Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Nuclear Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 31 - 33 of 33

Full-Text Articles in Nuclear Engineering

การพัฒนาผลึกซีเซียมไอโอไดด์โดยเทคนิคการเจือสารร่วมหลายชนิด, อิมรอน วาเด็ง Jan 2017

การพัฒนาผลึกซีเซียมไอโอไดด์โดยเทคนิคการเจือสารร่วมหลายชนิด, อิมรอน วาเด็ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พัฒนาผลึกซีเซียมไอโอไดด์เพื่อการตรวจวัดรังสี โดยวิธีการปลูกแบบบริดจ์แมน-สต็อกบาร์เกอร์ (Bridgman-Stockbarger) และศึกษาถึงการพัฒนาผลึกโดยการเจือผลึกด้วยแคลเซียม (Ca) หรือ แทลเลียม (Tl) หรือ เจือร่วมกันทั้งสองชนิด คือ ผลึก CsI(Ca), CsI(Tl) และCsI(Tl,Ca) โดยควบคุมให้มีอัตราการปลูกผลึกหรือตกผลึกของผลึก CsI(Tl) คือ 0.65 มิลลิเมตร/ชั่วโมง และอัตรา 0.57 มิลลิเมตร/ชั่วโมง สำหรับผลึก CsI(Ca) และ CsI(Tl,Ca) โดยมีสัดส่วนการผสม CsI ต่อสารเจือ คือ 99.65 : 0.35 ผลึก CsI(Ca), CsI(Tl) และผลึก CsI(Tl,Ca) ที่ปลูกได้นั้นมีความใส โดยผลึกทั้งสามก้อนมีโครงสร้างผลึกแบบคิวบิกที่มีการจัดเรียงอะตอมแบบพหุสัณฐาน โดยมีโครงสร้างเดียวที่เด่นชัด คือ โครงสร้างผลึกระนาบ (110) โดยที่ผลึก CsI(Tl) นั้นมีคุณภาพเชิงโครงสร้างผลึกดีที่สุด และรองลงมา คือ ผลึก CsI(Tl,Ca) แต่ว่าผลึก CsI(Ca) นั้นมีโครงสร้างผลึกระนาบเด่นชัดพอกัน 2 ระนาบ คือ ระนาบ (110) และ ระนาบ (211) คุณสมบัติเชิงแสงของผลึกที่มีการเจือด้วยสารต่างนั้น พบว่า ผลึก CsI(Ca), CsI(Tl,Ca) มีการเปล่งแสงย่านสีฟ้าที่ความยาวคลื่นประมาณ 420-450 นาโนเมตร และสำหรับกรณีผลึก CsI(Tl) เปล่งแสงย่านสีส้มที่ความยาวคลื่นประมาณ 590 นาโนเมตร โดยที่ผลึก CsI(Tl) มีประสิทธิภาพสัมพัทธ์ของการเปล่งแสงได้ดีที่สุด และรองลงมาคือ ผลึก CsI(Tl,Ca) และ CsI(Ca) ตามลำดับ ซึ่งคุณสมบัติเชิงแสงนี้มีความสอดคล้องกับผลการศึกษาการส่องผ่านแสงของผลึกที่พบว่า ผลึก CsI(Tl), CsI(Ca) และ CsI(Tl,Ca) มีค่า Eg คือ 2.21 อิเล็กตรอนโวลต์, 2.88 อิเล็กตรอนโวลต์ และ 2.48 …


การประเมินความสามารถในการทำนายของโปรแกรม Relap/Scdapsim Mod 3.4 อ้างอิงกับการทดลอง Pbf Sfd 1-4, ณัฐวรา บาริศรี Jan 2017

