Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Civil and Environmental Engineering Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (1026)
- Technological University Dublin (677)
- Changsha University of Science and Technology (570)
- Purdue University (304)
- Chulalongkorn University (274)
-
- Clemson University (133)
- Louisiana State University (104)
- Munster Technological University (96)
- Missouri University of Science and Technology (93)
- Brigham Young University (91)
- American University in Cairo (89)
- University of Nebraska - Lincoln (85)
- Air Force Institute of Technology (82)
- Universitas Indonesia (71)
- Western Michigan University (51)
- University of Arkansas, Fayetteville (48)
- University of Nevada, Las Vegas (41)
- University of Kentucky (39)
- Western University (38)
- The British University in Egypt (37)
- Department of Primary Industries and Regional Development, Western Australia (34)
- San Jose State University (29)
- Old Dominion University (25)
- Georgia Southern University (18)
- University of Northern Iowa (16)
- Florida Institute of Technology (15)
- University of North Florida (15)
- University of Texas at Arlington (15)
- West Virginia University (15)
- Bowling Green State University (14)
- Keyword
-
- Construction (730)
- Engineering (468)
- Building (465)
- Architecture (408)
- Plumbing (344)
-
- Sustainability (153)
- Concrete (103)
- Heating (94)
- Construction Management (76)
- BIM (68)
- Services (66)
- Safety (63)
- Road engineering (53)
- Design (51)
- Interdisciplinary (39)
- Collaboration (38)
- Education (37)
- Productivity (37)
- Technology (37)
- Communication (36)
- Project Management (36)
- Prefabrication (32)
- Bridge engineering (31)
- Numerical simulation (31)
- Construction material (29)
- Ireland (29)
- Building Information Modelling (28)
- Energy (28)
- Western Australia (28)
- Construction industry (27)
- Publication Year
- Publication
-
- Construction Management (999)
- Journal of China & Foreign Highway (570)
- Building Services Engineering (476)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (274)
- Theses and Dissertations (241)
-
- ECT Fact Sheets Archive (228)
- The Professional Constructor (112)
- Conference papers (95)
- Civil Engineering Research in Ireland 2020 (89)
- Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works (87)
- CSID Journal of Infrastructure Development (55)
- LSU Master's Theses (51)
- Masters Theses (43)
- Canadian Society for Civil Engineering (38)
- Graduate Theses and Dissertations (38)
- Purdue Road School (37)
- Articles (32)
- Department of Construction Engineering and Management: Dissertations, Theses, and Student Research (31)
- Archived Theses and Dissertations (30)
- Theses and Dissertations--Civil Engineering (30)
- Journal of the Department of Agriculture, Western Australia, Series 4 (28)
- Civil Engineering (24)
- Faculty Publications (23)
- Mineta Transportation Institute (23)
- Department of Construction Engineering and Management: Faculty Publications (22)
- Architectural Engineering (21)
- LSU Doctoral Dissertations (20)
- Civil and Environmental Engineering and Construction Faculty Research (19)
- Capstone Reports (15)
- Doctoral (15)
- Publication Type
- File Type
Articles 2041 - 2070 of 4458
Full-Text Articles in Civil and Environmental Engineering
การวิเคราะห์ความต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารที่พักอาศัยคอนกรีตหล่อสำเร็จที่จุดต่อระหว่างเสาและคานเป็นแบบแผ่นเกี่ยว, ณัฐวุฒิ ชวดฉิม
การวิเคราะห์ความต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารที่พักอาศัยคอนกรีตหล่อสำเร็จที่จุดต่อระหว่างเสาและคานเป็นแบบแผ่นเกี่ยว, ณัฐวุฒิ ชวดฉิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร โดยการก่อสร้างระบบคอนกรีตหล่อสำเร็จ เป็นวิธีการก่อสร้างที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนให้มีความแข็งแรง และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างที่หน้างานลดลง ในช่วงก่อนที่กฎกระทรวงฉบับที่ 46 (พ.ศ.2540) และกฎกระทรวง พ.ศ.2550 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จะมีผลบังคับใช้ มิได้คำนึงถึงการคำนวณและการออกแบบให้โครงสร้างอาคารให้รับแรงแผ่นดินไหว ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่อาคารจะเกิดความเสียหายของโครงสร้างได้ งานวิจัยนี้จึงเลือกพิจารณาอาคารตัวอย่างเป็นอาคารที่พักอาคารจำนวน 2 ชั้น โดยมีจุดต่อระหว่างเสาและคานเป็นแบบแผ่นเกี่ยว (socket) และจุดต่อระหว่างเสาและเสาเป็นแบบสลักเกลียว (bolting) โดยจะทำการเปรียบเทียบแบบจำลองทั้งหมด 3 แบบ คือโครงสร้างคอนกรีตหล่อในที่ (cast-in-place concrete) โครงสร้างคอนกรีตหล่อสำเร็จเมื่อพิจารณาส่วนยื่นของคาน และโครงสร้างคอนกรีตหล่อสำเร็จเมื่อไม่พิจารณาส่วนยื่นของคาน โดยทั้ง 3 แบบจะใช้แบบอาคารเดียวกัน และสมมติที่ตั้งของอาคารตัวอย่างอยู่ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่และสมมติประเภทของชั้นดินเป็นประเภท D ซึ่งจะทำการวิเคราะห์โครงสร้างภายใต้แผ่นดินไหวโดยวิธีการผลักทางด้านข้าง (pushover analysis) และวิธีวิเคราะห์การตอบสนองไม่เชิงเส้นประวัติเวลา (Nonlinear Response History Analysis) ตามมาตรฐาน มยผ.1301/1302-61 โดยสร้างแบบจำลองชิ้นส่วนเสาและคานเป็นแบบเชิงเส้นและไม่เชิงเส้นในโปรแกรมวิเคราะห์โครงสร้าง ETABS V18 และกำหนดจุดรองรับเป็นแบบยึดแน่น เพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนของโครงสร้างและการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้น ผลการศึกษาพบว่าอาคารตัวอย่างทั้ง 3 แบบมีค่าอัตราส่วนระหว่างแรงที่ต้องต้านทานต่อกำลังที่หน้าตัดรับได้ (DCR) มีค่ามากกว่า 1 หมายความว่าหน้าตัดเสาและคานไม่สามารถรับแรงที่เกิดขึ้นได้ ในส่วนของการประเมินความเสียหายโดยรวมของอาคารจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในองค์อาคารและการเคลื่อนตัวสัมพัทธ์ระหว่างชั้นพบว่าอาคาร CIP มีความเสียหายไม่ผ่านเกณฑ์ระดับป้องกันการพังทลาย สำหรับอาคาร PCB มีความเสียหายอยู่ในเกณฑ์ของระดับป้องกันการพังทลาย ซึ่งเป็นระดับที่มีความเสียหายรุนแรงมาก สุดท้ายอาคาร PCNB มีความเสียหายไม่ผ่านเกณฑ์ระดับป้องกันการพังทลาย
สมบัติของปอร์ตแลนด์ซีเมนต์และจีโอโพลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มวลรวมหยาบจากขยะพลาสติกชนิดโพลีโพรไพลีน, ธิติ กางโหลน
