Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Operational Research

Institution
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type
File Type

Articles 631 - 660 of 2141

Full-Text Articles in Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering

การปรับปรุงขั้นตอนการสอบเทียบดิจิทัลไดอัลเกจ, ปฏิพล มูสิกะปาละ Jan 2020

การปรับปรุงขั้นตอนการสอบเทียบดิจิทัลไดอัลเกจ, ปฏิพล มูสิกะปาละ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการสอบเทียบดิจิทัลไดอัลเกจ ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนของกระบวนการสอบเทียบเครื่องจ่ายสารละลายอัตโนมัติ เพื่อลดระยะเวลาในกระบวนการสอบเทียบเครื่องจ่ายสารละลายอัตโนมัติทั้งการสอบเทียบในสถานที่ตั้ง และนอกสถานที่ตั้ง เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่ที่พบมาจากงานสอบเทียบนอกสถานที่ตั้ง ต้องบริหารจัดการงานให้ได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ในแต่ละวัน ถ้าไม่สามารถทำการสอบเทียบได้ทันตามแผนงาน ส่งผลให้เกิดเป็นงานค้างในระบบ เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จากการทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงาน พบว่าก่อนเริ่มใช้งานเครื่องดิจิทัลไดอัลเกจ และเกจบล็อก ทุกครั้งต้องตั้งเครื่องมือไว้ที่อุณหภูมิห้องปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 120 นาที จึงเป็นสาเหตุทำให้ระยะเวลาการสอบเทียบนาน จึงทำการออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาหาระยะเวลาที่น้อยที่สุดที่สามารถเริ่มใช้เครื่องดิจิทัลไดอัลเกจวัดค่าได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการวัดค่า กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดเครื่องมือวัด ระยะเวลารอ และอุณหภูมิเกจบล็อก ภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่กำหนด โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%, แผนภูมิควบคุมคุณภาพ และค่าสัดส่วน เพื่อวัดประสิทธิภาพของวิธีการที่ใช้ในการทดลอง จากการทดลองพบว่าสามารถลดระยะเวลาการเตรียมเครื่องมือวัดได้จากเดิม 120 นาที เหลือเพียง 60 นาที โดยที่ค่าวัดไม่เกินค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ ส่งผลให้ระยะเวลาในการสอบเทียบเครื่องจ่ายสารละลายอัตโนมัติลดลงได้ถึง 10.34% ในรุ่นที่มีการสอบเทียบด้านไฟฟ้า และ 41.38% ในรุ่นที่ไม่มีการสอบเทียบด้านไฟฟ้า


การปรับปรุงค่าแรงดึงของสร้อยข้อมือสายหนังโดยการประยุกต์การออกแบบการทดลอง, ปิ่ณชณัณ สุวรรณชนะ Jan 2020

การปรับปรุงค่าแรงดึงของสร้อยข้อมือสายหนังโดยการประยุกต์การออกแบบการทดลอง, ปิ่ณชณัณ สุวรรณชนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ในการเพิ่มค่าแรงดึงของสร้อยข้อมือสายหนังให้ตรงตามเป้าหมาย คือมากกว่าหรือเท่ากับ 78 นิวตัน เพื่อลดของเสียการประกอบหลุดในผลิตภัณฑ์สร้อยข้อมือสายหนัง ซึ่งมีอัตราของเสียมากที่สุด โดยการวิจัยเริ่มจากการระดมความคิดและวิเคราะห์โดยผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องประดับซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานโดยตรง ร่วมกันวิเคราะห์โดยใช้ผังก้างปลา (Cause and effect diagram) จากนั้นจึงได้นำปัจจัยทั้งหมดมาวิเคราะห์ต่อด้วยตารางแสดงความสัมพันธ์ของเหตุและผล (Cause & Effect Matrix) รวมทั้งวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องผลกระทบ (Failure Mode and Effects Analysis, FMEA) จากการวิเคราะห์ค่าความเสี่ยง (Risk Priority Number, RPN) ซึ่งนำมาจัดเรียงตามลำดับคะแนนโดยใช้แผนภูมิพาเรโต (Pareto Diagram) และทำการคัดเลือกปัจจัยที่มีค่าความเสี่ยงสูง ที่มีสัดส่วนน้ำหนัก 80% ได้แก่ อัตราส่วนกาวไม่เหมาะสม, ขนาดหัวบีบไม่เหมาะสม และปริมาณกาวไม่เหมาะสม ซึ่งคาดว่ามีอิทธิพลต่อค่าแรงดึงของสร้อยสายหนังเป็นอย่างมาก มาใช้ในการออกแบบการทดลอง ซึ่งใช้หลักการออกแบบการทดลองเชิงแฟคทอเรียลแบบสามระดับ (3k Factorial Design) โดยทำการทดลองปัจจัยละ 3 ระดับ ทำการทดลองซ้ำ 2 ครั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 54 การทดลอง ทดลองครั้งละ 10 ชิ้น จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลการทดลองพบว่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมคือ อัตราส่วนกาว Resin : Hardener ที่ 1 : 0.6 โดยมวล, ปริมาณกาว 12 กรัม และขนาดหัวบีบ 2.7 มิลลิเมตร ผลการดำเนินการปรับปรุงพบว่า สามารถเพิ่มค่าแรงดึงเฉลี่ยตรงตามเป้าหมาย โดยก่อนปรับปรุงค่าแรงดึงเฉลี่ยอยู่ที่ 70.30 นิวตัน เพิ่มขึ้นเป็น 111.40 นิวตัน ที่หลังปรับปรุง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การปรับปรุงค่าแรงดึงเพิ่มจากก่อนปรับปรุง 58.46%


การปรับปรุงนโยบายสั่งซื้อเส้นด้ายนำเข้าโดยพิจารณาการสั่งซื้อเต็มตู้และการสั่งซื้อร่วม, ชื่นนภา เชื้อสุวรรณทวี Jan 2020

การปรับปรุงนโยบายสั่งซื้อเส้นด้ายนำเข้าโดยพิจารณาการสั่งซื้อเต็มตู้และการสั่งซื้อร่วม, ชื่นนภา เชื้อสุวรรณทวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบนำเข้าหลายชนิด เพื่อลดค่าใช้จ่ายรวม คือ ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และค่าใช้จ่ายการเก็บรักษา โดยที่ยังสามารถตอบสนองระดับการให้บริการ 95% ซึ่งในปัจจุบันพบว่าวัตถุดิบที่ศึกษามีสัดส่วนการสั่งซื้อแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์สูง และมีระดับการให้บริการที่ต่ำกว่าเป้าหมาย งานวิจัยนี้เริ่มตั้งแต่การรวบรวมและศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงได้ออกแบบนโยบายสั่งซื้อใหม่ โดยการประยุกต์ใช้แบบจำลองปริมาณการสั่งคงที่สำหรับวัตถุดิบนำเข้าจากสิงคโปร์ และแบบจำลองรอบการสั่งซื้อคงที่ร่วมกับแนวคิดการสั่งซื้อร่วมและการสั่งซื้อเต็มตู้คอนเทนเนอร์ สำหรับวัตถุดิบนำเข้าจากไต้หวันและจีน ขั้นตอนถัดมาเป็นการประเมินผลนโยบายสั่งซื้อที่นำเสนอและเลือกนโยบายที่เหมาะสมด้วยการใช้วิธีจำลองสถานการณ์ โดยนโยบายที่เหมาะสมที่สุดต้องให้ผลค่าเฉลี่ยและค่าการกระจายของค่าใช้จ่ายรวมน้อยที่สุด และในขั้นตอนสุดท้ายเป็นการวิเคราะห์ความคงทนของนโยบายที่เลือก เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายรวมและระดับการให้บริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานของความต้องการ ทั้งนี้ผลของการวิจัยพบว่าเมื่อนำนโยบายที่นำเสนอไปทดสอบด้วยการจำลองสถานการณ์ด้วยรูปแบบการกระจายของความต้องการของปี 2562 สามารถลดจำนวนการสั่งซื้อแบบไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ลง จึงทำให้ค่าใช้จ่ายการขนส่งลดลง รวมทั้งยังได้ระดับการให้บริการตามเป้าหมายทุกรายการ ทำให้นโยบายที่นำเสนอสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมลงได้ 22%, 26% และ 2% สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบจากไต้หวัน จีน และสิงคโปร์ ตามลำดับ ในส่วนของการทดสอบความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะของความต้องการ พบว่าเมื่อค่าเฉลี่ยของความต้องการลดลง 50% และมีความแปรปรวนของความต้องการเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมของการสั่งซื้อวัตถุดิบนำเข้าจากไต้หวัน จีน และสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 11%, 13% และ 30% ตามลำดับ


การปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูป, ศศิวรรณ เสรี Jan 2020

การปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูป, ศศิวรรณ เสรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องการปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูปมีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงระบบการจัดการสินค้าคงคลังในโรงงานฟอกย้อมเครื่องหนังสำเร็จรูป เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน โดยสภาพปัญหาให้ปัจจุบันนั้นพบว่าการดำเนินการค้นหาวัตถุดิบในคลังสินค้ามีความล่าช้า และมีปัญหาของขั้นตอนการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและการใช้พื้นที่ใช้สอยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของการปรับปรุงนั้นใช้การจัดกลุ่มสินค้าด้วยทฤษฎี ABC classification และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในคลังสินค้าโดยการใช้ระบบบาร์โค้ด(Barcode System) พร้อมทั้งปรับปรุงการทำงานของโปรแกรม ERP ที่ใช้ภายในบริษัท งานวิจัยนี้ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการปรับปรุงส่งผลในทางบวกต่อการลดระยะเวลาการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ เพิ่มความถูกต้องของกระบวนการ และการลดต้นทุนการเช่ารถยก จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าระยะเวลาการดำเนินการที่ลดลง 38% ของระยะเวลาการทำงานปัจจุบันในช่วงการทดลองใช้งาน และลดลง 50% ในช่วงการใช้งานจริงในขั้นตอนการจัดเก็บและระยะเวลาการดำเนินการที่ลดลง 39% ของระยะเวลาการทำงานปัจจุบันในช่วงการทดลองใช้งาน และลดลง 47% นช่วงการใช้งานจริงจากในขั้นตอนการจ่ายวัตถุดิบ ลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นก่อนขั้นตอนการบันทึกลง 2% นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าเช่ารถยกได้ 300,000 ต่อปี


การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากกากหม้อกรองในอุตสาหกรรมน้ำตาล, จิรโรจน์ โสภณอรุณรัตน์ Jan 2020

การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากกากหม้อกรองในอุตสาหกรรมน้ำตาล, จิรโรจน์ โสภณอรุณรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมของเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดจากส่วนผสมของกากหม้อกรองและกากอ้อยเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน วิธีการวิจัยเริ่มต้นจากการนำกากหม้อกรองมาผสมกับกากอ้อยที่สัดส่วนต่างๆ แล้วอัดขึ้นรูปเป็นเม็ดชีวมวลขนาด 10 มม. เมื่อทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติของเม็ดเชื้อเพลิงเหล่านั้นกับเกณฑ์ มอก. 2772-2560 ผลการวิจัยพบว่าที่สัดส่วนกากหม้อกรอง 20% ที่ความชื้น 10% มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสมที่สุด โดยมีค่าความร้อน 13.15 MJ/kg และมีปริมาณเถ้า 14.67 % เมื่อนำไปทดลองใช้ด้วยการต้มน้ำเดือดในเตาครัวเรือน (Water Boiling Test, WBT) พบว่าเชื้อเพลิงชีวมวลเม็ดที่สัดส่วนกากหม้อกรอง 20%, 30%, และ 40% ความชื้น 10% ใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงใกล้เคียงกันอยู่ที่ 0.22 ถึง 0.23 บาท ซึ่งมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้การนำกากหม้อกรองไปผลิตเป็นเม็ดชีวมวลยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากหม้อกรองและสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลคิดเป็นผลประหยัด 2,000 บาทต่อตัน


การพยากรณ์การบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทยด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, พิศาล สามัง Jan 2020

การพยากรณ์การบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทยด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, พิศาล สามัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปเป็นหลักในภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน การพยากรณ์การบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ตัดสินใจการวางแผนบริหารจัดการน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต งานวิจัยนี้นำเสนอและเปรียบเทียบตัวแบบการพยากรณ์เพื่อใช้สำหรับการพยากรณ์ปริมาณการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทย ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่มีปริมาณการบริโภคมากที่สุด 3 อันดับแรก วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อศึกษาวิธีการพยากรณ์และเลือกตัวแบบที่เหมาะสมสำหรับการพยากรณ์ปริมาณการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปกลุ่มหลักของประเทศไทยโดยการเปรียบเทียบผลการพยากรณ์ของตัวแบบอนุกรมเวลาเชิงสถิติ ตัวแบบการพยากรณ์เชิงสาเหตุ ตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่อง และตัวแบบผสม ความแม่นยำของการพยากรณ์จะถูกเปรียบเทียบโดยใช้ค่าเฉลี่ยของร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ (MAPE) ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลรายไตรมาสในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2536 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ตัวแบบที่ศึกษาในงานวิจัยนี้ได้แก่ Holt-Winters, SARIMA, SARIMAX, Multiple Linear Regression (MLR), RANSAC Regression, K-nearest Neighbor Algorithm (KNN), Support Vector Regression (SVR), Adaboost (ADA), Artificial Neural Network (ANN) และตัวแบบผสม ผลการศึกษาพบว่าตัวแบบผสม SARIMAX-ANN-SVR-RANSAC-REG ตัวแบบผสม SARIMAX-ANN-RANSAC-REG และตัวแบบผสม SARIMAX-SVR มีความแม่นยำสูงและเหมาะสมที่สุดในการพยากรณ์ปริมาณการบริโภคน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ตามลำดับ และมีค่า MAPE เท่ากับ 2.2785% 1.9966% และ 3.5055% ตามลำดับ


การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทยโดยใช้​อนุกรมเวลาและโครงข่ายประสาทเทียม, ภณพล อเนกคุณวุฒิ Jan 2020

การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประเทศไทยโดยใช้​อนุกรมเวลาและโครงข่ายประสาทเทียม, ภณพล อเนกคุณวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย การพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวแต่ละเดือนมีประโยชน์ในการนำไปใช้วางแผนรับมือกับความต้องการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติแต่ละประเทศ เนื่องจากรูปแบบการพยากรณ์ที่เฉพาะเจาะจงสามารถบ่งบอกถึงลักษณะของการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและเปรียบเทียบรูปแบบการพยากรณ์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ประเทศที่จะทำการวิเคราะห์ ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย ลาว ฮ่องกง และเยอรมัน ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยนี้คือจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งถูกบันทึกเป็นข้อมูลรายเดือนตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ. 2556 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2562 รูปแบบการพยากรณ์ที่นำมาใช้ ได้แก่ รูปแบบ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตามฤดูกาลอัตโนมัติ (SARIMA) ตรีโกณมิติตามฤดูกาลการแปลงบ็อกซ์ค็อกซ์ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเคลื่อนไหวอัตโนมัติแนวโน้มและฤดูกาล (TBATS) และโครงข่ายประสาทเทียม (ANN) จากนั้นวัดผลความแม่นยำโดยค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดแบบสัมบูรณ์ (MAPE) ผลการศึกษาพบว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่ศึกษา SARIMA เป็นวิธีที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด อย่างไรก็ดีมีประเทศที่การพยากรณ์แบบอนุกรมเวลายังไม่ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ (MAPE เกิน 8%) ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย และรัสเซีย และได้ใช้วิธี ANN ในการพยากรณ์เปรียบเทียบเพิ่มเติม ซึ่งมีเพียงประเทศจีนเท่านั้นที่ ANN ได้ผลแม่นยำกว่าวิธีอื่น


การพยากรณ์ความตรงในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีสำหรับชิ้นงานเหล็กและอะลูมิเนียมโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, วริศรา หลายวัฒนไพศาล Jan 2020

การพยากรณ์ความตรงในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีสำหรับชิ้นงานเหล็กและอะลูมิเนียมโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, วริศรา หลายวัฒนไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงและรองรับการผลิตขั้นสูง เนื่องจากสถานการณ์การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ดังนั้นเครื่องจักรกลอัจฉริยะและระบบการผลิตแบบอัจฉริยะจึงถูกคาดหวังว่าจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตอันใกล้ เครื่องกลึงซีเอ็นซีถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นสูงที่หลากหลาย ความตรงเป็นพารามิเตอร์ที่มีความสำคัญในกระบวนการกลึง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบชิ้นงาน อย่างไรก็ตามการควบคุมและการตรวจติดตามความตรงขณะกลึงชิ้นงานทำได้ยาก นอกจากนี้เครื่องกลึงซีเอ็นซียังไม่สามารถปรับตั้งค่าได้แบบทันทีทันใดขณะกลึงชิ้นงานโดยไม่หยุดเครื่องจักร ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์ในการพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ความตรงในกระบวนการกลึงซีเอ็นซีสำหรับชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียมเพื่อที่จะปรับปรุงกระบวนการควบคุมและตรวจติดตามความตรงโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียมสองชั้นแบบป้อนข้อมูลไปข้างหน้า ซึ่งถูกสอนด้วยอัลกอริทึมแบบแพร่ย้อนกลับของเลเวนเบิร์ก-มาร์คอร์ด อัตราส่วนแรงตัดถูกนำมาใช้ในการคำนวณความตรงภายใต้เงื่อนการตัดต่าง ๆ การแปลงเวฟเลทแบบดอเบชีส์ถูกใช้ในการแยกแรงตัดพลวัตออกเป็น 10 ระดับ เพื่อที่จะกำจัดสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ทำให้แบบจำลองมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ปัจจัยในการตัดที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วยความเร็วตัด อัตราป้อนตัด ความลึกตัด รัศมีจมูกมีดตัด และมุมคายเศษโลหะ แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียมที่พัฒนาขึ้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองการพยากรณ์ความตรงแบบอื่น ๆ คือ แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานอะลูมิเนียม และวิธีการวิเคราะห์ด้วยการถดถอยแบบพหุคูณ จากผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียมที่ถูกเสนอนั้นมีความแม่นยำที่ 76.27% สำหรับชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและอะลูมิเนียม มีความแม่นยำที่ 82.57% สำหรับชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน และมีความแม่นยำที่ 69.97% สำหรับชิ้นงานอะลูมิเนียม ในขณะที่วิธีการวิเคราะห์ด้วยการถดถอยแบบพหุคูณมีความแม่นยำที่ 74.23% แม้ว่าแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอนและแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับพยากรณ์ความตรงของชิ้นงานอะลูมิเนียมจะมีความแม่นยำที่มากกว่าที่ 86.53% และ 70.70% ตามลำดับ แต่ผลการพยากรณ์ความตรงของแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมทั้งสามแบบจำลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อทดสอบใน Paired t-Test