การประเมินความสามารถในการทำนายของโปรแกรม Relap/Scdapsim Mod 3.4 อ้างอิงกับการทดลอง Pbf Sfd 1-4, ณัฐวรา บาริศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอดีตที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ด้วยเหตุนี้ปัญหาด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญและมีการริเริ่มดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การวิจัยครั้งนี้จึงได้เลือกศึกษาประเด็นของการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อทำนายพฤติกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในแกนปฏิกรณ์ เนื่องจากโปรแกรมสามารถจำลองเหตุการณ์ ประเมินการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และได้เลือกใช้โปรแกรม RELAP/SCDAPSIM MOD3.4 ซึ่งสามารถทำนายพฤติกรรมของเชื้อเพลิงและระบบต่างๆของเครื่องปฏิกรณ์ในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุระดับรุนแรงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ เช่น สามารถจำลองพฤติกรรมของระบบหล่อเย็น การปล่อยผลผลิตฟิชชัน อัตราการสร้างไฮโดรเจนภายใต้สภาวะชั่วคราว ความร้อน ความดัน อัตราการไหล การออกซิเดชันของแท่งเชื้อเพลิง การหลอมละลายของมัดเชื้อเพลิง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างซึ่งเกิดจากการทรุดตัวและความไม่เสถียรในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยได้ทำการประเมินความสามารถในการทำนายของโปรแกรม RELAP/SCDAPSIM MOD 3.4 อ้างอิงกับการทดลอง PBF SFD 1-4 (Power Burst Facility Severe Fuel Damage Test 1-4) และใช้เงื่อนไขจากการทดลองในการวิเคราะห์พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลการคำนวณ ซึ่งได้แก่ ระดับน้ำในแกนปฏิกรณ์ อุณหภูมิของเชื้อเพลิง ปลอกเชื้อเพลิง และโครงห่อหุ้มแกนปฏิกรณ์ (shroud) และอัตราการเกิดก๊าซไฮโดรเจน จากผลการคำนวณพบว่าโปรแกรม RELAP/SCDAPSIM MOD 3.4 สามารถทำนายผลการทดลองได้ใกล้เคียงกับผลการทดลองจริงและมีความแม่นยำในการคำนวณผล อย่างไรก็ตามยังมีบางช่วงที่ไม่สอดคล้องกับผลการทดลองซึ่งอาจเป็นผลมาจากวิธีการป้อนข้อมูลในไฟล์ข้อมูลนำเข้าหรือโมเดลบางส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาต่อไป


การดัดแปรพื้นผิวของผ้าไหมไทยด้วยพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไคโตซานสำหรับการต้านแบคทีเรีย, ศรายุทธ เข็มเงิน Jan 2015

การดัดแปรพื้นผิวของผ้าไหมไทยด้วยพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไคโตซานสำหรับการต้านแบคทีเรีย, ศรายุทธ เข็มเงิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไคโตซานถูกดัดแปรขนาดโมเลกุลโดยการนำไปฉายรังสีแกมมาที่ปริมาณรังสีต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงนำไปทำเป็นสารละลาย แล้วนำไปกราฟท์ (graft) ลงบนผ้าไหมไทยที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยกระบวนการพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุในสภาวะที่เหมาะสมมาแล้ว จากการศึกษาพบว่าอัตราการยึดเกาะของไคโตซานบนผ้าไหม (degree of grafting) จะแปรผันตรงกับมวลโมเลกุลของไคโตซาน ซึ่งกำลังพลาสมาที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 120 วัตต์ , ระยะเวลาในการดัดแปรผิวผ้าไหมด้วยพลาสมาที่เหมาะสมอยู่ที่ 4 นาที และจากการทดลองพบว่า ผ้าไหมที่ไม่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยเทคนิคพลาสมาจะมีการกราฟต์ติดของไคโตซานบนผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18.78 % ซึ่งต่ำกว่าผ้าไหมที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยเทคนิคพลาสมาที่มีการกราฟต์ติดของไคโตซานบนผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 19.18 % ทั้งนี้ยังพบว่าผ้าระบบที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยพลาสมาจะมีค่าร้อยละแห่งการหลุดออกของไคโตซานจากเส้นใยต่ำกว่าผ้าอีกระบบที่ไม่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยพลาสมา และที่มากกว่านั้นคือ เราสามารถมั่นใจได้เกินกว่า 90% ว่าผ้าระบบที่ใช้พลาสมาในการดัดแปรผิวจะสามารถผ่านการซักไปได้ถึง 155 ครั้ง และ 93 ครั้ง สำหรับเชื้อ E.coli และ S.aureus ตามลำดับ จึงจะหมดประสิทธิภาพในการต้านแบคทีเรีย ในทำนองกลับกัน ผ้าระบบที่ไม่ได้ใช้พลาสมาในการดัดแปรผิว แค่ผ่านการซักไปเพียง 67 ครั้ง และ 48 ครั้ง สำหรับเชื้อ E.coli และ S.aureus ตามลำดับ ก็ทำให้หมดประสิทธิภาพในการต้านแบคทีเรียแล้ว จึงกล่าวได้ว่า การใช้กระบวนการทาง RF-Plasma ด้วยเงื่อนไขของสภาวะดังตามที่ทดลอง จะสามารถทำให้ไคโตซานกราฟท์ติดกับเส้นใยได้ดีขึ้นและยังทำให้ไคโตซานดำรงอยู่บนเส้นใยได้ยาวนานขึ้น ผ้าไหมจึงต้านแบคทีเรียได้ยาวนานกว่าเดิม นั่นคือสามารถใช้งานได้ในระยะยาว