Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 37

Full-Text Articles in Dramatic Literature, Criticism and Theory

เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี Jan 2025

เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในแบบวิจัยปฏิบัติการ (Practice Research) ทางศิลปะการละคร มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาหลักและเทคนิคในการแสดงละครเล่าเรื่อง ของพอล ซิลส์ และเกมละคร ของไวโอลา สโปลิน และ (2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ชมปฐมวัยเรื่อง เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม ผู้วิจัยออกแบบการแสดงและเป็นนักแสดง ศึกษาแนวคิดละครเล่าเรื่อง นิทานภาพเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพื่อออกแบบการแสดงละครสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม ฝึกฝนการแสดงด้นสดและเกมละคร เพื่อพัฒนาทักษะการด้นสด การมีสมาธิ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ผู้วิจัยจัดการแสดง 2 รอบในห้องเรียน และจัดการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและครูเพื่อประเมินผล ผู้วิจัยค้นพบรูปแบบการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะ คือ “เล่า-นำ-เล่น-เป็นตัวละคร สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อม” รวมถึงพบว่าระหว่างการแสดงต้องพัฒนาทักษะการฟัง การสังเกต และด้นสด เนื่องจากละครเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วม ดึงดูดความสนใจของผู้ชมปฐมวัยผ่านอุปกรณ์การแสดง เพื่อให้ผู้ชมเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทั้งยังได้องค์ความรู้ว่า การสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมแก่เด็กปฐมวัยให้สัมฤทธิผล โครงเรื่องต้องเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรง และนักแสดงต้องมีสมาธิ ไหวพริบ และความเป็นมิตร เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ


การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ Jan 2025

การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง “การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย ผู้วิจัยเลือกวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของ เอช. จี. เวลส์ โดยผู้วิจัยได้นำวรรณกรรมสั้นเรื่องดินแดนคนตาบอดทั้งสองตอนจบฉบับแปลไทยจากสำนักพิมพ์สมมติ แปลโดย มโนราห์ มาทำการดัดแปลงข้ามสื่อเป็นบทละครเวที ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึงความเป็นอื่นในสังคมมาดัดแปลงเป็นบทละครเวทีเพื่อเป็นสื่อสะท้อนและวิพากษ์ประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย และสามารถสื่อสารแก่นความคิดเรื่อง มนุษย์ควรวิเคราะห์ความแตกต่างอย่างมีเหตุผลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ที่ปรากฏในวรรณกรรม ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้การลำดับเล่าเรื่องและบริบทของตามฉบับวรรณกรรมที่ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1939 ที่ได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติมตอนจบของเรื่องราวในวรรณกรรม โดยผู้วิจัยนำวรรณกรรม ดินแดนคนตาบอด ที่ถูกตีพิมพ์ทั้งสองครั้งมาวิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งในสังคม ทฤษฎีการเขียนบทละคร ทฤษฎีการดัดแปลงข้ามสื่อ และแนวคิดสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ปรากฏในวรรณกรรมต้นฉบับ นำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และดัดแปลงบทละคร และนำเสนอบทละครผ่านการแสดงในรูปแบบการอ่าน (Stage Reading) โดยเก็บข้อมูลผ่านกลุ่มตัวอย่างจากผู้ชมทั่วไปที่สมัครใจตอบแบบสอบถามแบบไม่ระบุตัวตน และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเขียนและดัดแปลงบทละคร จากการวิจัยผู้วิจัยพบว่าประเด็นความขัดแย้งทางความคิดเป็นสิ่งสากลที่สามารถเกิดขึ้นและเข้าใจได้แม้จะอยู่ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน และการนำเสนอแก่นความคิดผ่านการดัดแปลงบทละครเรื่องนี้จะพาให้ผู้ชมเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนทำให้เกิดการพูดคุยและถกเถียงกันภายหลังจากการรับชมการแสดงในรูปแบบของการอ่านได้ โดยผู้ชมส่วนใหญ่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวกับบริบทสังคมไทยได้ แม้จะมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงในประเด็นการพัฒนาตัวละคร การใช้ภาษาในบทละคร และการสร้างสมดุลในการนำเสนอมุมมองของทั้งสองฝ่าย


การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์ Jan 2025

การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง ที่เพิ่มโอกาสในการสื่อสารเนื้อเรื่องได้อย่างชัดเจน และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปการแสดงสำหรับผู้พิการทางการเห็น โดยมุ่งเน้นการศึกษาผลลัพธ์จากการใช้งานบทบรรยายเสียง (Audio Narration) จริงในสถานการณ์การแสดงสด โดยวัดผลในด้าน 1) ระดับความเข้าใจเนื้อเรื่อง 2) ความพึงพอใจต่อประสบการณ์การชม และ 3) การมีส่วนร่วมทางอารมณ์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงเทคนิคการสร้างบทบรรยายเสียง การวิจัยนี้มีวิธีการดําเนินงานวิจัยจากการศึกษา และวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และประสบการณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า จากการทดลองโดยใช้วิธีการหรือแนวคิดทฤษฎีการเข้าถึงสื่อและหลักการออกแบบสากล (Universal Design for Learning: UDL) ร่วมกับการสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสดช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปะการแสดงโดยการถ่ายทอดองค์ประกอบบนเวทีอย่างครบถ้วน ทั้งบุคลิกลักษณะ กริยา ท่าทางของตัวละคร ภาพฉาก การเคลื่อนไหว สัญลักษณ์และเทคนิคการการแสดงในละครเวทีรวมถึงการใช้เทคโนโลยีบรรยายสด ซึ่งทำให้ผู้พิการทางการเห็นสามารถเข้าใจแก่นเรื่องและนัยยะสำคัญของการแสดงได้อย่างชัดเจน และได้รับประสบการณ์การชมที่ครบถ้วนทั้งทางศิลปะและอารมณ์ใกล้เคียงกับผู้ชมทั่วไปคำสำคัญ : บทบรรยายเสียง, ผู้พิการทางการเห็น, การแสดงสด, ละครเวที


การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์ Jan 2024

การฝึกฝนการใช้เสียงสำหรับนักแสดงตามเทคนิคการฝึกการใช้เสียงของ คริสติน ลิงค์เลเทอร์ : กรณีศึกษาการแสดงเดี่ยว เรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ ของ ฌอง กอกโต, จารุศรี ศุกระจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและฝึกฝนเทคนิคการพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ ของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ และสังเคราะห์กระบวนการการนำเทคนิคดังกล่าวมาปรับใช้ในการพัฒนาการแสดงเดี่ยวบทละครเรื่อง เดอะ ฮิวแมน วอยซ์ เนื่องจากผู้วิจัยประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียงในการแสดง กล่าวคือผู้วิจัยไม่สามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครผ่านเสียงได้อย่างตรงไปตรงมาในบางสถานการณ์ ส่งผลให้ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเทคนิคดังกล่าวอันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักแสดงสามารถค้นพบการใช้เสียงอย่างเป็นอิสระ นำไปสู่การสื่อสารความจริงภายในของตัวละครที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และจริงใจยิ่งขึ้น ผู้วิจัยนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ฝึกฝนในขั้นตอนของการฝึกฝนเสียงเพื่อพัฒนาเสียง และเตรียมความพร้อมของเสียงก่อนการแสดง การฝึกซ้อมบทละคร และการเตรียมตัวก่อนทำการแสดงจริง ผู้วิจัยค้นพบว่าภายหลังการฝึกฝนการใช้เสียงด้วยเทคนิคพัฒนาการใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติของคริสติน ลิงค์เลเทอร์ ผู้วิจัยสามารถกำจัดอุปสรรค์ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงระหว่างเสียง และอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยสามารถถ่ายทอดความจริงภายในของตัวละครได้อย่างลุ่มลึก และจริงใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้วิจัยค้นพบว่าตนเองพัฒนาทักษะอื่น ๆ ทางด้านการแสดงควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกาย จินตนาการ และประสาทสัมผัส ส่งผลต่อการพัฒนาการแสดงองค์รวมของผู้วิจัย โดยผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย และสรุปผลการวิจัยจากการศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จดบันทึกและบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อม การรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชม และการสัมมนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการใช้เสียง


กระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ตามหลักแนวคิดละครแอบเสิร์ด, อรรถกฤษณ์ พฤกษ์เลิศตระกูล Jan 2024

กระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ตามหลักแนวคิดละครแอบเสิร์ด, อรรถกฤษณ์ พฤกษ์เลิศตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เกิดจากผู้วิจัยตีความบทละครแนวสมจริงเรื่อง เธิร์สท์ ของ ยูจีน โอนีลล์ มีความคิดหลักและประเด็นสำคัญว่าด้วยความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดของละครแนวแอบเสิร์ด ทำให้ผู้วิจัยเกิดคำถามว่า จะใช้กระบวนการกำกับการแสดงเพื่อสื่อสารความคิดจากแนวละครแอบเสิร์ดนี้ให้ออกมาในละครสมจริงได้อย่างไร ดังนั้น จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทดลองกระบวนการกำกับการแสดงที่เหมาะสมให้สื่อสารเพื่อตอบข้อคำถามดังกล่าว ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สร้างกรอบแนวคิดให้เข้าใจรายละเอียดของประเด็นดังกล่าวที่ซ่อนในเนื้อหาบทละคร แล้วนำมาวิเคราะห์ตีความตามหลักการสำหรับกำกับการแสดง และกำหนดแนวคิดงานออกแบบของผู้กำกับการแสดง รวบรวมเตรียมเป็นข้อมูลเพื่อกำกับการแสดง ในช่วงการวิเคราะห์ตีความและการฝึกซ้อม ผู้วิจัยใช้หลักแนวคิดของละครแอบเสิร์ดในการวิเคราะห์ตีความพฤติกรรมตัวละคร ประกอบกับหลักวิเคราะห์ตีความของ สตานิสลาฟสกี ใช้แบบฝึกหัดจินตนาการของแอดเลอร์ ใช้วิธีแนะนำการแสดงให้กับนักแสดงด้วยการเทียบเคียงเหตุการณ์ในเรื่องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไป และใช้วิธีการซ้อมดำเนินผ่านฉากตามลำดับต่อเนื่อง เพื่อช่วยตรวจทานสร้างความเข้าใจแกนเงื่อนไขตัวละครให้กับนักแสดง อีกทั้งภาพรวมของจังหวะดำเนินเรื่องร่วมกับองค์ประกอบศิลป์ในการแสดง และทดลองเรียนรู้พัฒนาตลอดช่วงการฝึกซ้อมจนถึงขั้นแสดงผลงานละครต่อสาธารณะชน ผลวิจัยปรากฎว่า เมื่อผู้วิจัยมีกรอบแนวคิดประเด็นเรื่องความไร้แก่นสารของชีวิตมนุษย์ ช่วยเชื่อมโยงประกอบวิเคราะห์ตีความบทละคร ทำให้กระบวนการคิดของผู้วิจัยเข้าใจรายละเอียดในเนื้อหาของบทละครโดยเฉพาะความคิดหลักของเรื่องอย่างกระจ่าง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยเมื่อกำกับการแสดง สามารถสื่อสารเนื้อหาของบทละครแก่นักแสดง ตลอดจนผู้ชมละครเวทีให้รู้สึกร่วมไปตามรูปแบบนำเสนอละครสมจริงได้ นอกจากนี้ กระบวนวิธีวิจัยดังกล่าว อาจเป็นแนวทางและวิธีช่วยให้ผู้กำกับการแสดง ได้ฝึกหัดค้นหาความคิดหลักของเรื่องให้เข้าใจแม่นยำ ตระหนักกับสิ่งที่ต้องการสื่อสาร รวมทั้งลำดับความสำคัญโดยใช้ความคิดหลักนั้นนำทางค้นหารูปแบบกลวิธีนำเสนอได้อย่างมีทิศทางชัดเจนขึ้นด้วย


การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์ Jan 2024

การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักแสดงใช้เครื่องมือของนักแสดง ด้านทักษะจินตนาการ การใช้สมาธิ และการใช้ร่างกาย ในการฝึกการแสดงเพื่อให้เกิดความสมจริงและน่าเชื่อถือในแต่ละตัวละคร โดยบทละครเวทีการแสดงเดี่ยวเรื่อง “นอนไม่หลับ” ของนิกร แซ่ตั้ง นักแสดงต้องสามารถแสดงเป็นตัวละครหลายบทบาท หลายสถานการณ์ และต้องสื่อสารกับผู้ชมอีกด้วย การวิจัยนี้ใช้กระบวนการฝึกทักษะการแสดงและสังเคราะห์จากแนวคิดของนักทฤษฎีการละครที่มีความสำคัญ จากทั้ง คอนสแตนติน สตานิสลาฟกี้ (Constantin Stanislavski)สเตลล่า แอดเลอร์ (Stella Adler) ไมเคิล เชคคอฟ (Michael Chekchov) ทั้งนี้การวิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผลจากการฝึกซ้อมเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจากกระบวนการฝีก บันทึกวิดีทัศน์ และการฝึกซ้อมการแสดงร่วมกับผู้กำกับการแสดง ประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษา รวบรวมผลการประเมินจากการนำเสนอผลงานของผู้วิจัย เก็บข้อมูลแบบสอบถามจากผู้ชม และเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนจากผู้ทรงวุฒิหลังจบการแสดงของผู้วิจัย ผลการศึกษาพบว่า การฝึกการปฏิบัติด้วยแนวทางการฝึกจินตนาการ สมาธิ ร่างกาย ที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะช่วยทำให้นักแสดงเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ และมีความกังวลที่ลดลง และมีความอิสระเป็นตัวละครมากยิ่งขึ้นขณะแสดง


การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช Jan 2024

การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะความเป็นมืออาชีพของแพทย์ที่ควรเสริมสร้างตั้งแต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความเห็นอกเห็นใจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และคนไข้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและเก็บข้อมูลจากคนไข้ได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและความเครียดของคนไข้ ศิลปะการละครเป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบันมีการใช้ละครด้นสดมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ แต่ยังขาดการศึกษาที่ใช้ทฤษฎีการแสดงมาประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และยังไม่มีการศึกษารูปแบบนี้ในประเทศไทย วิจัยนี้ศึกษาการออกแบบ ‘หลักสูตรการแสดงเพื่อความเห็นอกเห็นใจ’ สำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความพึงพอใจ และทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อหลักสูตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาการด้านการสื่อสารและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเรียน การออกแบบหลักสูตรใช้หลักการแสดงของนักการละครชาวรัสเซีย คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง และจินตนาการ นำมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เป็นหลักสูตรการแสดงความยาว 3 วัน รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมงที่มุ่งหวังให้นักศึกษาแพทย์เชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และคนไข้อย่างมืออาชีพ หลักสูตรได้นำมาใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มนำร่อง 6 ราย เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกลุ่มตัวอย่าง 21 ราย เพื่อวัดผล ตัวอย่าง 19 ราย ได้สื่อสารกับผู้ป่วยจำลองก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ผลวิจัยพบว่ามากกว่า 95% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าหลักสูตรช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เข้าใจความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาแพทย์ อยากชักชวนเพื่อนให้มาเรียน สนใจเข้าร่วมอีกในอนาคต และเห็นด้วยว่าการละครช่วยให้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจได้ดีขึ้น การสื่อสารกับผู้ป่วยจำลองหลังจบหลักสูตรพบว่า ตัวอย่างมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสูงขึ้นในทุกด้าน ทักษะที่พัฒนาเด่นชัดคือด้านความเห็นอกเห็นใจและภาษากาย ตัวอย่างได้สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นของละครในการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับระหว่างบุคคล การเรียนรู้มนุษย์และอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครคือจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ละครเป็นกิจกรรมแบบบูรณาการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมเสริมในรายวิชาหรือประยุกต์ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้


การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ Jan 2024

การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางศิลปะที่บูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างศิลปะแสดงสด กับศิลปะการละคร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลงาน “ศิลปะแสดงสด”ด้วยสื่อศิลปะหลายรูปแบบ และประยุกต์ใช้กลวิธีของศิลปะการละคร ได้แก่ การเล่าเรื่อง และ การแสดง เพื่อนำเสนอผลงาน ศิลปะแสดงสด จากเรื่องเล่าส่วนตัวและความทรงจำ โดยกำหนดประเด็นหลักที่จะสื่อสาร ได้แก่ การกลับไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ได้ทำความเข้าใจกับอดีต การเยียวยาและการรับรู้บริบทของ “ครอบครัว” ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อก้าวพ้นผ่านเวลาที่ยากลำบากผู้วิจัยคาดหวังว่าผลงาน “ศิลปะแสดงสด” ที่ใช้หลักของการเล่าเรื่องและการแสดงทางศิลปะการละคร จะสามารถสื่อสารและสร้างประสบการณ์การรับรู้ในการรับมือกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกกลั่นแกล้งทางสังคมให้กับผู้ชมแต่ละบุคคลในขณะชมการแสดง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมในการรับรู้เรื่องราวที่เป็นประเด็นทางสังคมนำไปสู่การก้าวผ่านความรู้สึกอันเป็นทุกข์ของตนได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


การเขียนบทละครเพื่อส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่น, สัจจาวุธ สุริยะดง Jan 2024

การเขียนบทละครเพื่อส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่น, สัจจาวุธ สุริยะดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครเวทีสำหรับเยาวชนช่วงวัยรุ่น อายุ 12-15 ปี โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่นผ่านบทละครเวที ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเขียนบทละครตามแบบฉบับ, แนวทางการเขียนบทละครสำหรับเยาวชน, เกมออนไลน์, พัฒนาการของวัยรุ่นตอนต้น, และการทำงานร่วมกับเยาวชนในโครงการแก่นอีสานวัฒน์ เพื่อค้นหาสาระสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นผู้วิจัยได้พัฒนาบทละครร่าง "ไอ้หัวกล่อง" ร่วมกับผู้กำกับและนักแสดงจนได้บทละครที่ใช้สำหรับการทดลองอ่านในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นการยอมรับตนเองและการเห็นคุณค่าในตนเองได้ แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนาบทให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องย่อที่เป็นส่วนสำคัญของการกำหนดทิศทางเรื่อง แม้ว่าบทละครในขั้นตอนนี้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่การทดลองอ่านและรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและปรับปรุงบทละครได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า บทละครสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกับเยาวชนในฐานะฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) โดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการเขียนบทและกระบวนการฝึกทำละคร ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้การยอมรับตนเองและสร้างความมั่นใจในตนเองจากการฝึกฝนทำละคร


กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช Jan 2024

กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …


การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน Jan 2024

การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงเดี่ยวในละครแนวสมจริง โดยใช้บท กราวด์ เป็นกรณีศึกษา ผ่านการฝึกชี่กงควบคู่กับแนวทางไซโคฟิสิคัล ภาวะพร้อมทางกายจิตหมายถึงภาวะที่กายและจิตทำงานสอดประสาน มีพลังงานภายในที่ไหลลื่นและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างสมดุล สมมติฐานของงานวิจัยคือ การฝึกชี่กงและแนวทางไซโคฟิสิคัลเน้นแนวทางของลาบานและเชคอฟจะช่วยให้นักแสดงมีภาวะพร้อมทางกายจิต ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดตัวละครได้อย่างมีพลัง ทำให้สามารถสื่อสารหลักของบทละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ การเตรียมฐานกายจิตด้วยชี่กง การใช้ Eight Efforts ของลาบาน และการเข้าถึงภาวะภายในผ่าน Psychological Gesture, Archetypes, Image Work ก่อนทำการแสดงจริง 3 รอบ โดยเก็บข้อมูลจากวิดีโอการแสดง แบบสอบถามผู้ชม ความเห็นจากผู้กำกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบันทึกของผู้วิจัย ผลการวิจัยพบว่า ชี่กงมีบทบาทหลักในการวางฐานกายจิตและเปิดการรับรู้พื้นที่ ส่วนแนวทางของลาบานและเชคอฟช่วยให้นักแสดงแปลงภาวะภายในเป็นการแสดงที่ทรงพลัง ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้พลังงานจากนักแสดงได้แม้ในช่วงไร้บทพูด งานวิจัยจึงเสนอว่า ลำดับการฝึกที่เริ่มจากชี่กงแล้วต่อด้วยไซโคฟิสิคัล เหมาะอย่างยิ่งกับการแสดงเดี่ยวแนวสมจริงที่ต้องการภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงที่ส่งพลังถึงผู้ชมได้ทั้งพื้นที่


การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล Jan 2024

การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แบบฝึกหัดการแสดงด้วยหน้ากาก ได้แก่ หน้ากากนูทรัล หน้ากากตัวละคร และคอมเมเดีย เดลลาร์เต เพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะการแสดงตลกจำอวดของนักแสดง กรณีศึกษาบทบาทของเบอร์นาร์ดจากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของมาร์ค คาโมเลตติ โดยศึกษาความสัมพันธ์โรแมนติกที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็วของเบอร์นาร์ดที่ส่งผลต่อการแสดงออกทางกายภาพ กระบวนการฝึกฝนใช้เทคนิคการแสดงหน้ากากของฌาคส์ เลอค็อก เริ่มต้นด้วยการฝึกหน้ากากนูทรัลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง ตามด้วยหน้ากากตัวละครเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร และต่อเนื่องด้วยหน้ากากคอมเมเดีย เดลลาร์เต โดยเฉพาะอาร์เลคคีโน ซานนี และกัปปิตาโน นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ทดลองใช้หน้ากากกาย ฟอว์คส์ เพื่อสำรวจมุมมองใหม่ในการเข้าถึงบุคลิกภาพที่แตกต่างจากตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความรู้สึกภายในและตัวละคร สามารถขจัดบุคลิกภาพเดิม เช่น ความอ่อนโยน นุ่มนวล และสร้างกายภาพใหม่ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาย ทั้งในด้านความมั่นใจ ความเจ้าเล่ห์ และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคม การทดลองนี้ยังส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายลักษณะทางกายภาพในฐานะตัวละครและนักแสดง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาภาษากายที่เหมาะสมกับตัวละคร จากการฝึกฝน ผู้วิจัยพบว่าตนเองในฐานะนักแสดงมีการพัฒนาการใช้ร่างกายเพื่อการแสดงที่ดีขึ้นและมีอิสระในการใช้ร่างกาย ลดการใช้ความคิด และเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมท่าทางและจังหวะการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น ซึ่งนำไปสู่การแสดงเป็นเบอร์นาร์ดในละครตลกจำอวดที่มีจังหวะและสร้างอารมณ์ขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล Jan 2024

การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นหากลวิธีการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบบทแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ปรากฏในบทความของ เจสัน เฮเลอร์แมน (2024) และ ไอวี่ ลอฟเบิร์ก (2016) รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับการใช้องค์ประกอบละครเวทีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญจากงานวิจัยของ เอมิลี่ โอดันเนิล (2018) เพื่อค้นหากลวิธีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยา โดยผู้วิจัยเลือกศึกษาข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กเพื่อใช้สภาวะดังกล่าวเป็นประเด็นหลักของเรื่อง (main theme) จากนั้นผู้วิจัยนำองค์ความรู้ที่ได้มาสร้างสรรค์บทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาเรื่อง ว้าง โดยมุ่งใช้แนวคิดและองค์ประกอบของบทแนวดังกล่าวในการทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสภาวะดังกล่าวและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ ผู้วิจัยจัดแสดงละครเวทีเรื่อง ว้าง ในรูปแบบการอ่านบท (staged reading) เพื่อเก็บความคิดเห็นของผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมสามารถเข้าใจและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ชมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าความคลุมเครือของเรื่องและตัวละคร ‘ผี’ ส่งผลให้ประเด็นหลักของเรื่องไม่ชัดเจน โดยจากการวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากบทแนวดังกล่าวมีความคลุมเครือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ผู้เขียนบทจึงต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงกลวิธีการสร้างความชัดเจนให้กับนัยยะที่ต้องการสื่อผ่านความสยองขวัญในเรื่องเพื่อให้ประเด็นหลักและสารของเรื่องถูกนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ


The Use Of Stella Adler And Michael Chekhov’S Acting Technique And Theory In Developing Acting Skills For Characters With Mental Health Conditions: A Case Study Of Henrik Ibsen's Hedda Gabler, Suhansa Jarurattana Jan 2024

The Use Of Stella Adler And Michael Chekhov’S Acting Technique And Theory In Developing Acting Skills For Characters With Mental Health Conditions: A Case Study Of Henrik Ibsen's Hedda Gabler, Suhansa Jarurattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research explores the application of Stella Adler’s and Michael Chekhov’s acting techniques in portraying characters with mental health conditions, focusing specifically on Narcissistic Personality Disorder (NPD), Major Depressive Disorder (MDD), and Borderline Personality Disorder (BPD). Recognising the complexity of these conditions, which often involve emotional instability, identity disturbance, and behavioural contradictions, the study examines the challenges actors face in authentically representing both the internal psychological states and external behaviours of such characters. The research analyses Adler’s emphasis on imagination and the character’s given circumstances, alongside Chekhov’s techniques of Psychological Gesture and Imaginary Centre, using Henrik Ibsen’s Hedda Gabler as …


การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์ Jan 2024

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ (Michael Chekhov) ในการพัฒนาทักษะด้านความเชื่อในตัวละครและสมาธิ ผ่านกระบวนการฝึกซ้อมบทบาท “โลมอฟ” จากละครเรื่อง “The Proposal” ซึ่งเป็นละครแนวฟาร์ซที่มีความซับซ้อนทั้งทางอารมณ์และจังหวะการแสดง การใช้เทคนิคเชคอฟช่วยให้นักแสดงสามารถเข้าถึงสภาวะภายในของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเสริมสร้างสมาธิที่มั่นคงระหว่างการแสดง ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์และพลังของบทบาทได้อย่างเต็มที่ ในกระบวนการฝึกซ้อมผู้วิจัยได้เผชิญกับความท้าทายเรื่องการใช้พลังงานทางร่างกายที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดอารมณ์และความเข้มข้นของตัวละคร จึงมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการฝึกซ้อมโดยเน้นการปรับสมดุลของพลังงานและการตอบสนองในกลุ่มนักแสดง ผลจากการปรับวิธีฝึกนี้ทำให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนทั้งในด้านความมั่นใจและการแสดงออกของนักแสดงแม้ว่าในวันแสดงจริงจะมีข้อจำกัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้การแสดงสามารถจัดขึ้นได้เพียงรอบเดียว และไม่สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ชมได้อย่างครบถ้วน แต่ผลการประเมินจากการสะท้อนตนเองของผู้วิจัย รวมถึงความคิดเห็นจากผู้กำกับและผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงยืนยันว่าเทคนิคของไมเคิล เชคอฟเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแสดงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านการสร้างและรักษาภาวะตัวละครที่มีความซับซ้อนและหลากหลายทางอารมณ์


การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี Jan 2024

การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีตามแนวทางของละครประเภทโศกนาฏกรรมจำอวด (Tragic Farce) ผ่านกรณีศึกษาการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เดอะ เมดส์ (The Maids) ของ ฌอง เฌอเนต์ โดยมุ่งหมายในการถ่ายทอดประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” (Escapism) อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวคิดเชิงจิตวิทยาที่อ้างอิงจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ผู้วิจัยในฐานะผู้กำกับการแสดงได้ออกแบบและดำเนินกระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยการตีความบทละคร การพัฒนาแนวทางการกำกับการแสดงที่บูรณาการองค์ประกอบของโศกนาฏกรรมกับลักษณะตลกร้ายของละครจำอวด การฝึกซ้อมกับนักแสดง การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ และการจัดการแสดงต่อผู้ชมจริง รวมถึงการเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ชมจำนวน 325 คน โดยอาศัยทั้งวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ชมส่วนใหญ่สามารถรับรู้และเข้าใจสาระสำคัญของประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” ได้อย่างชัดเจน และมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สะท้อนถึงการเข้าถึงแก่นสารของบทละคร การกำกับการแสดงตามแนวทางโศกนาฏกรรมจำอวดช่วยลดทอนภาวะตึงเครียดของผู้ชมลง ขณะเดียวกันยังสามารถคงไว้ซึ่งความเข้มข้นทางความหมายและพลังของสารที่ต้องการสื่อ ผลการวิจัยยืนยันว่าการกำกับการแสดงละครเวทีโดยผสานแนวคิดทางจิตวิทยาเข้ากับรูปแบบโศกนาฏกรรมจำอวดสามารถเป็นแนวทางที่ทรงประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นทางจิตใจที่ซับซ้อนในบริบทร่วมสมัย และส่งเสริมให้เกิดการใคร่ครวญตนเองในหมู่ผู้ชมได้อย่างลุ่มลึก


การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ Jan 2024

การเขียนบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ภวินท์ แย้มกลีบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นการสร้างบทละครเพลงเพื่อสร้างความเข้าใจของผู้ใกล้ชิดต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยผู้วิจัยเลือกการนำเสนอผ่านรูปแบบละครเพลงและการเล่าเรื่องผ่านหลายตัวละคร ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าผ่านหนังสือ เอกสารวิชาการ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ร่วมจากนั้นจึงนำมาสกัดเพื่อออกแบบตัวละครและโครงเรื่อง โดยผู้วิจัยเน้นการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นคนใกล้ชิดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสี่คน ที่มีสถานะความสัมพันธ์ต่อผู้ป่วยต่างกัน อาทิ คนรัก พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนำเสนอมิติที่หลากหลายของคนใกล้ชิดผู้ป่วย บทละครในงานวิจัยชิ้นนี้ถูกจัดแสดงในชื่อ Spotlight on sunset โดยมีการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้ชมทั่วไป และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะการละครและด้านจิตเวชศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่าบทละครสามารถทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจต่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้นได้ผ่านการถ่ายทอดโดยตัวละครและการดำเนินเรื่องรวมถึงเนื้อหาในบทเพลง แต่ผู้วิจัยยังไม่สามารถใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลักหลายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้มุมมองของผู้ชมยังคงอยู่กับตัวผู้ป่วยมากกว่าที่จะติดตามตัวละครคนใกล้ชิดดังที่ผู้วิจัยต้องการ นอกจากนี้การใช้บทเพลงที่มากเกินไปและเล่าใจความเดิมซ้ำ ๆ ก็ทำให้ละครมีความยาวมากจนอาจทำให้ผู้ชมหลุดออกจากเรื่องได้


การศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรม แนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ ซิสเตอร์ ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม, ปิยนาฏ เลิศบัญชร Jan 2024

การศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรม แนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ ซิสเตอร์ ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียม, ปิยนาฏ เลิศบัญชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีเรื่อง ยัวร์ซิสเตอร์ฮัสแบนด์ ของ อัลเฟียน ซาร์ท เพื่อที่จะสามารถสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมได้ เนื่องด้วยการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมเป็นแนวที่ผู้วิจัยคิดว่าตนเองยังไม่ถนัดและมีความสนใจที่จะเรียนรู้เพื่อหากระบวนการการกำกับการแสดงที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมและในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารประเด็นสำคัญเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมที่เป็นเรื่องที่กระทบใจผู้วิจัยอย่างมากที่ซ่อนอยู่ในเรื่องไปด้วยได้ โดยบทละครเรื่องนี้มีความท้าทายตรงที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวมาเลย์สิงคโปร์แต่ผู้วิจัยต้องกำกับการแสดงให้ผู้ชมที่เป็นชาวไทยได้รับชม นอกจากการศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีแล้ว ยังต้องศึกษากระบวนการการกำกับการแสดงโดยข้ามวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมมาเลย์สิงคโปร์มายังผู้ชมชาวไทยให้ได้อีกด้วยผู้วิจัยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูล ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งกระบวนการสร้างเสียงหัวเราะ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะ กลวิธีการเสียดสี การกำกับการแสดง และที่สำคัญคือเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมเพราะตัวละครในเรื่องเป็นชาวมาเลย์สิงคโปร์ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดที่มาที่ไปของการกระทำของตัวละคร นำมาวิเคราะห์ตีความและสร้างเป็นกรอบคิดเพื่อทำการทดลอง ผู้วิจัยมองว่า การจะทำให้ผู้ชมเข้าใจสารของเรื่องผ่านละครแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสีนั้น จะต้องทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบดังนี้ คือ 1. การทำงานกับนักแสดง 2.การทำงานกับจังหวะบนเวที และ 3. การทำงานกับภาพบนเวที เมื่อได้องค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้แล้ว จึงเตรียมการซ้อม โดยการวิเคราะห์ตีความตามหลักการกำกับการแสดง ทั้งการหาความคิดหลัก ความต้องการ การกระทำ และความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำเรื่องแกนตัวละครเพื่อให้ได้มาซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบเพื่อสื่อสารให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องเมื่อถึงวันแสดงผลการวิจัยพบว่าเมื่อทำงานผ่านองค์ประกอบทั้งสามอย่างตามหลักการกำกับการแสดงสามารถทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง เกิดทั้งเสียงหัวเราะและความสะเทือนใจ และสร้างความตระหนักเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่เท่าเทียมในใจของผู้ชมได้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้วิจัยในการกำกับการแสดงละครเวทีแนวสุขนาฏกรรมแนวเสียดสี และยังสามารถสื่อสารประเด็นสำคัญของเรื่องให้กับผู้ชมชาวไทย ถึงแม้ว่าบทละครเรื่องนี้จะถูกเขียนขึ้นในบริบทของประเทศสิงคโปร์ได้อีกด้วย


การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย Jan 2024

การศึกษากระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝนร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกี : กรณีศึกษา บทละครเรื่อง Death And Maiden (เดธ แอนด์ เดอะ เมเดน) ของ แอเรียล ดอร์ฟ, กุลสตรี ตั้งมานะกิจกำจาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนความทรงจำทางประสาทสัมผัสของ อูทา ฮาเกน และการฝึกฝน ร่างกายของ เจอร์ซี่ โกรวทาฟสกีเพื่อสามารถนำไปพัฒนาการแสดงผ่านตัวละคร พอลลินา ในละครเรื่องเดธ แอนด์ เดอะ เมเดน (Death and the Maiden) โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และมีการฝึกฝนผ่านแบบฝึกหัดด้านการแสดงควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านการเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ในขณะทำการแสดงและพัฒนาตนเองในด้านการใช้ร่างกายเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารของตัวละครอย่างมีอิสระและผ่อนคลาย เนื่องจากบทละครเรื่องนี้ตัวละครพอลลินา มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกับตัวผู้วิจัยเองอย่างสิ้นเชิง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่ผู้วิจัยจะพัฒนาความสามารถในการแสดงของตนให้สามารถถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมาได้อย่างสมจริงแบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยใช้ฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองในด้านความทรงจำทางประสาทสัมผัสจะประกอบไปด้วย 12 แบบฝึกหัด โดยที่จะแบ่งการฝึกออกเป็น 4 สัปดาห์ และฝึกฝนสัปดาห์ละ 3 แบบฝึกหัด และแบบฝึกหัดฝึกฝนร่างกายจะประกอบไปด้วย 6 แบบฝึกหัด โดยที่แบ่งการฝึกออกเป็นสัปดาห์ละ 1 แบบฝึกหัด ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดิโอการฝึกซ้อมและการแสดง และมีการประเมินหลังการแสดงจบจากผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ชมทั่วไปสิ่งที่ผู้วิจัยได้พัฒนาหลังจากการฝึกฝนแบบฝึกหัดจนครบ 10 สัปดาห์แล้วนำมาพัฒนาตนเองในการแสดงบนเวทีนั้น ผู้วิจัยสามารถเรียกความทรงจำทางประสาทสัมผัสมาใช้ขณะแสดงบนเวทีได้อย่างมีชัดเจนและเสถียร รวมไปถึงสามารถเทียบเคียงและใช้การจินตนาการเพื่อเข้าใจความเจ็บปวดของตัวละครที่ไม่ได้มีประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับผู้วิจัยเอง และสามารถอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้าในขณะแสดงได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของร่างกายนั้น ผู้วิจัยรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระ ผ่อนคลาย ไม่เกิดอาการเกร็งจากความตื่นเต้นในขณะแสดง


การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด Jan 2023

การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงสร้างสรรค์เน้นการค้นคว้าปฏิบัติการทางศิลปะ​ ผ่านการทำละครแบบร่วมสร้างที่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะเงือก” ​หรือ​ภาวะครึ่ง ๆ ​กลาง ๆ ของร่างกาย​เงือก งานวิจัยจึงได้ศึกษาตัวละครเงือก​ซึ่งเป็นตัวละครครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณกรรมหลายเรื่องและสื่อต่างรูปแบบ​ จากนั้นตีความและเทียบเคียง กับสภาวะทางจิตใจของผู้ใหญ่วัยเริ่ม ที่ขาดความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพราะเติบโตในสังคมที่มีค่านิยมที่แตกต่าง จากสิ่งที่เป็นทั้งในชาติพันธุ์​ เพศสภาพ และวิถีชีวิตจากความเข้าใจเบื้องต้นผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการละคร​ 3 คน เพื่อพัฒนาละครร่วมสร้าง​เรื่อง “ภาวะเงือก” ขึ้นจากการรวบรวมผู้วิจัยเรียนรู้ว่าตัวละครเงือก​เป็นตัวอย่างของการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำตามความปรารถนาหรือความฝัน ผู้วิจัยคาดหวังว่าการสร้างสรรค์และนำเสนอละครเวทีเรื่อง“ภาวะเงือก” จะทำให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมในละครร่วมสร้างที่สนใจในตัวละครเงือก​และสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของตัวละคร​ ได้พัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้ ทั้งในด้านศักยภาพการแสดง และการใช้ชีวิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้เป็นการค้นคว้าเชิงปฏิบัติการ ด้วยกระบวนการฝึกซ้อมละครร่วมสร้าง โดยผู้วิจัยร่วมสร้างผลงานในฐานะกระบวนกร และผู้มีส่วนร่วมในฐานะนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า​ การได้พัฒนาละครในพื้นที่สร้างสรรค์​ ช่วยให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วม​ รวมถึงทีมงานเบื้องหลัง เกิดความความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด​ แบ่งปันประสบการณ์​​ ร่วมแสดงผลงาน​ และร่วมสะท้อนทัศนะ ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ละครร่วมสร้างกระบวนการพัฒนาละครร่วมสร้างในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่การเคารพความแตกต่าง การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วม สนับสนุนการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาผลงานการแสดงให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมจึง สามารถสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้จากการร่วมงานกันในครั้งนี้ กระบวนการละครร่วมสร้างนี้สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ รวมถึงประเด็นทางสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไป


New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson Jan 2023

New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study is to examine the practical application of the principle of No.60 in acting techniques to effectively embody and portray the intricate nature of the character Miss Julie. The researcher's identified issue in their acting practice is the lack of freedom in utilizing their body to convey the character's emotions during performances, leading to a sense of internal conflict that hinders their expressive abilities. Consequently, the researcher tends to rely more on their upper body rather than fully utilizing their entire physique while performing. The researcher believes that the principles of No.60 can significantly enhance their …


การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ Jan 2023

การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้


การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์ Jan 2023

การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่แอนน์ ในบทละคร เรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น” เป็นการศึกษาหลักการแสดงที่ใช้พัฒนาทักษะการแสดงทางด้านความเชื่อ และจินตนาการแก่นักแสดง เพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดงมากขึ้น ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า การฝึกทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดง ทำให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละคร แมรี่แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความบทบาทของตัวละคร โดยฝึกซ้อมผ่านแบบฝึกหัดการแสดง ได้แก่ มนต์สมมติ ของคอนสแตนตินสตานิสลาฟสกี เทคนิคการแสดงของไมเคิล เชคอฟ และการด้นสด ผู้วิจัยใช้วิธีสังเกตพัฒนาการแสดงของตนเองผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ทั้งช่วงซ้อม และช่วงแสดง ประกอบกับจดบันทึกในตารางฝึกซ้อม และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาการแสดงละคร รวมถึงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้วิจัยเมื่อได้ทดลองแบบฝึกหัดดังกล่าว ผลการวิจัยจากแบบสอบถามของผู้ชมการแสดง จำนวน 65 คน พบว่า ผู้ชมเข้าใจตัวละคร ผู้วิจัยเข้าถึงเงื่อนไขของตัวละคร สามารถส่งความเชื่อและจินตนาการไปถึงผู้ชม ผู้ชมให้ค่าเฉลี่ยที่ 3.98 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกหัดหลักที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักแสดงเกิดความเชื่อและจินตนาการ ผลจากการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการ พบว่า มนต์สมมติ เป็นกลวิธีที่สามารถช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละครมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับการด้นสด และเทคนิคของการแสดงของเชคอฟ ช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง


การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม Jan 2023

การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฌาค เลอคอก เป็นหนึ่งในนักการละครที่ริเริ่มนำเอาหน้ากากเข้ามาปรับใช้ในการฝึกฝนนักแสดงเพื่อเสริมสร้างทักษะทางอวัจนภาษาและพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักแสดง เลอคอกเชื่อว่าทักษะทางอวัจนภาษาจะช่วยเพิ่มพลังให้กับคำพูดของตัวละคร หรือกล่าวโดยง่ายคือ ช่วยให้สิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีความหมายและชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตัวละครมีมิติและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ผู้วิจัยได้ทดลองนำแบบฝึกหัด มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกมาใช้ในการเข้าสู่การเป็นตัวละคร เดนีซ ซาเวจ จากบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ซึ่งเป็นตัวละครที่แตกต่างจากผู้วิจัยอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ปูมหลัง บุคลิก อุปนิสัย บริบททางสังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมที่ไกลตัว โดยมีสมมติฐานว่า การใช้ มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกจะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าสู่การเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และสื่อสารสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละครผ่านอวัจนภาษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยผู้วิจัยใช้ มาส์ก เทคนิค ใน 4 ลักษณะคือ 1) การสร้างสรรค์ตัวละคร 2) ค้นหาแก่นของตัวละคร 3)สร้างบุคลิกและอุปนิสัยภายนอก และ 4) พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และประเมินผลจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งบันทึกกระบวนการทำงาน การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง แบบสอบถามจากผู้ชม และการชมวีดีโอบันทึกการแสดง ผลการวิจัยพบว่าการฝึกฝน มาส์ก เทคนิค อย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายศักยภาพร่างกายของนักแสดง ได้ค้นพบอิสรภาพทั้งในการเคลื่อนไหวและเสียง ได้รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และเข้าใจหลักการของอวัจนภาษาบนเวทีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้นักแสดงเข้าบทบาทเป็นตัวละครได้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มาส์ก เทคนิคเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การใช้แบบฝึกหัด นักแสดงควรต้องวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน


การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง Jan 2023

การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการในการแสดงที่จะสามารถนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ (Tell Me on a Sunday) อีกทั้งเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการร้องเพลงเพื่อนำเสนอตัวละคร เอ็มม่า ผ่านบทละครเพลงดังกล่าว โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และฝึกซ้อมการแสดงควบคู่กับการฝึกฝนแบบฝึกหัดทางด้านการแสดงเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ซึ่งความท้าทายของละครเพลงข้างต้นคือ จะมีเพียง 1 ตัวละคร ที่นำเสนอเรื่องราวบนเวที โดยมีการพูดคุยกับตัวละครอื่นที่ไม่ปรากฏบนเวที ดังนั้นนักแสดงจึงต้องใช้จินตนาการในการแสดงอย่างมากเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม และเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น วิธีการหลักที่ถูกใช้ในการพัฒนาและสร้างตัวละครในงานวิจัยนี้คือมนต์สมมติ (Magic If) โดยคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี (Constantin Stanislavski) ควบคู่ไปกับทฤษฎีการแสดงเกี่ยวกับการใช้จินตนาการ (Imagination) ของ สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อมและการแสดง ซึ่งมีการประเมินผลหลังจากนำเสนอผลงานการแสดงแล้วโดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชมทั้งหมด 50 ชุด การประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษาในรอบก่อนการแสดงจริง และมีการวิเคราะห์จากการพูดคุยจากการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลังจบการแสดง กระบวนที่สังเคราะห์ได้คือการฝึกฝนตามลำดับดังนี้ Magic If, Given Circumstances, Super Objective และการใช้แบบฝึกหัดเข้ามาช่วยพัฒนาระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งผลจากการฝึกฝนตามกระบวนการที่ได้มาทำให้ผู้วิจัยสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังประสบอยู่ และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอ็มม่า ในส่วนของผลของการฝึกฝนการร้องเพลงคือผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการร้องเพลงเพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวของตัวละครสู่ผู้ชมมากขึ้น และผู้วิจัยไม่เกิดความกังวลขณะที่กำลังแสดงอยู่เนื่องจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก่อนการแสดงจริง


การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์ Jan 2023

การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเน้นปฏิบัติการสร้างการแสดงลำหมู่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งลำหมู่เป็นการแสดงหมอลำประเภทหนึ่งในภาคอีสานของประเทศไทย และในประชาชนลาว เป็นมหรสพประชานิยม หรือหมอลำกระแสหลัก ที่มุ่งนำเสนอความยิ่งใหญ่อลังการของเวที ฉาก แสง สี เสียง และโชว์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ในขณะที่ การแสดงลำหมู่แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มที่ผู้ชมจะให้ความสนใจลดน้อยลง เพราะการฟังเรื่องราว ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ผู้วิจัยเห็นว่า แก่นสำคัญของการแสดงลำหมู่ คือ เรื่องราว กลอนลำ การลำ และการแสดง เป็นคุณค่าหลักของการแสดงประเภทนี้ จึงสนใจที่จะหากลวิธีสร้างการแสดงลำหมู่ร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารความคิดทั้งด้านคติธรรม และวิถีชีวิตจากวรรณกรรมอีสานเรื่อง ผาแดง-นางไอ่ รวมถึง รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมกับผู้ชมอีสานรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางของละครดีไวซ์ เป็นเครื่องมือทำงานแบบร่วมสร้างกับศิลปินมือสมัครเล่นที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอลำ และใช้องค์ประกอบของการแสดงลำหมู่ผสานกับศิลปะการละครตะวันตกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในลักษณะ ‘ปฏิบัติ-นำ-วิจัย’ และการบูรณาการศาสตร์ภายใต้แนวทางละครดีไวซ์ นำไปสู่กระบวนการทดลองสร้าง และลงมือค้นหาวิธีสร้างการแสดงที่มุ่งตอบโจทย์วิจัยเป็นหลัก จนเกิดเป็นการแสดงลำหมู่ร่วมสมัยแนวทางใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. หมอลำอินเธียเตอร์ และ 2. หมอลำลูกผสม โดยทั้งสองรูปแบบให้ความสำคัญกับแก่นของการแสดงลำหมู่ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่อง และรูปแบบ การนำเสนอที่เน้นการสื่อสารความคิดจากเรื่องเดิมไปยังผู้ชม กลอนลำที่สื่อสารเรื่องราว และการกระทำตัวละคร การลำที่สัมพันธ์ความรู้สึกภายในของผู้แสดง การแสดง (acting) ที่มุ่งเสนอความสมจริง และเป็นธรรมชาติ รวมถึง การใช้ลีลาร่วมสมัยที่เน้นสื่อสารเรื่องราวแทนการเต้น และภาพอลังการของมหรสพประชานิยม ผ่านกระบวนการทำงานที่ใช้หลักการกำกับการแสดงในการตีความเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แก่นความคิด และสื่อสารผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที การแสดงทั้ง 2 รูปแบบ สามารถเข้าถึง กลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษา และคนอีสานรุ่นใหม่ ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่การแสดงหมอลำแนวใหม่ เพื่อขยายมิติของศิลปะการแสดงหมอลำให้มีความหลากหลาย และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ชม ที่สนใจศิลปะการแสดงหมอลำ


การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง Jan 2023

การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น


การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …


กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ Jan 2023

กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงลูกกรุง โดยใช้หลักการและแบบฝึกหัดลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์มาปรับใช้สำหรับการสอน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อค้นหาแนวทางการสอนการแสดงและแบบฝึกหัดทางการแสดงที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงสำหรับนักร้อง และเพื่อให้ผู้วิจัยได้ศึกษากระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการในฐานะครูสอนการแสดง และได้เลือกศึกษากับผู้เข้ารับวิจัยจำนวน 5 คน โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นบุคคลกลุ่มเพศใดก็ได้ 2) เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3) เป็นผู้ที่มีพื้นฐานการร้องเพลงอยู่แล้ว 4) เป็นผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการสอนที่เน้นใช้แบบฝึกหัดของลี สตราสเบิร์ก และแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ให้ผู้เข้ารับวิจัยได้ฝึกไว้เป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาการสอนทั้งหมดจำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง และเมื่อผู้เข้ารับวิจัยเรียนครบตลอดแผนการสอนแล้วจึงได้จัดคอนเสิร์ตประกอบวิทยานิพนธ์เพื่อแสดงต่อหน้าผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำข้อเสนอแนะรวมถึงแบบสอบถามจากผู้ชมมาประเมินผล ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกหัดและหลักการของทั้งลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ ที่ผู้วิจัยนำสอนสามารถใช้พัฒนาผู้เข้ารับวิจัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้วิจัยค้นพบว่าหลักการของลีสตราสเบิร์กในเรื่องของการสร้างความจริงจากภายในโดยใช้จิตนาการแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตนั้น สามารถทำให้ผู้เข้ารับการวิจัยสามารถถ่ายทอดและสื่อสารความรู้สึกออกมาได้อย่างจริงใจได้จริง รวมถึงแบบฝึกหัดการพูดซ้ำ (Repetition) ในหลักการของแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ที่เน้นให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับมีสติปัจจุบันขณะแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์สมมตินั้นก็สามารถทำให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับปัจจุบันขณะ (Moment) ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาเสถียรภาพการอยู่กับปัจจุบันขณะให้มั่นคงจนสามารถนำสามารถมาใช้ได้เป็นเองโดยอัตโนมัติ การทำวิจัยครั้งนี้ทำให้ผู้วิจัยค้นพบการที่จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นแบบฝึกหัดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ จะต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เรียนเองเพราะพลังแห่งความตั้งใจนี้จะส่งผลให้ผู้เรียนไม่ทำอะไรอย่างครึ่งๆ กลางๆ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดด อีกประการหนึ่งคือทักษะด้านการร้องเพลงของผู้เรียนเอง ผู้เรียนควรมีทักษะการร้องที่ดีอยู่แล้วจึงจะต่อยอดทักษะทางด้านนี้ต่อไปได้ เพราะหากยังพะวงเกี่ยวกับการร้องเพลงของตนเองอยู่ จะส่งผลทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสมาธิผิดที่ได้โดยง่าย นอกจากนี้ครูผู้สอนจำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการแสดงที่แม่นยำเพื่อที่จะได้ฝึกผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างสูงสุด


การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง Jan 2023

การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทร้องคำพรัดโนรา ถอดองค์ความรู้และหาแก่นสาระหลักคำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติที่โนรายึดถือในการดำเนินชีวิต และออกแบบและสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยเพื่อสื่อสารหลักคำสอนที่แฝงฝังอยู่ในวิถีของโนรา อันมีความโดดเด่นในเรื่องการให้คติสอนใจ คุณธรรมจริยธรรม หลักการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของโนรา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะการแสดงที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Practice as Research) ด้วยกระบวนการละครแบบร่วมสร้างเป็นส่วนสำคัญ โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นนิสิตสาขาวิชาศิลปะการแสดง มีกระบวนการสร้างงานแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ การพัฒนาประเด็น พัฒนาเรื่อง/บท พัฒนาการแสดง และนำเสนอผลงาน เพื่อนำเสนอแก่นสาระหลักของเรื่องคือ ความกตัญญู นำเสนอในรูปแบบละครลูกผสม (Hybrid Performance) ขนาดสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ บ้าน ครู และธรรมชาติ ใช้โครงสร้างการเล่นคำพรัดโนราแบบวิถีเดิมผสมผสานกับการเล่าเรื่องในวิถีใหม่ มาถ่ายทอดในมุมมองของความเป็นปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ ภูมิรู้ และทักษะของนักแสดง ด้วยการตีความใหม่ที่มีความลึกซึ้ง สร้างวิถีคิดใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ในลักษณะของละครเล่าเรื่องผสมผสานการรำ การร้อง แบบโนรา ใช้องค์ประกอบของดนตรีเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วยการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาพบว่า เนื้อหาและรูปแบบของการแสดงมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับบริบทในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้เรื่องราวของโนราที่มาจากบทคำพรัดได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเล่าที่สั้นและกระชับ ผสมผสานกับการนำองค์ประกอบของการแสดงโนรา ทั้งท่ารำ การร้องบท และดนตรี ทำให้ชวนติดตาม และในขณะเดียวกันละครก็สามารถสื่อสารแก่นเรื่องความกตัญญูได้ถึงแม้จะถูกนำเสนอผ่านการสร้างความหมายใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ การนำบทคำพรัดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกครั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะยังทำให้บทคำพรัดยังมีการใช้-ดำรงอยู่ ทำซ้ำและขยายความเข้าใจในวงกว้าง เกิดการตีความ เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่