Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Technology and Innovation (332)
- Finance and Financial Management (274)
- Operations and Supply Chain Management (244)
- Social and Behavioral Sciences (126)
- Science and Technology Studies (125)
-
- Human Resources Management (69)
- Insurance (18)
- Accounting (12)
- Business Administration, Management, and Operations (10)
- Engineering (4)
- Computer Engineering (2)
- Computer Sciences (2)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (2)
- Physical Sciences and Mathematics (2)
- Real Estate (2)
- Advertising and Promotion Management (1)
- Agribusiness (1)
- Artificial Intelligence and Robotics (1)
- Databases and Information Systems (1)
- Economics (1)
- Entrepreneurial and Small Business Operations (1)
- Growth and Development (1)
- Hospitality Administration and Management (1)
- Industrial Engineering (1)
- Industrial Organization (1)
- Management Information Systems (1)
- Marketing (1)
- Medicine and Health Sciences (1)
- Public Health (1)
- Keyword
- Publication Year
- Publication
- Publication Type
Articles 511 - 540 of 967
Full-Text Articles in Business
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ : กรณีศึกษาบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย, สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้อวัตถุดิบ : กรณีศึกษาบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย, สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบายการสั่งซื้อที่สามารถช่วยควบคุมต้นทุนของการสั่งและต้นทุนการถือครองวัตถุดิบคงคลังให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบการสั่งซื้อวัตถุดิบและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย โดยพบว่าบริษัทมีระดับวัตถุดิบคงคลังในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนความต้องการใช้จริงของการผลิต อีกทั้งยังขาดเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณวิเคราะห์ปริมาณการสั่ง โดยใช้แต่เพียงการคาดเดาและประสบการณ์ของผู้บริหารในการตัดสินใจสั่งซื้อวัตถุดิบแต่ละครั้ง จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้วัตถุดิบและทดสอบค่าความคลาดเคลื่อนเพื่อเลือกวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม จากนั้นนำผลลัพธ์ค่าความต้องการวัตถุดิบที่ได้มาคำนวณทดสอบหานโยบายสั่งซื้อด้วยแบบจำลองการสั่ง 2 รูปแบบ คือ แบบจำลองจุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point: ROP) และแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย (Order Up-to Level: OUL) จากผลการคำนวณพบว่าการสั่งซื้อวัตถุดิบด้วยแบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมายเป็นนโยบายที่เหมาะสมกับบริษัทกรณีศึกษาเพราะให้ผลของค่าใช้จ่ายรวมน้อยที่สุด รวมถึงระดับวัตถุดิบคงคลัง ณ สิ้นเดือนที่ลดลงเช่นกัน เมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบันบริษัท สามารถลดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีลงได้ 425,438,792.40 บาทหรือประมาณ 15.23%
Portfolio Construction Under Group Risk Parity Strategy In The Stock Exchange Of Thailand, Warintorn Sornpradit
Portfolio Construction Under Group Risk Parity Strategy In The Stock Exchange Of Thailand, Warintorn Sornpradit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Risk parity strategy has been commonly applied to construct a portfolio with multiple asset classes. For single asset class, group risk parity is introduced such that risks from each group are equally contributed. This study investigates and compares performances of group risk parity strategy in Thai market under two different grouping methods which are sector and size with non-group risk parity, minimum-variance, and equal-weight strategies. The study mainly focus on two periods which are during 2016-2020 and in years with highly volatile down market. The analysis indicates that there is no clear evidence that group risk parity strategy outperforms others …
กระบวนการนวัตกรรมการระบุเทคโนโลยีอุบัติใหม่จากการหลอมรวมกันของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการตลาด : กรณีศึกษาของไคโตซาน, วรศักดิ์ กล่องทอง
กระบวนการนวัตกรรมการระบุเทคโนโลยีอุบัติใหม่จากการหลอมรวมกันของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการตลาด : กรณีศึกษาของไคโตซาน, วรศักดิ์ กล่องทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนากระบวนการนวัตกรรมการระบุเทคโนโลยีอุบัติใหม่จากการหลอมรวมกันของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการตลาด เพื่อใช้ในการช่วยขับเคลื่อนองค์กร/มหาวิทยาลัย ในการตัดสินใจในการลงทุน และ พัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ รวมถึงหัวข้อวิจัยต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยใช้ประโยชร์จากข้อมูล วารสารวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสิทธิบัตร และ ข้อมูลทางการตลาด โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและพัฒนา ต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการ การระบุเทคโนโลยีอุบัติใหม่จากการหลอมรวมกันของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการตลาด ผ่านกรณีศึกษา ไคโตซาน พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้การนำต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากการศึกษา ได้พัฒนากระบวนการระบุเทคโนโลยีอุบัติใหม่จากการหลอมรวมของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ การตลาด เรียกว่า กระบวนการ Scientific Technological and Market Convergence (STMC) โดยใช้ความสัมพันธ์ของหัวข้ออุบัติใหม่ของแต่ละกระบวนการมาสร้างแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่างกัน จากผลการทดสอบกระบวนการระบุเทคโนโลยีอุบัติใหม่ พบว่า “Shelf life” เป็นคำที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของวิทยาศาสตร์ และ พบความสัมพันธ์กันกับการหลอมรวมกันของเทคโนโลยีว่ามีการนำไปใช้ประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีแล้วและมีตลาดที่เป็น Food & Beverage รองรับเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบกลุ่ม New Frontiers โดยหัวข้ออุบัติใหม่เกิดขึ้นที่ขั้นตอนวิทยาศาสตร์เพียงแค่ขั้นตอนเดียวคือ Agricultural Product และ เกิดเฉพาะขั้นตอนของเทคโนโลยี คือ “Electrochemical sensor” , “Biomass raw materials” และ Thermal stability ซึ่งนับว่าอาจจะเป็นเทคโนโลยีที่น่าติดตาม/พัฒนาต่อในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้วิจัยยังได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจการนำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ไปใช้ในองค์กร พบว่า “การรับรู้ประโยชน์”, “ผู้บริหารระดับสูงสนับสนุน” และ “แรงผลักดันจากลูกค้า” มีผลเชิงบวกต่อการนำหรือพัฒนาเทคโนโลยีอุบัติใหม่มาใช้ในองค์กร รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำกระบวนการนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้น มาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยพบว่ามีความคุ้มค่าและเป็นไปได้ในการนำต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์
การเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น บริษัทกรณีศึกษา : บริษัทรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา, ทศพล ทาเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าบริษัทกรณีศึกษารองเท้าและเสื้อผ้ากีฬา ซึ่งเป็นการพิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงประมาณเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการตั้งคลังสินค้า โดยที่ทางเลือกในการตั้งคลังสินค้า 2 ทำเล คือ คลังสินค้าบางปะอิน และ คลังสินค้าบางนา การกำหนดงานวิจัยได้ใช้ผลคะแนนของค่าน้ำหนักความสำคัญที่ได้รับจากแบบสอบถามของผู้มีประสบการณ์ทางด้านโลจิสติกส์และมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเพื่อหาค่าลำดับความสำคัญให้ได้ทางเลือกที่เหมาะสมกับบริษัทกรณีศึกษา นอกจากนี้เพื่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของทางเลือกที่ได้รับ ผู้วิจัยจึงมีการวิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของทางเลือกที่มีความเสถียรและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามค่าน้ำหนักความสำคัญของหลักเกณฑ์ที่ผู้วิจัยนำใช้ในการพิจารณา จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกที่ตั้งคลังสินค้าที่ได้จากการเก็บแบบสอบถาม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือปัจจัยเชิงปริมาณได้แก่ ปัจจัยด้านต้นทุนการขนส่งและด้านต้นทุนการจัดการคลังสินค้า อีกส่วนคือปัจจัยเชิงคุณภาพได้แก่ การเข้าถึงลูกค้า ระบบสาธารณูปโภค ความพร้อมของระบบคมนาคม สังคมและชุมชน การก่อมลพิษจากการขนส่ง สภาพภูมิประเทศ และ ผลกระทบจากการจราจร อีกทั้งมีการแบ่งหลักเกณฑ์ตามนโยบายบริษัท คือ นโยบายด้านความยั่งยืนโดยแบ่งเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ใช้มีความสอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัท และได้เพิ่มหลักเกณฑ์ทางด้านต้นทุนที่แต่เดิมทางบริษัทใช้ในการพิจารณา โดยผลที่ได้จากการพิจารณากระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ และ วิเคราะห์ความไวของหลักเกณฑ์ พบว่าทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการจัดตั้งคลังสินค้าของบริษัทกรณี คือ คลังสินค้าบางนา
การปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษาบริษัทเทรดดิ้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิมพ์ธาดา สุวรรณสมพงศ์
การปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลัง : กรณีศึกษาบริษัทเทรดดิ้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิมพ์ธาดา สุวรรณสมพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาของการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงนโยบายสินค้าคงคลัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยใช้การวิเคราะห์ ABC-XYZ Analysis เป็นเครื่องมือแบ่งกลุ่มสินค้า และใช้วิธีการควบคุมสินค้าคงคลังแบบกำหนดรอบ (Periodic Inventory System) จากนั้นทำการเปรียบเทียบตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังด้านต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้วิจัยได้คัดเลือกสินค้าเพื่อการศึกษาจำนวน 2 รายการ ซึ่งประสบปัญหาแตกต่างกัน ทำให้การคำนวณหาปริมาณสินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) นั้นแตกต่างกัน ได้แก่ 1) สินค้าจากกลุ่ม AY ที่ยอดขายสูงมาก แต่มีความต้องการสินค้าและระยะเวลาจัดส่งที่แปรผัน 2) สินค้าจากกลุ่ม BX ที่ยอดขายสูง มีความต้องการสินค้าคงที่ แต่มีระยะเวลาจัดส่งแปรผัน อีกทั้งมีการกำหนดใช้ระดับการให้บริการ (Customer Service Level) ในหลายระดับสำหรับทดสอบและเปรียบเทียบผลลัพธ์จากตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ผลจากการวิจัย พบว่าสามารถกำหนดแนวทางในการปรับปรุงนโยบายการจัดการสินค้าคงคลังได้ 3 แนวทาง ดังนี้ 1) มุ่งเน้นการตอบสนองการความต้องการอย่างสูงสุด 2) เพิ่มการตอบสนองความต้องการให้ดีเทียบเท่าในอดีต 3) เน้นควบคุมต้นทุนสินค้าคงคลัง และเพิ่มการตอบสนองความต้องการให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบกับนโยบายปัจจุบันพบว่าทั้งสามแนวทางส่งผลให้ต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 3.4% 2.3% และ 1.5% ตามลำดับ แต่จะทำให้ต้นทุนการเสียโอกาสในการขายและอัตราจำนวนสินค้าสำเร็จรูปขาดมือลดลงอย่างมาก ในขณะที่ระยะเวลาที่ใช้ในการขายสินค้าคงคลังคงเหลือจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง 1 วันเท่านั้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล, ธมนวรรณ จงเจริญชัยวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และศึกษาลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่เคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานคือ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่าช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ที่นิยม คือ Shopee และ Lazada ความถี่ในการสั่งซื้อส่วนใหญ่ซื้อเดือนละ 1 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการสั่งซื้อครั้งละ 501-1,000 บาท สินค้าที่นิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม และ ของใช้ในบ้าน เช่น น้ำยาทำความสะอาด กระดาษชำระ สาเหตุที่เลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ คือ ความสะดวกสบาย ราคา และโปรโมชั่นสินค้า นิยมชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิต และชอบนโยบายการจัดส่งสินค้าแบบฟรีค่าจัดส่ง ไม่มียอดการสั่งซื้อขั้นต่ำ (ราคาสินค้ารวมค่าจัดส่ง) และยังคงจะซื้อสินค้ายี่ห้อเดิม แต่จะซื้อจากช่องทางออนไลน์อื่นที่มีราคาสินค้าและค่าจัดส่งที่ถูกกว่า ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีจำนวน 5 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยด้านกายภาพและการนำเสนอ (Physical Evidence/Environment and Presentation) ปัจจัยการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ปัจจัยด้านการขนส่ง (Transportation) ปัจจัยด้านบุคคล (People) และปัจจัยผลิตภัณฑ์ (Product)
การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเคมีภัณฑ์, อัคพงษ์ จักสอง
การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่งของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกเคมีภัณฑ์, อัคพงษ์ จักสอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่ง ของธุรกิจนำเข้า – ส่งออกเคมีภัณฑ์ เป็นกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1. ลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าขององค์กร 2. ปรับปรุงจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-order Point : ROP) ให้มีประสิทธิภาพ 3. ลดต้นทุนในการจัดเก็บ และการสั่งซื้อสินค้า จากผลการศึกษาเรื่อง การลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้าในการขนส่ง ของธุรกิจนำเข้า – ส่งออกเคมีภัณฑ์ การใช้จุดสั่งซื้อใหม่แบบเดิมที่บริษัทใช้อยู่ทำให้สินค้าเกิดความขาดแคลน เนื่องจากเกิดการล่าช้าในการผลิตและขนส่ง อีกทั้งเวลานำ (Lead time) ในการขนส่งจากประเทศเนเทอร์แลนด์ 120 วันซึ่งถือว่ามีระยะเวลานาน และยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นผู้วิจัยได้นำเครื่องมือ มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยการพยากรณ์ความต้องการ การกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-order Point : ROP) การกำหนดสินค้าเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) และการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อประหยัด (Economic Order Quantity) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสินค้าจากการล่าช้านการขนส่ง หรือ กรณีที่ฝ่ายขายมีการขายสินค้าเกินกว่า Demand ทำให้สินค้าเพียงพอต่อการขาย และผลจากการคำนวนพบว่า จากกรณีศึกษาสินค้าตัวอย่าง 5 รายการ มีผลให้ต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการเก็บรักษารวมลดลง 4,716,501.63 บาท หรือคิดเป็น 95%
การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพาเลทแบบใช้ครั้งเดียวและพาเลทแบบหมุนเวียนของบริษัท : กรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก, สิริพร เหล่าวงษ์สิริวัฒน์
การเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพาเลทแบบใช้ครั้งเดียวและพาเลทแบบหมุนเวียนของบริษัท : กรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก, สิริพร เหล่าวงษ์สิริวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า ในด้านต้นทุนรวม ในการใช้พาเลทพลาติกหมุนเวียนหรือพาเลทไม้หมุนเวียน เพื่อทดแทนการใช้พาเลทไม้แบบใช้ครั้งเดียว เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทกรณีศึกษา ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก งานวิจัยฉบับนี้ประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง และการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมสินค้า การนับจำนวนสินค้า การจัดส่ง และการทำรับสินค้า ต่อมานำข้อมูลที่รวบรวมได้มาคำนวณประมาณการจำนวนพาเลทหมุนเวียนที่เหมาะสมในอนาคตและต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งเปรียบเทียบระหว่างการใช้พาเลทไม้ใช้ครั้งเดียวและพาเลทหมุนเวียน ผลการวิจัย พบว่าการลงทุนสำหรับพาเลทไม้หมุนเวียน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 3,422,441.70 บาท และพาเลทพลาสติกหมุนเวียนอยู่ที่ 3,198,231.26 บาท ดังนั้น ผู้วิจัยจึงแนะนำให้บริษัทกรณีศึกษาเปลี่ยนจากการใช้งานพาเลทไม้ใช้ครั้งเดียวมาเป็นพาเลทไม้หมุนเวียน เนื่องจาก ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับมีค่าสูงกว่า และโครงการนี้คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งวิจัยฉบับนี้สามารถนำมาเป็นแนวทางให้บริษัทสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าต่อไป
การเปรียบเทียบการลงทุนของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มและพื้นเรียบ, วลัยลักษณ์ สุขวงษ์
การเปรียบเทียบการลงทุนของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มและพื้นเรียบ, วลัยลักษณ์ สุขวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ รายได้ ต้นทุนและผลตอบแทน สำหรับใช้เป็นแนวทางการลงทุนในอนาคตของธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง(หิน,ทราย) กับ ธุรกิจขนส่งที่ใช้รถเทรลเลอร์พื้นเรียบในการขนส่งเหล็กม้วน โดยการศึกษาข้อมูลรายได้ ต้นทุน ของธุรกิจรถบรรทุกทั้ง 2 ประเภท ของบริษัทตัวอย่าง A ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2563 นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาผลตอบแทนในการลงทุน โดยพิจารณาจากระยะเวลาคืนทุน (Payback Period :PB), มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value :NPV) และอัตราผลตอบแทนจากโครงการ (Internal Rate of Return :IRR) โดยใช้วิธีการกำหนดสถานการณ์ (Scenario Analysis) เปรียบเทียบปีที่ดีที่สุด (Best Year), ปีปกติ(Base Year) และปีที่แย่ที่สุด(Worst Year) ของทั้ง 2 อุตสาหกรรม ผลของการศึกษาจากการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ทางการเงินทั้ง 3 ชนิด สรุปผลการวิจัยได้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกันในทุกสถานการณ์ คือ การลงทุนธุรกิจขนส่งวัสดุก่อสร้างที่ใช้รถเทรลเลอร์ดั๊มคุ้มค่ากว่ารถเทรลเลอร์พื้นเรียบที่ขนส่งเหล็กม้วน บริษัทควรลงทุนซื้อรถเทรลเลอร์ดั๊มเพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างในการขยายกิจการในอนาคต แต่หากสถานการณ์ ณ ตอนที่จะตัดสินใจลงทุนนั้น อุตสาหกรรมการก่อสร้างถดถอย และบริษัทฯมีโอกาสที่จะสามารถขยายการลงทุนในรถพื้นเรียบที่ขนส่งเหล็กม้วนเพื่อการกระจายความเสี่ยง ก็ยังสามารถลงทุนได้ เนื่องจากผลการวิเคราะห์ทางการเงินนั้นผ่านเกณฑ์ในการลงทุน ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นบวก และ อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (IRR) มากกว่าต้นทุนของเงินทุน(WACC)
การปรับปรุงกระบวนการงานจัดซื้อ : กรณีศึกษาธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท A, นิชาภัทร พันธ์เมือง
การปรับปรุงกระบวนการงานจัดซื้อ : กรณีศึกษาธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท A, นิชาภัทร พันธ์เมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการจัดซื้อและมีเป้าหมายในการเริ่มต้นในการในการปรับปรุงกระบวนการของบริษัทกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตไฟฟ้า บริษัทปรับใช้การจัดการการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับทีมจัดซื้อ 6 ทีมที่จัดกลุ่มตามสินค้าโภคภัณฑ์ การสำรวจเกี่ยวกับใบขอซื้อที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 พบว่ามีคำขอสั่งซื้อจำนวนมากทำให้เกิดปัญหากับแผนกต่างๆ ที่ต้องการซื้อสินค้า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การศึกษานี้จึงไม่สามารถจัดการกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภทได้ แต่จะเน้นที่การจัดซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยเท่านั้น การศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจที่ครอบคลุมกระบวนการย่อยที่สำคัญ รวมทั้งการรับ PR การตรวจสอบ PR การจัดหาและคัดเลือกการจัดหา การจัดการซัพพลายเออร์ การส่งมอบ และการจัดการสัญญา จากนั้นการศึกษาจะใช้แนวคิดแบบลีนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการและค้นหากิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่า การศึกษาได้เสนอเทคนิค ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, and Simplify) เพื่อปรับปรุงกระบวนการและแสดงให้เห็นศักยภาพในการลดระยะเวลาปฏิบัติงานโดยระยะเวลาการสั่งซื้อลดลง 86% ของระยะเวลาก่อนปรับปรุง เดิมใช้เวลา 27,223 นาทีโดยประมาณในการจัดซื้อให้กับ 26 โรงไฟฟ้า ซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการใช้เวลา 3,693 นาที
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะห์พัฒนาทักษะรายบุคคลผ่าน E-Learning ด้วยเทคโนโลยี Ai Learning Detection, ชณุตพร ศรีชัย
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะห์พัฒนาทักษะรายบุคคลผ่าน E-Learning ด้วยเทคโนโลยี Ai Learning Detection, ชณุตพร ศรีชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะห์ทักษะรายบุคคลด้วยเทคโนโลยี AI Learning Detection ในการตรวจจับความเข้าใจ ความสนใจ และวิเคราะห์ความถนัดของผู้เรียนผ่านระบบ E-Learning และการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยผู้วิจัยสำรวจความต้องการและความสนใจต่อการใช้เทคโนโลยี AI Learning Detection ด้วยแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานทางด้านการพัฒนาบุคลากรหรือบริหารทรัพยากรมุนษย์ในองค์กร ผู้วิจัยสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 117 คนที่ทำงานอยู่ในองค์กรที่มีการใช้ระบบ E-Learning ในการพัฒนาทักษะบุคลากรและมีหน้าที่รับผิดชอบทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าอัตราส่วนร้อยละ และค่าเฉลี่ยสำหรับอธิบายข้อมูลทั่วไป จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ข้อมูลระหว่างตัวแปรโดยใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ตารางไขว้ (Crosstab) และทดสอบ Chi-square ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 62 รู้จักเทคโนโลยี AI Learning Detection โดยความเห็นส่วนใหญ่เห็นว่า เทคโนโลยีนี้มีความน่าสนใจเมื่อนำมาประยุกต์ในการเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเห็นด้วยว่าจะทำให้กระบวนการพัฒนาทักษะบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรพบว่า เพศและประสบการณ์ทำงานมีผลต่อระดับความสนใจในการใช้เทคโนโลยีนี้
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกจากพืชที่มีสมบัติเชิงหน้าที่, พรชนก ฉายฉันท์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกจากพืชที่มีสมบัติเชิงหน้าที่, พรชนก ฉายฉันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกจากพืชที่มีสมบัติเชิงหน้าที่ ซึ่งปัจจุบัน Plant-based Foods เป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) เป็นนวัตกรรมอาหารที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเทรนด์รักสุขภาพ และกระแสรักษ์โลกที่ให้ความสนใจในสวัสดิภาพสัตว์ด้วยความตระหนักถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกที่ผู้บริโภคเป้าหมายต้องการ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความสนใจในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จำนวน 12 ราย และนำผลการศึกษาดังกล่าวมาออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint analysis) ในการวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing mix) ได้แก่ แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางกาารจัดจำหน่าย (Place) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 ราย ผลการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า กลุ่มผู้ปริโภคเป้าหมายคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์เนื้อเลียนแบบจากโปรตีนทางเลือกมีรสชาติ กลิ่นรสและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์เสมือนจริง รับประทานหรือจัดเตรียมง่าย มีช่องทางการจำหน่ายหลากหลาย ราคาเทียบเท่าเนื้อสัตว์ปกติหรือแพงกว่าไม่เกิน 10-15% เมื่อพิจารณาการให้คะแนนอรรถประโยชน์รวม (Total utility) พบว่า กลยุทธ์การตลาดที่ได้รับค่าอรรถประโยชน์รวมมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไก่จากพืชพร้อมทาน มีแหล่งโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วและมีแหล่งใยอาหารจากขนุนอ่อนเหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ (Healthy Food) และผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ จำหน่ายในราคาเท่ากับไส้กรอกไก่ปกติ ทางช่องทางออนไลน์ ผลศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินจากการจ้างผลิต (OEM) แทนการจัดตั้งโรงงานผลิต ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินในกรณีปกติ (Base case) โดยการคาดคะเนส่วนแบ่งตลาดที่ร้อยละ 7 พบว่า คุ้มค่าในการเลือกลงทุน เนื่องจากธุรกิจสามารถสร้างกำไร มีค่าอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาในการคืนทุน (Payback Period) ในปีที่สอง
Diversification Benefits Of Commodity Indices Versus Islamic Stock Indices, Sita Khan
Diversification Benefits Of Commodity Indices Versus Islamic Stock Indices, Sita Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to investigate conditional correlations between the Dow Jones Emerging Market index and commodity indices (i.e., agriculture, energy, industrial metals, livestock, precious metals) and Islamic stock indices (i.e., JKII, KLFTEMSI, MSCI Bahrain, MSCI Kuwait, and MSCI Qatar). Additionally, this paper classifies the properties of assets whether it is a diversifier, a hedger, or a safe-haven assets to the Dow Jones Emerging Market index. The estimation method is the dynamic conditional correlation generalized autoregressive conditional heteroskedasticity (DCC-GARCH) model to estimate the conditional correlations during the period of 2007-2021 which covers the Global financial crisis (GFC) and …
Do Issuers Affect Derivative Warrants Overpricing? Evidence Of Thailand, Sarunporn Thupthong
Do Issuers Affect Derivative Warrants Overpricing? Evidence Of Thailand, Sarunporn Thupthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Derivative warrants have become increasingly popular in many countries. However, numerous literatures provide the empirical evidences that derivative warrants are overpriced relative to the comparable options. Many researchers found that the derivative warrant overpricing can be explained by hedging cost, liquidity premium, market power, and asymmetric information of investors. These explanations are likely to be related to characteristics of derivative warrant issuer. Therefore, this paper comes up with the objective to reconfirm the overpricing phenomenon in Thailand and investigate the issuer identity effect on the derivative warrant overpricing as well as examine what issuer’s characteristics cause the level of overpricing …
Cryptocurrency Trading With Ensemble Machine Learning Algorithm, Siwat Assavakijphanich
Cryptocurrency Trading With Ensemble Machine Learning Algorithm, Siwat Assavakijphanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this project, we aimed to use ensemble machine learning algorithms to trade ten cryptocurrencies along with attempting to add more external factors. Cryptocurrency included in this project were Cardano (ADA), Binance Coin (BNB), Bitcoin (BTC), DOGE, DOT, Ethereum (ETH), LINK, Polygon (MATIC), Uniswap (UNI), and Ripple (XRP). Furthermore, ten external factors, which are ten major stock indices, were added to the algorithm. All machine learning algorithms in this project are used to trade for four trading circumstacnes, an 1-hour interval, six-hour interval, daily interval and weekly interval. There are six machine learning models in this project which will be …
Gis Mapping Evaluation Of Stroke Service Areas In Bangkok Using Emergency Medical Services, Kiatirat Sreemongkol
Gis Mapping Evaluation Of Stroke Service Areas In Bangkok Using Emergency Medical Services, Kiatirat Sreemongkol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nowadays, stroke is the leading cause of death in Thailand. Patients must be treated within 4.5 hours from symptom onset to increase recovery rate. Time is therefore a critical factor of the success or failure of the treatments. The objective of this research is to investigate the service coverage of various healthcare centers through current Emergency Medical Services (EMS) in Bangkok. To get service coverages for Stroke in Bangkok, the updated speed of the traffic and the amount of time it takes for each mode of transport for the pre-hospital stroke process are collected and examined using GIS mapping. The …
Contributing Factors In Aircraft Accidents Triggering Fatalities, Prakayphet Chalayonnawin
Contributing Factors In Aircraft Accidents Triggering Fatalities, Prakayphet Chalayonnawin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Air transport has always been considered the safest way to travel. It has contributed numerous economic and social benefits, for instance, connecting multimodal modes of transportation, increasing employment, driving global and local economic activities, reducing travel time and generating trade, tourism, and services, connecting people and countries, and supporting humanitarian activities in a remote rural area. Historical records on the fatality ratio suggested that air transportation has the highest likelihood of accidents (occurrences with fatalities) when compared to all other transportation modes, including highway, railroad, and water. Then, when an accident occurs, it largely affects various stakeholders. This study aims …
The Healthcare Information For Patient Referral, Veerawan Aumpanseang