สมบัติของปอร์ตแลนด์ซีเมนต์และจีโอโพลิเมอร์คอนกรีตที่ใช้มวลรวมหยาบจากขยะพลาสติกชนิดโพลีโพรไพลีน, ธิติ กางโหลน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่เป็นมวลรวมหยาบสำหรับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ และจีโอโพลิเมอร์คอนกรีต โดยแทนที่ในปริมาณร้อยละ 10, 30 และ 50 โดยปริมาตร โดยมีแผนการทดสอบสมบัติทางวิศวกรรมของคอนกรีตครอบคลุมการทดสอบค่าการไหลแผ่, เวลาการก่อตัว, กำลังอัด, กำลังดัด, กำลังรับแรงดึงแยกของคอนกรีต และความทนทานต่อการกัดกร่อนจากกรดซัลฟิวริก ผลการทดสอบคอนกรีตที่ถูกแทนที่ด้วยพลาสติกถูกนำมาเปรียบเทียบกับผลการทดสอบของคอนกรีตควบคุมที่ผสมมวลรวมหยาบจากวัสดุธรรมชาติ ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการรับกำลังอัดของปอร์ตแลนด์ซีเมนต์คอนกรีตและจีโอโพลิเมอร์คอนกรีตมีค่าลดลงตามปริมาณพลาสติกที่เพิ่มขึ้นทั้งของอายุบ่ม 7 และ 28 วัน การใช้มวลรวมพลาสติกไม่ส่งผลต่อกำลังดัดและกำลังดึงแยกของปอร์ตแลนด์ซีเมนต์คอนกรีตอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้ามกำลังดัดและกำลังดึงแยกของจีโอโพลิเมอร์คอนกรีตมีค่าลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณมวลรวมพลาสติก ส่วนในด้านความสามารถในการทนกรดซัลฟิวริกนั้นตัวอย่างที่เป็นจีโอโพลิเมอร์คอนกรีตจะมีการทนกรดซัลฟิวริกดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีการผสมพลาสติกเข้าไปแทนที่ในมวลรวมหยาบ
ระเบียบวิธีการเรียนรู้กลุ่มอนุภาคสำหรับการกำหนดตำแหน่งข้อต่อที่น้อยที่สุด ในการออกแบบบ้านโมดูลาร์สำเร็จรูป, ธมลวรรณ สุวรรณศรี
ระเบียบวิธีการเรียนรู้กลุ่มอนุภาคสำหรับการกำหนดตำแหน่งข้อต่อที่น้อยที่สุด ในการออกแบบบ้านโมดูลาร์สำเร็จรูป, ธมลวรรณ สุวรรณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่อยู่อาศัยโมดูลาร์สำเร็จรูปได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศด้วยการก่อสร้างที่รวดเร็วและประหยัดพื้นที่ที่ใช้สำหรับเตรียมการก่อสร้าง เทคโนโลยีการก่อสร้างสำเร็จรูปนี้มีข้อได้เปรียบในด้านความสามารถในการจัดเก็บและสามารถขนส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย ด้วยความหลากหลายของโครงสร้างโครงข้อแข็งทั่วไป ที่อยู่อาศัยโมดูลาร์สำเร็จรูปจะประกอบด้วยชุดแผงเหล็กสำเร็จรูปน้ำหนักเบาที่มีการออกแบบการเชื่อมต่ออย่างแม่นยำ (น็อตและสลักเกลียว และ/หรือ การเชื่อม) ต้นทุนการก่อสร้างและระยะเวลาที่ใช้ในการประกอบติดตั้งมีความสัมพันธ์กับจำนวนของการเชื่อมต่อที่มีการออกแบบไว้ ในงานวิจัยนี้นำเสนอระเบียบวิธีการเรียนรู้กลุ่มอนุภาคอย่างครอบคลุม (Comprehensive Learning Particle Swarm Optimization: CLPSO) ในการหาตำแหน่งข้อต่อที่น้อยที่สุดที่จำเป็นต่อการประกอบที่อยู่อาศัยโมดูลาร์แบบกึ่งแยกส่วนภายใต้แรงกระทำที่กำหนดและข้อกำหนดตามมาตรฐานการออกแบบ AISC-LRFD การเชื่อมต่อต่างๆ ใช้การผสมผสานรูปแบบการเชื่อมต่อที่ถูกออกแบบไว้ห้ารูปแบบโดยกำหนดตำแหน่งที่เป็นไปได้ไว้ล่วงหน้า พฤติกรรมของโครงสร้างจะถูกอธิบายด้วยเงื่อนไขความสอดคล้องของระยะกระจัดที่เปลี่ยนไปของแต่ละองศาเสรี (ในระบบสามมิติ) ที่เชื่อมระหว่างจุดที่เชื่อมต่อแต่ละแผงเหล็ก ระเบียบวิธี CLPSO จะกำหนดตัวแปรเงื่อนไขของการเชื่อมต่อที่จุดต่างๆ ทั้งหมด และทำการหาคำตอบการวางตำแหน่งของการเชื่อมต่อในตำแหน่งต่างๆ ที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำที่สุด การประยุกต์ใช้ CLPSO ดังกล่าวจะนำเสนอผ่านแบบบ้านพักอาศัยของการเคหะแห่งชาติ
การแก้ปัญหาการปรับสมดุลจักรยานแบบสถิตด้วยโครงข่ายที่เรียนรู้แบบเสริมกำลังและการค้นหาแบบทาบู, ธีร์ธัฐ พรหมประดิษฐ์
การแก้ปัญหาการปรับสมดุลจักรยานแบบสถิตด้วยโครงข่ายที่เรียนรู้แบบเสริมกำลังและการค้นหาแบบทาบู, ธีร์ธัฐ พรหมประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบบริการจักรยานให้เช่าเป็นโหมดการเดินทางที่ไม่มีการปล่อยก๊าซหรือของเสีย ปัจจุบันบริการให้เช่าจักรยานเปิดให้ใช้บริการอย่างแพร่หลายเนื่องจากความตื่นตัวต่อภาวะโลกรวน บริการจักรยานให้เช่าเป็นบริการที่ให้ผู้ที่ต้องการใช้ปั่นจักรยานเข้ามาเช่าจักรยานและคืนจักรยานด้วยตนเอง ณ จุดให้บริการ การดำเนินการของบริการจักรยานให้เช่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ผู้เช่าอย่างมาก สำหรับปัญหาการดำเนินการของบริการจักรยานให้เช่า ยกตัวอย่างเช่น กรณี ณ สถานีให้เช่าจักรยานไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับคืนจักรยานหรือมีจำนวนจักรยานไม่เพียงพอให้เช่า ซึ่งในตัวอย่างนี้จะส่งผลให้ผู้เช่ารู้สึกไม่พึงพอใจต่อระบบให้เช่าจักรยาน การปรับสมดุลจักรยาน คือ การวางแผนการขนส่งเพื่อที่จะหาเส้นทางที่ดีที่สุด มีจุดประสงค์เพื่อทำให้ผู้ดูแลบริการจักรยานให้เช่าสามารถปรับจักรยานตามลำดับของแผนการขนส่งเพื่อเคลื่อนย้ายจำนวนจักรยานจากจำนวน ณ ขณะปัจจุบัน เป็นจำนวนจักรยาน ณ ที่กำหนดไว้ตามความเหมาะสม โดยปัญหาการปรับสมดุลจักรยานสามารถถูกกำหนดให้อยู่ในรูปของปัญหาเชิงการจัด เพื่อที่สามารถแก้ปัญหาเพื่อหาคำตอบจากการกำหนดโจทย์ทางคณิตศาสตร์ จากอดีตถึงปัจจุบันงานวิจัยที่ศึกษาการใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่องเพื่อแก้ปัญหาเชิงการจัด สำหรับวิทยานิพนธ์เล่มนี้ผู้เขียนต้องการที่จะเสนอวิธีภาพรวมการเรียนรู้แบบเสริมกำลังและการค้นหาแบบทาบูเพื่อแก้ปัญหาการปรับสมดุลจักรยานแบบสถิตและทดสอบคุณภาพของคำตอบและเวลาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาการปรับสมดุลจักรยานให้เช่าแบบสถิต
ดัชนีการเข้าถึงของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและการประยุกต์ใช้งาน, ณัฐกานต์ สุรางค์ศรีรัฐ
ดัชนีการเข้าถึงของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและการประยุกต์ใช้งาน, ณัฐกานต์ สุรางค์ศรีรัฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สาเหตุหนึ่งของปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ เกิดจากการวางแผนเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้โดยง่าย ส่งผลให้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม จากเหตุผลดังกล่าว ดัชนีการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาระบบจราจรและการขนส่ง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ดัชนีการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะสำหรับพื้นที่กรุงเทพเขตชั้นใน ในบริบทของการเดินทางจากจุดศูนย์กลางของแขวงหนึ่งไปยังจุดศูนย์กลางของอีกแขวงหนึ่ง ปัจจัยที่ใช้ประกอบการคำนวณดัชนีการเข้าถึง ได้แก่ เวลาในการเดินทางทั้งหมด มูลค่าเวลา และปริมาณการเดินทาง เพื่อให้ทราบถึงสภาพการเดินทางในปัจจุบัน และนำเสนอแผนที่สีที่แสดงความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ผลการศึกษาพบว่าบริเวณที่มีดัชนีการเข้าถึงสูง กระจุกตัวอยู่บริเวณเขตพระนครและใจกลางเมือง และมีแนวโน้มลดลงเมื่อห่างออกจากบริเวณดังกล่าว โดยดัชนีการเข้าถึงมีค่าอยู่ในช่วง 0.54 ถึง 4.12 และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.57 โดยแขวงที่มีดัชนีการเข้าถึงมากที่สุดคือแขวงวังใหม่ และแขวงบางขุนนนท์มีดัชนีการเข้าถึงต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบดัชนีการเข้าถึงในปัจจุบัน กับดัชนีการเข้าถึงเมื่อเปลี่ยนจากการเดินเท้าเข้าสู่สถานีขนส่งสาธารณะเป็นการเดินทางรูปแบบอื่น พบว่าการเข้าสู่สถานีขนส่งด้วยรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้ดัชนีการเข้าถึงลดลง ในขณะที่การเข้าสู่สถานีขนส่งด้วยจักรยานและการปรับปรุงคุณภาพทางเท้าให้ประชาชนสามารถเดินเท้าได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ดัชนีการเข้าถึงเพิ่มขึ้น ผลการศึกษาพบว่า การปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึงโดยการใช้รถจักรยานยนต์เข้าสู่สถานีขนส่งเป็นนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และควรส่งเสริมการใช้จักรยานเพื่อเชื่อมต่อสถานีขนส่งและการปรับปรุงคุณภาพทางเท้า
