Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Finance and Financial Management (274)
- Operations and Supply Chain Management (244)
- Technology and Innovation (207)
- Human Resources Management (69)
- Insurance (18)
-
- Accounting (12)
- Business Administration, Management, and Operations (10)
- Engineering (4)
- Computer Engineering (2)
- Computer Sciences (2)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (2)
- Physical Sciences and Mathematics (2)
- Real Estate (2)
- Artificial Intelligence and Robotics (1)
- Databases and Information Systems (1)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (1)
- Hospitality Administration and Management (1)
- Industrial Engineering (1)
- Management Information Systems (1)
- Marketing (1)
- Publication Year
Articles 601 - 630 of 839
Full-Text Articles in Business
ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าที่อยู่อาศัย, วรรณพร ม้าคนอง
ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าที่อยู่อาศัย, วรรณพร ม้าคนอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยทางโลจิสติกส์ใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย โดยสำรวจจากประชากรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 424 คน การศึกษาครั้งนี้เป็นเชิงปริมาณ (Quantitative study) โดยมีเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็น แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยในการที่ตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ และ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ผลวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) พบว่า ปัจจัยทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัย 0.05 คือ 1) ระยะทางระหว่างที่พักกับสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษา 2)การมีรถประจำทางให้บริการในบริเวณใกล้เคียง และปัจจัยทางโลจิสติกส์มีอิทธิพลสุดสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะทางหว่างที่พักกับสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนมากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถประจำทาง ทำให้ปัจจัยทำเลที่ตั้งใกล้สถานีรถไฟฟ้าและอัตราโดยสารรถไฟฟ้าไม่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าที่อยู่อาศัย ทำเลที่ตั้งใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดเป็นแหล่งชุมชนมาผู้สัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความแออัด และความไม่เป็นส่วนตัวให้แก่ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นทำให้ผู้เช่า หรือผู้ที่ต้องการเช่าที่อยู่อาศัยไม่เลือกอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว และเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นกลุ่มวัยรุ่นยังไม่เห็นถึงความสำคัญของโรงพยาบาล จึงไม่คำนึงถึงทำเลที่ตั้งให้โรงพยาบาล
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform กรณีศึกษา บริษัทสายเรือ Abc, ภัทรา อำไพพรรณ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform กรณีศึกษา บริษัทสายเรือ Abc, ภัทรา อำไพพรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการส่งออกของไทยมีแนวโนมปรับตัวลดลง รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัว และปัญหาปัจจุบันที่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักคือ COVID-19 ซึ่งไม่ใช่เพียงการส่งออกของไทยเท่านั้นที่ชะลอตัว แต่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก และทำให้มีผลกระทบต่อหลายธุรกิจ รวมไปถึงการควบรวมธุรกิจของแต่ละสายเรือ ซึ่งมีการแข่งขันทางด้านบริการเพิ่มมากขึ้น ในแง่ของการบริการทางสายเรือ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบให้การทำงานอย่างเป็นระบบ มีความรวดเร็วในการให้บริการ ถูกต้องแม่นยำ ข้อมูลเข้าถึงได้ง่าย และตรวจสอบได้ โดยบริษัทกรณีศึกษาเป็นบริษัทสายเรือเป็นสายการเดินเรือรายใหญ่ ใช้แบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าและตัวแทนผู้นำเข้าและส่งออก จำนวน 149 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้งาน Online Platform กรณีศึกษา บริษัทสายเรือ ABC จำนวน 4 ด้าน และความตั้งใจที่จะใช้งาน Online Platform ผลการศึกษาพบว่า ด้านความคาดหวังในประสิทธิภาพของการใช้งาน Online Platform ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน Online Platform ด้านความง่ายในการใช้งาน และความตั้งใจที่จะใช้งาน Online Platform (Intention to Use) อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านอิทธิพลทางสังคมที่มีส่วนให้ใช้ Online Platform (Social Influence) อยู่ในระดับมาก ข้อมูลขององค์กรและข้อมูลส่วนบุคคลพบว่า ขนาดขององค์กร อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงานส่งผลต่อความตั้งใจที่จะใช้งาน Online Platform (Intention to Use) ในขณะที่อายุขององค์กร เงินลงทุนขององค์กร จำนวนสมาชิกในองค์กร เพศ หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ส่งผลต่อความตั้งใจที่จะใช้งาน Online Platform (Intention to Use) ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ Online Platform ของลูกค้าที่ใช้บริการสายเรือ พบว่า ปัจจัยที่อิทธิพลต่อการเลือกใช้ Online Platform ของลูกค้าที่ใช้บริการสายเรือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 3 ปัจจัย คือ สิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (Authorized Economic Operator (Aeo) Programme) : กรณีศึกษา ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สาธิกา โพธิ์ประสิทธิ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (Authorized Economic Operator (Aeo) Programme) : กรณีศึกษา ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สาธิกา โพธิ์ประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการสมัครเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอของผู้ประกอบการประเภทผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ที่ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบในการส่งแบบสอบถามให้แก่ผู้ประกอบการประเภทผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออกที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การคำนวณค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยเรื่องการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (1 ล้านบาท) หลังจากได้รับอนุมัติสถานภาพ และปัจจัยเรื่องการมีมาตรการในการคัดเลือกพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอตามลำดับ โดยสามารถพยากรณ์ระดับความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีข้อเสนอแนะต่อโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบถึงรายละเอียดและประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น และเห็นควรให้ลดขั้นตอนในการดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ให้สั้นลง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้กระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง (Pre-Arrival Processing) ของผู้นำเข้าสินค้า ณ สำนักงานตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อรกนก วัฒนาเลิศรักษ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้กระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง (Pre-Arrival Processing) ของผู้นำเข้าสินค้า ณ สำนักงานตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อรกนก วัฒนาเลิศรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัญหา อุปสรรค ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้กระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง (Pre-Arrival Processing) ของผู้นำเข้าสินค้า ณ สำนักงานตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุง พัฒนากระบวนการทางศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีรูปแบบการศึกษาที่เป็นการวิจัยแบบสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน คือ การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญ ได้แก่ อันดับ 1 คือ ความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนโดยรวมของกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง อันดับ 2 คือ การนำเข้าสินค้าด้วยกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงสามารถช่วยลดต้นทุนสินค้าคงคลัง อันดับ 3 คือ กระบวนการผู้นำของเข้าต้องจัดทำใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง และอันดับ 4 คือ การนำเข้าสินค้า ด้วยกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงสามารถช่วยลดระยะเวลาในการนำเข้าสินค้า นอกจากนี้ สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงกระบวนการได้ดังนี้ 1) การให้ความรู้ขั้นตอนโดยรวมของกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง 2) การปรับปรุงแบบฟอร์มใบขนสินค้าให้เรียบง่าย เพื่อสนับสนุนการจัดทำใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า 3) การประชาสัมพันธ์ประโยชน์ด้านการลดระยะเวลาและต้นทุนสินค้าคงคลังจากการนำเข้าสินค้าด้วยกระบวนการศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง และ 4) พิจารณาความเหมาะสมในการปรับปรุงกระบวนงานและกฎระเบียบในกรณีมีการให้ข้อมูลผิดพลาดในขั้นตอนการจัดทำใบขนสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า
