Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 121 - 150 of 375
Full-Text Articles in Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering
การปรับปรุงการกระทบของมือจับแบบไม่มีตัวหน่วงในรถกระบะโดยใช้แนวคิดซิกซ์ ซิกม่า, อาทิชา วัฒนะไมตรี
การปรับปรุงการกระทบของมือจับแบบไม่มีตัวหน่วงในรถกระบะโดยใช้แนวคิดซิกซ์ ซิกม่า, อาทิชา วัฒนะไมตรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการปรับปรุงการกระทบกันระหว่างส่วนจับและฐานของมือจับแบบไม่มีตัวหน่วง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนภายในรถกระบะ โดยใช้หลักการของซิกซ์ ซิกม่า มือจับเป็นชิ้นส่วนภายในรถยนต์ถูกติดตั้งอยู่บริเวณผ้าหลังคาภายในรถยนต์ มีหน้าที่ช่วยการทรงตัวของผู้โดยสารขณะเดินทาง โดยมือจับในตลาดที่แต่ละผู้ผลิตรถยนต์นำมาใช้กับรถจริงมีอยู่ 3 ประเภท คือ มือจับแบบมีตัวหน่วง (Assist Grip with damper), มือจับแบบไม่มีตัวหน่วง (Assist Grip without damper) และมือแบบยึดติด (Assist Grip fixing type) โดยปัญหาการกระทบของมือจับที่เกิดขึ้นหลังจากใช้งานมือจับ มีเสียงกระทบระหว่างส่วนจับและฐานดังเกิดขึ้น และดังเกินมาตรฐานที่บริษัทกำหนดไว้ คือ เสียงกระทบต้องต่ำกว่า 95 เดซิเบล และจำนวนครั้งการกระทบน้อยกว่า 3 ครั้ง ซึ่งในการปรับปรุงการกระทบของมือจับ จะนำหลักการการปรับปรุงจากซิกซ์ ซิกม่า มาใช้ ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะนิยามปัญหา (Define phase), ระยะการวัดเพื่อกำหนดปัญหา (Measurement phase), ระยะการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและปัจจัย (Analysis phase), ระยะการปรับปรุงกระบวนการ (Improvement phase) และ ระยะการควบคุมกระบวนการ (Control phase) หรือ DMAIC หลังจากผ่านขั้นตอนทั้งห้าของซิกซ์ ซิกม่า พบว่า มี 5 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการกระทบของมือคือ ค่า K ของสปริง วัสดุของมือจับ น้ำหนักของส่วนจับ พื้นที่การกระทบ และองศาของการใช้งาน เมื่อทำการปรับปรุงปัจจัยทั้งห้า เสียงกระทบระหว่างส่วนจับและฐานลดลงจากเฉลี่ยอยู่ที่ 96.4 เหลือ 91.6 เดซิเบล จำนวนครั้งการกระทบจาก 4 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง ซึ่งอยู่ในมาตรฐานที่บริษัทกำหนด สามารถนำมือจับแบบไม่มีตัวหน่วงสามารถนำไปใช้กับรถกระบะในบริษัทได้จริง และสามารถสร้างผลกำไรให้กับบริษัทถึง 4 ล้านบาทต่อปี
การพยากรณ์มูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของประเทศไทย, อุรชา จันทรภา
การพยากรณ์มูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของประเทศไทย, อุรชา จันทรภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเป็นสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของประเทศไทย มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับแรก ๆ ของประเทศ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและเป็นรายได้หลักจากการส่งออกของประเทศ การพยากรณ์มูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบจะช่วยให้มองเห็นทิศทางของการส่งออก เพื่อวางแผนนโยบายการค้าหรือสนับสนุนการผลิตให้เกิดมูลค่ามากที่สุด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวแบบพยากรณ์ที่เหมาะสมสำหรับพยากรณ์มูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบโดยรวมของประเทศไทย และมูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไปประเทศคู่ค้าที่มีมูลค่าการส่งออกจากประเทศไทยมากที่สุด 2 อันดับแรก ได้แก่ ประเทศออสเตรเลียและประเทศญี่ปุ่นด้วยวิธีอนุกรมเวลา วิธีการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ วิธีการเรียนรู้ของเครื่อง และวิธีพยากรณ์แบบผสม โดยใช้ค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ในการเปรียบเทียบความแม่นยำของตัวแบบพยากรณ์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิธีการพยากรณ์ของงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 เป็นจำนวนทั้งหมด 156 เดือน วิธีที่ใช้ในการพยากรณ์ ได้แก่ Moving Average, Holt-Winters, SARIMA, Multiple Linear Regression, Artificial Neural Networks, Support Vector Regression, XGBoost, LSTM และวิธีพยากรณ์แบบผสม ผลการศึกษาพบว่า ตัวแบบพยากรณ์ที่มีความแม่นยำและเหมาะสมมากที่สุดสำหรับพยากรณ์มูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบโดยรวมของประเทศไทย มูลค่าการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบของประเทศไทยไปประเทศออสเตรเลียและประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ตัวแบบพยากรณ์ผสมวิธี LSTM-XGB วิธี SARIMA-XGB และวิธี LSTM-SARIMA มีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 6.63% 15.40% และ 6.27% ตามลำดับ
ระบบสนับสนุนการจัดตารางและควบคุมการผลิต สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์, อัจฉราพร เพชรเก่า
ระบบสนับสนุนการจัดตารางและควบคุมการผลิต สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์, อัจฉราพร เพชรเก่า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้พัฒนาระบบสนับสนุนการจัดตารางและควบคุมการผลิตสำหรับกระบวนการผลิตเป็นแบบเครื่องจักรเดี่ยว โดยมีเวลาในการปรับตั้งเครื่องจักรขึ้นอยู่กับลำดับงานก่อนหน้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดเวลาในการปรับตั้งเครื่องจักรโดยที่ยังคงสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันระยะเวลาการส่งมอบ รวมถึงช่วยควบคุมการผลิต ซึ่งงานวิจัยนี้เริ่มต้นตั้งแต่การศึกษาและรวบรวมข้อมูลลักษณะสินค้า เงื่อนไขการผลิต รวมถึงขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมบนพื้นที่การผลิต จากนั้นทำการศึกษาวิธีการฮิวริสติกและออกแบบวิธีการวางแผนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งงานวิจัยนี้ได้นำเสนอหลักการฮิวริสติกมาใช้ในการวางแผนการผลิต โดยประยุกต์จากกฎการจ่ายงานต่างๆ ระหว่าง EDD (Earliest Due Date), SPT (Shortest Processing Time) และ CUC (Closet Unvisited City) จากนั้นทำการออกแบบและพัฒนาระบบที่ช่วยสนับสนุนการจัดตารางและควบคุมการผลิตรวมถึงระบบฐานข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วนคือ 1) การป้อนข้อมูลความต้องการสินค้าเข้าสู่ระบบ 2) การจัดตารางการผลิต 3) การส่งงานเข้าสู่การผลิต 4) การติดตามการผลิต และ 5) การปิดคำสั่งการผลิต ขั้นตอนถัดมาคือทำการทดสอบและประเมินผลวิธีการวางแผนการผลิตที่นำเสนอและระบบที่พัฒนาขึ้น ซึ่งผลของการประเมินในด้านประสิทธิผลของระบบ โดยทำการเปรียบเทียบผลรวมของเวลาในการปรับตั้งเครื่องจักรด้วยวิธีการวางแผนในปัจจุบันกับวิธีการวางแผนการผลิตที่นำเสนอ โดยใช้ข้อมูลในอดีตของงานที่ต้องผลิต ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2562 จนถึง เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2564 พบว่าสามารถลดเวลาในการปรับตั้งเครื่อง 36% โดยเฉลี่ย และในด้านประสิทธิภาพของระบบ พบว่าระบบที่นำเสนอนี้สามารถช่วยลดขั้นตอนในการจัดตารางการผลิตให้กับผู้ใช้งานอย่างมาก รวมทั้งสามารถติดตามและควบคุมผลผลิตได้ตามวัตถุประสงค์และผ่านเกณฑ์การประเมินผลการยอมรับจากผู้ใช้งาน
Business Continuity Planning For A Medium-Sized Hotel Under Covid-19 Outbreak, Arunlak Tangtanapaiboon
Business Continuity Planning For A Medium-Sized Hotel Under Covid-19 Outbreak, Arunlak Tangtanapaiboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Business Continuity Planning is a subjective conceptual framework prominently used in operations related to supply chain, information technology, or governmental organizations. In this research, we have applied the concept of business continuity planning to a service business during the COVID–19 outbreaks, whose aim is to determine the business continuity objective with the maximum operational tolerable period. The proposed framework has been evaluated based on the ANOVA Test of a guest's service questionnaire of a hotel in Rayong, Thailand. We find that, by reducing business operating cost via staff working hours reduction and limiting service functions of the hotel to the …
