Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- Air Force Institute of Technology (605)
- Chulalongkorn University (307)
- Georgia Southern University (212)
- California State University, San Bernardino (182)
- Old Dominion University (168)
-
- University of Arkansas, Fayetteville (98)
- University of Nebraska - Lincoln (50)
- Embry-Riddle Aeronautical University (29)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (28)
- University of South Florida (26)
- Walden University (26)
- World Maritime University (26)
- Clemson University (24)
- Wayne State University (22)
- University of Louisville (20)
- Southern Methodist University (19)
- University of Kentucky (19)
- University of Central Florida (18)
- Purdue University (14)
- University of Texas at El Paso (13)
- Department of Primary Industries and Regional Development, Western Australia (11)
- Indian Institute of Management Bangalore (10)
- Portland State University (10)
- West Virginia University (9)
- American University in Cairo (8)
- University of Northern Iowa (8)
- Association of Arab Universities (7)
- City University of New York (CUNY) (7)
- Technological University Dublin (7)
- Bucknell University (6)
- Keyword
-
- Simulation (67)
- Optimization (56)
- Operations research (31)
- Technology (30)
- Scheduling (28)
-
- Information (25)
- Machine learning (24)
- Applied sciences (23)
- Linear programming (20)
- Internet (19)
- Decision support systems (17)
- Decision making (15)
- Logistics (15)
- Operations Research (15)
- Discrete-event simulation (14)
- IT (14)
- Systems (14)
- Heuristics (13)
- Integer programming (13)
- Management (13)
- Mathematical optimization (13)
- Monte Carlo method (12)
- Neural networks (Computer science) (12)
- Reinforcement learning (12)
- Computer simulation (11)
- Forecasting (11)
- Neural networks (10)
- Project management (10)
- Reliability (10)
- ToC (10)
- Publication Year
- Publication
-
- Theses and Dissertations (598)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (307)
- Journal of International Technology and Information Management (181)
- Engineering Management & Systems Engineering Theses & Dissertations (100)
- Graduate Theses and Dissertations (63)
-
- 12th IMHRC Proceedings (Gardanne, France – 2012) (41)
- 11th IMHRC Proceedings (Milwaukee, Wisconsin. USA – 2010) (38)
- International Material Handling Research Colloquium (34)
- 14th IMHRC Proceedings (Karlsruhe, Germany – 2016) (33)
- 13th IMHRC Proceedings (Cincinnati, Ohio. USA – 2014) (32)
- Department of Industrial and Management Systems Engineering: Faculty Publications (32)
- 15th IMHRC Proceedings (Savannah, Georgia. USA – 2018) (30)
- Electronic Theses and Dissertations (29)
- Industrial Engineering Undergraduate Honors Theses (26)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (25)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (25)
- World Maritime University Dissertations (25)
- Faculty Publications (23)
- Engineering Management & Systems Engineering Faculty Publications (21)
- All Dissertations (18)
- Wayne State University Dissertations (15)
- Master's Theses (14)
- Operations Research and Engineering Management Theses and Dissertations (14)
- Industrial and Manufacturing Engineering (11)
- Open Access Theses & Dissertations (11)
- IIMB Management Review (10)
- VMASC Publications (10)
- Computational Modeling & Simulation Engineering Theses & Dissertations (9)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (9)
- Journal of the Department of Agriculture, Western Australia, Series 4 (9)
- Publication Type
- File Type
Articles 361 - 390 of 2141
Full-Text Articles in Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering
The Toyota Production System (Tps) In A Non-Traditional Manufacturing Environment: The Role Of Standardization In The Fast-Food Industry, Kevin Mccracken
The Toyota Production System (Tps) In A Non-Traditional Manufacturing Environment: The Role Of Standardization In The Fast-Food Industry, Kevin Mccracken
Theses and Dissertations--Manufacturing Systems Engineering
The Toyota Production System (TPS), also known as Lean Manufacturing (LM), was founded in the automotive industry and has contributed to Toyota’s decades of success. This has brought much attention to TPS and how this system may be implemented in other industries. Focusing on the TPS foundational element of standardization, this study examines the impact of target cycle time (TCT) on process fluctuation in a fast-food environment. In order to observe the effects of TCT, team members within 3 production lines were timed. Times were measured before and after the addition of a TCT to the Standardized Work (STW) in …
การพยากรณ์สินค้าคงค้างด้วยการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับข้อมูลไม่สมดุล, ธิรดา ธาดาจิรสกุล
การพยากรณ์สินค้าคงค้างด้วยการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับข้อมูลไม่สมดุล, ธิรดา ธาดาจิรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้การเรียนรู้ของเครื่องในการพยากรณ์สินค้าคงค้างกับข้อมูลที่มีรายการสินค้าเป็นจำนวนมากจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งในความเป็นจริงข้อมูลที่เจอมักมีความไม่สมดุลทำให้ประสิทธิภาพในการพยากรณ์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่องลดลง การพยากรณ์สินค้าคงค้างที่ไม่ถูกต้องนั้นส่งผลต่อความไว้วางใจของผู้ซื้อและทำให้เสียค่าใช้จ่ายถึงร้อยละ 10 ของรายได้ งานวิจัยฉบับนี้จึงได้ศึกษาการปรับสมดุลข้อมูลด้วยวิธี Threshold Moving และการปรับระดับข้อมูลด้วยวิธีสุ่มเพื่อสร้างตัวแบบที่มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการพยากรณ์ข้อมูลกลุ่มน้อยสูง โดยวิธีการปรับระดับข้อมูลมี 4 วิธีได้แก่ การปรับลดข้อมูลด้วยวิธี NearMiss-3, การปรับลดข้อมูลด้วยวิธี OSS, การปรับเพิ่มข้อมูลด้วยวิธี SMOTE และการปรับลดผสมกับเพิ่มข้อมูลด้วยวิธี OSS ผสม SMOTE โดยอัลกอริทึมที่ใช้ได้แก่ LOGIST, FOREST และ XGBoost นอกจากนี้มีการใช้การตรวจสอบแบบไขว้แบบ 5 กลุ่มกับตัวแบบเพื่อป้องกันการเกิด Overfitting ในวิจัยฉบับนี้มีการวัดประสิทธิภาพของตัวแบบด้วย AUROC, F1 score และ G-Mean ซึ่งผลที่ได้จากงานวิจัยฉบับนี้คือการจัดการข้อมูลด้วย Threshold Moving ด้วยการวัดประสิทธิภาพ G-Mean นั้นให้น้ำหนักกับข้อมูลกลุ่มน้อยมากกว่า F1 score และให้ผลลัพธ์ดีกว่า AUROC โดยวิธีการที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดคือการจัดการข้อมูลด้วย Threshold Moving ด้วยการวัดประสิทธิภาพ G-Mean สำหรับอัลกอริทึม Forest ซึ่งได้ค่าประมาณ 0.8737
ปัจจัยที่ส่งอิทธิพลต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย : การประยุกต์ใช้วิธีการดีมาเทล, ธนะรัตน์ บริสุทธิ์