การพยากรณ์ยอดขายของสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่าย, เพ็ญพิชชา สง่าวงษ์ Jan 2020

การพยากรณ์ยอดขายของสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่าย, เพ็ญพิชชา สง่าวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสมสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายในแต่ละรายการสินค้า และลูกค้าแต่ละประเภท โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับกลยุทธ์การขาย และส่งเสริมให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับรูปแบบการพยากรณ์ที่ผู้วิจัยเลือกใช้ จะอ้างอิงจากจำนวนชิ้น และยอดขายเป็นหลัก โดยผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลยอดขายของสินค้าดังกล่าวในช่วง ค.ศ. 2018 - 2019 แล้วนำมาพยากรณ์ด้วยวิธีการพยากรณ์แบบต่าง ๆ 5 วิธีการ ได้แก่ วิธีนาอีฟสำหรับข้อมูลอนุกรมฤดูกาล (Seasonal Naïve Method) วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) วิธีวิเคราะห์สมการถดถอยแบบหลายตัวแปรสำหรับข้อมูลอนุกรมเวลา (Multiple Regression with time series) วิธีปรับเรียบเอกซ์โพแนนเชียลของวินเทอร์ (Winters' Exponential Smoothing) และวิธีวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลาด้วยวิธี ARIMA เมื่ออ้างอิงจากค่าเฉลี่ยร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percentage Error, MAPE) ผู้วิจัยพบว่า วิธีวิเคราะห์สมการถดถอยแบบหลายตัวแปรสำหรับข้อมูลอนุกรมเวลาเป็นวิธีที่ให้ค่า MAPE น้อยที่สุด อย่างไรก็ดี วิธีการดังกล่าวกลับเป็นวิธีที่ใช้ทรัพยากร และข้อมูลในการคำนวณจำนวนมาก จึงไม่เหมาะสมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์แบบรายเดือน หากแต่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อยอดขายเพื่อปรับกลยุทธ์การขายในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่วิธีปรับเรียบเอกซ์โพแนนเชียลของวินเทอร์นั้น เป็นวิธีที่ให้ค่า MAPE น้อยที่สุดเป็นลำดับถัดมา วิธีดังกล่าวกลับมีความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์แบบรายเดือนมากกว่า เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับค่าปัจจัยต่างๆ ที่สามารถดำเนินการได้ง่าย ผู้วิจัยจึงได้เลือกใช้วิธีการดังกล่าวในการพยากรณ์สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมราคาประหยัดในกลุ่มตัวแทนจำหน่ายของบริษัทกรณีศึกษาเป็นหลัก


การพัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง: กรณีศึกษาบริษัทเหมืองถ่านหิน, ธนวิทย์ สรวิเชียร Jan 2020

การพัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง: กรณีศึกษาบริษัทเหมืองถ่านหิน, ธนวิทย์ สรวิเชียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ราคาซื้อขายถ่านหินลดลง 42.09% เหลือเพียง 67.75 เหรียญสหรัฐฯต่อตันในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อีกทั้งผลกระทบด้านลบจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ธุรกิจเหมืองถ่านหินเริ่มปรับปรุงการดำเนินงานและใช้แนวคิดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และการลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ การวัดและติดตามประสิทธิผลโดยรวมของการดำเนินการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตามทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติมีเพียงตัวชี้วัดที่ระบุประสิทธิผลของเครื่องจักรหรือของทีมทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การปฏิบัติงานในภาพรวมและไม่สามารถระบุพื้นที่สำหรับการปรับปรุงได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงกับอุตสาหกรรมเหมือง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดวัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง กรณีศึกษาบริษัทเหมืองถ่านหิน การกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง(OME) แบ่งออกเป็น 3 ระดับของการวัด ได้แก่ระดับองค์กร ระดับเหมืองและระดับกิจกรรม งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดการคำนวณประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร(OEE) ในการกำหนดสูตรการคำนวณค่าประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง(ความพร้อมการทำงาน ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพการทำงาน) รายละเอียดการคำนวณประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมือง ได้รับการปรับแต่งตามลักษณะบริบทการทำงานสำหรับทั้งในพื้นที่กระบวนการผลิตหลักและพื้นที่ในส่วนสนับสนุนในการทำเหมืองถ่านหิน ตัวขับเคลื่อนหลักในแต่ละพื้นที่การวัดประสิทธิผลโดยรวมของการทำเหมืองมีไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงในอนาคต การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการจัดหาเครื่องมือสำหรับการประเมินและตรวจสอบประสิทธิผลโดยรวมในอุตสาหกรรมเหมือง เพื่อสร้างความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน ซึ่งผลการอภิปรายได้ถูกแสดงไว้ในงานวิจัยนี้


การลดของเสียจากข้อบกพร่องประเภทครีบและรอยในกระบวนการขึ้นรูปฝาครอบถังน้ำมัน, ณัฐชนันท์ ชูสมบัติ Jan 2020

การลดของเสียจากข้อบกพร่องประเภทครีบและรอยในกระบวนการขึ้นรูปฝาครอบถังน้ำมัน, ณัฐชนันท์ ชูสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนของเสียและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการแก้ไขชิ้นงานจากข้อบกพร่องประเภทครีบและรอย ในกระบวนการขึ้นรูปโลหะแบบแผ่น เพื่อเป็นชิ้นส่วนในการประกอบถังน้ำมัน โดยการดำเนินงานได้ใช้หลักการ DMAIC ในการปรับปรุงกระบวนการ โดยมีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนของเสียให้เหลือร้อยละ 3 ของปริมาณการผลิตปัจจุบัน ผู้วิจัยได้ศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องประเภทครีบ ได้แก่ ลักษณะของระนาบ แรงกำหนดของเครื่องปั๊มตัดเจาะ และอายุการใช้งานแท่งตัด และได้ปรับปรุง โดยจัดทำระนาบพันช์ใหม่โดยการเจียระไนพันช์ให้เรียบก่อนการปั๊มเจาะรูชิ้นงาน เนื่องจากเดิมเมื่อปั๊มระนาบชิ้นงานพบว่าชิ้นงานไม่เรียบทำให้เกิดช่องว่างขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดครีบสูง ต่อมาจึงปรับปรุงเรื่องแรงกำหนดที่เหมาะสมสำหรับช่วงสโตรกการทำงานต่างๆ โดยใช้แรงกำหนด 150 ตัน ในสโตรกที่ 1 - 13,000 แล้วจึงเปลี่ยนแรงกำหนดเป็น 220 ตัน ตั้งแต่สโตรกที่ 13,001 - 23,000 แล้วจึงเจียระไนแท่งตัดและดายตัดเพื่อเริ่มนับสโตรกใหม่ ในส่วนข้อบกพร่องประเภทรอย ได้ปรับปรุงการขนย้ายชิ้นงานโดยใช้อุปกรณ์ขนย้ายชิ้นงานที่เล็กลงและใช้พลาสติกแทนเหล็ก การติดตั้งท่อลมเป่าเศษให้แก่กระบวนการผลิตเพื่อเป่าเศษชิ้นงานหลังจากการตัดเฉือน และจัดทำมาตราฐานการทาน้ำมันที่ตัวชิ้นงานและพันช์ คือ การทาน้ำมันเมื่อปั๊มชิ้นงานครบทุก 3 ชิ้น หลังการปรับปรุงพบว่า สามารถลดสัดส่วนของเสียเหลือร้อยละ 0.08 ของปริมาณการผลิตปัจจุบัน ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายรวมที่เกี่ยวข้องกับข้อบกพร่องประเภทครีบและรอยลงได้ 199,378 บาทต่อการผลิต 138,000 ชิ้นงาน


การลดของเสียประเภทสีแตกในกระบวนการพ่นสีชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์, ชนิกานต์ รักธงไทย Jan 2020

การลดของเสียประเภทสีแตกในกระบวนการพ่นสีชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์, ชนิกานต์ รักธงไทย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนของเสียและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องประเภทสีแตกในกระบวนการพ่นสีชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ โดยการนำแนวคิดซิกซ์ ซิกมา (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้การดำเนินงานวิจัย เริ่มจากการศึกษาสภาพปัญหาและกระบวนการทำงาน ต่อมาทำการวิเคราะห์ความแม่นยำและถูกต้องของระบบการวัดโดยการตรวจสอบข้อบกพร่องประเภทสีแตกด้วยสายตา จากนั้นทำการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพแสดงเหตุและผล และเรียงลำดับความสำคัญของปัจจัย โดยใช้ตารางแสดงเหตุและผล และทำการคัดเลือกปัจจัยที่คาดว่าจะมีผลต่อการเกิดปัญหาสีแตก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ปัจจัย ได้แก่อุณหภูมิในการล้างชิ้นงาน ความดันในการล้างชิ้นงาน แรงดันไฟฟ้าในการชุบสี ED และวิธีการขัดผิวชิ้นงาน จากนั้นในขั้นตอนปรับปรุงกระบวนการ ได้แบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วน คือ ทดสอบสมมติฐานของวิธีการขัดผิวชิ้นงาน พบว่า วิธีการขัดทั้งแนวนอนและแนวตั้งเกิดสัดส่วนของเสียน้อยกว่าวิธีการขัดเฉพาะแนวนอนอย่างมีนัยสำคัญ จึงได้ทำการปรับปรุงวิธีการขัดเป็นแบบขัดทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ในส่วนของอุณหภูมิในการล้างชิ้นงาน ความดันในการล้างชิ้นงาน และแรงดันไฟฟ้าในการชุบสี ED ทำการออกแบบพื้นผิวผลตอบแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน จากนั้นทำการหาค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสม ซึ่งค่าปัจจัยที่เหมาะสม คือ อุณหภูมิในการล้างชิ้นงาน เท่ากับ 40 องศาเซลเซียส ความดันในการล้างชิ้นงาน เท่ากับ 1.4 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และแรงดันไฟฟ้าในการชุบสี ED เท่ากับ 180 โวลต์ หลังจากนั้นนำค่าปัจจัยที่เหมาะสมนี้ไปปรับใช้จริงในกระบวนการ เพื่อยืนยันผลการทดลองที่ได้ และจัดทำแผนควบคุมและวิธีการปฏิบัติงานใหม่หลังจากปรับปรุงกระบวนการ พบว่า สามารถลดสัดส่วนของเสียประเภทสีแตกจาก 3.82 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.97 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลดลงไปได้ 2.85 เปอร์เซ็นต์ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องประเภทสีแตกลดลงจาก 132,898 บาท เหลือ 27,603 บาท ซึ่งลดลงไปได้ 105,295 บาท