ปัจจัยในการเลือกเข้าเป็นผู้ใช้บริการคลังสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศของสายการบินพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา, พิชญ์ ต.ตระกูล
ปัจจัยในการเลือกเข้าเป็นผู้ใช้บริการคลังสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศของสายการบินพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา, พิชญ์ ต.ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาและค้นคว้าอิสระนี้จะเป็นการศึกษาปัจจัยในการเลือกเข้าใช้บริการคลังสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ของสายการบินพาณิชย์ ณ ท่าอาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและลำดับปัจจัยในการเลือกเข้าเป็นผู้ใช้บริการคลังสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ของสายการบินพาณิชย์ และเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่เหมาะสมของคลังสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของสายการบินพาณิชย์ ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐาน (Hypothesis) ว่าปัจจัยจากที่ได้ทำการศึกษาและจากการทบทวนวรรณกรรม คือปัจจัยในการเลือกเข้าใช้บริการจะประกอบด้วย 4 ปัจจัยได้แก่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางดำเนินการโลจิสติกส์ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี และปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการศึกษาเรื่องนี้จะใช้ทฤษฎีกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Analytical Hierarchy Process: AHP) ในการวิเคราะห์ปัจจัยทางเลือกของสายการบินพาณิชย์ และผู้ศึกษาจะใช้แบบสอบถามเป็นเครืองมือในการเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือพนักงานจากสายการบินพาณิชย์ และได้ทำการกำหนดทางเลือกท่าอากาศยานเพื่อทำการเปรียบเทียบในรายปัจจัยย่อยของทั้งท่าอากาศนานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานอู่ตะเภา
แนวทางการพัฒนากระบวนการศุลกากรสำหรับสินค้าผ่านแดนอาเซียน, นารถฤดี โจลัตสาห์กุล
แนวทางการพัฒนากระบวนการศุลกากรสำหรับสินค้าผ่านแดนอาเซียน, นารถฤดี โจลัตสาห์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุปสรรคในการดำเนินกระบวนการศุลกากรผ่านแดนภายใต้ระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าร่วมโครงการนำร่องระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน และแนวทางในการพัฒนากระบวนการศุลกากรผ่านแดนอาเซียน เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวมรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการที่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ขอผ่านแดนในระบบทะเบียนผู้มาติดต่อของกรมศุลกากร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลของการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมโครงการนำร่องระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ได้แก่ 1) ความยุ่งยากในกระบวนการจัดทำหรือส่งคืนใบขนสินค้าชนิดพิเศษสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสินค้าผ่านแดนในการดำเนินพิธีการศุลกากรผ่านแดนขาออก ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกระบวนการศุลกากรผ่านแดน 2) การแสดงผลของสถานะใบขนสินค้าผ่านแดนอาเซียนสามารถแสดงผลได้อย่างเป็นปัจจุบัน โดยปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกระบวนการศุลกากรผ่านแดนภายใต้ระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน และ 3) ความยุ่งยากในการแก้ไขข้อมูลในใบขนสินค้าผ่านแดนอาเซียนผ่านระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการศุลกากรผ่านแดนภายใต้ระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียน นอกจากนี้ มีข้อเสนอแนะจากการศึกษา ดังนี้ 1) ปรับลดระเบียบและขั้นตอนในการดำเนินกระบวนการศุลกากรผ่านแดน 2) ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับระบบศุลกากรผ่านแดนอาเซียนมากขึ้น 3) พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ และ 4) ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น
การศึกษามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำของประเทศไทยผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย, ปิยวัฒน์ วิริยะนันทวงศ์
การศึกษามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำของประเทศไทยผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย, ปิยวัฒน์ วิริยะนันทวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเอามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำมาใช้ในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และเสนอแนะในการนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำในประเทศไทย โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ การศึกษาวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีการนำเอามาตรการสากลในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำมาใช้หลายอย่าง แต่เป็นการกำหนดขอบเขตอย่างกว้าง ไม่มีการระบุรายละเอียดในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำอย่างชัดเจน มีเพียงแนวทางเพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากกิจกรรมบนบก ค.ศ.1995 (GPA) ที่ได้ระบุถึงเรื่องการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำไว้ โดยประเทศไทยได้มีมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่ในรูปแบบของค่าปรับในการไม่ปฏิบัติตาม แต่ยังมีปัญหาในการปฏิบัติของทางเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้ เนื่องจากคนที่ลักลอบทิ้งขยะพลาสติกอาจใช้วิธีการเลี่ยงไม่ให้มองเห็นได้อย่างง่าย ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดประชุมโดยมีการระดมความคิดจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อผลักดันการนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ผ่านหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นเพียงการพูดคุยกันแต่ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติให้เห็นผล โดยปริมาณขยะพลาสติกยังไม่ลดลงเหมือนในต่างประเทศ จึงไม่เป็นแนวทางในการแก้ป้ญหาและแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการทิ้งขยะพลาสติกทางน้ำในประเทศไทย
การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในการรับตู้คอนเทนเนอร์ขาเข้า : กรณีศึกษาท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ A, นันทิชา ทรัพย์ศิลป์
การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในการรับตู้คอนเทนเนอร์ขาเข้า : กรณีศึกษาท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ A, นันทิชา ทรัพย์ศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การจัดการตู้คอนเทนเนอร์ขาเข้าของท่าเรือกรณีศึกษาในปัจจุบันรวมถึงปัญหา พร้อมหาสาเหตุของปัญหา หลังจากนั้นจึงทำการหาแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อลดระยะเวลาในการรับตู้คอนเทนเนอร์ของรถหัวลากจากท่าเรือคอนเทนเนอร์กรณีศึกษาให้สั้นลง และเพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพการหยิบตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือกรณีศึกษา การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณที่นำตัวเลขสถิติการรับตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าของลูกค้าในท่าเรือกรณีศึกษาในปี พ.ศ.2562 ซึ่งนำข้อมูลที่ได้มาจัดเรียงและทำการจำแนกข้อมูลออกเป็นกลุ่ม เพื่อจัดเรียงข้อมูลด้วยวิธีการ Zoned Storage หลังจากนั้นจะทำการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อนการปรับปรุงประสิทธิภาพ และหลังการปรับปรุงประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่าหลังการปรับปรุงประสิทธิภาพนั้น ลูกค้าใช้เวลาในการรับตู้คอนเทนเนอร์ลดลง ซึ่งปัจจัยหลักของเวลาที่ลดลงนั้นคือการรอคอยการยกตู้คอนเทนเนอร์ที่กองเก็บในลานตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเมื่อเพิ่มการจัดกลุ่มลูกค้าปรับเข้าไปใช้แล้วนั้นทำให้เกิดความรวดเร็วในการยกตู้สินค้ามากขึ้น นอกจากระดับการให้บริการลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้าได้รับตู้คอนเทนเนอร์เร็วขึ้นแล้วนั้น ยังทำให้ท่าเรือกรณีศึกษาลดค่าใช้จ่ายลงในการรื้อตู้เพื่อยกตู้ให้กับลูกค้า และการยกตู้คอนเทนเนอร์ใบที่ไม่ต้องการเข้ากองเก็บได้ แต่ในขณะเดียวกันการปรับปรุงประสิทธิภาพนั้นก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ลดลงไปนั้น ยังถือว่าท่าเรือกรณีศึกษายังสามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้อีกด้วย ซึ่งการตัดสินใจปรับปรุงประสิทธิภาพในครั้งนี้ถือว่าก่อให้เกิดประโยชน์กับท่าเรือกรณีศึกษาในแง่ค่าใช้จ่ายและการให้บริการลูกค้าที่รวดเร็ว ในส่วนของลูกค้าก็ได้รับความรวดเร็วด้วยเช่นกัน
การพัฒนาระบบการจัดการผู้รับเหมาขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, ปรัณยา ธารณเจษฎา
การพัฒนาระบบการจัดการผู้รับเหมาขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, ปรัณยา ธารณเจษฎา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างขนาดเล็กที่ทำงานต่อเติมหรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นในส่วนของการประเมินราคาและระยะเวลาในการทำโครงการก่อสร้าง ใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ การสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนผู้ใช้สุดขั้ว จากตัวแทนเจ้าของโครงการหรือผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมา จำนวน 8 คน เพื่อเข้าใจปัญหา วิธีการทำงาน และเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโดยทำการออกแบบต้นแบบแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะกิจกรรมของโครงการก่อสร้างประเภทนี้ หลังจากนั้นได้ศึกษาการตอบสนองและการยอมรับต่อแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่น โดยทำการวิจัยเชิงปริมาณส่งสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 80 แบบสอบถาม พบว่าแพลตฟอร์มควรมีฟังก์ชันการประเมินราคาและระยะเวลา ในส่วนของการเตรียมงานในพื้นที่ของผู้รับเหมา (Shop work) และการติดตั้งชิ้นงานที่หน้างาน (Site work) แยกออกจากกัน เพราะมีรูปแบบการทำงาน ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแตกต่างกัน โดยกำหนดหน่วยที่ใช้ในการประเมินราคา (Unit price) ของแต่ละกิจกรรมลงไปเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงของข้อมูลในขั้นตอนของการดึงข้อมูลไปวิเคราะห์ ทั้งนี้จะใช้รายงานความคืบหน้าประจำวันเก็บข้อมูลของทรัพยากรและเวลาที่ใช้ในการทำงานจริง เพื่อปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ผลให้มีความแม่นยำมากขึ้นสำหรับการประเมินโครงการในอนาคต ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างให้การยอมรับต้นแบบแพลตฟอร์มว่าสามารถประเมินค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการทำโครงการก่อสร้างได้ในระดับสูง
การพัฒนาแพลตฟอร์ม ไลน์มินิแอพ สำหรับแพลตฟอร์มการทำบุญบริจาค, ธนภัทร กิจล่ำลือกุล
การพัฒนาแพลตฟอร์ม ไลน์มินิแอพ สำหรับแพลตฟอร์มการทำบุญบริจาค, ธนภัทร กิจล่ำลือกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำบุญบริจาคนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากการประเมิน ของธนาคารไทยพาณิชย์ ตลาดนี้มีมูลค่านับแสนล้านบาท โดย 96% ของครัวเรือนไทยมีการใช้จ่าย เพื่อการกุศล เฉลี่ยครอบครัวละไม่ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะมีข่าวเกี่ยวกับการทุจริต ไม่โปร่งใส เกิดขึ้นกับการทำบุญบริจาคตลอด ซึ่งเป็นเพราะการขาดการเชื่อมโยงของข้อมูล ไม่สามารถตรวจสอบได้ง่าย แทบจะไม่มีการนำเทคโนโลยี ทางสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เท่าไหร่นัก ทางผู้จัดทำโครงการได้เล็งเห็นปัญหาในจุดนี้ จึงได้ออกแบบงานวิจัยนี้ เพื่อพัฒนาต้นแบบ ของแพลตฟอร์มการทำบุญ ใน ecosystem ของไลน์ อันประกอบไปด้วย line mini app, line official account, line chat bot เพราะทางผู้จัดทำเห็นว่าถ้าสามารถพัฒนาระบบใน line ที่มีฐานผู้ใช้งาน 45 ล้านคนในไทย จะช่วยในการหาผู้ใช้งานได้มาก และ สามารถใช้งานได้ง่ายกว่าการเข้าไปใช้เว็ปไซด์ แบบดั้งเดิม ในการออกแบบในโครงการนี้ได้ใช้วิธีสัมภาษณ์จากผู้ใช้งาน 47 คน และ พัฒนาต้นแบบไปให้ ผู้ใช้งาน ลองทดสอบอีก 5 คน เพื่อวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริง จากนั้นนำมาปรับปรุงและ ออกแบบจริง ใน program adobe xd จนออกมาเป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับต่อยอดไป จ้างทีมพัฒนาระบบต่อไป
การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี, ณิชกานต์ ซำศิริพงษ์
การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี, ณิชกานต์ ซำศิริพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสถานการณ์ตลาด K-pop ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในแพลตฟอร์มที่กลุ่มแฟนคลับนิยมใช้ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปินมากที่สุด ได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์อย่าง ทวิตเตอร์ จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ทั่วโลกมีการทวีตเกี่ยวกับ K-pop มากกว่า 6,700 ล้านทวีต อย่างไรก็ตามทวิตเตอร์ก็ยังคงพบปัญหาในการใช้งานหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ใช้งาน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี โดยได้ทำการศึกษาแนวคิด พฤติกรรม และปัญหาการใช้แพลตฟอร์มของแฟนคลับศิลปินเกาหลี ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี จำนวน 10 ราย ใน 4 หัวข้อ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์, คำถามเกี่ยวกับการเป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลี, คำถามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี และคำถามเกี่ยวกับการใช้แพลตฟอร์มของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี และได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ พร้อมทั้งนำมาใช้เพื่อออกแบบคุณลักษณะของแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี ซึ่งสามารถออกแบบคุณลักษณะได้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ Community, Marketplace และ Project โดยจากการทดสอบการยอมรับกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17 ราย พบว่ากลุ่มเป้าหมายร้อยละ 94.12 ให้การยอมรับต้นแบบแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี
การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน, พิพัฒน์พงษ์ ปรีชาภรณ์
การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน, พิพัฒน์พงษ์ ปรีชาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนให้สามารถแพร่หลายไปสู่อุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย 2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน และ 3) ศึกษาความเป็นไปได้ในการยอมรับเชิงธุรกิจเบื้องต้นเพื่อรองรับการนำออกสู่ตลาดจริงในอนาคต โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับแบบสัมภาษณ์ คือ 1) บุคลากรค่ายเพลง 2) บุคลากรด้าน Music Publisher – Distributor และ 3) บุคลากร Platform จำนวนกลุ่มละ 3 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับแบบสอบถาม คือ 1) บุคลากรผู้ผลิตงาน 2) บุคลากรค่ายเพลง 3) บุคลากรด้าน Music Publisher – Distributor 4) บุคลากร Platform และ 5) ผู้บริโภค จำนวนกลุ่มละ 30 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์ปลายเปิดและแบบสอบถาม ใช้วิธีการการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ ประกอบด้วย ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่แน่ใจที่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย เนื่องจากยังคงต้องหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมก่อน แต่อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า การนำระบบบล็อกเชนมาใช้งานจริง จะสามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาการผูกขาดความไม่ชอบธรรมและโปร่งใสของห่วงโซ่วงจรระบบนิเวศอุตสาหกรรมดนตรีได้ โดยคาดว่าระบบดังกล่าว และกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มองว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 3-5 ปี ยกเว้นบุคลากรผู้ผลิตงานและบุคลากรค่ายเพลงมองว่าสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 1-2 ปี
