Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Engineering Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 4081 - 4110 of 77545

Full-Text Articles in Engineering

การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าโดยอาศัยข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, กนกภรณ์ ปัญจันทร์สิงห์ Jan 2025

การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าโดยอาศัยข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, กนกภรณ์ ปัญจันทร์สิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าโดยอาศัยข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างแผนการอัดประจุกับพฤติกรรมการอัดประจุจริงของผู้ใช้ โดยเริ่มจากการพัฒนาแบบจำลองการทำนาย (Predictive Model) เพื่อคาดการณ์ความต้องการพลังงาน ระยะเวลาการอัดประจุ และสถานะการประจุเริ่มต้นของแบตเตอรี่ (State of Charge: SOC) จากข้อมูลการอัดประจุในอดีต จากนั้นได้ทำการสร้างโปรไฟล์การอัดประจุของแบตเตอรี่ที่เป็นตัวแทนของรถยนต์แต่ละรุ่น เพื่อสะท้อนลักษณะการอัดประจุจริงทั้งในกรณีของเครื่องอัดประจุแบบกระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุของสถานีอัดประจุ ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่เสนอ (Optimization with Battery Profile) ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีการทั่วไปที่ไม่ใช้ข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่ โดยสามารถเพิ่มกำไรของสถานีได้สูงสุด 3,145.3 บาท และเพิ่มอัตราการใช้พลังงานของระบบได้ร้อยละ 4.8 ในกรณีที่มีสัดส่วนเครื่องอัดประจุ DC แตกต่างกัน อีกทั้งยังให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดกำลังพีคของสถานี โดยเพิ่มกำไรได้สูงสุด 3,649.25 บาท และเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของระบบได้ร้อยละ 9.6 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของแนวทางที่เสนอในการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดสำหรับสถานีอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต


การจัดสรรกำลังการผลิตอย่างเหมาะที่สุดสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่เพื่อการซื้อขายพลังงานแบบหนึ่งวันล่วงหน้า, กรวิชญ์ ธนบำรุงกูล Jan 2025

การจัดสรรกำลังการผลิตอย่างเหมาะที่สุดสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่เพื่อการซื้อขายพลังงานแบบหนึ่งวันล่วงหน้า, กรวิชญ์ ธนบำรุงกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีความสำคัญมากขึ้นในตลาดการซื้อขายพลังงาน วิทยานิพนธ์นี้เสนอการจัดสรรกำลังการผลิตอย่างเหมาะที่สุดสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่เพื่อให้ได้รายได้สุทธิต่อวันสูงสุดในการซื้อขายพลังงานแบบหนึ่งวันล่วงหน้า ใช้วิธีโปรแกรมเชิงเส้นแบบผสมจำนวนเต็มไบนารีในการหาค่าเหมาะที่สุด และพิจารณาปรับการทำงานของระบบ ณ เวลาจริง กับสัญญาแบบ Partial-firm ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเอกชน ใช้ข้อมูลการพยากรณ์พลังงานแสงอาทิตย์แบบหนึ่งวันล่วงหน้าในการวางแผนและใช้ข้อมูลพลังงานแสงอาทิตย์จริงในการควบคุม ณ เวลาจริง เพื่อกำหนดการอัดและคายประจุของแบตเตอรี่และการจัดสรรกำลังผลิตสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในการซื้อขายพลังงาน ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อขนาดของระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้ผลิตไฟฟ้าได้ตามเงื่อนไขของสัญญา คือ การเรียกใช้งานความพร้อมจ่ายไฟฟ้า ส่วนการควบคุม ณ เวลาจริง วิธีที่ทำรายได้สุทธิสูงสุดคือการควบคุมเชิงทำนายแบบจำลอง (MPC) โดยการหาค่าเหมาะที่สุดในทุกขั้นเวลาอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษากรณีสัญญา Partial-firm ขายไฟฟ้าที่ขนาด 10 เมกะวัตต์ พบว่าขนาดที่เหมาะสมของระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คือ 18 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ที่ขนาด 35 เมกะวัตต์-ชั่วโมง


การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ Jan 2025

การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผลึกซีเซียมไอโอไดด์เป็นหนึ่งในวัสดุอัลคาไลฮาไลด์ที่มีประสิทธิภาพมากในการตรวจจับรังสี แม้ว่าคุณสมบัติความเป็นฉนวนโดยธรรมชาติของมันจะจำกัดการถ่ายเทประจุ ในการศึกษานี้ ฟิล์มบางซีเซียมไอโดไดด์ถูกเจือด้วยทองแดงบนฐานรองซิลิกอนโดยใช้เทคนิคสปัตเตอริงซีเซียมไอโอไดด์สำหรับกำลังการปลูกที่ 30 วัตต์ ทองแดงสำหรับกำลังการปลูกที่ 50 และ 80 วัตต์ สมบัติเชิงโครงสร้าง คุณสมบัติทางแสง คุณสมบัติทางไฟฟ้า และการตอบสนองต่อรังสีของฟิล์มบางเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบอย่างครอบคลุม ผลการวิเคราะห์สมบัติทางโครงสร้างผลึกโดยเทคนิค GIXRD พบว่า ฟิล์มบางที่สัเคราะห์ได้นี้เป็นโครงสร้างผลึกของซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง ซึ่งฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้มีค่าแลตทิซของหน่วยผลึกแบบบีบอัดขนาด 4.4102 Å (80 วัตต์) และขนาด 4.4516 Å (50 วัตต์) และค่าความเครียดลดลงจาก 3.29% เป็น 2.38% การวิเคราะห์เชิงแสงโดยใช้วิธี Tauc–Kubelka–Munk ระบุช่องแถบพลังานของซีเซียมไอโอไดด์พลังงานที่ 3.25 อิเล็กตรอนโวลต์ การศึกษาลักษณะทางไฟฟ้า ได้ผลว่า ฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง มีความหนาแน่นของพาหะคือ -1.822×1012 cm-3 ความคล่องตัวคือ 2.436×107 cm² V-1s-1 และสภาพต้านทานไฟฟ้าคือ 0.1407 Ω·cm และเมื่อนำฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้พัฒนาต่อให้เป็นอุปกรณ์ไดโอดรอยต่อพีเอ็นที่มีชั้นเคลือบทองคำชั้นบนสุดของชิ้นงาน Au/p-CsI/n-CsI:Cu/n-Si มาทดสอบการตอบสนองทางรังสีต่าง ๆ คือ แสงสว่าง รังสีแกมมา และอนุภาคแอลฟา ที่สภาวะแวดล้อมแสงต่างกัน ซึ่งผลการตอบสนองรังสีเหล่านี้เบื้องต้นได้ผลสัญญาณวัดในฟังก์ชันเวลาที่แสดงความแตกต่างกันได้ค่อนข้างชัดเจน และผลการทดลองนี้สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างวัสดุซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือทองแดงนี้ต่อไปเป็นหัววัดรังสีแอลฟาและรังสีชนิดอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ในอนาคตต่อไป


การสร้างแบบจำลองเชิงรูปนัยของกระแสงานบีพีเอ็มเอ็นสำหรับกระบวนการซิงโครนัสและอะซิงโครนัสที่มีข้อจำกัดช่วงเวลาโดยใช้เครือข่ายไทมด์ออโตมาตา, กิตติศักดิ์ เขตรการณ์ Jan 2025

