Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Business Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 811 - 839 of 839

Full-Text Articles in Business

เครื่องมือนวัตกรรมการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งธุรกิจอุปกรณ์กีฬาในประเทศไทย, ลีลาวดี พัฒนรัชต์ Jan 2017

เครื่องมือนวัตกรรมการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งธุรกิจอุปกรณ์กีฬาในประเทศไทย, ลีลาวดี พัฒนรัชต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองระบบบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของธุรกิจเครื่องกีฬาในประเทศไทยโดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 5 ระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นการทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนากรอบแนวความคิดวิจัย ระยะที่ 2 ศึกษาถึงปัจจัยการยอมรับระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปัน ระยะที่ 3 ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการร่วมกันของร้านค้าปลีก ระยะที่ 4 เป็นการพัฒนาแบบจำลองสถานการณ์แบบมอนติคาร์โลด้วย Microsoft® Excel และระยะที่ 5 เป็นการศึกษาการยอมรับของเทคโนโลยี นำเสนอแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์และสรุปผลการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่าการพัฒนาแบบจำลองระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังแบบแบ่งปันให้มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องของระยะเวลา ต้นทุน ความไว้วางใจ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ โดยผลจากการเปรียบเทียบแบบจำลองระบบแบบเดิมกับแบบใหม่ (IIPS) พบว่าแบบจำลองแบบใหม่สามารถลดต้นทุนค่าสูญเสียโอกาสการขาย ลดปริมาณสินค้าค้างสต็อกและสินค้าขาดแคลน เพิ่มกำไรรวมให้แก่ระบบและเป็นประโยชน์ให้ผู้ใช้บริการทั้งในแง่ของผู้ซื้อและผู้ขายได้อีกด้วย และเมื่อนำแบบจำลองระบบ IIPS มาตรวจสอบการยอมรับโดยผู้ประกอบการ 30 คน พบว่าผลการประเมินด้านประโยชน์และความง่ายในการใช้งานโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนโอกาสในเชิงธุรกิจของแบบจำลองนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ได้ประยุกต์ใช้หลักการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวแบบธุรกิจ และการวิเคราะห์คู่แข่งขัน เป็นต้น


นวัตกรรมเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิด, เกษม พยุหเดชาพิพัฒน์ Jan 2017

นวัตกรรมเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิด, เกษม พยุหเดชาพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิด เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการลดเมลานิน และทำให้ผิวหน้าขาว เป็นสารที่มาจากธรรมชาติ จากการสำรวจความต้องการของผู้บริโภค พบว่ากลุ่มผู้ใช้ในประเทศไทยมักเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีสารเคมี ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีผลข้างเคียงตามมา เช่น เกิดผดผื่น ผิวแพ้ แดงอักเสบ และดำหมองคล้ำในที่สุด จากนั้นคณะวิจัยพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติ โคจิกแอซิด เนื่องจากสารสกัดโคจิกแอซิด เป็นสารสกัดจากธรรมชาติมีความสามารถในการลดเมลานินบนผิวหนัง แต่มักสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อสัมผัสอากาศและความร้อนในกระบวนการผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจึงใช้สารสกัด โคจิกแอซิด ในปริมาณ 3-5% บางครั้งสูงเกินกว่าค่าที่กำหนด ทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ในการนี้ผู้วิจัยได้นำโกลด์นาโนพาร์ติเคิลมาช่วยในการนำสารสกัดโคจิกแอซิดซึมผ่านชั้นผิวหนัง จากการวิจัยพบว่าใช้สารสกัดโคจิกแอซิดในปริมาณที่น้อยลง เมื่อจากทดสอบที่ปริมาณ 1% 2% และ 3 % และพบว่าที่ปริมาณสารสกัดโคจิกแอซิด 2% ให้ผลเป็นที่น่าพอใจและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดค่าเมลานินบนผิวหนัง จากอาสาสมัครจำนวน 5 ท่าน ที่ใช้ครีมที่มีโกลด์นาโนพาร์ติเคิลและสารสกัดโคจิก 2% บริเวณแขนซ้ายและขวา ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ งานวิจัยเครื่องสำอางไวท์เทนนิ่งครีมที่มีโกลด์นาโนและสารสกัดธรรมชาติโคจิกแอซิดนี้ สามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ได้ จึงควรนำออกสู่เชิงพาณิชย์ในรูปแบบการขายเทคโนโลยีด้วยการให้อนุญาตใช้สิทธิ์ หรือ ด้วยการขายโกลด์นาโนพาร์ติเคิล (Raw material) ทั้งนี้ยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับสารสกัดจากธรรมชาติชนิดอื่นๆได้ ทำให้โอกาสที่จะเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในตลาดเครื่องสำอางและตลาดยารักษาโรค ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีโกลด์นาโนพาร์ติเคิลนั้นยังสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต ตามความต้องการของตลาดโลก


นวัตกรรมเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม, กัญจณ์ชญา ชัยวิรัตน์นุกูล Jan 2017

นวัตกรรมเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม, กัญจณ์ชญา ชัยวิรัตน์นุกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบทุนนิยม ซึ่งมีผลดีต่อการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมไปถึงการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม แต่อีกนัยหนึ่งระบบเศรษฐกิจแบบนี้ได้สร้างปัญหาให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย เนื่องจากเศรษฐกิจแบบระบบทุนนิยม เน้นการสร้างผลกำไรและสร้างรายได้สูงสุด โดยไม่ได้คำนึงถึงสังคมและสภาพแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดใหม่ทางเศรษฐกิจ คือ ระบบเศรษฐกิจที่เน้นให้ความสำคัญกับสังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่าระบบเศรษฐกิจเดิม โดยการดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้เรียกว่ากิจการเพื่อสังคม โดยเน้นความสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และระยะของการศึกษา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ผู้วิจัยศึกษาปัจจัยและพัฒนาตัวชี้วัดที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคมโดยทำการทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ หลังจากนั้นผู้วิจัยได้ทำการทดสอบความเที่ยงตรงของตัวชี้วัดและเก็บข้อมูลจากกิจการเพื่อสังคมจำนวนทั้งสิ้น 401 กิจการ ผลการศึกษาพบว่า มีองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยหลัก 7 ปัจจัย ได้แก่ 1. ความเป็นผู้นำ 2. การสร้างข้อผูกพันร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3. การสร้างคุณค่า 4. การจัดการนวัตกรรม 5. การจัดการทางการเงิน 6. การจัดการความรู้ 7. หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทั้ง 7 ปัจจัยมีตัวชี้วัดย่อย 17 ตัวชี้วัด ที่ส่งผลถึงระดับศักยภาพและความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม ในระยะที่ 2 ผู้วิจัยนำผลที่ได้มาสร้างแบบจำลองและพัฒนาเป็นเครื่องมือการประเมินศักยภาพและความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคม และได้นำเครื่องมือประเมินไปทำการทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากกลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 ราย ผลการศึกษาพบว่ามีการยอมรับ การเห็นถึงประโยชน์และมีความสนใจนำระบบนวัตกรรมนี้ไปใช้งาน ในระยะที่ 3 ผู้วิจัยทำการศึกษาการใช้ประโยชน์ของเครื่องมือการประเมินในเชิงพาณิชย์ โดยศึกษาในมิติของการวิเคราะห์อุตสาหกรรม ความคุ้มค่าในการลงทุน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสิ่งแวดล้อม แต่อย่างก็ดีการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคมยังประสบปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาการบริหารจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิและขยายตัวอย่างยั่งยืนได้ จึงนำไปสู่การศึกษาและพัฒนานวัตกรรมนวัตกรรมเครื่องมือประเมินความยั่งยืนของกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบซอฟท์แวร์นี้ กิจการเพื่อสังคมสามารถนำไปใช้ในการประเมินศักยภาพในการดำเนินงานของตน หน่วยงานรัฐที่ดูแลสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมสามารถนำซอฟท์แวร์นี้ไปใช้ในการประกอบการให้คำปรึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมเหล่านี้ได้ และเสริมสร้างขีดความสามารถของกิจการเพื่อสังคม อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ


นวัตกรรมตัวแบบระบบการจัดการความรู้โดยใช้ฐานเว็บเชิงจินตทัศน์สำหรับการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีของไทย, กิตติชัย ราชมหา Jan 2017