การลดของเสียในกระบวนการบัดกรีสายไฟ, นัทธมน ก่อเกียรติ Jan 2020

การลดของเสียในกระบวนการบัดกรีสายไฟ, นัทธมน ก่อเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนงานเสียในกระบวนการบัดกรีสายไฟด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ (Auto Solder machine) ผู้วิจัยนำเอาเทคนิคซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ดำเนินงานวิจัยตามหลักการ DMAIC เพื่อปรับปรุงและพัฒนากระบวนการบัดกรีสายไฟด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติให้มีคุณภาพ จากการวิเคราะห์ด้วยแผนผังก้างปลาทำให้ทราบว่าสาเหตุที่มีอิทธิพลหลักต่อสัดส่วนงานเสีย ได้แก่ 1.อุปกรณ์จับยึดชิ้นงานไม่ได้มาตรฐาน 2. ระยะเวลาให้ความร้อนเส้นลวดตะกั่วก่อนการบัดกรี 3. ระยะเวลาที่ปล่อยเส้นลวดตะกั่ว 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการบัดกรี หลังจากนั้นทำการปรับปรุงแก้ไขแต่ละสาเหตุ โดยสาเหตุแรกทำการปรับปรุงอุปกรณ์จับยึดชิ้นงานโดยเพิ่มตัวล็อคสายไฟ เพื่อทำหน้าที่ประคองสายไฟไม่ให้เกิดการเอนเอียงขณะเครื่องจักรทำการบัดกรี สามารถลดสัดส่วนงานเสียลง 11.23% และลดอัตราการเกิดข้อบกพร่องต่อหนึ่งหน่วยชิ้นงาน 14.89% และสาเหตุที่ 2-4 แก้ไขโดยใช้การออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน (Box-Behnken Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นปัจจัยระดับพารามิเตอร์ของเครื่องจักรบัดกรีอัตโนมัติ ผลจากการทดลองพบว่าปัจจัยระยะเวลาให้ความร้อนเส้นลวดตะกั่วก่อนการบัดกรี ระยะเวลาที่ปล่อยเส้นลวดตะกั่ว และระยะเวลาที่ใช้ในการบัดกรี ส่งผลกระทบต่อตัวแปรตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถลดสัดส่วนงานเสียลงถึง 80.50% และลดอัตราการเกิดข้อบกพร่องต่อหนึ่งหน่วยชิ้นงาน 82.50% อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมงานและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักรอีกด้วย


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตยางรองล้อรถยนต์, จิรกาล กัลยาโพธิ์ Jan 2020

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตยางรองล้อรถยนต์, จิรกาล กัลยาโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตยางรองล้อรถยนต์ โดยประยุกต์ใช้เทคนิคลีน หลักการศึกษาการทำงาน แผนภูมิการไหล และแผนผังบริเวณปฏิบัติงาน มาวิเคราะห์ประเภทของกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่า ไม่เพิ่มคุณค่า ไม่เพิ่มคุณค่าแต่มีความจำเป็นต้องทำ และความสูญเปล่า 7 ประการ หลังจากนั้นได้นำหลัก ECRS มาช่วยกำหนดแนวทางในการปรับปรุงวิธีการทำงานด้วยเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H สามารถสรุปปัญหาที่พบ สาเหตุได้ดังนี้ กระบวนการผลิตมีความสูญเปล่าที่เกิดจากทำงานหรือกิจกรรมที่ไม่เกิดคุณค่า ทำงานที่ไม่เกิดประโยชน์ การทำงานที่ซ้ำซ้อน และความสูญเสียเนื่องจากการเคลื่อนไหว ระยะทางในการขนส่งที่มากเกินไป การออกแบบแผนผังการปฏิบัติงานไม่เหมาะสม แนวทางการแก้ไข โดยใช้หลัก ECRS ในการกำจัดและจัดเรียงใหม่ โดยทำการพิจารณางานที่สามารถทำรวมกันได้ งานที่ไม่จำเป็น งานที่สามารถตัดออกได้ ความสูญเสียที่เกิดจากการขนส่ง ลดการเคลื่อนที่ของพนักงานขนส่ง โดยการจัด Layout การวางพาเลทใหม่ให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น ลดระยะทางการขนส่งโดยการปรับ Layout ใหม่ ผลการดำเนินการปรับปรุงสามารถลดกิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่าไม่จำเป็น (NVA) จาก 19 เหลือ 0 กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 100 ลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นแต่เพิ่มมูลค่า (NNVA) จาก 92 เหลือ 81 กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 12 ส่งผลให้จำนวนขั้นตอนก่อนการปรับปรุง 119 เหลือ 88 ขั้นตอน ลดลงไป 31 ขั้นตอน คิดเป็นร้อยละ 26 หลังจากการปรับปรุงสามารถลดเวลาที่ใช้ในการผลิตก่อนการปรับปรุง 67 เหลือ 49 นาที ลดลงไป 18 นาที คิดเป็นร้อยละ 26 และสามารถลดระยะทางที่ใช้ในการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ มีระยะทางก่อนการปรับปรุง 212 เหลือ 19 เมตร ลงไป 193 เมตร คิดเป็นร้อยละ 91


การลดความสูญเสียในการปรับตั้งเครื่องฉีดชิ้นส่วนพลาสติก, พรรษชล พวงดี Jan 2020

การลดความสูญเสียในการปรับตั้งเครื่องฉีดชิ้นส่วนพลาสติก, พรรษชล พวงดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสูญเสียอันได้แก่เวลาและปริมาณของเสียในระหว่างการปรับตั้งเครื่องฉีดในกระบวนการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกในเบาะรถยนต์ โดยงานวิจัยนี้จะทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพแสดงสาเหตุและผล พร้อมทั้งคัดเลือกตัวแปรนำเข้าโดยใช้การวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ (FMEA) จากนั้นทำการประยุกต์ใช้หลักการออกแบบการทดลองเพื่อหาปัจจัยนำเข้าที่มีนัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดของเสียประเภทฉีดไม่เต็มและฟองอากาศซึ่งเกิดขึ้นในช่วงของการปรับตั้ง จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดของเสียประเภทฉีดไม่เต็มและฟองอากาศของชิ้นงานพลาสติกปิดด้านหลังเบาะด้านซ้าย ได้แก่ ความดันในการฉีด อุณหภูมิเบ้า และอุณหภูมิพลาสติกหลอมเหลว โดยระดับปัจจัยที่เหมาะสมคือ ความดันในการฉีดเท่ากับ 105 kg/cm2 อุณหภูมิเบ้า 60 °C และอุณหภูมิพลาสติกหลอมเหลว 230 °C โดยเมื่อนำระดับปัจจัยที่เหมาะสมมาทำการปรับใช้ในกระบวนการผลิตชิ้นงานพลาสติกปิดด้านหลังเบาะด้านซ้ายและประยุกต์ใช้กับการผลิตพลาสติกติกปิดด้านหลังเบาะด้านขวา พบว่าปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในช่วงปรับฉีดของชิ้นงานพลาสติกปิดด้านหลังเบาะด้านซ้ายและขวาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปริมาณของเสียประเภทฉีดไม่เต็มที่เกิดในช่วงการปรับฉีดเฉลี่ยลดลงจาก 25 ชิ้น เหลือเพียง 6 ชิ้น ปริมาณของเสียประเภทฟองอากาศที่เกิดในช่วงการปรับฉีดเฉลี่ยลดลงจาก 18 เหลือ 3 ชิ้น ปริมาณของเสียที่เกิดทั้งประเภทฉีดไม่เต็มและฟองอากาศภายในชิ้นงานเดียวกันในช่วงการปรับฉีดเฉลี่ยลดลงจาก 16 เหลือ 3 ชิ้น ซึ่งการปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยใช้ค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมในการปรับตั้งเครื่องฉีดพลาสติกยังสามารถช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้จาก 48.57 นาที ลดลงเหลือ 17.60 นาที ทำให้โรงงานกรณีศึกษาสามารถผลิตชิ้นงานพลาสติกปิดด้านหลังเบาะด้านซ้ายเพิ่มขึ้นได้ 21 ชิ้นต่อวัน หรือ 420 ชิ้นต่อเดือน และยังพบว่าสามารถลดของเสียในช่วงผลิตจริงได้จาก 1.41% เหลือ 1.16%


การลดความหนาของชั้นสีในกระบวนการพ่นสีของกันชนรถยนต์โดยการปรับค่าปัจจัยของปืนพ่นสี, วิศรุต วัลลภาพันธุ์ Jan 2020

