Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Business Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 6331 - 6360 of 6441

Full-Text Articles in Business

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์ Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการนำแกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชง มาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (SSP) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย Bio Circular Green (BCG) Economy และค้นหาการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ในกลุ่มผู้บริโภคและ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาแบ่งการศึกษาเป็นสองส่วนคือ 1.) กระบวนการผลิต ส่วนผสมและการทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผิวที่ทำมาจากไม้สังเคราะห์ชนิดพลาสติกคอมโพสิทผสมแกนกัญชง (WPC) และ ศึกษาส่วนของแกนกลางของผนังแซนวิชโครงสร้างที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ผสมแกนกัญชง จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.) การสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ จัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่สนใจเรื่องตกแต่งที่อยู่อาศัยและกำลังวางแผนสร้างบ้านจำนวน 320 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า แกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งนี้มีความเป็นไปได้ในการนำมาเป็นส่วนผสมในผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ผิวไม้สังเคราะห์(SSP) ทั้งในส่วนของผิวที่เป็นไม้สังเคราะห์ (WPC) และส่วนของแกนกลางที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ผลจากการสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่ากลุ่มตัวอย่างรู้จักผนังแซนวิชโครงสร้างในระดับน้อย โดยคุณสมบัติที่กลุ่มตัวอย่างต้องการจากผนังโครงสร้างบ้านคือผนังที่มีความแข็งแรง ความสามารถในการทนน้ำไม่บวมน้ำ คุณสมบัติทนไฟและไม่ลามไฟ และป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก มีความสนใจในเส้นใยกัญชงมาเป็นส่วนผสมของผนังโครงสร้างบ้านในระดับสูงเป็นอันดับที่สอง และยินยอมจ่ายเพื่อใช้วัสดุดังกล่าวแพงขึ้น 5-10% เมื่อเปรียบเทียบกับผนังโครงสร้างแบบทั่วไป


การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนโดยส่วนมากใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศภายในประเทศ อันมาจากก๊าซไอเสียที่ปล่อยออกมาจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษ ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลไทยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติที่จะปรับอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในให้กลายเป็นยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2578 แต่ทั้งนี้ในแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นมาในปัจจุบันนั้นได้มีการมุ่งไปที่การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นซึ่งสำหรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้มีการติดตั้งอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั้นต้องใช้วิธีการชาร์จประจุที่แตกต่างจากรถยนต์ ดังนั้นเพื่อที่จะเป็นการแนะนำแนวทางเบื้องต้นเพื่อที่จะหาวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเป็นได้ขั้นพื้นฐาน ในที่นี้วิธีการศึกษาจะเป็นการศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ได้มีการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างแพร่หลายแล้ว ตลอดจนการเก็บข้อมูลจากผลการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องผ่านคณะทำงานยานยนต์ไฟฟ้าสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดภาพรวมระบบนิเวศน์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมกับทรัพยากรหลักที่จำเป็นต่างๆในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า เพื่อที่จะเป็นการเร่งให้เกิดการยอมรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้นั้น ภาครัฐต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์ Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยผู้บริโภคจะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยี Social listening มีความสามารถในการเข้าไปเก็บข้อมูล หัวข้อ คำสำคัญ และข้อมูลที่เป็นกระแสบนช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม Social listening ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยได้ทำการทบทวนงานวิจัย บทความ และศึกษาแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งช่วงการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เเละพัฒนาเเพลตฟอร์ม เป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการทำงานออกแบบและมุมมองที่มีต่อ Social listening ระยะที่ 2 เพื่อทราบความเห็นหลังจากการทดลองใช้ต้นแบบของแพลตฟอร์ม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสนใจใช้งาน และให้ความเห็นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูล เข้าถึงข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ได้สะดวกในช่องทางเดียว โดยเเนวทางในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์คือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม Social listening ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามคำสำคัญบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการกำหนดกลุ่มคำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่ ๆ รวมไปถึงการสนับสนุนแนวคิดของงานที่มีตลาดรองรับ


การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในแต่ละสถาบันการศึกษาของไทยมีทุนการศึกษาจำนวนมากให้กับผู้เรียนที่ขาดแคลน แต่การศึกษาพบว่ามีผู้เข้าเรียนที่ขาดแคลนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษาเหล่านี้ได้ จากขั้นตอนการคัดกรองผู้สมัครที่ซับซ้อน และแตกต่างกันไป ทำให้ทั้งผู้ขอทุน และผู้ให้ทุนต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากในการดำเนินการตลอดกระบวนการให้ทุนการศึกษา จากการวิจัยเชิงปริมาณของกลุ่มตัวอย่างผู้ขอทุนจากสถาบันการศึกษาในไทยพบกว่า ร้อยละ 50 ของการขอทุนยังดำเนินการในรูปแบบของการยื่นเอกสาร ร้อยละ 62.5 ของผู้ขอรับทุนมีปัญหาในการรับทราบข่าวสาร การกรอกเอกสาร และระยะเวลาในการรอเข้าสัมภาษณ์ และอีกร้อยละ 92.5 ของผู้ขอทุนมั่นใจว่าหากการขอทุนสามารถดำเนินการบนระบบออนไลน์ทั้งหมดจะจะช่วยอำนวยความสะดวกได้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สำหรับมุมมองของผู้ให้ทุน ผลจากการทดลองทางสถิติ (Mann–Whitney U test) พบความสัมพันธ์ของปัจจัยระหว่างประสบการณ์ ในการสัมภาษณ์ทุนกับระดับความความพึงพอใจในกระบวนการให้ทุนการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวทางในการสัมภาษณ์ทุน และแนวทางซึ่งปัจจัยและความต้องการดังกล่าว ได้ถูกนำมาพัฒนาต้นแบบระบบนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา ในรูปแบบโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ โดยมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการช่วยประเมินความเหมาะสมของผู้สมัครขอทุนล่วงหน้า และการแนะนำคำถามที่เหมาะสมในการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการได้รับทุน ผู้วิจัยได้นำต้นแบบนวัตกรรมไปทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และพบกว่ากลุ่มตัวอย่างของผู้ขอทุน และกลุ่มผู้ให้ทุนทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจต่อความง่ายในการใช้งานนวัตกรรม และรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยนำนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษาไปทำการศึกษาต่อยอดถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจต่อไป


การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานมีความสำคัญและมีความเสี่ยงที่เกิดการรั่วไหล ผู้ไม่หวังดีสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีด้านไซเบอร์ในขั้นตอนการระบุตัวตนบนโมบายแบงก์กิ้ง ด้วยการใช้เครื่องมืออัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้บางสถาบันการเงินจึงมีการเพิ่มขั้นตอนในการระบุตัวตนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น แต่ในที่สุดก็ยังเกิดกรณีที่มีการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาของการระบุตัวตนอัตโนมัติและการป้องกันการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์รูปแบบใหม่ โดยใช้แคปช่าเชิงข้อความที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลด้วยการจับจังหวะการพิมพ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานและเพิ่มปัจจัยที่ธนาคารสามารถตรวจสอบการพฤติกรรมการระบุตัวตนที่มาจากบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายในเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน จำนวน 6 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้งทั่วไป ทั้งชาย หญิง และ LGBTQ+ จำนวน 100 คน ผลการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พบว่า กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 66.7 และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 53


ชุดนักเรียนกันยุงเพื่อป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก, รวิพร ชัยรุ่งมณีดำรง Jan 2020

