจักรหนักในงานก่อสร้าง, ศุภิสรา พันธ์ดารา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นโยบายการจัดหาเครื่องจักรมีความสำคัญต่อการดำเนินงานโครงการสร้างถนนให้เป็นไปอย่างราบรื่น การวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพซึ่งจะเป็นการดีกว่าการวิเคราะห์ที่เน้นปัจจัยเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงการวิเคราะห์นโยบายโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นและผลของการนำไปกำหนดเป็นนโยบายขององค์กร การดำเนินงานวิจัยได้สร้างผังโครงสร้างการตัดสินใจเชิงลำดับชั้นซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 5 เกณฑ์ เกณฑ์รอง 6 เกณฑ์ และนโยบายทางเลือก 2 นโยบาย เกณฑ์หลักได้แก่ ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักร ความง่ายต่อการซ่อมบำรุง อายุของเครื่องจักร ความสามารถของผู้บริการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายทางเลือกได้แก่ นโยบายซื้อเครื่องจักรใหม่ และนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิม จากตัวอย่างในกรณีศึกษาได้ผลการวิเคราะห์การทดแทนเครื่องจักรว่าให้เลือกนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิมสำหรับเครื่องจักรทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากผลการวิเคราะห์ของกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น โดยเครื่องจักรหนักที่มีอายุงาน 16-31 ปี ให้เลือกนโยบายซื้อเครื่องจักรใหม่ และเครื่องจักรหนักที่มีอายุงาน 3-6 ปี ให้เลือกนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิม โดยเกณฑ์หลักที่มีความสำคัญอันดับต้น ได้แก่ ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักร และความง่ายต่อการซ่อมบำรุง ส่วนเกณฑ์รองที่สำคัญอันดับต้น ได้แก่ ค่าปรับจากการส่งงานล่าช้า และอายุทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังพบว่าการกำหนดนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิมส่งผลต่อการปรับปรุงเครื่องจักรหนักให้มีค่าความพร้อมใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 12%
การลดข้อบกพร่องในงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้าที่มาจากการแจ้งข้อร้องเรียนหลังการใช้งานรถบรรทุกของลูกค้า, สมยศ ผ่องใส
การลดข้อบกพร่องในงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้าที่มาจากการแจ้งข้อร้องเรียนหลังการใช้งานรถบรรทุกของลูกค้า, สมยศ ผ่องใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดข้อบกพร่องจากข้อร้องเรียนของลูกค้าในงานดัดแปลงรถบรรทุกของบริษัทกรณีศึกษา โดยศึกษาส่วนงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้า ข้อร้องเรียนจากข้อบกพร่องประเภทแชสซีเสียหายเป็นเรื่องที่ถูกแจ้งมากที่สุด ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อบริษัท ผู้วิจัยจึงนำเอาเทคนิค ซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ ดำเนินงานวิจัยตามหลักการ DMAIC เพื่อปรับปรุง และพัฒนากระบวนการดัดแปลงในส่วนงานเชื่อมโลหะให้มีคุณภาพ โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน (Box-Behnken Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสม ปัจจัยที่ใช้ทำการทดลองมี 3 ปัจจัย คือ กระแสไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้า และอัตราการไหลของแก๊สคลุม ซึ่งในการทดลองผู้วิจัยทำการศึกษาพฤติกรรมของพนักงานเชื่อม โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า และกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมเร็ว ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผลการทดลองเชิงสถิติ ผลจากการทดลองพบว่า ปัจจัยกระแสไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้า และอัตราการไหลของแก๊สคลุม ส่งผลกระทบต่อการเกิดข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีระดับปัจจัยที่เหมาะสมในกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า กระแสไฟ 185 แอมแปร์ แรงเคลื่อนไฟ 150 โวลท์ และอัตราการไหลของแก๊สคลุม 20 ลิตร/นาที และกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมเร็ว กระแสไฟ 235 แอมแปร์ แรงเคลื่อนไฟ 175 โวลท์ และอัตราการไหลของแก๊สคลุม 30 ซม./นาที จากผลของการปรับปรุงครั้งนี้ทำให้สัดส่วนของเสียที่เกิดข้อบกพร่องในกระบวนการดัดแปลงรถบรรทุก ส่วนงานเชื่อมโลหะ จาก 0.60% ลดลงเหลือ 0.12% และจาก 0.72% ลดลงเหลือ 0.20% ของกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า และเร็ว ตามลำดับ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายงานซ่อมแซมของบริษัทกรณีศึกษาลงได้
