Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 301 - 330 of 375
Full-Text Articles in Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering
การพัฒนาตัวแบบการส่งน้ำประปาเพื่อลดค่าไฟฟ้า, เฉลิมรัช นิรมาน
การพัฒนาตัวแบบการส่งน้ำประปาเพื่อลดค่าไฟฟ้า, เฉลิมรัช นิรมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการผลิตและส่งน้ำประปาให้ผู้ใช้น้ำของการประปานครหลวงแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการผลิตน้ำ และขั้นตอนการสูบส่งและจ่ายน้ำ โดยมีร้อยละ 70 ของค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในการผลิตและส่งน้ำเกิดจากขั้นตอนการสูบส่งและจ่ายน้ำ ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อค่าไฟฟ้ามี 2 ปัจจัย แบ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้คือรูปแบบการคิดค่าไฟฟ้า ปริมาณความต้องการใช้น้ำ และแรงดันน้ำ ซึ่งขึ้นอยู่กับการไฟฟ้านครหลวงและผู้ใช้น้ำ ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้คือระดับน้ำในถังเก็บน้ำของสถานีสูบจ่ายน้ำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการหาค่าระดับน้ำในถังเก็บน้ำของแต่ละสถานีสูบจ่ายน้ำประปาและหาแนวทางการควบคุมระดับน้ำเพื่อลดค่าไฟฟ้าในกระบวนการสูบส่งและสูบจ่ายน้ำ โดยการประยุกต์ใช้วิธีวิวัฒนาการโดยใช้ผลต่างร่วมกับแบบจำลองทางชลศาสตร์ EPANET 2.0 จากโครงข่ายอุโมงค์ส่งน้ำของการประปานครหลวง โดยมีขั้นตอนการหาคำตอบค่าระดับน้ำ 2 ขั้นตอนคือ หาคำตอบระดับน้ำที่สามารถลดค่าไฟฟ้าได้เบื้องต้นซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นค่าระดับน้ำเป้าหมายในแต่ละชั่วโมงเป็นเวลา 10 วัน จากนั้นจึงนำผลลัพธ์นี้ไปใช้ในขั้นตอนที่สองเพื่อปรับค่าระดับน้ำโดยรวมของสถานีสูบจ่ายน้ำให้สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมมีค่าลดลง จากผลการศึกษาพบว่าสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 17,000 บาทต่อวัน หรือประมาณ 6,000,000 บาทต่อปี
การประเมินความเหมาะสมของวัตถุดิบชีวมวลในการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดตามแนวคิดผลิตภาพสีเขียว, เลิศทัศนีย์ อยู่วัฒนา
การประเมินความเหมาะสมของวัตถุดิบชีวมวลในการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดตามแนวคิดผลิตภาพสีเขียว, เลิศทัศนีย์ อยู่วัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชีวมวลที่นำมาผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดในการศึกษานี้ ได้แก่ เศษไม้กระถิน (A) เศษไม้ยูคาลิปตัส (B) เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว แกลบ (C) และเถ้าชานอ้อย (D) เนื่องจากเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีปริมาณจำนวนมาก ซึ่งมลสารอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากไม้คือสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) มีผลกระทบทางชีวภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ในการประเมินความเหมาะสมในการนำวัตถุดิบชีวมวลมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด จึงได้นำแนวคิดผลิตภาพสีเขียว (Green Productivity) ซึ่งพิจารณาใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความสามารถในการทํากําไร พิจารณาจากปัจจัยนําเข้า ได้แก่ ต้นทุนการผลิต คือ ราคาวัตถุดิบ และต้นทุนการใช้พลังงานในการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดของแต่ละวัตถุดิบ ด้านคุณภาพ พิจารณาจากค่ามาตรฐานการผลิตชีวมวลอัดเม็ด และด้านสิ่งแวดล้อม พิจารณาจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งพิจารณาจากปริมาณ VOCs จากวัตถุดิบที่ใช้ โดยการออกแบบการทดลองแบบซิมเพล็กซ์เซนทรอยด์ (Simplex Centroid Design) และวิเคราะห์ผลโดยวิธีวิเคราะห์ถดถอย (Regression Analysis) ได้สมการต้นทุนการผลิต ด้านคุณภาพการผลิต และด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าการผสมเถ้าชานอ้อยในชีวมวลอัดเม็ดจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง การผสมชีวมวลอัดเม็ดที่ผสมแกลบและเถ้าชานอ้อยในชีวมวลอัดเม็ด จะทำให้ค่าความร้อน และปริมาณ VOCs ลดลง โดยการผลิตชีวมวลอัดเม็ดตามแนวคิดผลิตภาพสีเขียวจากวัตถุดิบชีวมวล จะมีต้นทุนการผลิต 1,100-1,200 บาท/ตัน มีค่าความร้อน 14.7 -16.7 MJ/kg และมีปริมาณ VOCs 50-70 % ซึ่งสัดส่วนการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดที่เหมาะสมมีสัดส่วน ได้แก่ กระถิน80% : เถ้าชานอ้อย 20% ยูคาลิปตัส 80%: เถ้าชานอ้อย20% และ ยูคาลิปตัส70% : แกลบ15% : เถ้าชานอ้อย15% ตามลำดับ
การประเมินสมรรถนะในการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้เขียนของนักเรียนรอบเหมืองแร่ทองคำโดยใช้หลักการของฟิตส์และสเตียริง, ภาณุพงศ์ ทองประสิทธิ์
การประเมินสมรรถนะในการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้เขียนของนักเรียนรอบเหมืองแร่ทองคำโดยใช้หลักการของฟิตส์และสเตียริง, ภาณุพงศ์ ทองประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กระดับประถมศึกษา เมื่อเด็กนักเรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนสารเคมีสู่สิ่งแวดล้อมส่งผลให้พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กหยุดชะงักลงได้ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียสมรรถนะกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ใช้ในการเขียนด้วยปากกาดิจิตอลบนแท็บเล็ตของนักเรียนอายุ 9-12 ปี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบเหมืองทองคำ จำนวน 116 คน และที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 68 คน ตามแนวทางมาตรฐาน ISO 9241-9 ทำการวิจัยการทำงานตามกฎของฟิตส์สำหรับงานแตะและสเตียริงสำหรับงานลาก จากผลการวิจัยพบว่าค่าสมรรถนะเฉลี่ยของงานลากของนักเรียนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครสอดคล้องตามพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันค่าสมรรถนะเฉลี่ยของนักเรียนที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบเหมืองทองคำการทำงานแตะและลากไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก จากค่าสถิติยังพบว่าระยะเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของดัชนีความยากของงานทั้ง 3 ดัชนี ของนักเรียนทั้งการทำงานแตะและลากสามารถแสดงถึงความผิดปกติของสมรรถนะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการเขียนเบื้องต้นได้ นอกจากนี้ทำการแบ่งกลุ่มนักเรียนจากระยะเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของดัชนีความยากของงานต่ำกับค่าสมรรถนะของนักเรียน พบว่าเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของระดับดัชนีความยากของงานสูงและค่าสมรรถนะสำหรับการทำงานลากของนักเรียนบางกลุ่มสามารถใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ของปริมาณสารเคมีที่สะสมในร่างกายได้
ผลกระทบของสัดส่วนการผสมทรายเคลือบเรซินที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, ภูวดล ศิริวิมลพันธุ์
