Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Finance and Financial Management (274)
- Operations and Supply Chain Management (244)
- Technology and Innovation (207)
- Human Resources Management (69)
- Insurance (18)
-
- Accounting (12)
- Business Administration, Management, and Operations (10)
- Engineering (4)
- Computer Engineering (2)
- Computer Sciences (2)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (2)
- Physical Sciences and Mathematics (2)
- Real Estate (2)
- Artificial Intelligence and Robotics (1)
- Databases and Information Systems (1)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (1)
- Hospitality Administration and Management (1)
- Industrial Engineering (1)
- Management Information Systems (1)
- Marketing (1)
- Publication Year
Articles 631 - 660 of 839
Full-Text Articles in Business
นวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย, ปนัดดา เจริญศักดิ์
นวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย, ปนัดดา เจริญศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ออกแบบและพัฒนาต้นแบบระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย ทดสอบการยอมรับเทคโนโลยีและผลจากการใช้งานนวัตกรรมนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทยที่ได้พัฒนาขึ้น และวางแผนความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย โดยวิธีการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีกระบวนการมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยนำแนวคิดการส่งเสริมสุขภาวะตัวตนที่เป็นองค์รวม (The Indivisible Self Model) ของ Myers และ Sweeney (2005) มาพัฒนาระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการปรึกษา ทั้งนี้ขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะประกอบด้วย (1) ออกแบบและพัฒนาต้นแบบระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย (2) ทดสอบการยอมรับเทคโนโลยีและผลจากการใช้งานนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทยที่ได้พัฒนาขึ้น และ (3) วางแผน และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมระบบการบริการทางจิตวิทยา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 80 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน มีระยะเวลาในการดำเนินการทดลอง 4 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย มีองค์ประกอบคือ (1) ขั้นตอนการใช้งานระบบซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนการปรึกษาทางจิตวิทยา (2) เครื่องมือของระบบ (3) คุณลักษณะของเว็บแอปพลิเคชั่นเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทย ตามโมเดลสุขภาวะที่มาจากการพัฒนาตัวตนที่เป็นองค์รวม โดยใช้ชื่อว่า “Well-Come” ผลการทดลองใช้เว็บแอปพลิเคชั่นฯ พบว่าค่าเฉลี่ยสุขภาวะองค์รวมของกลุ่มทดลองมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลนี้แสดงให้เห็นว่าระบบให้บริการทางจิตวิทยา เพื่อการส่งเสริมสุขภาวะสำหรับนิสิตนักศึกษาไทยที่ได้พัฒนาขึ้น มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมสุขภาวะของผู้ใช้ระบบ ทั้งนี้การทดสอบการยอมรับนวัตกรรมพบว่า มีความสำเร็จของระบบสารสนเทศ (Information System Quality: IS Success) อยู่ในระดับมาก และการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) อยู่ในระดับมาก นวัตกรรมนี้เป็นธุรกิจบริการที่ส่งเสริมสุขภาวะนิสิตนักศึกษาไทย ซึ่งได้วางรูปแบบการหารายได้ จากค่าบริการการใช้แพลทฟอร์ม และจัดทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ โดยรายได้เกิดจากการนำเสนอนวักตรรมแก่สถาบันการศึกษาเพื่อบริการแก่นิสิตนักศึกษา ธุรกิจได้รับผลตอบแทนภายใน (IRR) ร้อยละ 19 ระยะเวลาคืนทุน ภายใน 5 ปี 3 เดือน และ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) …
นวัตกรรมระบบประเมินความเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหาร, พรเทพ นวกิจกนก
นวัตกรรมระบบประเมินความเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหาร, พรเทพ นวกิจกนก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นผู้ประกอบการเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินการตามหน้าที่ ความสามารถและความมุ่งมั่นในการดำเนินกิจการ บริหารจัดการธุรกิจและการมองหาโอกาสใหม่ๆ โดยพร้อมที่จะรับความเสี่ยงเพื่อผลักดันให้องค์การประสบความสำเร็จ ในการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยของความเป็นผู้ประกอบการ ที่มีผลต่อการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างตัวชี้วัดในประเมินการความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาและทดสอบระบบการประเมินความเป็นผู้ประกอบการ และ เพื่อศึกษาการยอมรับและความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรมได้การยอมรับจากผู้บริโภคและมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรม วิธีการศึกษาผ่านการทบทวนวรรณกรรม การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการเกษตรแปรรูปที่ประสบความสำเร็จ การสร้างแบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการจำนวน 340 ราย ทดสอบความเที่ยงและความน่าเชื่อถือของเครื่องมือและสร้างแบบจำลอง การวิเคราะห์ปัจจัย และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ พบว่า โมเดลของความเป็นผู้ประกอบการประกอบด้วย 4 ด้านคือ 1การมุ่งเน้นผู้ประกอบการ 2.การมุ่งเน้นการตลาดและการเรียนรู้ 3.การมุ่งเน้นดิจิทัลและกลยุทธองค์กร 4.การปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมีตัวชี้วัดในการประเมิน ทั้งสิ้น 25 ตัว โดยได้มีการแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการเกษตรแปรรูป เป็น 3 ระดับ กลุ่มผู้ประกอบการระดับที่ 1 ขาดความเป็นผู้ประกอบการในด้านการมุ่งเน้นดิจิทัลและกลยุทธ์และการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 กลุ่มผู้ประกอบการระดับที่ 2 ขาดการปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และกลุ่มที่ 3 มีระดับความเป็นผู้ประกอบการทั้ง 4 มิติ ครบถ้วน โดยได้ทำการทดสอบการยอมรับโมเดล ตัวชี้วัด และเกณฑ์ต่างๆที่ใช้ในการประเมินกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 ราย พบว่า ตัวชี้วัดในระดับเหมาะสมมากมี 21 ตัวชี้วัด และ ในระดับเหมาะสม 4 ตัวชี้วัด การพัฒนาระบบประเมินผู้ประกอบการ มีขั้นตอนดังนี้ 1.การมองหานวัตกรรม 2.การกำหนดหัวข้อนวัตกรรม 3.การออกแบบนวัตกรรม 4.การพัฒนานวัตกรรม 5.การทดสอบและนำเข้าสู่ตลาด โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพ ภายใน/ภายนอก (86.67%,n=60) และการทดสอบกับอุตสาหกรรมอื่น (66.67%,n=15) การทดสอบการยอมรับนวัตกรรมระบบประเมินความเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 (IEDI4.0) จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 30 ราย (ผู้เชี่ยวชาญ 15 ราย และ ผู้ประกอบการ 15 ราย) มีความพึงพอใจในความง่ายและเหมาะสมการใช้งาน ความตั้งใจในการใช้งาน ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน การศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจจริง มีการพิจารณาการดำเนินธุรกิจใน 3 กรณี สถานการณ์ที่ส่งผลเสีย (Worst case) …
นวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม, สุภาภรณ์ สมไพบูลย์
นวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม, สุภาภรณ์ สมไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการประเมินศักยภาพของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และปัญหาของการใช้แบบประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 2) ศึกษาลักษณะ และคุณสมบัติของนวัตกรรมแบบประเมินจากผู้ประกอบการ และองค์กรที่อยู่ในระบบนิเวศธุรกิจของธุรกิจค้าปลีก 3) พัฒนานวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมร่วมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม 4) ศึกษาประสิทธิภาพและการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแบบประเมิน และ 5) ศึกษาความเป็นไปได้ของนวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในเชิงพาณิชย์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการจำนวน 402 คน ส่วนมากไม่เคยทำการประเมินธุรกิจ และมีความต้องการใช้นวัตกรรมแบบประเมิน และจากประสบการณ์ในการทำการประเมินจะพบปัญหาหลัก 2 ประการคือ ผู้ประกอบการไม่สามารถตอบแบบประเมินบางข้อได้เพราะไม่ได้ดำเนินกิจกรรมตามข้อคำถาม และคำถามแต่ละข้อยาวเกินไป 2) ลักษณะและคุณสมบัติของนวัตกรรมแบบประเมินควรใช้งานง่าย และช่วยให้ผู้ประกอบการมีระดับการรับรู้ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยควรพัฒนาให้สามารถปฏิบัติงานได้กับทุกอุปกรณ์รวมทั้งโทรศัพ์มือถือ 3) พัฒนานวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันที่มีความง่ายและสะดวกในการใช้งาน 4) ผลการทดลองใช้นวัตกรมแบบประเมินพบว่าระดับการรับรู้ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจหลังการใช้งานสูงกว่าก่อนการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแบบประเมินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม พบว่าผู้ประกอบการมีความเห็นต่อด้านการรับรู้ตลอดจนประโยชน์และการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความตั้งใจจะใช้อยูในระดับมาก ส่วนผู้แทนหน่วยงานในระบบนิเวศธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม มีความเห็นต่อด้านความตั้งใจใช้ และด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งานในระดับมากที่สุด และการยอมรับด้านการรับรู้ประโยชน์ ในระดับมาก และ 5) มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เงินลงทุน 250,000 บาท ระยะเวลาในการคืนทุน 1.5 ปี อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนร้อยละ 59.29 และมีค่าปัจจุบันของการลงทุนเป็นบวก
นวัตกรรมเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร, สันตริน แสงเสวตร
นวัตกรรมเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร, สันตริน แสงเสวตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของนักลงทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดบนความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงมีการแสวงหาวิธีการสร้างเครื่องมือการพยากรณ์ราคาหลักทรัพย์ในรูปแบบต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันนักลงทุนต้องเผชิญกับความล้มเหลวของการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์อันเนื่องมาจากทัศนคติของข้อมูลข่าวสารส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการศึกษาวิจัยจากช่องว่างงานวิจัยเกี่ยวกับประยุกต์กระบวนการประมวลภาษาธรรมชาติเพื่อสร้างแบบจำลองการพยากรณ์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ การศึกษาวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม โดยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพผู้วิจัยได้สัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนนักลงทุนรายบุคคลและผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน จำนวน 10 ราย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกนำมาสร้างแบบสอบถามเชิงปริมาณเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายบุคคลด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเที่ยงตรงของคำถามและสำรวจข้อมูลกับนักลงทุนรายบุคคล จำนวน 240 ราย จากนั้นใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยทัศนคติต่อพฤติกรรมการลงทุน การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้การควบคุมพฤติกรรมการลงทุน การรับรู้ความน่าเชื่อถือ และการรับรู้ความเสี่ยง มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของพฤติกรรมการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายบุคคล การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยวิธีจำแนกทัศนคติข่าวสาร ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์เชิงทัศนคติข่าวสารด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง ผลการวิเคราะห์พบว่า อัลกอริทึมซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนด้วยคุณสมบัติ TF-IDF ให้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำมากที่สุดร้อยละ 70.59 จากนั้นผู้วิจัยได้นำไปพัฒนาต้นแบบเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ด้วยซอฟต์แวร์ประยุกต์ และทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากนักลงทุนรายบุคคล ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความง่าย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 93.33 ให้ความสนใจต้นแบบเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มราคาหลักทรัพย์ การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของโครงการ ผู้วิจัยทำการการประเมินศักยภาพทางเทคโนโลยีและการตลาด การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงการกำหนดสมมติฐานทางการเงินโดยคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 3 ปี 7 เดือน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สามารถสร้างประโยชน์ในเชิงวิชาการเป็นการนำศาสตร์ของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และการเงินมาเติมเต็มช่องว่างการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์กระบวนการประมวลภาษาธรรมชาติมาสร้างแบบจำลองการพยากรณ์ราคาหลักทรัพย์ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติสามารถแก้ไขปัญหาทัศนคติการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุน และยังสามารถนำนวัตกรรมนี้ไปต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีในการขยายไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล
ระบบฆ่าเชื้อในรถขนส่งสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, อัฐพล อรุณวุฒิพงศ์
ระบบฆ่าเชื้อในรถขนส่งสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์, อัฐพล อรุณวุฒิพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้ระบบขนส่งสาธารณะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการติดต่อโรคทางเดินระบบหายใจ การมีระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพจะลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อภายในระบบขนส่งสาธารณะได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฆ่าเชื้อในรถโดยสารสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีประสิทธิภาพ โดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบรถโดยสารประจำทางสาธารณะจำนวน 20 รายเพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้วิธีทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ การทำวิจัยเชิงทดลองด้วยการพ่นฆ่าเชื้อละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อในรถประจำทางสาธารณะจำนวน 20 คัน และการทำวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 406 รายเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการใช้รถโดยสารประจำทางสาธารณะที่สะอาดและความเต็มใจในการจ่ายค่าโดยสารส่วนเพิ่ม ผลการศึกษาการวิจัยเชิงทดลองพบว่า การใช้ระยะเวลาการพ่นฆ่าเชื้อ 30 นาทีในรถทัวร์ขนาด 20 ที่นั่งสามารถฆ่าเชื้อสปอร์ได้ 6-log reduction ซึ่งเป็นประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อในระดับสูง และใช้ระยะเวลาที่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สลายตัวต่ำกว่าระดับ 1 ppm โดยเฉลี่ย 67 นาที และผลการสำรวจแบบสอบถามพบว่าการรับรู้ประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพฆ่าเชื้อ ด้วยการนำระบบฆ่าเชื้อด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มาใช้ในรถขนส่งสาธารณะมีผลต่อความตั้งใจในการใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ (X2=16.185, p-value <0.05) และมีความเต็มใจในการจ่ายค่าโดยสารเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.96 จากราคาค่าโดยสารปกติ ระบบฆ่าเชื้อในรถขนส่งสาธารณะด้วยละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จึงเป็นระบบฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อสูงและมีความปลอดภัย
ระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน, สุทธิลักษณ์ ลาภสมบุญกมล
ระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน, สุทธิลักษณ์ ลาภสมบุญกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยแรงจูงใจต่อการแบ่งปันความรู้ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน 2) พัฒนาต้นแบบระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน และ 3) ประเมินผลการยอมรับและความเป็นไปได้ของระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกันในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยงานวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารของพื้นที่ทำงานร่วมกันกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ใช้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกัน และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการทดสอบความสอดคล้องโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลกับการแบ่งปันความรู้ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ใช้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกัน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยแรงจูงใจภายนอกโดยรวม ประกอบด้วย รางวัล ชื่อเสียง การสร้างเครือข่าย บรรยากาศ และการแลกเปลี่ยนประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีอิทธิพลต่อการแบ่งปันความรู้ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน และการแบ่งปันความรู้ส่งผลต่อผลลัพธ์ของการแบ่งปันความรู้ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ต้นแบบระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกันถูกพัฒนาโดยกระบวนการพัฒนาบริการใหม่ (New Service Development) จากนั้นนำต้นแบบของระบบมาทดสอบการยอมรับทางเทคโนโลยีและทัศนคติด้านสุนทรียภาพกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ใช้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งสรุปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างยอมรับต้นแบบระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกัน การศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาด การบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และการเงิน พบว่าระบบการแบ่งปันความรู้สำหรับพื้นที่ทำงานร่วมกันมีโอกาสในการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยวิธีการใช้สิทธิ์โดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ซึ่งถูกคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการวิเคราะห์การเงิน พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 3.59 ปี ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่่ากับ 932,461 บาท และอัตราผลตอบที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับ ร้อยละ 40.78