การสร้างแบบจำลองเชิงรูปนัยของกระแสงานบีพีเอ็มเอ็นสำหรับกระบวนการซิงโครนัสและอะซิงโครนัสที่มีข้อจำกัดช่วงเวลาโดยใช้เครือข่ายไทมด์ออโตมาตา, กิตติศักดิ์ เขตรการณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกระบวนการธุรกิจสมัยใหม่ที่มีการประมวลผลหลายส่วนพร้อมกันและรูปแบบการสื่อสารทั้งแบบซิงโครนัสและอะซิงโครนัส แต่ด้วยความเป็นแผนภาพเชิงกราฟิก บีพีเอ็มเอ็นไม่สามารถทวนสอบเชิงรูปนัยได้โดยตรง และมาตรฐานเดิมยังไม่รองรับการกำหนดข้อจำกัดช่วงเวลาให้กับกิจกรรม งานวิจัยนี้จึงเสนอการขยายบีพีเอ็มเอ็นเป็นแบบจำลองทีบีบีพี (Time-Bounded BPMN: TBBP) เพื่อรองรับการกำหนดข้อจำกัดช่วงเวลาต่ำสุด–สูงสุดของกิจกรรม พร้อมออกแบบแบบรูปสำหรับการสื่อสารแบบซิงโครนัสและอะซิงโครนัส รวมทั้งพัฒนากฎการแปลงทีบีบีพีไปเป็นไทมด์ออโตมาตาเพื่อทวนสอบด้วย UPPAAL และกฎการแปลงข้อคำถามจากตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบเมตริก (MTL) ไปเป็นตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบต้นไม้คำนวณแบบมีเงื่อนไขเวลา (TCTL) นอกจากนี้ได้พัฒนาเครื่องมือ TBBPTA Tool เพื่อแปลงไฟล์บีพีเอ็มเอ็น (XML) เป็นแบบจำลองไทมด์ออโตมาตา (XML) ที่สามารถนำเข้าสู่ UPPAAL เพื่อทวนสอบได้โดยอัตโนมัติ


การจัดสรรการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เพื่อสนับสนุนกำลังสำรองพร้อมจ่ายในระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานแสงอาทิตย์, ชาติเชื้อ ปานพรหมมินทร์ Jan 2025

การจัดสรรการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เพื่อสนับสนุนกำลังสำรองพร้อมจ่ายในระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานแสงอาทิตย์, ชาติเชื้อ ปานพรหมมินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยและทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด (Energy Transition) โดยมีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนมีลักษณะผันผวนตามสภาพอากาศและช่วงเวลาของวัน จึงสร้างความท้าทายต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบผลิตไฟฟ้า การรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในทุกช่วงเวลาจึงต้องอาศัยการเตรียมกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย เพื่อรองรับความผันผวนและเหตุขัดข้องของหน่วยผลิต การจัดสรรกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย ในระบบที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การผลิตจากพลังงานหมุนเวียนลดลงอย่างกะทันหันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมวิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการศึกษาการเดินเครื่องหน่วยผลิตไฟฟ้า (Unit Commitment) ที่พิจารณาการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) เพื่อช่วยเตรียมกำลังสำรองพร้อมจ่ายในระบบไฟฟ้าที่มีการผนวกพลังงานแสงอาทิตย์ โดยพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แบบ Mixed Integer Linear Programming (MILP) เพื่อหากำหนดการเดินเครื่องที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งสร้าง สถานการณ์จำลองของความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของความไม่แน่นอนต่อการจัดสรรกำลังผลิตและต้นทุนของระบบ การศึกษานี้มุ่งหวังที่จะประเมินว่าการนำระบบแบตเตอรี่มาใช้ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลจะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของระบบได้มากน้อยเพียงใด ตลอดจนสะท้อนบทบาทที่แท้จริงของแบตเตอรี่ในการเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในยุคพลังงานหมุนเวียน


การใช้ประโยชน์จากดินเบาของเสียที่ได้จากโรงงานเบียร์มาเป็นตัวรองรับของตัวเร่งปฏิกิริยาอะลูมินาและทังสเตนออกไซด์สำหรับดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีน, ณัฐชนน เลิศภัทรนันท์ Jan 2025

การใช้ประโยชน์จากดินเบาของเสียที่ได้จากโรงงานเบียร์มาเป็นตัวรองรับของตัวเร่งปฏิกิริยาอะลูมินาและทังสเตนออกไซด์สำหรับดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีน, ณัฐชนน เลิศภัทรนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำกากไดอะตอมไมต์ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตเบียร์มาใช้เป็นตัวรองรับของตัวเร่งปฏิกิริยาอะลูมินาและทังสเตนออกไซด์สำหรับปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮเดรชันไปเป็นเอทิลีน โดยเอทิลีนเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพอลิเอทิลีนชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันเอทิลีนผลิตได้จากกระบวนการแตกสลายด้วยความร้อน (thermal cracking) ของแนฟทา ซึ่งใช้พลังงานสูงและปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก อีกทั้งยังพึ่งพาวัตถุดิบจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าของไบโอเอทานอลไปเป็นเอทิลีนจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและยั่งยืน ในการศึกษานี้ได้เลือกใช้กากไดอะตอมไมต์จากโรงงานผลิตเบียร์ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งที่มีรูพรุนสูงและมีราคาถูก มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพด้วยกรดซัลฟิวริก แล้วนำมาเคลือบฝังอะลูมินาด้วยวิธีการเคลือบฝังแบบเปียก (incipient wetness impregnation) โดยศึกษาผลของความเข้มข้นอะลูมินาที่ร้อยละ 5–20 โดยมวล พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AN/DE ให้ค่าคอนเวอร์ชันของเอทานอลและผลผลิตเอทิลีนสูงที่สุดเท่ากับ 67.3% และ 29% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการเคลือบฝังอะลูมินาช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวและปรับปรุงความเป็นกรดของตัวเร่งให้อยู่ในระดับอ่อนถึงปานกลาง ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮเดรชัน จากนั้นได้ทำการเปรียบเทียบผลของตัวรองรับระหว่างดินเบาและซิลิกาเชิงพาณิชย์ โดยใช้สัดส่วนอะลูมินาร้อยละ 15 เท่ากัน พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AN/CAB ให้ค่าคอนเวอร์ชันและผลผลิตเอทิลีนสูงสุดถึง 92% และ 80% ตามลำดับ เนื่องจากมีพื้นที่ผิวสูง การกระจายตัวของอะลูมินาดี และมีความเป็นกรดรวมมากกว่าอย่างชัดเจน ทั้งยังมีความบริสุทธิ์สูงตามผลวิเคราะห์ XRF ในขั้นต่อมาได้ศึกษาผลของการเปลี่ยนสารตั้งต้นในการเคลือบฝังอะลูมินาบนดินเบา พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AS/DE ให้ค่าคอนเวอร์ชันและผลผลิตเอทิลีนเท่ากับ 57.2% และ 42% ตามลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับผลวิเคราะห์ SEM-EDX และ XRF ที่ตรวจพบซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบส่งผลให้ไปยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮโดรจีเนชันไปเป็นอะซีตัลดีไฮด์ พร้อมทั้งมีค่าความเป็นกรดรวมสูงซึ่งส่งเสริมการเกิดปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮเดรชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AS/DE มีประสิทธิภาพสูงที่สุดงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้ของเสียจากอุตสาหกรรมเบียร์มาเป็นตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับการผลิตเอทิลีนจากไบโอเอทานอล ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดของเสียอุตสาหกรรม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต


การพัฒนาเกมกระตุ้นการรู้คิดด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, ธนกร ตันมาลาภรณ์ Jan 2025

