Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 33
Full-Text Articles in Nuclear Engineering
Development Of P-Type Cesium Iodide Thin Film For Radiation Detection By Rf-Magnetron Sputtering, Rhett Simon Tabbada
Development Of P-Type Cesium Iodide Thin Film For Radiation Detection By Rf-Magnetron Sputtering, Rhett Simon Tabbada
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cesium iodide (CsI) is a wide-bandgap alkali halide semiconductor with strong potential for radiation detection and optoelectronic integration, though its intrinsic insulating nature limits charge transport. In this study, the effects of silicon (Si) doping on the structural, optical, electrical, and radiation-response capabilities as a semiconductor of CsI thin films were determined. The CsI thin films were deposited on n-Silicon (n-Si) (100) substrates using magnetron sputtering. In the optimization of sputtering conditions, three films with a thickness of 250 nm were fabricated with varying sputtering power for Si: 0W, 5W, and 10W, while keeping the sputtering power for CsI constant …
การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ
การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผลึกซีเซียมไอโอไดด์เป็นหนึ่งในวัสดุอัลคาไลฮาไลด์ที่มีประสิทธิภาพมากในการตรวจจับรังสี แม้ว่าคุณสมบัติความเป็นฉนวนโดยธรรมชาติของมันจะจำกัดการถ่ายเทประจุ ในการศึกษานี้ ฟิล์มบางซีเซียมไอโดไดด์ถูกเจือด้วยทองแดงบนฐานรองซิลิกอนโดยใช้เทคนิคสปัตเตอริงซีเซียมไอโอไดด์สำหรับกำลังการปลูกที่ 30 วัตต์ ทองแดงสำหรับกำลังการปลูกที่ 50 และ 80 วัตต์ สมบัติเชิงโครงสร้าง คุณสมบัติทางแสง คุณสมบัติทางไฟฟ้า และการตอบสนองต่อรังสีของฟิล์มบางเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบอย่างครอบคลุม ผลการวิเคราะห์สมบัติทางโครงสร้างผลึกโดยเทคนิค GIXRD พบว่า ฟิล์มบางที่สัเคราะห์ได้นี้เป็นโครงสร้างผลึกของซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง ซึ่งฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้มีค่าแลตทิซของหน่วยผลึกแบบบีบอัดขนาด 4.4102 Å (80 วัตต์) และขนาด 4.4516 Å (50 วัตต์) และค่าความเครียดลดลงจาก 3.29% เป็น 2.38% การวิเคราะห์เชิงแสงโดยใช้วิธี Tauc–Kubelka–Munk ระบุช่องแถบพลังานของซีเซียมไอโอไดด์พลังงานที่ 3.25 อิเล็กตรอนโวลต์ การศึกษาลักษณะทางไฟฟ้า ได้ผลว่า ฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง มีความหนาแน่นของพาหะคือ -1.822×1012 cm-3 ความคล่องตัวคือ 2.436×107 cm² V-1s-1 และสภาพต้านทานไฟฟ้าคือ 0.1407 Ω·cm และเมื่อนำฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้พัฒนาต่อให้เป็นอุปกรณ์ไดโอดรอยต่อพีเอ็นที่มีชั้นเคลือบทองคำชั้นบนสุดของชิ้นงาน Au/p-CsI/n-CsI:Cu/n-Si มาทดสอบการตอบสนองทางรังสีต่าง ๆ คือ แสงสว่าง รังสีแกมมา และอนุภาคแอลฟา ที่สภาวะแวดล้อมแสงต่างกัน ซึ่งผลการตอบสนองรังสีเหล่านี้เบื้องต้นได้ผลสัญญาณวัดในฟังก์ชันเวลาที่แสดงความแตกต่างกันได้ค่อนข้างชัดเจน และผลการทดลองนี้สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างวัสดุซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือทองแดงนี้ต่อไปเป็นหัววัดรังสีแอลฟาและรังสีชนิดอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ในอนาคตต่อไป
การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์
การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการผลิตละอองลอยกัมมันตรังสีที่มีนิวไคลด์ลูกหลานเรดอนเกาะติดภายใต้สภาวะควบคุม เพื่อจำลองลักษณะทางกายภาพของอนุภาคในสิ่งแวดล้อมจริง และประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอดได้รับ โดยมุ่งเน้นการศึกษาในช่วงขนาดอนุภาค 10 ถึง 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงขนาดวิกฤตที่มีโอกาสตกสะสมในถุงลมปอดและส่งผลกระทบทางชีวภาพสูงสุด การศึกษาดำเนินการโดยใช้สารละลายตั้งต้น 3 ชนิด ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์, กลูโคส และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ที่ระดับ ความเข้มข้นแปรผันตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ppm ร่วมกับการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ (25 และ 35 องศาเซลเซียส) และความชื้นสัมพัทธ์...
การพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยแผ่นรับภาพดิจิทัล, อภิสรา เทศฐา
การพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยแผ่นรับภาพดิจิทัล, อภิสรา เทศฐา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการสร้างภาพตัดขวางจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ด้วยแผ่นรับภาพดิจิทัล โดยใช้หุ่นจำลองทรวงอกเด็กและท่อ PVC เพื่อประเมินคุณภาพของภาพจากเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์สองชนิด ได้แก่ เครื่องแบบพกพา (XRS3) และเครื่อง Radioflex พร้อมด้วยการประมวลผลภาพโดยใช้โปรแกรม AIRTools Toolbox และ TIGRE Toolbox ซึ่งรองรับอัลกอริทึมแบบ Filter-Back Projection และการสร้างภาพแบบวนซ้ำ (Iterative Reconstruction) กระบวนการทดลองประกอบด้วยการกำหนดพารามิเตอร์การถ่ายภาพ เช่น ค่า exposure และพลังงานรังสี การหมุนถ่ายภาพเพื่อเก็บข้อมูลโปรเจกชัน และการสร้างภาพตัดขวางด้วยอัลกอริทึมต่าง ๆ ได้แก่ Filter-Back Projection, Kaczmarz, Randomised Kaczmarz, Symmetric Kaczmarz, SART, SIRT และ OS-SART จากนั้นประเมินคุณภาพของภาพด้วยตัวชี้วัด SNR, CNR และ MTF ผลการศึกษาพบว่า การคำนวณสร้างภาพตัดขวางที่มีจำนวนโปรเจกชัน ยิ่งมากขึ้นทำให้ค่า SNR และ CNR สูงขึ้น เป็นผลทำให้คุณภาพของภาพตัดขวางดีมากขึ้น และค่าสูงสุดที่การหมุนภาพ 180 องศา และใช้จำนวนโปรเจกชัน 101 ภาพ โดยเฉพาะเมื่อประมวลผลด้วย TIGRE Toolbox และอัลกอริทึม SIRT ซึ่งให้ค่าความเปรียบต่างดีอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มรอบการวนซ้ำถึงระดับที่เหมาะสม (k = 20) ช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพ ก่อนลดลงจาก noise ที่มากเกินไป สำหรับค่า MTF เหมาะสมเมื่อใช้วีธีการประมวลผลด้วย SART นอกจากนี้การประมวลผลด้วย TIGRE Toolbox ยังให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงระบบเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทางการแพทย์มากกว่า AIRTools Toolbox ผลการวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านการเรียนการสอน วิจัย และการวางแผนถ่ายภาพเอกซเรย์ในงานวิศวกรรม โดยเสนอแนวทางเปรียบเทียบในการเลือกอัลกอริทึมและพารามิเตอร์ที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ
การวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมโดยใช้หัววัดรังสีโซเดียมไอโอไดด์ประสิทธิภาพสูงขนาด 5 นิ้ว X 5 นิ้ว, ธัญชนก อินทรวิเชียร
การวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมโดยใช้หัววัดรังสีโซเดียมไอโอไดด์ประสิทธิภาพสูงขนาด 5 นิ้ว X 5 นิ้ว, ธัญชนก อินทรวิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้พัฒนาวิธีการวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมา ณ พื้นที่ โดยใช้หัววัดรังสีแกมมาประสิทธิภาพสูงชนิดโซเดียมไอโอไดด์ (ทัลเลียม) ขนาด 5 นิ้ว x 5 นิ้ว สำหรับวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสภาวะปกติและสภาวะฉุกเฉินเนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสี ทำการปรับเทียบค่าหัววัดรังสีที่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่ 0 – 90 องศา ที่ระดับความสูง 30, 50 และ 100 เซนติเมตร จากต้นกำเนิดรังสีแกมมามาตรฐานภายในห้องทดลอง จากนั้นสร้างสมการมาตรฐานและคำนวณบนโปรแกรม Microsoft Excel ทำการวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ 40K พลังงาน 1,460 keV และ 214Bi พลังงาน 1,765 keV ที่ระดับความสูง 30 และ 50 เซนติเมตร บริเวณสนามหญ้าหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าได้ค่าอัตราปริมาณรังสี เท่ากับ 0.281 และ 0.244 µR/h สำหรับ 40K 0.016 และ 0.011 µR/h สำหรับ 214Bi ตามลำดับ และทำการจำลองอุบัติเหตุทางรังสีโดยวัดอัตราปริมาณรังสีแกมมา จาก 131I ความแรงรังสี 10 µCi และ 137Cs ความแรงรังสี 1 µCi ที่วางบนพื้นดินห่างจากหัววัดรังสีที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่าง 0, 50, 100, 200 และ 300 เซนติเมตร พบว่าได้ค่าอัตราปริมาณรังสีจาก 131I เท่ากับ 0.157, 0.029, 0.015, 0.005, 0.002 µR/h ตามลำดับ สำหรับ 137Cs ที่วางบนพื้นดินห่างจากหัววัดรังสีที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่าง 0, 20, …
การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี
การวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์, ปภาวรินท์ สามสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการวัดปริมาณปรอทแบบไม่ทำลายบนท่อเหล็กกล้าด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ ปรอทมักพบในก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยทำให้สามารถสะสมบนผนังด้านในของท่อส่งก๊าซได้ เมื่อสิ้นสุดอายุ การรื้อถอนท่อจากทะเลจำเป็นต้องมีการตรวจวัดปริมาณปรอทตกค้างอยู่บนผนังท่อ ในงานวิจัยนี้ได้ใช้ทองคำ (Au) เป็นธาตุมาตรฐานแทนปรอท (Hg) เนื่องจากมีคุณสมบัติการดูดกลืนและการเปล่งรังสีเอกซ์คล้ายคลึงกัน รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายด้านสุขภาพจากปรอท นอกจากนี้ทองคำยังมีความเสถียรมากกว่าปรอท อุปกรณ์ซึ่งใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ที่นำเสนอประกอบด้วยต้นกำเนิดรังสีพลูโตเนียม-238 และหัววัดแคดเมียมเทลลูไรด์ (CdTe) โดยเริ่มต้นจากการวัดความเข้มของรังสีเอกซ์เฉพาะตัวเส้น Au Lα และ Au Lβ จากตัวอย่างแผ่นเหล็กที่ชุบทองคำที่มีทองคำความหนาต่าง ๆ กัน ซึ่งพบว่าความเข้มรังสีเอกซ์เฉพาะตัวทั้งสองมีค่าเพิ่มขึ้นตามความหนาของทองคำจนถึงค่าความหนาประมาณ 2 ไมครอน จากนั้นได้ทำการหาค่า Intensity correction factor เพื่อใช้สำหรับปรับแก้อัตรานับรังสีของทองคำเป็นอัตรานับรังสีของปรอทโดยใช้แผ่นโลหะทองคำและตะกั่ว ซึ่งได้ค่าเท่ากับ 0.936 และ 0.952 สำหรับเส้น Au Lα และ Au Lβ ตามลำดับ งานวิจัยนี้ยังได้นำเสนอแนวคิดของอุปกรณ์ต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ในการวัดความหนาของปรอทในท่อลำเลียงได้อีกด้วย
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไหลของอากาศรอบโครงสร้างทรงกระบอกกลมเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจมาอย่างยาวนานในกลศาสตร์ของไหล ซึ่งมักก่อให้เกิดการสั่นที่เกิดจากการไหลของอากาศ (flow-induced vibrations) และแรงทางอากาศพลศาสตร์ที่แปรผันตามเวลา อาจนำไปสู่ปัญหาการสั่นและความเสียหายรุนแรงของโครงสร้าง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพลาสมาแอคทูเอเตอร์ (Plasma Actuator) ในการควบคุมการไหลดังกล่าว ผ่านการจำลองเชิงตัวเลขด้วยโปรแกรม OpenFOAM โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง Suzen สำหรับการคำนวณสนามไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุจากพลาสมา และใช้วิธี Reynolds-Averaged Navier-Stokes (RANS) ร่วมกับแบบจำลองความปั่นป่วน k-ω SST ในการแก้สมการของไหลในกระบวนการจำลอง ได้พัฒนาและดัดแปลงตัวแก้สมการ (solver) เพื่อให้สามารถคำนวณศักย์ไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุในหลายตัวกลางได้อย่างถูกต้อง โดยยืนยันความถูกต้องของ solver ด้วยกรณีศึกษาทางทฤษฎี จากนั้นจำลองการติดตั้งพลาสมาแอคทูเอเตอร์บนทรงกระบอกในตำแหน่ง ±90° แล้วศึกษาผลกระทบที่มีต่อความถี่ (St), สัมประสิทธิ์แรงต้าน (CD) และแรงแนวขวางผันผวน (C’l)ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พลาสมาแอคทูเอเตอร์มีประสิทธิภาพในการลดแรงต้านได้สูงสุดถึง 25% และลดแรงแนวขวางผันผวนได้ 8% ที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ (6.3×10³) และศักย์ไฟฟ้า 8 kV อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเลขเรย์โนลด์เพิ่มขึ้น และแทบไม่ส่งผลกับความถี่ในการสั่นของวอร์เท็กเช็ดดิง (vortex shedding) แสดงให้เห็นว่าพลาสมาแอคทูเอเตอร์เหมาะสำหรับการควบคุมการไหลที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้พลาสมาแอคทูเอเตอร์ในการควบคุมการไหลรอบโครงสร้างขนาดเล็ก โดยเฉพาะในสภาวะการไหลที่มีเลขเรย์โนลด์ต่ำ
การสังเคราะห์ฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ด้วยวิธีสปัตเตอร์ สำหรับวัดรังสี, ปริวรรต ลิ่มธนะเมธีกุล
