Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Other Education Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 67

Full-Text Articles in Other Education

Global Trends In School Disaster Preparedness Research: Bibliometric Analysis Impacts On Public Health And Safety, Muhammad Farid, Muhammad Agita Hutomo, Oktomi Wijaya, Dian Ika Puspitasari Jul 2026

Global Trends In School Disaster Preparedness Research: Bibliometric Analysis Impacts On Public Health And Safety, Muhammad Farid, Muhammad Agita Hutomo, Oktomi Wijaya, Dian Ika Puspitasari

Chulalongkorn Medical Journal

Background: Disasters disrupt daily human activities, arising from natural or artificial triggers, with varying impacts based on community vulnerability and resource capacity. Effective disaster management involves a cycle of mitigation, preparedness, response, and recovery. One of the mitigation measures is to establish school disaster preparedness that integrate education and capacity building.

Objective: The aim of this research is to conduct a bibliometric analysis based on Scopus publications regarding school disaster preparedness.

Methods: A bibliometric analysis was performed on publications indexed in Scopus from 1965 to 2024. Data were processed and visualized using VOSviewer to explore trends in annual outputs, contributing …


ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ Jan 2025

ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยบ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล” ในฐานะบ้านครูดนตรีไทยในปัจจุบันที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายวัยและอาชีพผ่านการเรียนรู้ซอสามสาย การรวมวงดนตรีไทย และการพบปะทางสังคม โดยใช้กรอบแนวคิดชุมชนแห่งการปฏิบัติ (Communities of Practice) เป็นกรอบสำคัญในการศึกษา 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ศึกษาที่มา ขอบเขตขององค์ความรู้และเป้าหมายร่วมกันของชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 2) ศึกษาลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 3) ศึกษากระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วมภายในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณา (Ethnography) ในลักษณะกรณีศึกษา โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกวันเสาร์ ณ บ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล และสมาชิกชุมชนจำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านที่มา ขอบเขตองค์ความรู้และเป้าหมาย (Domain) ชุมชนก่อรูปขึ้นจาก การรวมตัวของผู้มีใจรักและสนใจในดนตรีไทย โดยมีซอสามสายเป็นองค์ความรู้หลัก และมีเป้าหมายร่วมกัน ในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดดนตรีไทยผ่านการปฏิบัติและเรียนรู้ร่วมกัน 2) ด้านลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิก (Community) โครงสร้างความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรที่เอื้ออาทร เกื้อกูล และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกัน โดยครูเสนีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความปลอดภัยทางใจ และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนทั้งภายในและภายนอกเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรม 3) ด้านกระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วม (Practice) กระบวนการเรียนรู้เกิดผ่านการต่อเพลง การบรรเลงรวมวง การแลกเปลี่ยน การรับประทานอาหารร่วมกัน ตลอดจนการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเวทีการแสดงเพื่อสร้าง อัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และสร้างการรับรู้ต่อสังคม งานวิจัยนี้ได้นำเสนอภาพระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียน เพื่ออธิบายองค์ประกอบและเงื่อนไขในการจัดการดนตรีศึกษาแบบตามอัธยาศัยแบบหนึ่งในบริบทดนตรีไทยในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบ้านดนตรีไทยในกรอบ บ้าน วัด วัง สู่รูปแบบ ชุมชนแห่งกัลยาณมิตรทางการปฏิบัติ ที่เน้นการเรียนรู้อย่างเปิดกว้างควบคู่กับการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรม


การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี Jan 2025

การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง "การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาประวัติและพัฒนาการของการถ่ายทอดการขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475 – 2531) 2) สังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการสอนขับร้องแบบตะวันตกจากเอกสารการสอนในสถาบันการศึกษาภาครัฐ จำนวน 20 เล่ม และ 3) ศึกษาบริบทนโยบายการศึกษาของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนดนตรีและขับร้อง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสานวิธีการทางประวัติศาสตร์ ตามขั้นตอนการศึกษาทางประวัติศาสตร์ 6 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร จากเอกสารการในสถาบันการศึกษาภาครัฐ ครอบคลุมตำรา หนังสือ แบบเรียน คู่มือการสอน และเอกสารราชการ และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 2 กลุ่ม รวม 22 คน ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการขับร้อง เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและนโยบายรัฐที่มีต่อพัฒนาการการจัดการเรียนการสอนวิชาขับร้อง ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการขององค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทย มิได้เป็นพัฒนาการเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ แต่เป็นผลผลิตที่ถูกกำกับโดยอุดมการณ์และนโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ ได้แก่ 1) ยุคก่อร่างแห่งการวางรากฐาน (พ.ศ. 2475 – 2500) ภายใต้อิทธิพลของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478 ที่รัฐมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานพลเมืองแบบ “พุทธิศึกษา” ส่งผลให้เกิด “กระบวนทัศน์เน้นทฤษฎี” โดยมีพระเจนดุริยางค์เป็นตัวแทนหลัก เนื้อหาจึงมุ่งเน้นการอ่านเขียนโน้ตและทฤษฎีดนตรีมากกว่าเทคนิคการขับร้องเพื่อตอบสนองการวัดผลที่ชัดเจน 2) ยุคเข้าสู่ระบบการศึกษา (พ.ศ. 2501 – 2515) เป็นยุคแห่งการขยายตัวตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการผลิตครู ทำให้เกิดช่องว่างทางวิธีสอนที่องค์ความรู้เดิมไม่สามารถตอบสนองได้ นำไปสู่ 3) ยุคพัฒนาการ (พ.ศ. 2516 – 2531) ซึ่งเป็นยุคที่สถาบันอุดมศึกษาเข้มแข็งและมีการตอบสนองต่อแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 ที่เน้นทั้งความเป็นเลิศและความเท่าเทียม ก่อให้เกิดการขยายตัวขององค์ความรู้เป็น 2 ทิศทาง คือ …


ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน Jan 2025

ความชุกและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในนักดนตรีซอไทย, พฤฒิธเรศ แสงศิรินาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรี (Playing-Related Musculoskeletal Disorders: PRMDs) ในกลุ่มนักดนตรีซอไทย (ซออู้ ซอด้วง และซอสามสาย) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการบาดเจ็บเฉพาะกลุ่มนักดนตรีซอในประเทศไทยค่อนข้างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความชุกของอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในนักดนตรีซอไทย และ 2) เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ต่อการบาดเจ็บจากท่าทางการบรรเลงใช้ระเบียบวิธีวิจัยพหุวิธีแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Multimethod Design) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่ 1) การสำรวจความชุกด้วยแบบสอบถามที่ประยุกต์จาก Nordic Questionnaire ในกลุ่มตัวอย่างนักดนตรีซอไทยจำนวน 61 คน 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ที่มีประวัติการรักษาทางการแพทย์จำนวน 9 คน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบเชิงลึก และ 3) การประเมินความเสี่ยงทางกายรศาสตร์ด้วยวิธี Rapid Entire Body Assessment (REBA) ในกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนจำนวน 19 คน เพื่อวิเคราะห์ท่าทางการบรรเลง พร้อมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบความเสี่ยงกับท่าทางขณะนั่งเก้าอี้ ที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่างบางส่วน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลความชุก (Prevalence) ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วย thematic analysis และสรุประดับความเร่งด่วนในการปรับปรุงจากเกณฑ์ Action level ของ REBAผลการวิจัยพบว่า นักดนตรีซอไทยมีอัตราความชุกของอาการบาดเจ็บสูงถึงร้อยละ 98.4 โดยเฉพาะในกลุ่มนักดนตรีซอด้วงและซอสามสายที่พบประวัติอาการบาดเจ็บถึงร้อยละ 100 บริเวณร่างกายที่พบอาการบาดเจ็บสูงสุดขณะบรรเลง คือ นิ้วมือ (ร้อยละ 91.8) รองลงมาคือ ขา (ร้อยละ 85.2) และมือ (ร้อยละ 83.6) ทั้งนี้ "ขา" เป็นตำแหน่งที่พบระดับความเจ็บปวดรุนแรงที่สุด ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมการนั่งพับเพียบผลการประเมินความเสี่ยงด้วย REBA ชี้ให้เห็นว่า ท่าทางการนั่งพับเพียบขณะบรรเลงมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ "สูงมาก" (Very High Risk) มีคะแนนเฉลี่ย 11.00 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทันที สาเหตุหลักเกิดจากการนั่งพับเพียบและการรับน้ำหนักแบบคงที่ (Static Loading) …


การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย Jan 2024

การพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี เพื่อส่งเสริมทักษะการบูรณาการของครูดนตรี, สสิพงษ์ แก้วเปี้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างการ์ดการเรียนรู้เรื่องเพลงภาษาตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูผู้สอนในบริบทครูดนตรีระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี 2) แบบประเมินคุณภาพการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรี และ 3) แบบสัมภาษณ์ด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้และลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ครูผู้สอนดนตรี จำนวน 6 ท่าน แบ่งเป็นครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนรัฐบาลที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี และครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 1-2 ปี 2) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 2-3 ปี 3) ครูผู้สอนดนตรีโรงเรียนนานาชาติที่มีประสบการณ์สอน 4-5 ปี ผลการวิจัยพบว่า การ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีมี 4 ชุด ประกอบด้วย แนวคิดดนตรี (Music Concept) การปฏิบัติดนตรี (Perform) การฟังเพลง (Listen) และการบูรณาการ (Integrate) มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านมาปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับครูดนตรี ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็นด้านการพัฒนาการ์ดการเรียนรู้ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านการใช้การ์ดการเรียนรู้: เสนอให้มีการใช้การ์ดการเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการของใช้งาน จะทำให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น 2) ด้านผู้ใช้งาน: เสนอให้ผู้เรียนสามารถเลือกการ์ดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จะทำให้ชั้นเรียนมีความสนุกและน่าสนใจ 3) ด้านองค์ประกอบของการ์ด: เสนอให้ทำการ์ดการเรียนรู้ในรูปแบบภาษาอังกฤษ เพื่อสะดวกต่อการใช้งานของครูผู้สอนดนตรีในโรงเรียนนานาชาติ และ 4) ด้านครูผู้สอน: ครูผู้สอนกล่าวว่าการ์ดการเรียนรู้เป็นส่วนช่วยให้ครูผู้สอนตระหนักถึงการสอนของตนเอง เปรียบเสมือนเป็นแนวทางการสอนในรูปแบบใหม่ที่สามารถนำไปปรับใช้ในเหมาะสมกับชั้นเรียนของตนเองได้ ซึ่งผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของครูผู้สอนไปปรับปรุงและพัฒนาจนเป็นการ์ดการเรียนรู้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมดนตรีฉบับสมบูรณ์ และในด้านการวิเคราะห์และอธิบายลักษณะการบูรณาการของครูดนตรี สรุปได้ 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ผลการทดลองใช้การ์ดการเรียนรู้ของครูดนตรี พบว่า …


แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล, ณัฐณิชา มุสิกสวัสดิ์ Jan 2024

แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล, ณัฐณิชา มุสิกสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่อง แนวทางการก้าวผ่านความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีโรงเรียนรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อความท้าทายในการปฏิบัติงานของครูดนตรีในโรงเรียนสังกัด สพม. และเพื่อศึกษาแนวทางก้าวผ่านความท้ายของครูดนตรีในโรงเรียนสังกัด สพม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า ช่วงเวลาการทำงานที่แตกต่างกันทำให้ได้มาซึ่งความคิดเห็นต่อความท้าทายบนเส้นทางอาชีพครูดนตรีที่มีความแตกต่างกัน พิจารณาจากการเริ่มต้นใช้หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานของผู้ให้ข้อมูลแต่ละรายสะท้อนให้เห็นถึง บริบทการปฏิบัติงานที่หลากหลาย ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองและประสบการณ์ที่ได้จากการจัดการเรียนการสอน ในแนวทางการก้าวผ่านความท้าทายพบว่าสามารถจำแนกประเด็นปัญหาหลักออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ ภาระงานสอนและการควบคุมชั้นเรียน ภาระนอกเหนือการสอน และค่าตอบแทนและการประเมินเพื่อขอเลื่อนขั้นวิทยฐานะและผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ซับซ้อนในวิชาชีพครูดนตรี และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยให้ครูดนตรีสามารถก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพการศึกษาดนตรีในโรงเรียนรัฐบาล


แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่องแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน และเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งเป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ที่ทำการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยศึกษาผ่านเว็บไซต์หลักของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา โปรแกรมการแสดงประจำฤดูกาลของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ถูกเผยแพร่โดยวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 33 วง เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis Form) ต่อมาเป็นการศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตราประเภทรายบุคคลสามารถแบ่งตามตามช่วงวัยได้ 6 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้เข้าร่วมในช่วงปฐมวัย 2) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยเรียน 3) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยรุ่น 4) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยทำงาน 5) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยสูงอายุ และ 6) ผู้เข้าร่วมไม่จำกัดช่วงวัย ในบางกิจกรรมจะมีการระบุลักษณะเพิ่มเติมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการระบุลักษณะที่ชัดเจนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้รู้ว่ากิจกรรมเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายใด สามารถแบ่งออกมาได้ 9 กลุ่มลักษณะ ได้แก่ 1) กลุ่มนักเรียน 2) กลุ่มนักดนตรี หรือนักร้อง 3) กลุ่มวาทยากร 4) กลุ่มนักประพันธ์เพลง 5) กลุ่มครูผู้สอน 6) กลุ่มผู้มีความต้องการพิเศษ 7) กลุ่มนักวิชาการ 8) กลุ่มผู้อุปถัมภ์วง และ 9) กลุ่มช่างสร้างเครื่องดนตรี กลุ่มเป้าหมายกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรานอกจากผู้เข้าร่วมที่เป็นบุคคลแล้ว ยังพบกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรมของวงยังมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประเภทกลุ่มองค์กรด้วย ได้แก่ 1) สถาบันครอบครัว 2) สถาบันการศึกษา 3) ชุมชน 4) สถานพยาบาล 5) สถานเลี้ยงเด็ก และ 6) งานเทศกาลต่าง ๆ ลักษณะของรูปแบบกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรา สามารถสรุปออกมาได้ทั้งสิ้น 5 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดง 2) …


มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา Jan 2024

มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศ ไทย และ 2) ศึกษาแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง คุณภาพ ศึกษาโดยใช้การสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และรายงานเป็นการบรรยาย และตาราง โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจ​ากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 ท่าน แบ่งตาม ช่วงอายุ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม Gen BB กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Gen Y จำนวนกลุ่มละ 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) มุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย มีลักษณะ เฉพาะตัวที่หลากหลาย สะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลที่มีแนวคิดแตกต่างกันตามประสบการณ์และรสนิยม อย่างไรก็ตาม ผลการ วิเคราะห์สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของความนิยมในภาพรวมที่สามารถจำแนกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ความหมายของการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่ง ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารผ่านเสียงดนตรีวิธีการแสดงออกซึ่งเน้นที่เสียงเป็นหลักแต่บางส่วนยอมรับบทบาทของท่าทาง การตีความบทเพลง ซึ่งต้อง พิจารณาทั้งความซื่อตรงต่อตัวโน้ต บริบทของบทเพลง และแนวปฏิบัติตามยุคสมัย การมีอารมณ์ร่วมซึ่งควรอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแสดงออกซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยประสบการณ์ทางดนตรีและสิ่งที่บ่งบอกถึงการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ประโยคเพลง จังหวะ ความดังเบา รายละเอียดเสียงและสัมผัส รวมถึงท่าทาง 2) แนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความหลากหลายและสะท้อนความเป็นปัจเจกของผู้สอน วิธีการที่ใช้ในการสอนขึ้นอยู่กับลักษณะของบทเพลง และ ประสบการณ์หรือความถนัดของผู้สอนแต่ละคน ทั้งนี้พบว่ามีองค์ประกอบทางดนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ประการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ บริบท โครงสร้างเพลง รายละเอียดเสียงและสัมผัส ความดังเบา และประโยคเพลง ด้านวิธีการสอนที่ใช้ มีความหลากหลายรวม 14 วิธี เช่น การอธิบาย การเล่นสาธิต การสอนเทคนิค การให้ฟังเพลง การตั้งคำถาม การเปรียบเปรย และการเล่าเรื่อง โดยพบว่าการสอนในเชิงบรรยายเป็น วิธีการสอนหลักที่ครอบคลุมทุกเนื้อหา แนวทางการสอนของผู้เชี่ยวชาญสามารถจำแนกได้เป็น กลุ่มเน้นเทคนิค และกลุ่มเน้นจินตนาการ นอกจากนี้ยัง พบความแตกต่างทางมุมมองและวิธีการสอนระหว่างรุ่น โดยเฉพาะระหว่างผู้เชี่ยวชาญรุ่น Gen …


การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ Jan 2024

การส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี, กรกฎ ยกเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี และ 2) เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสำหรับผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบทดลองกลุ่มเดี่ยว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง ทำการเก็บข้อมูลจากผู้เรียนไวโอลินอายุ 9-11 ปี จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบวัดพฤติกรรมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อม แบบบันทึกการฝึกซ้อม และแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยมีการใช้สถิติเชิงบรรยายโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที เพื่อเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากแบบวัดในช่วงก่อนและหลังการทดลอง รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการการกำกับตนเองในการซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาคสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเอง โดยมีการทำทั้งสามขั้นตอนซ้ำในการเรียนทุก ๆ ครั้ง 2) จากการทดลองใช้แผนกระบวนการที่พัฒนาขึ้น ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 7 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที โดยมีการใช้คำถามวิเคราะห์เชิงคุณภาพประกอบกับการเรียนเนื้อหาพื้นฐานทางดนตรี และให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน พบว่า การใช้กระบวนการการส่งเสริมการกำกับตนเองในการฝึกซ้อมโดยใช้การวิเคราะห์ระดับจุลภาค ส่งผลให้ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนที่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ จากแบบบันทึกการฝึกซ้อมและการสังเกตในชั้นเรียน พบว่าผู้เรียนทั้งสามมีการกำกับตนเองในช่วงขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการ และขั้นสะท้อนตนเองได้ดีขึ้น โดยมีการพัฒนาที่แตกต่างกันไปในผู้เรียนแต่ละคน


การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา Jan 2024

การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์แนวทางในการสร้างแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลิน ระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) พัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาความต้องการจำเป็น ผ่านการวิเคราะห์เอกสารและสำรวจกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนไวโอลิน 33 คน 2) การออกแบบและพัฒนา แบบฝึกหัดเสริมต้นแบบ "ไวโอลิน 4 สำเนียง" และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน 3) การทดลองใช้ นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างครู 5 ท่านและนักเรียน 5 ท่าน และ 4) การประเมินผล โดยเก็บข้อมูลความพึงพอใจผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัยพบว่า: 1) แนวทางการสร้างแบบฝึกหัดเสริมฯ ที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ (ก) ลักษณะของแบบฝึกหัดที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ข) การคัดเลือกและเรียงลำดับเทคนิคไวโอลินระดับกลางที่จำเป็น และ (ค) การคัดเลือกและประยุกต์ใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น คือ หนังสือแบบฝึกหัดเสริม "ไวโอลิน 4 สำเนียง" ซึ่งประกอบด้วย 6 เทคนิคหลักที่นำเสนอผ่านบทเพลงพื้นบ้านไทย 8 เพลงจาก 4 ภูมิภาค พร้อมสื่อวิดีโอและดนตรีประกอบ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนพบว่า แบบฝึกหัดเสริมฯ ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุดในทุกด้าน


แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา Jan 2024

แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการสอนโดยใช้จินตภาพ (Visualization) สำหรับการส่งเสริมด้านการแสดงออกดนตรีสำหรับนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาแนวทางดูแลด้วยโค้ชชิ่งแบบทีม (Team Coaching) และการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) สำหรับการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย 2) การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิต 5 คน 3) การเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตการจัดการเรียนการสอนวงโยธวาทิต 4 โรงเรียน 4) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามนักเรียนวงโยธวาทิต 80 คน และ 5) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปว่า 1) ลักษณะการใช้จินตภาพเป็นวิธีที่สำคัญในการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรี สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมความรู้และประสบการณ์ด้านดนตรี เพื่อความเข้าใจในดนตรี 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมการตีความและความสมบูรณ์แบบของดนตรี เพื่อทักษะและการแสดงออกดนตรี 2) ลักษณะการให้ความดูแลนักเรียนวงโยธวาทิตแบบพี่เลี้ยงและครูผู้ฝึกเป็นวิธีที่สำคัญในการสร้างวินัย สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นพี่เลี้ยงลักษณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครูดูแลศิษย์ เพื่อส่งเสริมวินัย 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นครูผู้ฝึกในลักษณะครอบครัว หรือ ลักษณะองค์กร เพื่อส่งเสริมวินัย


การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล Jan 2024

การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพเกม 3) แบบบันทึกหลังสอน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม และ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพเกม จำนวน 3 ท่าน และ 3) นักเรียนขับร้องที่ผู้วิจัยสอน จำนวน 1 คน ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ และนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบเกม จากนั้นนำเกมไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย คือ ต้นแบบเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) อุปกรณ์เกม ได้แก่ 1.1) ชุดการ์ดจำนวน 6 ชุด ได้แก่ ชุดการ์ดระยะช่วงเสียงจำนวน 4 ใบ, ชุดการ์ดระดับความดังเบาเสียง จำนวน 8 ใบ ชุดการ์ดอารมณ์เพลงจำนวน 9 ใบ, ชุดการ์ดคาแรคเตอร์ จำนวน 12 ใบ, ชุดการ์ดภารกิจจำนวน 13 ใบ, ชุดการ์ดรางวัล จำนวน 12 ใบ 1.2) แบบวิเคราะห์ท่อนเพลง 1.3) บอร์ดเกม 1.4) หมากเดินเกม 1.5) ลูกเต๋า 1.6) คู่มือประกอบการสอนและเล่น และ 2) กิจกรรม แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ …


หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย Jan 2024

หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษานำร่อง (Pilot Study) และศึกษาองค์ความรู้แบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ (Key Informant) 2) กลุ่มลูกศิษย์สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นเครือญาติทางสายสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มลูกศิษย์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มเครือญาติ และแบบสังเกตกลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Approach) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการตีความหมายและสรุปข้อค้นพบแบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หลักการคัดสรรผู้เรียน ครูอนันต์ใช้วิธีตรวจสอบพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ทักษะการบรรเลง และคุณสมบัติทางวุฒิภาวะ เช่น ความเชื่อฟัง ขยันฝึกซ้อม และการปฏิบัติตามจารีต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูง 2) การสร้างแรงบันดาลใจ ครูอนันต์ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของหน้าทับสะระหม่าใหญ่ผ่านพิธีไหว้ครู การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา และการเน้นบทบาททางวัฒนธรรม เช่น การใช้ในงานมงคลและพระราชพิธี 3) กลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้เทคนิคการสอนที่เป็นลำดับ เช่น การอธิบายเสียงกลองแขกตัวผู้และตัวเมีย การสอนไม้ต้น ไม้โปรย ไม้แดกและการบรรเลงร่วมกับวงปี่ชวากลองแขกและวงเครื่องสายปี่ชวา โดยเน้นการฝึกปฏิบัติทีละขั้นตอน ซึ่งจะใช้กลวิธีการสอนแบบรายบุคคล การสอนแบบคู่ และการสอนรวมวง ในระหว่างกระบวนการสอน 4) กลวิธีการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้การประเมินทั้งแบบรายบุคคล แบบคู่ และแบบรวมวง โดยเน้นการสังเกต การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการให้คำแนะนำที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับในลักษณะบวก พร้อมคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งการสอนของครูอนันต์ใช้วิธีการที่สร้างแรงจูงใจและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านการประเมินและการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจและพร้อมปรับปรุงทักษะด้วยความเต็มใจ


การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ Jan 2024

การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Functions) (EF) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ประเภทการวิจัยเอกสาร (documentary research) และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าหลักการและ แนวคิดของการเรียนดนตรีแบบดาลโครซยูริธมิกส์ มีความสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร ทั้ง ในด้านวิธีการ และด้านลําดับขั้นตอนของพัฒนาการ ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะด้านการจดจ่อใส่ใจ มีความ สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะ EF และสอดคล้องกับ องค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 2) การพัฒนาทักษะด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง มีความสอดคล้อง กับขั้นตอนที่ 3 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 3) การพัฒนาทักษะด้านความจําใช้งาน มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 4 ในการใช้กิจกรรม ดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Solfège และ 4) การพัฒนาทักษะ ด้านการยืดหยุ่นความคิด มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 5 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และ สอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Improvisation


การพัฒนารูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม, มัณนาน มามะ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม, มัณนาน มามะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาลักษณะสภาพสังคมวัฒนธรรมและองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลายระหว่างบุคคล 2. ศึกษาองค์ประกอบหรือรากฐานของงานศิลปะไทยที่สามารถนำมาใช้จัดกิจกรรมในรูปแบบศิลปะเชิงสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม 3. ศึกษาผลของการใช้รูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยใช้เทคนิควิธีเชิงคุณภาพ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมข้อมูลในการพัฒนารูปแบบกิจกรรม ด้วยการวิจัยเอกสาร ศึกษาสภาพทั่วไปของชุมชนต้นแบบและชุมชนที่ต้องการส่งเสริมสันติวัฒนธรรมและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 7 ด้าน จำนวน 35 ท่าน 2) การพัฒนารูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม 3) การศึกษาผลการใช้รูปแบบกิจกรรมฯ โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบหลังใช้ร่วมกับแบบประเมินความคิดเห็น แบบสังเกตพฤติกรรมบ่งชี้การเกิดสันติวัฒนธรรม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดหมวดหมู่ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะสภาพสังคมวัฒนธรรมและองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลายระหว่างบุคคล คือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเป็นสังคมเมืองและการอยู่อาศัย ความหลากหลายทางสังคม การแบ่งพรรคพวก การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบมากเกินไป และการขาดความรู้ความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม 2. ได้รูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม (ITA CoP Model) ที่เป็นการนำรากฐานของศิลปะไทยทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมมาบูรณาการร่วมกับแนวคิดและกระบวนการของศิลปะเชิงสัมพันธ์ เน้นการเกิดสุนทรียภาพผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้จัดกิจกรรมศิลปะกับผู้มีส่วนร่วม โดยรูปแบบกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1) อาหารท้องถิ่นของชุมชน 2) ประวัติศาสตร์ของชุมชน และ 3) จิตสำนึกร่วมของชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดสันติวัฒนธรรม 5 ด้าน คือ (1) ความเข้าใจและไว้วางใจ (2) ความรักและเคารพ (3) การไม่ใช้ความรุนแรง (4) การมีส่วนร่วมให้ความร่วมมือ และ(5) ความเท่าเทียมกัน 3. ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม 3 กิจกรรม มีความเห็นว่ารูปแบบและองค์ประกอบของกิจกรรมมีความเหมาะสมในระดับที่เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยผู้เข้าร่วมทุกกิจกรรมมีพฤติกรรมการเกิดสันติวัฒนธรรมในระดับมากถึงมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างชุมชนที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งในระยะยาว ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาตนเองผ่านความร่วมมือของคนในชุมชนและเกิดสันติวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน


การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ"ปี่ใน"ขั้นพื้นฐาน, สโรชา อัศวผาติบุญ Jan 2023

การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ"ปี่ใน"ขั้นพื้นฐาน, สโรชา อัศวผาติบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการใช้ลมและลิ้นในการเป่า “ปี่ใน” ขั้นพื้นฐาน จากการมองไม่เห็นวิธีการปฏิบัติภายในร่างกาย 2) พัฒนาสื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ “ปี่ใน”ขั้นพื้นฐาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจปัญหาจากกลุ่มนักปี่จำนวน 30 คน สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 ท่านโดยใช้แบบแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ตรวจสอบคุณภาพสื่อด้วยแบบประเมินตรวจสอบคุณภาพแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและนำสื่อไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้แก่นิสิตและนักเรียนจำนวน 10 คน และทำการประเมินคุณภาพสื่อ วิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาด้านการใช้ลมและลิ้นในการเป่า “ปี่ใน” ขั้นพื้นฐานจากการมองไม่เห็นวิธีการปฏิบัติภายในร่างกายพบปัญหาทั้งหมด 5 ประเด็นได้แก่ 1) การใช้ลมในการเป่าเสียงต่างๆได้แก่ การเป่าในกลุ่มเสียงต่ำ (เสียงต้อ) และการเป่าในกลุ่มเสียงสูง (เสียงแหบ) 2) การระบายลม 3) การตอดลม 4) การประคบลิ้น และ 5) การตอดลิ้น 2. สื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ “ปี่ใน”ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการใช้ลมและลิ้นในการเป่า “ปี่ใน” ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพกราฟฟิกเคลื่อนไหว เสียงปี่ และการเชื่อมโยง (Hyperlink) ในสื่อประกอบด้วยหน้าปก คำนำ หน้าหลัก ส่วนเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 บทเรียนได้แก่ บทที่ 1 เรื่องความรู้พื้นฐานของปี่ บทที่ 2 เรื่องการสร้างเสียงปี่ใน และบทที่ 3 เรื่องการใช้ลิ้นและการใช้ลม มีผลการประเมินคุณภาพสื่อจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.79 แสดงว่าสื่อมีคุณภาพในระดับดีมากและมีผลการประเมินคุณภาพจากการนำสื่อไปทดลองใช้กับกลุ่มผู้เรียน 10 คนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.99 แสดงว่าสื่อมีคุณภาพในระดับดีมาก


การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์ Jan 2023

การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ระเบียบวิจัยผสมวิธี ขั้นแรกได้สำรวจข้อมูลจากอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 87 คน โดยใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาลักษณะงานและภาวะหมดไฟ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และจากนั้นสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 9 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับคะแนนภาวะหมดไฟที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) อาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเสี่ยงต่อการหมดไฟในการทำงาน สามารถจำแนกลักษณะอาการของภาวะหมดไฟของผู้ให้ข้อมูล แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ ผู้ที่พลังในการทำงาน (N = 64, 73.6%) ผู้ที่มีอาการภาวะหมดไฟด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (N = 7, 8%) ผู้ ด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 4, 4.6%) ด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคล (N = 4, 4.6%) ผู้ที่มีภาวะหมดไฟสองด้านร่วมกัน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 8 = 9.2%) และไม่พบผู้ที่มีภาวะหมดไฟสามด้าน 2) ด้านปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ พบว่า ปัจจัยสถานะส่วนบุคคลที่มีผลต่อภาวะหมดไฟ ได้แก่ ช่วงอายุ สถานภาพสมรส รายได้ต่อเดือน อายุงาน ตำแหน่งทางวิชาการ ความเชี่ยวชาญกับวิชาที่สอน และด้านปัจจัยในการทำงาน 6 ด้าน ได้แก่ ภาระงาน การควบคุม สิ่งตอบแทน สังคมในการทำงาน ความเป็นธรรม และค่านิยม ปัจจัยในการทำงานดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันต่อการเกิดภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยการควบคุมส่งผลมากที่สุดด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (R2 = .24, p < 0.001) และปัจจัยภาระงานส่งผลมากที่สุดด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (R2 = .13, p < 0.001)


การศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, เกื้อกูล ตรีพูนผล Jan 2023

การศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, เกื้อกูล ตรีพูนผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และ (2) ศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติของครูดนตรีอิสระที่ดีในด้านการเงินและด้านการมีพลังรักในการสอน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะต่อเนื่องกัน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณตามด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูดนตรีอิสระจำนวน 115 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบบอลหิมะชนิดมีการกรองผู้ตอบแบบสำรวจ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ 10 ท่าน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสำรวจและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test และ One-Way ANOVA วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูดนตรีอิสระมีสุขภาวะทางการเงินในระดับปานกลาง และมีทักษะทางการเงินอยู่ในระดับดี ส่วนด้านการมีพลังรักในการสอน พบว่า ครูดนตรีอิสระมีพลังรักในการสอนอยู่ในระดับสูงมาก และเป็นพลังรักแบบสอดประสานมากกว่าแบบหมกมุ่น และ (2) แนวคิดและแนวปฏิบัติด้านการเงินและด้านการมีพลังรักในการสอน เป็นทิศทางให้ครูดนตรีอิสระสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างหรือต่อยอด เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป


การพัฒนาแบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, เมธัส มาสูงทรง Jan 2023

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, เมธัส มาสูงทรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาและพัฒนาแบบฝึกทักษะการส่ายของกลองแขกและเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีของผู้เรียนกลองแขกด้วยการใช้แบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงพัฒนา 4 ขั้นตอน 1) การวิจัย (Research: R1) การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Analysis: A) เป็นการวิเคราะห์เอกสาร ตำรา ทฤษฎี หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย 2) (Development:​ D1) การออกแบบและการพัฒนา (Design and Development: D & D) เป็นการพัฒนาและหาคุณภาพของแบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3) การวิจัย (Research: R2) การนำไปใช้ (Implementation: I) เป็นการใช้แบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์กับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 4) การพัฒนา (Development: D2) การประเมินผล (Evaluation: E) เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีของผู้เรียนกลองแขกด้วยการใช้แบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จำนวน 47 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนเกี่ยวกับการส่ายกลองแขก แบบตรวจสอบคุณภาพแบบฝึกฉบับนำร่อง แบบประเมินคุณภาพแบบฝึกฉบับสมบูรณ์ และแบบสังเกตพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน ผลการวิจัย พบว่า จากการพัฒนาแบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แบ่งองค์ประกอบของเนื้อหาของแบบฝึกทักษะกาส่ายกลองแขก ออกเป็น 3 ตอนดังนี้ 1) การปฏิบัติกลองแขกขั้นพื้นฐาน 2) หน้าทับและการส่าย 3) แบบฝึกทักษะการส่าย โดยแบบฝึกทักษะการส่ายกลองแขกที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึ้นได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเครื่องหนังไทยทั้งหมด 5 ท่าน โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.94 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.32 (M=4.94 , SD=0.32 ) ระดับความเห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด และผลสัมฤทธิ์ความคิดสร้างสรรค์ค์ทางด้านดนตรีของกลุ่มตัวอย่างเมื่อนำแบบฝึกไปใช้ พบว่า 1) ผลการวิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดริเริ่ม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.45 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.93 (M=2.45, SD=0.93) 2) ผลการวิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดคล่องแคล่ว ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.43 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ที่ 0.83 (M=2.43, …


คุณลักษณะและกระบวนการสร้างคนซอสามสาย : กรณีศึกษา ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, บุญธนา จำพรต Jan 2023

คุณลักษณะและกระบวนการสร้างคนซอสามสาย : กรณีศึกษา ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, บุญธนา จำพรต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาคุณลักษณะและกระบวนการสร้างคนซอสามสาย 2.ศึกษากระบวนการสร้างคนซอสามสายตามคุณลักษณะคนซอสามสาย กรณีศึกษา ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) วิธีดำเนินการวิจัยโดยการศึกษานำร่อง (Pilot study) จากนั้นกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มคนซอสามสาย และ กลุ่มที่ 2 คือ ครูศิริพันธุ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal interview) ร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Inductive reasoning) ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาในวัตถุประสงค์ที่ 1 การศึกษาคุณลักษณะ และกระบวนการสร้างคนซอสามสาย จากการเก็บข้อมูลในกลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มคนซอสามสาย แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 คุณลักษณะคนซอสามสาย พบว่ามี 21 คุณลักษณะ โดยสามารถจำแนกได้ 3 ด้านแบ่งออกเป็นด้านละ 7 คุณลักษณะได้แก่ 1) ด้านพุทธิพิสัย 2) ด้านจิตพิสัย 3) ด้านทักษะพิสัย ตอนที่ 2 กระบวนการสร้างคนซอสามสาย พบว่าแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการคัดสรรผู้เรียน 2) ขั้นเตรียมพร้อมผู้เรียน 3) ขั้นสอน 4) ขั้นประเมินผล ตอนที่ 3 โครงสร้างทางสังคมที่ส่งผลต่อคุณลักษณะ และกระบวนการสร้างคนซอสามสาย พบว่าตัวจัดกระทำทางสังคมที่ส่งผลต่อกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของคนซอสามสายนั้นแบ่งออกเป็น 5 ตัวจัดกระทำ ได้แก่ 1) …


การสร้างชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาการจำระดับเสียงสำหรับผู้เรียนไวโอลินระดับต้น, ภัทรฉัตรา ทองมา Jan 2023

การสร้างชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาการจำระดับเสียงสำหรับผู้เรียนไวโอลินระดับต้น, ภัทรฉัตรา ทองมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อนำเสนอชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาเสียงสำหรับผู้เรียนโสตทักษะ เรื่องการจำระดับเสียงสำหรับผู้เรียนไวโอลินระดับต้น และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติในเรื่องการพัฒนาโสตทักษะ เรื่องการจำระดับเสียงสำหรับผู้เรียนไวโอลินระดับต้น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ 2) คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม 3) แบบประเมินชุดกิจกรรม 4) แบบทดสอบชุดกิจกรรม 5) แบบบันทึกคะแนนผู้เรียนก่อนและหลังการทดลองใช้ชุดกิจกรรม 6) แบบบันทึกการสังเกตลักษณะและพฤติกกรรมของผู้เรียนจากผู้ครูสอน ผู้เรียนในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนไวโอลินระดับต้นไวโอลินที่มีอายุ 9-12 ปี โดยมีทักษะด้านไวโอลินไม่เกินระดับ Grade 1 วัดระดับจากศูนย์สอบวัดระดับ Trinity College London และ Associated Board of Royal School of Music : ABRSM จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาเสียงสำหรับผู้เรียนโสตทักษะ เรื่องการจำระดับเสียงสำหรับผู้เรียนไวโอลินระดับต้น ประกอบด้วยนิทานทั้งหมด 6 เรื่อง ได้แก่ 1.1) ต้นไทรกับต้นอ้อ (ระดับเสียง 1-1) 1.2) ราชสีห์กับหนู (ระดับเสียง 1-5) 1.3) กระต่ายกับเต่า (ระดับเสียง1-2) 1.4) มดง่ามกับจักจั่น (ระดับเสียง 5-6) 1.5) หมาจิ้งจอกกับนกกระสา (ระดับเสียง 1-3) 1.6) พ่อค้าเกลือกับโคด่าง (ระดับเสียง 5-3) 2) ผลของการทดลองใช้ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาโสตทักษะเรื่องการจำระดับเสียงสำหรับผู้เรียนไวโอลินระดับต้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมจากการใช้ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ พบว่าทักษะการฟัง การร้อง การเล่นให้ตรงระดับเสียงเป็นทักษะที่เป็นอิสระต่อกัน ดังเห็นได้จากผู้เรียนกลุ่มที่มีพื้นฐานจะมีความสามารถและพัฒนาการในทักษะทั้ง 3 ในทิศทางเดียวกัน ส่วนผู้เรียนกลุ่มที่ไม่มีพื้นฐานจะมีความสามารถและพัฒนาการในทักษะทั้ง 3 แตกต่างอย่างเป็นอิสระต่อกัน โดยผลการสังเกตพบว่าทักษะการฟังและการเล่น สามารถพัฒนาได้ใน 6 สัปดาห์ส่วนทักษะการร้องให้ตรงระดับเสียงจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้น 2.2) ผลสัมฤทธิ์รายบุคคลจากการใช้ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ พบว่ามีความเชื่อมโยงบทบาทสมมติในลักษณะต่างๆ …