ผลกระทบของสัดส่วนการผสมทรายเคลือบเรซินที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, ภูวดล ศิริวิมลพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสัดส่วนการผสมทรายเคลือบเรซินที่มีค่าคุณสมบัติอยู่ในช่วงความต้องการของลูกค้า และเพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบของทรายเคลือบเรซิน เนื่องจากก่อนการปรับปรุง แต่ละสูตรการผลิตจะถูกผสมจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และยังไม่มีวิธีการที่แน่ชัดสำหรับการหาสัดส่วนการผสมเพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทำให้ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูกเพื่อให้ได้ค่าคุณสมบัติตามที่ต้องการและเกิดต้นทุนวัตถุดิบที่สูงเกินความจำเป็น งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์การออกแบบการทดลองแบบส่วนประสมกลาง เพื่อหาสัดส่วนการผสมทรายเคลือบเรซินที่เหมาะสม โดยมีปัจจัยนำเข้าทั้งหมด 5 ปัจจัยได้แก่ ทรายเอ ทรายบี เรซินเอ เรซินบี และเปอร์เซ็นต์เรซิน และมีตัวแปรตอบสนองทั้งหมด 7 ปัจจัย ได้แก่ ความทนแรงดัดโค้ง การขยายตัวทางความร้อน ปริมาณการสูญเสียหลังการเผา ค่าความโก่งงอ อุณหภูมิต่ำสุดที่ทรายเซตตัว ค่าแก๊ส และต้นทุนวัตถุดิบในส่วนของทรายและเรซิน จากนั้นทำการทดลองและวิเคราะห์ผลการทดลองเพื่อหาสมการความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้ากับตัวแปรตอบสนองโดยใช้เทคนิคการคัดเลือกตัวแปรอิสระแบบขั้นตอน (Stepwise Regression) ชนิดการเลือกตัวแปรโดยวิธีการลดตัวแปรอิสระ (Backward Elimination) จากนั้นทำการหาสัดส่วนการผสมใหม่ด้วยวิธีการหาจุดที่เหมาะสม ผลที่ได้จากการหาสัดส่วนการผสมใหม่ทั้งหมด 25 สูตรการผลิต พบว่าค่าคุณสมบัติทั้ง 6 ชนิดของทั้ง 25 สูตรการผลิตอยู่ในช่วงการยอมรับของโรงงาน และสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ลง 28.36% จากต้นทุนวัตถุดิบที่ได้จากสัดส่วนการผสมเก่า ซึ่งคิดเป็นต้นทุนที่ลดลง 42,293,318 บาทต่อปี
การพยากรณ์ปริมาณสายโทรเข้าสำหรับศูนย์บริการลูกค้าธนาคารพาณิชย์, ศิริเทพ จันทร์บุญแก้ว
การพยากรณ์ปริมาณสายโทรเข้าสำหรับศูนย์บริการลูกค้าธนาคารพาณิชย์, ศิริเทพ จันทร์บุญแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์จะพัฒนาเทคนิคการพยากรณ์ปริมาณสายโทรเข้าของธนาคารพาณิชย์สำหรับรายเดือนและรายวันของกลุ่มบริการ 5 กลุ่มบริการ ได้แก่ กลุ่มบริการบัตรเครดิต กลุ่มบริการอิเล็กทรอนิกส์และบัตรกดเงินสด กลุ่มบริการข้อมูลบัญชีเงินฝาก กลุ่มบริการอายัดบัญชี และกลุ่มบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าพิเศษ สำหรับการพยากรณ์รายเดือนทำการเปรียบเทียบระหว่าง วิธีเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (Simple Moving Average) วิธีปรับให้เรียบเอ็กโปเนนเชียล (Exponential Smoothing Methods) วิธีการของบอกซ์-เจนกินส์ (ARIMA) และวิธีปัจจุบันของธนาคาร ผลการวิจัยพบว่าการพยากรณ์รายเดือน สำหรับกลุ่มบริการบัตรเครดิต กลุ่มบริการอิเล็กทรอนิกส์และบัตรกดเงินสด กลุ่มบริการข้อมูลบัญชีเงินฝาก กลุ่มบริการอายัดบัญชี และกลุ่มบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าพิเศษด้วยวิธีการพยากรณ์แบบบอกซ์-เจนกินส์ให้ค่าพยากรณ์ที่ดีที่สุดเกือบทุกกรณี เมื่อวัดด้วยค่ารากที่สองของค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (Root Mean Squared Error: RMSE) มีค่าลดลงจาก 31,239.99 51,653.49 17,962.78 9,096.84 และ 6,375.80 เป็น 22,233.65 34,491.97 15,058.23 7,683.65 และ 4,264.49 ตามลำดับ และค่าร้อยละของค่าสัมบูรณ์ของค่าความคลาดเคลื่อน (Mean Absolute Percentage Error: MAPE) มีค่าลดลงจาก 9.25% 13.22% 9.52% 8.38% และ 6.18% เป็น 6.58% 8.15% 7.27% 4.43% และ 4.66% ตามลำดับ สำหรับการพยากรณ์รายวัน ทำการคำนวณหาดัชนีรายวันจากข้อมูลในอดีต จากนั้นทำการพยากรณ์ปริมาณสายรายวันโดยการนำดัชนีรายวันไปคูณกับค่าเฉลี่ยรายวันจากผลของการพยากรณ์รายเดือนที่ดีที่สุด ผลการวิจัยพบว่า เมื่อวัดด้วยค่า RMSE ลดลงจาก 1,303.92 2,327.07 773.19 749.16 และ 416.37 เป็น 1,115.52 2,187.68 613.67 710.40 และ 326.63 ตามลำดับ เมื่อวัดด้วยค่า MAPE ลดลงจาก 11.74% 17.26% 12.63% 9.74% และ 11.79% เป็น …
การปรับปรุงความสามารถในการใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสารสนเทศห้องสมุดมหาวิทยาลัย โดยใช้เครื่องติดตามการมองเห็น, สันติ ฤทธิรอน
การปรับปรุงความสามารถในการใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสารสนเทศห้องสมุดมหาวิทยาลัย โดยใช้เครื่องติดตามการมองเห็น, สันติ ฤทธิรอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เว็บไซต์เครือข่ายสารสนเทศห้องสมุดมหาวิทยาลัย เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสืบค้นสารสนเทศผ่านระบบห้องสมุด จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันใช้งานยาก ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ คือ เพื่อปรับปรุงความสามารถในการใช้งานเว็บไซต์เครือข่ายสารสนเทศห้องสมุดมหาวิทยาลัย โดยใช้เครื่องติดตามการมองเห็น ทำการทดสอบความสามารถในการใช้งานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยงานทดสอบ 7 งาน โดยการปรับปรุงและวัดผลการปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้งาน การวิจัยนี้ใช้พื้นฐานของกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ สำหรับการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งานเว็บไซต์ ปัญหาที่พบจากการทดสอบจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบว่า มีการใช้คำเฉพาะที่ผู้ใช้งานไม่เข้าใจ ฟังก์ชั่นมีการใช้งานที่ซ้ำซ้อน และการจัดองค์ประกอบในหน้าเว็บไม่ดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบเกิดความสับสนในขณะทำงานทดสอบ หลังจากทำการปรับปรุงเว็บไซต์ และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่า (1) ด้านประสิทธิผล มีสัดส่วนผลสำเร็จของงาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.38 (2) ด้านประสิทธิภาพ มีการหลงขณะใช้งานเว็บไซต์ ลดน้อยลงถึงร้อยละ 82.04 และมีร้อยละของประสิทธิภาพ มากขึ้นร้อยละ 26.52 และ (3) ด้านความพึงพอใจ สำหรับระดับความพึงพอใจหลังงานทดสอบ ในด้านความง่าย ด้านระยะเวลา และด้านข้อมูลและข้อเสนอแนะในการใช้งาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.22, 33.38, และ 87.54 ตามลำดับ ส่วนความพึงพอใจหลังการทดสอบ ในด้านภาพรวม ด้านประโยชน์ของระบบ ด้านคุณภาพของสารสนเทศ และด้านคุณภาพส่วนติดต่อผู้ใช้งาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 85.56, 75.38, 102.91, และ 84.69 ตามลำดับ
Determination Of Waste Treatment Fee Pricing Mechanism For Municipal Solid Waste By Mechanical Biological Treatment Method Utilising The Public Private Partnership Model In Thailand, Adrian Paul Raj
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Private participation in the development of municipal solid waste treatment projects through public-private partnership models accelerate the implementation of sustainable treatment technologies such as Mechanical Biological Treatment (MBT) facilities within developing countries without creating excessive burden to government infrastructure investment. The introduction of preset pricing mechanism to regulate potential waste treatment fee structure based on pre-determined project internal rate-of-return mitigates multi-party risks, such as the potential developer project losses or the opportunity to profiteer. Research encompasses technical assessment of project requirements for implementation of required technologies, commercial analysis of project capital expenditure (CAPEX), operational expenditure (OPEX) and assessment of revenue …