ชุดนักเรียนกันยุงเพื่อป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก, รวิพร ชัยรุ่งมณีดำรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นที่เป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งสามารถติดต่อโดยมียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อจากผู้ป่วยในระยะระบาดไปสู่บุคคลอื่น โดยส่วนมากจะเป็นในเวลากลางวัน และจากสถิติของกรมควบคุมโรคช่วงอายุที่มีการติดเชื้อไข้เลือดออกมากที่สุดคือช่วงอายุ 5-14 ปี จากปัญหาดังที่กล่าวมางานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องพ่นละอองขนาดเล็กของเพอร์เมทรินเคลือบชุดนักเรียนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันยุงเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่โรงเรียน ซึ่งการเคลือบสารเพอร์เมทรินในปริมาณ 0.125 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ และเทคนิคการพ่นละอองขนาดเล็ก (Aerosol) เป็นการเคลือบสารเคมีไว้ที่ผิวนอกของชุดนักเรียน เพื่อให้ผ้าที่ถูกเคลือบมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิมน้อยที่สุด ลดการสัมผัสต่อผิวหนังของผู้ใช้โดยตรง และลดปริมาณการใช้สารเคมี พลังงาน และปริมาณของเหลือทิ้งในขั้นตอนการเคลือบ โดยอาศัยสารต้นแบบสีแดงจำลองการฉีดพ่นเพื่อดูการกระจายตัวของสารบนพื้นผิวผ้าโทเร และอาศัยการชั่งน้ำหนักและเครื่องฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟาเรดสเปกโทรมิเตอร์ (Fourier transform infrared spectrometer, FT-IR) เพื่อวัดปริมาณสารเพอร์เมทรินที่เคลือบอยู่บนผ้าโทเร ผลของการวิจัยพบว่าวิธีการพ่นละอองขนาดเล็กของเพอร์เมทรินสามารถเคลือบผิวผ้าได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง และมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงในบริเวณโรงเรียน จึงสามารถเป็นทางเลือกในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่โรงเรียน


ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็ก, พรนภัส เข็มทอง Jan 2020

ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็ก, พรนภัส เข็มทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการพิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการพัฒนาต้นแบบชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็กของสารเพอร์เมทริน เนื่องจากยุงคือหนึ่งในพาหะสำคัญของโรคติดต่อนำโดยแมลง อาทิเช่น โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ประกอบกับการขยายตัวของความเป็นเมืองได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายมิติรวมทั้งด้านสุขภาพจิต จากรายงานอัตราการฆ่าตัวตายของกรมสุขภาพจิตปี 2563 พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายของประชากรไทยสูงขึ้นจาก 6.6 รายต่อประชากรแสนคน ในปี 2562 เป็น 7.3 รายต่อประชากรแสนคน การปฏิบัติธรรมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูจิตใจ โดยจากการศึกษาผ้า 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ ผ้าฝ้ายร้อยละ 95 ต่อโพสลีเอสเตอร์ร้อยละ 5 และผ้าฝ้ายร้อยละ 35 ต่อโพลีเอสเตอร์ร้อยละ 65 พบว่าผ้าที่สามารถดูดซับสารเพอร์เมทรินได้ดีที่สุดคือผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ รองลงมาคือผ้าฝ้ายร้อยละ 95 ต่อโพสลีเอสเตอร์ร้อยละ 5 โดยเมื่อส่องดูด้วยเครื่อง FT-IR Spectrometer พบการเปลี่ยนแปลงของแอมพลิจูดของช่วงคลื่นที่ระยะ 1400 ถึง 1900 cm-1 บนผ้าทั้งสองชนิดและพบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นภายหลังการพ่นมากกว่าร้อยละ 0.196 โดยจากการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่าผู้ทำแบบสอบถามร้อยละ 83.5 รู้สึกสนใจในผลิตภัณฑ์ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุง และมากกว่าร้อยละ 46.9 เคยประสบปัญหาการถูกรบกวนจากยุง


ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ, เกรียงศักดิ์ กิจลือเกียรติ Jan 2020

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ, เกรียงศักดิ์ กิจลือเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันบริษัทสตาร์ทอัพ เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความยั่งยืน ความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ บริษัทสตาร์ทอัพ คือบริษัทที่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม กิจการประเภทนี้ถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาระบบนวัตกรรมและจัดหาเงินทุนให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ดังนั้นองค์กรสนับสนุนจำนวนมากจึงผุดขึ้นมา สิ่งนี้สร้างขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้ยากต่อการติดตามความคืบหน้าของโครงการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ผู้เขียนได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐ 6 แห่งที่ให้การสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ ผลปรากฏว่ามีเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่พร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่วน 4 ใน 6 หน่วยงานมีระบบแต่ไม่พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล และ 1 ใน 6 หน่วยงานไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ บุคลากรส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมและมีทัศนคติเชิงลบต่อการให้ข้อมูล อุปสรรคในการแบ่งปันข้อมูล คือการขาดงบประมาณ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความเสถียรของความปลอดภัยของข้อมูล ผู้เขียนสรุปว่าวิธีการแบบค่อยเป็นค่อยไปในการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม สำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้น หน่วยงานควรลงนามในบันทึกความเข้าใจ และสร้างมาตรฐานสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูล สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว ข้อมูลจากฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับหน่วยงานของภาครัฐแต่ละแห่ง


ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก, ศศิวิมล นิธิสารสวัสดิกุล Jan 2020

ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก, ศศิวิมล นิธิสารสวัสดิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเทคโนโลยี การผลิตละอองขนาดเล็กของสารออกฤทธิ์ที่เป็นของเหลวด้วยเครื่องพ้นละอองอัลตร้าโซนิค และนำมาประยุกต์ใช้กับการเคลือบผิวเส้นใยวัสดุด้วยละอองขนาดเล็ก (Aerosol coating) ของสารละลายเพอร์เมทริน พร้อมทั้งทำการศึกษาประสิทธิภาพในการยึดเกาะของสารละลายต้นแบบสีแดงและสารละลายเพอร์เมทริน ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันยุงและมีความปลอดภัยได้รับการรับรองจาก องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและจำนวนผู้ป่วยโรคที่มีสาเหตุจากยุงเป็นพาหะ เนื่องจากมีการพบผู้ป่วยเป็นโรคที่มีสาเหตุจากยุงในทุกๆปี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะกลุ่มเด็กมีภูมิต้านทานที่น้อยเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่และยังเป็นกลุ่มที่มีการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกันกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกของร่างกาย จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ต่ำลงในระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์อาจมีการติดเชื้อและมีความเสี่ยงในระหว่างคลอด ดังนั้นกลุ่มเด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์จึ่งมีควรป้องการตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคต่าง จากการทดสอบพบว่าสารละลารเพอร์เมทรินสามารถเคลือบลงบนเส้นใยได้ แต่ปริมาณของสารละลารเพอร์เมทรินที่เคลือบลงบนผิววัสดุนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า และการใช้วิธีการเคลือบด้วยละอองขนาดเล็ก (Aerosol coating) ทำให้สารละลารเพอร์เมทรินมีกระจายบนผิววัสดุอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลจากแบบสอบถามการยอมรับผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็กที่เคลือบด้วยสารละลารเพอร์เมทรินนั้น พบว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความน่าสนใจจากผู้ตอบแบบสอบถามหากมีการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด


ระบบประเมินประสิทธิภาพการใช้ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด, พิทยุตม์ ภัทราวุฒิกุล Jan 2020

ระบบประเมินประสิทธิภาพการใช้ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด, พิทยุตม์ ภัทราวุฒิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตลาดเชิงอิทธิพลออนไลน์ เป็นการตลาดที่ได้นำมาใช้ในการสื่อสารให้กับกลุ่มผู้บริโภค เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่การใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ยังมีความเสี่ยง ที่อินฟลูเอนเซอร์ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษางานวิจัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาหาตัวแปรที่ใช้ในการพิจารณาถึงประสิทธิภาพของอินฟลูเอนเซอร์ 2. การใช้ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการประเมินและตัดสินใจประสิทธิภาพ 3. เพื่อหาเกณฑ์ต่าง ๆ ในการใช้ประเมินอินฟลูเอนเซอร์ โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และ เชิงปริมาณ และมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาในการประเมิน และประเด็นที่น่าสนใจ จนสามารถนำมาพัฒนาเป็นระบบการประเมินได้ โดยการประเมินอินฟลูเอนเซอร์ ผ่านตัวแปรประเภท ความตระหนัก เอ็นเกจเมนต์ และ คอนเวอร์ชั่น ทั้งนี้มีการหาค่าเฉลี่ย เอ็นเกจเมนต์ จากทั้งหมด 6,000 โพสต์ ที่อ้างอิงจากประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหมด 5 ประเภท ตามจำนวนผู้ติดตาม ผลการวิจัยทำให้เห็นการประเมินสามารถนำมาใช้พิจารณา และช่วยแก้ปัญหาในการประเมิน ที่ยังขาดความชัดเจนในการระบุถึงประสิทธิภาพของผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย ในด้าน การมีส่วนร่วม ของแต่ละประเภทและแต่ละแพลตฟอร์ม