การวิเคราะห์ปัจจัยในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกล, สัจจะพจน์ คชวัฒน์
การวิเคราะห์ปัจจัยในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกล, สัจจะพจน์ คชวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยของกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกลของโรงงานตัวอย่างดำเนินการทดลองโดยควบคุมอุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) ที่ 830, 850, 870ºC ปริมาณธาตุ Boron(B) ที่ 10, 20, 30 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) ที่ 10, 20, 30ºC จากนั้นนำชิ้นงานไปตรวจวัดค่าคุณสมบัติเชิงกล ได้แก่ ค่าความเค้นจุดคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด และค่าร้อยละของการยืดตัว รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็ก ผลการทดสอบพบว่า (1) อิทธิพลหลักของทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT), ปริมาณธาตุ Boron (B) และ อุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) มีผลต่อการผันแปรค่าเชิงกลของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน ขณะที่ปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งสามไม่มีอิทธิพลทางสถิติที่ระดับ α=0.05 (2) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) มีผลให้ค่าความเค้นจุดคราก (YS) และค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด (TS) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าร้อยละการยืดตัว (EL) ลดลง (3) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) และปริมาณBoron (B) จะส่งผลให้ค่าร้อยละการยืดตัว (EL) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าความเค้นจุดคราก (YS) และค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด (TS) มีค่าลดลง (4) ระดับปัจจัยที่ส่งผลให้เหล็กมีคุณสมบัติความแข็งแรงต่ำสุดและมีความยืดสูงสุด ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) 830ºC, ปริมาณBoron (B) 30 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) 30ºC ให้ผลลัพธ์ค่าความเค้นจุดคราก 206±5.0 MPa ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด 306±4.0 MPa และค่าร้อยละการยืดตัว 50±1.0% (5) ระดับปัจจัยที่ส่งผลให้เหล็กมีคุณสมบัติความแข็งแรงสูงสุดและมีความยืดต่ำสุด ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) 870ºC, ปริมาณBoron (B) 10 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) 10ºC …
การจัดตารางการผลิตโดยวิธีการฮิวริสติกส์ สำหรับกระบวนการบรรจุยาสีฟัน, สุวัฑฒิพงศ์ พรหมจันทร์
การจัดตารางการผลิตโดยวิธีการฮิวริสติกส์ สำหรับกระบวนการบรรจุยาสีฟัน, สุวัฑฒิพงศ์ พรหมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาฮิวริสติกสำหรับปัญหาการบรรจุยาสีฟัน (TFP) ซึ่งมีความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ (สูตร และขนาด) รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ของเครื่องบรรจุและถังเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบรรจุที่มีความเร็วและความสามารถในการบรรจุยาสีฟันแต่ละขนาดที่แตกต่างกัน ส่งผลทำให้งานบางงานไม่สามารถผลิตบนเครื่องจักรบางเครื่องได้ นอกจากนี้ยังมีถังเก็บที่มีจำนวนจำกัด และขนาดที่แตกต่างกัน อีกทั้งไม่สามารถนำถังบรรจุมาใช้บรรจุมากกว่าหนึ่งเครื่องในเวลาเดียวกันได้ ส่งผลทำให้การจัดตารางการผลิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยทำการแก้ปัญหา TFP ด้วยวิธีการสองขั้นตอน (Two-phase Method) โดยการสร้างคำตอบขั้นต้นด้วยกฎการส่งมอบงานเร็วสุด (EDD) แล้วทำการปรับปรุงคำตอบเริ่มต้นโดยนำแนวคิดการค้นหาคำตอบในการย่านใกล้เคียงแบบแปรผัน (Variable Neighborhood Search) และได้ทำการทดสอบฮิวริสติกด้วยข้อมูลตัวอย่างจากบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย จากนั้นทำการเปรียบเทียบกับการแผนงานในปัจจุบันพบว่าฮิวริสติกที่นำเสนอสามารถลดเวลาปิดงาน (Makespan) ลงโดยเฉลี่ย 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 12 ล้านบาทต่อปี จากการลดเวลาทำงานล่วงเวลา (Overtime)
การออกแบบการจัดสรรพื้นที่แบบผสมผสาน กรณีศึกษา ตะกร้าจัดเก็บสินค้าและตะกร้ากระจายสินค้าในศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจค้าปลีกวัสดุตกแต่งบ้าน, อรุณรัตน์ วลิตษรางศ์กุล