Establishing A Luggage Handling Service Company, Anan Prasertrungreung
Establishing A Luggage Handling Service Company, Anan Prasertrungreung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Luggage delivery service has never existed in Thailand officially but already established in another country such as Japan. However, this service has a potential to be a very good service as it could benefit to traveler which Thailand has welcomed more than 30m of them per annum but the model from another country could not be implement directly to Thailand. By developing the model, this service will fit to Thai's market. There are many risks that researcher has to consider before starting the business to avoid or prevent risks into the business. Moreover, this study will not limit only the …
Logistics Business Process Improvement In A Sport Gear Company, Azadeh Kamyabi
Logistics Business Process Improvement In A Sport Gear Company, Azadeh Kamyabi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A small sports gear company, specialising in boxing and muaythai, is receiving complaints from customers due to incorrect shipments. The consequences of incorrect shipments are: customer dissatisfaction, higher costs due to returns and reshipments, and waste of time and resources. As a result, the objective of this thesis is to reduce incorrect shipments improving the internal logistics processes using framework of SCOR model and information technology management. Having investigated the record of each incorrect shipment, a working group of employees was formed to analyse and determine possible causes using quality improving tools such as fishbone diagram and why-why analysis. Each …
Purchasing Strategy For Refurbished Gas Chromatography Instruments, Chamaiporn Panleng
Purchasing Strategy For Refurbished Gas Chromatography Instruments, Chamaiporn Panleng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The aim of this study is to develop purchasing strategy for procurement of used Gas Chromatography (GC) instrument for refurbishing in order to enhance company's competitive advantages. The purchasing strategy study is developed by 5 steps, which are (1) analysis of spending data, (2) determining customer requirements, (3) assessing supply market, (4) formulating purchasing strategy, and (5) executing and refining strategy. The purchasing strategy consists of (1) vision, (2) mission, (3) objectives, (4) action plans, and (5) key performance indicators. Implementation on the case study company was done by applying Leagile purchasing portfolio model and assemble-to-order systems, as well as …
Transport Capacity Utilisation Improvement For Consumer Product Distribution, Krongmal Wichianbanjerd
Transport Capacity Utilisation Improvement For Consumer Product Distribution, Krongmal Wichianbanjerd
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Currently, Thailand's economic is growing. Several companies study strategies that advice the firms to gain competitive advantages. One of widely used strategies, that aids the firms to reduce cost and utilises their resources to focus on the firms' core competencies, is outsourcing non-core activities (e.g. a transportation process). A transportation process is one of the non-core activities that requires to be managed appropriately. Therefore, a third-party logistics (3PL) provider that has expertise in the logistics process has been established, and provides service in the logistics management. In this research, a 3PL company is considered as a case study company. A …
Product Design Process Improvement For A Jewellery Manufacturer, Panporn Lertkachonsuk
Product Design Process Improvement For A Jewellery Manufacturer, Panporn Lertkachonsuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The major purpose of this thesis is to improve the product design process for a jewellery manufacturer by utilisation of Lean Six Sigma DMAIC Methodology. The case is the operations of a jewellery manufacturer in Thailand. In Define phase, a product design process improvement team was formed and current problem which is delay in delivery and product not as per customer specifications were identified. During Measure phase, Cause and Effect Analysis was performed in order to determine root causes, RPNs were defined and prioritised by utilisation of FMEA, and the root causes were graphically summarised using Pareto Chart. In Analyse …
Plastics Injection Molding Process Improvement, Poom Popattanachai
Plastics Injection Molding Process Improvement, Poom Popattanachai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this thesis is to investigate, analyze the strategies that a small plastic injection molding factory uses. It emphasizes process improvement which is aligned with and support the factory's main strategies. The result from this thesis helps factory analyze, improve and monitor changes in business strategy that the company chooses to use as well as the manufacturing strategy. The aim of this framework is to ensure that the long term objectives of the company can be achieved under the trends that the company is evolving into. The principal tools and techniques that have been used in this thesis …
Plastic Lump Defect Reduction In Recycled Plastic Pellets Manufacturing, Raroopthip Paiboonkasemsut
Plastic Lump Defect Reduction In Recycled Plastic Pellets Manufacturing, Raroopthip Paiboonkasemsut
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Based on the current situation, the case study company has been confronted with a large number of plastic lump defects within the process resulting in a higher production cost. Therefore, the purpose of carrying out this research project is to minimise the percentage defect rate of plastic lumps in the pelletising process by implementing Six Sigma DMAIC methodology along with quality control tools and Design of Experiment. In define phase, the process improvement team are formed and the purpose and scope of the research are set. For measure phase, Cause and Effect Diagram, Cause and Effect Matrix, Failure Mode Effects …