การลดความหนาของชั้นสีในกระบวนการพ่นสีของกันชนรถยนต์โดยการปรับค่าปัจจัยของปืนพ่นสี, วิศรุต วัลลภาพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหนาของชั้นสีใสบนกันชนรถยนต์ กับปัจจัยนำเข้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการนำเอาเครื่องมือทางสถิติมาช่วยค้นหาค่าปรับตั้งที่เหมาะสมสำหรับปัจจัยนำเข้าดังกล่าว เพื่อให้ความหนาของชั้นสีมีค่าใกล้เคียงกับค่าเป้าหมายที่ 17.5 um. สำหรับการระบุปัจจัยนำเข้านั้น ผู้วิจัยพบว่า ความกว้างหน้าปืน อัตราการไหลของสี และระยะห่างของปืนพ่น เป็น 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความหนาของชั้นสีใสบนกันชนรถยนต์ จากนั้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการออกแบบการทดลองพื้นผิวตอบสนองแบบ บ็อกซ์-เบห์นเคน เพื่อค้นหาสมการความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำเข้าทั้ง 3 กับความหนาของชั้นสีใส เพื่อระบุค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับปัจจัยทั้ง 3 ที่จะทำให้ค่าความหนาของชั้นสีใสมีค่าใกล้เคียงกับค่าเป้าหมายที่ 17.5 um. มากที่สุด ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่า ค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับความกว้างหน้าปืน อัตราการไหลของสี และระยะห่างของปืนพ่นมีค่าเท่ากับ 15 cm. 200 cc./min. และ 10 cm. ตามลำดับ และเมื่อนำค่าดังกล่าวมาทดสอบโดยผู้ฝึกสอนประจำแผนก ก็ปรากฎว่า ค่าความหนาของชั้นสีใสลดลงจาก 22.22 um. เหลือเพียง 17 um. ภายหลังจากการทดสอบเบื้องต้น ผู้วัจัยได้นำค่าระดับปัจจัยที่เหมาะสมดังกล่าวไปปรับตั้งในกระบวนการผลิตจริง แล้วทำการเก็บค่าความหนาของชั้นสีใสอีกเป็นจำนวน 30 วัน ผู้วิจัยพบว่า ค่าความหนาของชั้นสีใสลดลงจากค่าก่อนการปรับปรุงที่ 22.2 um. เหลือเพียง 17.4 um. ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเป้าหมายที่ 17.5 um. โดยยังคงคุณภาพของชิ้นงานได้ในระดับที่ดี อีกทั้งค่าความสามารถของกระบวนการที่ดี หรือ Cp และ Cpk ยังมีค่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (1.49 และ1.45 ตามลำดับ) ส่งผลทำให้สามารถลดต้นทุนการใช้สี และปัญหาคุณภาพของชั้นสีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ


การลดความแปรปรวนของความหนืดในการเตรียมน้ำแป้งมันสำปะหลัง, อธิตา บุญพร้อม Jan 2020

การลดความแปรปรวนของความหนืดในการเตรียมน้ำแป้งมันสำปะหลัง, อธิตา บุญพร้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในกระบวนการผลิตกระดาษ ขั้นตอนการเคลือบผิวของกระดาษเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อให้กระดาษมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และทำให้ภาพที่ถูกพิมพ์ลงมาบนกระดาษมีความคมชัด โดยวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการเคลือบผิวหน้ากระดาษคือ น้ำแป้งมันสำปะหลัง โดยจะต้องทำการควบคุมค่าความหนืดของน้ำแป้งมันสำปะหลังให้อยู่ในค่าควบคุมในขั้นตอนการเตรียมน้ำแป้งมันสำปะหลังก่อนที่จะถูกเคลือบลงบนผิวหน้ากระดาษของเครื่องจักร จากปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าค่าความหนืดของแป้งมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.46 และมีค่าความหนืดของน้ำแป้งอยู่นอกเหนือค่าควบคุมเท่ากับ 41.43% พร้อมทั้งส่งผลให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิตกระดาษจากคุณภาพความแข็งแรงต่ำกว่าค่าควบคุมถึง 230 ตันต่อปี โดยในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ต้องการศึกษาตัวแปรนำเข้า (Factor) ที่ส่งผลต่อค่าความหนืดของน้ำแป้งมันสำปะหลัง เพื่อลดความแปรปรวนของความหนืดในการเตรียมน้ำแป้งมันสำปะหลัง และลดของเสียในกระบวนการผลิตกระดาษ โดยในการทดลองได้ทำการศึกษาตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อค่าความหนืดของแป้งมันสำปะหลัง คือ ปริมาณสารละลายไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (H2O2) ปริมาณสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4) และความเข้มข้นของน้ำแป้ง (%Solid Content) โดยผลการศึกษาสามารถลดความแปรปรวนของความหนืดโดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.38 และมีค่าความหนืดของน้ำแป้งอยู่ในค่าควบคุม พร้อมทั้งไม่ส่งผลให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิตกระดาษด้วย


การวิเคราะห์การตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตแทนสำหรับโรงงานผลิตถุงกระสอบพลาสติกกรณีศึกษา, ฐิติวัฒน์ ชุนถนอม Jan 2020

การวิเคราะห์การตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตแทนสำหรับโรงงานผลิตถุงกระสอบพลาสติกกรณีศึกษา, ฐิติวัฒน์ ชุนถนอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาภายในโรงงานกรณีศึกษาซึ่งเป็นโรงงานผลิตกระสอบพลาสติกสานแบบครบวงจร จากการศึกษาพบว่าต้นทุนผลิตเองภายในโรงงานมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าจ้างผลิต ทางโรงงานกรณีศึกษาจึงเลือกจ้างผลิตมากกว่าผลิตเองส่งผลให้กำลังการผลิตเฉลี่ยต่ำกว่ากำลังการผลิตรวมและจากการวิเคราะห์วิธีการคำนวณแบบดั้งเดิมไม่คำนวณต้นทุนวัตถุดิบสูญเสียระหว่างกระบวนการ และนำต้นทุนแรงงานรวมในต้นทุนโสหุ้ยส่งผลให้ไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ถูกต้อง จากการวิเคราะห์ปัญหางานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการคำนวณต้นทุนการผลิตให้สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ถูกต้อง วิเคราะห์การตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตเพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้เหมาะสม และนำผลการตัดสินใจออกแบบเครื่องมือสนับสนุนการวางแผนการผลิต โดยผู้วิจัยนำ Cost model และ สมดุลการใช้วัตถุดิบประยุกต์ในการออกแบบการคำนวณต้นทุนการผลิต การตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตได้ทำการร่วมประชุมกับทางผู้บริหาร ผู้จัดการฝ่ายผลิต ผู้จัดการฝ่ายขาย และพนักงานฝ่ายจัดซื้อเพื่อกำหนดเกณฑ์การตัดสินใจ เพื่อให้ความสำคัญและคะแนนสำหรับ 6 เกณฑ์การตัดสินใจ และการออกแบบการวางแผนการผลิตได้ทำการวางแผนตามผลการตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตแทน นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ทำการออกแบบเครื่องมือสนับสนุนการวางแผนการผลิตเพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างรวดเร็ว ผลการวิจัยพบว่าวิธีการคำนวณต้นทุนที่ออกแบบสามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ถูกต้องมากกว่าวิธีการคำนวณต้นทุนแบบดั้งเดิมเนื่องจากได้ทำการคำนวณต้นทุนแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง ซึ่งผลลัพธ์วิธีการคำนวณต้นทุนที่ออกแบบมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่ำกว่าวิธีการคำนวณต้นทุนแบบดั้งเดิม 0.42 บาทต่อใบหรือร้อยละ 10 แสดงถึงการตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตในอดีตซึ่งใช้ต้นทุนการผลิตเป็นเกณฑ์การตัดสินใจเพียงเกณฑ์เดียวนั้นมีโอกาสผิดพลาด นอกจากนี้ผลการตัดสินใจผลิตเองหรือจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตคือการจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตมีความเหมาะสมกับโรงงานกรณีศึกษา เมื่อทราบผลการตัดสินใจและเงื่อนไขการจ้างบริษัทอื่นมารับช่วงการผลิตนำผลและเงื่อนไขออกแบบการวางแผนการผลิตเพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อปฏิกิริยาตอบสนองของคนบนป้ายบอกทางสาธารณะ: มุมมองของการออกแบบข้อมูล, สุนทร สังข์ทอง Jan 2020

การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อปฏิกิริยาตอบสนองของคนบนป้ายบอกทางสาธารณะ: มุมมองของการออกแบบข้อมูล, สุนทร สังข์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ป้ายบอกทางมีความสำคัญต่อการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ป้ายบอกทางจะบอกถึงสถานที่ ทิศทาง และระยะทาง ของสถานที่ที่จะทำการเดินทางไป แต่อย่างไรก็ตามจากการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมายังไม่พบงานวิจัยที่ระบุเกี่ยวกับจำนวนป้ายที่มีผลต่อเวลาปฏิกิริยาตอบสนองต่อจำนวนข้อมูลบนป้ายบอกทาง ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลบนป้ายบอกทางที่มีต่อปฏิกิริยาตอบสนองในมุมมองของการออกแบบข้อมูล โดยมีจำนวนผู้เข้าทดสอบทั้งหมด 57 คน เริ่มจากการแบ่งกลุ่มผู้เข้าทดสอบ และทำการทดสอบการวัดความเร็วในการอ่าน ถัดมาเป็นการทดสอบการอ่านคำทั่วไป และคำเฉพาะจากจำนวนคำทั้งหมด 100 คำ หลังจากนั้นเป็นการทดสอบการตอบสนองบนป้ายบอกทาง ผลการทดลองของการศึกษาการตอบสนองบนป้ายบอกทาง พบว่า สามารถได้สมการทำนายเวลาของการตอบสนองบนป้ายบอกทาง โดยมีค่า R2 เท่ากับ 0.28 ซึ่งการอ่านป้ายบอกทางมีความแตกต่างจากการอ่านแบบปกติ เพราะการอ่านป้ายบอกทางเป็นการอ่านแบบข้าม คือ การที่อ่านผ่าน ๆ เพื่อต้องการข้อมูลทั่วไป เพื่อหาตำแหน่งเป้าหมายหรือทิศทางที่จะไปเท่านั้น ซึ่งต่างจากการอ่านแบบปกติ คือ การที่อ่านทุกตัวอักษรหรือทุกบรรทัด โดยผลจากการทดลองจะแสดงให้เห็นถึงเวลาจากการอ่านป้ายแตกต่างจากการอ่านแบบปกติอย่างเห็นได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามผลจากการทดลองนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเกี่ยวกับการใช้จำนวนข้อมูลบนป้ายบอกทางที่มีพื้นที่บริเวณแคบ หรือการนำไปประยุกต์ใช้ในป้ายคำเตือน เรื่องของการอพยพผู้คนจากพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติได้ทันเวลา


การออกแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การออกแบบระบบการผลิต, สิรินาถ อ้ายดี Jan 2020

การออกแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การออกแบบระบบการผลิต, สิรินาถ อ้ายดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องการออกแบบระบบการผลิต เป็นงานวิจัยที่ผสมผสานระหว่างทฤษฎีการออกแบบระบบการผลิต และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นกรอบการออกแบบระบบการผลิตที่ผู้สนใจออกแบบระบบการผลิตสามารถนำไปใช้งานจริงได้ แต่ทั้งนี้รายละเอียดของงานวิจัยดังกล่าวมีความจำเพาะที่บุคคลที่จะสามารถเข้าใจ จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับการออกแบบระบบการผลิต ด้วยเหตุนี้เองวิทยานิพนธ์นี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะออกแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การออกแบบระบบการผลิตของงานวิจัยดังกล่าวให้กับผู้รับการถ่ายทอด ประกอบด้วยบุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรภาคอุตสาหกรรม วิทยานิพนธ์นี้มีขั้นตอนการออกแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ เริ่มจากกำหนดคุณลักษณะของผู้รับการถ่ายทอด เพื่อให้ทราบถึงความคาดหวังที่ผู้รับการถ่ายทอดต้องการ และทำการออกแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ตอบสนองต่อความคาดหวังดังกล่าว โดยการออกแบบนี้จะนำแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรของ Oliva ร่วมกับทฤษฎีที่มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ ประกอบด้วยการจัดจำแนกของ Bloom กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบของมนุษย์ ทฤษฎี Gestalt และทฤษฎี Gagne หลังจากนั้นจะนำผลลัพธ์ของการออกแบบไปถ่ายทอด โดยมีการประเมินผลผู้รับการถ่ายทอดด้วยการแจกแบบสอบถาม และการให้ผู้รับการถ่ายทอดปฏิบัติการออกแบบระบบการผลิตด้วยตนเอง และสุดท้ายจะมีการประเมินความถูกต้องและเหมาะสมของการออกแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้วยการสัมภาษณ์ผู้วิจัยที่มีส่วนร่วมในการออกแบบงานวิจัยการออกแบบระบบการผลิต เพื่อให้ทราบถึงความคิดเห็นที่มีต่อการออกแบบกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่วนผลลัพธ์ของวิทยานิพนธ์นี้ คือ กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้การออกแบบระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับการถ่ายทอด โดยผู้รับการถ่ายทอดเกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องตรงตามที่ผู้ออกแบบต้องการ อีกทั้งผู้รับการถ่ายทอดยังสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบของตนเองต่อไป


การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบ, สิปโปทัย ศรีนิลรัตน์ Jan 2020

การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบ, สิปโปทัย ศรีนิลรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบ โดยอาศัยหลักการออกแบบการทดลอง เพื่อเป็นทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าของกล้วยให้กับเกษตรกร และเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบกิจการในการลดขยะที่เกิดจากการทิ้งไม้ไอศกรีมแบบเดิม โดยไม้ไอศกรีมที่ผลิตได้ต้องมีคุณภาพที่เหมาะสมกับการใช้งานและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ซึ่งเริ่มจากทำการศึกษาวิธีการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ผง ด้วยการค้นคว้างานวิจัยและทดลองเบื้องต้น โดยพบว่าแป้งสาลีมีคุณสมบัติของตัวประสานที่ดีที่สุด และวิธีการผลิตอ้างอิงจากกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ขนมอบในอุตสาหกรรม จากนั้นทำการศึกษาปัจจัย 3 ปัจจัย คือ สัดส่วนผงกล้วยดิบต่อแป้งสาลีเอนกประสงค์ ปริมาณน้ำตาล และเวลาที่ใช้ในการอบ โดยการออกแบบการทดลองแบบบล็อกสุ่มสมบูรณ์ ซึ่งทำการทดสอบคุณภาพทางกายภาพด้านความแข็ง ความเปราะ และคุณภาพทางจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถสรุปเงื่อนไขที่เหมาะสมในการผลิตไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้ดังนี้ คือ สัดส่วนผงกล้วยดิบต่อแป้งสาลีเอนกประสงค์ตั้งแต่ร้อยละ 50:50 จนถึง 80:20 ปริมาณน้ำตาลร้อยละ 40 โดยน้ำหนักส่วนผสมแห้ง และเวลาที่ใช้ในการอบ 40 นาที ซึ่งมีผลของค่าความแข็งเฉลี่ยใกล้เคียงกับไม้ไอศกรีมจากไม้มากที่สุดอยู่ในช่วง 31.49 ± 2.19 นิวตัน ถึง 38.53 ± 4.86 นิวตัน และผลการทดสอบค่าวอเตอร์แอคทิวิตี้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในระหว่างการเก็บรักษาอยู่ในช่วง 0.050 ± 0.002 ถึง 0.112 ± 0.062 นอกจากนี้ ไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบยังสามารถรับประทานได้ ซึ่งได้ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบ โดยการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสจากการทำแบบสอบถาม และผลทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ไม้ไอศกรีมจากผงกล้วยดิบในคุณลักษณะด้านต่างๆ ได้แก่ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมพบว่าอยู่ในระดับปานกลางถึงมาก โดยผลิตภัณฑ์ที่มีเงื่อนไขสัดส่วนผงกล้วยดิบต่อแป้งสาลีเอนกประสงค์ร้อยละ 50:50 ปริมาณน้ำตาลร้อยละ 40 โดยน้ำหนักส่วนผสมแห้ง และ เวลาที่ใช้ในการอบ 40 นาที มีระดับความชอบโดยรวมมากที่สุด และจากการประเมินต้นทุนในการผลิตไม้ไอศกรีมจากกล้วยดิบผงจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยประมาณอยู่ที่ชิ้นละ 1.57 บาท


ระบบสนับสนุนการจัดการสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจขายสินค้าตกแต่งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์, นวัตธนิน ทศานนท์ Jan 2020

ระบบสนับสนุนการจัดการสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจขายสินค้าตกแต่งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์, นวัตธนิน ทศานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการกำหนดนโยบายสั่งซื้อที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา พร้อมทั้งปรับปรุงและพัฒนาระบบในการสนับสนุนต่อการบริหารสินค้าคงคลังของธุรกิจออนไลน์ขายของตกแต่งบ้านที่ทำจากหินอ่อนเป็นกรณีศึกษา เพื่อรักษาระดับการให้บริการที่ทำให้ไม่เกิดการเสียโอกาสในการขาย งานวิจัยนี้เริ่มตั้งแต่การรวบรวมและศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง จากนั้นทำการออกแบบนโยบายสั่งซื้อ สำหรับกลุ่มรายการสินค้าในช่วงที่ไม่มีปัจจัยส่งผลต่อยอดขายจะมีการประยุกต์ใช้แบบจำลองที่มีการกำหนดระยะเวลาการสั่งเติมสินค้าที่แน่นอน และมีการพิจารณารอบการสั่งและทบทวนสินค้าโดยมีการจำลองข้อมูลปริมาณความต้องการของปี พ.ศ.2563 และทำการรวมข้อมูลปริมาณต้องการตามรอบการทบทวน ให้ได้ข้อมูลที่มากพอที่สามารถสรุปการแจกแจงปกติ แล้วทำการตัดสินใจเลือกรอบที่เหมาะสมของสินค้าแต่ละรายการ สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีปัจจัยในช่วงที่มีงานแสดงสินค้าส่งผลต่อยอดขายจะทำการแยกปริมาณความต้องการของสินค้าที่มียอดขายในช่วงงานแสดงสินค้า เพื่อหานโยบายการสั่งซื้อในลักษณะเดียวกับกลุ่มรายการสินค้าในช่วงที่ไม่มีปัจจัยส่งผลต่อยอดขาย แต่ในช่วงที่มีการจัดงานแสดงสินค้าไม่สามารถที่จะเติมสินค้าเข้ามาในคลังได้ทันเวลา จึงเป็นนโยบายการสั่งเติมสินค้าเป็นสั่งครั้งเดียว ขั้นตอนถัดมาทำการเลือกนโยบายสั่งซื้อที่เหมาะสมจากการจำลองสถานการณ์ โดยจะทำการสั่งซื้อเมื่อระดับคงคลังต่ำกว่าระดับคงคลังเป้าหมาย หรือระดับ OUL (Order-up-to Level) สำหรับรายการสินค้าที่ไม่มีปัจจัยส่งผลต่อยอดขาย โดยพิจารณาด้วยปริมาณสินค้าคงคลังเป้าหมายในระดับการให้บริการที่เหมาะสมกับรายการสินค้าแต่ละชนิด ที่ไม่ทำให้ระดับสินค้าคงคลังสิ้นงวดเฉลี่ย (Average Ending Inventory) สูง และไม่เกิดการเสียโอกาสในการขาย ในสำหรับรายการสินค้าที่มีปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายนั้น เมื่อได้นโยบายสำหรับสินค้าแต่ละชนิด จะทำการสั่งเติมในปริมาณสูงสุด และในขั้นตอนสุดท้ายทำการวิเคราะห์ความคงทนของนโยบายสั่งซื้อที่เลือกเพื่อตรวจสอบอัตราการเติมเต็มพัสดุ และระดับการให้บริการตามรอบการสั่ง ทั้งนี้ผลของการวิจัยพบว่า จากเดิมสำหรับระดับปริมาณสินค้าคงคลังเป้าหมายในระดับการให้บริการ (Cycle service level) 99.90% นั้น ในบางรายการจะทำให้ระดับสินค้าคงคลังสิ้นงวดเฉลี่ยสูงเกินไป เมื่อมีการลดระดับปริมาณสินค้าคงคลังเป้าหมายในระดับการให้บริการที่ลดลงสำหรับสินค้าแต่ละรายการพบว่า เมื่อมีการสั่งในระดับปริมาณสินค้าคงคลังเป้าหมายที่เหมาะสมของสินค้าแต่ละรายการจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บได้ และในส่วนทดสอบประสิทธิภาพและความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงความต้องการด้วยการจำลองสถานการณ์ พบว่า อัตราการเติมเต็มพัสดุ และระดับการให้บริการตามรอบการสั่ง มีการรองรับการเปลี่ยนแปลงของความต้องการเมื่อปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น 10% โดยเฉลี่ย ซึ่งอยู่ในระดับการให้บริการ 100% ทุกรายการ แต่เมื่อปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น 20% และ 40% โดยเฉลี่ย จะไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงความต้องการสำหรับสินค้าบางรายการ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้าย ในส่วนของปริมาณความต้องการที่เกิดขึ้นจริงของเดือนมกราคม ถึงเมษายน ปี พ.ศ. 2564 ได้ 100% ทุกรายการ


ระบบสนับสนุนการบริหารสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจขายสินค้าตกแต่งบ้าน, ช่อผกา โพธิ์ร่มไทร Jan 2020

ระบบสนับสนุนการบริหารสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจขายสินค้าตกแต่งบ้าน, ช่อผกา โพธิ์ร่มไทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอนโยบายการบริหารสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจขายสินค้าตกแต่งบ้านของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งมีการขายผ่านทางหน้าร้านสาขาต่างๆที่มีรูปแบบการขายที่แตกต่างกันและมีความต้องการที่ไม่แน่นอน ปัจจุบันมีการนำไปวางจำหน่ายที่หน้าร้านสาขาจำนวนมากเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการขาย ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณการจัดเก็บทั้งในส่วนของสินค้าคลังคลังบริษัทและที่สาขามีปริมาณสูง ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอวิธีการเพื่อกำหนดนโยบายคงคลังสำหรับบริหารสินค้าคงคลังของบริษัทและสาขาตามความเหมาะสมกับรูปแบบของความต้องการ งานวิจัยนี้เริ่มตั้งแต่การรวบรวมและศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากนั้นทำการออกแบบนโยบายการบริหารสินค้าคงคลังของสาขา เนื่องจากเป็นคลังที่ไม่สามารถตรวจสอบระดับสินค้าคงคลังได้อย่างต่อเนื่อง และมีการคำนึงถึงข้อจำกัดและรูปแบบการขายที่แตกต่างกันของแต่ละสาขารวมไปถึงความไม่แน่นอนของปริมาณความต้องการสินค้า จึงมีการกำหนดแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (Order-up-to Level Model: OUL) ที่มีการกำหนดรอบ (T) หรือระยะเวลาการสั่งเติมสินค้าที่แน่นอน คือ 2 และ 4 สัปดาห์ และมีเวลานำที่คงที่ คือ 1 สัปดาห์ สำหรับสาขากลุ่มที่ 1 และกำหนดรอบ (T) เท่ากับ 1 เดือน ระยะเวลานำคงที่ 1 เดือน สำหรับสาขากลุ่มที่ 2 โดยสั่งเติมปริมาณสินค้าเท่ากับ Q* ตามนโยบายที่กำหนด ด้วยระดับการให้บริการ 99.90% และสำหรับนโยบายการบริหารสินค้าคงคลังของบริษัท เนื่องจากเป็นคลังที่สามารถตรวจสอบระดับสินค้าคงคลังได้อย่างต่อเนื่อง จึงมีการนำเสนอนโยบายคงคลังแบบจำลองจุดสั่งซื้อและปริมาณการสั่งคงที่ (Order-point Order quantity Model :OPOQ) ซึ่งมีการกำหนดจุดสั่งซื้อ (Reorder Point : ROP) เมื่อระดับสินค้าคงคลังตกมาถึงระดับจุดสั่งซื้อและสั่งเติมในปริมาณคงที่ Q โดยมีระยะเวลานำการผลิต 1 เดือน และขั้นตอนต่อมาได้มีการทดสอบนโยบายคงคลังโดยใช้วิธีการจำลองสถานการณ์ความต้องการสินค้า 3 รูปแบบ 1.ทดสอบนโยบายสินค้าคงคลังด้วยการด้วยการสุ่มข้อมูลจากความต้องการจากรูปแบบการกระจายที่ได้จากข้อมูลความต้องการในอดีตของปี พ.ศ.2562-2563 2.ทดสอบความคงทนของนโยบายสินค้าคงคลัง (Robustness Analysis) โดยมีการเพิ่มปริมาณความต้องการขึ้นโดยเฉลี่ย 10% 20% และ 40% และ 3.ทดสอบนโยบายสินค้าคงคลังด้วยการใช้ข้อมูลความต้องการที่เกิดขึ้นจริงของเดือนมกราคม ถึง เมษายน ปี พ.ศ.2564 โดยวัดประสิทธิภาพจากตัวชี้วัดทางด้านการบริหารสินค้าคงคลัง คือ ระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย และ ระดับการให้บริการ ทั้งนี้ผลของการวิจัยพบว่าผลลัพธ์ของระดับสินค้าคงคลังของสาขาที่ 1-6 และบริษัท ลดลงจากนโยบายสั่งซื้อแบบเดิมได้ 66.29%, 75.13%, 74.33%, 34.89%, 38.42%, 35.04% และ 73.31% ตามลำดับ ในขณะที่สินค้าทุกรายการสามารถตอบสนองต่อความต้องการได้ตามเป้าหมาย และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของความต้องการที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย …


การปรับปรุงเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่สูญหายของผลิตภัณฑ์หนังเทียมพีวีซี ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ โดยวิธีซิกซ์ ซิกมา, รัตนาพร เล่ห์รักษ์ Jan 2020

การปรับปรุงเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่สูญหายของผลิตภัณฑ์หนังเทียมพีวีซี ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ โดยวิธีซิกซ์ ซิกมา, รัตนาพร เล่ห์รักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สำหรับงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่สูญหาย (%Weight-loss) ของผลิตภัณฑ์หนังเทียมพีวีซีประเภท PVC sponge leather ที่ความหนา 1.00±0.02 มม.ซึ่งถูกผลิตจากกระบวนคาเลนเดอร์ จากการตรวจสอบคุณภาพของหนังเทียมพีวีซีพบว่าค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่สูญหายมีค่าเกิน 5% ซึ่งไม่ผ่านข้อกำหนดของค่ายรถยนต์ (Original equipment manufacturer, OEM) ดังนั้นจึงได้นำวิธีการซิกซ์ ซิกมา หรือขั้นตอน DMAIC มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยจะใช้แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagrams) และการวิเคราะห์ความล้มเหลวและผลกระทบ (Failure Mode and Effects Analysis, FMEA) เพื่อระบุปัจจัยที่คาดว่าจะผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์หนังเทียมพีวีซี สำหรับการออกแบบการทดลอง (Design of Experiments, DOE) จะถูกใช้เพื่อกำหนดปัจจัยที่มีนัยสำคัญและหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการผลิตเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาแบบเดิมขึ้นซ้ำอีก จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติและผลการทดสอบผลิตภัณฑ์หลังจากการใช้พารามิเตอร์ใหม่พบว่าค่าดัชนีชี้วัดความสามารถของกระบวนการในระยะยาว (Ppk) เพิ่มขึ้นจาก 0.41 เป็น 6.52 ความผันแปรของกระบวนการผลิตลดลงจาก 99.6% เหลือเพียง 4.6% และค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่สูญหายของผลิตภัณฑ์หนังเทียมพีวีซีโดยเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 0.901% เท่านั้น ซึ่งผ่านตามข้อกำหนดของค่ายรถยนต์หลังจากที่มีการใช้ค่าพารามิเตอร์ใหม่


การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อย, ปวรัตน์ วงษ์สวรรค์ Jan 2020

การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อย, ปวรัตน์ วงษ์สวรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อยแบบกึ่งกะ (Fed - Batch Fermentation) ด้วยเชื้อจุลินทรีย์ Saccharomyces cerevisiae เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อย โดยอาศัยเทคนิคการออกแบบการทดลอง (Design of Experiment) เนื่องจากในกระบวนการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อยเพื่อผลิตสุราขาวในระดับอุตสาหกรรมต้องการผลิตน้ำส่าให้มีประสิทธิภาพการหมักสูง ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และคำนึงถึงกลิ่นรสเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันโรงงานกรณีศึกษาได้รับวัตถุดิบกากน้ำตาลมีความเข้มข้นอยู่ในช่วง 48 - 53 % โดยน้ำหนักต่อน้ำหนัก หมักแบบกึ่งกะที่ความเข้มข้นของน้ำตาลเฉลี่ย 20.99 % โดยน้ำหนักต่อปริมาตร และมีประสิทธิภาพการหมักเฉลี่ย 79.96 % จากการศึกษาก่อนหน้าร่วมกับการใช้หลักการแผนภูมิก้างปลา (Fish bone diagram) มาช่วยในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่มีผลต่อประสิทธิภาพการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อยโดยผู้ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านการหมักส่ากากน้ำตาล พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อยมี 3 ปัจจัย ได้แก่ ความเข้มข้นของกากน้ำตาล ความเข้มข้นของน้ำตาลที่ใช้หมัก และอุณหภูมิภายในถังหมัก เมื่อนำมาออกแบบการทดลองด้วยวิธีแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน (Box-Behnken Design) เพื่อหาค่าสภาวะที่เหมาะสมด้วยการออกแบบการทดลองแบบพื้นผิวตอบ (Response Surface Design) ของปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัย ที่ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการหมักส่ากากน้ำตาลจากอ้อยเพิ่มสูงขึ้น พบว่า ความเข้มข้นของกากน้ำตาลที่ 50 % โดยน้ำหนักต่อน้ำหนัก ความเข้มข้นของน้ำตาลที่ใช้หมัก 16 % โดยน้ำหนักต่อปริมาตร และอุณหภูมิภายในถังหมัก 33 °C ส่งผลทำให้ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการหมักกากน้ำตาลจากอ้อยเพิ่มขึ้น โดยมีค่าเท่ากับ 85.74 %


การปรับปรุงกำลังการผลิตของกระบวนการเตรียมยาง: กรณีศึกษาโรงงานผลิตยางรถยนต์, ชุติภา ลิ้มศรีวาณิชยกร Jan 2020

การปรับปรุงกำลังการผลิตของกระบวนการเตรียมยาง: กรณีศึกษาโรงงานผลิตยางรถยนต์, ชุติภา ลิ้มศรีวาณิชยกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับกระบวนการตัดเตรียมยาง เนื่องจากความต้องการของลูกค้ามีเพิ่มมากขึ้น และไม่ให้เกิดคอขวดในสายการผลิต จึงทำการปรับปรุงโดยใช้เทคนิคลีน เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ในสภาพปัจจุบันกระบวนการเตรียมยางมีกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าอยู่มาก โดยขั้นตอนงานวิจัยเริ่มจากการเก็บข้อมูลกิจกรรม เวลา และการไหลตามสภาพปัจจุบันของกระบวนการเพื่อศึกษาของกระบวนการตัดเตรียมยางที่เป็นคอขวดในการผลิตยาง จากนั้นวิเคราะห์ความสูญเสียของกระบวนการโดยการระดมสมองจากทีมงานและใช้แผนผังสายธารแห่งคุณค่า (Value Stream Mapping) ในการระบุถึงกิจกรรม NA NVA และ NNVA เมื่อทราบสาเหตุแล้วจึงนำหลักการ ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, Simplify) มาประยุกต์ใช้ในการลดกิจกรรมและการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงการใช้ระบบคัมบัง การกำหนดเวลามาตรฐานในการทำงาน และจัดแผนผังการไหลของกระบวนการ จึงส่งผลให้เวลาและความถี่ของกิจกรรมที่ไม่เกิดคุณค่าลดลง จากผลงานวิจัยเมื่อเปรียบกระบวนการก่อนและหลังการปรับปรุงพบว่าสามารถลดเวลาของกิจกรรมได้ 7146.6 เซ็นตินาที (71.5 นาที) ต่อกะ โดย 1 นาทีมีค่าเท่ากับ 100 เซ็นตินาที หรือคิดเป็นร้อยละ 16.4 และสามารถลดระยะทางของการขนส่งจากเดิม 151.3 เมตร ลดเหลือ 59.9 เมตรต่อกะ กำลังการผลิตการเตรียมยางเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจาก 199 ก้อนต่อกะเวลา เป็น 255 ก้อนต่อกะเวลา


การเพิ่มอัตราผลผลิตของการตรวจสอบยางรถยนต์, ธนกร สงวนวงศ์วาน Jan 2020

การเพิ่มอัตราผลผลิตของการตรวจสอบยางรถยนต์, ธนกร สงวนวงศ์วาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการศึกษากระบวนการตรวจสอบยางรถยนต์พบว่าผลผลิตไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มอัตราผลผลิตของการตรวจสอบยางรถยนต์ โดยมุ่งเน้นในการปรับปรุงรอบเวลา (Cycle time) การตรวจสอบยางรถยนต์ ให้ลดลง ซึ่งใช้หลักการการศึกษางานและเวลา วิเคราะห์กระบวนการทำงานจากแผนผังสายธารแห่งคุณค่า (Value Stream Mapping) และบ่งชี้กิจกรรมที่ไม่ก่อเกิดมูลค่าเพิ่ม (Non-value-added) ที่ส่งผลต่อกระบวนการทำงาน จากนั้นจึงนำหลักการ ECRS เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และลดกิจกรรมที่สูญเปล่าจากกระบวนการทำงาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าในกระบวนการทำงานมีการทำงานที่ซ้ำซ้อน การขนส่งที่ไม่จำเป็น และท่าทางการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตที่เป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อเกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งทำให้อัตราผลผลิตลดลง ส่งผลให้รอบเวลาสำหรับการตรวจสอบยางรถยนต์มากขึ้นเมื่อเทียบกับเป้าหมาย หลังจากได้ทำการปรับปรุงการทำงานจากการลดกิจกรรมที่ไม่ก่อเกิดมูลค่าเพิ่ม สามารถลดขั้นตอนของกระบวนการตรวจสอบยางรถยนต์เกรด A จากเดิม 17 ขั้นตอน เป็น 14 ขั้นตอน กระบวนการตรวจสอบยางรถยนต์เกรด B จากเดิม 18 ขั้นตอน เป็น 15 ขั้นตอน กระบวนการตรวจสอบยางรถยนต์เกรด C จากเดิม 26 ขั้นตอน เป็น 23 ขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบยางรถยนต์เกรด D จากเดิม 27 ขั้นตอน เป็น 26 ขั้นตอน โดยจากการลดขั้นตอนการทำงานทำให้รอบเวลาการตรวจสอบยางรถยนต์จากเดิมเฉลี่ย 77 เซ็นตินาที (47.40 วินาที) ต่อเส้น เป็น 69 เซ็นตินาที (39.60 วินาที)ต่อเส้น หรือคิดเป็น 16.46 เปอร์เซ็นต์ โดย 1 วินาที จะเท่ากับ 0.6 เซ็นตินาที ส่งผลให้พนักงานตรวจสอบยางรถยนต์ได้มากขึ้นจากเดิม 288 เส้นต่อคนต่อวัน เป็น 316 เส้นต่อคนต่อวัน


A Study Of Customers' Willingness To Purchase Organic Fresh Milk In Thailand, Jeerawan Punwaree Jan 2020

A Study Of Customers' Willingness To Purchase Organic Fresh Milk In Thailand, Jeerawan Punwaree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nowadays, most consumers often are care about health due to the COVID-19 and personal needs. Dairy products are specific products that are generally consumed by every age group, from children, teenagers, adults, to the elderly. Organic milk could provide an advantageous alternative for health conscious consumers as it must be certified by government agencies prior to market launching. There are many studies supported that organic milk is more beneficial than conventional milk. Theory of Planned Behavior (TPB) was applied to study the factors affected consumers' willingness to purchase organic fresh milk in Thailand. Through the questionnaire method and analysis by …


Investigation Of Mental Workload And Job Satisfaction Among Officer Workers At A Selected Electronic Company, Md Ali Nor Qistina Jan 2020

Investigation Of Mental Workload And Job Satisfaction Among Officer Workers At A Selected Electronic Company, Md Ali Nor Qistina

Student Works (2020-2029)

This study investigated the level of mental workload and job satisfaction among office workers at a selected electronic company in Subang Jaya. 103 professional workers from various departments comprising 54 males and 49 females participated in this study. DASS-21, Carga Mental Questionnaire, and Job Satisfaction Survey were used to gather data from the participants. Socio-demographic data were collected from participants too. The results showed mental workloads level is low among the workers while the level of job satisfaction is average. However, the level of stress among female workers is mild which is slightly higher than males. There are significant correlations …


Meal Duration: Implications For Restaurant Revenue Management, Dale F. Billings Dec 2019

Meal Duration: Implications For Restaurant Revenue Management, Dale F. Billings

UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones

A comprehensive revenue management strategy addressing space, product, price and time, has been shown to increase profits within the hospitality sector. While the literature shows that the restaurant industry has frequently addressed space, product, and price when looking at financial strategy, the effect of the variable of time on revenue generation has not been adequately studied. Restaurants shy away from the practice of using time as a commodity, particularly regarding meal duration, due to fears of reducing customer satisfaction.

This project explores the use of time as a commodity in restaurant revenue management. In particular, it examines consumers’ feelings about …