แรงต้านทานต่อการดันท่อของชั้นดินเหนียวอ่อนในกรุงเทพฯ, ปัณฑ์ งามแสงรัตน์
แรงต้านทานต่อการดันท่อของชั้นดินเหนียวอ่อนในกรุงเทพฯ, ปัณฑ์ งามแสงรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การก่อสร้างอุโมงค์ด้วยระบบดันท่อเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินโดยไม่เปิดหน้าดิน แรงเสียดทานระหว่างดินและผิวภายนอกของท่อดันเป็นแรงต้านทานหลักที่ส่งผลต่อแรงดันรวมที่ต้องใช้ในการดันท่อ ดังนั้นการลดแรงเสียดทานโดยการฉีดสารหล่อลื่นจึงเป็นวิธีการที่นิยมใช้ในงานดันท่อ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของดินรอบท่อดันนั้นจะส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของแรงเสียดทานจากสารหล่อลื่น ในปัจจุบันวิธีการและขั้นตอนในการฉีดสารหล่อลื่นระหว่างการดันท่อนั้นเป็นไปอย่างไม่มีแบบแผน งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการทดลองเพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของดินโดยรอบท่อดันที่เกิดขึ้นระหว่างการดันท่อ นำไปสู่การนำเสนอวิธีการและขั้นตอนการฉีดสารหล่อลื่นเพื่อให้การลดแรงเสียดทานมีประสิทธิผลสูงสุด วิธีการและขั้นตอนการฉีดสารหล่อลื่นที่ได้นำเสนอนั้นถูกนำไปทดสอบในการดันท่อทั้งหมด 2 ช่วงดัน โดยผลของการทดสอบแสดงให้เห็นถึงการลดลงของแรงเสียดทานมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดสารหล่อลื่นอย่างไม่มีแบบแผน
การศึกษาระดับความสำคัญขององค์ประกอบของการพัฒนาทุนมนุษย์และตัวแปรที่ส่งผลต่อการรักษาทุนมนุษย์ กรณีศึกษาของกรมชลประทาน, พรเทพ วุฒิวงศ์
การศึกษาระดับความสำคัญขององค์ประกอบของการพัฒนาทุนมนุษย์และตัวแปรที่ส่งผลต่อการรักษาทุนมนุษย์ กรณีศึกษาของกรมชลประทาน, พรเทพ วุฒิวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรมชลประทานเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญของภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำและการชลประทานของประเทศ การพัฒนาวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านน้ำถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญตามแผนยุทธศาตร์ของกรมชลประทาน โดยผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาวิศวกรในแต่ละระดับตำแหน่งงาน ได้แก่ วิศวกรระดับปฏิบัติการ วิศวกรระดับชำนาญการ และวิศวกรระดับชำนาญการพิเศษ ตามแนวคิดของการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เน้นการพัฒนาในด้าน “ความรู้ ทักษะ และความสามารถ” งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์หาองค์ประกอบและระดับความสำคัญขององค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ (2) ศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาและรักษาทุนมนุษย์ในแต่ละระดับตำแหน่งงาน และ (3) ศึกษาตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการรักษาทุนมนุษย์และวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการรักษาทุนมนุษย์ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความแตกต่างของลำดับความสำคัญของตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการรักษาบุคลากรในแต่ละระดับของตำแหน่งงานของกรมชลประทาน โดยใช้สถิติเชิงอนุมานวิธี One-way ANOVA และใช้การทดสอบ t-test เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรที่ส่งผลต่อความแตกต่างของลำดับความสำคัญขององค์ประกอบและปัจจัยในแต่ละด้านของการพัฒนาบุคลากรในแต่ละระดับของตำแหน่งงาน โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ วิศวกรของกรมชลประทาน 264 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ระดับความสำคัญลำดับสูงสุดกับองค์ประกอบของทุนมนุษย์ต่อไปนี้ (1) ความรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ (2) ทักษะด้านมนุษย์ และ (3) ความสามารถในการเเยกแยะ กำหนดและหาทางเเก้ปัญหาโดยใช้หลักความรู้ด้านวิศวกรรม ด้านปัจจัยที่มีผลต่อรักษาวิศวกรขององค์การพบว่าระดับการศึกษามีผลต่อตัวแปรด้านการรักษาทุนมนุษย์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
สมบัติเชิงกลของคอนกรีตที่มีเถ้าลอย ขยะพลาสติกรีไซเคิล และ กราฟีนนาโนเพลทเลตเป็นส่วนประกอบ, พัฒนวิทย์ ตระบันพฤกษ์
สมบัติเชิงกลของคอนกรีตที่มีเถ้าลอย ขยะพลาสติกรีไซเคิล และ กราฟีนนาโนเพลทเลตเป็นส่วนประกอบ, พัฒนวิทย์ ตระบันพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปริมาณขยะพลาสติกรีไซเคิล เถ้าลอย และ กราฟีนนาโนเพลทเลต (GNP) ที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลของคอนกรีต โดยใช้ขยะพลาสติกรีไซเคิลแทนที่มวลรวมหยาบในปริมาณ 0%, 15%, 30%, 45% และ 60% โดยปริมาตร ใช้เถ้าลอยแทนที่ปูนซีเมนต์ในปริมาณ 0%, 20%, 40%, 60% และ 80% โดยปริมาตร และใช้ GNP เป็นสารเติมแต่งเพื่อลดผลกระทบจากการใช้ขยะพลาสติกรีไซเคิล ในปริมาณ 0%, 0.075%, 0.15%, 0.225% และ 0.30% โดยน้ำหนักของวัสดุเชื่อมประสาน ซึ่งการทดสอบสมบัติทางกลประกอบด้วย กำลังรับแรงอัด กำลังรับแรงดึงแยก กำลังรับแรงดัด และโมดูลัสความยืดหยุ่นของคอนกรีต ที่อายุบ่ม 3, 7 และ 28 วัน จากผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าขยะพลาสติกรีไซเคิลสามารถนำมาใช้แทนที่ในมวลรวมหยาบและเถ้าลอยสามารถนำมาใช้ในการแทนที่ปูนซีเมนต์ได้ โดยการแทนที่ของขยะพลาสติกรีไซเคิลและเถ้าลอยส่งผลให้กำลังของคอนกรีตลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนผสมควบคุม อย่างไรก็ตามเมื่อเพิ่มสาร GNP เข้าไปในส่วนผสมสามารถปรับปรุงสมบัติทางกลของคอนกรีตให้เพิ่มขึ้น โดยส่วนผสมมีปริมาณของขยะพลาสติกรีไซเคิล 15% โดยปริมาตร มีปริมาณของเถ้าลอย 20% โดยปริมาตร และมี GNP 0.225% โดยน้ำหนัก ให้กำลังรับแรงอัด กำลังรับแรงดึงแยก กำลังรับแรงดัด และโมดูลัสความยืดหยุ่นที่อายุการบ่ม 28 วันสูงที่สุด โดยกำลังรับแรงอัดมีค่าเพิ่มขึ้น 10.1% กำลังรับแรงดึงแยกมีค่าเพิ่มขึ้น 27.3% กำลังรับแรงดัดมีค่าเพิ่มขึ้น 27.7% และโมดูลัสความยืดหยุ่นมีค่าเพิ่มขึ้น 13.8% เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนผสมควบคุม
การวิเคราะห์ผลตอบสนองของอุโมงค์หน้าตัดวงกลมต่อแผ่นดินไหวในชั้นดินกรุงเทพ, พัทธ์ธีรา เพชรแก้ว
