Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 111
Full-Text Articles in Comparative Literature
ประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษ, จิรัฏฐ์ สำราญสุข
ประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษ, จิรัฏฐ์ สำราญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษ โดยรวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแปรรูปกาแฟ การคั่วกาแฟ การบดกาแฟ การชงกาแฟ ตลอดจนการประเมินคุณภาพกาแฟ จุดมุ่งหมายหลักคือเพื่อศึกษาทฤษฎีทางศัพทวิทยาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระเบียบวิธีและกระบวนการจัดทำประมวลศัพท์ พร้อมทั้งจัดทำประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในศาสตร์กาแฟพิเศษ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านกาแฟ นักแปล ล่าม และผู้สนใจสามารถนำประมวลศัพท์นี้ไปใช้เพื่อการอ้างอิงได้ในการจัดทำประมวลศัพท์นี้ อาศัยการศึกษาและนำทฤษฎีทางศัพทวิทยาและแนวทางการจัดทำประมวลศัพท์ของนักศัพทวิทยาหลายท่านมาปรับใช้ โดยกระบวนการทำงานแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ (1) การกำหนดหัวข้อ ขอบเขตของการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการจัดทำประมวลศัพท์ (2) การศึกษาทฤษฎีและระเบียบวิธีในการจัดทำประมวลศัพท์ (3) การรวบรวมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟพิเศษเพื่อนำมาจัดทำคลังข้อมูลภาษาและคัดศัพท์จากคลังข้อมูลภาษา (4) การกำหนดมโนทัศน์สัมพันธ์ระหว่างศัพท์ที่คัดเลือก และ (5) การจัดทำบันทึกข้อมูลศัพท์เบื้องต้นและบันทึกข้อมูลศัพท์เพื่อนำเสนอศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทยผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้คือ ประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษซึ่งประกอบด้วยศัพท์ทั้งหมด 37 คำ โดยนำเสนอเป็นกลุ่มมโนทัศน์สัมพันธ์และลำดับของมโนทัศน์สัมพันธ์ โดยการนำเสนอแต่ละศัพท์ประกอบด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ ศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทย คำนิยาม ประเภททางไวยากรณ์ หมวดหมู่ บริบทอ้างอิงที่พบศัพท์ดังกล่าว มโนทัศน์สัมพันธ์พร้อมประเภทของความสัมพันธ์ รูปทางภาษาอื่นของศัพท์และข้อมูลอ้างอิง เพื่อให้เห็นลักษณะและความสัมพันธ์ ตลอดจนรูปแบบการใช้ของศัพท์ดังกล่าวอย่างชัดเจน อันเป็นประโยชน์ต่อการใช้ศัพท์เฉพาะในเชิงวิชาการและการสื่อสารในแวดวงได้อย่างถูกต้อง
รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในวรรณกรรมและภาพยนตร์ผีไทย, ธนวัฒน์ ปัญญานันท์
รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในวรรณกรรมและภาพยนตร์ผีไทย, ธนวัฒน์ ปัญญานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยภายใต้หัวข้อ รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในวรรณกรรมและภาพยนตร์ผีไทยมุ่งศึกษาการนำเสนอตัวละครกลุ่มคนชายขอบ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ปรากฏตัวในรูปแบบของภูตผีปีศาจจากตัวบทคัดสรร ผู้วิจัยตีความและวิเคราะห์ตัวบททั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์แนวแฟนตาซีสยองขวัญในฐานะพื้นที่ของการเล่าเรื่อง เรื่องเล่าที่ถูกนำเสนอทั้งหมดเป็นผลผลิตทางสังคมและถือเป็นปรากฏการณ์เฉพาะที่ผู้เล่าทั้งผู้ประพันธ์และผู้กำกับเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธ์กับภูตผีปีศาจภายใต้บริบทสังคมร่วมสมัย ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้สำรวจตรวจสอบและรวบรวมตัวบทเพื่อศึกษาโดยมองหาเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทในประเด็นข้างต้น คือการผูกโยงภูตผีปีศาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ตุ๊กตา (2530) ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ ตะเคียน (2546) กํากับโดยเฉลิม วงศ์พิมพ์ ห้าแพร่ง ตอน Backpackers (2552) กํากับโดยทรงยศ สุขมากอนันต์ หญิงเสา (2554) ของกล้า สมุทวณิช ลัดดาแลนด์ (2554) กํากับโดยโสภณ ศักดาพิศิษฏ์ Karma ตัดกรรมต่อตาย (2555) ของปองวุฒิ GTH Side Stories ตอนมะขิ่น (2556) กํากับโดยโสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ผีทวงคืน (2557) กํากับโดยอำนาจ แตงสมบูรณ์และศักดิ์ชาย ดีนาน บองสรันโอน (2558) กํากับโดยศิวาภรณ์ (หรือมนัสนันท์) พงษ์สุวรรณและ Tweet Trace ภาพลวงตาย (2559) ของธุวัฒธรรพ์ ตัวบทคัดสรรทั้ง 10 เรื่องช่วยชี้ให้เห็นความสำคัญของการเลือกสรรอัตลักษณ์ผีแต่ละชนิดเพื่อนำเสนอภาพแทนกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม รวมถึงการสอดแทรกประเด็นปรากฏการณ์สังคมภายใต้กลวิธีการเล่าเรื่องอย่างเฉพาะเจาะจงที่ทั้งแตกต่างและสัมพันธ์กันระหว่างตัวบท นอกจากนี้ ตัวบทคัดสรรยังเผยให้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์บาดแผลที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ความรู้สึกและบทบาทของคนชายขอบกลุ่มชาติพันธุ์ท่ามกลางประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสู่ระบบทุนนิยมของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 จนถึงทศวรรษ 2550
แม่กับลูกชายเควียร์ในวรรณกรรมของนักเขียนเควียร์เวียดนามพลัดถิ่น: บาดแผลกับการแสวงหา "บ้าน", อภิสิทธิ์ ตรั่น
แม่กับลูกชายเควียร์ในวรรณกรรมของนักเขียนเควียร์เวียดนามพลัดถิ่น: บาดแผลกับการแสวงหา "บ้าน", อภิสิทธิ์ ตรั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของแม่ผู้อพยพจากสงครามเวียดนามกับลูกชายเควียร์เวียดนามพลัดถิ่นในประเทศสหรัฐอเมริกาในตัวบทคัดสรร โดยมุ่งสำรวจให้เห็นบทบาทของบาดแผลที่เชื่อมร้อยคนสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งการแสวงหาพื้นที่แห่งการเยียวยาสำหรับกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มตัวบทคัดสรรได้แก่ On Earth We’re Briefly Gorgeous (2019) ของ โอเชียน วอง (Ocean Vuong) The Magic Fish (2020) ของ จุง เล เหงวียน (Trung Le Nguyen) และ Things We Lost to the Water (2021) ของ เอริค เหงวียน (Eric Nguyen) จากการศึกษาพบว่า ตัวบทคัดสรรมิเพียงถ่ายทอดบาดแผลจากสงครามเวียดนามซึ่งทำให้ตัวละครแม่สูญเสียและถูกตัดขาดจากรากเหง้าในบ้านเกิด พร้อมทั้งต้องเผชิญกับอคติทางชาติพันธุ์ เพศ และชนชั้นเรื่อยมา แต่ในขณะเดียวกันก็นำเสนอกระบวนการเรียนรู้บาดแผลจากสงครามเวียดนามของลูกชายเควียร์ อันนำมาสู่การทำความเข้าใจสภาวะพลัดถิ่นของตนเองในฐานะชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม นอกจากนั้นตัวบทคัดสรรยังนำเสนอบาดแผลจากการมีเพศวิถีแบบเควียร์ของลูกชายอันนำมาซึ่งความรู้สึกผิดแผกในครอบครัวและชุมชนคนเวียดนาม และการถูกกดทับในสังคมอเมริกันที่ยังคงมีอคติต่อกลุ่มรักเพศเดียวกัน อย่างไรก็ดี แม้บาดแผลของแม่กับลูกชายเควียร์จะขับเน้นให้เห็นสภาวะ “ไร้บ้าน” อันเป็นประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่ตัวละครแบ่งปันร่วมกัน แต่การเรียนรู้บาดแผลซึ่งกันและกันของตัวละครยังเป็นพลังสร้างสรรค์อันนำไปสู่การแสวงหา “บ้าน” อันเป็นพื้นที่ของการเยียวยาและเอื้อให้อัตลักษณ์พลัดถิ่นที่มีความแตกต่างหลากหลายสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอีกด้วย
อยู่เหย้าเฝ้าเรือน : การต่อรองและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นชายผ่านตัวละครพ่อบ้านในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัย, อรรถพล เตชะพันธุ์
อยู่เหย้าเฝ้าเรือน : การต่อรองและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นชายผ่านตัวละครพ่อบ้านในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัย, อรรถพล เตชะพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการต่อรองและการปรับเปลี่ยนความหมายของความเป็นชายผ่านภาพแทนของตัวละครพ่อบ้านในนวนิยายเยอรมันร่วมสมัยจำนวนสี่เรื่องที่ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2007 ถึง 2013 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสำรวจความตึงเครียดในสังคมเยอรมันระหว่างภาพลักษณ์ของรัฐที่ส่งเสริมนโยบายความเท่าเทียมทางเพศกับการดำรงอยู่ของอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ผู้หาเลี้ยงครอบครัวที่ยังคงฝังแน่นที่มีผลต่อบทบาทในครอบครัวของผู้ชาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่มองว่า การอยู่เหย้าเฝ้าเรือนของผู้ชายไม่ใช่เป็นเพียงการสลับบทบาทอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการแสดงที่ซับซ้อนซึ่งตัวละครชายต้องสวมบทบาทของผู้ดูแลอันเป็นบทบาทที่ถูกตีตราทางวัฒนธรรมว่าเป็นพื้นที่ของผู้หญิง ผลการวิเคราะห์วรรณกรรมพบว่า นวนิยายได้นำเสนอกระบวนการสวมบทบาทดังกล่าวสองรูปแบบ รูปแบบแรกแสดงให้เห็นว่าการสวมบทบาทพ่อบ้านเป็นการแสดงบทบาทโดยผิวเผินและมุ่งตอบสนองต่อการตัดสินของสังคมภายนอกเกี่ยวกับความเป็นชายของตน การแสดงบทบาทในลักษณะนี้มักจบลงด้วยวิกฤตอัตลักษณ์และการหวนกลับไปยึดถือความเป็นชายแบบอำนาจนำเพื่อรักษาตัวตน รูปแบบที่สองแสดงให้เห็นว่าการสวมบทบาทพ่อบ้านเป็นการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการกระทำงานดูแลซ้ำ ๆ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านร่างกายที่เกิดจากการทำกิจวัตรประจำวันจนเกิดการซึมซับคุณค่าของการดูแลอย่างแท้จริง การปฏิบัตินี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวตนและส่งผลให้เกิดการประกอบสร้างนิยามความเป็นชายที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมมิติของการดูแลเอาใจใส่
ประมวลศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคมะเร็ง, อัจฉรียา คุ้มญาติ
ประมวลศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคมะเร็ง, อัจฉรียา คุ้มญาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประมวลศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วยศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับลำดับการรักษาโรคมะเร็ง วิธีการรักษาโรคมะเร็ง ยารักษาโรคมะเร็ง ตัวชี้วัดผลการรักษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการจัดทำประมวลศัพท์ และนำประมวลศัพท์ที่ได้มาใช้อ้างอิงสำหรับผู้ที่ต้องทำความเข้าใจข้อมูลยารักษาโรคมะเร็งในระดับที่เกี่ยวข้อง เช่น อาสาสมัครโครงการวิจัยยามะเร็ง นักศึกษา นักแปล และผู้สนใจ การจัดทำประมวลศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคมะเร็งนี้ได้อ้างอิงจากทฤษฎีและแนวทางการทำประมวลศัพท์ที่นักศัพทวิทยาเสนอไว้ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การกำหนดหัวข้อ วัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษาในการจัดทำประมวลศัพท์ 2) การทบทวนวรรณกรรมทางศัพทวิทยาและการศึกษาข้อมูลยารักษาโรคมะเร็ง 3) การสร้างคลังข้อมูลภาษา และการดึงศัพท์จากคลังข้อมูลภาษา 4) การกำหนดมโนทัศน์สัมพันธ์ของศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคมะเร็งและ 5) การบันทึกข้อมูลศัพท์เบื้องต้น การบันทึกข้อมูลศัพท์ และการเขียนคำนิยามเพื่อกำหนดศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทย ประมวลศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรคมะเร็งประกอบด้วยศัพท์ทั้งหมด 30 คำ โดยจัดเรียงตามกลุ่มมโนทัศน์สัมพันธ์ และลำดับของมโนทัศน์ในมโนทัศน์สัมพันธ์ การนำเสนอศัพท์แต่ละคำประกอบด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ ศัพท์ภาษาไทย ขอบเขตข้อมูลที่พบศัพท์ มโนทัศน์สัมพันธ์พร้อมคำอธิบาย บริบทที่พบศัพท์ นิยามศัพท์ รูปศัพท์อื่น ประเภทของคำทางไวยากรณ์ และข้อมูลอ้างอิง
Kukrit Pramoj's Four Reigns As World Literature: Translation And The Worlding Of Siam, Nuttapong Boonyasri
Kukrit Pramoj's Four Reigns As World Literature: Translation And The Worlding Of Siam, Nuttapong Boonyasri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
While contemporary world literature theories encourage the global circulation of national literatures, the full potential of the term “world”in world literature, as argued by Cheah (2016), remains underemphasized. Normative forces such as teleological time and worlding influence how national literatures are received globally. This paper argues that MR Kukrit Pramoj’s Four Reigns (1981) offers an alternative reading through Cheah’s (2016) concept of world literature, positioning the novel as a contestation of European teleological time. As the novel transcends its geographical and cultural origins, the transformative potential of translation reshapes the normative forces influencing its global reception. This study examinesthe worlding …
การแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือวิชาการ เรื่อง Cinematography: Theory And Practice For Cinematographers And Directors ของ Blain Brown, นนทพจน์ ไชยูปถัมภ์
การแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือวิชาการ เรื่อง Cinematography: Theory And Practice For Cinematographers And Directors ของ Blain Brown, นนทพจน์ ไชยูปถัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางในการแปลคำศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือเรื่อง Cinematography: Theory and Practice For Cinematographers and Directors, Third Edition ของ Blain Brown ผู้วิจัยคัดเลือกคำศัพท์ทั้งสิ้น 30 คำ โดยมีสมมติฐานของการวิจัยว่า ในการแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ให้สามารถถ่ายทอดความหมายได้ถูกต้องและเหมาะสมนั้น จะต้องใช้กลวิธีการแปลทั้งหมดสองวิธี ได้แก่ 1) แปลแบบตีความโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วในภาษาปลายทางและใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธีทาบเทียบ (Mapping-Matching) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ม.ป.ป.) และ 2) แปลแบบถ่ายเสียงพร้อมเติมคำอธิบายสั้น ๆ และใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธียืมตรง (Direct Borrowing) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลวิธีการแปลเป็นไปตามสมมติฐานคือ (1) แปลแบบตีความโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วในภาษาปลายทางและใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธีทาบเทียบ (Mapping-Matching) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ร้อยละ 73.3) และ (2) แปลแบบถ่ายเสียงพร้อมเติมคำอธิบายสั้น ๆ และใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธียืมตรง (Direct Borrowing) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ร้อยละ 26.7) ซึ่งสอดคล้องกับกลวิธีการแปลศัพท์เฉพาะในงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานวิจัยของ วิภาดา เปรมวุฒิ (2533) โอซ่า มาร์คลุนด์ (2011) และทรงวุฒิ บุริมจิตต์ (2550) คือมีการใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวและแบบไม่ตรงตัว และไม่พบกลวิธีการแปลโดยการแทนที่แนวคิดทางวัฒนธรรมในสังคมของผู้อ่านภาษาปลายทาง
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ของแนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชาน และที่อยู่อาศัย เพื่อขยายนิคมสู่อวกาศในงานบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคัดสรรจำนวนสี่เรื่อง ได้แก่ นวนิยาย Alphanauts (2006) โดย J. Brian Clarke ภาพยนตร์ Avatar (2009) กำกับโดย James Cameron ภาพยนตร์ Space Sweepers (2021) กำกับโดย Jo Sung-Hee และเกม Mass Effect: Legendary Edition (2023) กำกับโดย Casey Hudson ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสัมพันธ์กับสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ กล่าวคือ พื้นที่อวกาศเป็นช่องทางสำหรับการธำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้เสริมสมรรถภาพทางกายและจิตใจเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยคุกคามจากต่างดาว การใช้เทคโนโลยีสร้างสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดพื้นฐานตามธรรมชาติและมนุษย์ภาวะเปรียบได้กับการวิวัฒนาการครั้งใหม่ของมนุษย์ การศึกษากลุ่มตัวบทเปิดเผยว่าความสำเร็จในการวิวัฒนาการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชานและที่อยู่อาศัยร่วมกัน กล่าวคือ การอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับมนุษย์เป็นผู้กระทำที่มีความสามารถในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ผู้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน การพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านเผ่าพันธุ์มนุษย์สู่สิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศที่เรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ดำรงอาศัยในอวกาศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะปลีกแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ
การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์
การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสั่นคลอนขั้วตรงข้าม (Binary Oppositions) 3 ขั้ว ได้แก่ ชาย-หญิง ความเป็นกลุ่ม-ความเป็นปัจเจก และผู้ใหญ่-เด็กที่ปรากฏในการ์ตูนโทรทัศน์ชุด โคนันเดอะซีรีส์ ปีที่ 1-5 ของบริษัททีเอ็มเอส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1996-1999) ฉบับพากย์ไทยรวมถึงศึกษาบริบทของสังคมญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับตัวบท จากการศึกษาพบว่าตัวบทพยายามนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของขั้วอำนาจรองในการท้าทายและสั่นคลอนขนบวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนและบริบทวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมอันเป็นบรรทัดฐานที่มีอยู่ในสังคม กล่าวคือในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ทัศนคติที่มีต่อค่านิยมดั้งเดิมของคนในสังคมบางกลุ่มได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แนวคิดเรื่องปัจเจกนิยม หรือ ทัศนคติที่มีต่อเด็ก ส่งผลให้เกิดการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบท ได้แก่ การพลิกขั้วของเพศหญิง แนวคิดปัจเจกนิยมและเด็ก อย่างไรก็ตามการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบทมีทั้งการพลิกขั้วที่ล้มเหลวของเพศหญิงและแนวคิดปัจเจกนิยมเนื่องจากกระบวนการพลิกขั้วของตัวละครทำให้ตัวละครกลายเป็นอาชญากรที่เป็นอันตรายจึงต้องถูกกำจัดออกจากสังคม ในขณะเดียวกันตัวบทก็นำเสนอการพลิกขั้วของเด็กที่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการพลิกขั้วอย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้เด็กในวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนมากขึ้น การพลิกขั้วที่มีทั้งล้มเหลวและสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขนบและบริบททางวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นบางอย่างยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
หลับใหลเพื่อหล่อหลอมตัวตน : การนอนหลับกับการสร้างความเป็นอื่นและความเหลื่อมล้ำทางด้านเชื้อชาติ ชนชั้น และเพศสภาพ ในนวนิยายเรื่อง My Year Of Rest And Relaxation ของ Ottessa Moshfegh, เปมิกา อนุรักษ์เลขา
หลับใหลเพื่อหล่อหลอมตัวตน : การนอนหลับกับการสร้างความเป็นอื่นและความเหลื่อมล้ำทางด้านเชื้อชาติ ชนชั้น และเพศสภาพ ในนวนิยายเรื่อง My Year Of Rest And Relaxation ของ Ottessa Moshfegh, เปมิกา อนุรักษ์เลขา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของ “การนอนหลับ” ในนวนิยายเรื่อง My Year of Rest and Relaxation (2018) ของ Ottessa Moshfegh โดยวิเคราะห์ว่าการนอนหลับในเรื่องดังกล่าวมิได้เป็นเพียงกลไกในการหลีกหนีจากสังคมและเยียวยาบาดแผลทางจิตใจเพื่อนำไปสู่การหล่อหลอมตัวตนแบบใหม่ที่พึงปรารถนาเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการยืนยันสถานะความเป็นอภิสิทธิ์ชน และในการสร้างความเป็นอื่นและความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ ชนชั้น และเพศสภาพ ซึ่งนำไปสู่การต่อรองทางอัตลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นได้จากการวิเคราะห์ภูมิหลังทางครอบครัว ตลอดจนแนวคิดและการกระทำของตัวละครเอกซึ่งเป็นหญิงผิวขาวชนชั้นสูงในสังคมอเมริกัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกกับตัวละครอื่น ๆ ที่แวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของตัวละครเอก ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าฉากหลังของเรื่อง—ซึ่งเกิดขึ้นในเขตแมนแฮตตันในมหานครนิวยอร์กและครอบคลุมช่วงเวลาก่อนและระหว่างเหตุการณ์ 9/11—อาจสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความเหลื่อมล้ำที่ปรากฏในระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับความเหลื่อมล้ำในสังคมวงกว้าง
การศึกษากลวิธีการแปลอติพจน์ในนวนิยายเรื่อง Crazy Rich Asians ของ Kevin Kwan หรือ เหลี่ยมโบตั๋น แปลโดย ศศิ พินทุ์, สุตาภัทร อรุณนวล