การประเมินความเปราะบางของครัวเรือนต่อการจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม: ชุมชนหมู่1พัฒนา เทศบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น, ชนาภิวัฒน์ ขันทะ
การประเมินความเปราะบางของครัวเรือนต่อการจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม: ชุมชนหมู่1พัฒนา เทศบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น, ชนาภิวัฒน์ ขันทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบความต้องการต่อการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมระหว่างครัวเรือนที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน และจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ครัวเรือนในชุมชนหมู่1พัฒนา จำนวนทั้งสิ้น 231 ครัวเรือนและได้รับแบบสอบถามกลับคืน 111 ครัวเรือน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่น 0.812 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการบรรยายข้อมูลสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ความแตกต่างของตัวแปรที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Anova) ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนที่มีความเปราะบางที่แตกต่างกัน ไม่มีความแตกต่างกันต่อความต้องการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม, เกณฑ์อยู่ในระดับปานกลาง ,พบว่ามี 2 ประเด็น คือ การจัดหาพื้นที่หลับนอนและการจัดหาพื้นที่แยกสมาชิกกลุ่มเปราะบาง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ,และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยการจัดเตรียมถุงยังชีพในครัวเรือนเพื่อพร้อมอพยพอยู่เสมอ ส่งเสริมกิจกรรมและกระตุ้นให้คนในชุมชนตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมที่ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน
การรับรู้และแนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกภายใต้บริบทของเทศบาลนครนนทบุรี, ชไมกานต์ ดวงแก้ว
การรับรู้และแนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกภายใต้บริบทของเทศบาลนครนนทบุรี, ชไมกานต์ ดวงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกของบุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงานของเทศบาลนครนนทบุรี 2) จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกภายใต้บริบทของเทศบาลนครนนทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์อย่างไม่มีส่วนร่วม ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ บุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงาน จำนวน 8 คน วิธีดำเนินการวิจัย ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เพื่อศึกษาการรับรู้แนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกของเทศบาลฯ และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกของเทศบาลฯ ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงาน มีการรับรู้ต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการขยะพลาสติกไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการรับรู้ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนมีหลักการดำเนินงานเช่นเดียวกับ 3Rs ซึ่งได้นำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการวางแผน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ภายใต้แผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน จังหวัดสะอาด ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทุกระดับ เสริมสร้างพลังในการนำหลัก 3Rs ไปปฏิบัติแบบปูพรมทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดความสะดวกในการเก็บขน สำหรับร้านรับซื้อของเก่าหรือร้านรับซื้อขยะในพื้นที่เขตเทศบาลฯ เป็นอีกกลไกสำคัญที่เปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นรายได้ เป็นตัวต่อสำคัญที่กระจายรายได้ในอุตสาหกรรมรีไซเคิล 2) ข้อเสนอแนะสำหรับการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบบริหารจัดการขยะพลาสติกของเทศบาลฯ ประกอบด้วย ผลักดันและสร้างการรับรู้ให้แก่บุคลากรทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติงาน เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของแนวคิด ริเริ่มนำแนวคิดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการวางแผน, กำหนดกลยุทธ์หรือมาตรการจัดการของเสียเพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้ง, ผลักดันให้เกิดการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการริเริ่มนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการจัดการขยะพลาสติกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ในการส่งเสริมการนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ, ริเริ่มปฏิบัติการสนับสนุนการดำเนินงานของภาคเอกชน ได้แก่ สนับสนุนการดำเนินงานตามหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด สนับสนุนการพัฒนา CE Platform ในการสร้างผู้ประกอบการเศรษฐกิจหมุนเวียน และสนับสนุนการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มในการจัดการขยะรีไซเคิล เพื่อให้เกิดฐานข้อมูลขยะที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดทางธุรกิจในหลายรูปแบบ
การศึกษาการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา, วราพัชร จันทร์เส้ง
การศึกษาการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา, วราพัชร จันทร์เส้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านการทำงาน ปัจจัยเงื่อนไขที่เป็นปัญหาอุปสรรค และปัจจัยสนับสนุนในการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา (2) เพื่อศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมในด้านการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลานี้ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลเริ่มจากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในสี่อำเภอจังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 – เดือนกันยายน พ.ศ. 2562 เป็นระยะเวลา 8 เดือน ได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุชาวมุสลิมรวมทั้งสิ้น 68 ราย ผลการศึกษา พบว่า ในด้านสถานการณ์การทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมในจังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะในภาคนอกระบบ ทั้งผู้สูงอายุตอนต้น (60 – 69 ปี ) และผู้สูงอายุตอนปลาย (70 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียว และกลุ่มผู้สูงอายุที่ลูกหลานย้ายถิ่น ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานของตนเองเป็นหลัก ในขณะที่ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของผู้สูงอายุชาวมุสลิมได้ส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านรายได้ รวมถึงสถานะสุขภาพของคนกลุ่มนี้ด้วย ดังนั้น การเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับผู้สูงอายุจึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สูงอายุชาวมุสลิมสามารถใช้ศักยภาพ และองค์ความรู้ที่มีอยู่เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุชาวมุสลิมยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำทางศาสนา มีการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาให้ความรู้แก่คนในชุมชนในการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมในการวางแผนเมื่อเข้าสู่สังคมสูงอายุ เพื่อให้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข อันจะนำไปสู่เป้าหมายให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพทางสังคม
ความเปราะบางและผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนจากหมอกควันตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, ปราติหารย์ มีคุณ
ความเปราะบางและผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนจากหมอกควันตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, ปราติหารย์ มีคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนต่อปัญหาหมอกควัน และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของความเปราะบางและผลกระทบทางสังคมในระดับครัวเรือนต่อปัญหาหมอกควัน รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะในการลดความเปราะบางในระดับครัวเรือนจากปัญหาหมอกควัน ในพื้นที่ บ้าน กม. 36 ตำบลอัยเยอร์เอง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (systematic sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 217 ครัวเรือน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ประกอบไปด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการบรรยายข้อมูลพื้นฐานของหัวหน้าครัวเรือน ข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน และข้อมูลด้านผลกระทบทางสังคม ใช้สถิติเชิงอนุมาน (inferential statistics) ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของความเปราะบางและผลกระทบทางสังคม โดยการวิจัยในครั้งนี้กำหนดระดับค่านัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนในพื้นที่ บ้าน กม. 36 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผลกระทบทางสังคมจากปัญหาหมอกควันที่ได้รับมากที่สุด ได้แก่ ผลกระทบด้านความกลัวและความกังวล ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของความเปราะบางและผลกระทบทางสังคม ปัจจัยความเปราะบางที่สัมพันธ์กับผลกระทบทางสังคมโดยรวม ได้แก่ ระยะเวลาการอาศัยอยู่ในพื้นที่ การสวมหน้ากากเมื่อต้องออกไปข้างนอกและเมื่อต้องประกอบกิจกรรมกลางแจ้ง ศักยภาพการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันหมอกควัน และการมีส่วนร่วมเรียกร้องมาตรการรับมือปัญหาหมอกควัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงข้อเสนอแนะต่อพื้นที่เพื่อลดความเปราะบาง ได้แก่ รณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญต่อการสวมหน้ากากเพื่อป้องกันหมอกควัน พร้อมทั้งให้ความรู้ถึงผลกระทบต่อร่างกายจากการไม่ป้องกันตนเองจากหมอกควัน เพิ่มช่องทางการช่วยเหลือประชาชน เช่น การแจกอุปกรณ์ป้องกันหมอกควัน หรือนำมาจัดจำหน่ายในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ รณรงค์การงดการเผาภายในพื้นที่ เพื่อลดการสร้างผลกระทบร่วมต่อหมอกควันข้ามพรมแดน จัดทำมาตรการรับมือเพื่อเตรียมการต่อสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนโดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และคอยเฝ้าระวัง ไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่ช่วงสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดน โดยการขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้เผา รวมถึงขอความร่วมมือให้ประชาชนคอยเฝ้าระวังร่วม