การวิเคราะห์ผลตอบสนองของอุโมงค์หน้าตัดวงกลมต่อแผ่นดินไหวในชั้นดินกรุงเทพ, พัทธ์ธีรา เพชรแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างใต้ดินภายใต้แรงสั่นสะเทือนในชั้นดินกรุงเทพยังมีค่อนข้างจำกัด จึงยังขาดความชัดเจนว่าโครงสร้างใต้ดินในกรุงเทพจะมีปลอดภัยต่อการใช้จากแรงกระทำของแผ่นดินไหวระยะไกลหรือไม่ เนื่อจากกรุงเทพตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนถึงแข็งปานกลางที่สามารถขยายคลื่นแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างไกลออกไปได้ 3-4 เท่า งานวิจัยนี้วิเคราะห์พฤติกรรมผลตอบสนองของอุโมงค์หน้าตัดวงกลมต่อการสั่นสะเทือนแนวขวางของแผ่นดินไหวด้วยวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ 2 มิติในเงื่อนไขระนาบความเครียด พิจารณาแรงกระทำแผ่นดินไหวใน 3 ทิศทาง ได้แก่ แนวราบ ทิศตะวันออก–ตะวันตก ทิศเหนือ-ใต้ และแนวดิ่ง แผ่นดินไหวที่ใช้ในการออกแบบจะเลือกจากเหตุการณ์ในอดีตซึ่งมีความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัมคล้ายคลึงกับเกณฑ์กำหนดการออกแบบบแผ่นดินไหวในกรุงเทพ และถูกปรับขนาดอัตราเร่งสูงสุดให้มีค่าเท่ากับอัตราเร่งสูงสุดที่มีโอกาสเกิดไม่เกิน 2% ในรอบ 50 ปีของกรุงเทพ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าชั้นดินกรุงเทพสามารถขยายขนาดคลื่นได้ทั้งทิศทางแนวราบและแนวดิ่งผ่านความแตกต่างของชั้นดิน อย่างไรก็ตามความเค้นสูงสุดที่เกิดขึ้นในวงผนังอุโมงค์ภายใต้การกำหนดอัตราความหน่วงดินที่ 5% และ 1% ไม่เกินกำลังอัดของคอนกรีตและกำลังของโครงสร้างวงผนังอุโมงค์ การกระจัดที่ตำแหน่งอุโมงค์จากผลการตอบสนองของดินภายใต้แรงแผ่นดินไหวมีความใกล้เคียงและสอดคล้องกับการกระจัดของผนังอุโมงค์ นอกจากนี้จาการศึกษาพบว่าการเสียรูปของหน้าตัดอุโมงค์ระหว่างได้รับแรงแผ่นดินไหวให้ค่าที่น้อย อย่างไรก็ตามควรมีการพิจารณาผลตอบสนองของโครงสร้างใต้ดินต่อแรงกระทำแผ่นดินไหวในรูปอื่น เช่น ในรูปแบบสามมิติ
ระบบตรวจวัดฝุ่นละอองในโครงการก่อสร้างอาคารโดยเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ, ภูมิ ฉั่วสุวรรณ์
ระบบตรวจวัดฝุ่นละอองในโครงการก่อสร้างอาคารโดยเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ, ภูมิ ฉั่วสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันปัญหามลพิษทางอากาศนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเมืองใหญ่ทั่วโลกต่างประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าเกินมาตรฐาน ซึ่งอุตสาหกรรมการก่อสร้างเป็นหนึ่งในผู้ก่อให้เกิดฝุ่นละออง เนื่องจากฝุ่นละอองจากการก่อสร้างอาคารสามารถปลิวหรือฟุ้งกระจายไปได้ไกล งานวิจัยนี้จึงต้องการนำเสนอระบบในการวัดและตรวจสอบการกระจายตัวของฝุ่นละออง (PM2.5 และ PM10) ในบริเวณโดยรอบโครงการก่อสร้างอาคาร โดยนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 มาใช้ในการตรวจวัดการกระจายตัวของฝุ่นละออง เนื่องจากการวัดปริมาณฝุ่นละอองในปัจจุบันนั้นเป็นการติดเครื่องมือวัดไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาใช้นั้นจะทำให้สามารถวัดปริมาณฝุ่นละอองได้ทุกจุดที่ต้องการ ซึ่งเมื่อนำค่าปริมาณฝุ่นละอองที่วัดได้และค่าตำแหน่ง (พิกัด) มาทำการพล็อตกราฟการกระจายตัวใน Building Information Modeling (BIM) และแสดงกราฟการกระจายตัวโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality) ทำให้เห็นภาพเสมือนอยู่ในสภาพแวดล้อมจริง จะทำให้เห็นการกระจายตัวของฝุ่นละอองจากการก่อสร้างอาคารไปยังพื้นที่บริเวณโดยรอบ หลังจากนั้นทำการทดสอบความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือ และทดสอบระบบที่ใช้ในการวัดปริมาณฝุ่นละอองกับกรณีศึกษา ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรรและโครงการก่อสร้างอาคาร วิเคราะห์ปัญหาฝุ่นละอองเบื้องต้นและศึกษาความเหมาะสมหรือข้อจำกัดการใช้งานระบบตรวจวัดปริมาณฝุ่นละออง
การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงอุณหภูมิของฐานรากแพขนาดใหญ่ด้วยคอนกรีตเบาหล่อสำเร็จ, ภูริช ฉั่วสุวรรณ์
การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงอุณหภูมิของฐานรากแพขนาดใหญ่ด้วยคอนกรีตเบาหล่อสำเร็จ, ภูริช ฉั่วสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฐานรากแพขนาดใหญ่เป็นที่นิยมใช้มากขึ้นในโครงการก่อสร้างอาคารสูง การก่อสร้างฐานรากแพขนาดใหญ่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงปัญหาการแตกร้าวเนื่องจากอุณหภูมิ ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิบริเวณผิวและแกนภายในคอนกรีตที่แตกต่างกันมากจากความร้อนของปฏิกิริยาไฮเดรชันของคอนกรีตและการระบายความร้อนที่ดีกว่าบริเวณผิว ส่งผลให้เกิดความเค้นในคอนกรีตที่อาจสูงกว่ากำลังรับแรงดึงในช่วงแรกที่ยังพัฒนากำลังไม่เต็มที่ จึงมีความเสี่ยงเกิดปัญหาการแตกร้าวซึ่งส่งผลเสียต่อความทนทานของฐานรากแพ งานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาและนำเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการแทนที่คอนกรีตบริเวณแกนกลางด้วยคอนกรีตเบาหล่อสำเร็จ เพื่อช่วยลดปริมาณความร้อนจากปฏิกิริยาไฮเดรชันและช่วยดูดซับความร้อนบริเวณแกนกลางของฐานราก การศึกษาอาศัยการสร้างแบบจำลอง 3D finite element เพื่อทำนายอุณหภูมิและความเค้นที่เกิดขึ้นในฐานรากแพจำนวน 2 ฐาน ซึ่งปรับเทียบผลกับการตรวจวัดอุณหภูมิของฐานรากแพจริง จากนั้นจึงพิจารณาการใส่คอนกรีตเบาหล่อสำเร็จในฐานรากแพในตำแหน่งที่มีความเค้นน้อยเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการรับแรงของฐานรากแพ แล้วทำการวิเคราะห์ความแตกต่างของอุณหภูมิและตรวจสอบความเค้นที่เกิดขึ้นในฐานรากแพเปรียบเทียบกับกรณีการก่อสร้างแบบปกติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแตกร้าวเนื่องจากความร้อนของคอนกรีตฐานรากแพขนาดใหญ่
การประเมินความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย, รวีวรรณ ภู่สุวรรณ
การประเมินความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย, รวีวรรณ ภู่สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกยังคงประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงานการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมก่อสร้างคือการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากระบบอัตโนมัติช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน ต้นทุนการก่อสร้าง และระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งมีความสำคัญต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยการพัฒนาระดับของอุตสาหกรรมมี 5 ระดับ ได้แก่ ระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูป (Prefabrication) การนำเครื่องจักรมาใช้ (Mechanisation) ระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์ (Robotics) และการทำซ้ำ (Reproduction) ซึ่งในปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยยังคงอยู่ใน 2 อันดับแรก คือ การนำระบบชิ้นส่วนสำเร็จและเครื่องจักรกลมาใช้ในการก่อสร้าง ในขณะที่อุตสาหกรรมก่อสร้างในต่างประเทศเริ่มมีการก้าวข้ามระดับมาใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น ดังนั้นจึงควรมีการประเมินความพร้อมของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยสำหรับการนำระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ โดยงานวิจัยนี้มีขั้นตอนการดำเนินงานคือการรวบรวมปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อพัฒนาแบบสอบถามโดยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก (SWOT Analysis) เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัจจัยที่สำคัญและความพร้อมของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยสำหรับการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติในปัจจุบันใช้โดยวิธีการประเมินปัจจัยภายในและภายนอก (IFE & EFE Matrix) และตารางเมทริกซ์ปัจจัยภายในและภายนอก (IE Matrix) ซึ่งผลจากการประเมินพบว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยพร้อมที่จะเพิ่มระดับการปฏิบัติงานเพื่อขยายตัวในการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มมากขึ้น รวมถึงข้ามระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมจากการใช้เครื่องจักร (Mechanisation) มาเป็นระบบอัตโนมัติ (Automation) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การใช้แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารและผลกระทบต่อการเดินทางเพื่อบริโภคอาหารในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกรุงเทพมหานคร, วิศรุต แท่นแก้ว
การใช้แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารและผลกระทบต่อการเดินทางเพื่อบริโภคอาหารในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกรุงเทพมหานคร, วิศรุต แท่นแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารได้เข้ามามีบทบาทต่อการบริโภคอาหารในสังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางเพื่อบริโภคอาหารในร้านอาหารมาเป็นการสั่งผ่านแอปพลิเคชันเพื่อบริโภคที่บ้านแทน อย่างไรก็ดีการมีบริการแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารจะมีผลช่วยลดการเดินทางในภาพรวมหรือไม่ยังคงเป็นคำถามที่สำคัญ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของการใช้งานแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางโดยรวมเพื่อการบริโภคอาหาร และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความถี่ในการใช้แอปพลิเคชันจัดส่งอาหารภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่ล็อคดาวน์) โดยมีประชากรกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่เคยใช้งานแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารและมีที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 405 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่าการใช้บริการแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารส่งผลให้ระยะทางในการเดินทางโดยรวมเพิ่มขึ้นจากความต้องการที่ถูกเหนี่ยวนำ (Induced demand) ที่เกิดจากบริการดังกล่าว และจากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับ (Ordered logistic regression) โดยมีตัวแปรความสามารถในการเดินทาง ตัวแปรที่กำหนดจากสมมติฐานด้านความสามารถในการเข้าถึงร้านอาหาร (Accessibility Efficiency) และตัวแปรที่กำหนดจากสมมติฐานด้านการแพร่กระจายนวัตกรรม (Innovation Diffusion) ร่วมกับตัวแปรทางด้านประชากรและเศรษฐศาสตร์ จากผลการวิเคราะห์พบว่า กลุ่มคนที่มีอายุเทียบเท่าหรือมากกว่า 40 ปีขึ้นไป กลุ่มคนที่มีที่ทำงานอยู่ห่างจากตลาดมากกว่า 500 เมตร มีโอกาสที่จะสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น และกลุ่มคนที่มีรายได้ระหว่าง 15,001 – 30,000 บาทต่อเดือนมีโอกาสที่จะสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันลดลงในช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์บังคับใช้อยู่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาด
การประยุกต์ใช้ผนังสลายพลังงานแบบวิสโคอิลาสติกสำหรับอาคารสูงในประเทศไทย, ภัทรพงศ์ พงษ์ภัทรา
การประยุกต์ใช้ผนังสลายพลังงานแบบวิสโคอิลาสติกสำหรับอาคารสูงในประเทศไทย, ภัทรพงศ์ พงษ์ภัทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกแบบโครงสร้างอาคารสูงซึ่งมีความชะลูด มักพบกับปัญหาการออกแบบให้อาคารผ่านเกณฑ์มาตรฐานการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง เพราะอาคารสูงมีความอ่อนไหวต่อแรงด้านข้างมาก โดยปกติการเคลื่อนที่ของอาคารภายใต้แรงลมต้องไม่เกิน 1/500 ของความสูงอาคาร ตาม มยผ 1311-50 และการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างชั้นภายใต้แรงแผ่นดินไหวต้องไม่เกิน 0.015 ตาม มยผ 1301/1302-61 เพื่อให้อาคารมีความมั่นคงแข็งแรงและไม่เกิดการแตกร้าวเสียหายในสภาวะน้ำหนักบรรทุกใช้งาน ในต่างประเทศมีการใช้งานผนังสลายพลังงาน (Wall damper) ช่วยต้านทานแรงแผ่นดินไหวและแรงลมในอาคาร โดยผนังสลายพลังงานเป็นแผ่นเหล็กขนาดใหญ่จุ่มอยู่ในของเหลวหนืด เมื่ออาคารเกิดการเคลื่อนที่ทางด้านข้างก็จะเกิดเป็นแรงหน่วง (Damping force) จากการเฉือน (Shearing action) ผ่านของเหลวหนืด ช่วยต้านทานแรงด้านข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งผนังสลายพลังงานยังติดตั้งได้สะดวกและไม่กระทบต่อความสวยงามของอาคาร งานวิจัยนี้จึงได้ศึกษาถึงประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ผนังสลายพลังงานสำหรับอาคารสูงในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ผลตอบสนองของโครงสร้างไม่เชิงเส้นแบบประวัติเวลา เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการลดการเคลื่อนตัวทางด้านข้างของอาคาร ด้วยวิธีการติดตั้งผนังสลายพลังงานกับการเพิ่มขนาดของโครงสร้างเสาและกำแพงรับแรงเฉือน ผลการศึกษาพบว่าการติดตั้งผนังสลายพลังงานมีความคุ้มค่าทางด้านต้นทุนกว่าการเพิ่มขนาดของโครงสร้าง ผนังสลายพลังงานจึงเป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มคุณสมบัติสลายพลังงานให้กับโครงสร้าง และทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนตัวของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์กระจกเทมเปอร์ติดฟิล์มนิรภัยภายใต้แรงระเบิดด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, สิรวิชญ์ อัครสุต
การวิเคราะห์กระจกเทมเปอร์ติดฟิล์มนิรภัยภายใต้แรงระเบิดด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์, สิรวิชญ์ อัครสุต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันล้วนก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งทางทรัพย์สินและชีวิต อันตรายจะเกิดมากยิ่งขึ้นหากบริเวณที่เกิดการระเบิดมีกระจก มีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ทำให้กระจกบริเวณอาคารราชการได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีเศษกระจกที่ก่อให้เกิดอันตรายได้เนื่องจากมีการติดตั้งฟิล์มนิรภัยในบริเวณดังกล่าว ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนอการวิเคราะห์กระจกเทมเปอร์ติดฟิล์มนิรภัยภายใต้แรงระเบิดด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ เพื่อทำนายพฤติกรรมของกระจกเทมเปอร์และสามารถจำลองพฤติกรรมกระจกเทมเปอร์ติดฟิล์มนิรภัย งานวิจัยเริ่มต้นจากการสร้างแบบจำลองกระจกเทมเปอร์ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมต์เพื่อพิจารณาผลของน้ำหนักกระทำแบบแผ่กระจายสม่ำเสมอ และแรงระเบิดและตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองกับการทดสอบในอดีต จากนั้นสร้างแบบจำลองกระจกเทมเปอร์ติดฟิล์มนิรภัยตามกรณีศึกษา โดยเริ่มจากระยะการระเบิด 1 m, 2 m และ 4 m โดยแรงระเบิด TNT เริ่มที่ 1 kg และทำการเพิ่มแรงระเบิดขึ้นจนกว่าฟิล์มนิรภัยจะขาด เพื่อหาแรงระเบิดสูงสุดที่ฟิล์มสามารถทนได้ ผลจากแบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์พบว่า ที่ระยะระเบิด 2 m ฟิล์มจะขาดเมื่อระเบิดมีขนาด 2 kg และที่ระยะระเบิด 4 m ฟิล์มจะขาดเมื่อระเบิดมีขนาด 6 kg โดยมีค่าโก่งตัวที่จุดศูนย์กลางแผ่นกระจกอยู่ที่ประมาณ 140 mm