การพัฒนาเกมกระตุ้นการรู้คิดด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย, ธนกร ตันมาลาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยเป็นระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างภาวะสมองปกติกับภาวะสมองเสื่อม โดยมีอาการที่เกี่ยวข้องกับความจำ ภาษา การรู้คิด และการตัดสินใจ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการนำเสนอแนวคิดการออกแบบเพื่อพัฒนาเกมที่สามารถช่วยกระตุ้นการรู้คิดของคนที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ซึ่งได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงด้วยแว่น Meta Quest 2 ยูนิตีและเบลนเดอร์ถูกใช้ในการพัฒนาเกม เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและไม่มีค่าใช้จ่าย เกมถูกออกแบบมาเน้นการกระตุ้นการรู้คิดผ่านการฝึกความจำและการรับรู้ตำแหน่ง โดยผู้เล่นจะต้องจดจำตำแหน่งและสีของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง และมีการพัฒนาเกมในระบบผู้เล่นหลายคนสำหรับ 2 บทบาท คือ ผู้เคลื่อนย้าย และ ผู้ช่วย เพื่อส่งเสริมการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเกมในรูปแบบเว็บไซต์ควบคู่กันไป เพื่อให้เป็นทางเลือกที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงง่าย โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์วีอาร์เฉพาะทาง จากอาสาสมัครทั้งบนเวอร์ชันวีอาร์และเวอร์ชันเว็บไซต์ พบว่าเวอร์ชันวีอาร์ให้ความสมจริงและช่วยให้ผู้เข้าทดลองมีสมาธิกับงานด้านความจำและการรับรู้ตำแหน่งมากขึ้น ขณะที่เวอร์ชันเว็บไซต์เข้าถึงง่ายและใช้งานสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ โดยรวมแล้วทั้งสองแพลตฟอร์มน่าจะกระตุ้นการรู้คิดได้และได้รับผลตอบรับที่ดีจากอาสาสมัคร


เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบสินทรัพย์สารสนเทศจากแบบรูปความมั่นคง, ธีระยุทธ คชงาม Jan 2025

เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบสินทรัพย์สารสนเทศจากแบบรูปความมั่นคง, ธีระยุทธ คชงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สินทรัพย์สารสนเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานและความสำเร็จขององค์กร หากสินทรัพย์เหล่านี้รั่วไหลหรือถูกเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากหรือความสูญเสียทางความเชื่อมั่นได้ ด้วยเหตุนี้การจัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อทวนสอบการออกแบบระบบเพื่อรักษาความมั่นคงของสินทรัพย์สารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทวนสอบแบบจำลองการออกแบบความมั่นคงของระบบที่ออกแบบโดยนักออกแบบความมั่นคงของระบบ ด้วยการใช้แผนภาพคลาส ที่สร้างขึ้นจากรูปแบบความมั่นคงและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นโมเดลอ้างอิงการออกแบบโครงสร้างด้านความมั่นคง ขอบเขตของแบบรูปความมั่นคงที่ใช้ในงานวิจัยนี้ครอบคลุมความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงขององค์กร, การระบุตัวตนและการพิสูจน์ตัวจริง, และการควบคุมการเข้าถึงพร้อมทั้งนำเสนอกลไกการทวนสอบระหว่างแผนภาพคลาสสองชุด ซึ่งประกอบด้วยแผนภาพที่ออกแบบโดยนักออกแบบระบบ และแผนภาพจากแบบจำลองโดยใช้อัลกอริทึมสองรายการ ได้แก่ อัลกอริทึมที่ใช้สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนขององค์ประกอบภายในแต่ละคลาส และอัลกอริทึมที่ใช้สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนของความสัมพันธ์ระหว่างคลาส นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเครื่องมือซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนการทวนสอบแผนภาพคลาส ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งานเครื่องมือนี้คือ แสดงองค์ประกอบคลาสตามแบบจำลองที่ได้นำเสนอและสร้างที่ขาดหายไป พร้อมคำแนะนำและคำอธิบายที่เหมาะสมเพื่อช่วยสนับสนุนให้นักออกแบบระบบมีความเข้าใจในแนวคิดและการออกแบบความมั่นคงได้ดียิ่งขึ้น เครื่องมือที่นำเสนอได้ถูกทดสอบกับกรณีศึกษาระบบจัดการข้อมูลผู้ป่วย เพื่อยืนยันประสิทธิผลของเครื่องมือในการสนับสนุนการทวนสอบการออกแบบความมั่นคงของระบบ


วิธีการออกแบบของวงจรกรองการแทรกสอดแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับการลดทอนกระแสรั่วไหลความถี่สูงในระบบพีวีอินเวอร์เตอร์สามเฟสชนิดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า, ธัชธรรม นาคสุข Jan 2025

วิธีการออกแบบของวงจรกรองการแทรกสอดแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับการลดทอนกระแสรั่วไหลความถี่สูงในระบบพีวีอินเวอร์เตอร์สามเฟสชนิดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า, ธัชธรรม นาคสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในระบบพีวีอินเวอร์เตอร์สามเฟสชนิดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า การแทรกสอดทางแม่เหล็กไฟฟ้าโดยการนำมีสาเหตุจากแรงดันโหมดร่วมของอินเวอร์เตอร์ไปกระตุ้นให้เกิดกระแสรั่วไหลความถี่สูง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้แผงพีวีมีอายุการใช้งานสั้นลงแล้ว ยังไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมต่ออยู่ในโครงข่ายไฟฟ้าอีกด้วย การใช้วงจรกรองเพื่อลดทอนกระแสรั่วไหลความถี่สูงเป็นวิธีใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดีมีความจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางการออกแบบที่เหมาะสมเพื่อให้ได้คุณสมบัติในการกรองกระแสรั่วไหลความถี่สูงที่ดี วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการออกแบบวงจรกรองไฮบริดซึ่งประกอบด้วยวงจรกรองแอกทีฟที่ทำงานร่วมกับวงจรกรองพาสซีฟ โดยอาศัยวงจรสมมูลโหมดร่วมที่มีความแม่นยำ วงจรสมมูลดังกล่าวสามารถช่วยวิเคราะห์เสถียรภาพของวงจกรองแอกทีฟและใช้สำหรับออกแบบวงจรกรองโดยรวมให้มีขนาดเหมาะสมได้ ผลการจำลองการทำงานและผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าวงจรกรองไฮบริดสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีสมรรถนะในการกรองที่ดี โดยวงจรกรองแอกทีฟสามารถช่วยลดทอนกระแสรั่วไหลได้ดีในช่วงความถี่สูง 100 kHz – 500 kHz ซึ่งอยู่ในย่านมาตรฐานของการแทรกสอดทางแม่เหล็กไฟฟ้าโดยการนำ


การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์ Jan 2025

การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมการก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการจัดการวัสดุ เช่น เหล็กกล่อง ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก เนื่องจากปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้อง การสูญหาย และการพึ่งพาระบบเอกสาร ขณะที่เทคโนโลยีเดิมยังมีข้อจำกัด งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อระบบการติดตามวัสดุชนิดเหล็กกล่องในงานก่อสร้างตั้งแต่กระบวนการส่งมอบ คลังวัสดุ และการใช้งานวัสดุ ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เป็นแกนกลางควบคุม ระบบหลายเอเจนต์ (Multi-agent Systems) ซึ่งประกอบด้วยเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุด้วย คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Steel detect count Agent) และเอเจนต์บันทึกข้อมูล (Data collection Agent) โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้งานเชิงสนทนาบนเว็บแอปพลิเคชัน โดยระบบได้บูรณาการเทคโนโลยี BIM, YOLOv11, Gemini 2.5 Pro, LangGraph Supervisor และ ฐานข้อมูล Supabase จากการประยุกต์ใช้ในโครงการกรณีศึกษา ได้ใช้พารามิเตอร์ Precision, Recall และ F1-Score ในการประเมินการทำงานของเอเจนต์พบว่าเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุมีค่า F1-Score สูงถึง 98.25-100% และเอเจนต์บันทึกข้อมูลมีค่า 100% ในทุกพารามิเตอร์ และส่งผลให้เอเจนต์ตัวแทนควบคุมหลักประมวลผลข้อมูลส่วนใหญ่ได้อย่างถูกต้อง ยกเว้นข้อมูล quantity ที่มีค่า F1-Score อยู่ที่ 92.86% ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากเอเจนต์ตรวจจับและนับวัตถุก่อนหน้า และการประเมินการแสดงผลข้อมูลของวัสดุ แสดงให้เห็นว่าระบบบันทึกข้อมูลได้จริงตลอดทั้ง 3 กระบวนการ อีกทั้งเหล็กกล่องถูกนำไปติดตั้งได้อย่างครบถ้วน