การสังเคราะห์ฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ด้วยวิธีสปัตเตอร์ สำหรับวัดรังสี, ปริวรรต ลิ่มธนะเมธีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสังเคราะห์ฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ (CsI) ด้วยวิธีสปัตเตอร์ แบบอาร์เอฟแมกนีตรอน ซึ่งการควบคุมกำลังสปัตเตอร์คือปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก งานวิจัยนี้จึงทดลองหากำลังสปัตเตอร์ที่เหมาะสมในการสังเคราะห์ฟิล์มบางนี้ โดยการปรับเปลี่ยนกำลังสปัตเตอร์ที่ 10, 30 และ 50 วัตต์ และควบคุมเวลาการสังเคราะห์ฟิล์มบางที่ 30 นาที ภายใต้ความดันบรรยากาศก๊าซอาร์กอน 10 มิลลิทอร์ ซึ่งเริ่มต้นใช้ผลึกซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยแคลเซียมเป็นเป้าตั้งต้นในการทดลองหาเงื่อนไขที่เหมาะสม ผลการวิเคราะห์สมบัติทางโครงสร้างผลึกพบว่า ฟิล์มบางที่ได้ในทุกกำลังสปัตเตอร์มีโครงสร้างลูกบาศก์กลางตัว (BCC) โดยที่กำลังสปัตเตอร์ 50 วัตต์ แสดงโครงสร้างความเป็นผลึกที่ดีที่สุด และไม่พบระนาบของฐานรองซิลิกอน ซึ่งฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ที่ปลูกได้มีระนาบที่โดดเด่น คือ CsI(110) และ CsI(211) มีค่าคงที่แลตทิช 4.5623 ± 0.0034 Å มีความเครียดอัด -2.1% หนา 200 นาโนเมตร ด้วยอัตราเคลือบฟิล์มที่ 400 นาโนเมตรต่อชั่วโมง ฟิล์มนี้มีคุณสมบัติการเปล่งแสงหลายพีคในช่วง 420 - 470 นาโนเมตร เมื่อกระตุ้นด้วยแสงความยาวคลื่น 200 นาโนเมตร สำหรับการวิเคราะห์คุณสมบัติไฟฟ้าของฟิล์ม พบว่ามีสภาพความต้านทานไฟฟ้า 0.3735 กิโลโอห์มเซนติเมตร และมีความหนาแน่นของประจุพาหะบวก +2.935 x 1015 ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งระบุได้ว่าฟิล์มบางที่ทดสอบสังเคราะห์ได้เป็นวัสดุกึ่งตัวนำประเภทพี และฟิล์มที่ปลูกได้โดยใช้เป้าซีเซียมไอโอไดด์สำหรับการสปัตเตอร์ มีโครงสร้างผลึกแบบลูกบาศก์กลางตัวที่มีระนาบที่โดดเด่น คือ CsI(110) และ CsI(211) เช่นกัน มีค่าคงที่แลตทิช 4.5581 ± 0.0058 Å มีความเครียดอัด -2.2% หนา 3 ไมโครเมตร ด้วยอัตราการเคลือบของฟิล์ม 6 ไมโครเมตรต่อชั่วโมง มีคุณสมบัติการเปล่งแสงหลายพีคในช่วง 440 - 550 นาโนเมตร สภาพความต้านทานไฟฟ้า 0.7839 กิโลโอห์มเซนติเมตร และมีความหนาแน่นของประจุพาหะบวก +2.256 x 1012 ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และเมื่อนำฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้พัฒนาต่อให้เป็นไดโอดรอยต่อพีเอ็นโดยการเคลือบทองคำชั้นบนสุดของชิ้นงาน และนำมาทดสอบการตอบสนองแสงพบว่า สามารถตรวจวัดให้สัญญาณวัดที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยแสงสีน้ำเงิน สีเขียว …
A Study On The Effects Of Historical Meteorological Data Set On Simulated Radioactive Dispersion From A Nuclear Power Plant Accident By Nacac Code, Narakhan Khunsrimek
A Study On The Effects Of Historical Meteorological Data Set On Simulated Radioactive Dispersion From A Nuclear Power Plant Accident By Nacac Code, Narakhan Khunsrimek
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Quantifying the variability in the prediction of atmospheric dispersion code from the Influences of variations in meteorological data is investigated in this study. Historical meteorological data from 2016 to 2020 by the National Centers for Environmental Prediction (NCEP) and the overlap hypothetical accident Loss Of Offsite Power (LOOP) and Large-Break Loss Of Coolant Accident (LBLOCA) are used as initial and boundary conditions. The Fangchenggang nuclear power plant in China, close to Thailand, is considered a study location. The Nuclear Accident Consequence Assessment Code (NACAC) is used as a simulation tool for the investigation process. The NACAC prediction performance is verified …
การตรวจสอบความหนาของท่อไอน้ำด้วยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์โดยใช้แผ่นรับภาพดิจิทัล, ณัฐธิดา สุขใส
การตรวจสอบความหนาของท่อไอน้ำด้วยวิธีถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์โดยใช้แผ่นรับภาพดิจิทัล, ณัฐธิดา สุขใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบความหนาของท่อไอน้ำที่อยู่ภายใต้ฉนวนด้วยเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์แบบเคลื่อนที่และแผ่นรับภาพดิจิทัล เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วท่อไอน้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะมีลักษณะเป็นท่อเรียงติดกันเหมือนกำแพงสูง การกำหนดให้แหล่งกำเนิดรังสีอยู่กึ่งกลางของแผ่นรับภาพได้พอดีนั้นทำได้ยาก งานวิจัยชิ้นนี้จึงใช้เทคนิคการส่งผ่านของรังสีแกมมา คือ Cs-137 ความแรง 200 µCi ร่วมกับอุปกรณ์นับวัดแบบช่องเดี่ยว (Single Channel Analyzers;SCA) สแกนหาตำแหน่งที่มีค่านับวัดรังสีสูงสุด จากนั้นถ่ายภาพท่อไอน้ำด้วยเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์แบบเครื่อนที่รุ่น XRS3 ความต่างศักย์ 270 kV ร่วมกับแผ่นรับภาพดิจิทัลรุ่น VXTD-3643FCWV ถ่ายภาพท่อไอน้ำที่ทราบความหนาเทียบกับท่อไอน้ำที่ต้องการตรวจสอบ โดยการนำภาพถ่ายรังสีมาอ่านเป็นค่าความสว่างด้วยโปรแกรม ImageJ และเปรียบเทียบด้วยวิธีคลื่นเสียงความถี่สูง ผลการวิจัยพบว่าสามารถหาตำแหน่งกึ่งกลางของแหล่งกำเนิดรังสีได้อย่างแม่นยำ ขอบเขตของภาพที่เอกซ์โพเซอร์ 90 และ 99 พัลส์ ให้พื้นที่ 18.38 × 18.38 ตารางเซนติเมตร ผู้วิจัยจึงเลือกใช้เอกซ์โพเซอร์ที่ 90 พัลส์ ในการถ่ายภาพด้วยรังสี เนื่องจากสามารถถนอมอายุการใช้งานของเครื่องเอกซเรย์ได้มากกว่า และในการหาความหนาของท่อไอน้ำมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย 0.92 mm จากการเปรียบเทียบกับความหนาจริงของท่อไอน้ำ
Utilization Of Plasma Technology For De-Inking And Hydrogenation Without Catalyst, Ika Priyanti
Utilization Of Plasma Technology For De-Inking And Hydrogenation Without Catalyst, Ika Priyanti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Catalyst-free plasma technologies have been successfully utilized for de-inked and hydrogenated processes. These green methods have nonchemical contributions, operating at room temperature and atmospheric pressure, reducing the environmental impact of the process. Two plasma types and arrangements were studied in this research: corona plasma (de-inking) and dielectric barrier discharge plasma (hydrogenation). The results found that the deinkability factors were 48.58% (yellow printed paper), 64.11% (blue printed paper), and 41.11% (red printed paper) without altering the physical properties of the paper itself. The change in the tensile strength for the plasma-exposed paper was relatively little, less than 10%, compared to that …
Removal Of Perfluorooctanoic Acid (Pfoa) In Water With Dbd-Plasma-Enhanced Adsorbent, Thera Sahara