ถอดบทเรียนการขับเคลื่อนชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่: กรณีศึกษา ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี, มาศชนก ขาวทอง
ถอดบทเรียนการขับเคลื่อนชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่: กรณีศึกษา ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี, มาศชนก ขาวทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ถอดบทเรียนการเป็นชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำของชุมชนคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เสนอแนวทางในการขับเคลื่อนชุมชนเกษตรสู่การเป็นชุมชนเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ วิธีดำเนินการวิจัยโดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของศูนย์การเรียนรู้, เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรภาคที่เจ็ด,เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร วิธีดำเนินการวิจัย สำรวจพื้นที่ชุมชนคลองน้อย วิเคราะห์ผลสำเร็จของศูนย์การเรียนรู้โดยใช้ ToC (Theory of Change) ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนต้นแบบนี้เกิดจากริเริ่มจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาราคาพืชผลและการใช้สารเคมีของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งตระหนักว่า การทำเกษตรสารเคมีก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและทุนการผลิตสูง กระทั่งภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมด้านทรัพยากร และให้ความรู้ด้านแนวคิดสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนตั้งแต่การวางแผน และร่วมดำเนินการติดตามขับเคลื่อนการเกษตร ให้การสนับสนุนชุมชนที่อ้างอิงตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ การร่วมกันประสานงานเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการเกษตร ให้เกิดการรวมกลุ่มภาคประชาชนเพื่อทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไข เป็นกลไกในการสร้างให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรในชุมชน ทั้งนี้พบปัจจัยความสำเร็จการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนเกษตรคาร์บอนต่ำ ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำและความสามารถของเจ้าของศูนย์การเรียนรู้ และ (2) บทบาทภาคีเครือข่ายภาครัฐที่ให้การสนับสนุนชุมชนที่อ้างอิงตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่
บทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธนารัตน์ อุดมวรรณาเขตร
บทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธนารัตน์ อุดมวรรณาเขตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาบทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ (1) ศึกษาและทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่และลักษณะการจ้างงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นทางการและผู้ดูแลผู้สูงอายุไม่เป็นทางการ รวมถึง (2) วิเคราะห์ถึงบทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีต่อความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก เก็บข้อมูลภาคสนามโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวน 180 ราย และครอบครัวผู้สูงอายุ จำนวน 10 ครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะการจ้างงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีบทบาทและหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุที่คล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ทำให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกัน คือ 1) ด้านเส้นทางการเข้าสู่อาชีพ 2) ด้านสัญญาจ้าง 3) ด้านมาตรฐานการทำงาน 4) ด้านค่าแรงและสวัสดิการ 5) ด้านระยะเวลาการทำงาน และ 6) ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน นอกจากนี้ ในส่วนของรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การดูแลเฉพาะผู้สูงอายุ 2) การดูแลและทำความสะอาดในพื้นที่ของผู้สูงอายุ และ 3) การดูแล เตรียมอาหารและทำความสะอาดในพื้นที่ของผู้สูงอายุ ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบของการดูแลผู้สูงอายุส่งผลต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัวทั้งในระดับดี ระดับปานกลาง และระดับแย่ จากผลการศึกษาข้างต้น นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ (1) ผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้นโดยการพัฒนามาตรฐานอาชีพ รวมถึงระบบประเมินและตรวจสอบการทำงาน และ(2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างบทบาทผู้ดูแลผู้สูงอายุในการการสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัวของผู้สูงอายุ
บริบทและเงื่อนไขการยุติการเป็นขอทาน: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานคร, วัฒนา ธรรมลังกา
บริบทและเงื่อนไขการยุติการเป็นขอทาน: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานคร, วัฒนา ธรรมลังกา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาขอทานเป็นปัญหาสังคมมายาวนานทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม และส่งผลไปยังปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การค้ามนุษย์ การป้องกันและแก้ปัญหาให้ขอทานหลุดพ้นจากสภาวะการเป็นขอทานจึงเป็นประเด็นสำคัญ การศึกษาครั้งนี้เพื่อ 1) ศึกษาถึงเงื่อนไขของการเข้าสู่การเป็นคนขอทาน 2) ศึกษาถึงเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการยุติการเป็นคนขอทาน 3) ศึกษาถึงรูปแบบและวิธีการที่คนขอทานไทยยุติการเป็นคนขอทาน และ 4) เสนอแนะแนวทางการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือแก่คนขอทานไทย ผ่านการศึกษาเชิงคุณภาพแบบประวัติศาสตร์ชีวิต (Life History) ของกรณีศึกษา โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงเป็นบุคคลที่หลุดพ้นสถานะของคนขอทานในสองสถานะคือบุคคลที่ประกอบอาชีพอยู่แล้ว และบุคคลอยู่ในระหว่างการพักฟื้นภายในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จำนวน 6 คน จากผลการศึกษาพบว่า เงื่อนไขที่ส่งผลให้กลายเป็นคนขอทานเมื่อพิจารณาจากแนวคิดนิเวศวิทยาเชิงสังคม ได้แก่ 1) เงื่อนไขระดับบุคคล (Individual Level) ประกอบด้วย ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัญหาความยากจน ปัจจัยด้านความพร้อมของสภาพร่างกายและจิตใจ และเงื่อนไขปัจจัยด้านระดับการศึกษา 2) เงื่อนไขระดับระหว่างบุคคล (Interpersonal Level) หรือปัจจัยด้านครอบครัวเป็นเงื่อนไขหลักที่ผลักดันให้กรณีศึกษาแทบทุกกรณีกลายเป็นคนขอทาน 3) เงื่อนไขระดับสถาบัน (Organizational / Institutional Level) ประกอบด้วยปัจจัยด้านทุนทางสังคมและการเข้าถึงทุนทางสังคม ที่คอยให้การสนับสนุน เงื่อนไขในระดับ ที่ 4) เงื่อนไขระดับชุมชน (Community Level) และ 5) เงื่อนไขระดับสังคม (Social Level) เป็นเงื่อนไขที่ไม่ส่งอิทธิพลต่อการกลายเป็นขอทาน อย่างไรก็ตามเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นขอทานพบว่าประกอบด้วยสามระยะ คือ 1) ช่วงระยะตั้งต้น 2) ช่วงเปลี่ยนผ่านมาเป็นคนทั่วไปและพร้อมที่จะเริ่มต้นทำงาน และ 3) ช่วงสร้างความมั่นคงในงานหรืออาชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ชีวิตของอดีตคนขอทานสามารถทะยานพ้นจากการเป็นขอทานซึ่งอยู่ในเงื่อนไขระดับสถาบันและเงื่อนไขระดับสังคมมากกว่าเงื่อนไขระดับที่ใกล้ตัวขอทาน คือ ปัจจัยจากภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมอย่าง สถาบันทางศาสนาเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านมาเป็นขอทานและการกลับไปเป็นคนปกติมีปัจจัยที่แยกขาดออกจากกันไม่ได้อย่างชัดเจน เพราะแต่ละปัจจัยมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ดังนั้นขอทานแต่ละคนจะมีเงื่อนไขของการกลับไปสู่คนปกติที่แตกต่างกัน และการแก้ไขเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองทรัพยากรมากกว่าการป้องกันไม่ให้กลายมาเป็นขอทาน ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ คือ การกำหนดนโยบายในการป้องกันเพื่อไม่ให้บุคคลในสังคมต้องเปลี่ยนสถานะเป็นคนขอทาน