สเปรย์เคลือบผิวซิงค์ออกไซด์เพื่อกำจัดไวรัสและแบคทีเรียบนหน้ากากผ้า, ธนิสร เกียรติพลพจน์ Jan 2020

สเปรย์เคลือบผิวซิงค์ออกไซด์เพื่อกำจัดไวรัสและแบคทีเรียบนหน้ากากผ้า, ธนิสร เกียรติพลพจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการค้นคว้าอิสระนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตสเปรย์จากเยื่อกระดาษฟอกขาวซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นำมาละลายด้วยกรดซัลฟูริคความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อทำให้เกิดเป็นสารละลายเซลลูโลสอสัณฐานและนำสารซิงค์คลอไรด์มาตรึงกับเซลลูโลสอสัณฐาน ทำให้เกิดเป็นสารละลายเซลลูโลสอสัณฐานที่มีการตรึงซิงค์ไฮดรอกไซด์ เพื่อนำมาใช้พ่นสเปรย์บนผ้าเพื่อให้เกิดการเกาะติดกับเส้นใยผ้าตัวอย่าง 4 ชนิดที่นิยมนำมาทำหน้ากากที่ใช้ในการสวมใส่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และภายหลังการพ่นสเปรย์เคลือบผิวผ้าแล้วนำไปผ่านอุณหภูมิเพื่อให้เกิดการระเหยของน้ำ จะได้ซิงค์ออกไซด์ที่เกาะยึดอยู่บนเส้นใยของผ้าที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสและแบคทีเรียที่จะมาเกาะยึดบนผิวผ้า ช่วยลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสและลดผลกระทบจากแบคทีเรียที่อยู่บนหน้ากากผ้าของผู้สวมใส่ได้ และจากการทำแบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมสเปรย์เซลลูโลสอสัณฐานที่มีการตรึงซิงค์ไฮดรอกไซด์ จำนวน 300 ชุด พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมมากที่สุดคือ การสร้างความปลอดภัยและต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังพบปัจจัยลำดับรองลงมาคือเรื่องของความสะดวกในการพกพา , ความง่ายต่อการดูแลรักษา และการเอื้อต่อความสะดวกในการหายใจ โดยประชากรที่ทำแบบสอบถามกว่าร้อยละ 88.7 ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และมีผู้ที่ต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 2.7


ศึกษาความเป็นไปได้ของระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์, ธันย์ชนก คล่องแคล่ว Jan 2020

ศึกษาความเป็นไปได้ของระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์, ธันย์ชนก คล่องแคล่ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันเทคโนโลยีอวกาศโดยเฉพาะดาวเทียมถูกนำมาประยุกต์ใช้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มของวัตถุอวกาศเพิ่มมากขึ้นอย่างทวีคูณ สร้างความแออัดในวงโคจรและเพิ่มความเสี่ยงต่อการชนกับดาวเทียมปฏิบัติการอื่น ๆ ในประเทศไทยมีงานวิจัยที่พัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อการชนของดาวเทียมกับวัตถุอวกาศ แต่ระบบดังกล่าวถูกใช้งานเฉพาะในองค์กรเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีและด้านการตลาดของการนำระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยได้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มหน่วยงานที่พัฒนาดาวเทียม และหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม จำนวน 12 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มเจาะจง จากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์กับหน่วยงานที่มีการนำส่งดาวเทียมที่อยู่วงโคจรระดับต่ำมากกว่าดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรค้างฟ้า จากการวิเคราะห์พบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และเป็นรูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว มีค่าเปิดเผยเทคโนโลยี 6,000,000 บาท และค่าตอบแทนการอนุญาตใช้สิทธิอยู่ที่ช่วงร้อยละ 4.0 - 7.0 จากรายได้ทั้งหมดต่อปี


ตัวแบบความร่วมมือสำหรับโซ่อุปทานของมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล, ธนิกา จินตนะพันธ์ Jan 2020

ตัวแบบความร่วมมือสำหรับโซ่อุปทานของมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล, ธนิกา จินตนะพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเรื่อง “ตัวแบบความร่วมมือสำหรับโซ่อุปทานมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล (COLLABORATIVE MODEL FOR CASSAVA SUPPLY CHAIN IN ETHANOL PRODUCTION) เกิดขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานความร่วมมือใหม่ในระบบห่วงโซ่อุปทานของมันสำปะหลังที่จะสามารถนำไปแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์ สร้างความยุติธรรมให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำตัวปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานมาเป็นแนวทางในการวิจัย การวิจัยเป็นแบบ Mixed method คือการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi Structured Interview) จากผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับโซ่อุปทานของมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล และการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ได้ปัจจัยหลัก 6 ปัจจัย ปัจจัยรอง 15 ปัจจัยและปัจจัยย่อย 89 ปัจจัย ที่ใช้การประเมินในรูปแบบ Likert scale กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 381 ราย และใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับแรกและอันดับ 2 (First and Second Order Confirmatory Factor Analysis) พบว่าการจัดอันดับความสำคัญมากที่สุดคือปัจจัยหลักด้านความสัมพันธ์โซ่อุปทาน รองลงมา คือ ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจัยหลักด้านความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อม ปัจจัยหลักด้านความคาดหวังของลูกค้า ปัจจัยหลักด้านกระบวนการเพิ่มมูลค่า และ ปัจจัยหลักด้านการบริหารจัดการ ตามลำดับ จากนั้นนำผลการศึกษามาพัฒนาเป็นนวัตกรรมตัวแบบความร่วมมือฯ ทดลองภาคสนามเชิงพาณิชย์ในการเชื่อมโยงโซ่อุปทานซื้อขายมันสำปะหลังจากเกษตรกรถึงโรงงานเอทานอล ประกอบด้วย เกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ธนาคาร จุดรับซื้อ ลานตากมันเส้น และโรงงานผลิตเอทานอล รวม 1061 ราย เพื่อหาข้อจำกัดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน พบว่ามันสำปะหลังเส้นสะอาดที่ได้จากตัวแบบความร่วมมือฯ ได้ผลผลิตเอทานอลสูงถึง 436 ลิตรต่อตันมันเส้น เมื่อเปรียบเทียบกับมันเส้นทั่วไปได้เพียง 330 ลิตร จากนั้นนำขั้นตอนการทำงานมาทำเป็นแผนผังกระบวนการทำงาน และนำไปออกแบบเป็น digital application platform และ เว็บแอพพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบในปัจจัยด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และได้ทดสอบการยอมรับการใช้งานเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) กับเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 30 รายได้ผลเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและโรงงานเอทานอล ส่วนสุดท้ายของงานวิจัยเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อนำไปใช้เชิงพาณิชย์ …


นวัตกรรมกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชนที่ไม่ใช่อาหารและมีการส่งเสริมจากนโยบายหน่วยงานภาครัฐ, ประไพศรี ไม้สนธิ์ Jan 2020

นวัตกรรมกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชนที่ไม่ใช่อาหารและมีการส่งเสริมจากนโยบายหน่วยงานภาครัฐ, ประไพศรี ไม้สนธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและมีการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การเก็บข้อมูลเชิงลึกโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหน่วยงานภาครัฐจำนวน 10 ราย และผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 15 รายซึ่งมาจากการสุ่มแบบเจาะจง นำมาตีความและวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูล เพื่อได้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน และนำมาพัฒนาการวิจัยเชิงปริมาณกับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน 354 ราย เพื่อหากระบวนการที่เหมาะสม การทดสอบประสิทธิภาพและการยอมรับของกระบวนการจากผู้เชี่ยวชาญ 15 คนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมกระบวนการของงานวิจัยและพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ ผลการวิจัยจากข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณ แบ่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น 4 กระบวนการ และประกอบไปด้วย 14 องค์ประกอบย่อย กระบวนการที่ 1 การประเมินความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อขอรับบริการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการที่ 2 กระบวนการจับคู่เพื่อการพัฒนาที่เหมาะสม กระบวนการที่ 3 กระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวคิด กระบวนการที่ 4 การส่งเสริมศักยภาพผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ข้อเสนอแนะการส่งเสริมที่หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญในผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมสมุนไพรคือ 1. ความเป็นผู้ประกอบการ 2. ความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่นำไปใช้ 3. การสื่อสารทางการตลาดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม 4.การส่งเสริมศักยภาพผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพื่อหารูปแบบและแนวทางในการดำเนินการที่สามารถส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ได้มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากขึ้น การศึกษาการยอมรับด้วยทฤษฏีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) พบว่าโปรแกรมมีความง่าย เหมาะสมกับการใช้งาน และมีความเป็นไปได้ในการใช้งาน การประเมินแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์ กลุ่มเป้าหมายคือหน่วยงานภาครัฐ ทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนมากที่สุดคือ การอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือ Licensing แบบ non exclusive และคิดรายได้แบบ ค่าเปิดเผยเทคโนโลยี (Disclosure fee) ความน่าสนใจในการลงทุนโดยมีระยะเวลาคืนทุน 1.58 ปี มีผลตอบแทน IRR ที่ 46 % และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 409,945 บาท


นวัตกรรมกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย, เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล Jan 2020

นวัตกรรมกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย, เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การมอบอำนาจทางดิจิทัลที่ทำงานร่วมกับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล สามารถลดเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการมอบอำนาจ ทำให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย เชื่อถือได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัล ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและทำงานร่วมกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย การพัฒนาต้นแบบระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย และทดสอบการยอมรับนวัตกรรมกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย งานวิจัยนี้มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก การสำรวจโอกาสในการสร้างนวัตกรรม ด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 3 คน การสนทนาอภิปรายกลุ่มย่อยผู้ให้บริการ 6 ท่าน และการสนทนาอภิปรายกลุ่มย่อยผู้ใช้บริการคนสุดท้าย 6 ท่าน พบคุณสมบัติที่เหมาะสม 6 ด้าน ได้แก่ 1) ความสะดวก ระบบทำงานในรูปแบบดิจิทัล โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องดำเนินการด้านเอกสารเอง สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา 2) ความน่าไว้วางใจ โดยใช้การพิสูจน์และยืนยันผู้มอบอำนาจ ผู้มีอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ ผ่านแพลตฟอร์ม NDID 3) ความถูกต้องของข้อมูล โดยการเชื่อมต่อหน่วยงานทะเบียนนิติบุคคล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันที่สุดของผู้มีอำนาจของนิติบุคคลและสิทธิ์ 4) ความเชื่อมั่น ในด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 5) ความเที่ยงตรง โดยสามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ว่ารายการมอบอำนาจ ถูกต้องเที่ยงตรง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข 6) ความสมบูรณ์ ครบถ้วนทุกขั้นตอน โดยให้ผู้ใช้ควบคุมและดำเนินการได้เองทุกขั้นตอน ขั้นตอนที่สอง การพัฒนาต้นแบบระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย โดยใช้คุณสมบัติที่เหมาะสมทั้ง 6 ด้าน ต้นแบบระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลได้รับการทดสอบโดยผู้ใช้ 2 ราย ขั้นตอนสุดท้าย เป็นศึกษาการยอมรับด้วยแบบสอบถาม โดยการสํารวจตัวอย่างผู้ใช้งาน 32 คน และผู้ให้บริการ 10 ราย พบว่าผู้ใช้งานยอมรับเทคโนโลยีในระดับสูง มีความพึงพอใจ สนใจ และเห็นคุณค่าของระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัล แผนการนําไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จะเป็นการจัดตั้งธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ ให้บริการติดตั้งระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลกับผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย และคิดค่าตอบแทนการใช้สิทธิ์ โดยใช้เงินทุนเริ่มต้น 1,000,000 บาท จุดคุ้มทุนและระยะเวลาการคืนทุนในปีที่ 3 อัตราผลตอบแทนการลงทุน คือ ร้อยละ 44.31 ณ สิ้นปีที่ 5


นวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น, สมบูรณ์ ประสบพิบูล Jan 2020

นวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น, สมบูรณ์ ประสบพิบูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันนี้ การระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนเป็นทางเลือกหนึ่งของการระดมทุนสำหรับผู้ประกอบการที่มีความต้องการเงินทุนไปใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เนื่องจากโครงการที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ใหม่ของผู้ประกอบการนั้นยังมีความเสี่ยงอยู่ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น และพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน รวมทั้งศึกษาการยอมรับและความเป็นไปได้ในการพัฒนาไปสู่ธุรกิจในเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสม โดยการเก็บข้อมูลทั้งจากการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 11 คน และการวิจัยเชิงปริมาณจะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 320 ราย ซึ่งได้ผ่านการทดสอบความน่าเชื่อถือและค่าความเที่ยงของเครื่องมือ มีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ พบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1. องค์ประกอบด้านผู้ประกอบการ (ประสบการณ์ในการระดมทุนมวลชนในอดีตที่ผ่านมา และประสบการณ์ในการให้เงินสนับสนุนโครงการระดมทุนมวลชนอื่น) 2. องค์ประกอบด้านลักษณะโครงการ (จำนวนรูปภาพของโครงการ การมีวีดีโอของโครงการและเวบไซด์สำหรับแสดงข้อมูลโครงการ และจำนวนของรางวัลตอบแทนที่หลากหลาย 3. องค์ประกอบด้านรูปแบบในการระดมทุนมวลชน (ระยะเวลาในการเปิดระดมทุนมวลชน เป้าหมายของจำนวนเงินที่ต้องการระดมทุนมวลชน และระยะเวลาในการจัดส่งของรางวัลตอบแทน) การพัฒนานวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การมองหานวัตกรรม 2. การกำหนดหัวข้อนวัตกรรม 3. การออกแบบนวัตกรรม 4. การพัฒนานวัตกรรม 5. การทดสอบและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ มีการใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องด้วยอัลกอริทึมของวิธีการถดถอยโลจิสติกส์และวิธีต้นไม้ตัดสินใจ โดยใช้ปัจจัยความสำเร็จจากองค์ประกอบด้านผู้ประกอบการ ด้านลักษณะโครงการ และด้านรูปแบบในการระดมทุนมวลชน ค่าความถูกต้องของแบบจำลองวิธีการถดถอยโลจิสติกส์และวิธีต้นไม้ตัดสินใจ อยู่ที่ 88.2% และ 88.8% ตามลำดับ การทดสอบการยอมรับนวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย พบว่า มีความพึงพอใจในความง่ายและความเหมาะสมในการใช้งาน ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน และทัศนคติที่ดีต่อการใช้งาน การศึกษาความเป็นได้ในการดำเนินธุรกิจ มีการวิเคราะห์ใน 3 สถานการณ์ (สถานการณ์ที่แย่ที่สุด สถานการณ์ปกติและสถานการณ์ที่ดีที่สุด) โดยในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด โครงการนี้ยังมีผลการดำเนินงานน่าพอใจ ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงและต้นทุนของโครงการ และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจแก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้น โครงการนี้จึงเหมาะสำหรับการลงทุน


นวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย, ภูมิพัฒน์ ธนะสารสมบูรณ์ Jan 2020

นวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย, ภูมิพัฒน์ ธนะสารสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายจำเป็นที่จะต้องครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลด้านสุขภาพจิตจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสังคมนอกเหนือจากบุคคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายโดยใช้การสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายอีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการมีทัศนคติที่ดีและความสามารถในการเผชิญกับโรคร้ายได้ การศึกษาวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะประกอบด้วย ระยะที่ 1: การพัฒนาเครื่องมือการประเมินผลด้านคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยเริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสนทนากลุ่มเพื่อค้นหาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและเป็นแนวทางในการพัฒนาเครื่องมือการประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาข้อคำถาม และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยรูปแบบการทำแบบสอบถามทั้งแบบกระดาษและออนไลน์จากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ เพื่อทดสอบความเชื่อมั่นความสอดคล้องภายใน การทดสอบความตรงเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์ตัวแปรเชิงสำรวจ ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก การทดสอบความคงที่ภายใน การทดสอบค่าความสัมพันธ์กับตัวแปรที่เกี่ยวข้องในแบบวัดอื่นและการทดสอบความเที่ยงโดยการทดสอบซ้ำ ผลลัพธ์ที่ได้คือแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย (BCM01) จำนวน 8 ข้อ ที่สามารถวัดผลลัพธ์ใน 3 ด้าน ประกอบด้วยการใช้ปัจจัยที่ได้จากการวิเคราะห์ตัวแปร ระยะที่ 2: การพัฒนานวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อการค้นหาเหตุและปัจจัยที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่แท้จริงของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการ ที่ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ การสนับสนุนด้านอารมณ์ การสนับสนุนด้านเครือข่าย การสนับสนุนด้านข้อมูล การสนับสนุนด้านทรัพยากร และการสนับสนุนด้านการประเมิน ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระและการใช้เทคนิคการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ผ่านแพลตฟอร์มเฟสบุ๊คกลุ่มปิด “Positive Life ชีวิตคิดบวก” ระยะที่ 3: การทดสอบประสิทธิภาพและการยอมรับนวัตกรรมบริการด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยการเปรียบเทียบคะแนนการประเมินคุณภาพชีวิตก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการ ระยะเวลา 60 วัน พบว่าผู้เข้าร่วมวิจัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ในด้านการประเมินภาวะทางสุขภาพโดยรวม ด้านบทบาท-หน้าที่ ด้านความคิดความเข้าใจ ด้านความเหนื่อยล้าและด้านความเจ็บปวดในแบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง (EORTC-QLQ-C30) นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมวิจัยมีคุณภาพชีวิตด้านความสุขทางเพศในแบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม (EORTC-QLQ-BR23) ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญและการศึกษาการยอมรับนวัตกรรมบริการด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย โดยการวิจัยเชิงผสมผสานด้วยเก็บข้อมูลผ่านทางระบบแชทบอท (Chatbot) พบว่าการประเมินการยอมรับนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในในระดับดี ส่งผลให้นวัตกรรมบริการด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและการยอมรับจากผู้ใช้งาน แม้ว่าผลลัพธ์โดยรวมจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็มีปัจจัยหลายประการที่ต้องพิจารณาสำหรับการศึกษาในอนาคตและการนำนวัตกรรมไปใช้งาน เช่น ระยะเวลาในการทดสอบนวัตกรรม ขนาดของกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัย ผลกระทบที่เกิดจากสุขภาพและแผนการรักษา เป็นต้น


นวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย, ปนัดดา เจริญศักดิ์ Jan 2020

นวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย, ปนัดดา เจริญศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ออกแบบและพัฒนาต้นแบบระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย ทดสอบการยอมรับเทคโนโลยีและผลจากการใช้งานนวัตกรรมนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทยที่ได้พัฒนาขึ้น และวางแผนความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย โดยวิธีการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีกระบวนการมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยนำแนวคิดการส่งเสริมสุขภาวะตัวตนที่เป็นองค์รวม (The Indivisible Self Model) ของ Myers และ Sweeney (2005) มาพัฒนาระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการปรึกษา ทั้งนี้ขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะประกอบด้วย (1) ออกแบบและพัฒนาต้นแบบระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย (2) ทดสอบการยอมรับเทคโนโลยีและผลจากการใช้งานนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทยที่ได้พัฒนาขึ้น และ (3) วางแผน และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 80 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน มีระยะเวลาในการดำเนินการทดลอง 4 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย มีองค์ประกอบคือ (1) ขั้นตอนการใช้งานระบบซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนการปรึกษาทางจิตวิทยา (2) เครื่องมือของระบบ (3) คุณลักษณะของเว็บแอปพลิเคชั่นเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย ตามโมเดลสุขภาวะที่มาจากการพัฒนาตัวตนที่เป็นองค์รวม โดยใช้ชื่อว่า “Well-Come” ผลการทดลองใช้เว็บแอปพลิเคชั่นฯ พบว่าค่าเฉลี่ยสุขภาวะองค์รวมของกลุ่มทดลองมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลนี้แสดงให้เห็นว่าระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทยที่ได้พัฒนาขึ้น มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมสุขภาวะของผู้ใช้ระบบ ทั้งนี้การทดสอบการยอมรับนวัตกรรมพบว่า มีความสำเร็จของระบบสารสนเทศ (Information System Quality: IS Success) อยู่ในระดับมาก และการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) อยู่ในระดับมาก นวัตกรรมนี้เป็นธุรกิจบริการที่ส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย ซึ่งได้วางรูปแบบการหารายได้ จากค่าบริการการใช้แพลทฟอร์ม และจัดทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ โดยรายได้เกิดจากการนำเสนอนวักตรรมแก่สถาบันการศึกษาเพื่อบริการแก่นิสิตนักศึกษา ธุรกิจได้รับผลตอบแทนภายใน (IRR) ร้อยละ 19 ระยะเวลาคืนทุน ภายใน 5 ปี 3 เดือน และ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) …


นวัตกรรมระบบประเมินความเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหาร, พรเทพ นวกิจกนก Jan 2020

นวัตกรรมระบบประเมินความเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหาร, พรเทพ นวกิจกนก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นผู้ประกอบการเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินการตามหน้าที่ ความสามารถและความมุ่งมั่นในการดำเนินกิจการ บริหารจัดการธุรกิจและการมองหาโอกาสใหม่ๆ โดยพร้อมที่จะรับความเสี่ยงเพื่อผลักดันให้องค์การประสบความสำเร็จ ในการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยของความเป็นผู้ประกอบการ ที่มีผลต่อการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างตัวชี้วัดในประเมินการความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาและทดสอบระบบการประเมินความเป็นผู้ประกอบการ และ เพื่อศึกษาการยอมรับและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรมได้การยอมรับจากผู้บริโภคและมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรม วิธีการศึกษาผ่านการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปที่ประสบความสำเร็จ การสร้างแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการจำนวน 340 ราย ทดสอบความเที่ยงและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือและสร้างแบบจำลอง การวิเคราะห์ปัจจัย และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ พบว่า โมเดลของความเป็นผู้ประกอบการประกอบด้วย 4 ด้านคือ 1การมุ่งเน้นผู้ประกอบการ 2.การมุ่งเน้นการตลาดและการเรียนรู้ 3.การมุ่งเน้นดิจิทัลและกลยุทธองค์กร 4.การปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมีตัวชี้วัดในการประเมิน ทั้งสิ้น 25 ตัว โดยได้มีการแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป เป็น 3 ระดับ กลุ่มผู้ประกอบการระดับที่ 1 ขาดความเป็นผู้ประกอบการในด้านการมุ่งเน้นดิจิทัลและกลยุทธ์และการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 กลุ่มผู้ประกอบการระดับที่ 2 ขาดการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และกลุ่มที่ 3 มีระดับความเป็นผู้ประกอบการทั้ง 4 มิติ ครบถ้วน โดยได้ทำการทดสอบการยอมรับโมเดล ตัวชี้วัด และเกณฑ์ต่างๆที่ใช้ในการประเมินกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 ราย พบว่า ตัวชี้วัดในระดับเหมาะสมมากมี 21 ตัวชี้วัด และ ในระดับเหมาะสม 4 ตัวชี้วัด การพัฒนาระบบประเมินผู้ประกอบการ มีขั้นตอนดังนี้ 1.การมองหานวัตกรรม 2.การกำหนดหัวข้อนวัตกรรม 3.การออกแบบนวัตกรรม 4.การพัฒนานวัตกรรม 5.การทดสอบและนำเข้าสู่ตลาด โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพ ภายใน/ภายนอก (86.67%,n=60) และการทดสอบกับอุตสาหกรรมอื่น (66.67%,n=15) การทดสอบการยอมรับนวัตกรรมระบบประเมินความเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 (IEDI4.0) จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 30 ราย (ผู้เชี่ยวชาญ 15 ราย และ ผู้ประกอบการ 15 ราย) มีความพึงพอใจในความง่ายและเหมาะสมการใช้งาน ความตั้งใจในการใช้งาน ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน การศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจจริง มีการพิจารณาการดำเนินธุรกิจใน 3 กรณี สถานการณ์ที่ส่งผลเสีย (Worst case) …


นวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม, สุภาภรณ์ สมไพบูลย์ Jan 2020

นวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม, สุภาภรณ์ สมไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการประเมินศักยภาพของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และปัญหาของการใช้แบบประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 2) ศึกษาลักษณะ และคุณสมบัติของนวัตกรรมแบบประเมินจากผู้ประกอบการ และองค์กรที่อยู่ในระบบนิเวศธุรกิจของธุรกิจค้าปลีก 3) พัฒนานวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมร่วมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม 4) ศึกษาประสิทธิภาพและการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแบบประเมิน และ 5) ศึกษาความเป็นไปได้ของนวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในเชิงพาณิชย์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการจำนวน 402 คน ส่วนมากไม่เคยทำการประเมินธุรกิจ และมีความต้องการใช้นวัตกรรมแบบประเมิน และจากประสบการณ์ในการทำการประเมินจะพบปัญหาหลัก 2 ประการคือ ผู้ประกอบการไม่สามารถตอบแบบประเมินบางข้อได้เพราะไม่ได้ดำเนินกิจกรรมตามข้อคำถาม และคำถามแต่ละข้อยาวเกินไป 2) ลักษณะและคุณสมบัติของนวัตกรรมแบบประเมินควรใช้งานง่าย และช่วยให้ผู้ประกอบการมีระดับการรับรู้ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยควรพัฒนาให้สามารถปฏิบัติงานได้กับทุกอุปกรณ์รวมทั้งโทรศัพ์มือถือ 3) พัฒนานวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันที่มีความง่ายและสะดวกในการใช้งาน 4) ผลการทดลองใช้นวัตกรมแบบประเมินพบว่าระดับการรับรู้ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจหลังการใช้งานสูงกว่าก่อนการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม พบว่าผู้ประกอบการมีความเห็นต่อด้านการรับรู้ตลอดจนประโยชน์และการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความตั้งใจจะใช้อยูในระดับมาก ส่วนผู้แทนหน่วยงานในระบบนิเวศธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม มีความเห็นต่อด้านความตั้งใจใช้ และด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งานในระดับมากที่สุด และการยอมรับด้านการรับรู้ประโยชน์ ในระดับมาก และ 5) มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เงินลงทุน 250,000 บาท ระยะเวลาในการคืนทุน 1.5 ปี อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนร้อยละ 59.29 และมีค่าปัจจุบันของการลงทุนเป็นบวก


นวัตกรรมเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร, สันตริน แสงเสวตร Jan 2020

นวัตกรรมเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร, สันตริน แสงเสวตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของนักลงทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดบนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงมีการแสวงหาวิธีการสร้างเครื่องมือการพยากรณ์ราคาหลักทรัพย์ในรูปแบบต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันนักลงทุนต้องเผชิญกับความล้มเหลวของการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์อันเนื่องมาจากทัศนคติของข้อมูลข่าวสารส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการศึกษาวิจัยจากช่องว่างงานวิจัยเกี่ยวกับประยุกต์กระบวนการประมวลภาษาธรรมชาติเพื่อสร้างแบบจำลองการพยากรณ์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ การศึกษาวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม โดยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพผู้วิจัยได้สัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนนักลงทุนรายบุคคลและผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน จำนวน 10 ราย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกนำมาสร้างแบบสอบถามเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายบุคคลด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเที่ยงตรงของคำถามและสำรวจข้อมูลกับนักลงทุนรายบุคคล จำนวน 240 ราย จากนั้นใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยทัศนคติต่อพฤติกรรมการลงทุน การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้การควบคุมพฤติกรรมการลงทุน การรับรู้ความน่าเชื่อถือ และการรับรู้ความเสี่ยง มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของพฤติกรรมการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายบุคคล การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์เชิงทัศนคติข่าวสารด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง ผลการวิเคราะห์พบว่า อัลกอริทึมซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนด้วยคุณสมบัติ TF-IDF ให้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำมากที่สุดร้อยละ 70.59 จากนั้นผู้วิจัยได้นำไปพัฒนาต้นแบบเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยซอฟต์แวร์ประยุกต์ และทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากนักลงทุนรายบุคคล ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความง่าย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 93.33 ให้ความสนใจต้นแบบเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของโครงการ ผู้วิจัยทำการการประเมินศักยภาพทางเทคโนโลยีและการตลาด การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงการกำหนดสมมติฐานทางการเงินโดยคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 3 ปี 7 เดือน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สามารถสร้างประโยชน์ในเชิงวิชาการเป็นการนำศาสตร์ของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และการเงินมาเติมเต็มช่องว่างการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์กระบวนการประมวลภาษาธรรมชาติมาสร้างแบบจำลองการพยากรณ์ราคาหลักทรัพย์ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติสามารถแก้ไขปัญหาทัศนคติการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุน และยังสามารถนำนวัตกรรมนี้ไปต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีในการขยายไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล


ระบบฆ่าเชื้อในรถขนส่งสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, อัฐพล อรุณวุฒิพงศ์ Jan 2020

ระบบฆ่าเชื้อในรถขนส่งสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, อัฐพล อรุณวุฒิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การใช้ระบบขนส่งสาธารณะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการติดต่อโรคทางเดินระบบหายใจ การมีระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพจะลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อภายในระบบขนส่งสาธารณะได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฆ่าเชื้อในรถโดยสารสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีประสิทธิภาพ โดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบรถโดยสารประจำทางสาธารณะจำนวน 20 รายเพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้วิธีทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ การทำวิจัยเชิงทดลองด้วยการพ่นฆ่าเชื้อละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อในรถประจำทางสาธารณะจำนวน 20 คัน และการทำวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 406 รายเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการใช้รถโดยสารประจำทางสาธารณะที่สะอาดและความเต็มใจในการจ่ายค่าโดยสารส่วนเพิ่ม ผลการศึกษาการวิจัยเชิงทดลองพบว่า การใช้ระยะเวลาการพ่นฆ่าเชื้อ 30 นาทีในรถทัวร์ขนาด 20 ที่นั่งสามารถฆ่าเชื้อสปอร์ได้ 6-log reduction ซึ่งเป็นประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อในระดับสูง และใช้ระยะเวลาที่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สลายตัวต่ำกว่าระดับ 1 ppm โดยเฉลี่ย 67 นาที และผลการสำรวจแบบสอบถามพบว่าการรับรู้ประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพฆ่าเชื้อ ด้วยการนำระบบฆ่าเชื้อด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มาใช้ในรถขนส่งสาธารณะมีผลต่อความตั้งใจในการใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ (X2=16.185, p-value <0.05) และมีความเต็มใจในการจ่ายค่าโดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.96 จากราคาค่าโดยสารปกติ ระบบฆ่าเชื้อในรถขนส่งสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จึงเป็นระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อสูงและมีความปลอดภัย


ระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน, สุทธิลักษณ์ ลาภสมบุญกมล Jan 2020

ระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน, สุทธิลักษณ์ ลาภสมบุญกมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยแรงจูงใจต่อการแบ่งปันความรู้ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน 2) พัฒนาต้นแบบระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน และ 3) ประเมินผลการยอมรับและความเป็นไปได้ของระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกันในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยงานวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารของพื้นที่ทำงานร่วมกันกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ใช้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกัน และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการทดสอบความสอดคล้องโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลกับการแบ่งปันความรู้ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ใช้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกัน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยแรงจูงใจภายนอกโดยรวม ประกอบด้วย รางวัล ชื่อเสียง การสร้างเครือข่าย บรรยากาศ และการแลกเปลี่ยนประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีอิทธิพลต่อการแบ่งปันความรู้ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน และการแบ่งปันความรู้ส่งผลต่อผลลัพธ์ของการแบ่งปันความรู้ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ต้นแบบระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกันถูกพัฒนาโดยกระบวนการพัฒนาบริการใหม่ (New Service Development) จากนั้นนำต้นแบบของระบบมาทดสอบการยอมรับทางเทคโนโลยีและทัศนคติด้านสุนทรียภาพกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ใช้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งสรุปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างยอมรับต้นแบบระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน การศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาด การบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และการเงิน พบว่าระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกันมีโอกาสในการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยวิธีการใช้สิทธิ์โดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ซึ่งถูกคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการวิเคราะห์การเงิน พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 3.59 ปี ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่่ากับ 932,461 บาท และอัตราผลตอบที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับ ร้อยละ 40.78