การควบคุมกำลังไฟฟ้าแบบแยกอิสระของอินเวอร์เตอร์สามระดับ สำหรับแหล่งจ่ายไฟตรงคู่ที่มีบัสลบร่วมกัน, ปวีณ โล่ห์ทอง Jan 2025

การควบคุมกำลังไฟฟ้าแบบแยกอิสระของอินเวอร์เตอร์สามระดับ สำหรับแหล่งจ่ายไฟตรงคู่ที่มีบัสลบร่วมกัน, ปวีณ โล่ห์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอวิธีการควบคุมพลังงานสำหรับระบบแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองอินพุต โดยใช้คอนเวอร์เตอร์ชนิดอินเวอร์เตอร์สามระดับชนิดตัวที ที่มีบัสลบร่วม โครงสร้างอินเวอร์เตอร์สำหรับแหล่งจ่ายหลายแหล่งในรูปแบบดั้งเดิม โดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการแปลงพลังงานสองขั้นตอนและต้องใช้วิธีมอดูเลตเชิงสเปซเวกเตอร์ ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องการภาระการคำนวณสูง งานวิจัยนี้จึงนำเสนออินเวอร์เตอร์สามเฟส สามระดับ แบบแหล่งจ่ายไฟตรงคู่ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงสองแหล่งและทำงานในรูปแบบการแปลงพลังงานขั้นตอนเดียวได้ โดยได้พัฒนาวิธีการมอดูเลตเชิงฐานคลื่นพาห์ เพื่อใช้ในการควบคุมทิศทางการไหลของพลังงานแบบสองทิศทาง รวมถึงการปรับอัตราการแบ่งปันพลังงานระหว่างแหล่งพลังงานทั้งสองได้อย่างแม่นยำ วิธีการดังกล่าวช่วยให้สามารถควบคุมอินพุตแต่ละพอร์ตได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งรักษาความสมดุลในการทำงานของอินเวอร์เตอร์ความถูกต้องของวิธีการควบคุมได้รับการตรวจสอบผ่านการจำลองซอฟต์แวร์ และการทดสอบแบบฮาร์ดแวร์อินเดอะลูป นอกจากนี้ยังได้สร้างต้นแบบฮาร์ดแวร์ในห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินการ ทดลองจริงกับชุดฮาร์ดแวร์ โดยประเมินความแม่นยำของการแบ่งปันพลังงานภายใต้สภาวะแหล่งจ่ายและโหลดที่แตกต่างกัน ผลการทดลองยืนยันตรงกับผลการจำลองและการทดสอบฮาร์ดแวร์อินเดอะลูป แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของอินเวอร์เตอร์ที่มีพอร์ตไฟตรงคู่และวิธีการควบคุมที่นำเสนอสำหรับการแปลงพลังงานขั้นตอนเดียว


การทำความเย็นส่วนบุคคลโดยใช้วัสดุเปลี่ยนสถานะสำหรับบุคลากรที่สวมใส่ชุดป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล, พรพุทธ วิสุทธิวัชรกุล Jan 2025

การทำความเย็นส่วนบุคคลโดยใช้วัสดุเปลี่ยนสถานะสำหรับบุคลากรที่สวมใส่ชุดป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล, พรพุทธ วิสุทธิวัชรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การสวม PPE เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและชื้นอย่างประเทศไทย มักนำไปสู่การกักเก็บความร้อนในร่างกาย การระบายความร้อนลดลง และเกิดความไม่สบาย ความเหนื่อยล้า รวมถึงภาวะเครียดจากความร้อน งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาแบบจำลองชีวความร้อนอย่างง่าย (simplified bioheat model) โดยอ้างอิงโครงสร้างแบบจำลองแบบ passive ของ Fiala และเสริมด้วยการตอบสนองทางสรีรวิทยาแบบ active ที่จำเป็น เพื่อใช้ทำนายอุณหภูมิของร่างกายและประเมินความสบายทางความร้อนเมื่อสวม PPE ร่วมกับการระบายความร้อนด้วยวัสดุเปลี่ยนสถานะ (Phase Change Material: PCM) ผลการตรวจสอบความถูกต้องเทียบกับแบบจำลองอ้างอิงของ Fiala แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำดี โดยมีความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิอยู่ภายใน ±0.2°C นอกจากนี้ผลการจำลองยังพบว่า PCM สามารถลดความเครียดจากความร้อนและเพิ่มความสบายทางความร้อนอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 60 นาทีแรกของการทำงาน แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อ PCM หลอมละลายเต็มที่ก็ตาม ข้อจำกัดของงานวิจัยนี้ คือ แบบจำลองตั้งอยู่บนสมมติฐานของสภาวะอากาศร้อน (เริ่มต้นที่ 30°C) ทำให้ยังไม่สามารถแทนสภาวะอากาศเย็นได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งไม่ได้พิจารณาการตอบสนองทางสรีรวิทยาระยะยาว เช่น ภาวะขาดน้ำ ความเหนื่อยล้า หรือความเครียดเชิงกลจากน้ำหนัก PCM ที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว แบบจำลองนี้ยังคงสามารถทำนายอุณหภูมิร่างกายและค่าความรู้สึกทางความร้อนแบบพลวัต (DTS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนการใช้งานจริง จึงสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนระยะเวลาการทำงานที่ปลอดภัย และช่วยกำหนดปริมาณ รวมถึงตำแหน่งการติดตั้ง PCM ที่เหมาะสม ผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้สามารถเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการออกแบบชุด PPE ที่ปลอดภัย และช่วยลดภาระความร้อนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในสภาพแวดล้อมร้อนชื้นได้ดียิ่งขึ้น


การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์ Jan 2025

การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินสิทธิภาพของโครงสร้างเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูง (High-Strength Concrete-Filled Steel Tube, HSCFST) สำหรับการประยุกต์ใช้กับบ้านพักอาศัย อันเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ การเพิ่มขึ้นของค่าแรง และความจำเป็นในการลดระยะเวลาการก่อสร้างและต้นทุน การศึกษาได้พิจารณากรณีบ้านพักอาศัยสูง 3 ชั้น จำนวน 4 หลัง โดยทำการจำลองโครงสร้างด้วยโปรแกรม ETABS เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการรับแรงในแนวดิ่งและแรงจากแผ่นดินไหวของโครงสร้าง ซึ่งการออกแบบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงอ้างอิงมาตรฐาน AISC 360-22 (LRFD) ผลการออกแบบพบว่าสามารถลดขนาดเสาให้เล็กลงเหลือ 125 มิลลิเมตร และ 150 มิลลิเมตร เพื่อให้มีขนาดไม่เกินความหนาของผนังบ้านได้เมื่อใช้คอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดสูงกว่า 60 เมกะปาสคาล ร่วมกับเหล็กกล่องชนิดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยโครงสร้างที่ได้ออกแบบทั้ง 4 หลัง พบว่ามีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกและแรงแผ่นดินไหวดีกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเดิมในทุกด้าน ทั้งยังพบว่ามีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงในห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบกำลังรับแรงอัดกับค่าที่ได้จากสมการทำนายตามมาตรฐาน AISC 360-22 พบว่าค่าที่ได้จากการคำนวณมีค่าต่ำกว่าผลการทดสอบจริงค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นต่อการนำเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงไปใช้จริงในงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย


การวิเคราะห์ความสามารถในการขับขี่และพฤติกรรมจากความเหนื่อยล้าโดยใช้สัญญาณภาพ, ภาสวิชญ์ บุญนุช Jan 2025

การวิเคราะห์ความสามารถในการขับขี่และพฤติกรรมจากความเหนื่อยล้าโดยใช้สัญญาณภาพ, ภาสวิชญ์ บุญนุช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อาการเหนื่อยล้ายังคงเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญในกลุ่มผู้ขับรถบรรทุก ซึ่งมักจะส่งผลให้ระดับความสามารถในการขับขี่ลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การศึกษาในครั้งนี้นำเสนอแนวทางการใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยมีการรวมข้อมูลเหตุการณ์การเกิดพฤติกรรมของผู้ขับขี่ที่ตรวจจับได้จากระบบ AI Camera และข้อมูลด้านประชากรศาสตร์และลักษณะการทำงาน เพื่อทำนายระดับความสามารถในการขับขี่ที่ลดลงที่มีสาเหตุมาจากอาการเหนื่อยล้า โดยทำการศึกษาจากข้อมูลจำนวน 600 วัน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ขับขี่จำนวน 105 คน โดยแบ่งระดับความสามารถในการขับขี่ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความสามารถปกติ ความสามารถลดลง และความสามารถที่มีความเสี่ยงสูง โดยสังเกตจากพฤติกรรมการตอบสนองขณะขับขี่ การวิเคราะห์จะพิจารณาการรวมข้อมูลด้านประชากรศาสตร์และลักษณะการทำงาน วิธีการพัฒนาเกณฑ์ในการระบุระดับความสามารถในการขับขี่ กรอบเวลาในการสังเกตอาการเหนื่อยล้า และคุณภาพของข้อมูลเชิงพฤติกรรม โดยใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องภายใต้กรอบเวลาในการสังเกตที่แตกต่างกันก่อนเกิดที่ระดับความสามารถในการขับขี่ลดลง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยที่แสดงลักษณะการทำงานช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำนาย โดยสำหรับการศึกษานี้ แบบจำลองชนิด LightGBM ให้ผลการทำนายที่ดีที่สุดที่ค่าความแม่นยำ 90% ภายใต้เงื่อนไขเหตุการณ์ที่ผ่านการตรวจสอบและใช้กรอบเวลา 8 นาที ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้กรอบเวลาสั้นในการตรวจจับอาการเหนื่อยล้า การวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละปัจจัย (Feature Importance) พบว่า การหาว การปฏิบัติงานต่อเนื่องเกิน 4 ชม. และการหลับตา เป็นตัวบ่งชี้ทางพฤติกรรมที่สำคัญที่สุดตามลำดับ ในขณะที่อายุ การยกของก่อนขับรถ ช่วงเวลาในการทำงาน ประสบการณ์ในการทำงาน เป็นปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และการทำงานที่มีอิทธิพลต่อการลดลงของระดับความสามารถในการขับขี่ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่ผ่านการตรวจสอบเข้ากับลักษณะเฉพาะของผู้ขับขี่ และกรอบเวลาในการสังเกตอาการเหนื่อยล้าที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการประเมินระดับความสามารถที่ลดลงที่มีสาเหตุจากอาการเหนื่อยล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานขนส่ง


การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี Jan 2025

การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแจกลูกสะกดคำถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มจัดให้มีการเรียนการสอนและการประเมินตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ด้วยอัตราส่วนอาจารย์และนักเรียนที่แตกต่างกันมากอาจส่งผลให้อาจารย์ไม่สามารถประเมินการอ่านออกเสียงแจกลูกสะกดคำของนักเรียนได้อย่างทั่วถึง งานวิทยานิพนธ์นี้จึงพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทย ด้วยความซับซ้อนของอักขรวิธีภาษาไทย ซึ่งแตกต่างจากภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดปัญหาในการแบ่งกลุ่มตัวอักษรเพื่อสร้างคำอ่านแจกลูกสะกดคำที่ถูกต้องและการถอดข้อความจากเสียงเพื่อประเมินความถูกต้อง งานวิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยการพัฒนาขั้นตอนวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรในคำไทยแต่ละคำอย่างแม่นยำโดยการสร้างพจนานุกรมรูปสระ และใช้การคำนวณทางสถิติของระยะห่างเลเวนชเตย์นในการเลือกโครงสร้างพยางค์ที่เหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นระบบได้นำ แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ มาใช้ในการถอดข้อความเสียงการอ่านของผู้เรียน และใช้ขั้นตอนวิธีเกสตัลท์ในการประเมินความถูกต้องของเสียงอ่านอย่างละเอียด พบว่าวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรที่เสนอมีความถูกต้องสูงถึง 100% ในชุดข้อมูลคำไทย 708 คำ จากบัญชีคำพื้นฐาน และระบบสามารถจำแนกเสียงอ่านที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่า ความแม่นยำ 89.17%, ความเที่ยง 94.02%, และความไว 89.67% อีกทั้งยังตรวจจับข้อผิดพลาดประเภทวรรณยุกต์และการอ่านเกิน/ไม่อ่านได้แม่นยำ ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความได้เปรียบด้านความถูกต้อง ความสม่ำเสมอ และความรวดเร็วเมื่อเทียบกับการประเมินโดยมนุษย์ จึงสามารถช่วยลดภาระการประเมินและเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้การอ่านออกเสียง สำหรับในอนาคตควรมีการปรับปรุงแบบจำลองรู้จำเสียงพูดสำหรับภาษาไทยด้วยข้อมูลเสียงของเด็กประถม การขยายชุดคำทดสอบให้ครอบคลุมคำที่ซับซ้อนขึ้น การพัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา และการประเมินผลในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อยืนยันผลทางการศึกษา


การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร Jan 2025

การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดช่วงเวลาการประมวลผลที่เหมาะสมสำหรับการประมาณค่า Zenith Total Delay (ZTD) แบบใกล้ปัจจุบัน (Near Real-Time) ในประเทศไทย โดยใช้เทคนิค Precise Point Positioning (PPP) ร่วมกับข้อมูลวงโคจรแบบ Ultra-Rapid และแนวคิด Sliding Window ในการประมวลผลข้อมูลจากสถานี CORS จำนวน 20 แห่ง โดยใช้ข้อมูลตัวแทนสภาพอากาศในเดือนมกราคม มีนาคม และสิงหาคม พ.ศ. 2565 การประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ GipsyX กำหนดขนาด Window 30–540 นาที เลื่อนทุก 15 นาที และเฉลี่ยค่าภายใน Window ด้วยวิธี Weighted Least Squares ผลการศึกษาพบว่า ค่า RMSE ของความต่างของค่า ZTD ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 30–100 นาที และคงที่ที่ประมาณ 5–10 มม. เมื่อ Window มากกว่า 250 นาที โดยส่วนใหญ่ลดค่า RMSE ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 13 มม. ที่ใช้ในงาน Numerical Weather Prediction (NWP) ได้เมื่อ Window ประมาณ 120 นาที แม้บางสถานีต้องใช้เวลานานกว่าเนื่องจากความแปรผันเชิงพื้นที่ ด้านวิเคราะห์ช่วงเวลาเฉลี่ย พบว่าค่าเฉลี่ยเวลาประมวลผลอยู่ที่ 90.1 ± 40 นาที และลดลงเหลือ 79 ± 20 นาที เมื่อทำการตัดค่าผิดปกติที่อยู่นอกช่วงความเชื่อมั่น 95% ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ของผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าช่วงเวลาประมาณ 59–99 นาที (79 ± 20 นาที) ให้ความแม่นยำระดับใช้งานได้จริง และเมื่อพิจารณาร่วมกับแนวโน้มค่า RMSE …