การศึกษากลวิธีการแปลอติพจน์ในนวนิยายเรื่อง Crazy Rich Asians ของ Kevin Kwan หรือ เหลี่ยมโบตั๋น แปลโดย ศศิ พินทุ์, สุตาภัทร อรุณนวล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาศึกษากลวิธีการแปลประโยคอติพจน์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ในนวนิยายเรื่อง Crazy Rich Asians ของ Kevin Kwan (2513) และฉบับแปลภาษาไทย เหลี่ยมโบตั๋น แปลโดย ศศิ พินทุ์ (2559) รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมบางประการที่ส่งผลต่อการแปลอติพจน์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้คัดเลือกประโยคที่ปรากฏการใช้อติพจน์จำนวน 60 ประโยค ตามแนวทางการจำแนกประเภทอติพจน์ของ Claudia Claridge (2011) และใช้กรอบการวิเคราะห์แนวทางการแปลความเปรียบและสำนวนภาษา (Trope Change) ของ Andrew Chesterman (2001) จากการจำแนกประเภทอติพจน์ที่ปรากฏในประโยคต้นฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 60 ประโยค พบอติพจน์ในตัวบทต้นฉบับ 6 ประเภท ได้แก่ อติพจน์แบบคำเดียว อติพจน์ระดับวลี อติพจน์ระดับอนุประโยค อติพจน์ที่แสดงจำนวน การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด และการใช้การเปรียบเทียบ โดยแบ่งเป็นอติพจน์ประเภทเดียวประโยคจำนวน 53 ประโยค และใช้อติพจน์มากกว่าหนึ่งประเภทร่วมกัน จำนวน 7 ประโยค จากการวิเคราะห์พบว่ากลวิธีที่ผู้แปลเลือกใช้ในการแปลประโยคอติพจน์ที่คัดสรรจำนวน 67 แห่ง มีทั้งหมด 3 กลวิธี ได้แก่ การรักษาอติพจน์หรือใช้สำนวนภาษาประเภทเดิม (55 แห่ง) เปลี่ยนไปใช้อติพจน์หรือสำนวนภาษาประเภทอื่น (3 ครั้ง) และแปลโดยไม่เก็บอติพจน์หรือสำนวนภาษา (9 แห่ง) โดยกลวิธีที่พบมากที่สุดคือ คงความเปรียบหรือสำนวนภาษาประเภทเดิม นอกจากนี้ยังพบว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เป็นปัจจัยทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการแปลอติพจน์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ซึ่งผู้แปลเลือกใช้กลวิธีการกรองทางวัฒนธรรม (cultural filtering) ควบคู่กับการคงความเปรียบหรือสำนวนภาษาประเภทเดิม โดยใช้คำที่มีความหมายต่างกัน หากแต่ยังมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของการสื่อความ จึงทำให้เห็นภาพการเปรียบเทียบไปในทำนองเดียวกันกับต้นฉบับโดยหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่สื่อความทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทย
แนวทางการแปลข้อความแสดงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในบทความสารคดีของนิตยสาร National Geographic จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, สริตา บูรณะสัมฤทธิ
แนวทางการแปลข้อความแสดงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในบทความสารคดีของนิตยสาร National Geographic จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, สริตา บูรณะสัมฤทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทสารคดีวิทยาศาสตร์จากนิตยสาร National Geographic และกลวิธีการถ่ายทอดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากต้นฉบับอังกฤษไปยังฉบับแปลภาษาไทย ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ของ Lakoff และ Johnson (2003) แนวทางการระบุรูปภาษาที่แสดงอุปลักษณ์ของกลุ่ม Pragglejaz Group แนวทางการแปลอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากงานวิจัยตัวบทประเภทต่าง ๆ ตลอดจนประเภทอุปลักษณ์ที่พบในตัวบทวิทยาศาสตร์และสารคดี และประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์กลวิธีการแปลของ Papadoudi (2010) Schäffner (2004) Deignan et al. (1997) และ Toury (1995) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า จากข้อมูลอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เก็บจำนวน 126 ตัวอย่าง มีจำนวนรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์ทั้งหมด 114 รูป สามารถจำแนกอุปลักษณ์ที่พบได้ 19 ประเภท เรียงลำดับจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่ อุปลักษณ์สงคราม อุปลักษณ์มนุษย์ อุปลักษณ์การเดินทาง อุปลักษณ์เชิงกายภาพ อุปลักษณ์สิ่งมีชีวิต อุปลักษณ์คอมพิวเตอร์ อุปลักษณ์ศิลปะ อุปลักษณ์ธุรกิจ อุปลักษณ์เครื่องนุ่งห่ม อุปลักษณ์สุขภาพ อุปลักษณ์เกม กีฬา และการแข่งขัน อุปลักษณ์ก่อสร้าง อุปลักษณ์เครื่องจักร อุปลักษณ์พืชและการเพาะปลูก อุปลักษณ์เชิงทิศทาง อุปลักษณ์อาหาร อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์ศาสนา และอุปลักษณ์ภัยธรรมชาติ จากการวิเคราะห์ พบว่าอุปลักษณ์ที่พบในภาษาอังกฤษปรากฏในภาษาไทยทุกประเภท ยกเว้นอุปลักษณ์ภัยธรรมชาติ ผลการวิเคราะห์บทแปลแตกต่างไปจากสมมติฐานเดิมที่ตั้งไว้ว่ากลวิธีการแปลที่พบมากสุดคือการแปลอุปลักษณ์โดยรักษามโนทัศน์เดิม การแปลอุปลักษณ์โดยใช้มโนทัศน์ที่แตกต่างกัน และการแปลโดยไม่รักษาอุปลักษณ์ ตามลำดับ แต่ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการแปลที่พบมากสุด ได้แก่ 1) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิมและใช้รูปภาษาเหมือนเดิม พบร้อยละ 52.34 2) การแปลโดยไม่รักษาอุปลักษณ์ พบร้อยละ 21.09 3) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิมแต่ใช้รูปภาษาที่ต่างไปจากเดิม พบร้อยละ 10.94 4) การแปลโดยใช้มโนทัศน์ที่ต่างกัน พบร้อยละ 10.16 5) การตัดอุปลักษณ์ในภาษาต้นทางทิ้ง พบร้อยละ 3.91 และ 6) การแปลสิ่งที่ไม่ใช่อุปลักษณ์เป็นอุปลักษณ์ พบร้อยละ 1.56 ทั้งนี้ ไม่พบการเพิ่มอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ลงไปในบทแปล โดยสรุป อุปลักษณ์ในตัวบทสารคดีวิทยาศาสตร์จากภาษาอังกฤษสามารถถ่ายทอดเป็นภาษาไทยได้เป็นส่วนใหญ่โดยไม่มีอุปสรรค โดยอุปลักษณ์แต่ละประเภทสามารถถ่ายทอดได้ผ่านกลวิธีที่แตกต่างกัน …
การแปลภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบในหนังสือด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์เชิงปรัชญาการออกแบบ เรื่อง The Eyes Of The Skin: Architecture And The Senses ของ Juhani Pallasmaa, มานิตา บวรกีรติขจร
การแปลภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบในหนังสือด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์เชิงปรัชญาการออกแบบ เรื่อง The Eyes Of The Skin: Architecture And The Senses ของ Juhani Pallasmaa, มานิตา บวรกีรติขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลภาษาภาพพจน์เชิงเปรียบเทียบที่มี มโนอุปลักษณ์แฝงอยู่ในงานเขียนด้านปรัชญาการออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งมักปรากฏการใช้คำศัพท์เชิงนามธรรมและภาษาภาพพจน์ (Figurative language) ที่โดดเด่นเพื่อสื่อถึงมโนทัศน์ทางปรัชญา (Philosophical concept) ผู้วิจัยเลือกศึกษาหนังสือ เรื่อง The Eyes of the Skin: Architecture and the Senses ของ จูฮานิ พาลาสมา (Juhani Pallasmaa) งานเขียนสำคัญในแวดวงสถาปัตยกรรมเชิงทฤษฎีที่มีรากฐานแนวคิดจากปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) และการตั้งคำถามต่อแนวคิดดวงตาเป็นศูนย์กลางของการรับรู้ (Ocularcentrism) โดยเนื้อหานี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรม แต่ยังไม่เคยมีการศึกษากลวิธีการแปลหนังสือประเภทนี้อย่างเป็นระบบในบริบทภาษาไทย ในการวิเคราะห์ตัวบท เลือกพิจารณาส่วนที่ 2 (Part 2) จำนวน 34 หน้า พบว่ามีลักษณะของการใช้ภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบที่มีมิติของมโนทัศน์ทางปรัชญาแฝงอยู่ โดยเฉพาะมโนทัศน์ที่เป็นมโนอุปลักษณ์ (Conceptual metaphor) เชิงภววิทยา (Ontological metaphor) ซึ่งสะท้อนกรอบความคิดของผู้เขียนที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์วิทยา การแปลเนื้อหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความหมายแฝงและความหมายเชิงมโนทัศน์ (Connotative and conceptual meaning) เพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์และความลึกซึ้งของต้นฉบับได้อย่างแม่นยำในขั้นตอนการแปล ได้ประยุกต์ใช้แนวทางการแปลแบบตีความ (Interpretive approach) ของ ฌอง เดอลิลส์ (Jean Delisle) ร่วมกับทฤษฎีการตรงประเด็น (Relevance theory) ของ แอ็นสท์ ออกุสท์ กัทท์ (Ernst August Gutt) โดยมุ่งเน้นการแปลด้วยการตีความและการสร้างความหมายที่เทียบเคียงต้นฉบับ (Interpretive resemblance) เพื่อรักษาความหมายเชิงมโนทัศน์ คุณลักษณะของภาษาภาพพจน์ และถ่ายทอดแนวคิดของผู้เขียนให้สอดคล้องกับบริบทภาษาไทย
การเมืองเรือนร่างในงานเขียนของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี : การศึกษาสตรีนิยมประเทศโลกที่สาม, ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์