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความรู้สำหรับผู้ควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐในประเด็นความขัดแย้งของการบริหารสัญญา, สิริภากร อ่องสิทธิเวช
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความรู้สำหรับผู้ควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐในประเด็นความขัดแย้งของการบริหารสัญญา, สิริภากร อ่องสิทธิเวช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความขัดแย้งในโครงการก่อสร้างเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ความขัดแย้งสามารถแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุหลักได้แก่ เอกสารสัญญาและการบริหารสัญญา โดยความขัดแย้งจากเอกสารสัญญาเกิดจากเงื่อนไขของสัญญาที่ไม่ครบถ้วน และเอกสารสัญญามีความขัดแย้งกัน ในขณะที่ความขัดแย้งจากการบริหารสัญญาเกิดจากการปฏิบัติผิดสัญญาที่จงใจและไม่ได้จงใจ ซึ่งการจงใจปฏิบัติผิดสัญญาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้แต่การไม่ได้จงใจปฏิบัติผิดสัญญาอาจเกิดจากความประมาทหรือการขาดความเข้าใจในการปฏิบัติตามสัญญา การบริหารสัญญาเป็นหน้าที่สำคัญของผู้ควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐที่ต้องมีความเข้าใจในการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งของการบริหารสัญญา และพัฒนาเครื่องมือประเมินความรู้สำหรับผู้ควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐในเรื่องความขัดแย้งของการจัดการสัญญา งานวิจัยเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งของการบริหารสัญญาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารคำพิพากษาศาลปกครอง ผลการศึกษาเบื้องต้นพบประเด็นความขัดแย้ง 3 อันดับแรกเกี่ยวกับ ค่าปรับ การชำระค่าจ้าง และค่าเสียหาย งานวิจัยในส่วนที่สองเป็นพัฒนาเครื่องมือประเมินความรู้สำหรับผู้ควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐ โดยใช้โมเดลภาวะสันนิษฐาน (Four Building Blocks) เป็นเครื่องมือสำหรับการออกแบบเกณฑ์การประเมิน การออกแบบข้อคำถาม การออกแบบเกณฑ์การให้คะแนน และโมเดลการวัด หลังจากนั้นเครื่องมือประเมินจะถูกตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ ภายหลังปรับปรุงการออกแบบคําถามพบว่าเกณฑ์การประเมินสามารถสะท้อนถึงระดับความเข้าใจได้ ผลการศึกษาพบว่าการประยุกต์ใช้เครื่องมือประเมินความรู้สามารถวัดความแตกต่างในระดับความเข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งจากการจัดการสัญญาระหว่างสองกลุ่มตัวอย่าง แต่อาจมีข้อจำกัดในการประเมินระดับความเข้าใจของบางประเด็นความขัดแย้ง
การออกแบบโครงสร้างตามความเชื่อถือได้อย่างเหมาะสมที่สุดโดยการทำงานร่วมระหว่างการจำลองเซตย่อยและการเรียนรู้ที่ครอบคลุมกลุ่มอนุภาค, อาณัติ สุธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบตามความน่าเชื่อถือ (RBDO) เพื่อจัดการกับการออกแบบความสมบูรณ์ของโครงสร้างที่คุ้มค่าโดยมีพารามิเตอร์ที่ไม่มีความแน่นอน การประมวลผลปัญหาระดับนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายจากภาระการคำนวณเพื่อกำหนดความน่าจะเป็นของความล้มเหลวของโครงสร้างที่เกิดขอบเขตฟังก์ชันสถานะจำกัด งานวิจัยนี้ได้เสนอวิธีการแยกส่วน RBDO อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัลกอริทึมการเรียนรู้ที่ครอบคลุมกลุ่มอนุภาคให้เหมาะสมที่สุด(CLPSO) ทำงานร่วมกับการจำลองเซตย่อย (SS) ซึ่งเรียกว่าวิธีการ SS-CLPSO โดยพื้นฐานแล้ว วิธีการที่เสนอจะดำเนินการ CLPSO แบบวงวนด้วยการสมมุติพารามิเตอร์ที่แน่นอน แล้วพิจารณาจุดที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่สอดคล้องกับฟังก์ชันสถานะขีดจำกัดแล้วปรับปรุงภายในกระบวนการเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ จากข้อมูลการออกแบบของCLPSO จากนั้น SS จะประมาณสเปกตรัมของฟังก์ชันสถานะจำกัดภายใต้พารามิเตอร์ที่ไม่แน่นอน และใช้การจำลองมอนติคาร์โลสำหรับการทำนายความน่าจะเป็นของความล้มเหลว กลุ่มตัวอย่างจาก SS จะแสดงความน่าจะเป็นของความล้มเหลวของกลุ่มตัวอย่างภายใต้เงื่อนไขที่สร้างขึ้นในแต่ละเหตุการณ์ตามค่ากลางที่กำหนด SS-CLPSO ที่เสนอจะช่วยในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปัญหา RBDO โดยมีการร่วมกันทำงานแบบวงวนจนได้ค่าความน่าจะเป็นของความล้มเหลวที่มีผลลัพธ์มาลู่เข้าใกล้เกณฑ์ที่กำหนด การประยุกต์ใช้วิธีการนี้แสดงให้เห็นผ่านการออกแบบโครงเหล็กภายใต้พารามิเตอร์และข้อจำกัดที่ไม่แน่นอนของความน่าจะเป็น
Shear Behavior Of Reinforced Concrete Beams Strengthened By Gfrp Bars Using Embedded Through-Section Method, Chanakan Klippathum
Shear Behavior Of Reinforced Concrete Beams Strengthened By Gfrp Bars Using Embedded Through-Section Method, Chanakan Klippathum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Embedded through-section (ETS) technique is one of the interesting strengthening techniques which have been developed to enhance the shear carrying capacity of reinforced concrete (RC) structures. The purpose of this research is to investigate the shear behavior of RC beams strengthened by ETS method using glass fiber reinforced polymer (GFRP) bar. Ten RC beams were subjected to three-point loading test. The efficiency of several parameters was investigated including the shear span to effective depth (a/d) ratio (2.4, 3.6 and 4.8), compressive strength of concrete (27 MPa and 43 MPa), and mechanical anchorage, i.e., presence of anchorage, types of anchorages (steel …
การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อตรวจสอบคุณภาพงานผนังฉาบเรียบโดยใช้ข้อมูลพอยท์คลาวด์, ศักดินนท์ นพฤทธิ์
การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อตรวจสอบคุณภาพงานผนังฉาบเรียบโดยใช้ข้อมูลพอยท์คลาวด์, ศักดินนท์ นพฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตรวจสอบคุณภาพงานผนังในโครงการก่อสร้างอาคารประกอบด้วยรายการที่ใช้ประเมิน วิธีการวัด และเกณฑ์การประเมิน ซึ่งรายการวัดเกี่ยวกับความเรียบอาจใช้เครื่องมือวัดเทียบกับเกณฑ์ หรือการใช้สายตาในการประเมินความเรียบ อย่างไรก็ตามการวัดด้วยเครื่องมือและสายตาส่วนบุคคลอาจใช้เวลาเนื่องจากปริมาณงานก่อสร้างผนังมีจำนวนมาก นอกจากนี้วิธีการตรวจสอบแบบเดิมมีข้อจำกัดด้านสายตาและประสบการณ์ส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถตรวจสอบข้อบกพร่องที่เป็นไปได้ทั้งหมด ปัจจุบันข้อมูลพอยท์คลาวด์ถูกประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบความเรียบของผนังเนื่องจากประสิทธิภาพของข้อมูลที่แม่นยำ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลพอยท์คลาวด์ด้วยเฉดสีเพื่อจำแนกมิติความเรียบของผนังมีหลายขั้นตอนทำให้ต้องใช้เวลา นอกจากนี้เกณฑ์การตรวจสอบผนังด้วยภาพแสดงเฉดสีอาจมีข้อจำกัดในการประเมินข้อบกพร่อง เนื่องจากภาพอาจมีความหนาแน่นของจุดต่างกันทำให้การวิเคราะห์บริเวณขอบเขตที่ต้องแก้ไขขาดความชัดเจน งานวิจัยนี้พัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลพอยท์คลาวด์เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องด้านความเรียบของผนัง ระบบนี้ได้รับการพัฒนาโดยการเขียนโปรแกรมบน MATLAB เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพอยท์คลาวด์ และนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาเกณฑ์การประเมินเพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการประเมินข้อบกพร่องด้านความเรียบแบบอัตโนมัติโดยใช้ตรรกศาสตร์คลุมเครือ งานวิจัยนี้พัฒนาและทดสอบแนวคิดด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพที่หน้างานจริงกับระบบตรวจสอบที่นำเสนอ ผลการทดสอบพบว่าระบบประเมินอัตโนมัติสามารถตรวจสอบข้อบกพร่องด้านความเรียบของผนังโดยการแสดงเฉดสีทั้งบริเวณผิวผนังที่นูนและยุบอย่างชัดเจน นอกจากนี้แนวคิดในการพัฒนาเกณฑ์เพื่อประเมินความเรียบโดยใช้ตรรกศาสตร์คลุมเครือ ช่วยสนับสนุนระบบการตรวจประเมินความเรียบของผนังแบบอัตโนมัติ โดยลดการตัดสินใจส่วนบุคคลของมนุษย์ที่เกี่ยวกับข้อบกพร่องด้านความเรียบของผนัง อย่างไรก็ตามการพัฒนาระบบควรเก็บข้อมูลกรณีศึกษาเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ระบบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
Bond Behavior Between Concrete And Embedded Through-Section Gfrp Bars, Nakares Kongmalai
Bond Behavior Between Concrete And Embedded Through-Section Gfrp Bars, Nakares Kongmalai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
There are many technologies and methods for strengthening and enhancing the performance of deteriorated reinforced concrete structures. The embedded through-section (ETS) is one of the significant techniques for shear strengthening using glass fiber reinforced polymer (GFRP) bars. This study aims to investigate the bond behavior between ETS bars and concrete interfaces. A series of 36 pullout test specimens was conducted to analyze the bond mechanism between ETS bars and concrete. The tested parameters consisted of concrete compressive strength, bar diameter, embedment length, concrete covering, and nut anchorage. The result shows that the increase in concrete compressive strength enhanced the average …
A Bibliometric Analysis Of Global Research On Green Building Rating Tools., Janhavi Kailas Mahale Ms, Kanchan C. Khare Dr
A Bibliometric Analysis Of Global Research On Green Building Rating Tools., Janhavi Kailas Mahale Ms, Kanchan C. Khare Dr
Library Philosophy and Practice (e-journal)
The movement of green buildings started all over the world after the development of different rating tools for the assessment of green buildings. In the present study, the research trends in the area of green building rating tools (GBRTs) were analysed through the Scopus database from the year 2000-2020. By using the different combinations of keywords, relevant articles were found after refining the search results. In this study, 482 relevant articles from the first set of keywords were considered till the period 4th February 2021 for further analysis. Results reveal that research on GBRTs was majority done only on …
Calibration Of Iri-Based Psi Equation Using Updated Quarter-Car Parameters, Shirin Bahaaeldin Hassan
Calibration Of Iri-Based Psi Equation Using Updated Quarter-Car Parameters, Shirin Bahaaeldin Hassan
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
The international roughness index (IRI) was established in the 1980s and later used in generating the present serviceability index (PSI), which was developed to predict present serviceability rating (PSR). PSR is a measure of ride quality ratings made by a panel of highway users. The ratings range from 0 to 5, where “0” for very poor and “5” for very good. Various studies had formulated the relationship between IRI and PSI for different types of pavements, such as flexible, rigid, and composite pavements. The current IRI-based PSI equation being used among many state Departments of Transportation (DOTs) was proposed by …
A Review Of Different Aspects Of Applying Asphalt And Bituminous Mixes Under A Railway Track, Kazem Jadidi, Morteza Esmaeili, Mehdi Kalantari, Mehdi Khalili
A Review Of Different Aspects Of Applying Asphalt And Bituminous Mixes Under A Railway Track, Kazem Jadidi, Morteza Esmaeili, Mehdi Kalantari, Mehdi Khalili
Civil and Environmental Engineering and Construction Faculty Research
Asphalt is a common material that is used extensively for roadways. Furthermore, bituminous mixes have been used in railways, both as asphalt and as mortar. Different agencies and research institutes have investigated and suggested various applications. These studies indicate the benefits of bituminous material under railways, such as improving a substructure’s stiffness and bearing capacity; enhancing its dynamic characteristics and response, especially under high-speed train loads; waterproofing the subgrade; protecting the top layers against fine contamination. These potential applications can improve the overall track structure performance and lead to minimizing settlement under heavy loads. They can also guarantee an appropriate …
An Assessment Of Research Trends On Fiscal Policy, Shabir Hussain Khahro, Shoail Farooq, Tauha Hussain Ali Dr, Nafees Ahmed Memon Dr, Qasim Hussain Khahro
An Assessment Of Research Trends On Fiscal Policy, Shabir Hussain Khahro, Shoail Farooq, Tauha Hussain Ali Dr, Nafees Ahmed Memon Dr, Qasim Hussain Khahro
Library Philosophy and Practice (e-journal)