Classification Models For Stocks' Performance Prediction: A Case Study In Stock Exchange Of Thailand (Set), Athit Phongmekin
Classification Models For Stocks' Performance Prediction: A Case Study In Stock Exchange Of Thailand (Set), Athit Phongmekin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Within stock market, the objective of both stock buyers and sellers is to make profit on price difference based on their expectation on a company's current and future value. There is no investing strategy that is considered to be the best by experts, and investing decision criteria remain contingent upon an individual investor's experiences and bias. To address the challenges, this paper uses financial ratios and company's industry data to construct forecasting models that quantitatively describe the return on stock investment. Various classification models, including Logistic Regression (LR), Decision Tree (DT), Linear Discriminant Analysis (LDA) and K-nearest neighbor are used …
Increasing Profit By Rice Export Reduction Among Union Members, Narabhatra Sangmanacharoen
Increasing Profit By Rice Export Reduction Among Union Members, Narabhatra Sangmanacharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Over the past decades, OPEC which coordinates petroleum policies among members has agreed to cut supply to raise oil price. With a consensus elasticity of -0.13, oil is an inelastic commodity, a reduction in production results in a huge increase in price. It is noticeable that OPEC can increase oil price because they altogether possess a large amount of global oil supply. It is interesting whether this strategy can be used with rice to increase its price by reducing its supply. Because rice elasticity ranges between -0.51 and -0.13, rice is also an inelastic commodity. Although rice and oil have …
การลดของเสียในกระบวนการเคลือบสำหรับการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์, ปิยะวรรณ สิงหะภูกาม
การลดของเสียในกระบวนการเคลือบสำหรับการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์, ปิยะวรรณ สิงหะภูกาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียและระยะเวลาการทำงานในกระบวนการเคลือบผิวแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของโรงงานกรณีศึกษา โดยศึกษาลักษณะผลิตภัณฑ์และกระบวนการเคลือบผิว ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผิวเคลือบ ได้แก่ ความดันในหัวพ่น (P) ที 1.5 และ 2.5 KPa ระยะห่างระหว่างหัวพ่นถึงพื้นผิวของแผงวงจร (H) ที่ 2 4 6 และ 8 ซม. และความเร็วในการเคลื่อนที่ของหัวพ่น (V) ที่ 0 10 15 20 และ 25 ซม./วินาที ตามลำดับ ตรวจวัดความหนา เส้นผ่านศูนย์กลาง และสภาพผิวเคลือบ เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการศึกษา ได้แก่ (1) ร้อยละของของดีในครั้งแรก (First Time Yield; FTY) ที่ผ่านกระบวนการเคลือบผิว (2) เวลาที่ใช้ในการพ่นเคลือบผิวเฉลี่ยต่อแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และ (3) เวลารวมในกระบวนการเคลือบผิว ผลการศึกษาพบว่า (1) ความดัน (P) ที่ 2.5 KPa ความสูง (H) 2 ซม. และความเร็ว (V) 15 ซม./วินาที จะให้คุณภาพผิวเคลือบสม่ำเสมอมากที่สุด และให้ความหนาผิวเคลือบเท่ากับ 54.06 ไมโครเมตร แต่จะให้รอบเวลาในการพ่นช้าที่สุดเท่ากับ 64.33 วินาที/แผงวงจร (2) การเพิ่มความสูง (H) ที่ 4 ซม. และความเร็ว (V) ที่ 15 ซม./วินาที ขณะที่ความดัน (P) คงเดิมที่ 2.5 KPa จะให้ความหนาผิวเคลือบเท่ากับ 47.84 ไมโครเมตรซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด เพราะมีข้อจำกัดเรื่องความสูงของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆซึ่งมีค่าระหว่าง 0.2 ถึง 2.5 ซม. และอยู่ในข้อกำหนดความหนาผิว 50 ±20 ไมโครเมตร โดยให้รอบเวลาในการพ่นลดลงเป็น 57.33 …
กรอบการออกแบบระบบการผลิตอย่างรวดเร็วสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม, สุวรา บุญภากร
กรอบการออกแบบระบบการผลิตอย่างรวดเร็วสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม, สุวรา บุญภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมั่นใจว่าระบบการผลิตนั้นเท่าทันกับความต้องการอยู่เสมอ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีการแข่งขันกันสูงจากจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น และมักขาดความรู้ในการออกแบบระบบการผลิต ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรไปกับการตัดสินใจแบบลองผิดลองถูก คำถามที่น่าสนใจคือ ระบบการผลิตควรประกอบด้วยอะไรบ้าง และการออกแบบระบบการผลิตควรพิจารณาข้อมูลใด งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบในการออกแบบระบบการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทำให้ผู้ออกแบบสามารถออกแบบได้รวดเร็วขึ้น กรอบความคิดนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบในระบบการผลิต โครงสร้างข้อมูลในการออกแบบ หลักการออกแบบระบบการผลิตแต่ละส่วน ได้แก่ ผลลัพธ์ที่ต้องได้จากการออกแบบ ข้อมูลนำเข้า ตัวแปรที่ต้องพิจารณาและหลักการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบแต่ละส่วน รวมทั้งตัวชี้วัดสำหรับควบคุมทิศทางการออกแบบให้ตรงตามจุดประสงค์ของการออกแบบระบบการผลิต โดยงานวิจัยนี้เกิดจากการศึกษาการออกแบบอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจริง และการศึกษาหลักการการออกแบบระบบการผลิตของงานวิจัยต่างๆ นำมาวิเคราะห์ผ่านการแยกย่อยความต้องการ (Requirements Decomposition) ซึ่งสามารถสร้างเป็นกรอบการออกแบบระบบการผลิตในรูปแบบของคำอธิบายผ่านแผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram, DFD) และนำไปสู่การสร้างระบบสนับสนุน เพื่อใช้ออกแบบระบบการผลิตได้อย่างมีประสิทธิผล ผลลัพธ์จากงานนี้ ถูกประเมินการใช้งานผ่านการนำเสนอกรอบการออกแบบระบบการผลิตนี้กับผู้ใช้งานทั้งสองฝ่าย คือ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบระบบการผลิต และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์มีความเหมาะสมกับการนำไปใช้งานต่อไป
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงต้นทุนในการลดจุดดำในอุตสาหกรรมการฉีดพลาสติก, ศุภโชค เส็งหนองแบน