ต้นแบบระบบตรวจจับ คัดแยก และป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก, รักษ์ตะวัน พูลสุวรรณ Jan 2025

ต้นแบบระบบตรวจจับ คัดแยก และป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก, รักษ์ตะวัน พูลสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการออกแบบและความเป็นไปได้ของระบบกระบวนการหลายขั้นตอนแบบครบวงจรสำหรับการตอบโต้โดรน (UAV) โดยใช้แพลตฟอร์ม Software-Defined Radio (SDR) ในกระบวนการแรก การตรวจจับใช้วิดีโอเรดาร์แบบคลื่นต่อเนื่องปรับความถี่ (FMCW) ที่มีความถี่พาหะ 2.4GHz สำหรับการตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศ ระบบย่อยนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อระบุระยะทางและความเร็วของวัตถุที่เข้ามา ขั้นตอนที่สองเกี่ยวข้องกับการจำแนกสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ (RF) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน (CNN) เพื่อวิเคราะห์สัญญาณควบคุมและการถ่ายโอนข้อมูลที่ส่งระหว่างโดรนและผู้ควบคุมภายในย่านความถี่ ISM (2.4GHz) ขั้นตอนสุดท้ายคือการทำให้ภัยคุกคามที่ได้รับการยืนยันเป็นกลางโดยใช้เทคนิคการตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์สองวิธี วิธีแรกคือการปล่อยสัญญาณรบกวนเพื่อขัดขวางการเชื่อมโยงคำสั่งและการควบคุมในย่านความถี่ ISM (2.4GHz) เพื่อแยกโดรนออกจากผู้ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ระบบจะทำการหลอก GPS ภายในย่านความถี่ L1 โดยการส่งสัญญาณ GPS L1 จำลองในย่านความถี่ 1.575GHz เพื่อทำให้ตำแหน่งของโดรนสับสน ระบบนี้ได้ทดสอบกับโดรน DJI Mini 4K ที่มีพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ 0.01 ตารางเมตร โดยมีผลลัพธ์คือระยะการตรวจจับ 20 เมตร และระยะการรบกวนและการหลอก GPS ที่ 50 เมตร ภายใต้ข้อจำกัดกำลังส่งที่ 20 dB ตามข้อจำกัดของย่านความถี่ ISM


การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์ Jan 2025

การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการผลิตละอองลอยกัมมันตรังสีที่มีนิวไคลด์ลูกหลานเรดอนเกาะติดภายใต้สภาวะควบคุม เพื่อจำลองลักษณะทางกายภาพของอนุภาคในสิ่งแวดล้อมจริง และประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอดได้รับ โดยมุ่งเน้นการศึกษาในช่วงขนาดอนุภาค 10 ถึง 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงขนาดวิกฤตที่มีโอกาสตกสะสมในถุงลมปอดและส่งผลกระทบทางชีวภาพสูงสุด การศึกษาดำเนินการโดยใช้สารละลายตั้งต้น 3 ชนิด ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์, กลูโคส และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ที่ระดับ ความเข้มข้นแปรผันตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ppm ร่วมกับการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ (25 และ 35 องศาเซลเซียส) และความชื้นสัมพัทธ์...


การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์ Jan 2025

การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความแม่นยำของเครื่องมือใหม่ที่ถูกพัฒนามาใช้ทดแทนเครื่องมือเดิม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ ได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาเพื่อทดแทนการใช้โฟมพิมพ์เท้า และใช้ iPhone 12 mini เป็นอุปกรณ์สแกนรอยฝ่าเท้าเพื่อทดแทนเครื่อง 3D scanner เพื่อประเมินให้เห็นว่าสามารถนำเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาและ iPhone 12 mini มาใช้ทดแทนได้ จึงได้มีการออกแบบการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) โดยศึกษาปัจจัยของประเภทเครื่องมือที่ใช้พิมพ์รอยฝ่าเท้า ได้แก่ โฟมพิมพ์เท้า และ เครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพา และประเภทเครื่องสแกน 3 มิติ ได้แก่ 3D scanner และ iPhone 12 mini การทดสอบได้เก็บข้อมูลเท้า 18 ข้าง จากผู้เข้าร่วมวิจัย 9 คน โดยพิมพ์ลงบนเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า และทำซ้ำ 3 ครั้ง รอยฝ่าเท้าที่ได้ถูกสร้างรูปร่างรอยฝ่าเท้าดิจิตอลด้วย iPhone 12 mini และ 3D scanner เพื่อเก็บข้อมูลตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ได้แก่ ความกว้างรอยฝ่าเท้า ความยาวรอยฝ่าเท้า ความสูงรอยฝ่าเท้าในพื้นที่บริเวณอุ้งเท้า 4 ตำแหน่ง และความสูง Metatarsal head ที่ 3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ของเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพากับโฟมพิมพ์เท้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้ iPhone 12 กับ 3D scanner ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …


ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ Jan 2025

ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิเคราะห์เชิงข้อมูลที่ดำเนินการโดยมนุษย์มีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลา ทักษะเฉพาะทาง และทรัพยากรจำนวนมาก งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาวิธีในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เพื่อทำให้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบอัตโนมัติ โดยปฏิบัติตามวิธี 6 ขั้นตอน ได้แก่ ถาม เตรียม ประมวลผล วิเคราะห์ แบ่งปัน และดำเนินการ โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาแทรกแซงตลอดกระบวนการวิเคราะห์ การดำเนินการเริ่มตั้งแต่ผู้ใช้ป้อนชุดข้อมูล วัตถุประสงค์ที่ต้องการ บริบทของข้อมูล และสมมติฐานที่มีอยู่ก่อน จากนั้นระบบจะสร้างคำสั่ง และดำเนินงานต่าง ๆ โดยอัตโนมัติผ่านตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบเฉพาะทาง โดยตัวแทนเหล่านี้มีบทบาทในการวางแผนและกำหนดการดำเนินงาน โดยอาศัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการสร้างแนวคิดและใช้เหตุผลเพื่อกำหนดแนวทางการวางแผนและการดำเนินการ ผลการทดลองจาก 5 ชุดข้อมูลในสาขาที่แตกต่างกัน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ ธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่า ผลการประเมินตามเกณฑ์คะแนนการวิเคราะห์เชิงข้อมูลเฉลี่ย 8.1 – 9.4 จากคะแนนเต็ม 10 โดยมีความสอดคล้องระหว่างผลการประเมินโดยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และมนุษย์เฉลี่ย 0.94 – 0.97 มีเวลาในการดำเนินงานเฉลี่ย 1.8 - 6.6 นาที มีข้อผิดพลาดเฉลี่ย 0.2 - 1.8 ครั้ง และมีความสามารถในการทำงานต่าง ๆ เช่น ประมวลผลโค้ด คำนวณสถิติหรือสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง และแสดงผลภาพได้ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลเสมือน และสามารถต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติในสาขาต่าง ๆ ได้ในอนาคต


แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย Jan 2025

แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องเชิงรูปแบบ (Formal Verification) ร่วมกับกรอบการประเมินผลผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรขนาดเล็กประเมินตนเอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารโครงการ (Project Management: PM) ของมาตรฐาน ISO/IEC 29110 สำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก (Very Small Entities: VSEs) โดยใช้แบบจำลอง Colored Petri Nets (CPNs) ในการนิยามและจำลองกระบวนการหลักของ PM ได้แก่ การวางแผน การดำเนินโครงการ การควบคุม และการปิดโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญของกระบวนการเหล่านี้อย่างเป็นระบบและระบบเว็บแอปพลิเคชันถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล เรียกใช้การจำลอง และนำเสนอผลการประเมิน ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของโทเคน เพื่อนำไปประเมินผ่านแบบจำลอง CPN และเชื่อมโยงผลลัพธ์กับระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานในแต่ละกระบวนการของ ISO/IEC 29110 PM การทดลองใช้งานระบบยืนยันถึงความถูกต้อง ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบที่นำเสนอ การผสานรวมระหว่างแบบจำลองเชิงรูปแบบกับระบบอัตโนมัติผ่านเว็บแอปพลิเคชันนี้ เป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ โดยช่วยเสริมสร้างความเข้มงวดในการตรวจสอบ การประเมินกระบวนการอย่างเป็นระบบ และรองรับการนำไปใช้งานจริงผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กก่อนรับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบ


การปลูกและวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของฟิล์มแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมอาร์เซไนด์และฟิล์มอินเดียมฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมแอนติโมไนด์, สหรัฐ ชมเดช Jan 2025

การปลูกและวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของฟิล์มแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมอาร์เซไนด์และฟิล์มอินเดียมฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมแอนติโมไนด์, สหรัฐ ชมเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการปลูกชั้นฟิล์ม GaAsPBi บนแผ่นฐาน GaAs เพื่อลดความบกพร่องของโครงผลึกในชั้นฟิล์ม และชั้นฟิล์ม InPBi บนแผ่นฐาน GaSb เพื่อให้เกิดการดึง Bi เข้ามาผสมในชั้นฟิล์มมากขึ้น ชิ้นงานถูกปลูกโดยเทคนิคเอพิแทกซีลำโมเลกุล (MBE) นอกจากนี้ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกนำไปอบที่อุณหภูมิสูง เพื่อศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิที่มีต่อคุณสมบัติของวัสดุ ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) จุลทรรศน์แบบใช้แสง (OM) และ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD ถูกศึกษา oxidation state และองค์ประกอบของธาตุในชั้นฟิล์มด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (XAS) และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL ชิ้นงาน InPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL. ผลการวิเคราะห์ชิ้นงาน GaAsPBi แสดงว่าชิ้นงานที่ได้รับการปรับปรุงเงื่อนไขการปลูก ไม่มีความบกพร่องของโครงผลึกบนผิวหน้า เนื่องจากชั้นฟิล์มมีค่าคงตัวแลตทิซใกล้เคียงกับแผ่นฐาน มีปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์มเพิ่มขึ้น และมีปรับปรุงผลตอบสนองเชิงแสงให้ดีขึ้น การศึกษาผลของการอบชิ้นงานพบว่า การอบที่ 650°C เกิดการทำลายผิวหน้าของชิ้นงาน ทำให้คุณภาพผลึกแย่ลง การอบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปล่งแสงได้เล็กน้อยในกรณีการอบที่อุณหภูมิ 450°C และ 550°C แต่การอบที่ 650°C ทำให้ประสิทธิภาพการเปล่งแสงลดลงไปอย่างมาก และการอบไม่ส่งผลต่อองค์ประกอบในชั้นฟิล์ม ชั้นฟิล์ม InPBi มีโครงผลึกที่มีการคลายความเครียด ทำให้ผิวหน้ามีความขรุขระ ความขรุขระของผิวหน้าและปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์ม ถูกพบว่าแปรผันกับอุณหภูมิปลูกและปริมาณของ Bi ในลำโมเลกุล ผลตอบสนองเชิงแสงของชิ้นงานแสดงยอดการเปล่งแสงหลายยอด ชิ้นงานที่มีปริมาณ Bi มากที่สุดถูกปลูกที่อุณหภูมิ 300°C โดยมีปริมาณ Bi ในลำโมเลกุลเป็น 2×10-8 Torr ซึ่งทำให้มี Bi ในชั้นฟิล์มเป็น 2.45% เมื่อเปรียบเทียบกับชั้นฟิล์มที่ปลูกด้วยเงื่อนไขเดียวกันบนแผ่นฐาน InP แล้ว พบว่ามีปริมาณ Bi ที่มากกว่าเล็กน้อยในชั้นฟิล์มที่ปลูกบน GaSb


การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์ Jan 2025

การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จึงทำการศึกษาการใช้วัสดุประเภทลิดโนเซลลูโลส ซึ่งสามารถหาได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยเลือกใช้ซัง(หรือแกน) ข้าวโพดซึ่งเป็นเศษวัสดุจากข้าวโพดซึ่งมีการเพาะปลูกในปริมาณมากในประเทศไทย ในการปรับสภาพเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการหมักเอทานอล โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะของการปรับสภาพโดยการระเบิดด้วยไอน้ำและประเมินศักยภาพของซังข้าวโพดบดที่ถูกปรับสภาพในการผลิตเอทานอลด้วยกระบวนการย่อยและหมักพร้อมกัน (Simultaneous Saccharification and Fermentation; SSF) แกนข้าวโพดถูกบดและร่อนให้มีขนาดอนุภาค 2.0 และ 0.5 มิลลิเมตร จากนั้นนำไปปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 190, 210 และ 230 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 6, 13 และ 20 นาที จากนั้นศึกษาผลของสภาวะการปรับสภาพต่อการปลดปล่อยน้ำตาลและการผลิตเอทานอลโดยวัสดุที่ผ่านการปรับสภาพจะถูกนำไปย่อยด้วยเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสเป็นน้ำตาลกลูโคสและไซโลส ก่อนเข้าสู่กระบวนการหมักแบบ โดยใช้เชื้อ Pichia stipitis TISTR 5806 ร่วมกับยีสต์ทางการค้า ผลการศึกษาพบว่า การปรับสภาพที่อุณหภูมิ 210 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 13 นาที ความเข้มข้นของกลูโคสสูงสุดเท่ากับ 19.5 กรัมต่อลิตร ที่การใช้ซังข้าวโพดที่มีขนาดอนุภาค 0.5 มิลลิเมตร ปรับสภาพที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 นาที ที่ความเข้มข้นของของแข็งร้อยละ 13 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ร่วมกับการเติม สามารถผลิตเอทานอลได้ที่ความเข้มข้นสูงสุด 29.4 กรัมต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.7 กรัมต่อลิตรเมื่อเทียบกับการใช้กากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเลือกสภาวะที่ใช้ในการปรับสภาพด้วยไอน้ำอย่างเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดสารยับยั้งระหว่างการปรับสภาพ ส่งผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพด รวมถึงมีศักยภาพที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ในการกระบวนการหมักเพื่อผลิตสารชีวภาพอื่น ๆ


การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์ Jan 2025

การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ (Mobile Mapping System : MMS) ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่จะประกอบไปด้วยระบบหลัก 2 ระบบ คือ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System : GNSS) และระบบนำทางเฉื่อย (Inertial Navigation System : INS) เป็นระบบที่ช่วยให้การทำงานในภาคสนามสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากในการสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งการนำมาใช้งานในประเทศไทยส่วนมากจะเป็นการนำระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เชิงพาณิชย์ที่เป็นระบบแบบสำเร็จรูปมาใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยว แต่ก็ยังมีหน่วยงานที่มีการติดตั้งเสาอากาศคู่ในระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เพื่อใช้งาน รวมไปถึงในต่างประเทศก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เสาอากาศคู่ ในงานวิจัยนี้ได้มีการนำข้อมูลที่ได้จากระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ที่มีการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมแบบเสาอากาศคู่ จาก 2 พื้นที่ ได้แก่พื้นที่เขตชุมชนเมืองแออัดที่มีสิ่งบดบังการรับสัญญาณดาวเทียม และพื้นที่เปิดโล่งง่ายต่อการรับสัญญาณดาวเทียมมาทำการประมวลผลแบบจลน์ภายหลังเพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ โดยจะทำการศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ในส่วนของทิศทางในส่วนของค่า Yaw และตำแหน่งที่ได้จากไฟล์วิถีการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ รวมไปถึงเปรียบเทียบผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ที่ได้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งในส่วนของเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในพื้นที่ที่ 2 ได้มีการจัดทำจุดตรวจสอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งของผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ ผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ 1 พื้นที่เขตเมืองค่าความแตกต่างของค่า Yaw ที่ได้จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่มีค่าต่างกันสูงสุด 0.107° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.049° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดทางราบ (2D) แตกต่างกันได้สูงสุดถึง 1.931 เมตร ความแตกต่างของค่าพิกัดทั้งสามแกน (3D) สูงสุดถึง 2.245 เมตร ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 พื้นที่เปิดโล่งค่าความแตกต่างของค่า Yaw มีค่าต่างกันสูงสุด 0.008° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.002° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดแตกต่างกันสูงสุดเพียงหลักมิลลิเมตรเท่านั้น และความถูกต้องทางตำแหน่งเมื่อเทียบกับจุดตรวจสอบในพื้นที่ที่ 2 พบว่าการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวหรือเสาอากาศคู่ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันมาก มีค่า RMSE ทั้ง 3 แกนต่างกันเพียง 5 มิลลิเมตรเท่านั้น ในส่วนของความหนาแน่นพอยต์คลาวด์พบว่าทั้ง 2 พื้นที่ เมื่อประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่จะให้ปริมาณพอยต์คลาวด์ที่ใกล้เคียงกันมากหรือเท่ากันในแต่ละพื้นที่ และพบว่าพอยต์คลาวด์ที่ได้ในพื้นที่ที่ 1 จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวมีการฟุ้งของพอยต์คลาวด์และเกิดความผิดพลาดทางตำแหน่งของพอยต์คลาวด์มากกว่าเสาอากาศคู่ ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 ลักษณะของพอยต์คลาวด์ที่ได้จากการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ไม่เห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด


Fast-Sparse-Spanner: A Practical Algorithm For Constructing Low-Stretch Sparse Geometric Graphs, Fnu Shariful Jan 2025

Fast-Sparse-Spanner: A Practical Algorithm For Constructing Low-Stretch Sparse Geometric Graphs, Fnu Shariful

UNF Graduate Theses and Dissertations

When constructing geometric graphs (vertices are points and edges are line segments connecting point pairs) on pointsets, stretch-factor (worst-case detour between any point pair) is often considered a quality metric. A low stretch-factor (a quantity that is usually > 1) guarantees short paths between all vertex pairs. A geometric graph having a stretch-factor of t is known as a t-spanner. Creating low stretch-factor geometric graphs for large pointsets with a low number of edges is an open problem in computational geometry.

In this work, we have designed and engineered a new simple and practical (fast and memory-efficient) algorithm named Fast-Sparse-Spanner algorithm …


Traffic Safety In Tacoma: A Dual Study On Community Perceptions Of Vision Zero And The Application Of The Safe System Framework, Janeroza W. Matyenyi Jan 2025

Traffic Safety In Tacoma: A Dual Study On Community Perceptions Of Vision Zero And The Application Of The Safe System Framework, Janeroza W. Matyenyi

UNF Graduate Theses and Dissertations

The city of Tacoma adopted Vision Zero in 2020 and is planning to achieve zero traffic deaths and severe injuries by 2035. As part of its outreach plan to engage the local community, the city of Tacoma’s Vision Zero team surveyed the critical issues affecting traffic safety as perceived by road users. One of the Vision Zero strategies is to implement safer speeds across streets by reducing speed limits that are too high. This study aims to analyze the factors influencing the perceptions of speeding and high-speed limits as safety concerns, analyze narratives from respondents on issues affecting traffic safety, …


Understanding Fare Capping In Public Transit: Socioeconomic Predictors And Ridership Outcomes, Maige Majuto Jan 2025

Understanding Fare Capping In Public Transit: Socioeconomic Predictors And Ridership Outcomes, Maige Majuto

UNF Graduate Theses and Dissertations

Fare capping is a transit policy that limits how much a rider pays within a certain period, after which all rides are free for the rest of that period. Fare capping has become a potential strategy to reverse the trend of declining transit ridership, which has been caused by factors like fare increases, service reductions, and shifts in travel behavior. While demographic and socioeconomic characteristics are known to influence ridership, their role in fare capping adoption remains underexplored. This study examines how factors like age, income, race, education, and car ownership affect fare capping adoption at the neighborhood level and …


Investigating The Roles Of Intrinsic Point Defects And Transition Metal Doping In Monolayer And Bulk Tis2, Patrick J. Keeney Jan 2025

Investigating The Roles Of Intrinsic Point Defects And Transition Metal Doping In Monolayer And Bulk Tis2, Patrick J. Keeney

UNF Graduate Theses and Dissertations

Within this thesis, the magnetic and electronic properties of various 1T-TiS2 systems are thoroughly examined using density functional theory (DFT) and scanning tunneling microscopy (STM). Formation energies and electronic implications of intrinsic point defects in bulk TiS2 and monolayer TiS2 are analyzed by approximating a computational monolayer of TiS2 as the surface layer of a bulk sample. This approximation is validated given that intralayer covalent bonding dominates interlayer van der Waals interactions. We conclude that the most energetically favorable intrinsic defects are Ti atoms settling above the outermost S plane and S vacancies. In addition, the …


Rodcast Interaction: A Novel Technique For Dense Virtual Reality Environments, Nevzat U. Demirseren Jan 2025

Rodcast Interaction: A Novel Technique For Dense Virtual Reality Environments, Nevzat U. Demirseren

UNF Graduate Theses and Dissertations

Virtual Reality (VR) technologies continue to grow in popularity and application versatility, yet effective interaction within complex dense environments remains as a critical challenge. In particular, users with low level of VR experience often face decreased accuracy and dissatisfaction selecting occluded objects. A variety of interaction techniques to select and manipulate objects exist, but there is a research gap in understanding what kinds of techniques support users in dense environments. This study evaluates the user performance and preference in such environments. Three interaction techniques are examined in this study: Go-Go Hand, Flower Cone, and a proposed technique called RodCast Interaction. …


Frustrated Quantum Magnetism: The Interplay Of Isotropic And Anisotropic Interactions With Application To Α-Rucl3, Evan M. Wilson Jan 2025

Frustrated Quantum Magnetism: The Interplay Of Isotropic And Anisotropic Interactions With Application To Α-Rucl3, Evan M. Wilson

UNF Graduate Theses and Dissertations

We investigate how anisotropic spin interactions, including Dzyaloshinskii–Moriya and Kitaev terms, manifest across quantum spin systems ranging from a single S = 1/2 dimer to molecular spin clusters and layered magnetic materials. Beginning with an exact analysis of the spin dimer, we demonstrate how singlet–triplet mixing induced by Dzyaloshinskii–Moriya interaction directly influences both thermodynamic observables and inelastic neutron scattering spectra. These microscopic fingerprints are then extended to trimer, tetramer, and tetrahedron geometries, where field-induced phase transitions and heat capacity anomalies reveal the interplay between isotropic Heisenberg and anisotropic Kitaev exchanges. In the frustrated zigzag honeycomb lattice, we show that a …