แบบจำลองสถานการณ์ของเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่องเพื่อประเมินประสิทธิภาพของท่าเรือบก กรณีศึกษาท่าเรือบกลาดกระบัง, พิพัฒน์ พิมพะนิตย์
แบบจำลองสถานการณ์ของเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่องเพื่อประเมินประสิทธิภาพของท่าเรือบก กรณีศึกษาท่าเรือบกลาดกระบัง, พิพัฒน์ พิมพะนิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ท่าเรือบกเป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกหลักในเครือข่ายการขนส่งทางทะเล ที่ช่วยให้ผู้ขนส่งสามารถเข้าถึงภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกได้ ผ่านการเชื่อมต่อกับท่าเรือ ในขณะที่ผลกระทบของท่าเรือบกต่อประสิทธิภาพของการขนส่งแบบหลายรูปแบบนั้นค่อนข้างมีความชัดเจนในช่วงเวลาที่ผ่านมา การประเมินประสิทธิภาพของท่าเรือบกเองกลับมีความซับซ้อน เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับผู้ให้บริการที่หลากหลาย ซี่งแต่ละผู้ให้บริการต่างก็บริหารจัดการทรัพยากรภายใน หรือ CHE ที่มีจำนวนแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอแบบจำลองสถานการณ์ของเหตุการณ์ที่ไม่ต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของท่าเรือบกลาดกระบัง (LICD) ในปัจจุบัน และในอนาคต ผ่านโปรเเกรม SIMIO โดยอ้างอิงจากข้อมูลของ LICD ในปัจจุบัน และแผนการปรับปรุง LICD ใหม่ จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่า เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพการใช้งานของทรัพยากรภายใน LICD ประสิทธิภาพโดยรวมของ LICD ในปัจจุบันมีค่าค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถบรรทุกหัวลากภายใน นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบว่า ประสิทธิภาพของการใช้งานทรัพยากรภายในมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีการเปลี่ยนสัดส่วนการขนส่งตามนโยบายการขนส่งใหม่ ในทำนองเดียวกัน ประสิทธิภาพโดยรวมของ LICD ในอนาคตนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับจำนวนของทรัพยากรภายในแต่ละประเภทที่ถูกสรรหามาในแต่ละรอบการสรรหา โดยรถเครนขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ปกติ หรือ FCL Crane จัดเป็นทรัพยากรภายในหลักที่มีแนวโน้มการใช้งานมากสูงสุด ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้วางแผนจึงควรจัดหา FCL Crane ในแต่ละรอบการสรรหาให้เหมาะสมกับจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการขนถ่ายผ่าน LICD เพื่อให้ LICD สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Forecasting Model For The Transfer Line Exchanger Outlet Temperature Of A Cracking Furnace, Apisara Aungsutarn
Forecasting Model For The Transfer Line Exchanger Outlet Temperature Of A Cracking Furnace, Apisara Aungsutarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to use an application of a data analytic approach to improve the cracking furnace operation since the current process is operated based on past experience without data consideration leading to an inefficient operation. To improve the process, relationships between process input variables to the transfer line exchanger outlet temperature (TLExOT) were studied and the forecasting models for TLExOT were developed as TLExOT is a key parameter which can represent the process conditions. The models were developed to forecast TLExOT for the same day, 1, 3, and 7 days ahead for short and long term analysis. The significant …
Development Of Efficient Waste Management System For Guwahati City, Prantar Jyoti Talukdar
Development Of Efficient Waste Management System For Guwahati City, Prantar Jyoti Talukdar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As on today, in view of the exponential increase of population, fast urbanisation, technical advancements etc., globally, the waste management is becoming a subject of great concern. Apart from dealing with waste only, any waste management system has to encompass many other variants, including - environments, pollution, public health & hygiene, local eco-system etc. So, it is difficult to frame a common global policy or a country’s specific policy to meet all the requirements of the local service providers and customers. Preferentially, any waste management system need to be developed as per the requirements of the local endeavours. In this …
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานก่อสร้างถนน โดยใช้เทคนิคการบริหารโครงการ, นูรอัยณี ประเสริฐดำ
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานก่อสร้างถนน โดยใช้เทคนิคการบริหารโครงการ, นูรอัยณี ประเสริฐดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและควบคุมความก้าวหน้าของงานซ่อมในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานสร้างถนน โดยได้มองแต่ละงานซ่อมเป็นแต่ละโครงการและมีการดำเนินโครงการตามหลักการบริหารโครงการ (Project Management) เครื่องมือสำคัญในการบริหารโครงการเป็นเครื่องมือในการบริหารความก้าวหน้าของโครงการ ได้แก่ วิธีการวิถีวิกฤต (Critical Path Method, CPM) แผนภูมิแกนต์ (Gantt Chart) และ S Curve โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยดังนี้ 1) รวบรวมอาการเสียและวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดวิธีการซ่อมและเวลามาตรฐานของการซ่อม 2) วิเคราะห์กิจกรรมของการซ่อมโดยใช้ CPM 3) สร้างแผนภูมิแกนต์เพื่อแสดงแผนงานของแต่ละโครงการซ่อม 4) ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของแต่ละโครงการซ่อมโดยใช้ S-curve 5) หามาตรการหรือแผนเร่งรัดเพื่อให้เป็นไปตามแผนงานของแต่ละโครงการซ่อม งานวิจัยนี้ได้ใช้ระบบฐานข้อมูลเพื่อความสะดวกในการสร้างแผนการซ่อม หลังจากหนึ่งปีของการปรับปรุงพบว่าประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นโดยระบบหยุดทำงานลดลง เวลาหยุดทำงานของระบบโครงสร้าง (Body System) ลดลงจาก 75 วันเป็น 16 วัน คิดเป็น 78.67% เวลาหยุดทำงานของระบบเครื่องยนต์ (Engine System) ลดลงจาก 122 วันเป็น 54 วัน คิดเป็น 55.74% และเวลาหยุดทำงานของระบบช่วงล่าง (Suspension System) ลดลงจาก 30 วันเป็น 23 วัน คิดเป็น 23.33% เวลาหยุดทำงานของระบบส่งกำลัง (Transmission System) ลดลงจาก 30 วันเป็น 16 วัน คิดเป็น 46.67% เวลาหยุดทำงานของระบบไฮดรอลิก (Hydraulic System) ลดลงจาก 17 วันเป็น 13 วัน เป็น 23.53% เวลาหยุดทำงานของระบบไฟฟ้า (Electrical System) ลดลงจาก 20 วันเป็น 10 วัน เป็น 50% ตามลำดับ
Feasibility Study Of Business Expansion By The Exploitation Through Existhing Strength In A Construction Company, Gornekhun Jarupornpanich
Feasibility Study Of Business Expansion By The Exploitation Through Existhing Strength In A Construction Company, Gornekhun Jarupornpanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A construction company that is called Company-A in this paper has been facing financial difficulty due to irregular cash flow which makes huge risks to the company. To reduce the risks, this study aims to expand the business to real estate to earn regular inflows in return by the exploitation through existing strength as a construction company to increase a competitive advantage to the extended business. This study is conducted by different sources of literature and data collection including academic papers, and the needed data to do a business strategy of a chosen real estate project, and to run a …