นวัตกรรมตัวแบบระบบการจัดการความรู้โดยใช้ฐานเว็บเชิงจินตทัศน์สำหรับการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีของไทย, กิตติชัย ราชมหา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากทุนการศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต "100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" (The 100th Anniversary Chulalongkorn University Fund for Doctoral Scholarship) วัตถุประสงค์การวิจัยนี้เพื่อศึกษาการแสวงหา การถ่ายโอน และการรับรู้การถ่ายโอนความรู้ของการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีขั้น Pre-Incubation และ Early-Incubation และเพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีการจัดการความรู้สำหรับนำ ไปใช้เชิงพาณิชย์ การทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยนี้มุ่งเน้นงานวิจัยและทฤษฏีที่เกี่ยวข้องคือ ทฤษฏีฐานทรัพยากร ทฤษฏีการจัดการความรู้ ทฤษฏีทุนสังคม และการทบทวนตัวแบบการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ประเภทการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ 5 กรณีศึกษาได้แก่ หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ ม.สงขลาฯ มทส. ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ และ สวทช. ครอบคลุมมิติด้านผู้จัดการ ทีมงานและผู้ประกอบการ วิธีกำหนดตัวอย่างเป้าหมายคือ วิธีเจาะจงกลุ่มตัวอย่าง วิธีความสะดวก และวิธีสโนว์บอล และวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่มย่อย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธิวิเคราะห์เนื้อหาแบบทางตรงและแบบผลรวม ผลการศึกษาและข้อค้นพบใหม่ทางวิชาการ ขั้น Pre-incubation ด้านการแสวงหาความรู้ การถ่ายโอนความรู้ และการรับรู้การถ่ายโอนความรู้ ปรากฏข้อค้นพบใหม่ทั้งหมดคือ การแสวงหาความรู้มุ่งให้ความสำคัญความถี่เวลาและความรู้ประเภทธุรกิจ วิธีแสวงหาความรู้ผ่านการฝึกอบรมเป็นหลักประโยชน์การแสวงหาเพื่อแลกเปลี่ยนจากวิทยากรและเพื่อนผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งสนับสนุนทรัพยากรตามยุทธศาสตร์ของพื้นที่บ่มเพาะ การถ่ายโอนความรู้เน้นความรู้ด้านธุรกิจแต่ไม่ครอบคลุมความรู้ประเภททรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี การถ่ายโอนความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพัฒนาแนวคิดธุรกิจ เพื่อการถ่ายโอนความรู้จากผู้จัดการ วิทยากร และผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน การรับรู้การถ่ายโอนความรู้ประเภท Pre-business plan แหล่งถ่ายโอนโดยผู้จัดการ วิธีการถ่ายโอนความรู้โดยใช้วิธีฝึกอบรมในพื้นที่ ผลการศึกษาและข้อค้นพบใหม่ทางวิชาการ ขั้น Early-incubation เพื่อการเข้าถึงความรู้ด้านธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ หรือหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะพื้นที่ แหล่งการถ่ายโอนความรู้จากผู้ประกอบการรุ่นเดียวกัน เพื่อเพิ่มโอกาสการถ่ายโอนความรู้ด้านเทคนิคจากผู้เชียวชาญในพื้นที่หน่วยบ่มเพาะ ผลการศึกษาเรื่องคุณลักษณะระบบเทคโนโลยีเพื่อจัดการความรู้เป็นข้อค้นพบใหม่ทั้งหมดในการนำไปสู่ภาคปฏิบัติ ข้อเสนอแนะทางวิชาการ ควรมีการขยายขอบเขตการวิจัยเชิงปริมาณหรือผสมและขยายกลุ่มตัวอย่างการบ่มเพาะลักษณะอื่นเพิ่มนอกจากนี้นักวิจัยเสนอแนะภาคปฏิบัติเพื่อการศึกษาและพัฒนาระบบเทคโนโลยีจัดการความรู้โดยขยายขอบเขตครอบคลุมขั้นบ่มเพาะธุรกิจทั้งหมด


นวัตกรรมระบบปรับปัจจัยคันเซ ตามบริบทที่เปลี่ยนอัตโนมัติ, กิตติพงษ์ สาครเสถียร Jan 2017

นวัตกรรมระบบปรับปัจจัยคันเซ ตามบริบทที่เปลี่ยนอัตโนมัติ, กิตติพงษ์ สาครเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความก้าวหน้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งพัฒนามาสู่ยุคที่ 4 เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีและระบบการผลิตอันชาญฉลาด ความก้าวหน้าดังกล่าวดำเนินควบคู่มากับความเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายเทคนิคถูกสร้างขึ้นมา หรือต่อยอดเพื่อรองรับความต้องการใหม่ๆโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางของแนวความคิดและการออกแบบผลิตภัณฑ์ ศาสตร์ด้านคันเซเอนจิเนียริงคือหนึ่งในศาสตร์ที่มุ่งเน้นอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ด้วยแนวคิดการหาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และองค์ประกอบการออกแบบส่วนต่างๆ กับความสัมพันธ์ของอารมณ์ด้านต่างๆที่ผู้บริโภครู้สึกได้รับการยอมรับในแวดวงการออกแบบเพื่อสื่อสารอารมณ์ อย่างไรก็ดีศาสตร์ดังกล่าวยังมีจุดด้อยบางประการได้แก่ ความล้าสมัยของข้อมูลที่ถูกสำรวจ และการนำมาใช้ของของข้อมูล วัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบฯ ที่ผู้วิจัยต้องการ คือออกแบบระบบที่สามารถช่วยแนะนำรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ไปจนถึงการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ที่เหมาะกับผู้ใช้ซึ่งมีความแตกต่างกัน และเป็นระบบที่สามารถสร้างชุดสมการและนำมาใช้ได้ง่ายและรวดเร็วผู้วิจัยจึงเลือกใช้ข้อดีจากเทคนิคด้านเหมืองข้อมูลและอาศัยการเรียนรู้ของเครื่องจักรเพื่อช่วยให้ระบบสามารถคัดแยะผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำและเลือกใช้โมเดลวิศวกรรมคันเซที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการจัดหมวดหมู่โดยวิธีการต้นไม้ตัดสินใจภายใต้แนวคิดหลักของวิศวกรรมคันเซ


นวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย, พงศกร พิชยดนย์ Jan 2017

นวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย, พงศกร พิชยดนย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้ระบบธุรกิจต้องปรับตัวในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมของวิสาหกิจเหล่านี้ให้การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นก็ยังพบว่ามีข้ออุปสรรคเมื่อต้องเผชิญกับประสิทธิภาพทางการตลาดเมื่อต้องเข้าสู่ตลาดสากล ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งจากผลการศึกษาในอดีต พบว่าจากความล้มเหลวทางธุรกิจนั้น มีสาเหตุหลักมาจากความไม่พร้อมทางการตลาดและการดำเนินงานทางการตลาดที่ผิดพลาดของผู้ประกอบการ จึงนำไปสู่การศึกษาและพัฒนานวัตกรรมนี้การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์และระยะของการศึกษา 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาและพัฒนาตัวชี้วัดและแบบจำลองการประเมินความพร้อมทางการตลาดผู้ประกอบการโดยทำการทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ผู้วิจัยทำการทดสอบความเที่ยงของตัวชี้วัดและทดสอบแบบจำลองจากการเก็บข้อมูลจากวิสาหกิจจำนวนทั้งสิ้น 500 ราย ผลการศึกษาพบว่า มีองค์ประกอบซึ่งเป็นปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความเป็นผู้ประกอบการ 2. ด้านการจัดการกลยุทธ์เพื่อรองรับความพร้อมทางดิจิทัล ความมีนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจ และ 3. ด้านการดำเนินงานทางการตลาดและการจัดการแบรนด์ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 3 องค์ประกอบซึ่งมีตัวชี้วัดย่อย 23 ตัวชี้วัดนี้ส่งผลถึงระดับความพร้อมทางการตลาดของวิสาหกิจ ในส่วนของระยะที่ 3 นั้น ผู้วิจัยนำแบบจำลองที่ผ่านการทดสอบความเที่ยงแล้วมาทำการพัฒนานวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดผู้ประกอบการโดยการนำตัวชี้วัดที่ได้มาพัฒนาให้สามารถประเมินศักยภาพทางการตลาดของผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ด้วยการประยุกต์ใช้แนวคิดของการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) ในระยะที่ 4 นั้น ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบการยอมรับนวัตกรรมจากกลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและภาคธนาคารจำนวน 5 ราย และวิสาหกิจจำนวน 25 ราย ผลการศึกษาพบว่ามีการยอมรับ เห็นถึงประโยชน์และมีความสนใจนำระบบนวัตกรรมนี้ไปใช้งาน ดังนั้นในการศึกษาระยะที่ 5 จึงทำการศึกษาการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยศึกษาในมิติของการวิเคราะห์อุตสาหกรรม ความคุ้มค่าในการลงทุน กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมไปถึงแผนการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ นวัตกรรมการประเมินความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการในรูปแบบซอฟท์แวร์นี้ มีประสิทธิภาพในการประเมินระดับความพร้อมทางการตลาดของผู้ประกอบการในแง่มุมต่างๆ พร้อมทั้งสามารถแสดงรายงานในภาพรวมของความพร้อมทางการตลาดยุคดิจิทัลของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย ซึ่งวิสาหกิจสามารถนำซอฟท์แวร์นี้ไปใช้ในการประเมินความพร้อมทางการตลาดผู้ประกอบการของตนเอง หน่วยงานของรัฐซึ่งดูแล สนับสนุนกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถนำไปใช้ในการประกอบการให้คำปรึกษาและเป็นพี่เลี้ยงในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเหล่านี้ได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจระดับประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในระดับโลกเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป


นวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจด้วยการทำเหมืองข้อความ, พรพิมล กะชามาศ Jan 2017

นวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจด้วยการทำเหมืองข้อความ, พรพิมล กะชามาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เฟซบุ๊ค (Facebook) เป็นสื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกและประเทศไทย ในทุกๆวันจะมี "ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจ" ใหม่ๆจากหลากหลายตราสินค้า ผู้ผลิต ผู้ขาย ขึ้นใหม่ตลอดเวลา เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการ โดยในแต่ละข้อความล้วนมีวัตถุประสงค์มุ่งหวังจากผู้อ่านต่างกันไป แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงมีทั้งสมหวังหรือกลายเป็นตรงกันข้ามก็พบได้เช่นกัน จะดีเพียงใดหากนักการตลาดออนไลน์มีเครื่องมือที่สามารถคาดเดาโอกาสของพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้อ่านได้อ่านข้อความนั้นๆ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตามทฤษฎีของเดนท์สุ AISAS โมเดล 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตามทฤษฎีของเดนท์สุ AISAS โมเดล โดยใช้วิธีการของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) 3) เพื่อทดสอบการใช้งานและการยอมรับต้นแบบนวัตกรรม และ 4) เพื่อศึกษาแนวทางในเชิงพาณิชย์ของการวิเคราะห์ข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ตามทฤษฎีของเดนท์สุ AISAS โมเดล ในการศึกษานี้จะใช้ข้อความจากเพจที่มีผู้ติดตามสูงและมีจุดมุ่งหมายและการใช้ข้อความในการโพสต์แตกต่างกันมาทำการวิเคราะห์ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยจำนวน 75 คนเพื่อประเมินโอกาสของ พฤติกรรมที่ผู้อ่านน่าจะกระทำหลังจากการอ่านแต่ละข้อความว่ามีแนวโน้มเป็นไปในทางใดของ AISAS โมเดล ผลที่รวบรวมมาได้จะถูกใช้เป็นข้อมูลให้เครื่องจักรได้เรียนรู้ และวิเคราะห์หาค่าความน่าจะเป็นของแต่ละคำด้วยตามหลักทฤษฏีนาอีฟเบย์ (Naïve Bayes) ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการศึกษาด้านพฤติกรรม จากผลการศึกษาข้อความในโพสต์บนเฟซบุ๊กเพจพบว่าค่าความถูกต้องของการแยกเพจวิเคราะห์ตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะให้ผลที่ดีกว่าการนำผลการวิเคราะห์มาประมวลผลรวมกัน และเมื่อทดลองนำโมเดลที่ได้มาพัฒนาระบบทำนายพฤติกรรมจากการโพสต์ข้อความเพื่อตรวจสอบการยอมรับนวัตกรรมโดยผู้ใช้จำนวน 30 คนซึ่งเป็นเจ้าของเพจและทำธุรกิจออนไลน์พบว่าการประเมินนวัตกรรมด้าน ประสิทธิภาพ และความพึงพอใจโดยรวมของระบบอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ส่วนความง่ายในการใช้งานและโอกาสในเชิงธุรกิจของนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ดี


ระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กร, มินทร์รตา ศุภานิชไชยศิริ Jan 2017

ระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กร, มินทร์รตา ศุภานิชไชยศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการจัดการความรู้และการถอดความรู้ฝังลึกในองค์กร 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบแอพพลิเคชั่นของระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กร และ 3) เพื่อศึกษาการนำต้นแบบแอพพลิเคชั่นของระบบนวัตกรรมสำหรับการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กรออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมคือเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสนทนากลุ่มย่อยกับผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้จำนวน 24 ท่าน จาก 5 หน่วยงาน ผู้วิจัยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ATLAS ti ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นการสำรวจข้อมูลจากการบูรณาการคำถามเพื่อถอดองค์ความรู้โดยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความรู้จำนวน 26 ท่านที่เข้าร่วมการสัมมนาการจัดการความรู้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย (ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ต้นแบบที่พัฒนาขึ้นได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และ 18 ท่าน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพหลังทดลองใช้แอพพลิเคชั่น ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจากการสำรวจการยอมรับเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นจำนวน 60 ท่านจากองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จำนวน 6 หน่วยงาน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาอุปสรรคในการจัดการความรู้และการถอดความรู้ฝังลึกในองค์กรคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายองค์กร การขาดแรงจูงใจ การขาดความต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรมการจัดการความรู้ ขาดระบบสนับสนุนสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ การไม่ให้ความร่วมมือจากคนในองค์กร พฤติกรรมของคนและวัฒนธรรมในองค์กร ขาดการเตรียมคำถามในการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพที่ดี ความไม่ต่อเนื่องในการสัมภาษณ์ การแปลความของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ไม่ถูกต้อง และผู้สัมภาษณ์ขาดประสบการณ์ แอพพลิเคชั่นการถอดองค์ความรู้ประเภทฝังลึกในองค์กรนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (product innovation) ในการพัฒนาต้นแบบแอพพลิเคชั่นพบว่าคำถามหลักและคำถามรองเป็นส่วนประกอบหลักในกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ผลจากการสำรวจการยอมรับเทคโนโลยีต้นแบบพบว่าผู้ใช้งานให้คะแนนในระดับสูง การนำต้นแบบแอพพลิเคชั่นออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วยการเลือกใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่เด็ดขาด (non-exclusive licensing agreement) กลยุทธ์การกำหนดราคาเป็นแบบการใช้คุณค่าเป็นฐาน และรูปแบบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการจัดการความรู้


การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการทางการเห็น สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม: Atm), วรท กอวัฒนสกุล Jan 2017

การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการทางการเห็น สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม: Atm), วรท กอวัฒนสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีของผู้พิการทางการเห็นในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม รวมถึงเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้อำนวยความสะดวก อันเป็นที่ยอมรับจากผู้พิการทางการเห็น สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม วิธีการดำเนินการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ ด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง โดยใช้วิธีการสังเกตการณ์ การทำแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างประกอบไปด้วย ผู้พิการทางการเห็น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงิน และผู้บริหารจากธนาคารแห่งประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีของผู้พิการทางการเห็นในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มประกอบไปด้วย ปัจจัยด้านการร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Cooperation) ด้านการยอมรับจากสังคม (Social Acceptance) ด้านความง่ายในการใช้งานของเทคโนโลยี (Ease of use) ความมีประโยชน์ (Usefulness) ในการนำอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมาสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินที่เครื่องเอทีเอ็มได้ ด้านความปลอดภัยในการทำธุรกรรม (Safety) และด้านความปลอดภัยของระบบเครื่องเอทีเอ็ม (Security) โดยจากการพัฒนาและการทดลองเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก พบว่า การนำเทคโนโลยี USSD มาประยุกต์ใช้ มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจรวมสูงสุดที่ 4.59 ในระดับมากที่สุด มีความเร็วเฉลี่ยรวมทั้งกระบวนการ ไม่รวมเวลาการเข้าถึงเครื่องเอทีเอ็ม 56.39 วินาที ซึ่งเร็วกว่าวิธีการปกติ (ใช้บัตรเอทีเอ็ม แบบคนปกติ) ร้อยละ 17.93 (68.71 วินาที)


การค้านอกระบบของจีนในอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, ชะไมพร ชำนาญเวช Jan 2017