แนวทางการพัฒนาคุณภาพเนื้อเสียงไวโอลินด้วยวิธีการเลียนแบบสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา, เกวลี พุกป้อม Jan 2022

แนวทางการพัฒนาคุณภาพเนื้อเสียงไวโอลินด้วยวิธีการเลียนแบบสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา, เกวลี พุกป้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพเนื้อเสียงไวโอลิน ด้วยวิธีการเลียนแบบ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญการสอนปฏิบัติไวโอลิน 3 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และการเก็บข้อมูลเสียงไวโอลิน ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาคุณภาพเนื้อเสียงไวโอลิน ด้วยวิธีการเลียนแบบ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา แบ่งได้ 3 ขั้น ได้แก่ 1) เทคนิคการเล่นไวโอลิน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างคุณภาพเสียงที่ดี 2) การเรียนการสอนด้วยวิธีการเลียนแบบ ผ่านการฟังและเลียนแบบครูผู้สอน 3) คุณภาพเสียงไวโอลิน ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นลักษณะของเสียง หากผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามทั้ง 3 ขั้นจะสามารถผลิตเสียงไวโอลินที่มีคุณภาพ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ควบคุมตลอดการเรียนการสอน เพื่อสังเกตและให้คำแนะนำแก่ผู้เรียน


การศึกษากลยุทธ์ของครูในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันเปียโนที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทย, แคทรียา ชูสังข์ Jan 2022

การศึกษากลยุทธ์ของครูในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันเปียโนที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทย, แคทรียา ชูสังข์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบและรายละเอียดของรายการแข่งขันเปียโนที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2561 – 2565 และ 2) ศึกษากลยุทธ์ของครูในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันเปียโนจัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่มีลักษณะสำคัญในการวิจัยโดยเน้นการวิเคราะห์เอกสาร (Content Analysis) และการสัมภาษณ์ (Interview) เป็นหลัก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการบรรยายและตาราง โดยเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องเดียวกันจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการกำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ครูที่มีนักเรียนได้รับรางวัลชนะเลิศหรือรองชนะเลิศอันดับที่ 1 และ 2 จากรายการแข่งขันเปียโนที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2561 – 2565 ตามเกณฑ์การคัดเลือกรายการแข่งขันเปียโนจำนวน 11 ท่าน กลุ่มที่ 2 นักเรียนของครูกลุ่มที่ 1 ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศหรือรองชนะเลิศอันดับที่ 1 และ 2 จากรายการแข่งขันเปียโนที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2561 – 2565 ตามเกณฑ์การคัดเลือกรายการแข่งขันเปียโนจำนวน 10 คน กลุ่มที่ 3 ผู้ปกครองของบุตรหลานในกลุ่มที่ 2 จำนวน 6 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รายการแข่งขันเปียโนในประเทศไทยที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2561 – 2565 มีทั้งหมด 16 รายการ โดยมีทั้งรายการแข่งขันเปียโนระดับนานาชาติ รายการแข่งขันเปียโนระดับชาติ และรายการแข่งขันเปียโนเฉพาะสังกัด ซึ่งรายการแข่งขันเปียโนแต่ละรายการจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามระเบียบการแข่งขันของรายการนั้น ๆ ทั้งในส่วนของช่วงอายุของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน การกำหนดรุ่นการแข่งขัน การจัดหมวดหมู่ของการแข่งขัน รูปแบบบทเพลงที่ใช้ในการแข่งขัน การกำหนดระยะเวลาในการแข่งขัน ประเภทการแข่งขัน รวมถึงรางวัลที่ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับ 2) กลยุทธ์ของครูในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันเปียโนที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประการ ได้แก่ การวางแผนภาพรวมให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันเปียโน การเตรียมความพร้อมด้านทักษะการบรรเลงเปียโน การเตรียมความพร้อมด้านการฝึกซ้อม การเตรียมความพร้อมด้านการแสดงดนตรี การเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง


แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนแบบเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาดนตรีศึกษา, ธีรวิทย์ กลิ่นจุ้ย Jan 2022

แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนแบบเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาสาขาวิชาดนตรีศึกษา, ธีรวิทย์ กลิ่นจุ้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพของการจัดการเรียนรู้ และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับดนตรีเชิงวัฒนธรรมในหลักสูตรดนตรีศึกษาระดับปริญญาตรีประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธี (Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างวิจัยทั้งหมดคัดเลือกเป้าหมายตามเป้าหมายแนวคิดทฤษฎี (Theory and concept-focused Sampling) มีขั้นตอนการวิจัยดังนี้ คือ a) ประกอบไปด้วยวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสาร 37 หลักสูตร และศึกษาเชิงปริมาณด้วยการสำรวจความคิดเห็นอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ประจำหลักสูตร (N=20) จากนั้น b) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และทำการวิเคราะห์ผลร่วมกันจากทั้งสองขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรดนตรีศึกษาทั้ง 37 หลักสูตร มีรายวิชาดนตรีเชิงวัฒนธรรมทั้งที่เป็นรายวิชาบังคับและรายวิชาเลือก สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทได้แก่ a) แนวเน้นทฤษฎี b) เน้นทักษะปฏิบัติ และ c) แนวเน้นการบูรณาการกับศาสตร์อื่น และผลจากการสำรวจความคิดเห็นอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ประจำหลักสูตร (N=20) และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ (N=5) สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1) ด้านจำนวนรายวิชา: รายวิชาดนตรีเชิงวัฒนธรรมในหลักสูตรมีจำนวนมากเหมาะสม (M=4.25) และเพียงพอต่อความรู้ที่ควรได้รับตลอดหลักสูตร (M=3.95) และรายวิชาดนตรีเชิงวัฒนธรรมเหมาะสมจะเป็นรายวิชาเลือก (M=4.00) มากกว่าเป็นวิชาบังคับ (M=3.70) 2) ด้านสถานภาพของรายวิชา: รายวิชาดนตรีเชิงวัฒนธรรมในหลักสูตรมีความจำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่การเป็นครูดนตรี (M=4.65) และเหมาะสมกับการที่มีสถานภาพเป็นรายวิชาแนวผสมผสานบูรณาการกับศาสตร์อื่น (M=4.45) มากที่สุด ถัดมาเป็นแนวการบรรยายทฤษฎี (M=4.10) และแนวปฏิบัติทักษะดนตรี (M=3.90) ตามลำดับ 3) ด้านขอบเขตการจัดการเรียนรู้: ควรมุ่งเน้นเนื้อหาทางวัฒนธรรมดนตรีที่เชื่อมโยงกับชุมชนหรือท้องถิ่น (M=4.40) และมีการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรมดนตรีของผู้เรียน (M=4.15) จากนั้นอาจมีการเพิ่มเนื้อหาที่มีความเชื่อมโยงกับนานาชาติ (M=4.25) และในประเทศ (M=4.20) ตามลำดับ การจัดการเรียนรู้ควรเป็นเนื้อหาที่กว้างและมีความหลากหลาย (M=4.35) มากกว่ากำหนดประเด็นที่ลงลึกและจำเพาะเจาะจงเพียงประเด็นเดียว (M=3.70) สำหรับแนวทางการจัดการเรียนรู้รายวิชาที่เกี่ยวข้องกับดนตรีเชิงวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมมีหลักสำคัญใน 4 ประเด็นได้แก่ 1)กำหนดมโนทัศน์หลัก 2)เนื้อหาการเรียนรู้ 3)ผู้สอนและการจัดการเรียนรู้ 4)บริบทพื้นที่การเรียนรู้


การพัฒนาหนังสือนิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านจังหวะสำหรับนักเรียนเปียโนระดับต้น, สุทัตตา จรัสกำจรกูล Jan 2022

การพัฒนาหนังสือนิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านจังหวะสำหรับนักเรียนเปียโนระดับต้น, สุทัตตา จรัสกำจรกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสือนิทานเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านจังหวะสำหรับนักเรียนเปียโนระดับต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพหนังสือนิทาน และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างการทำกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการศึกษานำร่อง จำนวน 4 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพหนังสือนิทาน จำนวน 5 ท่าน และ 3) นักเรียนเปียโนระดับต้นที่ผู้วิจัยสอนจำนวน 3 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์นำร่อง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาเป็นหนังสือนิทาน จากนั้นนำหนังสือนิทานไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยคือ หนังสือนิทานที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยเนื้อหาด้านจังหวะ 4 หัวข้อ คือ 1) อัตราความเร็วและจังหวะตบ 2) อัตราจังหวะ 3) รูปแบบจังหวะ และ 4) เครื่องหมายโยงเสียง ใช้กิจกรรมดนตรีทั้งหมด 4 แบบ คือ 1) การฟังและเคลื่อนไหว 2) การพูด อ่าน ประกอบการใช้ร่างกายสร้างจังหวะ โดยการใช้กลวิธีหลักการใช้คำแทนจังหวะ (Rhythm Syllables) เข้ามาประกอบ 3) การเล่นบนเปียโน และ 4) การสร้างสรรค์จังหวะ ผลการประเมินคุณภาพหนังสือนิทานอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และจากการทดลองใช้ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถด้านจังหวะทั้งการฟังและเคลื่อนไหว พูด อ่าน เล่น และสร้างสรรค์ในภาพรวมที่ดี


การพัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมทักษะดนตรีไทยสำหรับผู้เรียนปี่พาทย์ในระดับปริญญาตรีตามแนวคิดฐานสมรรถนะ, จิรายุ มีเผือก Jan 2021

การพัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมทักษะดนตรีไทยสำหรับผู้เรียนปี่พาทย์ในระดับปริญญาตรีตามแนวคิดฐานสมรรถนะ, จิรายุ มีเผือก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการเตรียมความพร้อมด้านทักษะดนตรีไทยของผู้เรียนปี่พาทย์ในปัจจุบัน และ 2) พัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมทักษะดนตรีไทยสำหรับผู้เรียนปี่พาทย์ตามแนวคิดฐานสมรรถนะ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจาก การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน ประกอบไปด้วย อาจารย์ผู้สอนในรายวิชาทักษะปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยในกลุ่มปี่พาทย์ จำนวน 6 คน และผู้เรียนกลุ่มปี่พาทย์ ชั้นปีที่ 1 และปีที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ที่ใช้หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2562 (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 9 คน ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การตีความและสรุปแบบอุปนัย และนำเสนอด้วยวิธีพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการในการเตรียมความพร้อมด้านทักษะดนตรีไทยของผู้เรียน ปี่พาทย์ในปัจจุบันมีประเด็นความต้องการทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านบุคลิกภาพ ประกอบด้วย การจับไม้ และท่านั่ง 2) ด้านการบรรเลง ประกอบด้วย การใช้น้ำหนัก การใช้กล้ามเนื้อ การใช้เทคนิค การบรรเลง การตีโขยก และการไล่มือ 3) ด้านการบริหารจัดการเวลาในชั้นเรียน ประกอบด้วย การไม่ได้ทำนองหลักของบทเพลง และข้อจำกัดทางด้านเวลาเรียน และ 4) ด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย การแปรทำนอง การจำบทเพลง และการควบคุมความสมดุลของการบรรเลงรวมวง และ 2) เอกสารหลักสูตรเตรียมความพร้อมทักษะดนตรีไทยสำหรับผู้เรียนปี่พาทย์ตามแนวคิดฐานสมรรถนะ ประกอบไปด้วย หลักการและเหตุผล จุดมุ่งหมายของหลักสูตร โครงสร้างหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล แนวทางการจัดการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ โดยผลการตรวจคุณภาพหลักสูตรมีค่า (M = 4.01 , SD = 0.72) หมายความว่าหลักสูตรเตรียมความพร้อมทักษะดนตรีไทยสำหรับผู้เรียนปี่พาทย์ตามแนวคิดฐานสมรรถนะมีความเหมาะสมมาก


การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันด้วยรูปแบบจังหวะสำหรับนักเรียนเปียโนระดับกลาง, ชยธร สระน้อย Jan 2021

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันด้วยรูปแบบจังหวะสำหรับนักเรียนเปียโนระดับกลาง, ชยธร สระน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาระการเรียนรู้ทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันสำหรับผู้เรียนเปียโนในระดับกลาง 2) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันด้วยรูปแบบจังหวะสำหรับผู้เรียนเปียโนในระดับกลาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกหัดจากแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันในนักเรียนเปียโนระดับเกรด 4-5 ของมาตรฐานการสอบทักษะดนตรีวิทยาลัยทรินิตี้ และมาตรฐานการสอบทักษะดนตรีเอบีอาร์เอสเอ็ม จำนวน 142 แบบฝึกหัด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบวิเคราะห์ค่าโน้ต 2) แบบวิเคราะห์อัตราจังหวะ 3) แบบวิเคราะห์เครื่องหมายกำหนดความเร็ว และ 4) แบบวิเคราะห์รูปแบบจังหวะ ผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การวิเคราะห์องค์ประกอบด้านจังหวะจากแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันสำหรับเปียโนของสถาบันการสอบทักษะทางดนตรีในระดับกลาง ตอนที่ 2 การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันด้วยรูปแบบจังหวะสำหรับผู้เรียนเปียโนระดับกลาง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 การออกแบบแบบฝึกทักษะด้านจังหวะ โดย การศึกษาและวิเคราะห์แบบฝึกทักษะด้านจังหวะของโรเบิร์ต สตาเรอร์ และ พอล ฮินเดมิท ส่วนที่ 2 การนำเสนอแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันด้วยรูปแบบจังหวะสำหรับผู้เรียนเปียโนระดับกลางของผู้วิจัย โดยนำแนวคิดในการปฏิบัติรูปแบบจังหวะจากสถาบันการสอบทักษะทางดนตรีในระดับกลาง และแนวคิดจากแบบฝึกทักษะด้านจังหวะของโรเบิร์ต สตาเรอร์ และ พอล ฮินเดมิท มาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ร่วม จากนั้นจึงออกแบบโครงสร้างของแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตฉับพลันด้วยรูปแบบจังหวะสำหรับนักเรียนเปียโนระดับกลาง เป็นจำนวน 10 แบบฝึกหัด


การบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรี ผ่านกิจกรรมการแปรทำนองของนักเรียนเปียโนระดับต้น, ธฤดี อัศวนภ Jan 2021

การบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรี ผ่านกิจกรรมการแปรทำนองของนักเรียนเปียโนระดับต้น, ธฤดี อัศวนภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเกตพัฒนาการทางความคิด สร้างสรรค์ทั้ง 4 ด้านของนักเรียนเปียโนระดับต้น ได้แก่ 1) ความคล่องแคล่วในการคิดทางดนตรี 2) ความยืดหยุ่นทางดนตรี 3) ความเป็นเอกลักษณ์ทางดนตรี 4) ความลื่นไหลตามโครงสร้างทางดนตรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การ์ดดอกไม้ในอัตราจังหวะทั้ง 4 ชนิด 2) แผนการสอนกิจกรรม การแปรทำนอง 8 คาบเรียน โดยแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 2.1) แผนการสอนสำหรับนักเรียนเปียโนระดับต้น ที่เรียนน้อยกว่า 1 ปี 2.2) แผนการสอนสำหรับนักเรียนเปียโนระดับต้นที่เรียนมากกว่า 1 ปี ผู้เข้าร่วมการ วิจัยนี้ ได้แก่ นักเรียนเปียโนระดับต้นที่เรียนเปียโนอยู่ที่โรงเรียนดนตรีเอกชนนอกระบบ จำนวน 8 คน ซึ่งมี อายุระหว่าง 7 – 12 ปี การดำเนินงานวิจัยประกอบด้วยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก จิตวิทยาพัฒนาการเด็ก และทักษะการแปรทำนอง เพื่อนำมา พัฒนาสื่อการสอน และกิจกรรมการแปรทำนองให้เหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน และมีการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผลงานการแปรทำนองของนักเรียน และสรุปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการให้ คะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีทั้ง 4 ด้าน ผลการวิจัยพบว่า ในช่วงคาบเรียนที่ 5 – 8 นักเรียนทุกคนมีคะแนนรวมความคิดสร้างสรรค์ทาง ดนตรีเพิ่มสูงขึ้น และสามารถสรุปผลตามหัวข้อความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีทั้ง 4 ด้าน โดยเรียงลำดับดังนี้ 1) นักเรียนมีคุณลักษณะในการคิดคล่องแคล่วทางดนตรีที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยการคิดและ ประสบการณ์ทางดนตรีที่มี 2) นักเรียนที่เรียนเปียโนมากกว่า 1 ปี สามารถใช้ช่วงเสียงและจังหวะที่ หลากหลายได้ตั้งแต่ช่วง 4 คาบเรียนแรก ในขณะที่นักเรียนที่เรียนเปียโนระหว่าง 0 - 1 ปี ใช้ช่วงเสียงและ จังหวะได้หลากหลายมากขึ้นในช่วง 4 คาบเรียนหลัง 3) นักเรียนทุกคนมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นเป็น เอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเอง 4) …


การพัฒนาหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สุงอายุ, ชญาณ์ณัฎฐา หาญปริพรรณ์ Jan 2021

การพัฒนาหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สุงอายุ, ชญาณ์ณัฎฐา หาญปริพรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาแนวทางในการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับการพัฒนาแบบเรียนไวโอลินเสริมสำหรับผู้สูงอายุ 2) เพื่อพัฒนาแบบเรียนไวโอลินเสริมสำหรับผู้สูงอายุจากการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์ โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงพัฒนา 8 ขั้นตอน 1) การศึกษาเอกสาร ทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การศึกษานำร่อง โดยทำการสำรวจความพึงพอใจในบทเพลงสุนทราภรณ์ของผู้สูงอายุผ่านแบบสอบถามออนไลน์ 3) การกำหนดทักษะไวโอลินระดับเริ่มต้นสำหรับผู้สูงอายุ ผ่านการสร้างแบบวิเคราะห์เนื้อหาทักษะไวโอลินระดับเริ่มต้นสำหรับผู้สูงอายุจากแบบเรียนไวโอลินที่ได้รับความนิยมทั้ง 9 เล่ม และนำเนื้อหาทักษะที่ผ่านการวิเคราะห์ไปตรวจสอบคุณภาพ และความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาทักษะไวโอลินระดับเริ่มต้น 4) การคัดเลือกบทเพลงสุนทราภรณ์ ผ่านการศึกษาเกณฑ์การคัดเลือก และผลลัพธ์จากการสัมภาษณ์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านบทเพลงสุนทราภรณ์ 5) การสร้างหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สูงอายุ 6) การตรวจสอบคุณภาพหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สูงอายุ ผ่านการประเมินตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 7) แก้ไขปรับปรุงหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สูงอายุ 8) สรุป อภิปรายผล และนำเสนอเป็นวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ตารางวิเคราะห์ทักษะไวโอลินระดับเริ่มต้น 2) แบบสำรวจความพึงพอใจในบทเพลงสุนทราภรณ์ของผู้สูงอายุ 3) แบบประเมินเนื้อหาทักษะไวโอลินระดับเริ่มต้นสำหรับผู้สูงอายุ 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านบทเพลงสุนทราภรณ์ 5) แบบประเมินคุณภาพหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สูงอายุ ผลการวิจัย พบว่า 1) แนวทางในการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับการพัฒนาแบบเรียนไวโอลินเสริมสำหรับผู้สูงอายุควรจะประยุกต์จังหวะตรงแทนจังหวะซวิง การปรับทำนองเพลง และลดทอนส่วนโน้ตให้สอดคล้องกับทักษะไวโอลินระดับเริ่มต้น การลดความเร็วลงให้เหมาะสม การย้ายบันไดเสียงที่เอื้อต่อการเรียนไวโอลินระดับเริ่มต้น การพัฒนาโมทีฟหลักของเพลงเพื่อสร้างกิจกรรมทางดนตรี โดยมีบทเพลงสุนทราภรณ์ที่ได้รับการคัดเลือก 7 เพลง แบ่งเป็นเพลงในบทเรียน 5 เพลง และเพลงท้ายบทเรียน 2 เพลง 2) การพัฒนาแบบเรียนไวโอลินเสริมสำหรับผู้สูงอายุจากการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์ พบว่า การออกแบบกิจกรรม และเนื้อหาที่ใช้ในหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การกำหนดจุดประสงค์ในการเรียนรู้ การกำหนดเนื้อหา การออกแบบกิจกรรม และแบบฝึกหัดสำหรับผู้สูงอายุ ทักษะดนตรีที่ผู้สูงอายุได้รับ ส่วนประกอบของหนังสือ ได้แก่ เนื้อหา การใช้ภาษา การใช้รูปภาพประกอบ การจัดรูปเล่ม การวัด และประเมินผล สื่อการสอน และส่วนประกอบภายในอื่น ๆ ผลการประเมินคุณภาพหนังสือแบบเรียนเสริมไวโอลินโดยการประยุกต์ใช้บทเพลงสุนทราภรณ์สำหรับผู้สูงอายุอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (M = 4.33, SD = 10)


ผลการจัดกิจกรรมขับร้องประสานเสียงตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังที่มีต่อทักษะการฟังและคุณลักษณะสนับสนุนเกื้อกูล, ธนัญญา จตุรานนท์ Jan 2021

ผลการจัดกิจกรรมขับร้องประสานเสียงตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังที่มีต่อทักษะการฟังและคุณลักษณะสนับสนุนเกื้อกูล, ธนัญญา จตุรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเสริมสร้างทักษะการฟังผ่านการจัดกิจกรรมขับร้องประสานเสียงตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 2) เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะสนับสนุนเกื้อกูลผ่านการจัดกิจกรรมขับร้องประสานเสียงตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง ตัวอย่างในงานวิจัยนี้ได้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ที่เรียนวิชาขับร้องประสานเสียง จำนวน 17 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบทักษะการฟัง 2) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะการฟัง 3) แบบประเมินตนเองด้านทักษะการฟังของนักเรียน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลักษณะสนับสนุนเกื้อกูล 5) แบบประเมินตนเองคุณลักษณะสนับสนุนเกื้อกูล และ 6) แบบสอบถามสังคมมิติ วิเคราะห์ผลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย (ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)) และสถิติเชิงอ้างอิงแบบกลุ่มเดียว (t-Test) วิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านทักษะการฟัง นักเรียนมีคะแนนทักษะการฟังสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมขับร้องประสานเสียงตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนสามารถปฏิบัติทักษะการฟังและขับร้องให้ตรงตามระดับเสียงได้ดีและไพเราะมากขึ้นหลังการจัดกิจกรรม 2) ด้านคุณลักษณะสนับสนุนเกื้อกูล นักเรียนมีการแสดงพฤติกรรมด้านการสนับสนุนเกื้อกูลในระดับบ่อยครั้ง (M = 4.19, SD = .31) คะแนนการประเมินตนเองของนักเรียนสูงสุดในด้าน “ฉันรับฟังเมื่อเพื่อนเสนอความคิดเห็น” สอดคล้องกับผลจากการสังเกตของผู้วิจัย นอกจากนี้ยังพบว่ามีเส้นความสัมพันธ์ด้านสังคมมิติเพิ่มขึ้น 30 เส้น และมีความซับซ้อนมากขึ้นหลังการจัดกิจกรรม 6 คาบ