การลดของเสียในกระบวนการประกอบสายส่งสัญญาณทางแสง (Active Optical Cable), อาภานวล แก้วกาหลง
การลดของเสียในกระบวนการประกอบสายส่งสัญญาณทางแสง (Active Optical Cable), อาภานวล แก้วกาหลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการประกอบสายส่งสัญญาณทางแสง ที่ระดับความเร็ว 100Gb/s ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการส่งสัญญาณสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือปรับปรุงคุณภาพตามแนวทางซิกซ์ ซิกมา หรือ DMAIC ประกอบด้วย (1) ระยะนิยามปัญหา พิจารณาอัตราผลิตผลดีในกระบวนการประกอบระดับออพติคอลเอนจิน พบว่ากระบวนการวัดกำลังแสงขาออกมีสัดส่วนของเสียเฉลี่ยต่ำที่สุด ประมาณ 10.29% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ากระบวนการวางเลนส์ด้วยวิธีการแบบแพสซิพ (Passive Alignment technique) ซึ่งเป็นวิธีการวางตำแหน่งเลนส์โดยใช้ภาพเอกลักษณ์และการคำนวณระยะสัมพัทธ์ระหว่างกึ่งกลางของเลนส์ และกึ่งกลางของเลเซอร์ VCSEL ยังมีคุณภาพดีไม่เพียงพอ (2) ระยะการวัด การวิเคราะห์ความพ้องกันของระบบวัดกำลังแสงขาออก โดยใช้ข้อมูลแบบนับ (Attribute gage R&R) แสดงให้เห็นว่าระบบวัดมีความสามารถในการวัดซ้ำ, วัดได้อย่างถูกต้อง, และระบบมีความพ้องกันดี (Kappa > 0.9) โดยค่า Cpk และ Ppk จากการวิเคราะห์ความสามารถของกระบวนการ เป็น 0.923 และ 0.423 ตามลำดับ (3) ระยะวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาด้วยการทดสอบสมมติฐานสัดส่วนประชากร 2 กลุ่ม พบว่ามี 4 ปัจจัยที่ส่งผลต่อสัดส่วนของเสียได้แก่ อัลกอริทึมการหาอไลน์เมนท์ออฟเซ็ต, แผ่นวงจรรวมที่ผลิตจากแหล่งที่ต่างกัน, ระนาบแกน Z หรือบอนด์ไลน์, และอุณหภูมิการอบกาวให้แห้งหลังวางเลนส์ (4) การดำเนินการปรับปรุง และ (5) การติดตามผล ซึ่งหลังการปรับปรุงพบว่าว่าสัดส่วนของเสียลดลงจาก 10.29% เหลือ 1.98% หรือลดลง 80% กระบวนการมี Cpk และ Ppk ดีขึ้นเป็น 1.187 และ 0.687 ตามลำดับ
การพยากรณ์ปริมาณความต้องการเหล็กรีดร้อนภายในประเทศด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ชัยพฤกษ์ นิละนนท์
การพยากรณ์ปริมาณความต้องการเหล็กรีดร้อนภายในประเทศด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ชัยพฤกษ์ นิละนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหล็กเป็นวัสดุที่สำคัญชนิดหนึ่งและมีปริมาณความต้องการใช้งานมากขึ้นทุกปี ในอุตสาหกรรมเหล็ก การพยากรณ์เพื่อวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดเตรียมการผลิต และแผนการขายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การพยากรณ์ที่แม่นยำสามารถทำให้การวางแผนต่าง ๆ เป็นอย่างเหมาะสมและสามารถลดต้นทุนในการผลิตและการดำเนินการได้ งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการพยากรณ์และเปรียบเทียบความแม่นยำในการพยากรณ์ข้อมูลปริมาณความต้องการเหล็กรีดร้อนภายในประเทศ โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมปี ค.ศ. 2014 จนถึงเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2019 ตัวแบบการพยากรณ์ที่ใช้ในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย ตัวแบบ Holt's Exponential Smoothing, ARIMA, Multiple Regression, Artificial Neural Network, eXtreme Gradient Boosting, Random Forest, Support Vector Regression และ Light Gradient Boosting Machine และตัวแบบผสมที่คัดเลือกจากตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่องที่มีความแม่นยำที่สุดสามอันดับแรกมาทำการผสม จากนั้นทำการเปรียบเทียบความแม่นยำด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ผลการวิจัยพบว่าตัวแบบที่มีความแม่นยำมากที่สุดคือตัวแบบผสม Artificial Neural Network, Random Forest และ eXtreme Gradient Boosting โดยใช้ตัวแบบ Artificial Neural Network เป็นตัวผสม มีค่า MAPE เท่ากับ 3.59% แม่นยำกว่าตัวแบบ Artificial Neural Network ที่เป็นตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่องที่แม่นยำที่สุดด้วยค่า MAPE เท่ากับ 5.63% ถึง 36.23%
กระบวนการเลือกเครื่องจักรสำหรับกระบวนการออกแบบระบบการผลิตแบบช่วงตอน, พิณลดา บัวทอง
กระบวนการเลือกเครื่องจักรสำหรับกระบวนการออกแบบระบบการผลิตแบบช่วงตอน, พิณลดา บัวทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวางแผนกำลังการผลิตเป็นการวางแผนระยะยาวเพื่อให้ได้กำลังการผลิตตามต้องการ โดยเกี่ยวข้องกับการเลือกเครื่องจักรและทรัพยากรที่จำเป็นในการผลิตเป็นหลักสำหรับระบบการผลิตแบบช่วงตอน ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่สามารถรองรับผลิตภัณฑ์และกระบวนการที่หลากหลายได้ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตสามารถเลือกใช้เครื่องจักรในการผลิตได้หลากหลาย ดังนั้นการเลือกเครื่องจักรจึงเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาความรู้และความสามารถจากผู้เชี่ยวชาญ ใช้ระยะเวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งยังเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนในด้านปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรและทรัพยากรการผลิตที่เลือกมาใช้ในกระบวนการผลิตจึงควรมีความเหมาะสมและยืดหยุ่น ผู้วิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการเลือกโดยพิจารณาวัตถุประสงค์ด้านค่าใช้จ่ายและความยืดหยุ่น โดยค่าใช้จ่ายพิจารณาจาก ราคาเครื่องจักร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผลิต และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ส่วนความยืดหยุ่นพิจารณาจากความสามารถในการปรับกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของปริมาณความต้องการ โดยกระบวนการเลือกเครื่องจักรประกอบด้วยสามส่วน เริ่มจากกระบวนการแปลงข้อมูล จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการแปลงมาใช้ในกระบวนการหาผลลัพธ์เริ่มต้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุด จากนั้นเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงผลลัพธ์ โดยการพิจารณาแบบถ่วงน้ำหนักทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและความยืดหยุ่น โดยกระบวนการได้ถูกทดสอบด้วยโจทย์ตัวอย่าง และทำการเปรียบเทียบค่าวัตถุประสงค์ที่สูงที่สุดระหว่างวิธีทางฮิวริสติกสำหรับกระบวนการเลือกเครื่องจักรที่พัฒนาและวิธีการหาผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด ค่าวัตถุประสงค์ที่ได้จากวิธีการทั้งสองมีค่าเท่ากัน แสดงว่ากระบวนการเลือกเครื่องจักรที่พัฒนาสามารถหาผลลัพธ์ได้ถูกต้องและใช้เวลาในการหาผลลัพธ์เพียง 2.75 นาที และช่วยให้ผู้ที่ต้องการเลือกเครื่องจักรตัดสินใจและนำไปประยุกต์ใช้กับระบบการผลิตได้
การจัดการเชิงกลยุทธ์ของการขนส่งเหล็กเส้นก่อสร้างขาออกในประเทศ, ณิชากร จงสวัสดิ์พัฒนา