การค้านอกระบบของจีนในอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, ชะไมพร ชำนาญเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากผลของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม และนวัตกรรม ภายในประเทศจีน ทำให้เกิดผลทั้งด้านภาวะสินค้าล้นกำลังตลาดภายใน การคอร์รัปชั่น ภาวะแรงงานขาดดุลของภูมิภาคทั้งตะวันออกและตะวันตก ทำให้รัฐบาลจีนสร้างนโยบายเพื่อการพัฒนาคนโดยคาดหวังถึง ความมั่นคงของพลเมืองจีนที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของจีน ฉะนั้นรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับมณฑลจึงได้พัฒนานโยบายเพื่อปูทางรองรับการพัฒนาเหล่านี้ เพื่อคนจีนและประเทศจีน โดยใช้กลยุทธ์ทางการพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆเพื่อผลประโยชน์และมีผลเชิงรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประเทศไทยเองเป็นดินแดนที่จีนคาดหวังในด้านการค้า การลงทุน สามารถพบเจอธุรกิจ การค้าจีนทุกหนทุกแห่งทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และเมืองชายแดน โดยเฉพาะเมืองบริเวณชายแดนอำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่มีพื้นที่เชื่อมโยงกับประเทศจีนพบว่ามีคนจีนธุรกิจจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ปรากฏการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ประเด็นการศึกษาเรื่อง การค้านอกระบบของจีนในอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ (1) เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการการค้านอกระบบของจีนในอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของในจังหวัดเชียงราย (2) เพื่อศึกษาปัจจัยของการขยายตัวทางการค้าในอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของในจังหวัดเชียงราย (3) เพื่อเสนอแนะ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้เครื่องมือ เช่น การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการเก็บข้อมูลและตรวจสอบข้อมูล จนนำมาสู่ผลการศึกษา คือ พัฒนาการการค้าจีนที่พัฒนามาจากปัจจัยส่งเสริม เช่น นโยบายจากทางรัฐบาล ความร่วมมือในภูมิภาค และปัจจัยสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการของการค้าจีน เช่นแสวงหาแหล่งทรัพยากรในการผลิต การเดินทางเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิต ความต้องการอิสระและหนีระบบสังคมเดิม ประเด็นต่อมาคือ วิถีการค้าจีนค้นพบทั้งวิถีการค้าจีนในระบบเช่น วิถีการค้าแบบหุ้นส่วน วิถีการค้าจีนกับบทบาทสตรีในพื้นที่ และวิถีการค้าจีนนอกระบบ เช่น วิถีการค้าจีนที่สัมพันธ์กับผู้หญิงไทใหญ่ วิถีการค้าโดยการหารายได้พิเศษแบบอำพราง ตัวแทนอำพรางทางธุรกิจ และสุดท้ายคือผลกระทบทางสังคมทั้งทางบวกและทางลบ


การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษา บ้านร่องฟอง ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่, ชุติกาญจน์ กันทะอู Jan 2017

การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษา บ้านร่องฟอง ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่, ชุติกาญจน์ กันทะอู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 1) เพื่อศึกษาศักยภาพของบ้านร่องฟองในการพัฒนาเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐาน 2) เพื่อเสนอแนวทางในการเสริมศักยภาพบ้านร่องฟองเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้อง และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ผลการศึกษาวิจัยพบว่า บ้านร่องฟองมีศักยภาพเบื้องต้นใน 5 ด้านได้แก่ 1.ด้านทรัพยากรท่องเที่ยว มีทรัพยากรท่องเที่ยวประเภทภูมิปัญญาพื้นบ้าน วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ เช่น แหล่งตีเหล็กทำเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตร แหล่งผลิตตัดเย็บเสื้อผ้า มัดย้อมผ้า 2.ด้านการเข้าถึงทรัพยากรท่องเที่ยว มีเส้นทางคมนาคมที่เข้าถึงสะดวกและปลอดภัยเดินทางเข้าถึงชุมชนได้ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ ตลอดจนมีเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่ใกล้เคียงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอื่นๆ 3.ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน มาตรฐานครบถ้วนและเพียงพอ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา เครือข่ายอินเทอร์เน็ต สถานพยาบาลชุมชน ร้านค้า 4.ด้านความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไปและกลับ หรือพักค้างคืน 5.การจัดการการท่องเที่ยว มีการวางแผนและดำเนินการโดยผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการมีส่วนร่วมจากประชาชน ศักยภาพบ้านร่องฟองมีความพร้อมรองรับการท่องเที่ยว แต่ไม่สามารถดำเนินการจัดการท่องเที่ยวได้ตามการคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดให้เป็นหมู่บ้านเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งนี้บ้านร่องฟองต้องเพิ่มศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมจากประชาชนโดยเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน หน่วยงานในท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนต่อไป


บทบาทของชุมชนในการฟื้นฟูตลาดเก้าห้องเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในจังหวัดสุพรรณบุรี, วชิรภรณ์ สกุลดิษฐ Jan 2017

บทบาทของชุมชนในการฟื้นฟูตลาดเก้าห้องเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในจังหวัดสุพรรณบุรี, วชิรภรณ์ สกุลดิษฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการของชุมชนตลาดเก้าห้อง 2) เพื่อศึกษาบทบาทของชุมชนในการฟื้นฟูชุมชนตลาดเก้าห้อง 3) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูและการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนตลาดเก้าห้อง อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มผู้ถือครองที่ดิน กลุ่มผู้อาศัยอยู่ในชุมชน และ กลุ่มนักท่องเที่ยว ผลการศึกษาการวิจัยพบว่า 1) บริบทชุมชนจากพัฒนาการของชุมชนตลาดเก้าห้อง แบ่งออกเป็น 6 ยุค ได้แก่ ยุคการตั้งถิ่นฐาน ยุคขยายตัวสู่ยุครุ่งเรือง ยุคเศรษฐกิจซบเซาช่วงที่ 1 ยุคเริ่มต้นการฟื้นฟูชุมชน ยุคเศรษฐกิจซบเซาช่วงที่ 2 และยุคการฟื้นฟูด้วยการหนุนเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาการของชุมชนแสดงให้เห็นว่า ชุมชนมีเอกลักษณ์เป็นตลาดเก่าที่ตั้งที่อยู่บริเวณริมน้ำ มีความโดดเด่นในด้านการค้าและเศรษฐกิจมาตั้งแต่อดีตและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อและรูปแบบสถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน 2) บทบาทของชุมชนมีความเด่นชัดในช่วงยุคแห่งการฟื้นฟูชุมชนเมื่อเกิดโครงการฟื้นฟูด้านต่างๆ และชุมชนเริ่มมีบทบาทในการทำงานร่วมกัน 3) การทำงานของชุมชนในรูปแบบเครือข่ายและขั้นตอนการมีส่วนร่วมเป็นบทบาทสำคัญของชุมชนในการฟื้นฟู ชุมชนตลาดเก้าห้องมีการเข้าถึงข่าวสาร การปรึกษาหารือ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้อย ทำให้โครงการไม่มีประสิทธิภาพ 4) แนวทางการฟื้นฟูชุมชนจะต้องมุ่งเน้นการสร้างบทบาทของคนในชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง และมีบทบาทในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจนในทุกกระบวนการ และทุกขั้นตอน โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจในการทำงานร่วมกันทั้งกับคนภายในชุมชน และหน่วยงานภายนอก ดังนั้นในการฟื้นฟูชุมชนตลาดเก้าห้องต้องสร้างคนรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้มีบทบาทในชุมชนมากขึ้น เพื่อเป็นหลักในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูชุมชนในอนาคต เพื่อให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน


ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ความน่าเชื่อถือของการสื่อสารแบบปากต่อปากของร้านอาหารบนเฟซบุ๊ก, ชาญฤทธิ์ คงธนารัตน์ Jan 2017