การออกแบบการจัดสรรพื้นที่แบบผสมผสาน กรณีศึกษา ตะกร้าจัดเก็บสินค้าและตะกร้ากระจายสินค้าในศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจค้าปลีกวัสดุตกแต่งบ้าน, อรุณรัตน์ วลิตษรางศ์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวโน้มการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทยและการเปลี่ยนแปลงของสภาพธุรกิจค้าปลีก ส่งผลให้ศูนย์กระจายสินค้าหลายแห่งประยุกต์นำอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุที่สามารถจัดเก็บและเคลื่อนย้ายสินค้าอัตโนมัติ ในงานวิจัยฉบับนี้นำเสนอกรณีศึกษาของบริษัทค้าปลีกวัสดุตกแต่งบ้าน ซึ่งได้นำอุปกรณ์ Vertical Lift Module (VLM) ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บและเคลื่อนย้ายตะกร้าอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในศูนย์กระจายสินค้า โดย VLM เป็นอุปกรณ์เฉพาะทำหน้าที่จัดเก็บตะกร้าจัดเก็บสินค้าเพื่อรอการหยิบ และตะกร้ากระจายสินค้าเพื่อรอการส่ง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าการจัดสรรปริมาณตะกร้าจัดเก็บสินค้าและตะกร้ากระจายสินค้าไม่เหมาะสม ทำให้มีประสิทธิภาพในการใช้อุปกรณ์ต่ำ ดังนั้นผู้วิจัยจึงศึกษาข้อมูลการดำเนินการในอดีต รวมถึงธรรมชาติของธุรกิจ และนำเสนอแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อทดสอบผลกระทบของปัจจัยต่อไปนี้ (1) ปริมาณตะกร้าจัดเก็บสินค้าและตะกร้ากระจายสินค้าที่เหมาะสม (2) นโยบายการจัดสรรพื้นที่ของอุปกรณ์ และ (3) รูปแบบการเลือกเบิกตะกร้าสินค้า เมื่อพิจารณาแต่ละปัจจัยร่วมกันทำให้สามารถแบ่งสถานการณ์ได้เป็น 16 สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งอรรถประโยชน์ในการใช้พื้นที่ เวลาการทำงานของอุปกรณ์ และจำนวนครั้งในการเกิดบล็อกกิ้ง ของแต่ละสถานการณ์ จะถูกวิเคราะห์และเปรียบเทียบ โดยผลการวิเคราะห์แบบจำลองสถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดปัจจัยที่เหมาะสมสามารถลดระยะเวลาทำงานลงได้ 4.08% จากการลดเวลาการทำงานของยานพาหนะลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานพื้นที่ของอุปกรณ์ขึ้นได้ 3.82% โดยไม่ทำให้ระบบเกิดบล็อกกิ้ง จากการใช้พื้นที่จัดเก็บสินค้าน้อยลง แม้จะมีสินค้าจำนวนเท่าเดิม
ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, อภิชญา คชาสถาพร
ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, อภิชญา คชาสถาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุนโดยการวิเคราะห์ด้วยสมการถดถอยหุคูณ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการผสมเป็นน้ำมันเตามีทั้งหมด 4 ชนิดได้แก่ กากของหน่วยแยกความหนืด น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และกากบรรยากาศหน่วยแยกกากคอนเดนเสท คุณสมบัติน้ำมันเตาที่บริษัทกรณีศึกษาให้ความสำคัญในการพิจารณาส่งมอบ มีทั้งหมด 4 คุณสมบัติ ได้แก่ จุดวาบไฟ ปริมาณกำมะถัน จุดไหลเท และค่าความหนืด โดยพบว่าคุณสมบัติน้ำมันเตาอยู่ในค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมแต่มีความคลาดเคลื่อนไปจากค่ามาตรฐานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันเตาจึงไม่ใช่ต้นทุนที่ต่ำที่สุด งานวิจัยนี้ใช้สมการถดถอยหลายรูปแบบในการวิเคราะห์พิจารณาหาสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่เหมาะสม พบว่าการใช้สมการถดถอยแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน มีค่าแม่นยำมากที่สุดโดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจปรับค่า (R2-adj) อยู่ระหว่าง 83-99% และค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์มีค่าต่ำที่สุดอยู่ระหว่าง 1-12% เมื่อเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์การถดถอยตัวแปรแบบพหุคูณและการเลือกตัวแปรโดยเพิ่มตัวแปรแบบขั้นตอน เมื่อนำข้อมูลจริงของการผสมน้ำมันเตาในปี 2017-2019 จำนวน 40 ชุดข้อมูล มาใช้กับสมการถดถอยของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน เพื่อวิเคราะห์หาสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่เหมาะสมโดยใช้โปรแกรมการแก้ปัญหาเชิงเส้นโดยฟังก์ชัน Solver ของ Microsoft Excel พบว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันเตาลดลงทั้งหมดรวม 2.4 ล้านบาท หรือ 6 หมื่นบาทต่อชุดข้อมูล คิดเป็นอัตราส่วนลดลงร้อยละ 23% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
การพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงานสำหรับการกลึงซีเอ็นซีโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, อริชยา เผือกหอม
การพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงานสำหรับการกลึงซีเอ็นซีโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, อริชยา เผือกหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงาน ภายใต้กระบวนการการควบคุมด้วยเงื่อนไขการตัดและอัตราส่วนแรงตัดที่เกิดขึ้นในขณะกลึงซีเอ็นซีของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน S45C ด้วยมีดคาร์ไบด์เคลือบผิว โดยมีเงื่อนไขการตัดที่ความเร็วตัด 100 - 260 เมตร/นาที อัตราการป้อนตัด 0.1 - 0.3 มิลลิเมตร/รอบ ความลึกในการตัด 0.2 - 0.8 มิลลิเมตร รัศมีจมูกมีดตัด 0.4 และ 0.8 มิลลิเมตร และมุมคายเศษวัสดุ -6 และ +11 องศา การแปลงฟูเรียร์อย่างเร็วถูกใช้เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างแรงตัดและความขรุขระผิวในโดเมนความถี่ โดยพบว่ามีความถี่ที่ตรงกัน อัตราส่วนแรงตัดจึงถูกประยุกต์ใช้เพื่อพยากรณ์ความขรุขระผิวชิ้นงานเฉลี่ย (Ra), ความขรุขระผิวชิ้นงานสูงสุด (Rz) และความตรงผิวชิ้นงาน (St) ในกระบวนการโดยที่เงื่อนไขการตัดไม่เปลี่ยนแปลงไป ค่าความตรงและความขรุขระผิวถูกคำนวณด้วยโครงข่ายประสาทเทียมแบบสองชั้นป้อนไปข้างหน้า ซึ่งได้รับการฝึกฝนโดยใช้การเรียนรู้แบบแพร่ค่าย้อนกลับของเลเวนเบิร์ก-มาร์ควอร์ด จากการเปรียบเทียบผลการทดลอง พบว่าวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยสุดให้การพยากรณ์ที่มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 67.96%, 69.50% และ 59.29% ตามลำดับ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความแม่นยำสูง เมื่อทำการเปรียบเทียบกับโครงข่ายประสาทเทียมที่มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 61.19%, 67.96% และ 40.71% ตามลำดับ สำหรับชิ้นงานอะลูมิเนียม (Al 6063) อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน (S45C) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่ได้รับการฝึกสอนแล้วของค่าความขรุขระผิวชิ้นงานเฉลี่ย ค่าความขรุขระผิวชิ้นงานสูงสุด และค่าความตรงเบี่ยงหนีศูนย์มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 88.78%, 92.51% และ 91.89% ตามลำดับ ส่วนวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยสุดให้ค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 91.89%, 91.79% and 91.85% ตามลำดับ
Group Decision-Making, Edward Cook
Group Decision-Making, Edward Cook
Theses and Dissertations
The present work explores improvements in group decision-making. It begins with a practical example using state-of-the-art techniques for a complex, high-risk decision. We show how these techniques can reveal a better alternative. Although we created an improved decision process, decision-makers were apt to protect their own organizations instead of the project. This tendency was reduced over the course of the decision-making process but inspired the first conceptual component of this work.
The first concept describes the “Cost of Conflict” that can arise in a group decision, using game theory to represent the non-cooperative approach and comparing the outcome to the …
Material Interactions And Self-Assembly In Inkjet Printing, Karam Nashwan Al-Milaji
Material Interactions And Self-Assembly In Inkjet Printing, Karam Nashwan Al-Milaji
Theses and Dissertations
Inkjet printing has attracted much attention in recent years as a versatile manufacturing tool, suitable for printing functional materials. This facile, low-cost printing technique with high throughput and accuracy is considered promising for a wide range of applications including but not limited to optical and electronic devices, sensors, solar cells, biochips, and displays. The performance of such functional devices is significantly influenced by the deposit morphology and printing resolution. Therefore, fabrication functional devices with precise footprints by inkjet printing requires deep understanding of ink properties, material interactions, and material self-assembly.
In conventional inkjet printing process, where sessile droplets are directly …