Fiscal policy has been a topic of research interest for researchers. It plays a very important role in the economic growth of any country. Fiscal policy does not only achieve economic development, but eliminates the hindrances that assist economic stability. Based on the significance of the term. This paper evaluates the research output of the term fiscal policy since 1970 in different fields using the Scopus database. The data was collected from the Scopus database and were analyzed using Microsoft Excel to analyze the research trends on fiscal policy. It is concluded that fiscal policy has been a topic of …
Expanding The Concept Of Comprehensive Area Ratio Parameter To The South-Central States Towards Simplifying The Structural Evaluation Of Flexible Pavements At The Network Level, Nitish R. Bastola
Civil Engineering Theses
The surface deflection bowl data collected through Non-Destructive Testing (NDT) has been widely utilized by various Department of Transportation (DOTs) in the South-Central States and other places. The primary purpose of using deflection-based NDTs in network-level assessment is to identify a weak pavement section that requires further analysis at the project level. The falling weight deflectometer (FWD) test is one of the common NDT based tests utilized by highway agencies in assessing the performance of the flexible pavement. However, a robust method to evaluate pavement sections utilizing FWD data from all the sensors are seldom developed. There is always a …
Laboratory Testing And Mechanistic Analysis Of Treated Subgrade Soils, Hari Kumar Reddy Yarrapureddi
Laboratory Testing And Mechanistic Analysis Of Treated Subgrade Soils, Hari Kumar Reddy Yarrapureddi
Civil Engineering Theses
Calcium-based stabilizing agents such as cement and lime have been extensively used to improve the engineering properties of base and subgrade layers of pavement systems. Recently, polymers and chemical stabilizers have become popular due to cost efficiency, ease of application, and fast curing times. In this study, California Bearing Ratio (CBR) values of polymer and chemical treated soils were compared with the CBR values of soils treated with conventional stabilizers. Parametric sensitivity analyses was carried out on key parameters including the type of subgrade soil, stabilizing agent, stabilizing agent treatment levels, and moisture conditioning. Additionally, numerical analyses was performed to …
Bio-Binder—Innovative Asphalt Technology, Amir Tabakovic
Bio-Binder—Innovative Asphalt Technology, Amir Tabakovic
Articles
The global road network spans 16.3 million km [1], of which 5 million km is in the EU. These road networks fulfil major economic and social goals by facilitating the movement of goods and people throughout the EU, and are therefore of the utmost importance to the economic and social life of the EU [2]. National governments invest heavily in their road networks, e.g., in 2014, EUR 53.33 billion was invested in the development and maintenance of the EU road network [3]. Each year, the world produces 1.6 trillion tonnes of asphalt [4], of which 218 million tonnes is produced …
Benefits Of Pre-Construction Analysis: Cet Senior Capstone Expands Understanding Of An Urban Refuge At Gallopnyc Sunrise Stables, Aalaa Mohammed
Benefits Of Pre-Construction Analysis: Cet Senior Capstone Expands Understanding Of An Urban Refuge At Gallopnyc Sunrise Stables, Aalaa Mohammed
Publications and Research
For any construction project, there exists a phase of planning known as “pre-construction.” This initial phase of the project provides a definition of the project, identification of potential issues, planning and scheduling, scope, cost estimation, and analysis of needs for the job. My research analyzes a pre-construction case study conducted for Gallop NYC’s Stable in Howard Beach, Queens. The findings suggest that the practice of construction planning is effective in order to avoid delays in construction itself and ensure successful project completion. Supporting literature examines some of the best practices for pre-construction analysis. These include but are not limited to: …
Quality Control In Concrete Pavement: Early Detection Of Near-Surface Honeycombing With Gpr, Theresa Mccabe
Quality Control In Concrete Pavement: Early Detection Of Near-Surface Honeycombing With Gpr, Theresa Mccabe
Durham School of Architectural Engineering and Construction: Dissertations, Theses, and Student Research
This thesis presents utilization of Ground Penetrating Radar (GPR) for the assessment of highway pavements to gain a better understanding of this NDE method’s capabilities in terms of early detection of consolidation-caused air voids in brittle materials. The objectives are to first, determine the earliest time during the dormant, setting, and early hardening periods of concrete’s set that GPR can be used to detect shallow air voids. Secondly, the change in dielectric constant will be tracked over the first 24 hours of concrete setting in order to quantify the impact of the dielectric constant assumptions in early detection. Two different …
Commercial And Legal Considerations Of Offsite Construction Projects And Their Hybrid Transactions, Rayan Assaad, Islam H. El-Adaway, Makarand Hastak, Kim La Scola Needy
Commercial And Legal Considerations Of Offsite Construction Projects And Their Hybrid Transactions, Rayan Assaad, Islam H. El-Adaway, Makarand Hastak, Kim La Scola Needy
Civil, Architectural and Environmental Engineering Faculty Research & Creative Works
The commercial and legal challenges of offsite construction technology have become more pronounced with the ongoing rise and growing popularity of such construction method. Offsite construction represents a combination between construction services-based activities and manufacturing/fabrication goods-based tasks, thus called hybrid transactions. This mixed nature has created many uncertainties concerning whether the common law or the Uniform Commercial Code (UCC) shall govern. To this end, this paper aims to enhance the knowledge of the commercial and legal treatment of hybrid offsite construction transactions. To achieve that, this paper followed a research methodology that employs three types of analysis: Analysis of the …