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการรับรู้ความน่าเชื่อถือของการสื่อสารแบบปากต่อปากของร้านอาหารบนเฟซบุ๊ก, ชาญฤทธิ์ คงธนารัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันความนิยมการใช้งานเว็บไซต์สังคมออนไลน์สูงขึ้น (เช่น เฟซบุ๊ก) ส่งผลให้รูปแบบการสื่อสารแบบปากต่อปาก (WOM) เกิดความเปลี่ยนแปลง เกิดการสื่อสารแบบปากต่อปากบนอินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ (eWOM) ที่เพิ่มมิติด้านความสัมพันธ์ของผู้รับสารและผู้ส่งสาร จุดประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อที่จะศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ความน่าเชื่อถือของ eWOM บนเว็บไซต์สังคมออนไลน์และการนำข้อมูลจาก eWOM ไปใช้ แบบจำลองการชักจูงสองทางถูกใช้ในการวิเคราะห์ความโน้มน้าวของสาร การศึกษานี้เลือกเฟซบุ๊กเป็นตัวแทนเว็บไซต์สังคมออนไลน์ การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์และออฟไลน์ตามสัดส่วนสถิติประชากรศาสตร์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทย จากนั้นจึงใช้การวิเคราะห์เส้นทางโดยใช้โปรแกรม SPSS และ SMARTPLS 3.0 ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าตัวแปรที่ส่งผลต่อการรับรู้ความน่าเชื่อถือสูงสุดคือความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ถัดมาคือคะแนนของบทวิจารณ์ ความแข็งแรงของข้อมูล และความสอดคล้องของบทวิจารณ์ ตามลำดับ ผลการศึกษายังช่วยยืนยันการศึกษาในอดีตว่า หากผู้บริโภครับรู้ว่าบทวิจารณ์มีความน่าเชื่อถือก็มีแนวโน้มที่จะนำข้อมูลไปใช้ สุดท้าย Post Hoc Analysis พบว่าระดับความเกี่ยวพันมีส่วนในการควบคุมผลของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรบางตัว (ทั้งสองประเภท) ต่อการรับรู้ความน่าเชื่อถือของการสื่อสารแบบปากต่อปากบนอินเทอร์เน็ต


การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อจัดทำระบบจัดการฐานข้อมูลท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ อ่อนศิระ Jan 2017

การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อจัดทำระบบจัดการฐานข้อมูลท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทย, จุฬาลักษณ์ อ่อนศิระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลการใช้ท่าเรือเดินทะเลในประเทศไทยด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลการใช้ท่าเรือเดินทะเลในประเทศไทยให้มีความถูกต้องทันสมัยและสามารถค้นคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้โปรแกรม Quantum GIS (QGIS version 2.18.12) ทำการศึกษาในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2559 โดยจำแนกตามชายฝั่งทะเลเป็น 2 ชายฝั่ง 6 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ อ่าวไทยตะวันออก อ่าวไทยตอนบน อ่าวไทยตอนกลาง อ่าวไทยตอนล่าง อันดามันตอนบน และอันดามันตอนล่าง และแบ่งประเภทท่าเรือออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ท่าเรือประมง ท่าเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยว ท่าเรือสินค้าทั่วไป ท่าเรือสินค้าเหลว ท่าเรือสินค้าเทกอง และท่าเรืออื่นๆ การจัดทำฐานข้อมูลในงานวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยการรวบรวมข้อมูลและการนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนที่ด้วยโปรมแกรม QGIS รายละเอียดในการศึกษาได้แบ่งข้อมูลดังนี้ พื้นที่ในการศึกษาวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลปริภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ ซึ่งจัดเก็บด้วยซอฟต์แวร์ MS Excel และข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) เพื่อช่วยตัดสินใจสำหรับข้อมูลตามลักษณะหรือลักษณะประจำ (Attribute data) นั้นถูกจัดเก็บในลักษณะของฐานข้อมูลภายนอก (External database) เมื่อจัดเก็บไว้ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แล้วสามารถค้นคืน (Retrieve) ข้อมูลได้ในรูปแบบ (Format) ของข้อมูลภาพ (Image) แผนที่ (Map) และตาราง (Table) เพื่อทำการวิเคราะห์ท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทย จากผลการศึกษา มีท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทยจำนวน 612 แห่ง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกขีดความสามารถของท่าเรือและความยาวหน้าท่าโดยแบ่งช่วงความยาวหน้าท่าให้ชัดเจนเพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาปริมาณการเพิ่มขึ้นของท่าเรือเดินทะเลส่วนระบบฐานข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลแผนที่และข้อมูลตามลักษณะที่สามารถเชื่อมโยงกันได้และนำเสนอข้อมูลตามลักษณะและข้อมูลกราฟิกที่แสดงที่ตั้ง รูปภาพ ผ่านทางโปรมแกรม QGIS ที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ผลของงานวิจัยที่ได้ ปริมาณท่าเรือแต่ละประเภทของประเทศไทยซึ่งนำเสนอข้อมูลผ่านการประยุกต์ใช้โปรมแกรมที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนใช้ประกอบการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจหรือกำหนดกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพการพัฒนาของท่าเรือเดินทะเลในประเทศไทย ดังนั้นระบบจัดการฐานข้อมูลโดยใช้โปรแกรม (QGIS) มีความสำคัญกับผู้ประกอบกิจการท่าเรือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานที่รวบรวมอย่างครบถ้วนเพื่อให้การพัฒนาศักยภาพท่าเรือเดินทะเลของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตในอนาคตต่อไป


การเตรียมการของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมระบบป้องกันเพรียงที่เป็นอันตรายในเรือ ค.ศ.2001, ฉัตรชัย เวชสาร Jan 2017

การเตรียมการของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมระบบป้องกันเพรียงที่เป็นอันตรายในเรือ ค.ศ.2001, ฉัตรชัย เวชสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมระบบป้องกันเพรียงที่เป็นอันตรายในเรือ ค.ศ. 2001 ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศซึ่งอนุสัญญาที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ การรักษาความปลอดภัยในการขนส่งระหว่างประเทศและคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่เกิดจากเรือรวมทั้งเพื่อเป็นกลไกในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศสมาชิก จากการศึกษาพบว่า หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ย่อมก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสียทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐเจ้าของเมืองท่า และเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเรือหรือบริษัทผู้บริหารเรือทั้งด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตัวเรือ ค่าใช้จ่ายในด้านความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาจะทำให้ประเทศไทยต้องมีพันธกรณีในการอนุวัติการกฎหมาย ซึ่งต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายภายในให้มีความสอดคล้องกับอนุสัญญาฯ หากแม้ประเทศไทยยังมิได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ แต่ประเทศไทยก็สามารถที่จะมีการหยิบและเลือก (Pick and Choose) โดยการนำเอาหลักการหรือข้อบัญญัติของอนุสัญญามาบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายภายในของประเทศไทยในอนาคตได้ หากเห็นว่าหลักการหรือข้อบัญญัติอื่นใดเป็นประโยชน์ในการยกระดับมาตรฐานเรือไทยในด้านที่เกี่ยวกับการรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเล


พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย, ณัชชารีย์ ชัยศิริจิรสิน Jan 2017

พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย, ณัชชารีย์ ชัยศิริจิรสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย โดยการศึกษาปัจจัยด้านทัศนคติและความตระหนักทางการอนุรักษ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ศึกษาโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษา 800 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาแสดงผลในรูปแบบอัตราร้อยละ ใช้สถิติการอนุมานในการทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยอนุรักษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า (1) นักศึกษาต่างเพศ ต่างชั้นปี และต่างสาขาวิชามีพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลไม่แตกต่างกัน และ (2) พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยอนุรักษ์ เช่น ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล การรับข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อเฉพาะกิจ การเห็นแบบอย่าง รวมทั้งทัศนคติและความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษา


การศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรผู้นำการดำน้ำ (Dive Leader) ที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย, ปรัชณาพร ประมวลสุข Jan 2017

การศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรผู้นำการดำน้ำ (Dive Leader) ที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย, ปรัชณาพร ประมวลสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาหลักสูตรผู้นำการดำน้ำที่เหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย เพื่อเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรที่ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมดำน้ำประเทศไทยและมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบอุตสาหกรรมดำน้ำประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดำน้ำ ประกอบด้วย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในอาชีพ รวมจำนวน 24 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟาย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ และสถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกันทุกประการ สามารถสรุปได้ ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง มาตรฐานหลักสูตรผู้นำการดำน้ำควรเน้นทักษะด้านความปลอดภัยในการดำน้ำและการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเด็นที่สอง หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแลประสานงานเกี่ยวกับหลักสูตร ควรเป็นองค์กรในรูปแบบสมาคมหรือสมาพันธ์และควรเป็นหน่วยงานที่สามารถให้ความรู้และสามารถดำเนินการที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนได้ ประเด็นที่สาม หัวข้อหลักสูตรที่เหมาะสม ควรมีหัวข้อเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่เกิดจากกิจกรรมดำน้ำ ประเด็นที่สี่ รายได้ส่วนหนึ่งจากธุรกิจดำน้ำควรนำมาเป็นเงินที่ใช้ในการส่งเสริมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล


การคำนวณเบี้ยประกันชีวิตของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบอิควิตี้ลิ้งระยะยาวภายใต้อัตรามรณะไทย, ปฏิญญา มากระจัน Jan 2017

การคำนวณเบี้ยประกันชีวิตของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบอิควิตี้ลิ้งระยะยาวภายใต้อัตรามรณะไทย, ปฏิญญา มากระจัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อคำนวณเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบอิควิตี้ลิ้งระยะยาวที่มีเวลาครบกำหนดกรมธรรม์ 10 ปี ถึง 30 ปี ของผู้เอาประกันภัยอายุ 50 ปี 55 ปี และ 60 ปี ส่วนแรกเป็นการประมาณค่าอัตรามรณะของผู้สูงอายุไทยด้วยตัวแบบอินเวอร์สเมคแฮมร่วมกับวิธีโคล-กิสเกอร์ และพยากรณ์อัตรามรณะด้วยตัวแบบลี-คาร์เตอร์ ส่วนที่สองเป็นการประมาณโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยจากตัวแบบ Cox-Ingersoll-Ross (CIR) และในส่วนสุดท้ายเป็นการประมาณค่าคอลออปชั่นแบบยูโรเปี่ยนออปชั่น โดยตัวแบบแบล็คโชลส์ ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วยข้อมูลจำนวนประชากรปลายปี และจำนวนประชากรตายระหว่างปี พ.ศ.2545 - 2559 แยกตามเพศและอายุ จากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข ตามลำดับ ข้อมูลพันธบัตรรัฐบาลไทยระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 ถึง วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559 จากสมาคมตราสารหนี้ไทย และข้อมูลราคาปิดของหุ้น SET50 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ มกราคม พ.ศ. 2541 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2559 ผลการศึกษาพบว่าเบี้ยประกันภัยมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อวันครบกำหนดสัญญามีค่าเพิ่มขึ้น โดยเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยที่มีอายุมากมีค่าน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยของผู้เอาประกันภัยอายุน้อย เนื่องจากกรมธรรม์นี้ให้ผลประโยชน์เมื่อครบกำหนดสัญญา เบี้ยประกันภัยของเพศหญิงมีค่ามากกว่าของเพศชายเมื่อเปรียบเทียบในช่วงอายุเดียวกันและวันครบกำหนดสัญญาเดียวกัน ดังนั้นการประกันชีวิตแบบอิควิตี้ลิ้งจึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และเหมาะกับสัญญาประกันภัยแบบระยะยาว ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป


การคำนวณหาเบี้ยประกันภัยสำหรับสัญญาแนบท้ายการประกันภัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยใช้ตัวแบบหลายสถานะ, วิริยะ เก้าเอี้ยน Jan 2017

การคำนวณหาเบี้ยประกันภัยสำหรับสัญญาแนบท้ายการประกันภัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงโดยใช้ตัวแบบหลายสถานะ, วิริยะ เก้าเอี้ยน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคำนวณหาเบี้ยประกันภัยสุทธิสำหรับสัญญาแนบท้ายการประกันภัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่จ่ายผลประโยชน์ตามระยะของโรค 4 ระยะหลัก โดยใช้ข้อมูลจากอัตราอุบัติการณ์การวินิจฉัยพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงจากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งประเทศไทยและงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่เป็นประชากรไทย ซึ่งได้มีการระบุอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีและอัตราส่วนของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในแต่ละระยะ สำหรับอัตราการเสียชีวิตรวมทุกสาเหตุจะใช้อัตรามรณะตามตารางมรณะไทยประจำปีพ.ศ. 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) วิธีการหาความน่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องจะใช้ตัวแบบหลายสถานะและกระบวนการลูกโซ่มาร์คอฟ เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง การคำนวณเบี้ยประกันภัยสุทธิใช้หลักการของการเท่ากันของมูลค่าปัจจุบันทางประกันภัย โดยผลประโยชน์ของสัญญาแนบท้ายการประกันภัยตัวอย่างกำหนดไว้แบ่งเป็น 2 กรณีคือกรณีที่ 1 ให้ผลประโยชน์ 1,000,000 บาทจ่ายเมื่อวินิจฉัยพบว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงสำหรับทุกระยะของโรคหรือเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าว และกรณีที่ 2 ที่กำหนดให้ผลประโยชน์สำหรับแต่ะละระยะของมะเร็งไม่เท่ากัน โดยผลประโยชน์จ่ายเมื่อวินิจฉัยพบหรือเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงระยะที่ 1 เท่ากับ 1,000,000 บาท ส่วนระยะที่ 2,3, และ 4 จะมีค่าเป็น 2,3 และ 4 เท่าของระยะที่ 1 ในขณะที่ระยะเวลาคุ้มครองและจ่ายเบี้ยประกันภัยของสัญญาแนบท้าย 5 ปี และ กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดการคุ้มครองเท่ากับร้อยละ 4 ต่อปี ผลการศึกษาพบว่าเบี้ยประกันภัยสุทธิมีค่าเพิ่มขึ้นตามอายุของผู้เอาประกันภัย เมื่อกำหนดผลประโยชน์ในกรณีที่ 1 เบี้ยประกันภัยสุทธิมีค่าอยู่ระหว่าง 56.28 บาทถึง 1451.45 บาทสำหรับเพศชายและมีค่าระหว่าง 33.11 บาทถึง 1027.95 บาทสำหรับเพศหญิง และเมื่อกำหนดผลประโยชน์ในกรณีที่ 2 เบี้ยประกันภัยสุทธิมีค่าอยู่ระหว่าง 173.02 บาทถึง 4487.95 บาทสำหรับเพศชายและมีค่าระหว่าง 101.85 บาทถึง 3175.32 บาทสำหรับเพศหญิง เบี้ยประกันภัยสุทธิของเพศชายมีค่าสูงกว่าของเพศหญิง โดยมีความแตกต่างไม่สม่ำเสมอในแต่ละอายุทั้งสองกรณี ในขณะที่เบี้ยประกันภัยสุทธิเมื่อกำหนดผลประโยชน์แบบกรณีที่ 2 มีค่าสูงกว่าแบบกรณีที่ 1 ทุกอายุและเพศ เมื่อเปรียบเทียบกับเบี้ยประกันภัยสุทธิของการประกันชีวิตที่มีระยะเวลาการคุ้มครองและจ่ายเบี้ยประกันภัย 5 ปีที่ใช้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับร้อยละ 4 ต่อปี โดยให้ผลประโยชน์คุ้มครองการเสียชีวิตทุกสาเหตุเท่ากับ 1,000,000 บาทพบว่าเบี้ยประกันภัยสุทธิของกรณีที่ 1 คิดเป็นประมาณร้อยละ 3.48-7.37 ของเบี้ยประกันภัยสุทธิของการประกันชีวิตชั่วระยะเวลา 5 ปีสำหรับเพศชายและประมาณร้อยละ 4.09-12.83 ของเบี้ยประกันภัยสุทธิของการประกันชีวิตชั่วระยะเวลา 5 ปีสำหรับเพศหญิง ส่วนในกรณีที่ 2 คิดเป็นประมาณร้อยละ 10.71-22.70 ของเบี้ยประกันภัยสุทธิของการประกันชีวิตชั่วระยะเวลา 5 …


นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์ Jan 2016

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับรู้ความรู้ด้านอาหารท้องถิ่นไทย เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทยเป็นหมวดหมู่ เพื่อสร้างเว็บไซต์รองรับการเผยแพร่ข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทย และเพื่อนำเว็บไซต์อาหารท้องถิ่นไทยออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยวิธีการวิจัยประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์จากความต้องการของลูกค้าโดยใช้เครื่องมือการกระจายการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อประเมินปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบเทคนิคเชิงคุณภาพ และทำการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลอาหารท้องถิ่นไทย ทำการทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และการศึกษาเชิงพาณิชย์ จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการสืบค้นมากสุดของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.95 อันดับที่ 2 วิธีการปรุง 2.18 อันดับทื่ 3 รูปภาพอาหาร 1.78 อันดับที่ 4 ความเป็นมาของอาหาร 1.59 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.78 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.04 อันดับที่ 2 ประเภทของอาหาร (คาว/หวาน/ว่าง) 1.87 อันดับที่ 3 วิธีการปรุง 1.79 อันดับที่ 4 วิธีการหาวัตถุดิบ 1.76 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.61 จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.28 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.27 อันดับที่ 3 ประกอบตำราเรียน 1.90 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร 1.74 และอันดับที่ 5 เขียนตำราอาหาร 1.31 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ได้แก่ ดูแลสุขภาพ 2.22 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.13 อันดับที่ 3 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.03 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร และประกอบตำราเรียน 1.78 ผลการศึกษาการพัฒนา Model …