Removal Of Perfluorooctanoic Acid (Pfoa) In Water With Dbd-Plasma-Enhanced Adsorbent, Thera Sahara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examined the enhancement of PFOA removal from water using DBD plasma-modified adsorbents, specifically rice husks (RHs) and granular activated carbon (GAC). RHs treated with He-O2 plasma after phosphoric acid activation demonstrated a significant increase in adsorption efficiency, improving from 46.4% to 92.0% under optimal conditions. Adjusting pH to 4 further increased efficiency to 96.7%. The adsorption process followed the Langmuir model and pseudo-second-order kinetics, with a maximum capacity of 565 mg/g. The effects of DBD plasma on GAC in the presence of natural organic matter (NOM) were also assessed. Optimal plasma treatment enhanced PFOA removal in both deionized …
การกำจัดสีรีแอคทีฟในน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอนพลังงานสูง, พัศราภรณ์ สุวรรณวโรดม
การกำจัดสีรีแอคทีฟในน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอนพลังงานสูง, พัศราภรณ์ สุวรรณวโรดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลำอิเล็กตรอนพลังงานสูงสามารถใช้บำบัดน้ำเสียทั้งในเชิงชีวภาพ (กำจัดเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ) และในเชิงเคมี (ย่อยสลายโมเลกุลขนาดใหญ่และซับซ้อนให้เล็กลง) ในเวลาเดียวกันได้ งานวิจัยนี้จึงนำเทคโนโลยีลำอิเล็กตรอนพลังงานสูงมาใช้ในการกำจัดสีย้อมรีแอคทีฟในน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะเป็นสีที่นิยมนํามาย้อมผ้า มีความคงตัวในสิ่งแวดล้อมสูง ทนทานต่อการซักล้าง และยากต่อการกำจัด ในการศึกษานี้ได้สังเคราะห์น้ำผสมกับสีรีแอคทีฟจำนวน 6 สี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีชมพู สีฟ้า และสีดำ พร้อมกับเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งจริงจากโรงงานย้อมผ้าในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 1 ตัวอย่าง นำมาฉายลำอิเล็กตรอนพลังงานสูง 10 MeV ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่ปริมาณรังสีต่างๆ กัน ผลการวิจัยพบว่าความเข้มสี, pH, COD, BOD5 และ TDS ลดลงตามปริมาณรังสีที่เพิ่มขึ้น และปริมาณรังสี 10 kGy สามารถกำจัดสีในน้ำที่สังเคราะห์ได้ ~92% ส่วนน้ำทิ้งจริงจากโรงงานย้อมผ้าต้องใช้ปริมาณรังสีสูงขึ้นในช่วง 50 kGy จึงจะสามารถกำจัดสีได้ ~80% ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีลำอิเล็กตรอนพลังงานสูงในการกำจัดสีย้อมรีแอคทีฟ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากเพราะไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ ในการบำบัด จึงไม่มีสารเคมีตกค้างออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นการคืนสภาพความสะอาดและความปลอดภัยให้แก่น้ำที่จะปล่อยออกสู่งสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน
Effect Of Dielectric Barrier Discharge Plasma Hydrogenation On Oxidation Stability Of Biodiesel Derived From Vegetable Oils, Grittima Kongprawes
Effect Of Dielectric Barrier Discharge Plasma Hydrogenation On Oxidation Stability Of Biodiesel Derived From Vegetable Oils, Grittima Kongprawes
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A parallel-plate type dielectric barrier discharge (DBD) plasma was utilized to produce partially hydrogenated fatty acids methyl ester (PH-FAME) derived from soybean and palm FAME. PH-FAME exhibits improved oxidation resistance, resulting in a longer storage time and a delay in changing fuel properties. The DBD plasma reaction occurred at atmospheric pressure and ambient temperature without a catalyst. The best condition for 35 mL of soybean FAME hydrogenation was using 25% H2 at ambient temperature for 5.5 h. An increase in saturated and monounsaturated FAMEs corresponded to a reduction of iodine value from 128 to 67.4. This condition created trans fatty …
Production Of Low Trans-Fatty Acid Margarine By Plasma Hydrogenation, Kunlanan Puprasit
Production Of Low Trans-Fatty Acid Margarine By Plasma Hydrogenation, Kunlanan Puprasit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Margarine is a widely used raw material in the food and bakery industry. A successfully novel technique for refined palm olein hydrogenation to free trans-fat margarine production using non-thermal dielectric barrier discharge (DBD) plasma has been demonstrated. The new green method does not use chemicals as a catalyst, thus making it extremely environmentally friendly. This also performs well at room temperature and atmospheric pressure making it easier to manage. Two-electrode arrangement patterns were studied in this research: parallel plate and needle-in-tube. The results showed that using the parallel plate electrodes, 1.44% trans-fat (was detected) and a trans-fat generation rate of …
การคำนวณการรั่วไหลของสารประกอบซีเซียมในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ด้วยโปรแกรม Modified Art Mod 2, ชัยวิวัฒน์ กฤตสิน
การคำนวณการรั่วไหลของสารประกอบซีเซียมในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ด้วยโปรแกรม Modified Art Mod 2, ชัยวิวัฒน์ กฤตสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุบัติเหตุร้ายแรงของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2011 อุบัติเหตุในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ที่กักเก็บแท่งเชื้อเพลิงจำนวนมาก เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เล็งเห็นถึงความสำคัญของอุบัติเหตุร้ายแรงในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าอุบัติเหตุร้ายแรงทางนิวเคลียร์จากการหลอมเหลวแท่งเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ สำหรับประเทศไทยงานวิจัยเกี่ยวกับอุบัติเหตุร้ายแรงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ถูกศึกษาและพัฒนาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนวางแผนการจัดการอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ และการวางแผนการรับมือผลกระทบทางนิวเคลียร์ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นความเข้าใจการดำเนินไปของอุบัติเหตุในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นวิจัยที่มีความจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการรับมือผลกระทบทางนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต งานวิจัยนี้ศึกษาการเกิดอุบัติเหตุในกรณีสูญเสียอุปกรณ์ในการหล่อเย็นในบ่อเก็บเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ โดยเริ่มจากกการประเมินความร้อนจากการสลายตัวของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และสมการที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อใช้ในการคำนวณอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นที่จะเพิ่มขึ้น และเวลาที่ใช้ในการทำให้น้ำหล่อเย็นในบ่อเก็บเชื้อเพลิงเกิดการเดือดและระเหย ตามลำดับ จากการคำนวณพบว่า ระดับน้ำหล่อเย็นจะลดลงจนถึงบริเวณส่วนบนของปลอกหุ้มเชื้อเพลิง เป็นเวลาประมาณ 14 วัน และส่วนล่างของปลอกหุ้มเชื้อเพลิง และ 30 วันตามลำดับ อุณหภูมิของปลอกหุ้มเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้นจนถึง 1100 องศาเคลวิน ภายในเวลา 17 วัน โดยในระยะเวลาดังกล่าวคาดว่าทำให้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เกิดการบวมและแตกออกจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ตามลำดับ ส่งผลให้สารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกไปสู่สิ่งแวดล้อม จากนั้นจึงใช้โปรแกรม Modified ART Mod 2 ในการจำลองการรั่วไหลของซีเซียมไอโดไดด์ในรูปแบบของแก๊สและซีเซียมไฮดรอกไซด์ในรูปแบบของแอโรซอลในขณะที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งพบว่าซีเซียมไอโดด์ในรูปแบบของแก๊สและซีเซียมไฮดรอกไซด์ในรูปแบบของแอโรซอลสามารถรั่วไหลออกไปสู่สิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
การจำลองมอนติคาร์โลของการเกิดรังสีเอกซ์ในเครื่องพลาสมาโฟกัส, ภัคจิรา คชเสนี
การจำลองมอนติคาร์โลของการเกิดรังสีเอกซ์ในเครื่องพลาสมาโฟกัส, ภัคจิรา คชเสนี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในวิจัยนี้ได้ทำการจำลองการแผ่รังสีเอกซ์โดยใช้โมเดลจากเครื่องพลาสมาโฟกัส TPF – II ขนาด 1.5 kJ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบมอนติคาร์โล (Geant4) โดยทำการจำลองในช่วงที่เกิดอันตรกิริยาระหว่างลำอิเล็กตรอนกับขั้วแอโนดและทำการวิเคราะห์รังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น ทำการเปรียบเทียบรังสีเอกซ์เมื่อมีการเปลี่ยนลักษณะของขั้วแอโนดในส่วนของวัสดุและรูปร่างซึ่งได้แก่ 1. ขั้วแอโนดทรงกระบอกตันทำจากทองแดง 2. ขั้วแอโนดทรงกระบอกตันทำจากทังสเตน 3. ขั้วแอโนดทรงกระบอกเจาะรูทำจากทองแดง 4. ขั้วแอโนดทรงกระบอกเจาะรูทำจากทังสเตน โดยผลการจำลองพบว่าปริมาณรังสีเอกซ์จะมีค่าสูงสุดมุม 60-70 องศา เมื่อพลังงานของลำอิเล็กตรอนประมาณ 200 keV และที่มุม 10 องศา เมื่อพลังงานของลำอิเล็กตรอนตั้งแต่ 300 keV ขึ้น โดยวัสดุของขั้วแอโนดที่ให้ค่าปริมาณรังสีเอกซ์สูงสุด ได้แก่ ทังสเตน
การพัฒนาผลึกซีเซียมแคลเซียมไอโอไดด์เพื่อใช้ในการตรวจวัดรังสี, ประวิทย์ บัวบาน
การพัฒนาผลึกซีเซียมแคลเซียมไอโอไดด์เพื่อใช้ในการตรวจวัดรังสี, ประวิทย์ บัวบาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาผลึกซีเซียมแคลเซียมไอโอไดด์ (CsCaI3) เพื่อใช้ในการตรวจวัดรังสี ผลึกซีเซียมแคลเซียมไอโอไดด์มีสัดส่วนของสารประกอบตั้งต้น คือ ซีเซียมไอโอไดด์และแคลเซียมไอโอไดด์ (CsI:CaI2) ในสัดส่วนโดยน้ำหนักที่แตกต่างกัน คือ 80:20 และ 97:3 ด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์พบว่า ผลึกทั้งหมดมีโครงสร้างผลึกของรูปแบบผลึก CsI ที่มีระนาบที่โดดเด่นคือ (110) และ (211) มีค่าคงที่แลตทิซ คือ 4.5721±0.0091 และ 4.5512±0.0107 Å เกิดสภาวะความเครียดในผลึกเมื่อเปรียบเทียบกับผลึก CsI อ้างอิง ผลึก CsCaI3 สัดส่วน 80:20 ที่ระนาบ (110) และ (211) มีขนาดผลึก คือ 25.30 และ 25.32 nm ผลึก CsCaI3 สัดส่วน 97:3 ที่ระนาบ (110) และ (211) มีขนาดผลึก คือ 25.10 และ 26.12 nm เห็นได้ว่า การเพิ่มปริมาณแคลเซียมไอโอไดด์ที่สูงขึ้นส่งผลทำให้การจัดเรียงระนาบของโครงสร้างผลึกมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเพียงเล็กน้อย สำหรับการวิเคราะห์คุณสมบัติทางแสงผลึก CsCaI3 สัดส่วน 80:20 มีจุดเริ่มโปร่งแสงที่ความยาวคลื่น 439 nm เกิดโปร่งแสงเต็มที่ร้อยละ 65 และมีค่าช่องว่างแถบพลังงาน 2.82, 3.63 และ 3.87 eV ผลึก CsCaI3 สัดส่วน 97:3 จุดเริ่มโปร่งแสงที่ความยาว 426 nm เกิดโปร่งแสงเต็มที่ร้อยละ 49 และมีค่าช่องว่างแถบพลังงาน 2.91 และ 3.45 eV ในส่วนผลตรวจสอบการเปล่งแสงของผลึกด้วยเทคนิคโฟโตลูมิเนสเซนซ์ ผลึก CsCaI3 สัดส่วน 80:20 และ 97:3 ความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกมา 458 nm โดยเปรียบเทียบผลึก CsI(Tl) มีความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกมา …
การพัฒนาผลึกซีเซียมสตรอนเชียมไอโอไดด์เพื่อใช้ในการตรวจวัดรังสี, วศิน ชีวจรัสสกุล
การพัฒนาผลึกซีเซียมสตรอนเชียมไอโอไดด์เพื่อใช้ในการตรวจวัดรังสี, วศิน ชีวจรัสสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตรวจวัดรังสีนั้นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ในการตรวจวัดรังสี และอุปกรณ์วัดรังสีมีส่วนประกอบที่สำคัญคือหัววัดรังสี และหัววัดรังสีชนิดผลึกเรืองแสงเป็นที่นิยมใช้งานเนื่องด้วยมีประสิทธิภาพการวัดรังสีที่ดีแต่ว่ามีราคาที่ค่อนข้างแพง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการพัฒนาผลึกเพื่อใช้การตรวจวัดรังสี ด้วยวิธีการปลูกแบบบริดจ์แมน-สต็อกบาร์เกอร์ที่ปรับปรุงขึ้นเอง โดยศึกษาการเพิ่มปริมาณสัดส่วนของสตรอนเชียมไอโอไดด์ร้อยละ 1, 3 และ 5 จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพผลึกและคุณสมบัติทางแสงของผลึกอย่างไร โดยทำการวิเคราะห์โครงสร้างผลึก คุณภาพผลึก และคุณสมบัติทางแสง พบว่าเมื่อปริมาณสัดส่วนสตรอนเชียมไอโอไดด์เพิ่มขึ้นในปริมาณเล็กน้อยนี้ โครงสร้างผลึกและคุณภาพความเป็นผลึกมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก คือเกิดสภาวะความเครียดแบบบีบอัดในผลึกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยมีค่าคงที่แลตทิชเฉลี่ยเท่ากับ 4.4647 ± 0.0707, 4.5156 ± 0.0370 และ 4.4574 ± 0.0958 Å ทำให้เกิดสภาวะความเครียดแบบบีบอัดในผลึกเป็น -2.23%, -1.12% และ -2.39% และขนาดผลึกมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยคือ 16.47 ± 0.89, 16.62 ± 0.93 และ 16.72 ± 1.15 nm ตามลำดับ โดยรวมถือว่าไม่ส่งผลเสียต่อโครงสร้างผลึกและคุณภาพความเป็นผลึกเมื่อผสมสตรอนเชียมปริมาณเล็กน้อย แต่ว่าสตรอนเชียมที่ผสมเข้าไปช่วยทำให้แสงที่เปล่งออกมาจากผลึกมีความเข้มของการเปล่งแสงสูงมากขึ้น และแสงมีความยาวคลื่นที่เพิ่มมากขึ้นเป็นประมาณ 595-600 nm สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการตรวจวัดรังสีแกมมาของผลึกขนาด f 1 cm. x 1 cm. พบว่า ผลึกที่มีอัตราส่วนร้อยละ 1, 3 และ 5(หนา 0.5 cm.) มีประสิทธิภาพการวัดรังสีร้อยละ 78.92, 80.54 และ 61.19 และมีความสามารถในการแยกพลังงานรังสี 76.72, 70.62 และ 47.62 ตามลำดับ ของการตรวจวัดรังสีพลังงาน 122 keV และประสิทธิภาพการวัดรังสีลดลงในกรณีการวัดรังสีแกมมาพลังงาน 662 keV เท่ากับ 22.78, 26.10 และ 14.50 ตามลำดับ