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงต้นทุนในการลดจุดดำในอุตสาหกรรมการฉีดพลาสติก, ศุภโชค เส็งหนองแบน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาในกระบวนการฉีดพลาสติกที่ส่งผลกับคุณภาพของงานมากที่สุดคือจุดดำ (Black dot) วิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาจุดดำนั้นมีด้วยกันหลายวิธีด้วยกันโดยงานวิจัยนี้จะเน้นที่การเลือกวิธีการลดปัญหาจุดดำต่างเงื่อนไขกันทั้งในส่วนของราคาต่อหน่วย ปริมาณการผลิตต่อครั้ง เพื่อเลือกวิธีการและค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทสำหรับโรงงานกรณีศึกษานี้ ก่อนการปรับปรุงด้วยวิธีการถอดสกรูขัดทำความสะอาดมีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 72,500 บาทต่อเดือน (ค่าเครื่องจักร, ค่าล่วงเวลา, ค่าขนส่ง, ค่าอุปกรณ์ เป็นต้น) งานวิจัยนี้จะนำทฤษฎีซิกซ์ ซิกม่า(Six Sigma)ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน Define, Measure, Analyze, Improveและ Control (DMAIC)มาใช้ และใช้Cause and Effect Diagram, Cause and Effect Matrix และ FMEAในการคัดเลือกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเกิดจุดดำและใช้ 2k Factorial Designในการหาปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญกับจุดดำ ผลที่ได้จากวิธีแรกคือการถอดสกรูขัดทำความสะอาดนั้นสามารถลดจุดดำจากเดิมลงได้ 50% ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับการผลิตชิ้นงานที่มีราคาต่อหน่วยค่อนข้างสูง หรือชิ้นงานที่มีการผลิตจำนวนมากวิธีที่สองคือ การใช้เม็ดพลาสติกชนิดพิเศษสำหรับล้างสกรูโดยเฉพาะโดยวิธีนี้จะให้ผลการลดจุดดำได้ ประมาณ 25% ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับการชิ้นงานที่มีราคาต่อหน่วยไม่สูงมากและการผลิตปริมาณน้อยต่อครั้งโดยหลังจากที่นำวิธีการลดจุดดำและคำนวณค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปสำหรับวิธีที่ได้เลือกให้เหมาะสมกับชนิดและประเภทของงานนั้นสามารถลดค่าใช้จ่ายที่คิดเป็นมูลค่าเพิ่มได้ถึง 144,000 บาทต่อปี
การเปรียบเทียบระดับรูปสัญลักษณ์ในแถวลำดับของสัญรูปสำหรับการออกแบบตัวช่วยในการตัดสินใจ, ศิถี วังเอี่ยมเสริมสุข
การเปรียบเทียบระดับรูปสัญลักษณ์ในแถวลำดับของสัญรูปสำหรับการออกแบบตัวช่วยในการตัดสินใจ, ศิถี วังเอี่ยมเสริมสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แถวลำดับของสัญรูปหรือภาษาภาพถูกขนานนามว่าเป็นรูปแบบการนำเสนอข้อมูลเชิงตัวเลขในบริบทของความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลสูงสุด แต่อย่างไรก็ตามจากการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มผู้ใช้งานแต่ละระดับการคำนวณมีรูปแบบการประมวลผลข้อมูลจากแถวลำดับของสัญรูปแตกต่างกันประกอบกับระดับรูปสัญลักษณ์อาจส่งผลต่อการแปลความหมายข้อมูลที่แตกต่างกันของกลุ่มคนแต่ละระดับการคำนวณ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงทำการเปรียบเทียบระดับรูปสัญลักษณ์ในแถวลำดับของสัญรูปสำหรับการออกแบบตัวช่วยในการตัดสินใจที่เหมาะสมกับประชากรไทยแต่ละระดับการคำนวณเพื่อประเมินประสิทธิผล คือ การทดสอบระดับการรับรู้ข้อมูล การทดสอบความเข้าใจและการทดสอบการดึงข้อมูลกลับมาใช้ ประสิทธิภาพ คือ ระยะเวลาที่ใช้ในการทดสอบความเข้าใจ ความพึงพอใจ คือ การทดสอบระดับการเข้าถึงข้อมูล โดยเริ่มจากการแบ่งกลุ่มกลุ่มผู้ทดสอบตามลักษณะส่วนบุคคลด้วยแบบทดสอบระดับการคำนวณและระดับการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน หลังจากนั้นผู้ทดสอบจะถูกสุ่มเพื่อทำการทดสอบอิทธิพลของระดับรูปสัญลักษณ์เพียง 1 ระดับจากทั้งหมด 3 ระดับรูปสัญลักษณ์ในแถวลำดับของสัญรูป จากการทดลองพบว่ากลุ่มคนระดับการคำนวณต่ำสามารถแปลความหมายข้อมูลเชิงตัวเลขซึ่งนำเสนอด้วยแถวลำดับของสัญรูปที่ระดับรูปสัญลักษณ์กลางหรือสัญลักษณ์รูปคนได้ถูกต้องที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการวัดผลด้านการเข้าถึงข้อมูล ในทางตรงกันข้ามอิทธิพลของระดับรูปสัญลักษณ์ไม่ส่งผลต่อการแปลความหมายข้อมูลและคะแนนการเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มคนระดับการคำนวณสูง หากเปรียบเทียบความแตกต่างของการรับรู้ข้อมูลที่ระดับรูปสัญลักษณ์ต่ำหรือสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพบว่ากลุ่มคนทั้งสองระดับการคำนวณมีระดับการรับรู้ข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามผลจากการทดลองนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการนำเสนอข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจที่มีประสิทธิผลในการสื่อสารกับกลุ่มคนแต่ละระดับการคำนวณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับกลุ่มคนระดับการคำนวณต่ำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแปลความหมายข้อมูลเชิงตัวเลขให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้นและผลจากการทดลองยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบสื่ออินโฟกราฟฟิกที่มีประสิทธิผลในการสื่อสารภายในสังคม
การปรับปรุงกระบวนการอัดรีดท่อพลาสติกพอลิไวนิลคลอไรด์เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบ, ศรัณย์พัชร สุวรรณโชติ
การปรับปรุงกระบวนการอัดรีดท่อพลาสติกพอลิไวนิลคลอไรด์เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบ, ศรัณย์พัชร สุวรรณโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีปรับปรุงกระบวนการอัดรีดท่อพลาสติกพอลิไวนิลคลอไรด์เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบ โดยประยุกต์ใช้กระบวนการซิกซ์ ซิกซ์ม่าเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหา ซึ่งทำการทดลองที่ผลิตภัณฑ์ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ที่ชั้นคุณภาพ 8.5 โดยปัจจุบันพบว่ามีน้ำหนักเกินจากมาตรฐาน มากถึง 25% จากค่าน้ำหนักมาตรฐาน 10.496 กิโลกรัม คิดเป็นความสูญเสีย 0.28 ล้านบาทต่อปี จากการศึกษาพบว่าสาเหตุที่มีผลต่อน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ คือปัจจัยการปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ของกระบวนการอัดรีด ที่ไม่เหมาะสม จึงทำการทดลองเพื่อหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสม โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบ บ็อกซ์-เบห์นเคน ร่วมกับหลักการพื้นผิวผลตอบสนอง โดยมีปัจจัยที่ส่งผล 5 ปัจจัย คือ อุณหภูมิหัวแม่พิมพ์ อุณหภูมิท้ายแม่พิมพ์ ความเร็วรอบสกรู ความดันสุญญากาศ และความเร็วเครื่องลาก โดยค่าเหมาะสมที่ได้จากการทดลองคือ อุณหภูมิหัวแม่พิมพ์ 165 องศาเซลเซียส อุณหภูมิท้ายแม่พิมพ์ 180 องศาเซลเซียส ความเร็วรอบสกรู 22 รอบต่อนาที ความดันสุญญากาศ 450 มิลลิบาร์ และความเร็วเครื่องลาก 3,100 มิลลิเมตรต่อนาที น้ำหนักหลังการปรับปรุงลดลงเหลือ 10.26 กิโลกรัมต่อท่อน และอยู่ในช่วงยอมรับได้ ทำให้ต้นทุนลดลง 0.94 ล้านบาทต่อปี
การลดสัดส่วนรอยแตกบริเวณขอบยางในการผลิตยางล้อรถจักรยานยนต์, วรุตม์ รังรองรัตน์