ปัจจัยที่ส่งอิทธิพลต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย : การประยุกต์ใช้วิธีการดีมาเทล, ธนะรัตน์ บริสุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้งานรถยนต์แบบสันดาปที่มีมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจมีที่มาจากหลากหลายปัจจัย งานวิจัยนี้จึงถูกจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่ส่งอิทธิพล และมีผลกระทบต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และระบุลำดับความสำคัญของปัจจัย รวมถึงระบุกลุ่มความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลกระทบระหว่างปัจจัยที่ส่งอิทธิพลต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคใน ประเทศไทย ตลอดจนเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกลุ่มสาเหตุและกลุ่มผลกระทบที่ส่งผลกระทบต่อกัน โดยมุ่งเน้นไปที่สามปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยการตัดสินใจที่มีผลต่อการ ซื้อ-ใช้ รถยนต์ไฟฟ้า และปัจจัยเชิงนโยบายที่ส่งผลต่อการ ซื้อ-ใช้ รถยนต์ไฟฟ้า การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย จำนวน 218 ตัวอย่าง จากนั้นจึงนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ และการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) เพื่อทำการลดจำนวนตัวแปรที่ไม่เกี่ยวข้องออก รวมถึงทำการจัดกลุ่มของปัจจัยใหม่ ก่อนที่จะนำไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 ท่าน และนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการดีมาเทลต่อไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ปัจจัยทัศนคติที่มีต่อการใช้งาน และปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่นๆ มากที่สุด ได้แก่ ปัจจัยบรรทัดฐานส่วนบุคคล ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับปัจจัยการตัดสินใจที่มีผลต่อการ ซื้อ-ใช้ รถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ปัจจัยทางด้านผลิตภัณฑ์ และยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่นๆ มากที่สุด อีกด้วย สำหรับปัจจัยเชิงนโยบายที่ส่งผลต่อการ ซื้อ-ใช้ รถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ได้แก่ ปัจจัยนโยบายแรงจูงใจการซื้อ และนอกจากนี้ปัจจัยนโยบายแรงจูงใจการซื้อยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่นๆ มากที่สุดอีกด้วยเช่นเดียวกัน ผู้วิจัยคาดว่า ผลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นประโยชน์ในการกำหนด พัฒนา และปรับปรุงนโยบายของภาครัฐบาล และเอกชนในการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมการผลิต และการลงทุนในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
การคาดการณ์เวลาเดินทางบนท้องถนนระหว่างพิกัดสองจุดในกรุงเทพมหานคร ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ปวริศ เวชวรรณกิจกุล
การคาดการณ์เวลาเดินทางบนท้องถนนระหว่างพิกัดสองจุดในกรุงเทพมหานคร ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง, ปวริศ เวชวรรณกิจกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระยะเวลาเดินทางบนท้องถนนในกรุงเทพมหานครนั้นมีความไม่แน่นอน เนื่องจากความแออัดของการจราจร อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าวกลับมีความสำคัญในการจัดเส้นทางการเดินรถเพื่อธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้ค่าประมาณการณ์ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพของแผนงานดังกล่าวลดต่ำลง ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาตัวแบบที่สามารถการคาดการณ์ระยะเวลาเดินทางบนท้องถนนในกรุงเทพมหานครด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปใช้พัฒนา หรือบูรณาการร่วมกับแผนงานเดิมได้ เริ่มต้น ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูล Mobile Probe จาก iTIC foundation จากนั้นจึงแปลงข้อมูลดังกล่าวออกเป็น Origin-Destination Pairs แล้วคัดเลือกเฉพาะชุดข้อมูลที่มีพิกัดอยู่ภายในเขตกรุงเทพมหานครไปใช้สร้างต้นแบบการเรียนรู้ของเครื่องผ่านอัลกอริทึมแบบต่าง ๆ จนได้อัลกอริทึมที่สามารถสร้างต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดได้ ผู้วิจัยพบว่า จากอัลกอริทึมต่าง ๆ Random forest ถือเป็นอัลกอริทึมที่สามารถสร้างต้นแบบที่มีศักยภาพสูงที่สุด ในขณะที่ XGBoost และ CatBoost มีแนวโน้มที่ดีในการนำไปพัฒนาต่อ เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการสร้างต้นแบบน้อย
การออกแบบระบบการวางแผนการผลิตโรงงานผลิตยา, ปวีณ์ธิดา เนียมชื่น
การออกแบบระบบการวางแผนการผลิตโรงงานผลิตยา, ปวีณ์ธิดา เนียมชื่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแข่งขันในอุตสาหกรรมยามีแนวโน้มสูงขึ้นจากคู่แข่งทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นและจากการแข่งขันทางด้านราคา ระบบการวางแผนการผลิตที่ดีจะช่วยสนับสนุนให้โรงงานผู้ผลิตยามีระดับการให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการภายใต้สภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงและความต้องการที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม โรงงานกรณีศึกษามีระบบการวางแผนการผลิตที่ยังไม่ดีมากนัก ใช้การวางแผนการผลิตด้วยมือและพึ่งพาการตัดสินใจของผู้วางแผนเป็นหลัก จึงทำให้เกิดสินค้าขาดคงคลังอยู่บ่อยครั้งและไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการออกแบบระบบการวางแผนการผลิตของโรงงานผลิตยาและสร้างเครื่องมือที่ช่วยในการวางแผนการผลิตและการตัดสินใจเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอและทันต่อความต้องการของลูกค้า โดยเริ่มจากการกำหนดนโยบายการผลิตโดยใช้นโยบายพัสดุคงคลัง สร้างแบบแผนการคำนวณรายการและปริมาณที่ต้องผลิตและแบบแผนกระบวนการคิดและเกณฑ์การตัดสินใจในการจัดลำดับการผลิต โดยใช้วิธีทำงานที่ถึงวันส่งมอบเร็วที่สุดก่อน (Earliest due date) และสร้างออกมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผนการผลิตในรูปแบบแผ่นตารางการทำงาน (Spread sheet) ที่มีความง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน การสร้างหรือการพัฒนาเครื่องมือ และไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม เมื่อทดสอบประสิทธิผลของระบบการวางแผนการผลิตที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลปริมาณการขายที่เกิดขึ้นจริง พบว่า ค่าเฉลี่ยของระดับการให้บริการสูงขึ้นถึง 99% (ค่าเฉลี่ยของอัตราการเติมเต็มสินค้า 100%) โดยที่คำสั่งการผลิตรวมลดลง 6% และมูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ยลดลง 4% เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้จากการวางแผนการผลิตเดิม ซึ่งการผลิตดังกล่าวสามารถดำเนินการผลิตได้จริงตามกำลังการผลิตที่มีในปัจจุบัน ทั้งในแง่มุมเครื่องจักร พนักงาน และพื้นที่การจัดเก็บสินค้า ในด้านประสิทธิภาพของระบบการวางแผนการผลิตที่สร้างขึ้นสามารถปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานบางขั้นตอนจากการทำงานด้วยมือเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบการวางแผนการผลิตที่สร้างขึ้นเป็น 1 ในวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการวางแผนการผลิตของโรงงานผลิตยาแห่งนี้ได้
Impacts Of The Thai Canal On Liner Shipping Container Network, Krittitee Yanpisitkul
Impacts Of The Thai Canal On Liner Shipping Container Network, Krittitee Yanpisitkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis proposes a mathematical model that imitates the flow of containers in the container liner shipping network — particularly, in the Indo-Pacific region, where the Strait of Malacca is located — in order to assess the potential impact of the proposed Thai Canal on such a network. This model is constructed based on a combination of two network problems, namely (i) the Multi-commodity Minimum Cost Network Flow Problem (MCNFP) and (ii) the Liner Shipping Fleet Deployment Problem (LSFDP), which allows a more realistic representation of international trade, while taking to account congestion at container ports at the same time. …
Quantitative Methods For Total Lifecycle Risk Likelihood And Impact Assessment In Sustainable Product Design Decision Making, Christian Enyoghasi
Quantitative Methods For Total Lifecycle Risk Likelihood And Impact Assessment In Sustainable Product Design Decision Making, Christian Enyoghasi
Theses and Dissertations--Mechanical and Aerospace Engineering
Sustainable products promise significant economic, environmental, and societal benefits. Numerous methods are available for use during the new product development process to identify alternate product designs that optimize sustainability performance. Once any such design is selected and the product is launched, many uncertainties are likely to affect its performance over the total lifecycle. Such uncertainties give rise to risks that can influence the overall product sustainability performance. However, comprehensive quantitative methods to evaluate the likelihood or the impact of different risks to enable sustainable product design decision making are lacking.