Virtual Patient-Specific Vmat Quality Assurance Using Machine Learning In Radiotherapy, Sangutid Thongsawad
Virtual Patient-Specific Vmat Quality Assurance Using Machine Learning In Radiotherapy, Sangutid Thongsawad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this study was to develop the virtual patient-specific VMAT QA based on the extracted features from the multileaf collimator (MLC) patterns and fluence map. The machine learning (ML) approach was used to develop the prediction (or regression model) and classification models. The input of models applied Multileaf collimator (MLC) patterns and fluence map as the key features, whereas gamma passing rates (GPR) results from patient-specific VMAT QA of electronic portal imaging devices (EPID) as the label or the response class for testing these models. Sensitivity and specificity scores were calculated for models' accuracy. The highest sensitivity score …
การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วโดยใช้เครื่องไดอิเล็คทริคแบร์ริเออร์ดิสชาร์ตพลาสมาแบบหัวฉีดละออง, กุลนันทน์ ภูประสิทธิ์
การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วโดยใช้เครื่องไดอิเล็คทริคแบร์ริเออร์ดิสชาร์ตพลาสมาแบบหัวฉีดละออง, กุลนันทน์ ภูประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ได้ศึกษาผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วโดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ไดอิเล็คทริคแบร์ริเออร์ดิสชาร์ตพลาสมาแบบหัวฉีดละออง โดยทำการแบ่งการศึกษาออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นการสร้างระบบจ่ายไฟเพื่อก่อให้เกิดพลาสมา โดยสามารถจ่ายแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 15 kV จ่ายกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 100 mA และปรับความถี่ได้ในช่วง 20 - 20,000 Hz โดยระบบประกอบด้วยเครื่องกำเนิดสัญญาณ (Signal generator), เครื่องขยายสัญญาณ (Signal amplifier), หม้อแปลงขึ้น (Step-up transformer) และหม้อแปลงนีออนไลท์ (Neon sign transformer) 5 ตัวต่อขนานกัน ซึ่งระบบจ่ายไฟที่สร้างขึ้นนี้จะสามารถก่อให้เกิดพลาสมาที่ความดันบรรยากาศ และส่วนที่สองเป็นการศึกษาการนำระบบจ่ายไฟที่สร้างขึ้นเพื่อก่อให้เกิดพลาสมาแบบไดอิเล็คทริค โดยนำมาทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) โดยปรับอัตราส่วน เมทานอล:น้ำมันพืช ให้อยู่ในช่วง 3:1 - 10:1 โดยโมล ใช้น้ำมันพืช 100 ml ที่อุณหภูมิห้อง ทำการหมุนเวียนระบบด้วยปั๊มรีดท่อ (Peristaltic pump) ระยะห่างระหว่างขั้วแคโทด (Cathode) และแอโนด (Anode) 3 มิลลิเมตร และฉีดพ่นสารผสมโดยใช้หัวฉีดละออง (Atomizing nozzle) เป็นเวลา 2 ชั่วโมงพบว่าค่าผลผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel yield) น้อยกว่า 1 % ของทั้ง 3 อัตราส่วน คืออัตราส่วน 3:1, 6:1 และ 10:1 ต่อโมล อีกทั้งไม่เกิดกลีเซอรอลในระบบ เนื่องจากสารผสมเมื่อสัมผัสกับแผ่นขนานระหว่างขั้วจะประพฤติตัวเป็นฉนวนทำให้พลาสมาที่เกิดขึ้นมีปริมาณน้อยลงจึงทำให้ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้น้อย แต่ระบบจ่ายไฟที่สร้างขึ้นนี้สามารถก่อให้เกิดพลาสมาได้จริง
Synthesis Of High Efficiency Amidoxime Polymer Adsorbents For Uranium Extraction From Seawater By Radiation-Induced Polymerization, Wijittra Wongjaikham
Synthesis Of High Efficiency Amidoxime Polymer Adsorbents For Uranium Extraction From Seawater By Radiation-Induced Polymerization, Wijittra Wongjaikham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study synthesized amidoxime polymer gel for uranium extraction from seawater through a polymerization process with gamma ray or UV-C radiation. The synthesis started with a mixture of acrylonitrile (AN) and methacrylic acid (MAA) monomers together with methylene bisacrylamide as a crosslinker and hydrogen peroxide in the case of UV radiation. The mixture was irradiated with gamma ray at various doses or UV-C for various durations. The resulting polymer gel was ground into fine particles and immersed in a hydroxylamine hydrochloride solution for 90 minutes in order to convert the chemical functional group from the cyano group into the amidoxime …
การพัฒนาเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟีโดยการบันทึกภาพบนฉากเรืองรังสีด้วยกล้องดิจิตอล, พณพณ สาวิโรจน์
การพัฒนาเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟีโดยการบันทึกภาพบนฉากเรืองรังสีด้วยกล้องดิจิตอล, พณพณ สาวิโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการพัฒนาระบบถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์โดยใช้ฉากเรืองรังสีและพัฒนาเทคนิคการสร้างภาพโทโมกราฟีของชิ้นงาน ระบบบันทึกภาพประกอบด้วยฉากเรืองรังสี กล้องถ่ายภาพดิจิตอล และแท่นวางชิ้นงานที่หมุนได้ การหมุนของแท่นวางชิ้นงานถูกควบคุมโดยสเตปปิงมอเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เขียนด้วย Visual basic 6.0 ในขณะที่การตั้งค่าและการถ่ายภาพของกล้องถ่ายภาพดิจิตอลถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางสายยูเอสบี ได้ทำการศึกษาผลของการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพและของเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ที่มีต่อคุณภาพของภาพที่ได้ จากนั้นได้ทดสอบชิ้นงาน 6 ชิ้นที่มีองค์ประกอบและลักษณะต่างกัน โดยทำการถ่ายภาพแต่ละชิ้นงานทุกๆ 1.8 องศา รวมทั้งหมด 100 ภาพ เมื่อนำไปสร้างภาพซีทีแล้วพบว่ามีคุณภาพน่าพอใจมาก เวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ และสร้างภาพแต่ละตัวอย่างรวมทั้งสิ้นประมาณ 7 นาที อย่างไรก็ตามสำหรับตัวอย่างที่มีความหนามากและมีความหนาแน่นสูงอาจต้องปรับเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพและของเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ รวมทั้งชนิดของฉากเรืองรังสี งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นการนำระบบและเทคนิคที่พัฒนาขึ้นไปใช้งานในการตรวจสอบชิ้นงานในอนาคต
Development Of Innovative High-Energy Neutron And Gamma-Ray Shielding Material Based On High Density Cement And Crumb Rubber, Pawitra Aim-O