การประเมินความเปราะบางของครัวเรือนต่อการจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม: ชุมชนหมู่1พัฒนา เทศบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น, ชนาภิวัฒน์ ขันทะ Jan 2020

การประเมินความเปราะบางของครัวเรือนต่อการจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม: ชุมชนหมู่1พัฒนา เทศบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น, ชนาภิวัฒน์ ขันทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบความต้องการต่อการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมระหว่างครัวเรือนที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน และจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ครัวเรือนในชุมชนหมู่1พัฒนา จำนวนทั้งสิ้น 231 ครัวเรือนและได้รับแบบสอบถามกลับคืน 111 ครัวเรือน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่น 0.812 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการบรรยายข้อมูลสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ความแตกต่างของตัวแปรที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Anova) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนที่มีความเปราะบางที่แตกต่างกัน ไม่มีความแตกต่างกันต่อความต้องการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม, เกณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ,พบว่ามี 2 ประเด็น คือ การจัดหาพื้นที่หลับนอนและการจัดหาพื้นที่แยกสมาชิกกลุ่มเปราะบาง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ,และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยการจัดเตรียมถุงยังชีพในครัวเรือนเพื่อพร้อมอพยพอยู่เสมอ ส่งเสริมกิจกรรมและกระตุ้นให้คนในชุมชนตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน


การรับรู้และแนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกภายใต้บริบทของเทศบาลนครนนทบุรี, ชไมกานต์ ดวงแก้ว Jan 2020

การรับรู้และแนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกภายใต้บริบทของเทศบาลนครนนทบุรี, ชไมกานต์ ดวงแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกของบุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงานของเทศบาลนครนนทบุรี 2) จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกภายใต้บริบทของเทศบาลนครนนทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์อย่างไม่มีส่วนร่วม ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ บุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงาน จำนวน 8 คน วิธีดำเนินการวิจัย ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เพื่อศึกษาการรับรู้แนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกของเทศบาลฯ และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกของเทศบาลฯ ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงาน มีการรับรู้ต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการรับรู้ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนมีหลักการดำเนินงานเช่นเดียวกับ 3Rs ซึ่งได้นำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการวางแผน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ภายใต้แผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน จังหวัดสะอาด ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทุกระดับ เสริมสร้างพลังในการนำหลัก 3Rs ไปปฏิบัติแบบปูพรมทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดความสะดวกในการเก็บขน สำหรับร้านรับซื้อของเก่าหรือร้านรับซื้อขยะในพื้นที่เขตเทศบาลฯ เป็นอีกกลไกสำคัญที่เปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นรายได้ เป็นตัวต่อสำคัญที่กระจายรายได้ในอุตสาหกรรมรีไซเคิล 2) ข้อเสนอแนะสำหรับการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบบริหารจัดการขยะพลาสติกของเทศบาลฯ ประกอบด้วย ผลักดันและสร้างการรับรู้ให้แก่บุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงาน เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของแนวคิด ริเริ่มนำแนวคิดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการวางแผน, กำหนดกลยุทธ์หรือมาตรการจัดการของเสียเพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้ง, ผลักดันให้เกิดการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการริเริ่มนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการจัดการขยะพลาสติกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ในการส่งเสริมการนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ, ริเริ่มปฏิบัติการสนับสนุนการดำเนินงานของภาคเอกชน ได้แก่ สนับสนุนการดำเนินงานตามหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด สนับสนุนการพัฒนา CE Platform ในการสร้างผู้ประกอบการเศรษฐกิจหมุนเวียน และสนับสนุนการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มในการจัดการขยะรีไซเคิล เพื่อให้เกิดฐานข้อมูลขยะที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดทางธุรกิจในหลายรูปแบบ


การศึกษาการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา, วราพัชร จันทร์เส้ง Jan 2020

การศึกษาการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา, วราพัชร จันทร์เส้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านการทำงาน ปัจจัยเงื่อนไขที่เป็นปัญหาอุปสรรค และปัจจัยสนับสนุนในการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา (2) เพื่อศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมในด้านการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลานี้ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลเริ่มจากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในสี่อำเภอจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 – เดือนกันยายน พ.ศ. 2562 เป็นระยะเวลา 8 เดือน ได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุชาวมุสลิมรวมทั้งสิ้น 68 ราย ผลการศึกษา พบว่า ในด้านสถานการณ์การทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะในภาคนอกระบบ ทั้งผู้สูงอายุตอนต้น (60 – 69 ปี ) และผู้สูงอายุตอนปลาย (70 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียว และกลุ่มผู้สูงอายุที่ลูกหลานย้ายถิ่น ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานของตนเองเป็นหลัก ในขณะที่ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมได้ส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านรายได้ รวมถึงสถานะสุขภาพของคนกลุ่มนี้ด้วย ดังนั้น การเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับผู้สูงอายุจึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สูงอายุชาวมุสลิมสามารถใช้ศักยภาพ และองค์ความรู้ที่มีอยู่เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุชาวมุสลิมยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำทางศาสนา มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาให้ความรู้แก่คนในชุมชนในการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมในการวางแผนเมื่อเข้าสู่สังคมสูงอายุ เพื่อให้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข อันจะนำไปสู่เป้าหมายให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพทางสังคม


ความเปราะบางและผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนจากหมอกควันตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, ปราติหารย์ มีคุณ Jan 2020

ความเปราะบางและผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนจากหมอกควันตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, ปราติหารย์ มีคุณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนต่อปัญหาหมอกควัน และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของความเปราะบางและผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนต่อปัญหาหมอกควัน รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะในการลดความเปราะบางในระดับครัวเรือนจากปัญหาหมอกควัน ในพื้นที่ บ้าน กม. 36 ตำบลอัยเยอร์เอง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (systematic sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 217 ครัวเรือน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ประกอบไปด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการบรรยายข้อมูลพื้นฐานของหัวหน้าครัวเรือน ข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน และข้อมูลด้านผลกระทบทางสังคม ใช้สถิติเชิงอนุมาน (inferential statistics) ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของความเปราะบางและผลกระทบทางสังคม โดยการวิจัยในครั้งนี้กำหนดระดับค่านัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนในพื้นที่ บ้าน กม. 36 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผลกระทบทางสังคมจากปัญหาหมอกควันที่ได้รับมากที่สุด ได้แก่ ผลกระทบด้านความกลัวและความกังวล ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของความเปราะบางและผลกระทบทางสังคม ปัจจัยความเปราะบางที่สัมพันธ์กับผลกระทบทางสังคมโดยรวม ได้แก่ ระยะเวลาการอาศัยอยู่ในพื้นที่ การสวมหน้ากากเมื่อต้องออกไปข้างนอกและเมื่อต้องประกอบกิจกรรมกลางแจ้ง ศักยภาพการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันหมอกควัน และการมีส่วนร่วมเรียกร้องมาตรการรับมือปัญหาหมอกควัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงข้อเสนอแนะต่อพื้นที่เพื่อลดความเปราะบาง ได้แก่ รณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญต่อการสวมหน้ากากเพื่อป้องกันหมอกควัน พร้อมทั้งให้ความรู้ถึงผลกระทบต่อร่างกายจากการไม่ป้องกันตนเองจากหมอกควัน เพิ่มช่องทางการช่วยเหลือประชาชน เช่น การแจกอุปกรณ์ป้องกันหมอกควัน หรือนำมาจัดจำหน่ายในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ รณรงค์การงดการเผาภายในพื้นที่ เพื่อลดการสร้างผลกระทบร่วมต่อหมอกควันข้ามพรมแดน จัดทำมาตรการรับมือเพื่อเตรียมการต่อสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนโดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และคอยเฝ้าระวัง ไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่ช่วงสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดน โดยการขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้เผา รวมถึงขอความร่วมมือให้ประชาชนคอยเฝ้าระวังร่วม