และนโยบายที่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่มีสถานะเป็นคนขอทานให้สอดคล้องกับบริบทของปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างเหมาะสม ในกลุ่มคนที่สามารถหลุดพ้นสถานะจากการเป็นคนขอทานและเปลี่ยนสถานะมาเป็นคนที่เริ่มต้นจะเป็นคนทำงาน และมีสถานะเป็นคนทำงานแล้ว รัฐและสถาบันอื่น ๆ ในสังคมก็ควรที่จะหยิบยื่นโอกาสและมอบความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ประกอบกับทัศนคติที่ผู้คนในสังคมมีต่อกลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา ของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร, จักรายุทธ เอี่ยมละออ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา ของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร, จักรายุทธ เอี่ยมละออ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative data) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาของคริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่ในกรุงเทพมหานคร คือ 1) ปัจจัยองค์กรคริสต์ศาสนา เป็นผลมาจากความสวยงามของพิธีกรรม กิจกรรมทางศาสนา สภาพแวดล้อม กระบวนการเรียนการสอนที่เป็นระบบ และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของโบสถ์ที่มีความรวดเร็ว 2) ปัจจัยภายใน มาจากแรงจูงใจภายในจิตใจ ประสบการและวิกฤติชีวิตที่เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา 3) ปัจจัยภายนอกในมิติครอบครัว สังคม ชุมชน วัฒนธรรม และมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นทั้งแรงจูงใจรวมถึงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการตัดสินใจเปลี่ยนศาสนาด้วย ได้แก่ 3.1 ด้านครอบครัว ไม่เห็นด้วยและไม่อนุญาตให้เดินทางมาเรียนและเปลี่ยนศาสนา 3.2 ด้านเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจึงต้องทำงานในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ และ 3.3 ด้านสังคม ชุมชน และวัฒนธรรม เป็นผลกระทบมาจากการย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองหลวงทำให้ความเป็นอยู่เปลี่ยนไปจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง ทำให้คริสต์ศาสนิกชนคาทอลิกใหม่เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว เป็นผลมาจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป และต้องการแสวงหาที่พึ่งพิงทางจิตใจ 4) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นของผู้ที่ตัดสินใจเปลี่ยนศาสนา
ผลกระทบและการยอมรับการทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชาวนาในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี, พนิดา พุทธรัตน์รักษา
ผลกระทบและการยอมรับการทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชาวนาในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี, พนิดา พุทธรัตน์รักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ผลกระทบและการยอมรับนวัตกรรมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ศึกษาปัจจัยการรับรู้ผลกระทบและการยอมนวัตกรรมการทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชาวนาในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี และแนวทางสำหรับการส่งเสริมการใช้การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลทั้งหมดร้อยละ 100 จำนวน 150 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการบรรยายข้อมูลสภาพสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) โดยการวิเคราะห์ Enter Multiple Linear Regression เพื่อใช้ในการศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้ผลกระทบและการยอมรับนวัตกรรมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง โดยการวิจัยในครั้งนี้กำหนดระดับนัยสำคัญทางสิถิติไว้ที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรรับรู้ผลกระทบการทำนาแบบเปียกสลับแห้งมากที่สุดในด้านสภาพแวดล้อมในเรื่องของการมีน้ำเพียงพอต่อการปลูกข้าวช่วยให้เกษตรกรใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า ลดการใช้เชื้อเพลิงในการสูบน้ำ และช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนที่เกิดจากการหมักของน้ำในแปลงนา นอกจากนี้เกษตรกรยังรับรู้ในด้านผลผลิต ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ อีกด้วย ซึ่งการรับรู้การยอมรับนวัตกรรมเกษตรกรตระหนักในด้านความสามารถในการทดลองใช้ได้มากที่สุดในเรื่องของการทดลองทำนาแบบเปียกสลับแห้งได้ในพื้นที่ขนาดเล็ก หรือสามารถแบ่งพื้นที่ทำได้ รองลงไปเกษตรกรให้การตระหนักในด้านความได้เปรียบของนวัตกรรม ความไม่สลับซับซ้อน และความสอดคล้องกับบริบทสังคม ตามลำดับ ส่วนในเรื่องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำนาแบบเปียกสลับแห้งของเกษตรกรสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกในเรื่องผลกระทบเกษตรกรให้ด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่สำคัญในเรื่องของต้นทุนที่ลดลงของค่าเชื้อเพลิงในการสูบน้ำ ค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินออมเพียงพอสามารถชำระหนี้ได้ ส่วนในเรื่องของการยอมรับนวัตกรรมเกษตรกรให้ความไม่สลับซับซ้อนของตัวนวัตกรรมมีผลต่อการทำนาแบบเปียกสลับแห้งอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นแนวทางในการส่งเสริมของโครงการ Thai Rice NAMA หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเน้นในเรื่องของการรับรู้ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และการยอมรับนวัตรรมต้องเน้นในเรื่องความไม่สลับซับซ้อนของตัวนวัตกรรมให้เพิ่มมากขึ้น
พัฒนาการและการปรับตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนย่านเยาวราช, ทัศติยะ เต็มสุริยวงค์
พัฒนาการและการปรับตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวของชุมชนย่านเยาวราช, ทัศติยะ เต็มสุริยวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างมากในประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย การท่องเที่ยวในเยาวราชเป็นอีกพื้นที่การท่องเที่ยวที่กรุงเทพมหานครให้ความสนใจ วิทยนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการของเมืองที่ส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านเยาวราช และ 2) เพื่อศึกษาการปรับตัวจากผลกระทบของสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ระบาดโควิด - 19 ต่อผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในย่านเยาวราช งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ และการศึกษาการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการศึกษาแบบขั้นตอนเชิงสำรวจ งานวิจัยชิ้นนี้เน้นการศึกษาแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ขั้นตอนแรกการเก็บข้อมูลวิจัยเชิง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวในย่านเยาวราช จำนวน 13 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมการสัมภาษณ์เชิงลึก และแผนที่เดินดิน ขั้นตอนที่สองการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็น ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กับนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่เดินทางมาเยาวราชมีผู้ตอบแบบสอบถามด้วยความสมัครใจจำนวน 117 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) วัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของย่านเยาวราชมีด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต 2) ย่านเยาวราชเปลี่ยนจากย่านที่อยู่อาศัย เป็นย่านเศรษฐกิจและเข้ามามีบทบาทด้านการท่องเที่ยวจากการพัฒนาของเมืองและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมีทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรมเชื้อสายจีนเป็นเอกลักษณ์ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านเยาวราช 3) การท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ระบาดโควิด – 19 ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวในย่านเยาวราชปรับตัวโดยหันมาพึ่งพานักท่องเที่ยวภายในประเทศแทนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ
แนวทางการบริจาคอวัยวะเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอวัยวะของประเทศไทย, ปวิตรา กรีธาธร
แนวทางการบริจาคอวัยวะเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอวัยวะของประเทศไทย, ปวิตรา กรีธาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์การขาดแคลนอวัยวะบริจาคของประเทศไทยทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนอวัยวะบริจาคไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรไทย ด้วยเหตุนี้การศึกษานี้ได้เน้นศึกษาเปรียบเทียบระบบการบริจาคอวัยวะของประเทศไทยและต่างประเทศ ระดับความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ และพฤติกรรมของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ต่อการบริจาคอวัยวะแบบถือว่ายินยอม ตลอดจนอิทธิพลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการปรับใช้ระบบการบริจาคอวัยวะแบบถือว่ายินยอม เพื่อแก้ไขสถานการณ์การขาดแคลนอวัยวะบริจาคของประเทศไทย ผลการศึกษาเอกสารต่าง ๆ พบว่า ค่าเริ่มต้นของระบบการบริจาคอวัยวะส่งผลอย่างมากต่ออัตราการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ การบริจาคอวัยวะ และการปลูกถ่ายอวัยวะ ค่าเฉลี่ยดังกล่าวของประเทศที่ใช้ระบบการบริจาคอวัยวะแบบถือว่ายินยอมสูงกว่าประเทศที่ใช้ระบบการบริจาคอวัยวะแบบยินยอมอย่างชัดแจ้ง นอกจากนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีอายุระหว่าง 20 - 70 ปี จำนวน 404 คน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 - 30 พฤศจิกายน 2562 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาพบว่า อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 42.64 ปี โดยกว่าร้อยละ 90.10 นับถือศาสนาพุทธ คะแนนเฉลี่ยของความรู้ต่อการบริจาคอวัยวะเท่ากับ 6.20 จาก 10 คะแนน ระดับความรู้ต่อการบริจาคอวัยวะของกลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 72.52 อยู่ในระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ยของทัศนคติต่อการบริจาคอวัยวะเท่ากับ 41.29 จาก 50 คะแนน ระดับทัศนคติต่อการบริจาคอวัยวะของกลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 74.01 อยู่ในระดับเป็นกลาง อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยร้อยละ 25.00 เห็นด้วยกับระบบการบริจาคอวัยวะแบบถือว่ายินยอม ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญพบว่า ทรัพยากรด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสถานที่ แผนงานและงบประมาณ ตลอดจนอิทธิพลทางสังคม สามารถส่งผลกระทบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการปรับใช้ระบบการบริจาคอวัยวะแบบถือว่ายินยอม เพื่อแก้ไขสถานการณ์การขาดแคลนอวัยวะบริจาคของประเทศไทย ดังนั้น หน่วยงานด้านการบริจาคอวัยวะควรต้องประเมินความคุ้มค่าประเมินทางสุขภาพและผลกระทบต่าง ๆ ก่อนการปรับเปลี่ยนระบบการบริจาคอวัยวะ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การขาดแคลนอวัยวะบริจาคของประเทศไทย แม้สุดท้ายการเปลี่ยนเป็นระบบการบริจาคอวัยวะแบบถือว่ายินยอมไม่อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย แต่หน่วยงานด้านการบริจาคอวัยวะควรต้องดำเนินมาตรการเบื้องต้นบางอย่าง เพื่อผ่อนคลายผลกระทบของสถานการณ์การขาดแคลนอวัยวะบริจาคให้ได้มากที่สุด เช่น การทบทวนและออกแบบแนวทางใหม่ของการสื่อสารประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครอบครัว และการทบทวนแผนงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านสาธารณสุข
แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน เพื่อผู้ใช้ถนนปลอดภัย : กรณีศึกษากลุ่มเสี่ยง ในเขตพื้นที่เสี่ยง จังหวัดปทุมธานี, มิณฑกานต์ สร้อยแสง
แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน เพื่อผู้ใช้ถนนปลอดภัย : กรณีศึกษากลุ่มเสี่ยง ในเขตพื้นที่เสี่ยง จังหวัดปทุมธานี, มิณฑกานต์ สร้อยแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในเขตพื้นที่เสี่ยง จังหวัดปทุมธานี และเพื่อศึกษาการตอบสนองของผู้ใช้รถใช้ถนนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในเขตพื้นที่เสี่ยง จังหวัดปทุมธานี ต่อนโยบายของรัฐด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน กลุ่มเป้าหมายสำหรับการวิจัย คือผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับงานด้านอุบัติเหตุทางถนน และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ใช้เกณฑ์ในการเลือกโดยประเมินจากผู้ที่มีการใช้รถใช้ถนนเป็นประจำในช่วงอายุ 16-25 ปีในพื้นที่ที่ทำการศึกษา โดยกำหนดรูปแบบการวิจัยแบ่งเป็น การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกับกลุ่มประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 16-25 ปี ทั้งชายและหญิงจำนวน 150 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิจัยเชิงคุณภาพ คือการศึกษาภาคสนามโดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซึ่งกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ 11 ท่าน และกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีอายุตั้งแต่ 16-25 ปี และเคยประสบอุบัติเหตุทางถนน ทั้งชายและหญิง รวมทั้งสิ้นจำนวน 8 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง การตรวจสอบและวิเคราะห์ของการวิจัยเชิงคุณภาพในขั้นตอนนี้จะใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัย พบว่า 1) หน่วยงานที่รับผิดชอบอุบัติเหตุทางถนน ถูกกำหนดหน้าที่และภารกิจต่างกันภายใต้ 5 เสาหลัก ตามทศวรรษแห่งความปลอดภัย มีลักษณะการดำเนินงานที่มีความผสมผสานระหว่างตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล (Rational Model) ตัวแบบด้านการจัดการ (Management Model) และตัวแบบทางด้านการเมือง (Political Model) 2) ผู้ใช้รถใช้ถนนมีการตอบสนองด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ส่วนการตอบสนองด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนที่อยู่ในระดับน้อย ได้แก่ ด้านความเร็วในการขับขี่บนท้องถนน และด้านการสวมหมวกนิรภัย ซึ่งการตอบสนองเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัวและสังคม และการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการไม่ปฏิบัติตามพฤติกรรมที่ปลอดภัย แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยควรกระทำในเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรก แต่ต้องสร้างบรรยากาศเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนกับคนทุกเพศทุกวัย มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และอาศัยการร่วมมือจากทางภาครัฐโดยการบูรณาการภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน
News Shocks And Business Cycle In Emerging Markets, Jakkraphan Kangwanvibul
News Shocks And Business Cycle In Emerging Markets, Jakkraphan Kangwanvibul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines news shocks in theoretical real-business-cycle model in the aspect of emerging-market economy. Many features in emerging-market business cycles, such as consumption volatility that exceeds income volatility, sudden stop pattern in capital flows and strongly countercyclical current account to income, distinguish itself from a developed small opened economy, and in this study, it also differentiates itself from previous works in the literature by studying in the aspect of business cycles in emerging markets. The study uses simulation method, developing on real-business-cycle theory to generate artificial business cycle moments and impulse response function. For the result, it considers news …
The Use And Analysis Of Accounting And Non-Accounting Information In Equity-Based Crowdfunding, Aranya Narklor
The Use And Analysis Of Accounting And Non-Accounting Information In Equity-Based Crowdfunding, Aranya Narklor
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Equity-based crowdfunding (ECF) is a new funding source for Thai startups and small and medium enterprises (SMEs). However, there has been only one ECF fundraising success story in Thailand during the past three years. A mixed-method research approach is employed to investigate the use of accounting and non-accounting information in the Thai ECF setting. The findings show that the most important information is the business model. The majority of participants focus on estimated revenue & cost and estimated cash flow. They pay a great deal of attention to non-accounting information, which is product/service characteristics and market potential. These results can …
Market Liquidity And Mutual Fund Performance During Financial Crisis, Matina O-Warinrat
Market Liquidity And Mutual Fund Performance During Financial Crisis, Matina O-Warinrat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Market illiquidity influences mutual fund performance differently between crisis and non-crisis period. A significant drop in market liquidity makes investors panic leading to the early and large redemption. Fund managers have to liquidate the portfolio putting pressure on the asset prices, so the underperformance of mutual fund is recognized in non-crisis period. However, the result of illiquidity is different during crisis. The total effect of market illiquidity is positively related to all fund classes. This could then be interpreted as the evidence of management skills, market-timing and volatility-timing skills in fund managers to provide superior fund performance. Moreover, the further …
A Real Estate Valuation Model Using Boosted Feature Selection, Kankawee Chanasit
A Real Estate Valuation Model Using Boosted Feature Selection, Kankawee Chanasit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
To estimate real estate values, a complex valuation model based on artificial neural network (ANN) has been established as a successful means in modern machine learning research, specifically when high-dimensional data are available. Unfortunately, the real estate data in many locations, such as Thailand, are quite limited in terms of features. Hence, it becomes mandatory to reduce the complexity using feature selection techniques. These techniques aim to improve performance by identifying significant factors and help decrease the computational overload and model construction. However, due to the lack of explicability and interpretability in ANNs, the analysis of input factors cannot be …