การลดสัดส่วนรอยแตกบริเวณขอบยางในการผลิตยางล้อรถจักรยานยนต์, วรุตม์ รังรองรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนรอยแตกบริเวณขอบยาง ในกระบวนการผลิตยางล้อรถจักรยานยนต์ของโรงงานกรณีศึกษา ซึ่งปัญหานี้ก่อให้เกิดความสูญเสียมากกว่า 20 ล้านบาทต่อปี แนวทางการปรับปรุงมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตโดยใช้วัตถุดิบ วิธีการ และเครื่องจักรที่มีอยู่ โดยไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบต่อคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ การศึกษาแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของปัญหาจากบันทึกการผลิต และเก็บข้อมูลลักษณะของปัญหาเพิ่มเติมจากตัวอย่างยางจริงที่เกิดปัญหารอยแตก พบว่ายางรุ่น 90/90-14EG ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขอบยาง 14 นิ้ว หน้ายางกว้าง 90 มม. แก้มยางสูง 81 มม. มีความสูญเสียมากที่สุดถึง 4 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.31 จากปริมาณการผลิตทั้งหมด 2) ประเมินความสามารถของกระบวนการตรวจสอบปัญหา พบว่าพนักงานสามารถตรวจสอบคัดแยกปัญหารอยแตกได้อย่างถูกต้องทั้งหมด และจากการประเมินความสามารถในการวัดขนาดของปัญหา พบว่ามีความแม่นและเที่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถยอมรับได้ 3) วิเคราะห์และคัดกรองสาเหตุเบื้องต้นของปัญหา โดยใช้วิธีการทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าสาเหตุของปัญหารอยแตกของยางรุ่นตัวอย่างมีสามประการ คือ ขนาดของแบบยาง ความกว้างของชิ้นส่วนหน้ายาง และแรงดันไอน้ำที่ใช้ในการขึ้นรูปแบบยาง 4) ดำเนินการทดลองเพื่อลดปัญหารอยแตกโดยใช้วิธีการออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบ็ห์นเคน โดยพิจารณา 3 ปัจจัย ปัจจัยละ 3 ระดับ และทดสอบความมีนัยสำคัญของปัจจัยโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อปัญหารอยแตกอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้แก่ ขนาดของแบบยาง อันตรกิริยาระหว่างขนาดของแบบยางกับความกว้างของชิ้นส่วนหน้ายาง และอันตรกิริยาระหว่างขนาดของแบบยางกับแรงดันที่ใช้ในการขึ้นรูป ค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับยางรุ่นตัวอย่าง คือ ขนาดของแบบยาง 180 มม. ความกว้างชิ้นส่วนหน้ายาง 186 มม. และแรงดันที่ใช้ในการขึ้นรูป 0.12 เมกะปาสคาล 5) ปรับปรุงมาตรฐานการผลิต 6) ติดตามผลการใช้มาตรฐานใหม่ในกระบวนการผลิตจริงเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี พบว่าสามารถลดสัดส่วนรอยแตกบริเวณขอบยางของยางรุ่นตัวอย่างจากร้อยละ 7.31 เหลือเพียงร้อยละ 1.04 โดยเฉลี่ย คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียที่ลดลงได้มากกว่า 3 ล้านบาทต่อปี
การเปรียบเทียบประสิทธิผลของผู้เรียนในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการอบรมที่แตกต่างกันตามกลยุทธ์มิติสัมพันธ์, สกุลพร พรพนม
การเปรียบเทียบประสิทธิผลของผู้เรียนในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการอบรมที่แตกต่างกันตามกลยุทธ์มิติสัมพันธ์, สกุลพร พรพนม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์เป็นความสามารถในการรับรู้ และจัดการการรับรู้ภายในใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนักวิจัยหลายท่านให้ความสนใจในการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการสอนเพื่อช่วยในการพัฒนาแต่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ให้ความสนใจกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ของผู้เรียน ดังนั้นวัตถุประสงค์ของวิจัยนี้คือ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ของผู้เรียนที่มีกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ที่แตกต่างกันผ่านรูปแบบการอบรมตามกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการค้นหากลยุทธ์ในการแก้ปัญหาของผู้เรียน (กลยุทธ์การแก้ปัญหาแบบองค์รวม กลยุทธ์การแก้ปัญหาแบบวิเคราะห์ และกลยุทธ์การแก้ปัญหาแบบระหว่างกลาง) พร้อมทั้งทำการแบ่งระดับความสามารถ (ต่ำและสูง) ก่อนการอบรม จากนั้นทำการอบรมตามรูปแบบการสอนที่พิจารณาถึงกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา และประเมินผลหลังการอบรม ผลการทดสอบของหลังการอบรม มีความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านของกลยุทธ์การแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ซึ่งส่งผลต่อการความสามารถในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ (PSVT และ MRT) ซึ่งผู้เรียนที่มีระดับความสามารถด้านมิติสัมพันธ์สูงที่ใช้กลยุทธ์ในการแก้ปัญหาแบบระหว่างกลางในห้องอบรมแบบวิเคราะห์มีคะแนนจากแบบทดสอบ MRT สูงกว่าผู้เรียนในห้องอบรมแบบองค์รวม จึงสามารถสรุปได้ว่าผู้เรียนที่มีกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาแบบระหว่างกลางสามารถสลับกลยุทธ์ที่ใช้ในการแก้ปัญหาด้านมิติสัมพันธ์ได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Gluck and Fitting (2003) อย่างไรก็ตามผลจากการทดลองนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี หรือใช้เป็นแนวทางสำหรับการออกแบบรูปแบบการนำเสนอข้อมูล เพื่อให้ผู้ออกแบบข้อมูลตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านของกระบวนการคิด และผลการทดลองจึงสรุปได้ว่าเพื่อพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ควรออกแบบเครื่องมือ หรือรูปแบบการสอนโดยคำนึงถึงกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าเกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงสิ่งนั้นๆได้อย่างลึกซึ้ง
การพยากรณ์การสึกหรอของเม็ดมีดในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีโดยใช้การแปลงเวฟเล็ต, ภทร ไชยวงค์
การพยากรณ์การสึกหรอของเม็ดมีดในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีโดยใช้การแปลงเวฟเล็ต, ภทร ไชยวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดการสึกหรอด้านข้างของเม็ดมีดกับอัตราส่วนแรงตัดพลวัตในกระบวนการกลึงเหล็กกล้าเกรด S45C โดยใช้เม็ดมีดคาร์ไบด์เคลือบผิวด้วยด้วยไททาเนียมคาร์บอนไนไตรด์กับอะลูมิเนียมออกไซด์ไทเทเนียมไนไตรด์ (TiCN+Al2O3TiN) การแปลงเวฟเล็ตถูกใช้สำหรับวิเคราะห์แรงตัดพลวัตเพื่อให้ได้สัญญาณแรงตัดอันเนื่องจากสึกหรอโดยคัดแยกสัญญาณรบกวนออก วิธีออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์เคนถูกเลือกสำหรับการออกแบบการทดลอง 4 ปัจจัย 3 ระดับ ปัจจัยที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ความเร็วตัด 150, 200 และ 250 m/min, อัตราการป้อนตัด 0.1, 0.2 และ 0.15 mm/rev ความลึกตัด 1, 1.2 และ 1.4 mm และรัศมีจมูกมีด 0.4, 0.8 และ 1.2 mm จากผลการทดลองพบว่า เงื่อนไขการตัดที่ทำให้อัตราการสึกหรอไวที่สุด ได้แก่ ความเร็วตัด 250 m/min อัตราการป้อนตัด 0.2 mm/rev ความลึกตัด 1.2 mm และรัศมีจมูกมีด 0.8 mm อัตราส่วนแรงตัดพลวัตมีความสัมพันธ์กับขนาดการสึกหรอด้านข้าง (Flank wear) ของเม็ดมีดอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนแรงตัดพลวัตลดลงเมื่อขนาดการสึกหรอเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าเงื่อนไขการตัดจะเปลี่ยนไปอย่างไร อัตราส่วนแรงตัดพลวัตยังคงมีแนวโน้มเหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เองอัตราส่วนแรงตัดพลวัตจึงถูกนำเสนอเพื่อใช้สำหรับพัฒนาสมการพยากรณ์ขนาดการสึกหรอของเม็ดมีดในรูปแบบฟังก์ชั่นเอกซ์โพเนนเชียลที่ระดับความเชื่อมั่น 95% การวิเคราะห์การถดถอยพหูคูณถูกนำมาใช้เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด สมการพยากรณ์ขนาดการสึกหรอของเม็ดมีดที่ได้ให้ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) เท่ากับ 86.45% และจากสัมประสิทธิ์ของปัจจัยแต่ละตัวทำให้ทราบว่า อัตราส่วนแรงตัดพลวัตมีอิทธิพลต่อขนาดการสึกหรอมากที่สุด รองลงมาคือ ความเร็วตัด อัตราการป้อนตัด ความลึกตัด และรัศมีจมูกมีดตามลำดับ นอกจากนี้สมการพยากรณ์ถูกตรวจสอบความแม่นยำพบว่า ให้ค่าความแม่นยำเท่ากับ 93.85%