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริม, อลิสา กนกโชติวรการ
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริม, อลิสา กนกโชติวรการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการขายผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่ผ่านกระบวนการไมโครเอนแคปซูเลชันแก่โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากค่านิยมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพส่งผลให้มีการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลายเป็นช่องทางที่น่าสนใจในการส่งมอบเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันที่ช่วยรักษาจำนวนจุลินทรีย์โพรไบโอติกให้เหลือรอดจากกระบวนการผลิต จนกระทั่งผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้นนี้เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทย โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์โรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบ ODM จำนวน 4 โรงงานและเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทโพรไบโอติกจำนวน 3 บริษัท ผลการศึกษาพบว่าโรงงานในประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในการผลิตเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารเอง จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบประเภทโพรไบโอติกจากต่างประเทศ จึงควรส่งต่อเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันให้กับบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบในต่างประเทศแทน
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชงมาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (Ssp), กองเพ็ช ภูมิสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการนำแกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมกัญชง มาพัฒนาเป็นผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ (SSP) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย Bio Circular Green (BCG) Economy และค้นหาการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ในกลุ่มผู้บริโภคและ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาแบ่งการศึกษาเป็นสองส่วนคือ 1.) กระบวนการผลิต ส่วนผสมและการทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของผิวที่ทำมาจากไม้สังเคราะห์ชนิดพลาสติกคอมโพสิทผสมแกนกัญชง (WPC) และ ศึกษาส่วนของแกนกลางของผนังแซนวิชโครงสร้างที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ผสมแกนกัญชง จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.) การสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ จัดเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่สนใจเรื่องตกแต่งที่อยู่อาศัยและกำลังวางแผนสร้างบ้านจำนวน 320 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า แกนลำต้นกัญชงซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งนี้มีความเป็นไปได้ในการนำมาเป็นส่วนผสมในผนังแซนวิชโครงสร้างไฟเบอร์ซีเมนต์ผิวไม้สังเคราะห์(SSP) ทั้งในส่วนของผิวที่เป็นไม้สังเคราะห์ (WPC) และส่วนของแกนกลางที่ทำมาจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ผลจากการสำรวจความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่ากลุ่มตัวอย่างรู้จักผนังแซนวิชโครงสร้างในระดับน้อย โดยคุณสมบัติที่กลุ่มตัวอย่างต้องการจากผนังโครงสร้างบ้านคือผนังที่มีความแข็งแรง ความสามารถในการทนน้ำไม่บวมน้ำ คุณสมบัติทนไฟและไม่ลามไฟ และป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก มีความสนใจในเส้นใยกัญชงมาเป็นส่วนผสมของผนังโครงสร้างบ้านในระดับสูงเป็นอันดับที่สอง และยินยอมจ่ายเพื่อใช้วัสดุดังกล่าวแพงขึ้น 5-10% เมื่อเปรียบเทียบกับผนังโครงสร้างแบบทั่วไป
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข
การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย, วิรัญญา เที่ยวมาพบสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนโดยส่วนมากใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศภายในประเทศ อันมาจากก๊าซไอเสียที่ปล่อยออกมาจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษ ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลไทยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติที่จะปรับอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในให้กลายเป็นยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2578 แต่ทั้งนี้ในแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นมาในปัจจุบันนั้นได้มีการมุ่งไปที่การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นซึ่งสำหรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้มีการติดตั้งอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั้นต้องใช้วิธีการชาร์จประจุที่แตกต่างจากรถยนต์ ดังนั้นเพื่อที่จะเป็นการแนะนำแนวทางเบื้องต้นเพื่อที่จะหาวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงสร้างสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเป็นได้ขั้นพื้นฐาน ในที่นี้วิธีการศึกษาจะเป็นการศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ได้มีการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างแพร่หลายแล้ว ตลอดจนการเก็บข้อมูลจากผลการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องผ่านคณะทำงานยานยนต์ไฟฟ้าสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดภาพรวมระบบนิเวศน์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพร้อมกับทรัพยากรหลักที่จำเป็นต่างๆในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า เพื่อที่จะเป็นการเร่งให้เกิดการยอมรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้นั้น ภาครัฐต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา Social Listening Platform เพื่อรวบรวมแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่, รัตติยา บุญรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยผู้บริโภคจะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยี Social listening มีความสามารถในการเข้าไปเก็บข้อมูล หัวข้อ คำสำคัญ และข้อมูลที่เป็นกระแสบนช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำไปวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม Social listening ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยได้ทำการทบทวนงานวิจัย บทความ และศึกษาแพลตฟอร์มที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งช่วงการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เเละพัฒนาเเพลตฟอร์ม เป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เพื่อทราบถึงขั้นตอนการทำงานออกแบบและมุมมองที่มีต่อ Social listening ระยะที่ 2 เพื่อทราบความเห็นหลังจากการทดลองใช้ต้นแบบของแพลตฟอร์ม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความสนใจใช้งาน และให้ความเห็นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยลดเวลาในการค้นหาข้อมูล เข้าถึงข้อมูลความคิดเห็นของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ได้สะดวกในช่องทางเดียว โดยเเนวทางในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์คือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม Social listening ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามคำสำคัญบนสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการกำหนดกลุ่มคำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบ เพื่อสร้างแนวความคิดใหม่ ๆ รวมไปถึงการสนับสนุนแนวคิดของงานที่มีตลาดรองรับ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา : กรณีศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศิริพงษ์ วรรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในแต่ละสถาบันการศึกษาของไทยมีทุนการศึกษาจำนวนมากให้กับผู้เรียนที่ขาดแคลน แต่การศึกษาพบว่ามีผู้เข้าเรียนที่ขาดแคลนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงทุนการศึกษาเหล่านี้ได้ จากขั้นตอนการคัดกรองผู้สมัครที่ซับซ้อน และแตกต่างกันไป ทำให้ทั้งผู้ขอทุน และผู้ให้ทุนต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากในการดำเนินการตลอดกระบวนการให้ทุนการศึกษา