การจัดการเชิงกลยุทธ์ของการขนส่งเหล็กเส้นก่อสร้างขาออกในประเทศ, ณิชากร จงสวัสดิ์พัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้ผลิตจำนวนมากเลือกการใช้บริการผู้ให้บริการขนส่งภายนอกเพื่อบริหารต้นทุนและประหยัดค่าขนส่ง ผู้ผลิตมักต้องการการวางแผนที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบที่ครอบคลุม มิฉะนั้นการใช้ผู้บริการขนส่งภายนอกอาจทำให้เกิดสถานการณ์คล้ายกับกรณีศึกษาโรงงานผลิตเหล็กรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยซึ่งให้บริการจัดส่งสินค้าฟรีภายในพื้นที่จังหวัดเดียวกับโรงงานและพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลโดยใช้ผู้ให้บริการขนส่งภายนอก จากการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตพบว่าบริษัทสามารถประหยัดค่าขนส่งได้ถึง 12.97% หากเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่เหมาะสมและตรวจสอบปริมาณสินค้าที่จัดส่งในแต่ละเที่ยว จากการตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบว่า ค่าใช้จ่ายขนส่งสูงอาจมีสาเหตุจากขาดการวางแผนและ ปราศจากแนวทางที่ชัดเจน ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางในการจัดการขนส่ง 2 ด้านคือ การดำเนินงานด้านขนส่ง และ การจัดการขนส่งเชิงกลยุทธ์โดยประยุกต์แบบจำลอง SCOR (Supply Chain Operations Reference Model) หรือ BP.118 เป็นต้นแบบในการปรับปรุง 4 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดทำแผนการจองรถบรรทุกล่วงหน้า 2.การตรวจสอบความสามารถในการจัดส่งโดยการประเมินผู้ให้บริการโดยการให้น้ำหนักของปัจจัยตามลำดับความสำคัญจากการสัมภาษณ์ผู้บริการและผู้ที่เกี่ยวข้อง และประเมินโดยพิจารณาจากผลงานเก่าในปีที่ผ่านมา 3.กำหนดตัวชี้วัดในการบริหารงานขนส่ง 4.กำหนดผู้ให้บริการขนส่งหลักในแต่ละเส้นทางโดยประยุกต์ใช้กลยุทธ์ในการจัดซื้อจัดหาโดยการเจรจาต่อรอง จากผลการศึกษาพบว่าหลังจากการปรับปรุงบริษัทกรณีศึกษาสามารถลดอัตราค่าขนส่งลงได้ 54.21 บาท/ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.02 ล้านบาทต่อเดือน และลดเวลานำในการจองรถลง 0.25 วัน
การประยุกต์ใช้วิธีการทางฮิวริสติกส์ในการจัดตารางกระบวนการบรรจุยาเม็ด, ทศพร ประเสริฐพร
การประยุกต์ใช้วิธีการทางฮิวริสติกส์ในการจัดตารางกระบวนการบรรจุยาเม็ด, ทศพร ประเสริฐพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดตารางกระบวนการบรรจุยาเม็ดเป็นกระบวนการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบรรจุยาเม็ดที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ของการบรรจุยาเม็ดได้ โดยการจัดตารางกระบวนการบรรจุยาเม็ดที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตแล้ว ยังสามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มเติมด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่มีประสิทธิภาพของแผนการบรรจุได้ การจัดตารางดังกล่าวอาจจัดอยู่ในปัญหาประเภท NP แบบยาก ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาสร้างฮิวริสติกส์ขึ้น โดยอ้างอิงจากขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม (Genetic Algorithm) ซึ่งในขั้นตอนแรก ผู้วิจัยได้ทำการสร้างผลเฉลยเบื้องต้น (แผนการบรรจุยาเม็ดเบื้องต้น) จากกฎการจ่ายงานอย่างง่าย กล่าวคือ กฎการจ่ายงานกำหนดส่งมอบที่เร็วที่สุด (Earliest Due Date, EDD) และเวลาบรรจุยาเม็ดที่สั้นที่สุด (Shortest Processing Time, SPT) จากนั้นจึงทำการปรับปรุงผลเฉลยดังกล่าวอย่างเป็นลำดับขั้นด้วยการแลกเปลี่ยนข้าม (Crossover) การกลายพันธุ์ (Mutation) และการปรับปรุงเฉพาะถิ่น (Local Search) แบบต่างๆ จนกระทั่งถึงเงื่อนไขในการหยุดค้นหา ผลการวิจัยปรากฏว่า ขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมที่ถูกสร้างขึ้น ให้ผลดีกว่าทั้งในแง่ของเวลาปิดงานและต้นทุนค่าล่วงเวลา เมื่อเปรียบเทียบกับกฎการจ่ายงานอย่างง่าย โดยสามารถปรับปรุงเวลาปิดงานของพื้นที่ Secondary Packaging และลดต้นทุนค่าล่วงเวลาในภาพรวมได้กว่าร้อยละ 18.23 และร้อยละ 31.90 ตามลำดับ นอกจากนั้น ในการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังการผลิต พบว่า ผลเฉลยที่ได้สามารถตอบสนองต่อแผนงานการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งยังสามารถนำไปคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ต่อไปได้อีกด้วย
การประเมินการลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมด้วยการบริหารต้นทุนตลอดอายุ, พรสุดา พฤฒพงษ์
การประเมินการลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมด้วยการบริหารต้นทุนตลอดอายุ, พรสุดา พฤฒพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันโรงไฟฟ้าในระบบไฟฟ้ามีการเดินเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าลดลง เนื่องจากการเติบโตและพัฒนาของเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ผู้ประกอบการของโรงไฟฟ้าเดิมในระบบจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการตัดสินใจเรื่องการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า เพื่อคงความสามารถการแข่งขันในธุรกิจ ซึ่งงานวิจัยนี้นำเสนอกรอบความคิดและแบบจำลองการประเมินการลงทุนเพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้า ด้วยหลักการบริหารต้นทุนตลอดอายุ (Life-Cycle Cost Management: LCCM) และนำเสนอการพยากรณ์ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตรายปีของโรงไฟฟ้า โดยคำนึงถึงกรอบและข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมประเภทเพลาผสม (Multi-shaft combined-cycle power plant) ทั้งนี้ตัวแปรที่งานวิจัยเลือกใช้ในการพยากรณ์เป็นตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตของโรงไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ 1) ค่าความร้อนของโรงไฟฟ้า (Heat Rate: HR) 2) จำนวนชั่วโมงการเดินเครื่องเสริมระบบ (Service Hour: SH) 3) สัดส่วนกำลังผลิตของผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer Share: SPP Share) 4) อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (Growth Domestic Product: GDP) โดยผลการพยากรณ์ปริมาณพลังงานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าจะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับคำนวณจำนวนชั่วโมงการเดินเครื่องสะสมเทียบเท่าของกังหันก๊าซ (Equivalent Operating Hour: EOH) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการประมาณรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและสามารถนำมาใช้พิจารณาเลือกประเภทงานบำรุงรักษาให้สอดคล้องกับรูปแบบการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นเทคนิคหนึ่งในการจัดการต้นทุนเพื่อให้สามารถบริหารได้อย่างต่อเนื่อง
การประเมินผู้จัดหาโดยกรอบแนวคิดฟัซซี่ Topsis ในสามมิติ, นิธิมา บุญส่ง
การประเมินผู้จัดหาโดยกรอบแนวคิดฟัซซี่ Topsis ในสามมิติ, นิธิมา บุญส่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอแนวคิดฟัซซี่ TOPSIS เพื่อประเมิน และจัดกลุ่มผู้จัดหาตามประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผ่านเกณฑ์การประเมินใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านต้นทุน คุณภาพ และเวลาที่ใช้ในการผลิต หรือการให้บริการ โดยงานวิจัยดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่สำคัญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่จะยังผลให้เกิดความสำเร็จต่อองค์กรในระยะยาว ในการดำเนินงานวิจัย ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดฟัซซี่ TOPSIS ในการประเมินประสิทธิภาพของผู้จัดหาในแต่ละด้านแยกกัน โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 10 ปี จำนวน 5 คน ทำการคัดเลือกเกณฑ์ประเมินจากเริ่มต้น 48 เกณฑ์ พบว่ามีเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 24 เกณฑ์ จำนวน 5 13 และ 6 เกณฑ์ ในด้านต้นทุน ด้านคุณภาพ และด้านเวลา ตามลำดับ พบว่า วิธีการประเมินดังกล่าวสามารถจัดกลุ่มผู้จัดหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการวางแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาผู้จัดหาของบริษัท เนื่องจากผลการประเมิน สามารถระบุได้ว่า ผู้จัดหาแต่ละรายมีผลการดำเนินงานต่างจากรายอื่นๆ ในแต่ละมิติมากน้อยเพียงใด สำหรับผลการประเมินผู้จัดหาทั้งหมด 33 ราย ของบริษัทกรณีศึกษา พบว่า ผู้จัดหาทั้งหมดมีประสิทธิภาพการดำเนินงานในด้านคุณภาพที่ดี หากแต่มีความแตกต่างกันไปในแง่ของผลการดำเนินงานด้านต้นทุน และการบริหารจัดการเวลา โดยมีผู้จัดหาจำนวน 6 รายที่จำเป็นต้องปรับปรุงการดำเนินงานด้านต้นทุน หรือด้านเวลาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะที่มีผู้จัดหาเพียงรายเดียวที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งในด้านของต้นทุน และด้านเวลา ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 คน เนื่องจากบริษัทมีระบบการตรวจสอบ และการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด หากแต่ยังมีข้อบกพร่องในแง่การควบคุมต้นทุน และเวลาการให้บริการของผู้จัดหา
การปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำอ่อน, อลงกรณ์ ศรกาญจนอัมพร
การปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำอ่อน, อลงกรณ์ ศรกาญจนอัมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับปรุงระบบการผลิตน้ำอ่อน โดยมุ่งไปที่การเพิ่มปริมาณน้ำอ่อนต่อรอบและลดปริมาณน้ำกระด้างที่เกินมาตรฐาน ผู้วิจัยได้ทำวิเคราะห์และหาสาเหตุของปัญหาโดยใช้เทคนิคแผนผังก้างปลา และใช้เทคนิค FMEA พบว่ามี 20 ปัจจัย และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงสาเหตุของข้อบกพร่องดังแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ปรับปรุงระบบการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติ โดยการติดตั้งเครื่องมือวิเคราะห์ความกระด้างของน้ำ ตรวจจับทุก 30 วินาทีและปรับปรุงระบบการฟื้นฟูเรซิ่นให้ฟื้นฟูโดยอัตโนมัติ 2) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน 3) ออกแบบการทดลองเพื่อหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม โดยศึกษาทั้ง 4 ปัจจัยที่มีนัยสำคัญดังนี้ อัตราการไหลเข้าศึกษาที่ระดับ 30 ถึง 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ระยะเวลาในการฟื้นฟูเรซินศึกษาที่ระดับ 5 ถึง 15 นาที อัตราการไหลล้างกลับศึกษาที่ระดับ 5 ถึง 15 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และความเข้มข้นน้ำเกลือศึกษาที่ระดับ 5 ถึง 15 % จากการทดลองพบว่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของทั้ง 4 ปัจจัยเป็นดังนี้ อัตราการไหลเข้า 42 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ระยะเวลาในการฟื้นฟูเรซิน 15 นาที อัตราการไหลล้างกลับ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และความเข้มข้นน้ำเกลือ 15 % ผลที่ได้จากการปรับปรุง ปริมาณน้ำอ่อนที่เกินมาตรฐานลดลงจาก 4,437 ลิตร เป็น 502 ลิตร คิดเป็น 88.69 % ปริมาณน้ำอ่อนต่อรอบเรซิ่นเพิ่มขึ้นจาก 1,681 ลูกบาศก์เมตร เป็น 1,992 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 18.5 % ความสามารถพิ้นฐานในการกำจัดความกระด้างของเรซิ่นเพิ่มขึ้นจากเดิม 49.98 กรัมต่อลิตร เป็น 59.22 กรัมต่อลิตร และค่าความเสี่ยงชี้นำลดลง 88.38%
การปรับปรุงขั้นตอนการสอบเทียบดิจิทัลไดอัลเกจ, ปฏิพล มูสิกะปาละ
การปรับปรุงขั้นตอนการสอบเทียบดิจิทัลไดอัลเกจ, ปฏิพล มูสิกะปาละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการสอบเทียบดิจิทัลไดอัลเกจ ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนของกระบวนการสอบเทียบเครื่องจ่ายสารละลายอัตโนมัติ เพื่อลดระยะเวลาในกระบวนการสอบเทียบเครื่องจ่ายสารละลายอัตโนมัติทั้งการสอบเทียบในสถานที่ตั้ง และนอกสถานที่ตั้ง เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่ที่พบมาจากงานสอบเทียบนอกสถานที่ตั้ง ต้องบริหารจัดการงานให้ได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ในแต่ละวัน ถ้าไม่สามารถทำการสอบเทียบได้ทันตามแผนงาน ส่งผลให้เกิดเป็นงานค้างในระบบ เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จากการทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงาน พบว่าก่อนเริ่มใช้งานเครื่องดิจิทัลไดอัลเกจ และเกจบล็อก ทุกครั้งต้องตั้งเครื่องมือไว้ที่อุณหภูมิห้องปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 120 นาที จึงเป็นสาเหตุทำให้ระยะเวลาการสอบเทียบนาน จึงทำการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาหาระยะเวลาที่น้อยที่สุดที่สามารถเริ่มใช้เครื่องดิจิทัลไดอัลเกจวัดค่าได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการวัดค่า กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดเครื่องมือวัด ระยะเวลารอ และอุณหภูมิเกจบล็อก ภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่กำหนด โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%, แผนภูมิควบคุมคุณภาพ และค่าสัดส่วน เพื่อวัดประสิทธิภาพของวิธีการที่ใช้ในการทดลอง จากการทดลองพบว่าสามารถลดระยะเวลาการเตรียมเครื่องมือวัดได้จากเดิม 120 นาที เหลือเพียง 60 นาที โดยที่ค่าวัดไม่เกินค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ ส่งผลให้ระยะเวลาในการสอบเทียบเครื่องจ่ายสารละลายอัตโนมัติลดลงได้ถึง 10.34% ในรุ่นที่มีการสอบเทียบด้านไฟฟ้า และ 41.38% ในรุ่นที่ไม่มีการสอบเทียบด้านไฟฟ้า
การปรับปรุงค่าแรงดึงของสร้อยข้อมือสายหนังโดยการประยุกต์การออกแบบการทดลอง, ปิ่ณชณัณ สุวรรณชนะ
การปรับปรุงค่าแรงดึงของสร้อยข้อมือสายหนังโดยการประยุกต์การออกแบบการทดลอง, ปิ่ณชณัณ สุวรรณชนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ในการเพิ่มค่าแรงดึงของสร้อยข้อมือสายหนังให้ตรงตามเป้าหมาย คือมากกว่าหรือเท่ากับ 78 นิวตัน เพื่อลดของเสียการประกอบหลุดในผลิตภัณฑ์สร้อยข้อมือสายหนัง ซึ่งมีอัตราของเสียมากที่สุด โดยการวิจัยเริ่มจากการระดมความคิดและวิเคราะห์โดยผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องประดับซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานโดยตรง ร่วมกันวิเคราะห์โดยใช้ผังก้างปลา (Cause and effect diagram) จากนั้นจึงได้นำปัจจัยทั้งหมดมาวิเคราะห์ต่อด้วยตารางแสดงความสัมพันธ์ของเหตุและผล (Cause & Effect Matrix) รวมทั้งวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องผลกระทบ (Failure Mode and Effects Analysis, FMEA) จากการวิเคราะห์ค่าความเสี่ยง (Risk Priority Number, RPN) ซึ่งนำมาจัดเรียงตามลำดับคะแนนโดยใช้แผนภูมิพาเรโต (Pareto Diagram) และทำการคัดเลือกปัจจัยที่มีค่าความเสี่ยงสูง ที่มีสัดส่วนน้ำหนัก 80% ได้แก่ อัตราส่วนกาวไม่เหมาะสม, ขนาดหัวบีบไม่เหมาะสม และปริมาณกาวไม่เหมาะสม ซึ่งคาดว่ามีอิทธิพลต่อค่าแรงดึงของสร้อยสายหนังเป็นอย่างมาก มาใช้ในการออกแบบการทดลอง ซึ่งใช้หลักการออกแบบการทดลองเชิงแฟคทอเรียลแบบสามระดับ (3k Factorial Design) โดยทำการทดลองปัจจัยละ 3 ระดับ ทำการทดลองซ้ำ 2 ครั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 54 การทดลอง ทดลองครั้งละ 10 ชิ้น จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลการทดลองพบว่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมคือ อัตราส่วนกาว Resin : Hardener ที่ 1 : 0.6 โดยมวล, ปริมาณกาว 12 กรัม และขนาดหัวบีบ 2.7 มิลลิเมตร ผลการดำเนินการปรับปรุงพบว่า สามารถเพิ่มค่าแรงดึงเฉลี่ยตรงตามเป้าหมาย โดยก่อนปรับปรุงค่าแรงดึงเฉลี่ยอยู่ที่ 70.30 นิวตัน เพิ่มขึ้นเป็น 111.40 นิวตัน ที่หลังปรับปรุง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การปรับปรุงค่าแรงดึงเพิ่มจากก่อนปรับปรุง 58.46%
การปรับปรุงนโยบายสั่งซื้อเส้นด้ายนำเข้าโดยพิจารณาการสั่งซื้อเต็มตู้และการสั่งซื้อร่วม, ชื่นนภา เชื้อสุวรรณทวี