แนวทางการวิเคราะห์การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ของสายงานผลิตไฟฟ้า, พีรวัจน์ ชัยมณีรัตน์
แนวทางการวิเคราะห์การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ของสายงานผลิตไฟฟ้า, พีรวัจน์ ชัยมณีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ กับสายงานผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดำเนินงานทางด้านการเงิน และระบบการบริหารจัดการองค์กรโดยมีตัวชี้วัดคือ ค่ากำไรเชิงเศรษฐศาสตร์โดยเปรียบเทียบระหว่างกำไรหลังจากหักภาษี กับต้นทุนเงินทุน โดยมีสมมติฐานการจัดเก็บรายได้จากสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าภายใน ที่ประกอบด้วยค่าความพร้อมจ่าย และรายได้จากค่าเชื้อเพลิง และใช้วิธีการวิเคราะห์ความไวในการกำหนดเป้าหมายของแผนการเพิ่มมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งได้แก่ แผนเพิ่มส่วนต่างค่าเชื้อเพลิง, แผนเพิ่มค่าความพร้อมจ่าย และแผนลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ควบคุมได้ ใช้วิธีการคำนวณอัตราต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ของสายผลิตไฟฟ้าซึ่งเท่ากับ 6.43% และกำหนดภาษีเชิงเศรษฐศาสตร์ 20% และวิเคราะห์กำไรเชิงเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างของโรงไฟฟ้าในสายงาน 5 โรงไฟฟ้า ซึ่งได้แก่ โรงไฟฟ้า A และ D ประเภทพลังงานความร้อนร่วม 2 โรงไฟฟ้าถ่านหิน B โรงไฟฟ้าพลังน้ำ C และโรงไฟฟ้า E พลังงานความร้อน ที่ใช้น้ำมันเตาและน้ำมันปาล์มเป็นเชื้อเพลิง โดยในปี พ.ศ.2558 ในภาพรวมสายงานค่า EPสูงกว่าค่าประมาณการ 3,617 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากแผนกลยุทธ์ ทั้ง 3 แผนจำนวน 753 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบค่าจริงกำไรเชิงเศรษฐศาสตร์ พ.ศ.2558 กับ ปี 2559 พบว่าภาพรวมสายงานผลิตไฟฟ้ามีค่าลดลง 512 ล้านบาท และโรงไฟฟ้า A ลดลง 64 ล้านบาท, โรงไฟฟ้า B เพิ่มขึ้น 1,312 ล้านบาท, โรงไฟฟ้า C ลดลง 58 ล้านบาท, โรงไฟฟ้า D เพิ่มขึ้น 91 ล้านบาท, โรงไฟฟ้า E ลดลง 161 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้า A ,B, D ควรเน้น SIP ด้านเพิ่มส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงค่าเชื้อเพลิง เพิ่มค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้า C ควรเน้นเพิ่มส่วนเกินชั่วโมงความพร้อมจ่ายและโรงไฟฟ้า E ควรเน้น ด้านลดค่าใช้จ่ายที่ควบคุมได้พร้อมทั้งขยายผลการศึกษาค่า EP โรงไฟฟ้าในสังกัดอื่นๆ
การจัดลำดับการผลิตรถยนต์แบบมากวัตถุประสงค์บนสายการประกอบผลิตภัณฑ์ผสมแบบสองด้าน, ตรัยรัตน์ เกิดโภคทรัพย์
การจัดลำดับการผลิตรถยนต์แบบมากวัตถุประสงค์บนสายการประกอบผลิตภัณฑ์ผสมแบบสองด้าน, ตรัยรัตน์ เกิดโภคทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดลำดับการผลิตรถยนต์แบบมากวัตถุประสงค์บนสายการประกอบผลิตภัณฑ์ผสมแบบสองด้าน เป็นปัญหาที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมาก โดยปัญหานี้ จัดเป็นปัญหาแบบมากวัตถุประสงค์ (Many-Objective Optimization Problems: MaOPs) ที่มีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน และมีรูปแบบของคำตอบที่เป็นไปได้จำนวนมาก เรียกว่าปัญหาลักษณะนี้ว่า ปัญหาประเภทเอ็นพียาก (Non-deterministic Polynomial Hard: NP-Hard) วิธีการวิวัฒนาการแบบปรับตัวโดยใช้ผลต่างสำหรับปัญหาหลายวัตถุประสงค์โดยยึดหลักการจำแนก (An Adaptive Multi-Objective Evolutionary Algorithm based on Decomposition hybridised with Differential Evolution: AMOEA/D-DE) เป็นเมตาฮิวริสติกเชิงวิวัฒนาการแบบปรับตัว ซึ่งผู้วิจัยได้ออกแบบและพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาแบบมากวัตถุประสงค์ โดยมีแนวคิดในการค้นหาคำตอบด้วยการจำแนกปัญหาออกเป็นปัญหาย่อยเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาย่อยนั้น ๆ และสามารถเรียนรู้ทิศทางของคำตอบที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีและไม่ดีได้ งานวิจัยนี้ จึงเสนอ AMOEA/D-DE มาเปรียบเทียบกับอัลกอริทึม MODE, MODE/D และ MOEA/D ในการแก้ปัญหาการจัดลำดับการผลิตรถยนต์แบบมากวัตถุประสงค์บนสายการประกอบผลิตภัณฑ์ผสมแบบสองด้าน โดยมีฟังก์ชันวัตถุประสงค์ที่ถูกประเมินพร้อมกัน 6 ฟังก์ชัน ได้แก่ จำนวนครั้งการเปลี่ยนแปลงสีน้อยที่สุด ปริมาณงานที่ทำไม่เสร็จในการผลิตน้อยที่สุด เวลารอคอยงานรวมในการผลิตน้อยที่สุด จำนวนรถยนต์ที่ละเมิดรวมน้อยที่สุด ความแปรผันรวมของสัดส่วนการผลิตน้อยที่สุด และความแปรผันรวมของการใช้ชิ้นส่วนในการประกอบน้อยที่สุด ผลจากการทดลองพบว่า AMOEA/D-DE มีสมรรถนะด้านการลู่เข้าของคำตอบ ด้านการลู่เข้าและความหลากหลายของคำตอบ และด้านปริมาณคำตอบดีกว่าอัลกอริทึมอื่น ๆ อย่างชัดเจนในปัญหาขนาดกลางขึ้นไป ส่วนด้านเวลาการดำเนินงานของ AMOEA/D-DE มีสมรรถนะที่ไม่แตกต่างจากอัลกอริทึมอื่น ๆ มาก โดยมีเวลาดำเนินงานมากเป็นอันดับที่ 2 จาก 4 อัลกอริทึม รองจาก MODE
การวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรของโรงโม่หิน, พนิต ผาสุก
การวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรของโรงโม่หิน, พนิต ผาสุก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ได้ทำการวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรของโรงโม่หิน โดยขั้นตอนในการผลิตหินนั้นประกอบไปด้วย 3 กระบวนการด้วยกันคือ 1) กระบวนการบรรจุแร่หิน มีเครื่องจักรในกระบวนการได้แก่ รถขุดไฮดรอลิก 2) กระบวนการขนส่งแร่หิน มีเครื่องจักรในกระบวนการได้แก่ รถบรรทุกสิบล้อ และ 3) กระบวนการโม่หิน ซึ่งมีเครื่องจักรในกระบวนการได้แก่เครื่องโม่ต่างๆ โดยที่มีเครื่องจักรที่สำคัญในกระบวนการได้แก่ ปากโคน (Cone Crusher) จากการค้นหาปัญหาพบว่า การผลิตหินต่ำกว่าเป้าหมายมาก ซึ่งเกิดจากเครื่องจักรในทั้ง 3 กระบวนการนั้นส่วนใหญ่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมและมีปัญหาการขัดข้องที่รุนแรงเกินกว่าที่จะใช้การบำรุงรักษาเชิงป้องกันเพียงอย่างเดียวมาจัดการหรือประยุกต์ใช้ โดยในกระบวนการบรรจุแร่หินและขนส่งแร่หินนั้นพบว่า มีค่าความสามารถของกระบวนการ (Cpk) ของการผลิตหินเพียง 0.15 และมีค่าความพร้อมใช้งานของรถขุดไฮดรอลิกและรถบรรทุกสิบล้อต่ำสุดอยู่ที่ 69.67% และ 44.06 % ตามลำดับ ในส่วนของกระบวนการโม่หินนั้นพบว่าค่าความพร้อมใช้งานของปากโคน อยู่ที่ 30.45% เมื่อวิเคราะห์หารากสาเหตุของการขัดข้องพบว่าเกิดจาก 1) เครื่องจักรอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ขาดการจัดการให้เครื่องจักรอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 2)ไม่มีแผนบำรุงรักษา 3) การใช้งานและการบำรุงรักษาไม่ถูกต้อง ดังนั้นในการศึกษานี้จึงได้สนใจที่จะทำการวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยประยุกต์ใช้วงจรเดมมิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยแบ่งวงจรเดมมิ่งเป็น 3 วงจร วงจรที่ 1 เป็นการประเมินสภาพเครื่องจักร และทำให้เครื่องจักรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ วงจรที่ 2 เป็นการสร้างแผนงานบำรุงรักษาเชิงป้องกันและแผนบำรุงรักษาด้วยตนเอง วงจรที่ 3 เป็นการสร้างแผนพัฒนาบุคลากรผู้เกี่ยวข้องกับการใช้งานเครื่องจักร การประเมินผลหลังจากการปรับปรุงพบว่า การขัดข้องของรถขุดไฮดรอลิกและ รถบรรทุกสิบล้อน้อยลงโดยค่าความพร้อมใช้งานต่ำสุดเพิ่มขึ้นเป็น 85.62 % และ 85.34% ตามลำดับ ในส่วนการขัดข้องของปากโคน มีค่าความพร้อมใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 90.56% และค่าความสามารถของกระบวนการผลิตหินเพิ่มขึ้นเป็น 0.56 และได้คู่มือการใช้งานเครื่องจักรรวมถึงการบำรุงรักษา สำหรับรถขุดไฮดรอลิก และรถบรรทุกสิบล้อ