จากการวิจัยเชิงปริมาณของกลุ่มตัวอย่างผู้ขอทุนจากสถาบันการศึกษาในไทยพบกว่า ร้อยละ 50 ของการขอทุนยังดำเนินการในรูปแบบของการยื่นเอกสาร ร้อยละ 62.5 ของผู้ขอรับทุนมีปัญหาในการรับทราบข่าวสาร การกรอกเอกสาร และระยะเวลาในการรอเข้าสัมภาษณ์ และอีกร้อยละ 92.5 ของผู้ขอทุนมั่นใจว่าหากการขอทุนสามารถดำเนินการบนระบบออนไลน์ทั้งหมดจะจะช่วยอำนวยความสะดวกได้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สำหรับมุมมองของผู้ให้ทุน ผลจากการทดลองทางสถิติ (Mann–Whitney U test) พบความสัมพันธ์ของปัจจัยระหว่างประสบการณ์ ในการสัมภาษณ์ทุนกับระดับความความพึงพอใจในกระบวนการให้ทุนการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแนวทางในการสัมภาษณ์ทุน และแนวทางซึ่งปัจจัยและความต้องการดังกล่าว ได้ถูกนำมาพัฒนาต้นแบบระบบนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษา ในรูปแบบโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ โดยมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการช่วยประเมินความเหมาะสมของผู้สมัครขอทุนล่วงหน้า และการแนะนำคำถามที่เหมาะสมในการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมในการได้รับทุน ผู้วิจัยได้นำต้นแบบนวัตกรรมไปทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และพบกว่ากลุ่มตัวอย่างของผู้ขอทุน และกลุ่มผู้ให้ทุนทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจต่อความง่ายในการใช้งานนวัตกรรม และรับรู้ถึงประโยชน์ของนวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยนำนวัตกรรมการให้ทุนการศึกษาไปทำการศึกษาต่อยอดถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจต่อไป
การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานนวัตกรรมการระบุตัวตนด้วยแคปช่าเพื่อการรักษาความปลอดภัยบนโมบายแบงก์กิ้ง, สุชัย รื่นสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานมีความสำคัญและมีความเสี่ยงที่เกิดการรั่วไหล ผู้ไม่หวังดีสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีด้านไซเบอร์ในขั้นตอนการระบุตัวตนบนโมบายแบงก์กิ้ง ด้วยการใช้เครื่องมืออัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้บางสถาบันการเงินจึงมีการเพิ่มขั้นตอนในการระบุตัวตนให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น แต่ในที่สุดก็ยังเกิดกรณีที่มีการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้เสนอวิธีแก้ไขปัญหาของการระบุตัวตนอัตโนมัติและการป้องกันการบุกรุกจากการทำงานของมนุษย์รูปแบบใหม่ โดยใช้แคปช่าเชิงข้อความที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลด้วยการจับจังหวะการพิมพ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานและเพิ่มปัจจัยที่ธนาคารสามารถตรวจสอบการพฤติกรรมการระบุตัวตนที่มาจากบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายในเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน จำนวน 6 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้งานโมบายแบงก์กิ้งทั่วไป ทั้งชาย หญิง และ LGBTQ+ จำนวน 100 คน ผลการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พบว่า กลุ่มผู้บริหารขั้นสูงมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 66.7 และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปมีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 53
ชุดนักเรียนกันยุงเพื่อป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก, รวิพร ชัยรุ่งมณีดำรง
ชุดนักเรียนกันยุงเพื่อป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก, รวิพร ชัยรุ่งมณีดำรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นที่เป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งสามารถติดต่อโดยมียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อจากผู้ป่วยในระยะระบาดไปสู่บุคคลอื่น โดยส่วนมากจะเป็นในเวลากลางวัน และจากสถิติของกรมควบคุมโรคช่วงอายุที่มีการติดเชื้อไข้เลือดออกมากที่สุดคือช่วงอายุ 5-14 ปี จากปัญหาดังที่กล่าวมางานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องพ่นละอองขนาดเล็กของเพอร์เมทรินเคลือบชุดนักเรียนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันยุงเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่โรงเรียน ซึ่งการเคลือบสารเพอร์เมทรินในปริมาณ 0.125 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ และเทคนิคการพ่นละอองขนาดเล็ก (Aerosol) เป็นการเคลือบสารเคมีไว้ที่ผิวนอกของชุดนักเรียน เพื่อให้ผ้าที่ถูกเคลือบมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิมน้อยที่สุด ลดการสัมผัสต่อผิวหนังของผู้ใช้โดยตรง และลดปริมาณการใช้สารเคมี พลังงาน และปริมาณของเหลือทิ้งในขั้นตอนการเคลือบ โดยอาศัยสารต้นแบบสีแดงจำลองการฉีดพ่นเพื่อดูการกระจายตัวของสารบนพื้นผิวผ้าโทเร และอาศัยการชั่งน้ำหนักและเครื่องฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟาเรดสเปกโทรมิเตอร์ (Fourier transform infrared spectrometer, FT-IR) เพื่อวัดปริมาณสารเพอร์เมทรินที่เคลือบอยู่บนผ้าโทเร ผลของการวิจัยพบว่าวิธีการพ่นละอองขนาดเล็กของเพอร์เมทรินสามารถเคลือบผิวผ้าได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง และมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงในบริเวณโรงเรียน จึงสามารถเป็นทางเลือกในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกที่โรงเรียน
ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็ก, พรนภัส เข็มทอง
ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็ก, พรนภัส เข็มทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการพัฒนาต้นแบบชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุงโดยกระบวนการเคลือบผิวเส้นใยด้วยละอองขนาดเล็กของสารเพอร์เมทริน เนื่องจากยุงคือหนึ่งในพาหะสำคัญของโรคติดต่อนำโดยแมลง อาทิเช่น โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ประกอบกับการขยายตัวของความเป็นเมืองได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายมิติรวมทั้งด้านสุขภาพจิต จากรายงานอัตราการฆ่าตัวตายของกรมสุขภาพจิตปี 2563 พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายของประชากรไทยสูงขึ้นจาก 6.6 รายต่อประชากรแสนคน ในปี 2562 เป็น 7.3 รายต่อประชากรแสนคน การปฏิบัติธรรมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูจิตใจ โดยจากการศึกษาผ้า 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ ผ้าฝ้ายร้อยละ 95 ต่อโพสลีเอสเตอร์ร้อยละ 5 และผ้าฝ้ายร้อยละ 35 ต่อโพลีเอสเตอร์ร้อยละ 65 พบว่าผ้าที่สามารถดูดซับสารเพอร์เมทรินได้ดีที่สุดคือผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ รองลงมาคือผ้าฝ้ายร้อยละ 95 ต่อโพสลีเอสเตอร์ร้อยละ 5 โดยเมื่อส่องดูด้วยเครื่อง FT-IR Spectrometer พบการเปลี่ยนแปลงของแอมพลิจูดของช่วงคลื่นที่ระยะ 1400 ถึง 1900 cm-1 บนผ้าทั้งสองชนิดและพบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นภายหลังการพ่นมากกว่าร้อยละ 0.196 โดยจากการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์พบว่าผู้ทำแบบสอบถามร้อยละ 83.5 รู้สึกสนใจในผลิตภัณฑ์ชุดปฏิบัติธรรมป้องกันยุง และมากกว่าร้อยละ 46.9 เคยประสบปัญหาการถูกรบกวนจากยุง
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ, เกรียงศักดิ์ กิจลือเกียรติ
ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ, เกรียงศักดิ์ กิจลือเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันบริษัทสตาร์ทอัพ เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความยั่งยืน ความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ บริษัทสตาร์ทอัพ คือบริษัทที่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม กิจการประเภทนี้ถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาระบบนวัตกรรมและจัดหาเงินทุนให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ดังนั้นองค์กรสนับสนุนจำนวนมากจึงผุดขึ้นมา สิ่งนี้สร้างขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งทำให้ยากต่อการติดตามความคืบหน้าของโครงการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ผู้เขียนได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐ 6 แห่งที่ให้การสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ ผลปรากฏว่ามีเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่พร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่วน 4 ใน 6 หน่วยงานมีระบบแต่ไม่พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล และ 1 ใน 6 หน่วยงานไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ บุคลากรส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมและมีทัศนคติเชิงลบต่อการให้ข้อมูล อุปสรรคในการแบ่งปันข้อมูล คือการขาดงบประมาณ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความเสถียรของความปลอดภัยของข้อมูล ผู้เขียนสรุปว่าวิธีการแบบค่อยเป็นค่อยไปในการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม สำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้น หน่วยงานควรลงนามในบันทึกความเข้าใจ และสร้างมาตรฐานสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูล สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว ข้อมูลจากฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับหน่วยงานของภาครัฐแต่ละแห่ง
ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก, ศศิวิมล นิธิสารสวัสดิกุล
ผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก, ศศิวิมล นิธิสารสวัสดิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเทคโนโลยี การผลิตละอองขนาดเล็กของสารออกฤทธิ์ที่เป็นของเหลวด้วยเครื่องพ้นละอองอัลตร้าโซนิค และนำมาประยุกต์ใช้กับการเคลือบผิวเส้นใยวัสดุด้วยละอองขนาดเล็ก (Aerosol coating) ของสารละลายเพอร์เมทริน พร้อมทั้งทำการศึกษาประสิทธิภาพในการยึดเกาะของสารละลายต้นแบบสีแดงและสารละลายเพอร์เมทริน ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันยุงและมีความปลอดภัยได้รับการรับรองจาก องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็ก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและจำนวนผู้ป่วยโรคที่มีสาเหตุจากยุงเป็นพาหะ เนื่องจากมีการพบผู้ป่วยเป็นโรคที่มีสาเหตุจากยุงในทุกๆปี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะกลุ่มเด็กมีภูมิต้านทานที่น้อยเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่และยังเป็นกลุ่มที่มีการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกันกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกของร่างกาย จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ต่ำลงในระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์อาจมีการติดเชื้อและมีความเสี่ยงในระหว่างคลอด ดังนั้นกลุ่มเด็กและคุณแม่ตั้งครรภ์จึ่งมีควรป้องการตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคต่าง จากการทดสอบพบว่าสารละลารเพอร์เมทรินสามารถเคลือบลงบนเส้นใยได้ แต่ปริมาณของสารละลารเพอร์เมทรินที่เคลือบลงบนผิววัสดุนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผ้า และการใช้วิธีการเคลือบด้วยละอองขนาดเล็ก (Aerosol coating) ทำให้สารละลารเพอร์เมทรินมีกระจายบนผิววัสดุอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลจากแบบสอบถามการยอมรับผลิตภัณฑ์กันยุงสำหรับแม่และเด็กที่เคลือบด้วยสารละลารเพอร์เมทรินนั้น พบว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความน่าสนใจจากผู้ตอบแบบสอบถามหากมีการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด
ระบบประเมินประสิทธิภาพการใช้ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด, พิทยุตม์ ภัทราวุฒิกุล
ระบบประเมินประสิทธิภาพการใช้ผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์ในการสื่อสารการตลาด, พิทยุตม์ ภัทราวุฒิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตลาดเชิงอิทธิพลออนไลน์ เป็นการตลาดที่ได้นำมาใช้ในการสื่อสารให้กับกลุ่มผู้บริโภค เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่การใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ยังมีความเสี่ยง ที่อินฟลูเอนเซอร์ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษางานวิจัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาหาตัวแปรที่ใช้ในการพิจารณาถึงประสิทธิภาพของอินฟลูเอนเซอร์ 2. การใช้ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการประเมินและตัดสินใจประสิทธิภาพ 3. เพื่อหาเกณฑ์ต่าง ๆ ในการใช้ประเมินอินฟลูเอนเซอร์ โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ และ เชิงปริมาณ และมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาในการประเมิน และประเด็นที่น่าสนใจ จนสามารถนำมาพัฒนาเป็นระบบการประเมินได้ โดยการประเมินอินฟลูเอนเซอร์ ผ่านตัวแปรประเภท ความตระหนัก เอ็นเกจเมนต์ และ คอนเวอร์ชั่น ทั้งนี้มีการหาค่าเฉลี่ย เอ็นเกจเมนต์ จากทั้งหมด 6,000 โพสต์ ที่อ้างอิงจากประเภทของอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหมด 5 ประเภท ตามจำนวนผู้ติดตาม ผลการวิจัยทำให้เห็นการประเมินสามารถนำมาใช้พิจารณา และช่วยแก้ปัญหาในการประเมิน ที่ยังขาดความชัดเจนในการระบุถึงประสิทธิภาพของผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย ในด้าน การมีส่วนร่วม ของแต่ละประเภทและแต่ละแพลตฟอร์ม
สเปรย์เคลือบผิวซิงค์ออกไซด์เพื่อกำจัดไวรัสและแบคทีเรียบนหน้ากากผ้า, ธนิสร เกียรติพลพจน์
สเปรย์เคลือบผิวซิงค์ออกไซด์เพื่อกำจัดไวรัสและแบคทีเรียบนหน้ากากผ้า, ธนิสร เกียรติพลพจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการค้นคว้าอิสระนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตสเปรย์จากเยื่อกระดาษฟอกขาวซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นำมาละลายด้วยกรดซัลฟูริคความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อทำให้เกิดเป็นสารละลายเซลลูโลสอสัณฐานและนำสารซิงค์คลอไรด์มาตรึงกับเซลลูโลสอสัณฐาน ทำให้เกิดเป็นสารละลายเซลลูโลสอสัณฐานที่มีการตรึงซิงค์ไฮดรอกไซด์ เพื่อนำมาใช้พ่นสเปรย์บนผ้าเพื่อให้เกิดการเกาะติดกับเส้นใยผ้าตัวอย่าง 4 ชนิดที่นิยมนำมาทำหน้ากากที่ใช้ในการสวมใส่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และภายหลังการพ่นสเปรย์เคลือบผิวผ้าแล้วนำไปผ่านอุณหภูมิเพื่อให้เกิดการระเหยของน้ำ จะได้ซิงค์ออกไซด์ที่เกาะยึดอยู่บนเส้นใยของผ้าที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสและแบคทีเรียที่จะมาเกาะยึดบนผิวผ้า ช่วยลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสและลดผลกระทบจากแบคทีเรียที่อยู่บนหน้ากากผ้าของผู้สวมใส่ได้ และจากการทำแบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมสเปรย์เซลลูโลสอสัณฐานที่มีการตรึงซิงค์ไฮดรอกไซด์ จำนวน 300 ชุด พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมมากที่สุดคือ การสร้างความปลอดภัยและต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังพบปัจจัยลำดับรองลงมาคือเรื่องของความสะดวกในการพกพา , ความง่ายต่อการดูแลรักษา และการเอื้อต่อความสะดวกในการหายใจ โดยประชากรที่ทำแบบสอบถามกว่าร้อยละ 88.7 ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และมีผู้ที่ต้องการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 2.7
ศึกษาความเป็นไปได้ของระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์, ธันย์ชนก คล่องแคล่ว
ศึกษาความเป็นไปได้ของระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์, ธันย์ชนก คล่องแคล่ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันเทคโนโลยีอวกาศโดยเฉพาะดาวเทียมถูกนำมาประยุกต์ใช้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มของวัตถุอวกาศเพิ่มมากขึ้นอย่างทวีคูณ สร้างความแออัดในวงโคจรและเพิ่มความเสี่ยงต่อการชนกับดาวเทียมปฏิบัติการอื่น ๆ ในประเทศไทยมีงานวิจัยที่พัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อการชนของดาวเทียมกับวัตถุอวกาศ แต่ระบบดังกล่าวถูกใช้งานเฉพาะในองค์กรเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีและด้านการตลาดของการนำระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยได้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มหน่วยงานที่พัฒนาดาวเทียม และหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม จำนวน 12 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มเจาะจง จากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์กับหน่วยงานที่มีการนำส่งดาวเทียมที่อยู่วงโคจรระดับต่ำมากกว่าดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรค้างฟ้า จากการวิเคราะห์พบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำระบบการจัดการจราจรอวกาศไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และเป็นรูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว มีค่าเปิดเผยเทคโนโลยี 6,000,000 บาท และค่าตอบแทนการอนุญาตใช้สิทธิอยู่ที่ช่วงร้อยละ 4.0 - 7.0 จากรายได้ทั้งหมดต่อปี
ตัวแบบความร่วมมือสำหรับโซ่อุปทานของมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล, ธนิกา จินตนะพันธ์