การปรับปรุงนโยบายสั่งซื้อเส้นด้ายนำเข้าโดยพิจารณาการสั่งซื้อเต็มตู้และการสั่งซื้อร่วม, ชื่นนภา เชื้อสุวรรณทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบนำเข้าหลายชนิด เพื่อลดค่าใช้จ่ายรวม คือ ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และค่าใช้จ่ายการเก็บรักษา โดยที่ยังสามารถตอบสนองระดับการให้บริการ 95% ซึ่งในปัจจุบันพบว่าวัตถุดิบที่ศึกษามีสัดส่วนการสั่งซื้อแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์สูง และมีระดับการให้บริการที่ต่ำกว่าเป้าหมาย งานวิจัยนี้เริ่มตั้งแต่การรวบรวมและศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงได้ออกแบบนโยบายสั่งซื้อใหม่ โดยการประยุกต์ใช้แบบจำลองปริมาณการสั่งคงที่สำหรับวัตถุดิบนำเข้าจากสิงคโปร์ และแบบจำลองรอบการสั่งซื้อคงที่ร่วมกับแนวคิดการสั่งซื้อร่วมและการสั่งซื้อเต็มตู้คอนเทนเนอร์ สำหรับวัตถุดิบนำเข้าจากไต้หวันและจีน ขั้นตอนถัดมาเป็นการประเมินผลนโยบายสั่งซื้อที่นำเสนอและเลือกนโยบายที่เหมาะสมด้วยการใช้วิธีจำลองสถานการณ์ โดยนโยบายที่เหมาะสมที่สุดต้องให้ผลค่าเฉลี่ยและค่าการกระจายของค่าใช้จ่ายรวมน้อยที่สุด และในขั้นตอนสุดท้ายเป็นการวิเคราะห์ความคงทนของนโยบายที่เลือก เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายรวมและระดับการให้บริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานของความต้องการ ทั้งนี้ผลของการวิจัยพบว่าเมื่อนำนโยบายที่นำเสนอไปทดสอบด้วยการจำลองสถานการณ์ด้วยรูปแบบการกระจายของความต้องการของปี 2562 สามารถลดจำนวนการสั่งซื้อแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ลง จึงทำให้ค่าใช้จ่ายการขนส่งลดลง รวมทั้งยังได้ระดับการให้บริการตามเป้าหมายทุกรายการ ทำให้นโยบายที่นำเสนอสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมลงได้ 22%, 26% และ 2% สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบจากไต้หวัน จีน และสิงคโปร์ ตามลำดับ ในส่วนของการทดสอบความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะของความต้องการ พบว่าเมื่อค่าเฉลี่ยของความต้องการลดลง 50% และมีความแปรปรวนของความต้องการเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมของการสั่งซื้อวัตถุดิบนำเข้าจากไต้หวัน จีน และสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 11%, 13% และ 30% ตามลำดับ
การปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูป, ศศิวรรณ เสรี
การปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูป, ศศิวรรณ เสรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูปมีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูป เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยสภาพปัญหาให้ปัจจุบันนั้นพบว่าการดำเนินการค้นหาวัตถุดิบในคลังสินค้ามีความล่าช้า และมีปัญหาของขั้นตอนการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและการใช้พื้นที่ใช้สอยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของการปรับปรุงนั้นใช้การจัดกลุ่มสินค้าด้วยทฤษฎี ABC classification และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในคลังสินค้าโดยการใช้ระบบบาร์โค้ด(Barcode System) พร้อมทั้งปรับปรุงการทำงานของโปรแกรม ERP ที่ใช้ภายในบริษัท งานวิจัยนี้ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการปรับปรุงส่งผลในทางบวกต่อการลดระยะเวลาการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ เพิ่มความถูกต้องของกระบวนการ และการลดต้นทุนการเช่ารถยก จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าระยะเวลาการดำเนินการที่ลดลง 38% ของระยะเวลาการทำงานปัจจุบันในช่วงการทดลองใช้งาน และลดลง 50% ในช่วงการใช้งานจริงในขั้นตอนการจัดเก็บและระยะเวลาการดำเนินการที่ลดลง 39% ของระยะเวลาการทำงานปัจจุบันในช่วงการทดลองใช้งาน และลดลง 47% นช่วงการใช้งานจริงจากในขั้นตอนการจ่ายวัตถุดิบ ลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการบันทึกลง 2% นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าเช่ารถยกได้ 300,000 ต่อปี
การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากกากหม้อกรองในอุตสาหกรรมน้ำตาล, จิรโรจน์ โสภณอรุณรัตน์
การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากกากหม้อกรองในอุตสาหกรรมน้ำตาล, จิรโรจน์ โสภณอรุณรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมของเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากส่วนผสมของกากหม้อกรองและกากอ้อยเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน วิธีการวิจัยเริ่มต้นจากการนำกากหม้อกรองมาผสมกับกากอ้อยที่สัดส่วนต่างๆ แล้วอัดขึ้นรูปเป็นเม็ดชีวมวลขนาด 10 มม. เมื่อทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติของเม็ดเชื้อเพลิงเหล่านั้นกับเกณฑ์ มอก. 2772-2560 ผลการวิจัยพบว่าที่สัดส่วนกากหม้อกรอง 20% ที่ความชื้น 10% มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมที่สุด โดยมีค่าความร้อน 13.15 MJ/kg และมีปริมาณเถ้า 14.67 % เมื่อนำไปทดลองใช้ด้วยการต้มน้ำเดือดในเตาครัวเรือน (Water Boiling Test, WBT) พบว่าเชื้อเพลิงชีวมวลเม็ดที่สัดส่วนกากหม้อกรอง 20%, 30%, และ 40% ความชื้น 10% ใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงใกล้เคียงกันอยู่ที่ 0.22 ถึง 0.23 บาท ซึ่งมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้การนำกากหม้อกรองไปผลิตเป็นเม็ดชีวมวลยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากหม้อกรองและสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลคิดเป็นผลประหยัด 2,000 บาทต่อตัน
การพยากรณ์การบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทยด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, พิศาล สามัง
การพยากรณ์การบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทยด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, พิศาล สามัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปเป็นหลักในภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน การพยากรณ์การบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ตัดสินใจการวางแผนบริหารจัดการน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต งานวิจัยนี้นำเสนอและเปรียบเทียบตัวแบบการพยากรณ์เพื่อใช้สำหรับการพยากรณ์ปริมาณการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทย ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่มีปริมาณการบริโภคมากที่สุด 3 อันดับแรก วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อศึกษาวิธีการพยากรณ์และเลือกตัวแบบที่เหมาะสมสำหรับการพยากรณ์ปริมาณการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทยโดยการเปรียบเทียบผลการพยากรณ์ของตัวแบบอนุกรมเวลาเชิงสถิติ ตัวแบบการพยากรณ์เชิงสาเหตุ ตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่อง และตัวแบบผสม ความแม่นยำของการพยากรณ์จะถูกเปรียบเทียบโดยใช้ค่าเฉลี่ยของร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ (MAPE) ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลรายไตรมาสในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2536 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ตัวแบบที่ศึกษาในงานวิจัยนี้ได้แก่ Holt-Winters, SARIMA, SARIMAX, Multiple Linear Regression (MLR), RANSAC Regression, K-nearest Neighbor Algorithm (KNN), Support Vector Regression (SVR), Adaboost (ADA), Artificial Neural Network (ANN) และตัวแบบผสม ผลการศึกษาพบว่าตัวแบบผสม SARIMAX-ANN-SVR-RANSAC-REG ตัวแบบผสม SARIMAX-ANN-RANSAC-REG และตัวแบบผสม SARIMAX-SVR มีความแม่นยำสูงและเหมาะสมที่สุดในการพยากรณ์ปริมาณการบริโภคน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ตามลำดับ และมีค่า MAPE เท่ากับ 2.2785% 1.9966% และ 3.5055% ตามลำดับ
การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทยโดยใช้อนุกรมเวลาและโครงข่ายประสาทเทียม, ภณพล อเนกคุณวุฒิ
การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทยโดยใช้อนุกรมเวลาและโครงข่ายประสาทเทียม, ภณพล อเนกคุณวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวแต่ละเดือนมีประโยชน์ในการนำไปใช้วางแผนรับมือกับความต้องการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติแต่ละประเทศ เนื่องจากรูปแบบการพยากรณ์ที่เฉพาะเจาะจงสามารถบ่งบอกถึงลักษณะของการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและเปรียบเทียบรูปแบบการพยากรณ์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ประเทศที่จะทำการวิเคราะห์ ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย ลาว ฮ่องกง และเยอรมัน ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยนี้คือจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งถูกบันทึกเป็นข้อมูลรายเดือนตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ. 2556 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2562 รูปแบบการพยากรณ์ที่นำมาใช้ ได้แก่ รูปแบบ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตามฤดูกาลอัตโนมัติ (SARIMA) ตรีโกณมิติตามฤดูกาลการแปลงบ็อกซ์ค็อกซ์ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเคลื่อนไหวอัตโนมัติแนวโน้มและฤดูกาล (TBATS) และโครงข่ายประสาทเทียม (ANN) จากนั้นวัดผลความแม่นยำโดยค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดแบบสัมบูรณ์ (MAPE) ผลการศึกษาพบว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่ศึกษา SARIMA เป็นวิธีที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด อย่างไรก็ดีมีประเทศที่การพยากรณ์แบบอนุกรมเวลายังไม่ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ (MAPE เกิน 8%) ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย และรัสเซีย และได้ใช้วิธี ANN ในการพยากรณ์เปรียบเทียบเพิ่มเติม ซึ่งมีเพียงประเทศจีนเท่านั้นที่ ANN ได้ผลแม่นยำกว่าวิธีอื่น
การพยากรณ์ความตรงในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีสำหรับชิ้นงานเหล็กและอะลูมิเนียมโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, วริศรา หลายวัฒนไพศาล
การพยากรณ์ความตรงในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีสำหรับชิ้นงานเหล็กและอะลูมิเนียมโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, วริศรา หลายวัฒนไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงและรองรับการผลิตขั้นสูง เนื่องจากสถานการณ์การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ดังนั้นเครื่องจักรกลอัจฉริยะและระบบการผลิตแบบอัจฉริยะจึงถูกคาดหวังว่าจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตอันใกล้ เครื่องกลึงซีเอ็นซีถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นสูงที่หลากหลาย ความตรงเป็นพารามิเตอร์ที่มีความสำคัญในกระบวนการกลึง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบชิ้นงาน อย่างไรก็ตามการควบคุมและการตรวจติดตามความตรงขณะกลึงชิ้นงานทำได้ยาก นอกจากนี้เครื่องกลึงซีเอ็นซียังไม่สามารถปรับตั้งค่าได้แบบทันทีทันใดขณะกลึงชิ้นงานโดยไม่หยุดเครื่องจักร ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์ในการพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ความตรงในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีสำหรับชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียมเพื่อที่จะปรับปรุงกระบวนการควบคุมและตรวจติดตามความตรงโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียมสองชั้นแบบป้อนข้อมูลไปข้างหน้า ซึ่งถูกสอนด้วยอัลกอริทึมแบบแพร่ย้อนกลับของเลเวนเบิร์ก-มาร์คอร์ด อัตราส่วนแรงตัดถูกนำมาใช้ในการคำนวณความตรงภายใต้เงื่อนการตัดต่าง ๆ การแปลงเวฟเลทแบบดอเบชีส์ถูกใช้ในการแยกแรงตัดพลวัตออกเป็น 10 ระดับ เพื่อที่จะกำจัดสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ทำให้แบบจำลองมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ปัจจัยในการตัดที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วยความเร็วตัด อัตราป้อนตัด ความลึกตัด รัศมีจมูกมีดตัด และมุมคายเศษโลหะ แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียมที่พัฒนาขึ้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองการพยากรณ์ความตรงแบบอื่น ๆ คือ แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานอะลูมิเนียม และวิธีการวิเคราะห์ด้วยการถดถอยแบบพหุคูณ จากผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียมที่ถูกเสนอนั้นมีความแม่นยำที่ 76.27% สำหรับชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียม มีความแม่นยำที่ 82.57% สำหรับชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน และมีความแม่นยำที่ 69.97% สำหรับชิ้นงานอะลูมิเนียม ในขณะที่วิธีการวิเคราะห์ด้วยการถดถอยแบบพหุคูณมีความแม่นยำที่ 74.23% แม้ว่าแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานอะลูมิเนียมจะมีความแม่นยำที่มากกว่าที่ 86.53% และ 70.70% ตามลำดับ แต่ผลการพยากรณ์ความตรงของแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมทั้งสามแบบจำลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อทดสอบใน Paired t-Test
การพยากรณ์ยอดขายของสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่าย, เพ็ญพิชชา สง่าวงษ์
การพยากรณ์ยอดขายของสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่าย, เพ็ญพิชชา สง่าวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสมสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายในแต่ละรายการสินค้า และลูกค้าแต่ละประเภท โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับกลยุทธ์การขาย และส่งเสริมให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับรูปแบบการพยากรณ์ที่ผู้วิจัยเลือกใช้ จะอ้างอิงจากจำนวนชิ้น และยอดขายเป็นหลัก โดยผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลยอดขายของสินค้าดังกล่าวในช่วง ค.ศ. 2018 - 2019 แล้วนำมาพยากรณ์ด้วยวิธีการพยากรณ์แบบต่าง ๆ 5 วิธีการ ได้แก่ วิธีนาอีฟสำหรับข้อมูลอนุกรมฤดูกาล (Seasonal Naïve Method) วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) วิธีวิเคราะห์สมการถดถอยแบบหลายตัวแปรสำหรับข้อมูลอนุกรมเวลา (Multiple Regression with time series) วิธีปรับเรียบเอกซ์โพแนนเชียลของวินเทอร์ (Winters' Exponential Smoothing) และวิธีวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลาด้วยวิธี ARIMA เมื่ออ้างอิงจากค่าเฉลี่ยร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percentage Error, MAPE) ผู้วิจัยพบว่า วิธีวิเคราะห์สมการถดถอยแบบหลายตัวแปรสำหรับข้อมูลอนุกรมเวลาเป็นวิธีที่ให้ค่า MAPE น้อยที่สุด อย่างไรก็ดี วิธีการดังกล่าวกลับเป็นวิธีที่ใช้ทรัพยากร และข้อมูลในการคำนวณจำนวนมาก จึงไม่เหมาะสมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์แบบรายเดือน หากแต่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อยอดขายเพื่อปรับกลยุทธ์การขายในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่วิธีปรับเรียบเอกซ์โพแนนเชียลของวินเทอร์นั้น เป็นวิธีที่ให้ค่า MAPE น้อยที่สุดเป็นลำดับถัดมา วิธีดังกล่าวกลับมีความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์แบบรายเดือนมากกว่า เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับค่าปัจจัยต่างๆ ที่สามารถดำเนินการได้ง่าย ผู้วิจัยจึงได้เลือกใช้วิธีการดังกล่าวในการพยากรณ์สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่ายของบริษัทกรณีศึกษาเป็นหลัก
การพัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง: กรณีศึกษาบริษัทเหมืองถ่านหิน, ธนวิทย์ สรวิเชียร
การพัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง: กรณีศึกษาบริษัทเหมืองถ่านหิน, ธนวิทย์ สรวิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ราคาซื้อขายถ่านหินลดลง 42.09% เหลือเพียง 67.75 เหรียญสหรัฐฯต่อตันในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อีกทั้งผลกระทบด้านลบจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ธุรกิจเหมืองถ่านหินเริ่มปรับปรุงการดำเนินงานและใช้แนวคิดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และการลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ การวัดและติดตามประสิทธิผลโดยรวมของการดำเนินการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตามทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติมีเพียงตัวชี้วัดที่ระบุประสิทธิผลของเครื่องจักรหรือของทีมทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การปฏิบัติงานในภาพรวมและไม่สามารถระบุพื้นที่สำหรับการปรับปรุงได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงกับอุตสาหกรรมเหมือง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดวัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง กรณีศึกษาบริษัทเหมืองถ่านหิน การกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง(OME) แบ่งออกเป็น 3 ระดับของการวัด ได้แก่ระดับองค์กร ระดับเหมืองและระดับกิจกรรม งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดการคำนวณประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร(OEE) ในการกำหนดสูตรการคำนวณค่าประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง(ความพร้อมการทำงาน ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพการทำงาน) รายละเอียดการคำนวณประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง ได้รับการปรับแต่งตามลักษณะบริบทการทำงานสำหรับทั้งในพื้นที่กระบวนการผลิตหลักและพื้นที่ในส่วนสนับสนุนในการทำเหมืองถ่านหิน ตัวขับเคลื่อนหลักในแต่ละพื้นที่การวัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมืองมีไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงในอนาคต การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการจัดหาเครื่องมือสำหรับการประเมินและตรวจสอบประสิทธิผลโดยรวมในอุตสาหกรรมเหมือง เพื่อสร้างความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน ซึ่งผลการอภิปรายได้ถูกแสดงไว้ในงานวิจัยนี้
การลดของเสียจากข้อบกพร่องประเภทครีบและรอยในกระบวนการขึ้นรูปฝาครอบถังน้ำมัน, ณัฐชนันท์ ชูสมบัติ
การลดของเสียจากข้อบกพร่องประเภทครีบและรอยในกระบวนการขึ้นรูปฝาครอบถังน้ำมัน, ณัฐชนันท์ ชูสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนของเสียและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการแก้ไขชิ้นงานจากข้อบกพร่องประเภทครีบและรอย ในกระบวนการขึ้นรูปโลหะแบบแผ่น เพื่อเป็นชิ้นส่วนในการประกอบถังน้ำมัน โดยการดำเนินงานได้ใช้หลักการ DMAIC ในการปรับปรุงกระบวนการ โดยมีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนของเสียให้เหลือร้อยละ 3 ของปริมาณการผลิตปัจจุบัน ผู้วิจัยได้ศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องประเภทครีบ ได้แก่ ลักษณะของระนาบ แรงกำหนดของเครื่องปั๊มตัดเจาะ และอายุการใช้งานแท่งตัด และได้ปรับปรุง โดยจัดทำระนาบพันช์ใหม่โดยการเจียระไนพันช์ให้เรียบก่อนการปั๊มเจาะรูชิ้นงาน เนื่องจากเดิมเมื่อปั๊มระนาบชิ้นงานพบว่าชิ้นงานไม่เรียบทำให้เกิดช่องว่างขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดครีบสูง ต่อมาจึงปรับปรุงเรื่องแรงกำหนดที่เหมาะสมสำหรับช่วงสโตรกการทำงานต่างๆ โดยใช้แรงกำหนด 150 ตัน ในสโตรกที่ 1 - 13,000 แล้วจึงเปลี่ยนแรงกำหนดเป็น 220 ตัน ตั้งแต่สโตรกที่ 13,001 - 23,000 แล้วจึงเจียระไนแท่งตัดและดายตัดเพื่อเริ่มนับสโตรกใหม่ ในส่วนข้อบกพร่องประเภทรอย ได้ปรับปรุงการขนย้ายชิ้นงานโดยใช้อุปกรณ์ขนย้ายชิ้นงานที่เล็กลงและใช้พลาสติกแทนเหล็ก การติดตั้งท่อลมเป่าเศษให้แก่กระบวนการผลิตเพื่อเป่าเศษชิ้นงานหลังจากการตัดเฉือน และจัดทำมาตราฐานการทาน้ำมันที่ตัวชิ้นงานและพันช์ คือ การทาน้ำมันเมื่อปั๊มชิ้นงานครบทุก 3 ชิ้น หลังการปรับปรุงพบว่า สามารถลดสัดส่วนของเสียเหลือร้อยละ 0.08 ของปริมาณการผลิตปัจจุบัน ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมที่เกี่ยวข้องกับข้อบกพร่องประเภทครีบและรอยลงได้ 199,378 บาทต่อการผลิต 138,000 ชิ้นงาน
การลดของเสียประเภทสีแตกในกระบวนการพ่นสีชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์, ชนิกานต์ รักธงไทย
การลดของเสียประเภทสีแตกในกระบวนการพ่นสีชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์, ชนิกานต์ รักธงไทย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนของเสียและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องประเภทสีแตกในกระบวนการพ่นสีชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ โดยการนำแนวคิดซิกซ์ ซิกมา (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้การดำเนินงานวิจัย เริ่มจากการศึกษาสภาพปัญหาและกระบวนการทำงาน ต่อมาทำการวิเคราะห์ความแม่นยำและถูกต้องของระบบการวัดโดยการตรวจสอบข้อบกพร่องประเภทสีแตกด้วยสายตา จากนั้นทำการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพแสดงเหตุและผล และเรียงลำดับความสำคัญของปัจจัย โดยใช้ตารางแสดงเหตุและผล และทำการคัดเลือกปัจจัยที่คาดว่าจะมีผลต่อการเกิดปัญหาสีแตก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ปัจจัย ได้แก่อุณหภูมิในการล้างชิ้นงาน ความดันในการล้างชิ้นงาน แรงดันไฟฟ้าในการชุบสี ED และวิธีการขัดผิวชิ้นงาน จากนั้นในขั้นตอนปรับปรุงกระบวนการ ได้แบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วน คือ ทดสอบสมมติฐานของวิธีการขัดผิวชิ้นงาน พบว่า วิธีการขัดทั้งแนวนอนและแนวตั้งเกิดสัดส่วนของเสียน้อยกว่าวิธีการขัดเฉพาะแนวนอนอย่างมีนัยสำคัญ จึงได้ทำการปรับปรุงวิธีการขัดเป็นแบบขัดทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ในส่วนของอุณหภูมิในการล้างชิ้นงาน ความดันในการล้างชิ้นงาน และแรงดันไฟฟ้าในการชุบสี ED ทำการออกแบบพื้นผิวผลตอบแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน จากนั้นทำการหาค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสม ซึ่งค่าปัจจัยที่เหมาะสม คือ อุณหภูมิในการล้างชิ้นงาน เท่ากับ 40 องศาเซลเซียส ความดันในการล้างชิ้นงาน เท่ากับ 1.4 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และแรงดันไฟฟ้าในการชุบสี ED เท่ากับ 180 โวลต์ หลังจากนั้นนำค่าปัจจัยที่เหมาะสมนี้ไปปรับใช้จริงในกระบวนการ เพื่อยืนยันผลการทดลองที่ได้ และจัดทำแผนควบคุมและวิธีการปฏิบัติงานใหม่หลังจากปรับปรุงกระบวนการ พบว่า สามารถลดสัดส่วนของเสียประเภทสีแตกจาก 3.82 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.97 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลดลงไปได้ 2.85 เปอร์เซ็นต์ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องประเภทสีแตกลดลงจาก 132,898 บาท เหลือ 27,603 บาท ซึ่งลดลงไปได้ 105,295 บาท
การลดของเสียในกระบวนการบัดกรีสายไฟ, นัทธมน ก่อเกียรติ
การลดของเสียในกระบวนการบัดกรีสายไฟ, นัทธมน ก่อเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนงานเสียในกระบวนการบัดกรีสายไฟด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (Auto Solder machine) ผู้วิจัยนำเอาเทคนิคซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ดำเนินงานวิจัยตามหลักการ DMAIC เพื่อปรับปรุงและพัฒนากระบวนการบัดกรีสายไฟด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติให้มีคุณภาพ จากการวิเคราะห์ด้วยแผนผังก้างปลาทำให้ทราบว่าสาเหตุที่มีอิทธิพลหลักต่อสัดส่วนงานเสีย ได้แก่ 1.อุปกรณ์จับยึดชิ้นงานไม่ได้มาตรฐาน 2. ระยะเวลาให้ความร้อนเส้นลวดตะกั่วก่อนการบัดกรี 3. ระยะเวลาที่ปล่อยเส้นลวดตะกั่ว 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการบัดกรี หลังจากนั้นทำการปรับปรุงแก้ไขแต่ละสาเหตุ โดยสาเหตุแรกทำการปรับปรุงอุปกรณ์จับยึดชิ้นงานโดยเพิ่มตัวล็อคสายไฟ เพื่อทำหน้าที่ประคองสายไฟไม่ให้เกิดการเอนเอียงขณะเครื่องจักรทำการบัดกรี สามารถลดสัดส่วนงานเสียลง 11.23% และลดอัตราการเกิดข้อบกพร่องต่อหนึ่งหน่วยชิ้นงาน 14.89% และสาเหตุที่ 2-4 แก้ไขโดยใช้การออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน (Box-Behnken Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นปัจจัยระดับพารามิเตอร์ของเครื่องจักรบัดกรีอัตโนมัติ ผลจากการทดลองพบว่าปัจจัยระยะเวลาให้ความร้อนเส้นลวดตะกั่วก่อนการบัดกรี ระยะเวลาที่ปล่อยเส้นลวดตะกั่ว และระยะเวลาที่ใช้ในการบัดกรี ส่งผลกระทบต่อตัวแปรตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถลดสัดส่วนงานเสียลงถึง 80.50% และลดอัตราการเกิดข้อบกพร่องต่อหนึ่งหน่วยชิ้นงาน 82.50% อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักรอีกด้วย