ถอดบทเรียนการขับเคลื่อนชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่: กรณีศึกษา ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี, มาศชนก ขาวทอง Jan 2020

ถอดบทเรียนการขับเคลื่อนชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่: กรณีศึกษา ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี, มาศชนก ขาวทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ถอดบทเรียนการเป็นชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำของชุมชนคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนชุมชนเกษตรสู่การเป็นชุมชนเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ วิธีดำเนินการวิจัยโดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของศูนย์การเรียนรู้, เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรภาคที่เจ็ด,เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร วิธีดำเนินการวิจัย สำรวจพื้นที่ชุมชนคลองน้อย วิเคราะห์ผลสำเร็จของศูนย์การเรียนรู้โดยใช้ ToC (Theory of Change) ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนต้นแบบนี้เกิดจากริเริ่มจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลและการใช้สารเคมีของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งตระหนักว่า การทำเกษตรสารเคมีก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและทุนการผลิตสูง กระทั่งภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมด้านทรัพยากร และให้ความรู้ด้านแนวคิดสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนตั้งแต่การวางแผน และร่วมดำเนินการติดตามขับเคลื่อนการเกษตร ให้การสนับสนุนชุมชนที่อ้างอิงตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ การร่วมกันประสานงานเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการเกษตร ให้เกิดการรวมกลุ่มภาคประชาชนเพื่อทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไข เป็นกลไกในการสร้างให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรในชุมชน ทั้งนี้พบปัจจัยความสำเร็จการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำ ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำและความสามารถของเจ้าของศูนย์การเรียนรู้ และ (2) บทบาทภาคีเครือข่ายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนชุมชนที่อ้างอิงตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่


บทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธนารัตน์ อุดมวรรณาเขตร Jan 2020

บทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธนารัตน์ อุดมวรรณาเขตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาบทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ (1) ศึกษาและทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่และลักษณะการจ้างงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นทางการและผู้ดูแลผู้สูงอายุไม่เป็นทางการ รวมถึง (2) วิเคราะห์ถึงบทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีต่อความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก เก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 180 ราย และครอบครัวผู้สูงอายุ จำนวน 10 ครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะการจ้างงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีบทบาทและหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุที่คล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ทำให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกัน คือ 1) ด้านเส้นทางการเข้าสู่อาชีพ 2) ด้านสัญญาจ้าง 3) ด้านมาตรฐานการทำงาน 4) ด้านค่าแรงและสวัสดิการ 5) ด้านระยะเวลาการทำงาน และ 6) ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน นอกจากนี้ ในส่วนของรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การดูแลเฉพาะผู้สูงอายุ 2) การดูแลและทำความสะอาดในพื้นที่ของผู้สูงอายุ และ 3) การดูแล เตรียมอาหารและทำความสะอาดในพื้นที่ของผู้สูงอายุ ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบของการดูแลผู้สูงอายุส่งผลต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัวทั้งในระดับดี ระดับปานกลาง และระดับแย่ จากผลการศึกษาข้างต้น นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ (1) ผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้นโดยการพัฒนามาตรฐานอาชีพ รวมถึงระบบประเมินและตรวจสอบการทำงาน และ(2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างบทบาทผู้ดูแลผู้สูงอายุในการการสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัวของผู้สูงอายุ


บริบทและเงื่อนไขการยุติการเป็นขอทาน: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานคร, วัฒนา ธรรมลังกา Jan 2020

บริบทและเงื่อนไขการยุติการเป็นขอทาน: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานคร, วัฒนา ธรรมลังกา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาขอทานเป็นปัญหาสังคมมายาวนานทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม และส่งผลไปยังปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การค้ามนุษย์ การป้องกันและแก้ปัญหาให้ขอทานหลุดพ้นจากสภาวะการเป็นขอทานจึงเป็นประเด็นสำคัญ การศึกษาครั้งนี้เพื่อ 1) ศึกษาถึงเงื่อนไขของการเข้าสู่การเป็นคนขอทาน 2) ศึกษาถึงเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการยุติการเป็นคนขอทาน 3) ศึกษาถึงรูปแบบและวิธีการที่คนขอทานไทยยุติการเป็นคนขอทาน และ 4) เสนอแนะแนวทางการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือแก่คนขอทานไทย ผ่านการศึกษาเชิงคุณภาพแบบประวัติศาสตร์ชีวิต (Life History) ของกรณีศึกษา โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงเป็นบุคคลที่หลุดพ้นสถานะของคนขอทานในสองสถานะคือบุคคลที่ประกอบอาชีพอยู่แล้ว และบุคคลอยู่ในระหว่างการพักฟื้นภายในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จำนวน 6 คน จากผลการศึกษาพบว่า เงื่อนไขที่ส่งผลให้กลายเป็นคนขอทานเมื่อพิจารณาจากแนวคิดนิเวศวิทยาเชิงสังคม ได้แก่ 1) เงื่อนไขระดับบุคคล (Individual Level) ประกอบด้วย ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัญหาความยากจน ปัจจัยด้านความพร้อมของสภาพร่างกายและจิตใจ และเงื่อนไขปัจจัยด้านระดับการศึกษา 2) เงื่อนไขระดับระหว่างบุคคล (Interpersonal Level) หรือปัจจัยด้านครอบครัวเป็นเงื่อนไขหลักที่ผลักดันให้กรณีศึกษาแทบทุกกรณีกลายเป็นคนขอทาน 3) เงื่อนไขระดับสถาบัน (Organizational / Institutional Level) ประกอบด้วยปัจจัยด้านทุนทางสังคมและการเข้าถึงทุนทางสังคม ที่คอยให้การสนับสนุน เงื่อนไขในระดับ ที่ 4) เงื่อนไขระดับชุมชน (Community Level) และ 5) เงื่อนไขระดับสังคม (Social Level) เป็นเงื่อนไขที่ไม่ส่งอิทธิพลต่อการกลายเป็นขอทาน อย่างไรก็ตามเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นขอทานพบว่าประกอบด้วยสามระยะ คือ 1) ช่วงระยะตั้งต้น 2) ช่วงเปลี่ยนผ่านมาเป็นคนทั่วไปและพร้อมที่จะเริ่มต้นทำงาน และ 3) ช่วงสร้างความมั่นคงในงานหรืออาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ชีวิตของอดีตคนขอทานสามารถทะยานพ้นจากการเป็นขอทานซึ่งอยู่ในเงื่อนไขระดับสถาบันและเงื่อนไขระดับสังคมมากกว่าเงื่อนไขระดับที่ใกล้ตัวขอทาน คือ ปัจจัยจากภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมอย่าง สถาบันทางศาสนาเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านมาเป็นขอทานและการกลับไปเป็นคนปกติมีปัจจัยที่แยกขาดออกจากกันไม่ได้อย่างชัดเจน เพราะแต่ละปัจจัยมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ดังนั้นขอทานแต่ละคนจะมีเงื่อนไขของการกลับไปสู่คนปกติที่แตกต่างกัน และการแก้ไขเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองทรัพยากรมากกว่าการป้องกันไม่ให้กลายมาเป็นขอทาน ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ คือ การกำหนดนโยบายในการป้องกันเพื่อไม่ให้บุคคลในสังคมต้องเปลี่ยนสถานะเป็นคนขอทาน และนโยบายที่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่มีสถานะเป็นคนขอทานให้สอดคล้องกับบริบทของปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเหมาะสม ในกลุ่มคนที่สามารถหลุดพ้นสถานะจากการเป็นคนขอทานและเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนที่เริ่มต้นจะเป็นคนทำงาน และมีสถานะเป็นคนทำงานแล้ว รัฐและสถาบันอื่น ๆ ในสังคมก็ควรที่จะหยิบยื่นโอกาสและมอบความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ประกอบกับทัศนคติที่ผู้คนในสังคมมีต่อกลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้