The Effect Of Inventory, Government Policy, And Monopoly On The Asymmetric Price Transmission Of Gasoline And Diesel Price In Thailand, Phaisan Pattanakooha Jan 2015

The Effect Of Inventory, Government Policy, And Monopoly On The Asymmetric Price Transmission Of Gasoline And Diesel Price In Thailand, Phaisan Pattanakooha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The first part of dissertation tests whether the asymmetric price transmission exists for the unleaded gasoline price and the high speed diesel price in Thailand and then tests the hypothesis whether the government policy (the oil fund), the monopoly (the marketing margins), and the adjustment costs (the inventory) cause the price asymmetry. The study employs the monthly data of West Texas Instrument crude oil prices, unleaded gasoline prices and high speed diesel prices, the oil fund, the inventories of unleaded gasoline and high speed diesel. The test econometric model is the asymmetric error correction model. The results show that, in …


นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์ Jan 2015

นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา เป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework: TQF) ขึ้นมาบังคับใช้ แต่ไม่ได้อธิบายกระบวนงานจัดการหลักสูตรไว้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงดำเนินการโดยพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์มตามที่สกอ.กำหนดขึ้น เช่น มคอ 2 ถึง มคอ 7 อาจารย์ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการหลักสูตร งานวิจัยนี้ได้สร้างนวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้แนวคิดการจัดการกระบวนงานที่มีความสามารถ (Capability process) ของแบบจำลอง Capability Maturity Model Integration (CMMI) ที่พัฒนาโดยสถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เพื่อให้กระบวนงานจัดการหลักสูตรมีระดับความสามารถ (Capability level) ที่ระดับ 3 และมีหัวข้อปฏิบัติด้านจัดการที่จำเป็นครบถ้วนและสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ การวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน จำนวน 12 คน เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการการบริหารจัดการหลักสูตรประกอบด้วย กระบวนงานแต่งตั้งคณะกรรมการ กระบวนงานวางแผนและจัดทำหลักสูตร กระบวนงานการสื่อสารหลักสูตร กระบวนงานรับนักศึกษา กระบวนงานวางแผนการสอนประจำปีการศึกษา กระบวนงานพัฒนาอาจารย์ กระบวนงานจัดการเรียนการสอน กระบวนงานสอนและรายงานผลการสอน และกระบวนงานรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร ผลจากงานวิจัยนี้ ทำให้ได้กระบวนงานบริหารจัดการหลักสูตรที่มีคุณภาพและสามารถปรับปรุงกระบวนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง ผลการยอมรับคู่มือและแบบจำลองต้นแบบให้อาจารย์ทดลองใช้ปฏิบัติงานจริง ยอมรับในระดับมากที่สุด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงาน


นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย Jan 2015

นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน เพื่อพัฒนานวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน การทดลองใช้นวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน และการประเมินผลการยอมรับและนำนวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ไปใช้งาน โดยการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนทางด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 15 ราย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำมาวิเคราะห์ด้วย Nvivo10 เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและขั้นตอนในการออกแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสภาพความต้องการและแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย จากนิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 303 ราย และทดสอบการยอมรับระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ผลการศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ คน พื้นที่การเรียนรู้ ศาสตร์การสอน เทคโนโลยี และขั้นตอน 5 ขั้น คือ การเตรียมความพร้อม การสร้างกรอบความคิด การตรวจสอบความจริง การหาข้อสรุปและการอภิปรายจากนำระบบไปทดลองใช้พบว่า ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกันของผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย โดยภาพรวมมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาแยกความสามารถแต่ละด้าน พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตทุกด้านมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินความสามารถในการทำงานร่วมกัน พบว่า มีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับดี ผลการทดสอบการยอมรับพบว่ามีเหมาะสมง่ายต่อการใช้งาน มองเห็นประโยชน์และต้องการนำระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยไปใช้งาน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่ากับ 7,583,549.86 บาท และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับร้อยละ 32.54% จะคืนทุนภายในปีที่ 4 จากเงินลงทุนเริ่มแรกที่ 7,325,000 บาท


นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร Jan 2015

นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันBrighter Daysเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยนำเอาความรู้ทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ในด้านของเทคโนโลยี เพื่อที่จะพัฒนาเครื่องมือแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือจิตใจซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ผิดหวังจากความรักในการใช้งาน ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและวัดความพึงพอใจในนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก อีกทั้งยังวางแผนนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย เป็นชายและหญิงที่มีประสบการณ์การผิดหวังจากความรักจำนวน 436 คน อายุ 18 – 29 ปี และมีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะและมีผลการวิจัยดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 400 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.25 ต้องการใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยกลุ่มตัวอย่างต้องการให้แอปพลิเคชันมีคุณลักษณะหลากหลายรูปแบบ ต่อมาการวิจัยระยะที่ 2 พัฒนาแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อฟื้นฟูจิตใจตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยให้มีลักษณะตรงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยระยะที่ 3 ศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 36 คน ที่ได้ทดลองใช้แอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันและการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และการยอมรับเทคโนโลยีก็อยู่ในระดับการยอมรับที่มากเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแผนการตลาดในการนำนวัตกรรมนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days ออกสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเสนอการวางแผนงบการเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี


การพัฒนาเครื่องมือสําหรับคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสําเร็จในธุรกิจเครือข่าย, รัตนา หิรัญพงศ์ Jan 2015

การพัฒนาเครื่องมือสําหรับคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสําเร็จในธุรกิจเครือข่าย, รัตนา หิรัญพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วยทั้งในเรื่องของยอดขายและจำนวนคนที่เข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่เข้าสู่ธุรกิจนี้และประสบความสำเร็จนั้นมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งสาเหตุหนึ่งของความล้มเหลว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่นักธุรกิจเครือข่ายไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จเข้าสู่เครือข่ายของตนได้ ดังนั้นเพื่อช่วยให้นักธุรกิจเครือข่ายและบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายสามารถสรรหาบุคคลเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานศึกษานี้จึงมุ่งที่จะพัฒนาเครื่องมือคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย โดยแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างถูกพัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาและยืนยันเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองที่จะนำไปใช้การคัดกรอง จากนั้นกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อคัดกรองผู้มุ่งหวังบนฐานเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองที่พัฒนาขึ้น ผลการวิเคราะห์จากแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง พบว่า แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยในแบบจำลองประกอบด้วยตัวแปรแฝงจำนวน 3 ตัวแปร คือ 1) การไม่ยอมรับช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ปรารถนา และ ความไม่มีประสิทธิภาพของทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมดในการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ปรารถนา 2) พลานุภาพ และ 3) การยืนหยัดในการตัดสินใจแม้บุคคลสำคัญรอบข้างเป็นอุปสรรค จากนั้นนำเกณฑ์ที่ได้ไปวิเคราะห์ต่อโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่ ซึ่งจากการทดสอบจะเห็นว่ากระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี


การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้า : กรณีศึกษาศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจร้านสะดวกซื้อ, วราภรณ์ โลหิตปุระ Jan 2014

การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้า : กรณีศึกษาศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจร้านสะดวกซื้อ, วราภรณ์ โลหิตปุระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process) ในการกำหนดทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยมีกรณีศึกษาของงานวิจัย เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ดำเนินธุรกิจด้านการกระจายสินค้าให้กับร้านสะดวกซื้อของบริษัท และนอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และวิเคราะห์ปัจจัยเชิงปริมาณ และปัจจัยเชิงคุณภาพที่มีผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์เป็นกระบวนการสนับสนุนการตัดสินใจที่มีเหตุผลสามารถใช้ในการตัดสินใจ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถวัดความสอดคล้องของการตัดสินใจในแต่ละปัจจัย และนอกจากนี้งานวิจัยยังได้มีการวิเคราะห์ต้นทุนค่าขนส่งของทางเลือกของที่ตั้งที่พิจารณาประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย งานวิจัยได้พิจารณาทางเลือกของที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าจำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสุพรรณบุรี โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆดังนี้ ต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการลงทุน แรงงาน ความเสี่ยงน้ำท่วม การเข้าถึงถนน การเข้าถึงลูกค้า และทัศนคติของชุมชน การวิจัยได้นำปัจจัยและทางเลือกของทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้า มาพัฒนาเป็นโครงสร้างแผนภูมิลำดับชั้นตามกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญกับปัจจัยตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ ต้นทุนค่าขนส่ง การเข้าถึงลูกค้า ความเสี่ยงน้ำท่วม แรงงาน ต้นทุนการลงทุน ทัศนคติของชุมชน และการเข้าถึงถนน และผู้ตัดสินใจให้ความสำคัญของทางเลือกภายใต้ปัจจัยต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อพิจารณาร่วมกับผลการวิเคราะห์ต้นทุนค่าขนส่งพบว่า ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมีต้นทุนค่าขนส่งต่ำที่สุด