อิทธิพลของสัดส่วนอลูมิเนียมหลอมซ้ำที่มีต่อการเกิดของเสียประเภทสิ่งปลอมปนในกระบวนการฉีดหล่อแรงดันสูง, พหล วรดิลกกุล
อิทธิพลของสัดส่วนอลูมิเนียมหลอมซ้ำที่มีต่อการเกิดของเสียประเภทสิ่งปลอมปนในกระบวนการฉีดหล่อแรงดันสูง, พหล วรดิลกกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของสัดส่วนผสมของวัตถุดิบอลูมิเนียมใหม่ วัตถุดิบอลูมิเนียมหลอมซ้ำที่ผ่านกระบวนการภายนอก (R1) กับ วัตถุดิบอลูมิเนียมหลอมซ้ำที่ผ่านกระบวนการฉีดหล่อภายใน (R2) ที่มีต่อคุณภาพน้ำอลูมิเนียม และชิ้นงานฉีดหล่อ โดยดำเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสัดส่วนผสมที่ R1 เท่ากับ 0, 100 และ 200 ส่วนต่อร้อยส่วนอลูมิเนียมใหม่ (Per hundred ingot ; phi) และ R2 เท่ากับ 100, 150 และ 200 phi 2) ทดสอบและวิเคราะห์คุณภาพของน้ำอลูมิเนียม ได้แก่ การตรวจสอบค่าเคโมลด์ (K) องค์ประกอบธาตุแมกนีเซียม (Mg) แก๊สไฮโดรเจน (H2) 3) นำน้ำอลูมิเนียมมาขึ้นรูปด้วยกระบวนการฉีดหล่อแรงดันสูง และ 4) ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ของเสียประเภทสิ่งปลอมปนที่เกท (%IC) จำนวนจุดของสิ่งปลอมปนที่เกท (IC) เปอร์เซ็นต์ของเสียประเภทโพรงอากาศที่เกท (%BH) และจำนวนจุดโพรงอากาศที่เกท (BH) ผลจากการศึกษาพบว่า 1) อิทธิพลของปัจจัยหลัก R1 และ R2 ที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อค่าเคโมลด์ (K) เปอร์เซ็นต์ของเสียประเภทสิ่งปลอมปนที่เกท (%IC) เปอร์เซ็นต์ของเสียประเภทโพรงอากาศที่เกท (%BH) จำนวนจุดสิ่งปลอมปนที่เกท (IC) จำนวนจุดโพรงอากาศที่เกท (BH) เพิ่มขึ้น แต่มีเพียงแก๊สไฮโดรเจน (H2) ที่เพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของปัจจัยหลัก R1 ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น 2) ค่าเคโมลด์ (K) มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเปอร์เซ็นต์ของเสียประเภทสิ่งปลอมปนที่เกท (%IC) และจำนวนจุดสิ่งปลอมปนที่เกท (IC) 3) แก๊สไฮโดรเจนมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเปอร์เซ็นต์ของเสียประเภทโพรงอากาศที่เกท (%BH) และจำนวนจุดโพรงอากาศที่เกท (BH) และ 4) เงื่อนไขการผสมที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือ R1=0 phi, R2=100 phi ให้ค่าเคโมลด์ (K) 0.45 คะแนน, แก๊สไฮโดรเจน (H2) 0.11 …
การวิเคราะห์ภาพถ่ายการบีบตัวของกระเพาะอาหารส่วนปลายด้วยวิธีแยกสัญญาณแบบเอมพีริเคิลโมด, พณสรรค์ งามศิริจิตร
การวิเคราะห์ภาพถ่ายการบีบตัวของกระเพาะอาหารส่วนปลายด้วยวิธีแยกสัญญาณแบบเอมพีริเคิลโมด, พณสรรค์ งามศิริจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้วิธีแยกสัญญาณแบบเอมพิริเคิลโมด (EMD) ในการวิเคราะห์สัญญาณการบีบตัวของกระเพาะอาหารส่วนปลาย (DAS) วิธีการดังกล่าวเกิดจากการควบรวมระหว่างวิธีแยกสัญญาณแบบเอมพิริเคิลโมดกับการวิเคราะห์สัญญาณแบบฟูเรียร์ (EMD-Fourier) เข้าไว้ด้วยกัน สัญญาณจากการบีบตัวของกระเพาะอาหารส่วนปลายจะถูกแยกย่อยออกมาเป็นชุดสัญญาณพื้นฐาน (IMFs) ที่มีความถี่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะแตกต่างไปจากการวิเคราะห์แบบดั้งเดิมที่ให้ค่าความถี่ของชุดสัญญาณออกมาเพียงค่าเดียว ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลลัพธ์ของการดำเนินการ ชุดข้อมูลสัญญาณการบีบตัวของกระเพาะอาหารส่วนปลายที่ถูกประเมินจากแพทย์แล้วว่าเป็นการบีบตัวแบบปกติจำนวน 18 ชุดสัญญาณได้ถูกนำมาใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบ ด้วยวิธีการแปลงสัญญาณนำเข้า (pre-processing) ที่แตกต่างกัน 4 วิธีการ ได้แก่ วิธีเฉลี่ยสัญญาณเท่ากับศูนย์ (AVG), วิธีเฉลี่ยสัญญาณเท่ากับศูนย์เข้าร่วมกับวิธีอัตสหสัมพันธ์ (AVGAUTO), วิธีเฉลี่ยสัญญาณแบบพหุนาม (POLY), วิธีเฉลี่ยสัญญาณแบบพหุนามเข้าร่วมกับวิธีอัตสหสัมพันธ์ (POLYAUTO) ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาบ่งชี้ว่า วิธีการวิเคราะห์สัญญาณแบบควบรวมระหว่างวิธีแยกสัญญาณแบบเอมพิริเคิลโมดและวิธีการวิเคราะห์สัญญาณแบบฟูเรียร์สามารถลดค่าอัตราส่วนระหว่างความแปรปรวนต่อค่าเฉลี่ย (SD-to-mean ratio) ลงได้ จาก 144.9% เหลือเพียง 22% โดยระดับการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการแปลงสัญญาณนำเข้า ผู้วิจัยยังพบอีกว่า ค่าเฉลี่ยจากวิธีการควบรวมมีค่าค่อนข้างนิ่งและมีค่าความแปรปรวนต่ำเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์สัญญาณแบบดั้งเดิมด้วยวิธีฟูเรียร์ นอกจากนี้ ค่าความถี่ของสัญญาณพื้นฐานที่ 3 จากวิธีการวิเคราะห์สัญญาณแบบควบรวมยังมีค่าตรงกันกับค่ามาตราฐานการบีบตัวของกระเพาะอาหารแบบปกติทางการแพทย์ในเชิงสถิติที่ 3.00 รอบต่อวินาที หากแต่มีค่าความแปรปรวนที่ต่ำกว่าการวิเคราะห์สัญญาณแบบดั้งเดิมด้วยวิธีฟูเรียร์
สมบัติเชิงกลของพอลิเมอร์ผสม Pla/Pp ที่มีสารเพิ่มความเข้ากันได้, พัทธานันท์ จริยะกุลสิทธิ์
สมบัติเชิงกลของพอลิเมอร์ผสม Pla/Pp ที่มีสารเพิ่มความเข้ากันได้, พัทธานันท์ จริยะกุลสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติเชิงกลของพอลิเมอร์ผสมระหว่างพอลิแลกติกแอซิด (PLA) และพอลิโพรพิลีน (PP) ที่ใส่และไม่ใส่พอลิโพรพิลีนกราฟต์มาเลอิกแอนไฮไดร์ (PP-g-MAH) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความเข้ากันได้ (Compatibilizer) และมีไดคิวมิลเปอร์ออกไซด์ (DCP) ทำหน้าที่เป็นสารริเริ่มปฎิกิริยา (Initiator) โดย (1) ทำการผสม PLA/PP ที่อัตราส่วนดังนี้ 70/30, 50/50, และ 30/70 โดยน้ำหนัก ซึ่งในแต่ละอัตราส่วนจะมีการเติม PP-g-MAH ที่ปริมาณ 0.3 และ 0.7phr พร้อมกับการเติม DCP ที่ปริมาณ 0.03 และ 0.07 phr ด้วยเครื่องอัดรีดแบบสองสกรู (Twin screw extruder) ที่อุณหภูมิ 175-195 องศาเซลเซียสเพื่อให้ได้เป็นเม็ดของพอลิเมอร์ผสม (2) นำเม็ดของพอลิเมอร์ผสมที่ได้ไปขึ้นรูปเป็นชิ้นงานทดสอบด้วยเครื่องกดอัด (Compression moulding) เพื่อทำการทดสอบสมบัติเชิงกลได้แก่ ความทนแรงดึงสูงสุด, ความทนแรงดึง ณ จุดคราก, มอดูลัสของยัง, ร้อยละการยืดตัว ณ จุดขาด, ความแข็งและความทนแรงกระแทก (3) ศึกษาอิทธิพลของสารเพิ่มความเข้ากันได้ (PP-g-MAH), สารริเริ่มปฎิกิริยา (DCP) และอัตราส่วนของพอลิเมอร์ที่มีต่อสมบัติเชิงกลของพอลิเมอร์ผสม จากผลการทดลองพบว่า (1) การเพิ่ม PP ใน PLA มีผลให้ค่าสมบัติเชิงกลได้แก่ ความทนแรงดึงสูงสุด, ความทนแรงดึง ณ จุดคราก, มอดูลัสของยัง, ความแข็งและความทนแรงกระแทกลดลง ในขณะที่ร้อยละการยืดตัว ณ จุดขาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (2) การเพิ่ม PP-g-MAH และ DCP ลงในพอลิเมอร์ผสม PLA/PP ในทุกสัดส่วนมีผลให้สมบัติเชิงกลต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (3) ที่อัตราส่วน PLA/PP/PP-g-MAH/DCP เท่ากับ 70/30/0.3/0.03 จะให้ค่าความทนแรงดึงสูงสุด, ความทนแรงดึง ณ จุดครากและความแข็งสูงที่สุดเท่ากับ 26.75 MPa, 22.53 MPa และ …