This research aims to address this gap by developing a …
Efficient Numerical Optimization For Parallel Dynamic Optimal Power Flow Simulation Using Network Geometry, Rylee Sundermann
Efficient Numerical Optimization For Parallel Dynamic Optimal Power Flow Simulation Using Network Geometry, Rylee Sundermann
Electronic Theses and Dissertations
In this work, we present a parallel method for accelerating the multi-period dynamic optimal power flow (DOPF). Our approach involves a distributed-memory parallelization of DOPF time-steps, use of a newly developed parallel primal-dual interior point method, and an iterative Krylov subspace linear solver with a block-Jacobi preconditioning scheme. The parallel primal-dual interior point method has been implemented and distributed in the open-source PETSc library and is currently available. We present the formulation of the DOPF problem, the developed primal dual interior point method solver, the parallel implementation, and results on various multi-core machines. We demonstrate the effectiveness our proposed block-Jacobi …
การลดของเสียที่เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต ในกระบวนการผลิตเน็ตเวิร์กสวิตช์ด้วยวิธีการซิกซ์ซิกม่า, จีรนันท์ มณีวรรณ
การลดของเสียที่เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต ในกระบวนการผลิตเน็ตเวิร์กสวิตช์ด้วยวิธีการซิกซ์ซิกม่า, จีรนันท์ มณีวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการปรับปรุงในกระบวนการผลิต เพื่อลดจำนวนชิ้นงานที่เกิดข้อบกพร่องทางไฟฟ้าจากสาเหตุไฟฟ้าสถิตระหว่างการทดสอบฟังก์ชั่นทางไฟฟ้า งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางควบคุมคุณภาพโดยใช้แนวทางของซิกซ์ซิกม่าเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องทางไฟฟ้าของผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์กสวิตช์ ขั้นตอนในการวิจัยประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนการกำหนดปัญหา (Define phase) การวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหา (Measure phase) ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา (Analyze phase) การปรับปรุงแก้ไขปัญหา (Improve phase) และขั้นตอนการควบคุมกระบวนการ (Control phase) จากนั้นบริษัทกรณีศึกษาจึงได้จัดตั้งทีมงานเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสามารถระบุกระบวนการที่ก่อให้เกิดปัญหาได้แก่ สถานีโหลดด้วยมือและการบัดกรีด้วยคลื่น สถานีสวมอัดชิ้นงานและสถานีทดสอบทางไฟฟ้า ในการดำเนินงานวิจัยเพื่อวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางการปรับปรุงมีการนำเครื่องมือทางสถิติมาช่วยวิเคราะห์ผลการทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาปัจจัยนำเข้าที่ส่งผลต่อข้อบกพร่องของชิ้นงาน เมื่อสามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้แล้วจึงได้นำปัจจัยเหล่านั้นมาทำการปรับปรุงและทำการเปรียบเทียบจำนวนข้อบกพร่องภายหลังการปรับปรุงกับกระบวนการก่อนการปรับปรุง ผลการดำเนินการปรับปรุงพบว่าสัดส่วนของเสียในระยะเวลา 6 เดือน ลดลงจากก่อนปรับปรุง 19,162.88 DPPM เป็น 10,528.02 DPPM ลดลง 0.86 เปอร์เซนต์ การปรับปรุงนี้สามารถลดต้นทุนจากการผลิตของเสียได้เป็นจำนวนเงินเฉลี่ย 10,370.08 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
การปรับปรุงอัตราความพร้อมใช้งานเครื่องจักรในกระบวนการติดดาย, ญาณิศา สุรพันธ์
การปรับปรุงอัตราความพร้อมใช้งานเครื่องจักรในกระบวนการติดดาย, ญาณิศา สุรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรและอัตราการใช้ประโยชน์ที่กระบวนการติดดาย เนื่องจากกระบวนการติดดายเป็นกระบวนหลักที่สำคัญในการผลิตแผงวงจรรวม โดยงานวิจัยนี้ได้เริ่มทำการศึกษาจากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เครื่องจักรแต่ละรุ่นในกระบวนการติดดาย ซึ่งพบว่าเครื่องจักรรุ่น ESEC 2100XP มีเวลาสูญเสียเกิดขึ้นมากที่สุด โดยจากการวิเคราะห์ด้วยแผนผังพาเรโต พบว่าการปรับตั้งเครื่องจักรประเภทเปลี่ยนลีดหรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์มีความสูญเสียเกิดขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 47 เปอร์เซ็นต์ของเวลาสูญเสียทั้งหมด จากนั้นทำการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้แผนผังก้างปลา และหาแนวทางในการปรับปรุงโดยมีการใช้เทคนิค SMED เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อลดเวลาในการปรับตั้งเครื่องจักรให้ลดลง และหลังจากการปรับปรุงพบว่าสามารถลดเวลาปรับตั้งเครื่องจักรลงได้ 18 เปอร์เซ็นต์ ทำให้อัตราความพร้อมใช้งานเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเป็น 84.57 เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้ค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรเพิ่มเป็น 81.28 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าอัตราการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 62.35 เปอร์เซ็นต์
การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าสีแก้วโซดาไลม์, ทศพล สุเริงฤทธิ์
การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าสีแก้วโซดาไลม์, ทศพล สุเริงฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการผลิตแก้วโซดาไลม์ ค่าสีของผลิตภัณฑ์ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ต้องควบคุม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างค่าสีและปัจจัยในกระบวนการผลิตแก้วโซดาไลม์ ดังนั้นจุดประสงค์ของงานวิจัย คือ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าสี a (สีเขียว-สีแดง) และค่าสี b (สีน้ำเงิน-สีเหลือง) กับปัจจัยที่มาจากวัตถุดิบและเตาหลอมทั้งหมด 10 ปัจจัย ได้แก่ ปริมาณเหล็กออกไซด์รวม ปริมาณโซเดียมซัลเฟต ปริมาณโคบอลต์ อัตราการดึงน้ำแก้ว อุณหภูมิหลังคาเตาหลอมจุดที่สอง อุณหภูมิหลังคาเตาหลอมจุดที่สาม อุณหภูมิใต้เตาหลอมจุดที่สอง อุณหภูมิใต้เตาหลอมจุดที่สาม ค่าสัดส่วนก๊าซเชื้อเพลิงต่อก๊าซออกซิเจน และค่าพลังงานความร้อนของก๊าซเชื้อเพลิง ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบขั้นตอน จากข้อมูลสายการผลิตจำนวน 770 ค่า