Structural System For Precast Concrete Swimming Pool, Waranyoo Prombandankul
Structural System For Precast Concrete Swimming Pool, Waranyoo Prombandankul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นระบบการก่อสร้างหลักของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และระยะหลังมีการใช้ระบบโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลายมามากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม ระบบคอนกรีตสำเร็จรูปที่ใช้กันอยู่มีข้อจำกัดคือ ไม่สามารถใช้งานได้ในสภาวะใต้น้ำ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาระบบคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับโครงสร้างสระว่ายน้ำ โดยประยุกต์ใช้ยางรองคอสะพานเพื่อเป็นยางกันซึม ซึ่งยางจะต้องรับแรงเฉือนระหว่างชิ้นส่วนคอนกรีตและป้องกันการรั่วซึมน้ำของโครงสร้างได้ วิธีการศึกษาประกอบไปด้วย 2 การทดสอบหลัก หลังจากการออกแบบต้นแบบสระว่ายน้ำคอนกรีตสำเร็จรูปและรอยต่อระหว่างชิ้นส่วนโครงสร้าง การทดสอบแรกเป็นการทดสอบความสามารถในการรับแรงเฉือนและแรงอัดในเวลาเดียวกันเพื่อที่จะศึกษาพฤติกรรมการรับแรงเฉือนของยางในสภาวะจริง ผลการทดสอบแสดงถึงความสามารถในการรับแรงเฉือนของยางภายใต้หน่วยแรงอัดที่ 1 และ 2 เมกะพาสคาล สำหรับยางที่มีค่าความแข็งเท่ากับ 60 และ 70 ค่าแรงเฉือนสุดท้ายพบว่ามีค่าสูงกว่าค่าแรงเฉือนที่ต้องการสำหรับต้นแบบโครงสร้างสระว่ายน้ำสำเร็จรูป การทดสอบที่ 2 เป็นการทดสอบการป้องกันการซึมผ่านของน้ำภายใต้แรงอัดและแรงเฉือนในเวลาเดียวกัน การทดสอบออกแบบให้จำลองสภาพความลึกจริงของสระว่ายน้ำต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้วิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ 3 มิติเพื่อวิเคราะห์หาการกระจายของความเค้นอัดที่เกิดจากการอัดแรง ผลการทดสอบการป้องกันการซึมผ่านของน้ำพบว่า มีปัจจัยอื่นที่สำคัญในการป้องกันการซึมผ่านของน้ำภายใต้สภาวะการรับแรงอัดและเฉือนคือ การคืบของยาง และความสม่ำเสมอของผิวสัมผัสที่รอยต่อชิ้นส่วนคอนกรีต นอกจากนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังประกอบไปด้วยแผนธุรกิจ ได้แก่ แผนการดำเนินงาน แผนการตลาด และ แผนการเงิน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ สุดท้ายนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังประกอบไปด้วยการใช้ทฤษฎีการยอมรับ และการใช้เทคโนโลยี (UTAUT) เพื่อศึกษาการยอมรับ และใช้งานโครงสร้างสระว่ายน้ำสำเร็จรูป
ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้าบริเวณท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, คณินศักดิ์ จันทร์ประสิทธิ์
ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้าบริเวณท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, คณินศักดิ์ จันทร์ประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้าที่ท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้า ได้แก่ การรับสื่อข่าวสารด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ความรู้ความเข้าใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และทัศนคติต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากผู้ตอบแบบสอบถาม 400 คน สถิติที่ใช้คือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า คนประจำเรือลำเลียงสินค้าส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 35-40 ปี ร้อยละ 51 มีประสบการณ์ทำงานระหว่าง 6-15 ปี ร้อยละ 64.75 มีรายได้ 20,001-25,000 บาท ขึ้นไป ร้อยละ 72.75 และคนประจำเรือลำเลียงสินค้าส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คนประจำเรือลำเลียงสินค้าส่วนใหญ่ไม่แยกขยะอาหาร(79.20%) และขยะรีไซเคิล(57.30%) ผู้ประกอบการเรือลำเลียงส่วนใหญ่(81.9%)ไม่มีถุงขยะหรือถังขยะสำหรับลูกเรือ พบว่าปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ ประสบการณ์ทำงาน สถานภาพรายได้ และภูมิลำเนาไม่ส่งผลต่อความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้า ทั้งนี้ความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของคนประจำเรือลำเลียงสินค้ามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและปัจจัยด้านทัศนคติต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล คนประจำเรือลำเลียงสินค้าในภาพรวมมีความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระดับมาก มีความรู้ความเข้าใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระดับมาก และมีทัศนคติต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระดับมาก ซึ่งคนประจำเรือลำเลียงสินค้าทราบถึงคุณค่าที่ควรอนุรักษ์ไว้ของทรัพยากรทางทะเล สามารถประเมินได้ว่าการกระทำใดเป็นการทำลายทรัพยากรทางทะเล และการกระทำใดเป็นตัวช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดของพื้นที่ที่อยู่อาศัยบนเรือลำเลียงสินค้าและวิถีชีวิตบนเรือลำเลียงสินค้าจึงทำให้ไม่มีทางเลือกที่มากพอในการจัดการขยะและน้ำเสียต่างๆ
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมืองในโรงเรียนไทย, อัญชลี ศรีชมภู
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมืองในโรงเรียนไทย, อัญชลี ศรีชมภู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและข้อท้าทายในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมืองในโรงเรียนไทย (2) ศึกษาทัศนคติของบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลต่อการจัดการศึกษา และ (3) หาแนวทางในการส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ภายใต้กรอบแนวปฏิบัติสำหรับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย และแนวทางการคุ้มครองและดูแลเด็กผู้ลี้ภัยในประเด็นด้านการจัดการศึกษาของ UNHCR ซึ่งเก็บข้อมูลจากโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน จำนวน 5 แห่ง ใช้การศึกษาแบบพหุกรณีศึกษาโดยการศึกษาจากเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครูผู้สอน เด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมือง เด็กไทย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ผลการศึกษา พบว่า สภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมืองในโรงเรียนไทย ใช้รูปแบบเดียวกันกับเด็กไทยทุกประการ ซึ่งหลายโรงเรียนให้การสนับสนุนและช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้โดยการจัดสอบเทียบโอนความรู้ในระดับชั้นที่หายไป การสอบเลื่อนชั้นกลางปี และความยืดหยุ่นในการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเผชิญกับข้อท้าทายในการดำเนินงานในหลาย ๆ ประการ อาทิ อุปสรรคด้านทักษะทางภาษาไทยของเด็กผู้ลี้ภัย ฯ จำนวนบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่เพียงพอ และการขาดการประสานความร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ในขณะที่ผลของการศึกษาทัศนคติของบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลต่อการจัดการศึกษา พบว่า บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่รับรู้และเข้าใจสถานการณ์ของเด็กผู้ลี้ภัย และมองว่าการให้โอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันกับเด็กไทยเป็นสิทธิที่พวกเขาพึงจะได้รับ แต่มีบุคลากรบางส่วนที่มองว่า การให้การศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ส่งผลกระทบทางลบต่อเด็กไทยและทำให้ยากต่อการบริหารจัดการของโรงเรียน ทั้งในงานวิจัยนี้ยังได้เสนอแนวทางในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ใน 3 รูปแบบ คือ คือ (1) การจัดห้องเรียนพิเศษสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมืองในโรงเรียนไทย (2) การจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมืองโดยเฉพาะ และ (3) การจัดการศึกษาในโรงเรียนไทยตามปกติ แต่เพิ่มการประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้จัดตั้งหรือพัฒนาศูนย์การเรียนเดิม ให้สามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อปรับพื้นฐานความรู้ ทักษะทางภาษาไทย และทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นอย่างเพียงพอและมีมาตรฐานเดียวกันให้กับเด็กผู้ลี้ภัยในเขตเมือง ก่อนที่จะส่งพวกเขาเข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนไทย ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ต้นแบบนวัตกรรมระบบแนะนำแผนสื่อสารการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศไทย, ต่อบุญ พ่วงมหา