Development Of Innovative High-Energy Neutron And Gamma-Ray Shielding Material Based On High Density Cement And Crumb Rubber, Pawitra Aim-O
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The incorporation of carbon and hydrogen-rich material into radiation shielding material can improve its shielding performance. High-density cement mixed with crumb rubber was studied to be a gamma ray and neutron shielding material. Shielding materials were designed using high-density cement mixed with 5 - 25 vol% of crumb rubber. Monte Carlo N-Particle code was employed to simulate radiation shielding performances of the composed materials. The utilized neutron and photon sources were Am-241/Be and Co-60, respectively. These shielding designs were fabricated and experimentally evaluated on the radiation shielding properties. The cracking mechanism of high-density cement mixed with lead (HDCRL) was also …
การพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์ที่บันทึกภาพโดยใช้กล้องดิจิทัลสำหรับคัดกรองของเหลว, นพรัตน์ แก้วใหม่
การพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์ที่บันทึกภาพโดยใช้กล้องดิจิทัลสำหรับคัดกรองของเหลว, นพรัตน์ แก้วใหม่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์โดยใช้กล้องถ่ายภาพดิจิทัลสำหรับคัดกรองของเหลวติดไฟจากการหาค่าสัมประสิทธิ์การลดทอนรังสี ระบบถ่ายภาพด้วยรังสีประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพดิจิทัลร่วมด้วยแผ่นเรืองรังสีเป็นฉากรับภาพถ่ายรังสีและควบคุมกล้องด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผ่าน USB ภาพถ่ายด้วยรังสีของของเหลวชนิดต่าง ๆ ที่บรรจุในขวดพลาสติกบางทรงเหลี่ยมความกว้าง 6 เซนติเมตร โดยใช้ค่าความต่างศักย์ของเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ระหว่าง 90 -160 กิโลโวลต์ ภาพถ่ายด้วยรังสีถูกวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งใช้เทคนิคการคำนวณหาค่าและเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์การลดทอนรังสีของของเหลวใด ๆ เทียบกับของน้ำที่ถูกถ่ายภาพด้วยปริมาณรังสีเอ็กซ์ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน จากผลการทดลองพบว่า เทคนิคการถ่ายภาพและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้คัดแยกของเหลวชนิดติดไฟและของเหลวชนิดที่ไม่ติดไฟได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำเทคนิคนี้ไปพัฒนาต่อยอดในงานด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นได้
Development Of Data Acquisition Technique For Computed Tomography Of Simplified Distillation Column Model As Used In Petroleum And Petrochemical Plants, Dhanaj Saengchantr
Development Of Data Acquisition Technique For Computed Tomography Of Simplified Distillation Column Model As Used In Petroleum And Petrochemical Plants, Dhanaj Saengchantr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation propose the development of data acquisition technique for computed tomography of simplified distillation column model as used in petroleum and petrochemical industries. The aim of this dissertation is to apply the computed tomography technique to inspect the internal structure of distillation column regardless of complex system to move radiation detectors and source. The developed data acquisition technique allows the operator to move radiation detectors and radiation source by follow designed algorithm. The scanning data are reconstructed using filtered back projection algorithm to evaluate internal structure at the region of interest from cross sectional reconstructed image. In this dissertation, …
Development Of Technique For Screening Liquids In Unopened Bottle Using Low Energy X-Ray Transmission, Parkphum Orachorn
Development Of Technique For Screening Liquids In Unopened Bottle Using Low Energy X-Ray Transmission, Parkphum Orachorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Since August 2006 after the discovery of terrorists' attempts to explode airplanes with liquid explosives in United Kingdom, each airline passenger is allowed to carry only a maximum of 100 ml liquid in each container and a total of not more than 1,000 ml in carry-on luggage. This measure was adopted to prevent bringing sufficient amount of fuel oil, alcohol, hydrogen peroxide or other flammable and explosive liquids into the aircraft. In this research, X-ray transmission technique was experimentally investigated using low energy X-rays between 13.6 - 43.5 keV emitted from 238Pu radioisotopic source and linear attenuation coefficient of liquids …
การพัฒนารถหุ่นยนต์ต้นแบบสำหรับระบุตำแหน่งต้นกำเนิดรังสีแกมมา, ตะวัน กลิ่นผกา
การพัฒนารถหุ่นยนต์ต้นแบบสำหรับระบุตำแหน่งต้นกำเนิดรังสีแกมมา, ตะวัน กลิ่นผกา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันได้มีการใช้งานสารกัมมันตรังสีอย่างแพร่หลาย เป็นเหตุให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรังสีหรือการปนเปื้อนทางรังสีขึ้นได้ ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานทางด้านรังสีจำเป็นที่จะต้องเข้าไปตรวจหาตำแหน่งต้นกำเนิดรังสี เพื่อทำการเก็บกู้ต้นกำเนิดรังสีในภายหลัง ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทางด้านรังสีได้รับรังสีจากการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการได้รับรังสีโดยไม่จำเป็นของผู้ปฏิบัติงานทางด้านรังสี ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะทำการพัฒนารถหุ่นยนต์ต้นแบบสำหรับระบุตำแหน่งต้นกำเนิดรังสีแกมมาขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทางด้านรังสีสามารถอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดรังสีขณะตรวจหาตำแหน่งต้นกำเนิดรังสีแกมมา ซึ่งรถหุ่นยนต์ต้นแบบที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นนี้ใช้หลักการทำงานของล้อแบบแมคานุม (Mecanum wheel) ทำให้รถหุ่นยนต์ต้นแบบสามารถเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง (Omni directional) โดยไม่ต้องใช้การควบคุมบังคับเลี้ยวล้อเหมือนรถทั่วๆ ไป การทำงานของรถหุ่นยนต์ต้นแบบมีโหมดควบคุมการทำงาน 