ตัวแบบความร่วมมือสำหรับโซ่อุปทานของมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล, ธนิกา จินตนะพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเรื่อง “ตัวแบบความร่วมมือสำหรับโซ่อุปทานมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล (COLLABORATIVE MODEL FOR CASSAVA SUPPLY CHAIN IN ETHANOL PRODUCTION) เกิดขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานความร่วมมือใหม่ในระบบห่วงโซ่อุปทานของมันสำปะหลังที่จะสามารถนำไปแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมได้อย่างสมบูรณ์ สร้างความยุติธรรมให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการนำตัวปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานมาเป็นแนวทางในการวิจัย การวิจัยเป็นแบบ Mixed method คือการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi Structured Interview) จากผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับโซ่อุปทานของมันสำปะหลังในการผลิตเอทานอล และการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ได้ปัจจัยหลัก 6 ปัจจัย ปัจจัยรอง 15 ปัจจัยและปัจจัยย่อย 89 ปัจจัย ที่ใช้การประเมินในรูปแบบ Likert scale กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 381 ราย และใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับแรกและอันดับ 2 (First and Second Order Confirmatory Factor Analysis) พบว่าการจัดอันดับความสำคัญมากที่สุดคือปัจจัยหลักด้านความสัมพันธ์โซ่อุปทาน รองลงมา คือ ปัจจัยหลักด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจัยหลักด้านความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อม ปัจจัยหลักด้านความคาดหวังของลูกค้า ปัจจัยหลักด้านกระบวนการเพิ่มมูลค่า และ ปัจจัยหลักด้านการบริหารจัดการ ตามลำดับ จากนั้นนำผลการศึกษามาพัฒนาเป็นนวัตกรรมตัวแบบความร่วมมือฯ ทดลองภาคสนามเชิงพาณิชย์ในการเชื่อมโยงโซ่อุปทานซื้อขายมันสำปะหลังจากเกษตรกรถึงโรงงานเอทานอล ประกอบด้วย เกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ธนาคาร จุดรับซื้อ ลานตากมันเส้น และโรงงานผลิตเอทานอล รวม 1061 ราย เพื่อหาข้อจำกัดปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน พบว่ามันสำปะหลังเส้นสะอาดที่ได้จากตัวแบบความร่วมมือฯ ได้ผลผลิตเอทานอลสูงถึง 436 ลิตรต่อตันมันเส้น เมื่อเปรียบเทียบกับมันเส้นทั่วไปได้เพียง 330 ลิตร จากนั้นนำขั้นตอนการทำงานมาทำเป็นแผนผังกระบวนการทำงาน และนำไปออกแบบเป็น digital application platform และ เว็บแอพพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบในปัจจัยด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และได้ทดสอบการยอมรับการใช้งานเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model) กับเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 30 รายได้ผลเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและโรงงานเอทานอล ส่วนสุดท้ายของงานวิจัยเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อนำไปใช้เชิงพาณิชย์ …
นวัตกรรมกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชนที่ไม่ใช่อาหารและมีการส่งเสริมจากนโยบายหน่วยงานภาครัฐ, ประไพศรี ไม้สนธิ์
นวัตกรรมกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชนที่ไม่ใช่อาหารและมีการส่งเสริมจากนโยบายหน่วยงานภาครัฐ, ประไพศรี ไม้สนธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและมีการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การเก็บข้อมูลเชิงลึกโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหน่วยงานภาครัฐจำนวน 10 ราย และผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 15 รายซึ่งมาจากการสุ่มแบบเจาะจง นำมาตีความและวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูล เพื่อได้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน และนำมาพัฒนาการวิจัยเชิงปริมาณกับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน 354 ราย เพื่อหากระบวนการที่เหมาะสม การทดสอบประสิทธิภาพและการยอมรับของกระบวนการจากผู้เชี่ยวชาญ 15 คนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมกระบวนการของงานวิจัยและพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ ผลการวิจัยจากข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณ แบ่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น 4 กระบวนการ และประกอบไปด้วย 14 องค์ประกอบย่อย กระบวนการที่ 1 การประเมินความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อขอรับบริการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการที่ 2 กระบวนการจับคู่เพื่อการพัฒนาที่เหมาะสม กระบวนการที่ 3 กระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวคิด กระบวนการที่ 4 การส่งเสริมศักยภาพผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ข้อเสนอแนะการส่งเสริมที่หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญในผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมสมุนไพรคือ 1. ความเป็นผู้ประกอบการ 2. ความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่นำไปใช้ 3. การสื่อสารทางการตลาดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม 4.การส่งเสริมศักยภาพผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพื่อหารูปแบบและแนวทางในการดำเนินการที่สามารถส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ได้มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากขึ้น การศึกษาการยอมรับด้วยทฤษฏีการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) พบว่าโปรแกรมมีความง่าย เหมาะสมกับการใช้งาน และมีความเป็นไปได้ในการใช้งาน การประเมินแนวทางการพัฒนาเชิงพาณิชย์ กลุ่มเป้าหมายคือหน่วยงานภาครัฐ ทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนมากที่สุดคือ การอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือ Licensing แบบ non exclusive และคิดรายได้แบบ ค่าเปิดเผยเทคโนโลยี (Disclosure fee) ความน่าสนใจในการลงทุนโดยมีระยะเวลาคืนทุน 1.58 ปี มีผลตอบแทน IRR ที่ 46 % และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 409,945 บาท
นวัตกรรมกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย, เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล
นวัตกรรมกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย, เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การมอบอำนาจทางดิจิทัลที่ทำงานร่วมกับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล สามารถลดเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการมอบอำนาจ ทำให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย เชื่อถือได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัล ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและทำงานร่วมกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย การพัฒนาต้นแบบระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย และทดสอบการยอมรับนวัตกรรมกระบวนการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย งานวิจัยนี้มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก การสำรวจโอกาสในการสร้างนวัตกรรม ด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 3 คน การสนทนาอภิปรายกลุ่มย่อยผู้ให้บริการ 6 ท่าน และการสนทนาอภิปรายกลุ่มย่อยผู้ใช้บริการคนสุดท้าย 6 ท่าน พบคุณสมบัติที่เหมาะสม 6 ด้าน ได้แก่ 1) ความสะดวก ระบบทำงานในรูปแบบดิจิทัล โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องดำเนินการด้านเอกสารเอง สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา 2) ความน่าไว้วางใจ โดยใช้การพิสูจน์และยืนยันผู้มอบอำนาจ ผู้มีอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ ผ่านแพลตฟอร์ม NDID 3) ความถูกต้องของข้อมูล โดยการเชื่อมต่อหน่วยงานทะเบียนนิติบุคคล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันที่สุดของผู้มีอำนาจของนิติบุคคลและสิทธิ์ 4) ความเชื่อมั่น ในด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 5) ความเที่ยงตรง โดยสามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ว่ารายการมอบอำนาจ ถูกต้องเที่ยงตรง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข 6) ความสมบูรณ์ ครบถ้วนทุกขั้นตอน โดยให้ผู้ใช้ควบคุมและดำเนินการได้เองทุกขั้นตอน ขั้นตอนที่สอง การพัฒนาต้นแบบระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย โดยใช้คุณสมบัติที่เหมาะสมทั้ง 6 ด้าน ต้นแบบระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลได้รับการทดสอบโดยผู้ใช้ 2 ราย ขั้นตอนสุดท้าย เป็นศึกษาการยอมรับด้วยแบบสอบถาม โดยการสํารวจตัวอย่างผู้ใช้งาน 32 คน และผู้ให้บริการ 10 ราย พบว่าผู้ใช้งานยอมรับเทคโนโลยีในระดับสูง มีความพึงพอใจ สนใจ และเห็นคุณค่าของระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัล แผนการนําไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จะเป็นการจัดตั้งธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ ให้บริการติดตั้งระบบการมอบอำนาจทางดิจิทัลกับผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลไทย และคิดค่าตอบแทนการใช้สิทธิ์ โดยใช้เงินทุนเริ่มต้น 1,000,000 บาท จุดคุ้มทุนและระยะเวลาการคืนทุนในปีที่ 3 อัตราผลตอบแทนการลงทุน คือ ร้อยละ 44.31 ณ สิ้นปีที่ 5
นวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น, สมบูรณ์ ประสบพิบูล
นวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น, สมบูรณ์ ประสบพิบูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันนี้ การระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนเป็นทางเลือกหนึ่งของการระดมทุนสำหรับผู้ประกอบการที่มีความต้องการเงินทุนไปใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เนื่องจากโครงการที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ใหม่ของผู้ประกอบการนั้นยังมีความเสี่ยงอยู่ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น และพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน รวมทั้งศึกษาการยอมรับและความเป็นไปได้ในการพัฒนาไปสู่ธุรกิจในเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสม โดยการเก็บข้อมูลทั้งจากการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 11 คน และการวิจัยเชิงปริมาณจะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 320 ราย ซึ่งได้ผ่านการทดสอบความน่าเชื่อถือและค่าความเที่ยงของเครื่องมือ มีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ พบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1. องค์ประกอบด้านผู้ประกอบการ (ประสบการณ์ในการระดมทุนมวลชนในอดีตที่ผ่านมา และประสบการณ์ในการให้เงินสนับสนุนโครงการระดมทุนมวลชนอื่น) 2. องค์ประกอบด้านลักษณะโครงการ (จำนวนรูปภาพของโครงการ การมีวีดีโอของโครงการและเวบไซด์สำหรับแสดงข้อมูลโครงการ และจำนวนของรางวัลตอบแทนที่หลากหลาย 3. องค์ประกอบด้านรูปแบบในการระดมทุนมวลชน (ระยะเวลาในการเปิดระดมทุนมวลชน เป้าหมายของจำนวนเงินที่ต้องการระดมทุนมวลชน และระยะเวลาในการจัดส่งของรางวัลตอบแทน) การพัฒนานวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทน มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การมองหานวัตกรรม 2. การกำหนดหัวข้อนวัตกรรม 3. การออกแบบนวัตกรรม 4. การพัฒนานวัตกรรม 5. การทดสอบและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ มีการใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องด้วยอัลกอริทึมของวิธีการถดถอยโลจิสติกส์และวิธีต้นไม้ตัดสินใจ โดยใช้ปัจจัยความสำเร็จจากองค์ประกอบด้านผู้ประกอบการ ด้านลักษณะโครงการ และด้านรูปแบบในการระดมทุนมวลชน ค่าความถูกต้องของแบบจำลองวิธีการถดถอยโลจิสติกส์และวิธีต้นไม้ตัดสินใจ อยู่ที่ 88.2% และ 88.8% ตามลำดับ การทดสอบการยอมรับนวัตกรรมตัวแบบในการตัดสินใจในการระดมทุนมวลชนแบบให้รางวัลตอบแทนของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย พบว่า มีความพึงพอใจในความง่ายและความเหมาะสมในการใช้งาน ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งาน และทัศนคติที่ดีต่อการใช้งาน การศึกษาความเป็นได้ในการดำเนินธุรกิจ มีการวิเคราะห์ใน 3 สถานการณ์ (สถานการณ์ที่แย่ที่สุด สถานการณ์ปกติและสถานการณ์ที่ดีที่สุด) โดยในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด โครงการนี้ยังมีผลการดำเนินงานน่าพอใจ ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงและต้นทุนของโครงการ และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจแก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้น โครงการนี้จึงเหมาะสำหรับการลงทุน
นวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย, ภูมิพัฒน์ ธนะสารสมบูรณ์
นวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย, ภูมิพัฒน์ ธนะสารสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายจำเป็นที่จะต้องครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลด้านสุขภาพจิตจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสังคมนอกเหนือจากบุคคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายโดยใช้การสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายอีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการมีทัศนคติที่ดีและความสามารถในการเผชิญกับโรคร้ายได้ การศึกษาวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะประกอบด้วย ระยะที่ 1: การพัฒนาเครื่องมือการประเมินผลด้านคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยเริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสนทนากลุ่มเพื่อค้นหาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและเป็นแนวทางในการพัฒนาเครื่องมือการประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาข้อคำถาม และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยรูปแบบการทำแบบสอบถามทั้งแบบกระดาษและออนไลน์จากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ เพื่อทดสอบความเชื่อมั่นความสอดคล้องภายใน การทดสอบความตรงเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์ตัวแปรเชิงสำรวจ ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก การทดสอบความคงที่ภายใน การทดสอบค่าความสัมพันธ์กับตัวแปรที่เกี่ยวข้องในแบบวัดอื่นและการทดสอบความเที่ยงโดยการทดสอบซ้ำ ผลลัพธ์ที่ได้คือแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย (BCM01) จำนวน 8 ข้อ ที่สามารถวัดผลลัพธ์ใน 3 ด้าน ประกอบด้วยการใช้ปัจจัยที่ได้จากการวิเคราะห์ตัวแปร ระยะที่ 2: การพัฒนานวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อการค้นหาเหตุและปัจจัยที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่แท้จริงของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการ ที่ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ การสนับสนุนด้านอารมณ์ การสนับสนุนด้านเครือข่าย การสนับสนุนด้านข้อมูล การสนับสนุนด้านทรัพยากร และการสนับสนุนด้านการประเมิน ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระและการใช้เทคนิคการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ผ่านแพลตฟอร์มเฟสบุ๊คกลุ่มปิด “Positive Life ชีวิตคิดบวก” ระยะที่ 3: การทดสอบประสิทธิภาพและการยอมรับนวัตกรรมบริการด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยการเปรียบเทียบคะแนนการประเมินคุณภาพชีวิตก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมบริการสำหรับการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการ ระยะเวลา 60 วัน พบว่าผู้เข้าร่วมวิจัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ในด้านการประเมินภาวะทางสุขภาพโดยรวม ด้านบทบาท-หน้าที่ ด้านความคิดความเข้าใจ ด้านความเหนื่อยล้าและด้านความเจ็บปวดในแบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง (EORTC-QLQ-C30) นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมวิจัยมีคุณภาพชีวิตด้านความสุขทางเพศในแบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม (EORTC-QLQ-BR23) ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญและการศึกษาการยอมรับนวัตกรรมบริการด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย โดยการวิจัยเชิงผสมผสานด้วยเก็บข้อมูลผ่านทางระบบแชทบอท (Chatbot) พบว่าการประเมินการยอมรับนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในในระดับดี ส่งผลให้นวัตกรรมบริการด้านการสนับสนุนทางสังคมแบบบูรณาการผ่านเครือข่ายสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและการยอมรับจากผู้ใช้งาน แม้ว่าผลลัพธ์โดยรวมจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็มีปัจจัยหลายประการที่ต้องพิจารณาสำหรับการศึกษาในอนาคตและการนำนวัตกรรมไปใช้งาน เช่น ระยะเวลาในการทดสอบนวัตกรรม ขนาดของกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัย ผลกระทบที่เกิดจากสุขภาพและแผนการรักษา เป็นต้น