The Healthcare Information For Patient Referral, Veerawan Aumpanseang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite the cooperative sharing of Health Information Exchange (HIE), various distinct limitations and barriers are found, i.e., substantial time and resources are being used to achieve health information. This paper aims to investigate the limits of healthcare information sharing policy implementation and assorts the critical and shareable set of relevant healthcare information to patient referral systems in Thailand. Mixed-methods research methodology, both quantitative and qualitative mechanisms are conducted. The study results present the correlation between the current healthcare information exchange among the hospitals in patient referral systems and the limitations of implementing the HIE policy composed of technical, economic, political, …
Innovation In Evaluating And Recommending Fashion Clothing Sellers On Live Streaming, Earth Chandrruangphen
Innovation In Evaluating And Recommending Fashion Clothing Sellers On Live Streaming, Earth Chandrruangphen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Today, many sellers use live streaming to directly present and sell fashion clothes to customers. The approach is very popular in Thailand because it is convenient, cost effective, and could reach a large number of customers. This research has made various academic and practical contributions. In terms of academic contribution, it explores live streaming shopping criteria that influence customer intention to watch and purchase fashion clothes. The results show that, among 20 different criteria, there are three criteria with significant positive influence: product quality, price transparency, and broadcast timing pre-announcement; and three criteria with weak positive influence: seller image, seller …
Assessment Model Of University Innovation Ecosystems In Asean, Jirawan Chaipongpati
Assessment Model Of University Innovation Ecosystems In Asean, Jirawan Chaipongpati
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study is concerned with the development, testing, and commercialization of an assessment model for university innovation ecosystems, for use in Asian universities. The research was motivated by a combination of two key issues, including the relatively new introduction of innovation as the university objective in Asian universities, and the lack of inward-focused, development-oriented models for university innovation ecosystems. The assessment model is designed to both standardize innovation ecosystem assessment, and provide internal developmental information for universities on a path toward innovation and entrepreneurial universities. The preliminary assessment was developed through reference to several existing innovation ecosystem assessment models, which …
ระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะของผู้ประกอบการ, ปฐมพล เหล่าวิระยะศักดิ์
ระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะของผู้ประกอบการ, ปฐมพล เหล่าวิระยะศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความแตกต่างในด้านคุณลักษณะและอุปนิสัยระหว่างผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นและผู้ประกอบการที่มั่นคงแล้วซึ่งมีผลต่อการประกอบธุรกิจจัดตั้งใหม่ เพื่อพัฒนาระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะผู้ประกอบการ โดยรวบรวมตัวแบบคุณลักษณะความโน้มเอียงในการเป็นผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นการตลาด การดูดซับความรู้ และอุปนิสัยความมีใจรักและความเพียร และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับผู้ประกอบการ 123 ราย แบ่งเป็น 47 ราย ที่ทำธุรกิจมาน้อยกว่า 3.5 ปี และ 76 ราย ที่ทำธุรกิจมามากกว่า 3.5 ปี แล้วทำการวิเคราะห์ทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่ม ผลการวิเคราะห์พบว่าค่ารวมปัจจัยคุณลักษณะของกลุ่มผู้ประกอบการที่มั่นคงแล้วที่ดำเนินธุรกิจมากกว่า 3.5 ปี ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น แต่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญด้านคุณลักษณะย่อยแต่ละปัจจัยในด้าน 1) การแก้ปัญหาผ่านการทดลองด้วยตนเอง 2) การทำสิ่งต่างๆโดยคาดการณ์ถึงปัญหาหรือความต้องการในอนาคต 3) การพยายามช่วยเหลือหากลูกค้าประสบปัญหากับสินค้าและบริการ 4) การตอบสนองต่อลูกค้าเมื่อพบว่าลูกค้าไม่พึงพอใจกับคุณภาพการบริการ 5) ความคุ้นเคยกับการดูดซับความรู้ใหม่ และอุปนิสัย 6) ด้านความมุ่งมั่นและความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ผลการวิจัยเสนอแนวทางการประเมินเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประการธุรกิจระยะเริ่มต้นให้เป็นผู้ประกอบการที่มั่นคงได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงปัจจัยย่อยทั้งด้านอุปนิสัยความมีใจรักและความเพียรควบคู่ไปกับ ความโน้มเอียงในการเป็นผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นการตลาด และการดูดซับความรู้ โดยผลการวิเคราะห์สามารถนำมาพัฒนาระบบประเมินอุปนิสัยและคุณลักษณะผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนการพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นที่มีศักยภาพ รวมถึงดำเนินโครงการส่งเสริม บ่มเพาะ พัฒนา หรือให้ทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นวัตกรรมการบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์, จารุวรรณ สุวรรณศาสน์
นวัตกรรมการบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์, จารุวรรณ สุวรรณศาสน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยและบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมในประเทศไทย 2) เพื่อพัฒนาต้นแบบของระบบประเมินความพร้อมของเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมในประเทศไทย และ 3) เพื่อศึกษาการยอมรับของนวัตกรรมการบริการที่ส่งเสริมให้เกิดโมเดลการพัฒนาเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมด้วยการพัฒนาระบบเว็บแอปพลิเคชันที่ประเมินความพร้อมของเมืองและนำเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองตามความต้องการของผู้จัดการประชุม และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของระบบประเมินฯ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มและแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญในการพิจารณาเลือกเมืองจุดหมายปลายทางสำหรับจัดประชุมจากความต้องการของผู้จัดประชุมประเภท ต่างๆ ประกอบด้วย 6 กลุ่มปัจจัย 38 ตัวแปร ที่มีผลต่อความพร้อมในการเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของการจัดประชุม ซึ่งผลจากการศึกษามีความสอดคล้องกับงานวิจัยในอดีตแต่มีลำดับความสำคัญที่ต่างกัน และพบตัวแปรใหม่ที่ได้จากงานวิจัยจำนวน 17 ตัวแปร งานวิจัยยังได้พัฒนาระบบประเมินความพร้อมของเมืองที่ตอบสนองความต้องการของผู้จัดงานจากเกณฑ์ทั้ง 6 ด้าน และผู้วิจัยได้ทดสอบระบบประเมินกับจังหวัดต้นแบบที่เป็นเมืองศักยภาพด้านการจัดประชุมในแต่ละภูมิภาค รวม 6 จังหวัด โดยผลการประเมินการยอมรับใช้เครื่องมือประเมินอยู่ในระดับดีมาก การนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยวิธีการขายลิขสิทธิ์ของระบบเพื่อเป็นเครื่องมือการบริการภาครัฐแบบฟรีเมี่ยม (Freemium) คือการบริการของภาครัฐที่ให้เครื่องมือประเมินความพร้อมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการอบรมหลักสูตรผู้นำด้านการพัฒนาเมืองและการเรียนรู้ผ่าน e-learning ที่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากการวิเคราะห์การเงิน พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ 4.08 ปี โดยรายได้จากการลงทุนประกอบด้วย รายได้ของ สสปน (ผู้ซื้อลิขสิทธิ์) มีรายได้ 538,400 บาท ใน 5 ปี และคาดว่ามีผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ถึง 5,969,100 บาท จากการสนับสนุนให้เกิดการจัดประชุมจากการพัฒนาความพร้อมของเมือง
นวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะเพื่อเสริมสร้างกิจกรรมดนตรีนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ, สรัญญา หิรัญปัณฑาพร
นวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะเพื่อเสริมสร้างกิจกรรมดนตรีนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ, สรัญญา หิรัญปัณฑาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบ พัฒนา และทดสอบนวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างการจัดกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงผู้สูงอายุ 2 ท่าน พบว่า ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ทางด้านดนตรีอย่างมากในการจัดกิจกรรมด้วยรูปแบบการใช้สัญลักษณ์มือ ทำให้เกิดความขาดแคลนบุคคลากรในด้านดังกล่าว ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของการทำกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงกับผู้สูงอายุด้วยรูปแบบการใช้สัญลักษณ์มือ พบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ผู้ควบคุมวง ผู้สูงอายุ เครื่องดนตรีอังกะลุง โน้ตเพลง และเพลงบรรเลงประกอบ ซึ่งนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม หลังจากทำการทดสอบและปรับปรุงนวัตกรรมตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเบื้องต้น เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากการทดสอบนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญในสถานดูแลผู้สูงอายุ สรุปได้ว่า การทำกิจกรรมดนตรีด้วยนวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะสามารถทำให้ผู้สูงอายุเขย่าอังกะลุงได้ถูกต้องไม่แตกต่างจากการทำกิจกรรมด้วยรูปแบบการใช้สัญลักษณ์มือที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า นวัตกรรมนี้สามารถเสริมสร้างและช่วยลดภาระของผู้เชี่ยวชาญการจัดกิจกรรมดนตรีวงอังกะลุงสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้สูงอายุได้ แม้ว่าผู้สูงอายุยังคงต้องการการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ควบคุมวงอยู่ การศึกษาการยอมรับนวัตกรรมวงดนตรีอังกะลุงอัจฉริยะจากการเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 18 คน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นต่อการยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่ในระดับ “เห็นด้วย"
การประยุกต์ใช้แนวทางลีน ซิกซ์ ซิกมา เพื่อลดการสึกหรอของแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็ก, ปิยะธิดา การสร้าง
การประยุกต์ใช้แนวทางลีน ซิกซ์ ซิกมา เพื่อลดการสึกหรอของแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็ก, ปิยะธิดา การสร้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสึกหรอบริเวณขอบคมตัดของแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็กในโรงงานกรณีศึกษา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดจำนวนผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายทากระบวนการผลิตที่สูงขึ้น โดยการปรับปรุงกระบวนการผลิตจะนำแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา (Lean Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ ในการดำเนินงานวิจัยจะดำเนินตามหลักการซิกซ์ ซิกมา ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน โดยเริ่มจากการ ศึกษากระบวนการผลิตแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์ขนาดเล็ก สำรวจสภาพปัญหาในปัจจุบันโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติ และกำหนดขอบเขตในงานวิจัย ต่อมา รวบรวมข้อมูลทางสถิติเพื่อหาปัจจัยที่เป็นไปได้ และคัดกรองเพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดการสึกหรอในกระบวนการผลิตแม่พิมพ์แบบตัดและพันช์อย่างแท้จริง ซึ่งมีทั้งหมด 2 ปัจจัย คือ น้ำมันหล่อลื่น และ การเคลือบผิว ในระยะปรับปรุงกระบวนการ ได้ทำการทดสอบสมมติฐาน พบว่า กลุ่มแม่พิมพ์และพันช์ที่มีการใช้น้ำมันหล่อลื่นและการเคลือบผิวมีสัดส่วนของเสียน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่นและการเคลือบผิว จึงทำการออกแบบการทดลองแบบแฟคทอเรียล (Full Factorial Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสมในการลดการสึกหรอ ซึ่งค่าของระดับปัจจัยที่เหมาะสม คือ การใช้การเคลือบผิวชนิด PVD – AlCrN และ การใช้น้ำมันว่านหางจระเข้ ต่อมานำค่าระดับปัจจัยที่ได้ไปปรับใช้กับกระบวนการผลิตจริงเพื่อยืนยันผลการทดลอง พบว่า สามารถลดแม่พิมพ์และพันช์ที่มีการสึกหรอจากเดิมที่พบ 25 ตัวต่อเดือนโดยเฉลี่ย เหลือเพียง 3 ตัวต่อเดือนโดยเฉลี่ย และสามารถลดค่าใช้จ่ายทางกระบวนการผลิตที่เกิดจากของเสียลดลงจาก 72,566 บาทต่อเดือน เหลือ 8,766 ต่อเดือนโดยเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีการเคลือบผิวบางแบบ PVD และน้ำมันว่านหางจระเข้ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิ โดยไม่จำกัดสิทธิผู้ได้รับอนุญาต จากการวางแผนธุรกิจในกรณีปกติ (Based Case) จะมีระยะเวลาการคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 1 ปี มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 2,858,006.17 บาท และมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เท่ากับ 342.35%
นวัตกรรมระบบการประเมินจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ธาดาธิเบศร์ ภูทอง
นวัตกรรมระบบการประเมินจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ธาดาธิเบศร์ ภูทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 2) สร้างตัวชี้วัดการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3) พัฒนาและทดสอบนวัตกรรมระบบการสนับสนุนการตัดสินใจการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) ศึกษาการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมระบบการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ 5) ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรมของนวัตกรรมระบบการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและสัมภาษณ์เชิงลึก จากนั้นพัฒนาเครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อสร้างตัวชี้วัดการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ AMOS นำข้อมูลองค์ประกอบที่ได้ไปสอบถามความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาค่าน้ำหนักของเกณฑ์และตัวชี้วัดของกรอบในการประเมิน ด้วยกระบวนการการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ วิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มตามระดับศักยภาพด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม ตรวจสอบความความตรงภายในและภายนอกของตัวแบบนวัตกรรม ศึกษาความต้องการและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม นำต้นแบบนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบการยอมรับการใช้งาน และจัดทำแผนธุรกิจเพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชยกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ สภาพแวดล้อมของจุดหมายปลายทาง นโยบายของพื้นที่และกลยุทธ์ที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถเพื่อการรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้นและวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลยุทธ์และโครงสร้างการให้บริการส่งเสริมสุขภาพ ศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม และการรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งร่วมกันและการทำการตลาดเชิงรุก โดยทั้งหมดนี้ประกอบด้วยตัวชี้วัด จำนวน 41 ตัวชี้วัด 2) ผลการสร้างตัวชี้วัดการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างจากการทดสอบความสอดคล้องของตัวแบบองค์ประกอบหลักและตัวชี้วัดในการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พัฒนาขึ้น พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) ผลจากการวิเคราะห์กลุ่มที่มีศักยภาพต่างกันด้วยเทคนิค K-means Cluster Analysis พบว่า สามารถจำแนกกลุ่มที่มีความแตกต่างกันได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีระดับศักยภาพสูง ศักยภาพปานกลาง และศักยภาพต่ำ ซึ่งผลจากการทดสอบความตรงภายในและความตรงภายนอกของตัวแบบการประเมินศักยภาพจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้พัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นว่าตัวแบบการประเมินมีความตรงทั้งภายในและภายนอก และมีความแม่นยำของประสิทธิภาพในการทำนาย สามารถเชื่อถือได้ และมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ผลจากการสนทนากลุ่มและการตอบแบบสอบถามถึงความเหมาะสมในการออกแบบต้นแบบแนวคิดนวัตกรรมระบบการสนับสนุนการตัดสินใจการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่า ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของต้นแบบนวัตกรรมระบบนี้ มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นนวัตกรรมระบบการสนับสนุนการตัดสินใจการประเมินศักยภาพของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) ผลการทดสอบการยอมรับการใช้งานของนวัตกรรมนี้ พบว่า มีความพร้อมและได้รับการยอมรับการใช้งานอยู่ในระดับมาก และ 5) ผลจากการจัดทำแผนธุรกิจนวัตกรรมระบบประเมินจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการศึกษาความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการ การผลิตและการดำเนินธุรกิจของนวัตกรรมนี้ มีความเหมาะสมในการลงทุนและมีความเป็นไปได้ในการนำออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว และได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยใช้เงินลงทุน 660,000 บาท มีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุน เท่ากับ 82.21% ใช้ระยะเวลาคืนทุน 1.43 ปี
นวัตปะการังเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง, วรุต ศรีสุวรรณ์
นวัตปะการังเพื่อการพัฒนาและการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง, วรุต ศรีสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันปัญหาปะการังเสื่อมโทรมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง และกระจายออกเป็นวงกว้างทั่วโลก ถ้าปล่อยให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นต่อไปโดยไม่ทำการแก้ไข ปะการังจะหมดไปจากท้องทะเลในระยะเวลาอันใกล้ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงาน ได้พยายามแก้ไขฟื้นฟูแนวปะการังด้วยวิธีต่างๆ หนึ่งในวิธีที่มีการทำอย่างต่อเนื่อง คือ การนำวัสดุที่เลิกใช้ ได้แก่ มอเตอร์ไซต์ รถถัง ยางรถยนต์ ท่อพีวีซี หรือ แท่งปูนสี่เหลี่ยม ไปวางไว้เป็นปะการังเทียม กลายเป็นมลภาวะทางสายตา และอาจมีสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะเห็นได้ว่าการออกแบบ และวัสดุแบบเดิม จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และทัศนภาพที่ดียิ่งขึ้น จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้เลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ซีเมนต์แบบ 3 มิติ เพื่อทำให้การขึ้นรูปปะการังเทียมรูปแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้น ออกมาเสมือน กลมกลืนกับแนวปะการังจริงมากที่สุด และยังมีการปรับรูปร่างให้เข้ากันได้กับชนิด และแนวปะการังบริเวณใกล้เคียง ด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สัตว์ยอมรับ และสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ผลจากการศึกษา และการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development: NPD) ร่วมกับกระบวนการออกแบบของชีวจำลอง (Biomimicry Design Process) ของงานวิจัยนี้ ทำให้เกิดนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแนวคิดของการอนุรักษ์ท้องทะเลของโลกให้เป็นไปอย่างสมดุล กลมกลืน และยั่งยืน ภายใต้ชื่อ "นวัตปะการัง" ที่เกิดขึ้นด้วยการรวบรวมการออกแบบที่โดดเด่นดังต่อไปนี้ (1) พื้นผิวได้รับการพ่นเคลือบผิวนอกด้วยสารประกอบไดแคลเซียมฟอสเฟส (Di-calcium Phosphate) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของอาหารตัวอ่อนปะการัง และถูกออกแบบมาให้มีพื้นผิวขรุขระ เพื่อให้เหมาะสมกับการลงเกาะของปะการังชนิดต่างๆ (2) มีช่องสำหรับปลูกปะการังจริง เพื่อเพิ่มอัตราการขยายพันธุ์ให้เร็วขึ้น (3) ผ่านการทดสอบภายใต้ระบบ Hydrodynamic Testing System ที่ SEAFDEC เพื่อดูการไหลเวียนที่เหมาะสมของกระแสน้ำในการแก้ปัญหาการจม และทรุดตัวลงในพื้นตะกอน (4) ลดแรงต้านกระแสน้ำ เพื่อป้องกันการถูกพัดพา (5) เกิดกระแสน้ำวนขนาดเล็ก เพื่อเป็นการเพิ่มเวลา และอัตราการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง (6) ถูกตกแต่งให้มีโครงสร้าง 3 มิติ ทำให้เกิดพื้นที่แสงและเงา ช่วยให้สัตว์เข้าไปหลบภัยได้ เป็นการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (7) ถูกออกแบบให้ถอดประกอบ และปรับแต่งโครงสร้างได้ตามความต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ในแต่ละพื้นที่ และด้วยขนาดชิ้นส่วนประกอบที่มีขนาดเล็กเล็ก มีน้ำหนักเบา ทำให้สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งค่าติดตั้งต่ำกว่าปะการังเทียมรูปแบบเดิม และ (8) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นสถานีทดแทนปะการังธรรมชาติ (Smart Station) …
ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์
ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาระดับอุดมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพและการเลื่อนชั้นทางสังคมได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียน ซึ่งเป็นผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้กระทำการต่อปัจเจกนักเรียน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้และนำไปสู่ผลกระทบตามมา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย 2) ศึกษาความเหลื่อมล้ำในปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย และ 3) ศึกษาผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกรณีศึกษาที่มีความเป็นตัวแทนจำนวน 16 คนประกอบด้วย กรณีศึกษานักเรียนในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจำนวน 12 คน และกรณีศึกษาอาจารย์แนะแนวจากสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนจำนวน 4 คน และทำการวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีความเหลื่อมล้ำในสำนักคิดแนวสมรรถภาพมนุษย์และแนวคิดการจัดการศึกษาในแนวปรัชญาพิพัฒนาการนิยม ผลการศึกษา พบว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทยประกอบด้วยปัจจัยหลักความเหลื่อมล้ำที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ปัจจัยทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม 2) ปัจจัยสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐหรือเอกชน และ 3) ปัจจัยระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โดยความเหลื่อมล้ำจากปัจจัยหลักทั้งสามและความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างทางสังคมได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาต่อของนักเรียนในสองส่วน ได้แก่ 1) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์ โดยพบว่า ภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์นี้ความเหลื่อมล้ำได้ส่งผลกระทบผ่านปัจจัยหลักทั้งสามที่ได้กระทำการต่อนักเรียนโดยได้ลิดรอนสมรรถภาพและลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนนำไปสู่ผลกระทบในการขาดอิสรภาพทางโอกาสของนักเรียน และ 2) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงลึก โดยพบว่า ภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำได้สร้างผลกระทบในมิติเชิงลึก ได้แก่ มิติภายในครอบครัว มิติทางสุขภาพ มิติทางเพศ รวมถึงค่านิยม การพึ่งพาและการลงทุนในการศึกษาต่อ ทั้งนี้รัฐได้พยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับระบบคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและผ่านระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแม้ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดก็ตามแต่นักเรียนก็ควรมีส่วนต่อการรับผิดชอบตนเองในการวางแผนกลยุทธ์และการต่อรองภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้สามารถผ่านการคัดเลือกของระบบคัดเลือกเพื่อให้เข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาได้ตามที่ต้องการ
การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร
การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) กลุ่มผู้ประกอบอาชีพขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ มีขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 312 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาการรับรู้ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร มีระดับการรับรู้มาก และรับรู้ว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่มีค่าเกินมาตรฐานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งรู้ว่าตนเองเป็นทั้งผู้รับและผู้ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รู้ว่าพื้นที่ดินแดงมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ส่งผลต่อการตรวจเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 แต่ไม่มีการใส่หน้ากาก N95 โดยผลการศึกษาด้านความรู้ทำให้ทราบว่ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังขาดความรู้ได้เรื่อง 1) การใส่หน้ากากอนามัย 2 ชิ้นไม่สามารถจะช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ 2) การตรวจเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความหมายของค่า AQI (ประเทศไทย) 4) เรื่องดำเนินชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สำหรับผลการศึกษาผลกระทบและการสนองทั้ง 4 ด้าน สูงที่สุดคือ 1) ด้านเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละอองมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็คสุขภาพในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละออง รองลงมาคือ 2) ด้านสุขภาพมีผลกระทบทางด้านสุขภาพมีอาการ เจ็บคอ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการผื่นคันตามผิวหนัง และอาการตาแดง และ 3) ด้านสังคมมีการดำเนินชีวิตของประชาชนยุ่งยากมากขึ้นในระดับมาก สุดท้ายคือ 4) ด้านการป้อนกันมีเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน และข้อเสนอแนะต่อการสร้างพฤติกรรมเชิงบวก มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ที่กลุ่มผู้ขับขี่ต้องการให้ส่งเสริมมากที่สุดคือ การช่วยลดค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ (รัฐช่วยออกคนละครึ่ง) รองลงมา ควรมีการให้ความรู้ที่เกี่ยวของกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในเรื่อง 1)การให้ความรู้ในการใส่หน้ากาก 2) การเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความรู้เรื่อง ค่า AQI โดยกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดจากการศึกษาพบว่ามี 4 กลุ่มที่ไม่มีการรับรู้เรื่องของฝุ่นได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือน 10,001-15,000 2. …
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดซึ่งเกิดจากฝนตกหนัก หิมะละลายอย่างรวดเร็ว คลื่นพายุจากพายุไซโคลนเขตร้อนหรือสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และคาดว่าความถี่และความรุนแรงของน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมักเกิดภัยพิบัตินี้อยู่เสมอ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเป็นอีกหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2563 แต่พื้นที่อพยพบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก วัตถุประสงค์ในศึกษาจึงทำการหาที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่ออพยพประชาชนในพื้นที่และผู้ประสบภัยที่ต้องการสถานพยาบาล และหาเส้นทางที่เหมาะสมและสะดวกแก่ประชาชนในการอพยพจากหมู่บ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและไปยังโรงพยาบาล การศึกษานี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และฟังก์ชันโซเวอร์ในไมโครซอฟต์ เอกซ์เซล เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จากผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ทำการศึกษามีหมู่บ้านจำนวน 41 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ แล้วสถานที่ตั้งโรงเรียนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยแบ่งการคำนวณออกเป็นร้อยละ 50 60 70 80 90 และ 100 ของประชากร ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ คือ จำนวนศูนย์พักพิงชั่วคราวสามารถรองรับผู้อพยพได้เพียงพอและมีระยะทางเฉลี่ยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวไปยังโรงพยาบาลสั้นกว่าแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ระยะทางเฉลี่ยรวมมากขึ้น
กระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ : กรณีศึกษา : ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่), อมรเทพ จันทร์สว่าง
กระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ : กรณีศึกษา : ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่), อมรเทพ จันทร์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกระบวนการพัฒนาแบบจำลองรูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟ ซึ่งเป็นการศึกษารูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสารรถไฟที่สร้างรายได้สูงสุด และระบุจุดเด่น-จุดด้อยของแต่ละแบบจำลอง โดยใช้ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี (กรุงเทพ-เชียงใหม่) เป็นกรณีศึกษา ในการพัฒนาแบบจำลองนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ส่วนของข้อมูลสำหรับการสร้างแบบจำลอง ได้แก่ 1) กำหนดเส้นทาง 2) กำหนดขบวนรถ 3) กำหนดชั้นโดยสาร 4) กำหนดสถานี 5) การหาค่าความต้องการ 6) การหาอัตราค่าโดยสาร และ 2.ส่วนของรูปแบบการจัดสรรที่นั่ง ซึ่งการจัดสรรที่นั่งรถไฟนั้นได้ใช้ 2 หลักการ คือ การนำที่นั่งที่เหลือกลับมาจำหน่าย และการแบ่งรูปแบบของส่วนที่นั่งโดยสารสำหรับการจำหน่าย หลักการทั้งสองสามารถนำมาสร้างแบบจำลองได้ 4 แบบจำลอง คือ 1) FCFST 2) FCFSC 3) PBLC และ 4) SBC หลังจากนั้นได้นำแบบจำลองทั้ง 4 ได้นำไปทดสอบกับข้อมูลความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร 2 ลักษณะ คือ การทดสอบรายกรณี ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ความต้องการเดินทางตั้งแต่ 20-240 คน/ขบวน โดยแยกออกเป็น 7 กรณี และการทดสอบรายปี ซึ่งเป็นการอ้างอิงความต้องการเดินทางตามสถานการณ์จริงของเส้นทางในรอบ 1 ปี จากผลการทดสอบแบบจำลองจัดสรรที่นั่งโดยสารทั้ง 4 แบบจำลอง พบว่าในการทดสอบรายกรณีเมื่อปริมาณความต้องการเดินทางน้อย FCFST และ FCFSC สามารถสร้างรายได้สูงที่สุด ในขณะที่เมื่อมีความต้องการเดินทางปานกลาง FCFSC สามารถสร้างรายได้สูงสุด และเมื่อมีความต้องการมาก SBC สามารถสร้างรายได้สูงสุด ส่วนการทดสอบรายปีที่ปริมาณความต้องการหลากหลายนั้น FCFSC สามารถสร้างรายได้โดยรวมสูงสุด ดังนั้น กระบวนการพัฒนาแบบจำลองที่นำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการหารูปแบบการจัดสรรที่นั่งโดยสาร เพื่อให้เกิดรายได้สูงสุดได้