จึงได้แบบจำลองถดถอยของค่าสี a ที่สามารถนำไปใช้งานได้ โดยมีเทอมปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อค่าสี a ทั้งหมด 3 ปัจจัย ได้แก่ ปริมาณเหล็กออกไซด์รวม (X1), ปริมาณโคบอลต์ (X3) และค่าสัดส่วนก๊าซเชื้อเพลิงต่อก๊าซออกซิเจน (X9) ซึ่งมีรูปแบบสมการ คือ a = - 21.07 - 5.202X1 + 5187X3 + 2.151X9 + 117185X32 - 601X3X9 และมีความสัมพันธ์ดังนี้ เมื่อปริมาณเหล็กออกไซด์รวมเพิ่มขึ้น ค่าสี a จะลดลง ทำให้แก้วมีสีเขียวเข้มขึ้น แต่ถ้าปริมาณโคบอลต์และค่าสัดส่วนก๊าซเชื้อเพลิงต่อก๊าซออกซิเจนเพิ่มขึ้น ค่าสี a จะเพิ่มขึ้น ทำให้แก้วมีสีเขียวอ่อนลง เนื่องจากโรงงานกรณีศึกษามีความต้องการให้ผลิตภัณฑ์แก้วโซดาไลม์สีเขียวอมฟ้าเล็กน้อย จึงกำหนดค่าเป้าหมายให้ค่าสี a เท่ากับ -1.22 และค่าต้นทุนรวมของวัตถุดิบ 3 ชนิดมีค่าต่ำที่สุด จากการหาค่าที่เหมาะสมของปัจจัยที่สามารถทำให้เกิดค่าความพึงพอใจโดยรวมของผลตอบของตัวแปรตอบสนองทั้งสองมีค่าสูงที่สุด เป็น 0.82 ด้วยการปรับตั้งค่าปัจจัย ดังนี้ ปริมาณเหล็กออกไซด์รวมเป็น ร้อยละ 0.0618 ปริมาณโซเดียมซัลเฟตเป็น 10.8 กิโลกรัม ปริมาณโคบอลต์ 0.003911 กิโลกรัม และค่าสัดส่วนก๊าซเชื้อเพลิงต่อก๊าซออกซิเจนเป็น 9.60202 ทำให้ได้ค่าสี a เท่ากับ -1.22346 และค่าต้นทุนรวมของวัตถุดิบ …
การลดแผงยาเสียในกระบวนการบรรจุยาเม็ด, ทิวานันท์ มณีรัตน์
การลดแผงยาเสียในกระบวนการบรรจุยาเม็ด, ทิวานันท์ มณีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนแผงเสียของบรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียมฟอยล์ ในรูปแบบแผงสตริพที่เป็นแผงยาเสียจากการซีลไม่สมบูรณ์ซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่พบมากที่สุด การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยแผนภาพแสดงสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) พร้อมทั้งคัดกรองปัจจัยโดยใช้คะแนนความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผล (Cause and Effect Matrix) และการวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ (FMEA : Failure Mode and Effect Analysis) โดยการประเมินตัวเลขแสดงความเสี่ยง (RPN : Risk Priority Number) ซึ่งจากการคัดกรองปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดแผงยาเสียประเภทแผง Seal ไม่สมบูรณ์ ได้แก่ อุณหภูมิของ Sealing Roller, ความเร็วในการหมุน Sealing Roller, ความตึงของฟอยล์ด้านพิมพ์และด้านไม่พิมพ์ เริ่มด้วยการทดลองแบบทีละปัจจัย (OFAT : One Factor at a Time) เพื่อทดสอบสมมติฐานว่าความแตกต่างของความตึงของฟอยล์ทั้งสองด้านไม่มีผลต่อสัดส่วนแผงยาเสีย พบว่าการปรับระดับความตึงของฟอยล์ทั้งสองด้านให้เท่ากัน ทำให้เกิดแผงยาเสียน้อยกว่าการปรับความตึงต่างระดับกัน จึงคัดกรองเหลือเพียง 3 ปัจจัย คือ อุณหภูมิของ Sealing Roller, ความเร็วในการหมุน Sealing Roller, ความตึงของฟอยล์ทั้งสองด้าน และได้ทำการประยุกต์ใช้หลักการออกแบบการทดลองแบบแฟคทอเรียลเต็มรูป (General Full Factorial Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสม จากการทดลองพบว่าระดับปัจจัยที่เหมาะสม คือ อุณหภูมิของ Sealing Roller เท่ากับ 130 0C, ความเร็วในการหมุน Sealing Roller เท่ากับ 14 rpm, ความตึงของฟอยล์ทั้งสองด้าน คือ ระดับ 7 โดยเมื่อนำระดับปัจจัยที่ได้มาปรับใช้ในกระบวนการบรรจุยาเม็ดในรูปแบบแผง Strip พบว่าสัดส่วนแผงยาเสียประเภทแผง Seal ไม่สมบูรณ์เฉลี่ยต่อวันลดลงจาก 4.82% เหลือเพียง 1.38%
การลดของเสียจากการรั่วของถุงลมในกระบวนการอบยาง, นินวัฒน์ นำลาภ
การลดของเสียจากการรั่วของถุงลมในกระบวนการอบยาง, นินวัฒน์ นำลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อการลดอัตราของเสียที่เกิดขึ้นในแผนกอบยางของบริษัทผลิตยางรถยนต์แห่งหนึ่ง และเพื่อการควบคุมกระบวนการผลิตให้เกิดการกระจายตัวที่น้อยลง (Variation Reduction) โดยมุ่งเน้นในการสร้างมาตรฐานในระยะยาวสำหรับการนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสถิติมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพในกระบวนการผลิต เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การบันทึกข้อมูลของเสียที่ได้มาจากฐานข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ในงานวิจัยนี้ใช้แนวทางในการดำเนินการโดยวิธี ซิกซ์ ซิกมา โดยได้ทำการนำขั้นตอน DMAIC มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการโดยมีทั้งหมด 5 ระยะ ได้แก่ ระยะนิยามปัญหา (Define phase: D) ระยะการวัด (Measure phase: M) ระยะการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา (Analysis phase: A) ระยะการปรับปรุงแก้ไขปัญหา (Improve phase: I) และระยะการตรวจติดตามควบคุม (Control phase: C) วิเคราะห์ข้อมูลและหาปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิตและคัดเลือกปัจจัยดังกล่าวมาทำการออกแบบการทดลองเชิงแฟคทอเรียล ผลจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตจากการใช้ค่าการปรับตั้งที่เหมาะสม พบว่าจำนวนของเสียที่เกิดจากการรั่วของถุงลมในกระบวนการอบยางลดลงจากเดิม 884 ppm เหลือ 379 ppm ของเสียที่เปลี่ยนแปลงคิดเป็นร้อยละ 57.13 หรือคิดมูลค่าความเสียหายลดลงไป 760,000 บาท ในส่วนของสัดส่วนของเสียก่อนการปรับปรุงอยู่ที่ร้อยละ 0.06 หลังการปรับปรุงอยู่ที่ร้อยละ 0.03 สัดส่วนของเสียที่เปลี่ยนแปลงคิดเป็นร้อยละ 50
การปรับปรุงการขนส่งภายในของชิ้นส่วนรถยนต์ในโรงงานประกอบ, ปฏิพัทธ์ มณีรัตน์
การปรับปรุงการขนส่งภายในของชิ้นส่วนรถยนต์ในโรงงานประกอบ, ปฏิพัทธ์ มณีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงการขนส่งภายในของชิ้นส่วนรถยนต์ในโรงประกอบกรณีศึกษา ปัจจุบันมีอัตราการใช้ประโยชน์ของรถลากไฟฟ้า (E-car) อยู่เพียง 68% โดยพนักงานขับรถลากไฟฟ้า (E-car) จะนำกล่องชิ้นส่วนไปส่งแต่ละจุดความต้องการ (Address) ทั้งหมด 27 จุดตามเส้นทางที่กำหนดไว้ 20 เส้นทาง ซึ่งยังไม่มีประสิทธิภาพเพราะทำให้ระยะทางรวมของเส้นทางการขนส่งมากและใช้รถลากไฟฟ้า (E-car) สำหรับขนส่งทั้งหมด 24 คัน งานวิจัยนี้ประยุกต์วิธีการออกแบบเส้นทางด้วยรูปแบบปัญหา Capacitated Vehicle Routing Problem (CVRP) ซึ่งวัตถุประสงค์สำหรับการออกแบบเส้นทางนี้ เพื่อให้ระยะทางรวมของเส้นทางการขนส่งภายในน้อยที่สุด และยังตอบสนองความต้องการใช้ชิ้นส่วนแต่ละจุดความต้องการ (Address) ได้โดยใช้ปัจจัยนำเข้าเช่น ปริมาณความต้องการใช้ชิ้นส่วน (Demand) แต่ละจุดความต้องการ (Address) ความสามารถในการบรรทุกของรถลากไฟฟ้า (E-car) ระยะทางของแต่ละจุดความต้องการ ผลการจัดเส้นทางใหม่จะได้เส้นทางการขนส่งภายใน 12 เส้นทาง โดยมีการทดสอบรอบเวลาการขนส่งตามเส้นทางการขนส่งแบบใหม่แต่ละรอบคำสั่งซื้อรายวัน เพื่อทำให้มั่นใจว่าเส้นทางที่ออกแบบใหม่นั้นสามารถใช้งานได้จริง ตามปริมาณความต้องการใช้ชิ้นส่วน (Demand) ที่คงที่ของแต่ละจุดความต้องการ (Address) ในโรงงานประกอบ จากการทดสอบพบว่า เส้นทางการขนส่งแบบใหม่สามารถทำให้ระยะทางรวมในการขนส่งชิ้นส่วนต่อรอบคำสั่งซื้อลดลง 26% และมีอัตราการใช้ประโยชน์ของรถลากไฟฟ้า (E-car) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 90% หรือมากขึ้นกว่าเดิม 22%
การกำหนดนโยบายบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมอะไหล่คงคลังกรณีศึกษาโรงงานผลิตกรดอะมิโน, พรพัชร จิระเดชะ
การกำหนดนโยบายบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมอะไหล่คงคลังกรณีศึกษาโรงงานผลิตกรดอะมิโน, พรพัชร จิระเดชะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอนโยบายการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเตรียมอะไหล่คงคลังกรณีศึกษาโรงงานผลิตกรดอะมิโน ซึ่งมูลค่าอะไหล่คงคลังเฉลี่ยต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 8.3 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2559 จนถึง 10.5 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2564 ซึ่งสวนทางกับมูลค่าการเบิกใช้อะไหล่ที่มีมูลค่าน้อยลง จึงส่งผลให้อัตราหมุนเวียนอะไหล่มีค่าเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 0.034 และ 0.102 ในปี พ.ศ. 2559 และปี พ.ศ. 2564 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอะไหล่ที่ถูกเก็บในคลังมากกว่าความต้องการ ส่งผลให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บสูง ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเตรียมอะไหล่จะถูกพิจารณาการดำเนินงานผ่านนโยบายการตัดสินใจการเก็บอะไหล่ และปริมาณการเก็บคงคลัง โดยเริ่มต้นจากการนำเสนอเมทริกซ์การตัดสินใจการเก็บอะไหล่ ที่ต้องมีการประเมินความวิกฤติอะไหล่ผ่านเมทริกซ์ 1. Part/equipment critical 2. Supplier/lead-time 3. Failure modes and effects criticality analysis และ 4. Decision matrix จากนโยบายการตัดสินใจการเก็บอะไหล่สามารถช่วยตัดสินใจเก็บอะไหล่ที่มีความวิกฤตสูง ส่วนอะไหล่ที่มีความวิกฤตต่ำจะไม่ถูกตัดสินใจเก็บ จากผลการศึกษาพบว่าสามารถลดจำนวนรายการอะไหล่ที่ต้องจัดเก็บลงได้ 40% จากนั้นนำเสนอนโยบายการตัดสินใจปริมาณการเก็บอะไหล่ ด้วยนโยบาย Base stock ใหม่ โดยการพิจารณาโอกาสการเบิกใช้อะไหล่ผ่านการแจกแจงแบบปัวส์ซองแบบสะสม และผลการจำลองด้วยวิธีการมอนติคาร์โลทั้งหมด 30 ครั้ง พบว่ามูลค่าอะไหล่เฉลี่ยลดลง 68% และระดับอะไหล่ลดลง 60% ส่งผลให้มูลค่าคลังเฉลี่ยลดลงจาก 8.7 ล้านเหลือ 2.3 ล้านบาท และอัตราการหมุนเวียนอะไหล่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 0.060 เป็น 0.220 โดยไม่มีอะไหล่ขาดมือ และผลการทดสอบนโยบายกับชุดข้อมูล ปี พ.ศ. 2563 – 2564 พบว่ามูลค่าอะไหล่เฉลี่ยลดลง 24 % และระดับอะไหล่ลดลง 19% โดยไม่มีอะไหล่ขาดมือ
Human Ergonomic Simulation To Support The Design Of An Exoskeleton For Lashing/De-Lashing Operations Of Containers Cargo, Francesco Longo, Antonio Padovano, Vittorio Solina, Virginia D' Augusta, Stefan Venzl, Roberto Calbi, Michele Bartuni, Ornella Anastasi, Rafael Diaz
Human Ergonomic Simulation To Support The Design Of An Exoskeleton For Lashing/De-Lashing Operations Of Containers Cargo, Francesco Longo, Antonio Padovano, Vittorio Solina, Virginia D' Augusta, Stefan Venzl, Roberto Calbi, Michele Bartuni, Ornella Anastasi, Rafael Diaz
VMASC Publications
Lashing and de-lashing operations of containers cargo on board containerships are considered as quite strenuous activities in which operators are required to work continuously over a 6 or 8 hours shift with very limited break. This is mostly because containerships need to leave the port as soon as possible and containers loading and unloading operations must be executed with very high productivity (stay moored in a port is a totally unproductive time for a ship and a loss-making business for a shipping company). Operators performing lashing and de-lashing operations are subjected to intense ergonomic stress and uncomfortable working postures. To …
Simulation-Based Optimization: Implications Of Complex Adaptive Systems And Deep Uncertainty, Andreas Tolk
Simulation-Based Optimization: Implications Of Complex Adaptive Systems And Deep Uncertainty, Andreas Tolk
VMASC Publications
Within the modeling and simulation community, simulation-based optimization has often been successfully used to improve productivity and business processes. However, the increased importance of using simulation to better understand complex adaptive systems and address operations research questions characterized by deep uncertainty, such as the need for policy support within socio-technical systems, leads to the necessity to revisit the way simulation can be applied in this new area. Similar observations can be made for complex adaptive systems that constantly change their behavior, which is reflected in a continually changing solution space. Deep uncertainty describes problems with inadequate or incomplete information about …
Backlog Burner: An Adventure Into Automated Scheduling, Anjolaoluwa J. Olubusi
Backlog Burner: An Adventure Into Automated Scheduling, Anjolaoluwa J. Olubusi
Senior Independent Study Theses