2 โหมดคือ โหมดควบคุมด้วยคนผ่านทางจอยสติก และโหมดควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งทั้ง 2 โหมดจะทำงานผ่านทางอุปกรณ์รับส่งคลื่นวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ การทำงานในขั้นแรกจะทำงานในโหมดควบคุมด้วยคนผ่านทางจอยสติก โดยรถหุ่นยนต์ต้นแบบจะถูกควบคุมให้เคลื่อนที่เข้าไปยังพื้นที่ที่ต้องการ หลังจากนั้นผู้ควบคุมจะเปลี่ยนโหมดการทำงานไปเป็นโหมดควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งในโหมดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์กับระบบวัดรังสีแกมมา เพื่อให้รถหุ่นยนต์ตรวจหาตำแหน่งต้นกำเนิดรังสีแกมมา ผลจากการทดสอบปรากฏว่ารถหุ่นยนต์ต้นแบบมีรัศมีควบคุมได้ไกล 60 เมตร โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง สามารถเคลื่อนที่บนพื้นราบด้วยความเร็วสูงสุด 2.12 กม./ชั่วโมง ระยะเวลาทำงานประมาณ 15 นาที เคลื่อนที่ได้ระยะทางทั้งหมดประมาณ 530 เมตร ความแม่นยำในการตรวจหาทิศทางที่มีความแรงรังสีสูงสุดอยู่ในช่วง ±10 องศา โดยอยู่ห่างจากต้นกำเนิดรังสีแกมมาที่ระยะประมาณ 30 เซนติเมตร
การปรับปรุงเทคนิคการหาปริมาณเถ้าในถ่านหินบนสายพานด้วยวิธีเทคนิคส่งผ่านรังสีแกมมาสองพลังงาน, จอมพล ขุนธิวงศ์
การปรับปรุงเทคนิคการหาปริมาณเถ้าในถ่านหินบนสายพานด้วยวิธีเทคนิคส่งผ่านรังสีแกมมาสองพลังงาน, จอมพล ขุนธิวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงเทคนิคการส่งผ่านรังสีแกมมาสองพลังงานสำหรับการหาปริมาณเถ้าในถ่านหินบนสายพานลำเลียง ซึ่งโดยทั่วไปเทคนิคนี้มักใช้รังสีแกมมาพลังงาน 59.6 keV จากต้นกำเนิดรังสีอะเมริเซียม-241 (241Am) รังสีแกมมาพลังงาน 356 keV จากต้นกำเนิดรังสีแบเรียม-133 (133Ba) และรังสีแกมมาพลังงาน 662 keV จากต้นกำเนิดรังสีซีเซียม-137 (137Cs) และใช้หัววัดรังสีแกมมาชนิดโซเดียมไอโอไดด์(ทัลเลียม) ในการวัดรังสีแกมมาที่ส่งผ่านตัวอย่าง แต่ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงการนำหัววัดรังสีชนิดบิสมัสเจอร์มาเนต (BGO) มาใช้แทนหัววัดรังสีแกมมาชนิด NaI(Tl) เนื่องด้วยหัววัดรังสีชนิด BGO มีประสิทธิภาพการวัดรังสีแกมมาพลังงานรังสีสูงได้ดีกว่า ซึ่งผลการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัดรังสีแกมมาพลังงานดังกล่าวของหัววัดรังสีทั้งสองชนิด พบว่า หัววัดรังสีชนิด BGO ขนาด 2 นิ้ว x 2นิ้ว มีค่าประสิทธิภาพการวัดรังสีแกมมาพลังงาน 59.6 keV และ 662 keV 36.11% และ 11.04% ตามลำดับ เมื่อออกแบบระบบวัดให้มีคอลิเมเตอร์สองชั้นของตะกั่วและทองแดงขนาดรู 3 มม. ครอบหัววัดรังสี ทำให้ได้ค่าประสิทธิภาพการวัดรังสีนั้นเป็น 20.53% และ 10.49% ตามลำดับ หัววัดรังสีชนิด BGO มีข้อดีกว่าหัววัดรังสีชนิด NaI(Tl) ในเรื่องของการไม่ปรากฏ Iodine escape peak ในหัววัด ที่จะส่งผลรบกวนต่อการวัดรังสีระดับพลังงาน 59.6 keV ได้ และเมื่อทำการสร้างกราฟปรับเทียบจากความสัมพันธ์เชิงเส้นของอัตราส่วนฟังก์ชั่นล็อกของการวัดรังสีที่ผ่านตัวอย่างถ่านหินของรังสีแกมมาพลังงานต่ำต่อการวัดของรังสีแกมมาพลังงานสูง กับ ปริมาณเถ้าในถ่านหินที่ได้จากวิธีวิเคราะห์มาตรฐานทางเคมี ได้สมการเชิงเส้นของกราฟความสัมพันธ์ที่มีค่าแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้นของการสอดคล้องกันดีของข้อมูล และโดยการแทนค่าในสมการเชิงเส้นของกราฟปรับเทียบนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์ปริมาณเถ้าในตัวอย่างถ่านหินอื่นๆ จำนวน 6 ตัวอย่าง ได้จากการวัดรังสีแกมมาแบบส่งผ่านสองพลังงานที่พัฒนามานี้ และเมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ที่ได้กับผลการวิเคราะห์ทางเคมีนั้น มีค่าแตกต่างกันอยู่ในช่วงระหว่าง -12.76 ถึง +9.99
การจำลองการกระจายตัวในชั้นบรรยากาศของซีเซียม-137ปลดปล่อยจากอุบัติเหตุสมมติในโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์: กรณีศึกษาประเทศจีนและเวียดนาม, นรากานต์ คุณศรีเมฆ
การจำลองการกระจายตัวในชั้นบรรยากาศของซีเซียม-137ปลดปล่อยจากอุบัติเหตุสมมติในโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์: กรณีศึกษาประเทศจีนและเวียดนาม, นรากานต์ คุณศรีเมฆ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุการณ์อุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ ฟุกุชิมะ ในปี 2011 แสดงให้เห็นว่านิวไคลด์กัมมันตรังสีที่รั่วไหลจากอาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์สามารถกระจายตัวไปได้ไกลถึงประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อพิจารณาจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถูกสร้างขึ้น ณ บริเวณใกล้เคียงประเทศไทยพบว่ามีโรงไฟฟ้าทั้งหมด 4 แห่ง ประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้า Ninh Thuan ในประเทศเวียดนาม โรงไฟฟ้า Fangchenggang, Changjang และ Yangjiang ในประเทศจีน หากโรงไฟฟ้าเหล่านี้เกิดอุบัติเหตุระดับรุนแรง มีความเป็นไปได้ที่นิวไคลด์กัมมันตรังสีจะกระจายตัวมายังประเทศไทย ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งเน้นศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของนิวไคลด์กัมมันตรังสีและประเมินผลกระทบทางรังสีที่ประเทศไทยได้รับจากโรงไฟฟ้าดังกล่าว โดยในการศึกษานี้ใช้กระบวนการสำหรับวิเคราะห์ผลสองกระบวนการร่วมกัน กระบวนการที่หนึ่งใช้ข้อมูลภูมิอากาศ ณ ตำแหน่งที่นิวไคลด์กัมมันตรังสีเคลื่อนที่ผ่านสำหรับคำนวณคะแนนการกระจายตัวของนิวไคลด์กัมมันตรังสี โดยใช้เกณฑ์คะแนนที่ถูกสร้างจากเงื่อนไขสภาพอากาศที่ส่งผลให้นิวไคลด์กัมมันตรังสีกระจายตัวได้มากที่สุด กระบวนการที่สองใช้ค่ากัมมันตภาพรังสีบนชั้นบรรยากาศและข้อมูลภูมิอากาศ ณ ตำแหน่งวิเคราะห์ผลในกระบวนการแรก เป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับจำลองผลในโปรแกรม HotSpot ผลจากการวิเคราะห์ของทั้งสองกระบวนการชี้ให้เห็นว่านิวไคลด์กัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งในประเทศจีนเคลื่อนที่ไปยังชายฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนาม จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในขณะที่นิวไคลด์กัมมันตรังสีที่รั่วไหลจากโรงไฟฟ้า Ninh Thuan เคลื่อนที่ไปยังทิศตะวันตกของโรงไฟฟ้า และเปลี่ยนทิศการเคลื่อนที่ไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาค่าปริมาณรังสีสมมูลยังผลสุทธิในบริเวณที่ได้รับผลกระทบทางรังสีจากโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งพบว่า ค่าปริมาณรังสีสมมูลยังผลสุทธิ ณ บริเวณดังกล่าวมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยทางรังสี (1 mSv) ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบทางรังสีอย่างมีนัยสำคัญเมื่อโรงไฟฟ้าทั้ง 4 แห่งเกิดอุบัติเหตุระดับรุนแรง