Innovative Wind Energy Micro-Generation System: A Case Study For Rooftop Turbine Ventilator, Ponnson Kaewtip Jan 2014

Innovative Wind Energy Micro-Generation System: A Case Study For Rooftop Turbine Ventilator, Ponnson Kaewtip

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Wind micro-generation has become an approach for new age wind energy. Whereas, the conventional and centralized wind farms only work well with wind speed beyond 8 m/s, these are only capable when locating within the remote wind zones. To develop wind-power generation that can generate electricity right at point of uses, will reduce transmission and distribution losses and minimize investment costs. This study uses innovative approach to develop Vertical Axis Wind Turbine (VAWT), through redesign and modification an internal frame of standard rooftop ventilators, transforming into Rooftop Turbine Ventilator (RTV) micro-generation system, based on VAWT. In order to cope with …


นวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล, พัชรินทร์ วงศ์รักมิตร Jan 2014

นวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล, พัชรินทร์ วงศ์รักมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บริการสุขภาพมีการปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัฒน์ คุณภาพบริการได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเปรียบในการแข่งขันขององค์กรที่ให้บริการสุขภาพในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เพื่อศึกษา พัฒนาตัวแบบและระบบนวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล (HSQ-MS) เพื่อศึกษาว่าคุณภาพบริการโรงพยาบาลมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจบริการ และส่งผลต่อพฤติกรรมการรับบริการ การวิจัยเริ่มจากการศึกษาแนวคิดคุณภาพบริการทางด้านการตลาดของ Groonroos (1984) และ Parazuraman et.al.(1988) และคุณภาพบริการทางการแพทย์ของ Donabedian (1988) ผนวกเข้ากับการรับรู้คุณภาพบริการในมุมมองผู้รับบริการและแนวคิดเรื่องความพึงพอใจผู้ป่วย ซึ่งเป็นการนำแนวคิดคุณภาพในมุมมองผู้ให้บริการและผู้รับบริการมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดพื้นฐาน และนำเสนอโครงสร้างการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล โดยศึกษาองค์ประกอบย่อยภายใต้มิติคุณภาพของการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการ ด้วยตัวแบบคาโน เพื่อจัดแบ่งประเภทความสำคัญคุณลักษณะคุณภาพที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในมุมมองของผู้รับบริการ และพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจผู้รับบริการในทุกคุณลักษณะคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญคือความแตกต่างของเชื้อชาติ เมื่อได้คุณลักษณะคุณภาพภายใต้องค์ประกอบมิติคุณภาพแล้ว จึงนำแนวคิดตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล ไปศึกษาในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญคุณภาพบริการโรงพยาบาลด้วย เดลไฟล์เทคนิค เพื่อจัดกลุ่มมิติคุณภาพของตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล ได้องค์ประกอบมิติคุณภาพ 6 ด้านคือ มิติคุณภาพด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มิติคุณภาพด้านบุคลากร มิติคุณภาพด้านการบริการในเชิงวิชาชีพ มิติคุณภาพด้านบริการหลักของโรงพยาบาล (ผลิตภัณฑ์) มิติคุณภาพด้านกระบวนการ และมิติคุณภาพด้านประสิทธิผลกระบวนการ ในขั้นตอนสุดท้าย ตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล นี้ได้นำไปปรับปรุงและยืนยันตัวแบบในด้านโมเดลการวัด และโมเดลโครงสร้างโดยใช้ การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ตัวแบบการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล สุดท้ายประกอบด้วย มิติคุณภาพ 6 มิติและคุณลักษณะคุณภาพ 28 ข้อ ได้รับการยืนยันว่าโมเดลการวัดมีความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน ความน่าเชื่อถือ และมีดัชนีความสอดคล้องซึ่งยืนยันตัวแบบที่นำเสนอซึ่งทำให้ได้ ตัวแบบการวัดคุณภาพบริการที่ต่างจากมุมมองด้านการตลาดของ Parazuraman ซึ่งมีความชัดเจนในมิติของบริการหลักซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบริการนั้นโดยเฉพาะในเชิงวิชาชีพของบริการที่ต้องการความน่าเชื่อถือระดับสูง อีกทั้งการรับรู้คุณภาพบริการซึ่งอาจไม่มีความคาดหวังในบริการนั้นมาก่อนเนื่องจากคนทั่วไปอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในบริการที่มีความฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์บริการมีการศึกษาเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบจากการศึกษาของ Parazuraman and Groonroos ซึ่งในทางการแพทย์ตามแนวคิดของ Donabedian ได้ปรับเอาแนวคิดการรับรู้คุณภาพบริการของผู้ป่วยจากการศึกษาทางด้านการตลาดกลายเป็นประสิทธิผลบริการที่ผู้ป่วยสามารถรับรู้และประเมินได้ นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่า คุณภาพบริการส่งผลต่อความพึงพอใจผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญ (β=0.99) และความพึงพอใจผู้รับบริการส่งผลต่อความตั้งใจพฤติกรรมการรับบริการ อย่างมีนัยสำคัญ (β =0.92) ตัวแบบนี้จึงได้นำมาใช้ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมการวัดความพึงพอใจคุณภาพบริการโรงพยาบาล (HSQ-MS) เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถใช้ในการวัดคุณภาพบริการ การติดตามควบคุมประสิทธิภาพบริการ และการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอย่างเหมาะสม


นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, ชูพรรณ โกวานิชย์ Jan 2014

นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, ชูพรรณ โกวานิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทฤษฎีและต้นแบบของการพัฒนากระบวนการ 2. การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับบริการสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย 3. ศึกษาการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมต้นแบบ 4. การนำนวัตกรรมต้นแบบไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ วิธีวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะที่ 1 (Phase) คือ การสร้างนวัตกรรมต้นแบบจำลอง; โดยการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญระดับบริหารจำนวน 10 คนจากบริษัทประกันภัยและประกันชีวิตชั้นนำอันดับ 1 ใน 10 สถาบันการเงินและบริษัทพัฒนาระบบให้ประกันภัย ขั้นตอน; ระยะที่ 2 (Phase II) การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบจำลองและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จในการนำนวัตกรรมต้นแบบไปสู่การปฏิบัติ โดยนำนวัตกรรมต้นแบบเพื่อการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 3 กรณีศึกษาและศึกษาวิจัยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสำเร็จโดยใช้สอบถามกับกลุ่มประชากร 50 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ระบบ SPSS ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัย (Factor Analysis) โดยโปรแกรม AMOS; ระยะที่ 3 (Phase III) การปรับปรุงนวัตกรรมต้นแบบและการทดสอบการยอมรับเพื่อการใช้งาน (TAM) โดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์กับสมาชิกของทีมงานที่นำนวัตกรรมต้นแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการจำนวน 7 ราย; ระยะที่ 4 (Phase IV) การศึกษาการไปสู่ธุรกิจการพาณิชย์และสรุปผลวิจัย อภิปรายผล เสนอแนะและการศึกษาวิจัยในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมต้นแบบของกระบวนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการสำหรับสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย ได้รับการยอมรับเพื่อใช้งานจริงจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้งหมดด้วยเหตุผลคือ เข้าใจง่าย มีขั้นตอนการทำงานชัดเจนเข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ได้จริง และสามารถสร้างนวัตกรรมได้ จากการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) พบว่า เกิดความเร็ว (Speed) ในการพิจารณาอนุมัติสินไหมทดแทนประกันภัยรถยนต์ได้เกิดกว่า 79% มีคุณภาพ (Quality) ในการให้บริการและความถูกต้อง (Accuracy) จนสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer Satisfaction) ในระยะยาว สามารถการใช้จริงเพื่อพลิกโฉมให้เกิดนวัตกรรมการให้บริการ (Service Innovation) ในธุรกิจประกันภัยไทยต่อไป