The focus of this independent study is to explain the nurse scheduling problem (NSP) and use it as a basis to create an automated scheduling program. The nurse scheduling problem is an operational research problem that sets to find an optimal hospital schedule that fulfills the needs of the hospital and the personal requests of the nurses. The majority of solutions for the nurse scheduling problem are often designed within a hospital setting. The objective of this independent study is to use the solutions of the nurse scheduling problem to develop an automated scheduling program for the College of Wooster …
Grinding And Super-Finishing Test Machine Project, Michael Simon
Grinding And Super-Finishing Test Machine Project, Michael Simon
Williams Honors College, Honors Research Projects
A research project in The University of Akron to study grinding and super-finishing of silicon nitride ceramic was initiated by Dr. Siamak Farhad and sponsored by the Timken Company, with the assistance of undergraduate students Michael Simon, Ryan Hosso and Mathew Rozmajzl. The study required analysis of forces and scratches generated during grinding processes of silicon nitride samples. A testing assembly was designed and constructed to record the forces generated during grinding and super-finishing of silicon nitride samples in a computer-numerical-control machine. Silicon nitride samples were subjected to desired grinding and super-finishing operations and all forces generated during the process …
Evaluating The Factors Influencing Alignment Of It And Business In A Cloud Computing Environment, Dr. Shailja Tripathi
Evaluating The Factors Influencing Alignment Of It And Business In A Cloud Computing Environment, Dr. Shailja Tripathi
Journal of International Technology and Information Management
Aligning IT with business strategically is the recent area of attention among researchers and practitioners because of its potential impact on organizational performance. Currently, large numbers of enterprises are migrating towards cloud computing as on-premise implementation of Information technology (IT) infrastructure is expensive. The purpose of this research is to examine the factors that influence the alignment of IT and business in cloud computing environment. Therefore, this study used the Strategic Alignment Maturity (SAM) model as a framework to validate the evolution of IT-business alignment in a cloud computing platform. A questionnaire-based survey method was employed for data collection. The …
Examining Factors Influencing Intention To Use M-Health Applications For Promoting Healthier Life Among Smartphone Users In Tanzania, Herman Mandari, Mahija Yahaya
Examining Factors Influencing Intention To Use M-Health Applications For Promoting Healthier Life Among Smartphone Users In Tanzania, Herman Mandari, Mahija Yahaya
Journal of International Technology and Information Management
Deaths related with Non-Communicable Diseases (NCDs) have recently increases, similarly, development of mobile technologies have paved a way in which Smartphone users can use m-health applications to address high level of sedentary behaviours that relates to negative health consequences. Therefore, this study was conducted to examine factors which may influence generation Y who are Smartphone users to adopt m-health applications in controlling NCDs in Tanzania. TAM theory was extended with awareness, trust and perceived cost to develop a research conceptual model of this study. Google form was used to developed online questionnaire which was distributed through social media platforms to …
The Relationship Between First Case On-Time Starts, Turnover Times, And Operating Room Productivity, Rhafia Bucoy
The Relationship Between First Case On-Time Starts, Turnover Times, And Operating Room Productivity, Rhafia Bucoy
Walden Dissertations and Doctoral Studies
Operating room (OR) managers struggle to manage day-to-day surgical operations while meeting and exceeding organizational productivity amid the COVID-19 pandemic. The deferral of surgeries contributes to millions of backlogs of surgical case volume and unintended negative consequences. Grounded in the proposition that first-case on-time starts (FCOTS) and turnover time (TOT) are correlates of OR productivity, the purpose of this quantitative correlational study was to examine the relationship between FCOTS, TOT, and OR productivity. Archival data from 136 electronic surgical records were collected from two free-standing ambulatory surgery centers and analyzed using multiple regression. The results of the one-service, eye-specialized, ambulatory …
Simulated Annealing Heuristics For The Dynamic Generalized Quadratic Assignment Problem, Yugesh Dhungel
Simulated Annealing Heuristics For The Dynamic Generalized Quadratic Assignment Problem, Yugesh Dhungel
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
The Dynamic Generalized Quadratic Assignment Problem (DGQAP) is the task of assigning a set of facilities to a set of locations in a multi-period planning horizon such that the sum of the transportation and assignment/reassignment costs is minimized. The facilities may have different space requirements, and the capacities of locations may vary during the multiple-period planning horizon. Also, multiple facilities may be assigned to each location without violating the space capacity of the location. This research presents a formulation and applications of DGQAP in various layout and assignment problems encountered in the literature. Two Simulated Annealing (SA) metaheuristics named SA …
Jitim Front Cover Vol 31 1 2022