ต้นแบบนวัตกรรมระบบแนะนำแผนสื่อสารการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์สำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศไทย, ต่อบุญ พ่วงมหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาลักษณะของข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค และการวางแผนสื่อสารการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของโรงแรมขนาดกลางและเล็กในประเทศไทย (2) เพื่อพัฒนาแนวคิดการออกแบบนวัตกรรมกระบวนการวางแผนสื่อสารการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับโรงแรมขนาดกลางและเล็กในประเทศไทย (3) เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบการแนะนำการวางแผนสื่อสังคมออนไลน์ และทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากโรงแรมขนาดกลางและเล็กในประเทศไทย และ (4) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ สำหรับบริการระบบแนะนำแผนสื่อสารการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น วิธีการศึกษาเป็นงานวิจัยแบบเชิงพัฒนา โดยมีขั้นตอนการศึกษาคือ การศึกษาข้อมูลทุติยภูมิจากการทบทวนวรรณกรรมและงานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาลักษณะของข้อมูลสังคมออนไลน์กว่า 27,023 ข้อความด้วยการวิเคราะห์เหมืองข้อมูลโดยใช้ระบบประมวลภาษาไทย การศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง จากผู้เชี่ยวชาญสื่อสังคมออนไลน์ และนักสื่อสารการตลาดของโรงแรมจำนวนทั้งหมด 10 ราย เพื่อจัดหมวดหมู่ข้อมูลอัตโนมัติ เทรนด์ โอกาส และความสนใจที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล โอกาส อุปสรรค และความคาดหวังของการวางแผนสื่อสารการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อได้มาซึ่งแนวคิดของโอกาสในการสร้างนวัตกรรม ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยขั้นต้น นำมาสังเคราะห์เพื่อพัฒนาแนวคิดการออกแบบนวัตกรรม กำหนดคุณลักษณะของบริการ และทำการทดสอบความเที่ยงและความน่าเชื่อถือได้ของแนวคิดการออกแบบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี การออกแบบ สื่อสังคมออนไลน์ และนักการตลาดโรงแรม จำนวน 6 ราย ผลการศึกษานำมาพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นต้นแบบนวัตกรรมระบบแนะนำที่ได้มาจากแนวคิดการออกแบบ แล้วนำมาทดสอบการยอมรับโดยการใช้แบบสอบถามสำรวจการยอมรับต้นแบบนวัตกรรมกับนักการตลาดของโรงแรมขนาดกลางและเล็กจำนวน 40 ราย พบว่ากิจการส่วนใหญ่ร้อยละ 97.5% ยอมรับต้นแบบนวัตกรรมระบบแนะนำในทุก ๆ ด้านของการทดสอบ เช่น ด้านประโยชน์เชิงเปรียบเทียบ ด้านความสอดคล้องกับการใช้งาน ด้านความซับซ้อนในการใช้งาน ด้านการลองใช้งานของระบบ ด้านการสังเกตเห็นได้จากการใช้งาน และศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจของต้นแบบนวัตกรรมระบบแนะนำในเชิงพาณิชย์ ทางด้านการตลาดและการเงิน ซึ่งสรุปได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงในการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์
Intangible Capital, Q Theory Of Investment And Measurement Of Profitability, Kunyamas Nithipaisal
Intangible Capital, Q Theory Of Investment And Measurement Of Profitability, Kunyamas Nithipaisal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Contribution of intangible capital has been a notable factor of today’s economy. However, previous literatures mainly focus on outcomes of physical investment through classical theory of investment and financial ratios, so this paper aims to explain effects of intangible capital in two major points. Firstly, new Tobin’s q proxy, which includes intangible capital, is reexamined regarding its explanation of total investment; new Tobin’s q, thus, explains investment opportunities better in firms and years with greater intangible capital. Secondly, financial ratios are rearranged by taking intangible capital into consideration. As a result, firms with more intangible capital do not generate higher …
The Impact Of Fund Fees On Mutual Fund Flows In Thailand, Non Yingvarakul
The Impact Of Fund Fees On Mutual Fund Flows In Thailand, Non Yingvarakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the sensitivity of mutual fund flows to the different types of mutual fund fees, including management fees, front-end load fees, along with back-end load fees and compares the relative level of sophistication among investors in bank related funds versus non-bank related funds and also tax benefit funds versus non-tax benefit funds. Furthermore, this study examines the relationship between change in fund fees and fund flows. The data are from Thai equity funds during the period from 2006 to 2019. Based on the analysis, we found the evidence that there is difference of sensitivity of fund flows to …
การเรียนรู้เชิงรุกผ่านเว็บไซต์เพื่อสร้างแผนธุรกิจนวัตกรรม: ผู้เรียนระดับปริญญาตรี, ศราวณี พึ่งผู้นำ
การเรียนรู้เชิงรุกผ่านเว็บไซต์เพื่อสร้างแผนธุรกิจนวัตกรรม: ผู้เรียนระดับปริญญาตรี, ศราวณี พึ่งผู้นำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเว็บไซต์สำหรับเขียนแผนธุรกิจที่สนับสนุนนวัตกรรมสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี การเขียนแผนธุรกิจถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการและมีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลักของการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ ในการศึกษานี้ได้เสนอ Collaborative Website ชื่อ BRAINY Business Model การศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 432 คน (นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 จาก 11 มหาวิทยาลัยในประเทศไทย) ในแง่ของเนื้อหาต่างๆ และการเข้าใช้ระบบ ผู้ใช้ต้องการจะสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินในระดับสูงสุด (Mean = 4.375, S.D. = 1.003) และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย (นักศึกษาระดับปริญญาตรี 11 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการแข่งขันแผนธุรกิจ) พบว่า มีความสนใจใช้เว็บไซต์นี้ ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการในการเข้าถึงเว็บไซต์โดยมีระบบความปลอดภัย และต้องการดูวิดีโอสั้นๆ จุดเด่นของระบบนี้คือการเพิ่มเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหานวัตกรรมซึ่งก็คือ TRIZ ที่ให้แนวทางเชิงตรรกะในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สำหรับนวัตกรรมและการแก้ปัญหา ในส่วนของการทดลองใช้เว็บไซต์นี้ ผู้วิจัยใช้รูปแบบกึ่งทดลอง แบ่งผู้เรียนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ได้ใช้เว็บไซต์นี้ และกลุ่มควบคุมที่ใช้เว็บไซต์อื่น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนในด้านต่างๆ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านระดับความใหม่ของผลิตภัณฑ์ ความคิดสร้างสรรค์ ความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับ Theme งาน คือ เรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะตอบสนองแนวโน้มที่เกิดในสังคมได้ และความถูกต้องทางวิชาการ ส่วนด้านเชิงพาณิชย์ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และจากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินของการลงทุนผลิตระบบนวัตกรรมนี้มีค่า NPV เท่ากับ 1,990,434.49 บาท IRR เท่ากับ 47.86% และระยะเวลาคืนทุน 2 ปี 4 เดือน
นวัตกรรมระบบประเมินความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจไทยในอุตสาหกรรมอาหาร, สุทธินันท์ รัตนโชติถาวร
นวัตกรรมระบบประเมินความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจไทยในอุตสาหกรรมอาหาร, สุทธินันท์ รัตนโชติถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษางานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจไทยในอุตสาหกรรมอาหาร การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมระบบประเมินและการศึกษาการยอมรับนวัตกรรมระบบประเมินในเชิงพาณิชย์ โดยการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งออกเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 12 คน ร่วมกับการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบสอบถาม โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 333 คน มาจากกลุ่มตัวอย่างคือ สถานประกอบการของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลเพื่อการส่งออกจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า ข้อมูลองค์ประกอบเชิงทฤษฎีมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาได้จากค่าไค-สแควร์มีค่าเท่ากับ 58.36 ซึ่งมีค่าความน่าจะเป็นเท่ากับ .253 ที่องศาอิสระเท่ากับ 52 และสัดส่วนของค่าไค-สแควร์ต่อองศาอิสระมีค่าเท่ากับ 1.12 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเท่ากับ 0.980 และค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้วเท่ากับ 0.940 ซึ่งสอดคล้องกับค่าสถิติวัดความกลมกลืนจากค่าดัชนีวัดความกลมกลืนเปรียบเทียบมีค่าเท่ากับ 0.999 และสอดคล้องกับค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ เท่ากับ 0.019 และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณสามารถตอบสมมติฐานของงานวิจัยได้ว่า ความสามารถทางนวัตกรรม ความสามารถทางการตลาด ความสามารถทางการจัดการและความสามารถเชิงพลวัตส่งผลทางบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนสำหรับวิสาหกิจไทยในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ที่น้ำหนักสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.182, 0.170, 0.293, และ 0.329 ตามลำดับ และจึงนำปัจจัยดังกล่าวมาใช้ในการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมระบบประเมินด้วยเทคนิค Machine Learning พบว่า ระบบประเมินฯมีความถูกต้องสูงที่ร้อยละ 93.34 และระดับการยอมรับการใช้งานระบบประเมินนี้สูงถึงร้อยละ 93.30 นอกจากนี้จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางธรุกิจพบว่ารูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวมีความเหมาะสมมากที่สุด ด้วยระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 11 เดือน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 154,669 บาท และอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 36.03%