Jitim Front Cover Vol 31 1 2022
Journal of International Technology and Information Management
Table of Content JITIM Vol 31. issue 1, 2022
การประยุกต์ใช้โดโลไมต์จากดินตะกอนเหมืองหินปูนสำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด, กรบงกช วรนาถสุรงค์
การประยุกต์ใช้โดโลไมต์จากดินตะกอนเหมืองหินปูนสำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด, กรบงกช วรนาถสุรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้โดโลไมต์จากดินตะกอนเหมืองหินมาเป็นสารตัวเติมผสมกับมูลไก่สำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด โดยหาสัดส่วนที่ให้คุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ดินตะกอนเหมืองหิน และสามารถลดต้นทุนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดได้ โดยงานวิจัยนี้ ใช้ดินตะกอนเหมืองหินกรณีศึกษาในจังหวัดชุมพรที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าโดโลไมต์ นำมาผสมมูลไก่สำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดทั้งหมด 7 สัดส่วน ได้แก่ 0:100 (T0), 10:90 (T1), 20:80 (T2), 30:70 (T3), 40:60 (T4), 50:50 (T5) และ 60:40 (T6) และวางแผนการปลูกทดลองแบบสุ่มอย่างสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) กับผักสลัด 2 ชนิด คือ กรีนโอ๊ค และกรีนคอส โดยใช้ดินของจังหวัดปทุมธานี เพื่อทำการเปรียบเทียบกับสัดส่วนที่ควบคุม (T0) จำนวน 3 ซ้ำ ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนที่ T0 – T4 มีคุณสมบัติทางเคมีทั้งหมดผ่านเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร คุณสมบัติทางเคมีและทางกายภาพของดินหลังปลูกดีขึ้นโดยเฉพาะสัดส่วนที่ T3 และ T4 สัดส่วนโดโลไมต์ที่มากขึ้นส่งผลให้ดินมีความโปร่งพรุนมากขึ้น ผลการเจริญเติบโตและผลผลิตในสัดส่วนที่ T0 – T4 นั้นไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งกรีนโอ๊คและกรีนคอส แต่สัดส่วนที่ T4 ให้ผลผลิตน้อยสุด เพราะสัดส่วนของมูลไก่ที่เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชหลักของผักสลัดน้อยลง ดังนั้นสัดส่วนโดโลไมต์จากดินตะกอนเหมืองหินกรณีศึกษาแห่งนี้ที่ใช้เป็นสารตัวเติมผสมกับมูลไก่สำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ที่ดีที่สุด คือ สัดส่วนของโดโลไมต์ต่อมูลไก่ที่ 30 : 70 (T3) ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดได้ถึง 24.41%
แบบจำลองทำนายความชื้นในกระบวนการทำแห้งด้วยเครื่องฟลูอิดเบด, พลช ชินวัฒนวงศ์วาน
แบบจำลองทำนายความชื้นในกระบวนการทำแห้งด้วยเครื่องฟลูอิดเบด, พลช ชินวัฒนวงศ์วาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมเภสัชกรรม เครื่องทำแห้งฟลูอิดเบดมักถูกนำมาใช้ในกระบวนการทำแห้งเพื่อกำจัดชองเหลวส่วนเกินออกจากแกรนูลยาจนกระทั้งได้ได้แกรนูลที่มีปริมาณความชื้นที่ต้องการ พนักงานสามารถถูกตรวจสอบปัจจัยและจุดยุติกระบวนการโดยหลายวิธีตั้งแต่วิธีการพื้นฐาน เช่น การตรวจโดยมนุษย์ จนถึง วิธีการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์กระบวน เช่นเครื่องเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี แม้ว่าการนำเครื่องเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปีมาใช้จะประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่การประยุกต์วิธีการดังกล่าวในระดับอุตสาหกรรมการผลิตยังมีข้อจำกัดในด้านการปรับติดตั้งและด้านราคา นอกจากนี้บริษัทเภสัชกรรมหลายแห่งยังไม่ได้นำข้อมูลจากเซนเซอร์ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ ดังนั้นการศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลสเปกตรัมที่ได้จากเครื่องเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี กับ ข้อมูลความชื้นและอุณหภูมิของอากาศของเครื่องฟลูอิดเบด ของความสามารถในการทำนายปริมาณความชื้นจากแบบจำลองทำนายความชื้น เพื่อทำนายปัจจัยและจุดยุติกระบวนการ การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองแห่งแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดกระบวนการและข้อสังเกตุที่มีประโยชน์ในการพัฒนาแบบจำลองการทำนายซึ่งมีพื้นฐานบนการใช้ข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นอากาศและใช้สเปกตรัมเนียร์อินฟราเรดเป็นปัจจัย จากผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบจากค่า root mean square error (RMSE) ของทั้งสองแบบจำลอง พบว่าการใช้ข้อมูลจากตัววัดความชื้นและอุณหภูมิอากาศในการทำนายได้ผลที่ดีกว่า โดยมีค่า RMSE เท่ากับ 0.1144 ในขณะที่แบบจำลองเนียร์อินฟราเรดมีค่า RMSE เท่ากับ 0.2757 ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงความแม่นยำของแบบจำลองต่อไป
การลดของเสียจากข้อบกพร่องสีแตกและสีบางในกระบวนการพ่นสีฝุ่นบนกรอบกระจกของหลังคารถกระบะอเนกประสงค์, พิชญา วาดสูงเนิน
การลดของเสียจากข้อบกพร่องสีแตกและสีบางในกระบวนการพ่นสีฝุ่นบนกรอบกระจกของหลังคารถกระบะอเนกประสงค์, พิชญา วาดสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดสัดส่วนของเสียที่เกิดจากข้อบกพร่องประเภทสีแตกและสีบางในกระบวนการพ่นสีฝุ่นบนกรอบกระจกของหลังคารถกระบะอเนกประสงค์ งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์แนวคิดซิกซ์ ซิกมา (Six-Sigma) หรือวิธีการ DMAIC ในการปรับปรุงโดยเริ่มจากการศึกษาสภาพปัญหาในปัจจุบัน วิเคราะห์ความแม่นและความเที่ยงของระบบการตรวจสอบข้อบกพร่อง จากนั้นได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาโดยการระดมความคิด จัดทำแผนผังสาเหตุและผล เมทริกซ์สาเหตุและผล เพื่อกำหนดปัจจัยนำเข้าหลัก และนำปัจจัยที่คาดว่ามีผลต่อการเกิดข้อบกพร่องประเภทสีแตกและสีบาง 5 ปัจจัยไปออกแบบการทดลองเพื่อหาสมการความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของเสียและปัจจัยที่มีนัยสำคัญ จากนั้นใช้เทคนิคการหาค่าที่เหมาะสม เพื่อหาระดับของแต่ละปัจจัยที่เหมาะสมที่จะช่วยลดสัดส่วนของเสียรวม หลังจากนั้นได้จัดทำแผนควบคุม และเอกสารขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลลัพธ์ที่ได้หลังการปรับปรุงกระบวนการ พบว่า สามารถลดสัดส่วนของเสียจาก 8 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 1.13 เปอร์เซ็นต์ และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากของเสียได้ 6,877,484 บาทต่อปี
การปรับเปลี่ยนชนิดของคลิปทองแดงในผลิตภัณฑ์แผงวงจรรวมเพื่อลดต้นทุนการผลิต, ภัทรนันท์ ภูรินันทน์
การปรับเปลี่ยนชนิดของคลิปทองแดงในผลิตภัณฑ์แผงวงจรรวมเพื่อลดต้นทุนการผลิต, ภัทรนันท์ ภูรินันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นอย่างมาก มีการเข้ามาตั้งรากฐานการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมีการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 90-95 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด ด้วยความต้องการที่เพิ่มสูงมากขึ้นทำให้มีผลกระทบกับห่วงโซ่อุปทานในส่วนของอุตสาหกรรมกลางน้ำ นั่นคือปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนของแผงวงจรรวม ซึ่งจากการศึกษาประเภทของผลิตภัณฑ์ของแผงวงจรรวม พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์คลิปทองแดงหรือที่เรียกกันว่า Cu clip product เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันมากที่สุด เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้านทานต่ำ ช่วยให้อุปกรณ์ทนต่อความร้อนได้ดี และมีความทนทานที่ค่อนข้างสูงมากกว่าชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ทางผู้จัดทำจึงเกิดความสนใจที่จะทำการศึกษาผลิตภัณฑ์คลิปทองแดง รวมถึงกระบวนการในการผลิตเพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการที่จะปรับเปลี่ยนชนิดของคลิปทองแดงในผลิตภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากการศึกษาพบว่าราคาต้นทุนของผลิตภัณฑ์คลิปทองแดงมาจากกลุ่มวัตถุดิบ ซึ่งคิดเป็น 56 % จากราคาต้นทุนทั้งหมด และราคาวัตถุดิบที่แพงที่สุดได้แก้ คลิปทองแดง แต่เนื่องจากคลิปทองแดงชนิดใหม่นี้มีขนาดในบางจุดที่แตกต่างจากเดิม จึงต้องทำการเลือกใช้พารามิเตอร์ให้เหมาะสม โดยใช้วิธีการออกแบบการทดลองเพื่อหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมจากวิธีการ 2k full factorial design มาเป็นเครื่องมือ รวมถึงศึกษาจุดคุ้มในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ด้วย
การปรับปรุงกระบวนการขออนุมัติชิ้นงานตัวอย่างสำหรับซัพพลายเออร์, รุ่งทิพย์ อินทวงค์
การปรับปรุงกระบวนการขออนุมัติชิ้นงานตัวอย่างสำหรับซัพพลายเออร์, รุ่งทิพย์ อินทวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยที่นำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการอนุมัติตัวอย่างสำหรับซัพพลายเออร์และปรับปรุงกระบวนการทำงานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายคือลดเวลารอเอกสาร ขจัดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และลดการใช้กระดาษ จากเดิมกระบวนการทำงานเป็นไปตามลำดับขั้น (Waterfall) ซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องรอให้หน่วยงานก่อนหน้าทำงานเสร็จก่อนจึงจะดำเนินการต่อได้ กระบวนการทำงานนี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน 4 หน่วยงาน และหากพบข้อผิดพลาดใดๆ กระบวนการจะต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ต้น ทำให้มีเวลาเฉลี่ย 18 วันทำการต่อชุด จึงความจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้ ผู้วิจัยใช้แนวคิด SCRUM เป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการ การนำเฟรมเวิร์กที่คล่องตัวขึ้นมาใช้ ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถเริ่มทำงานพร้อมกันได้ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในขณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที โดยผู้วิจัยได้ศึกษาระบบ Robotic Process Automation (RPA) ที่มีอยู่และจัดทำรายการเอกสาร (Checklist) นำมาใช้ภายในกระบวนการทำงาน ดังนั้นเครื่องมือและเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงกระบวนการอนุมัติเร็วขึ้น ระยะเวลาการตรวจสอบลดลงเหลือเพียง 5 วันทำการ ลดการตรวจสอบซ้ำถึง 25% ผลการทดลองที่ได้รับจากการดำเนินการปรับปรุงแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการอนุมัติชิ้นงานตัวอย่างที่ล่าช้าได้ ทำให้ระยะเวลาการตรวจสอบที่สั้นลงและงานตรวจสอบซ้ำที่ลดลง สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การปรับปรุงกระบวนการสั่งซื้อของอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันต่ำในธุรกิจซื้อมาขายไป, รุจิรางค์ สีโท
การปรับปรุงกระบวนการสั่งซื้อของอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันต่ำในธุรกิจซื้อมาขายไป, รุจิรางค์ สีโท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการสั่งซื้อของอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันต่ำในธุรกิจซื้อมาขายไป จากการศึกษาปัญหาพบว่า สินค้าคงคลังมีมูลค่าสินค้าคงคลังมากกว่ามูลค่ายอดขาย บางครั้งมีการสั่งสินค้ามาเกินความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าคงคลังรวมสูง ดังนั้นจึงได้เริ่มการปรับปรุงกระบวนการโดยใช้เทคนิค ABC Analysis ในการจำแนกลำดับความสำคัญของสินค้า โดยใช้ 3 เกณฑ์ ได้แก่ เกณฑ์มูลค่าการใช้ต่อปี เกณฑ์ของระยะเวลานำของสินค้า และเกณฑ์ความถี่ของการสั่งซื้อสินค้า ทำให้ได้กลุ่มของสินค้าที่จะเลือกทำการปรับปรุงทั้งหมด 39 ชนิด แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ MCB, RCBO, Busbar และ Circuit Breaker หลังจากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ความต้องการของสินค้าจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี (ปี2563-2565) พบว่าสินค้ามีลักษณะแนวโน้มขึ้น/ลง (Trending) และการเปลี่ยนแปลงหรือความผันแปรเนื่องจากเหตุการณ์ผิดปกติ (Assignable Cause) เมื่อทราบลักษณะแนวโน้มเพื่อนำไปกำหนดนโยบายการสั่งซื้อที่เหมาะสมที่สุด โดยวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของสินค้า ถ้าค่าของสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนมีค่าน้อยกว่า 0.25 คือมีความแปรปรวนน้อย ความต้องการของสินค้ามีลักษณะคงที่ นโยบายสินค้าคงคลังที่ใช้คือ EOQ ถ้าหาค่าของสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนมีค่ามากกว่า 0.25 คือมีความแปรปรวนมาก ความต้องการของสินค้ามีลักษณะไม่คงที่ นโยบายสินค้าคงคลังที่ใช้คือ Silver-Meal หลังจากที่นำนโยบายการสั่งซื้อสินค้าไปประยุกต์ใช้เพื่อคำนวณหาต้นทุนรวมสินค้า พบว่า นโยบายที่ใช้เทคนิค EOQ สามารถลดต้นทุนรวมได้ 14,497.16 บาท คิดเป็น 75.18% ของต้นทุนรวมในปัจจุบัน และนโยบายที่ใช้เทคนิค Silver-Meal สามารถลดต้นทุนรวมได้ 169.31 บาท คิดเป็น 4.99% ของต้นทุนรวมในปัจจุบัน