การเมืองเรือนร่างในงานเขียนของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี : การศึกษาสตรีนิยมประเทศโลกที่สาม, ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตั้งแต่คริสต์ศักราช 1953 เป็นต้นมา สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหาร แนวคิดอนุรักษ์นิยมของรัฐบาลเผด็จการทหารส่งผลให้ประชาชนชาวอียิปต์ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสตรีชาวอียิปต์ การกดขี่สตรีเพศส่งผลให้กลุ่มสตรีอียิปต์ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กลุ่มของตน โดยมีแกนนำคนสำคัญอย่าง นาวัล เอ็ล ซัดดาวี จิตแพทย์หญิงชาวอียิปต์ซึ่งผันตัวมาเป็นนักเขียน งานเขียนของซัดดาวีใช้กลวิธีการเล่าในรูปแบบเรื่องเล่าชีวิต (life writing) โดยให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของเรื่องเล่าผ่านมุมมองของผู้เล่าที่เป็นสตรีและนำเสนอความรุนแรงทางเพศที่กระทำต่อเรือนร่างสตรี อาทิ การถูกขริบอวัยวะเพศ การทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว การข่มขืน การค้าประเวณี ความรุนแรงดังกล่าวเผยให้เห็นอำนาจปิตาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับศาสนาและจารีตประเพณี เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่สตรีเพศในสังคมอียิปต์ งานเขียนของซัดดาวีไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นอำนาจปิตาธิปไตยที่กระทำต่อสตรีผ่านเรือนร่างเท่านั้น หากยังบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของผู้หญิงโดยใช้เรือนร่างในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับสตรีชาวอียิปต์อีกด้วย กล่าวคือ ในงานของซัดดาวี เรือนร่างเป็นเสมือนหลักฐานที่เผยให้เห็นสถานภาพของสตรีในฐานะพลเมืองชั้นสองในสังคมอียิปต์ นอกจากนี้ เรือนร่างยังมีบทบาทในการร้อยรัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงจากชนชั้นต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้หญิงเหล่านี้มีร่วมกัน เรือนร่างจึงเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมืองในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับสตรีชาวอียิปต์ ดังนั้น งานเขียนของซัดดาวีจึงไม่เพียงวิพากษ์อำนาจปิตาธิปไตยในประเทศอียิปต์ หากยังขยายกรอบแนวคิดเรื่องสิทธิสตรีตะวันตก ที่เน้นการยึดกฎของเหตุผลซึ่งเป็นนามธรรมเพียงอย่างเดียว จนละเลยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนของมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน
การแปลบทพากย์เกม Grand Theft Auto: San Andreas, สาริศ ศรีเดือนดาว
การแปลบทพากย์เกม Grand Theft Auto: San Andreas, สาริศ ศรีเดือนดาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาแนวทางการแปลบทพากย์วิดีโอเกม Grand Theft Auto: San Andreas สำหรับการนำไปพากย์ในภาษาไทย โดยสังเคราะห์แนวทางการแปลและพากย์ตัวบทคัดสรร จากทฤษฎี แนวคิด และหลักการที่เกี่ยวข้องกับการแปลบทพากย์ การแปลเกม และการแปลตัวบทที่มีปัญหาด้านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ของนักแปล บนสมมติฐานที่ว่าการประยุกต์ใช้ทฤษฎีดังกล่าวจะสามารถนำมาสังเคราะห์เป็นกลวิธีการแก้ปัญหาการแปลบทพากย์ของวิดีโอเกม Grand Theft Auto: San Andreas โดยเฉพาะในส่วนของปัญหาด้านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ของนักแปลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำบทแปลมาพากย์เป็นฉบับภาษาไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติในวัฒนธรรมปลายทาง ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎี แนวคิด และหลักการที่เกี่ยวข้องกับการแปลบทพากย์เกมที่ที่มีปัญหาด้านความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ของนักแปลดังกล่าวข้างต้น สามารถนำมาสังเคราะห์เป็นกลวิธีในการแก้ไขปัญหาในการแปลบทพากย์เกม Grand Theft Auto: San Andreas และนำมาใช้พากย์ได้โดยถ่ายทอดความหมายได้ใกล้เคียงกับตัวบทต้นฉบับมากที่สุด
การแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ, สุวิพร ไฉไลสถาพร
การแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ, สุวิพร ไฉไลสถาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลกริยาไร้ประธาน “ให้” ที่แสดงมาลาบอกเล่า มาลาสั่ง และมาลาอนุญาตใน พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีสมมติฐานว่า กริยาไร้ประธาน “ให้” เป็นคำแสดงมาลาบอกเล่า มาลาสั่ง และมาลาอนุญาต และในการแปลกริยาดังกล่าวจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นอยู่กับประเภทของมาลา โดยจะต้องเลือกคำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ จากการศึกษาพบกริยาไร้ประธาน “ให้” ในตัวบททั้งสิ้น 74 จุด แบ่งเป็นโครงสร้าง ให้ + (กรรม) + กริยา 60 จุด และ (กรรม) + ให้ + กริยา 14 จุด ไม่ละกรรม 55 จุด และละกรรม 19 จุด โดยสามารถจำแนกมาลาออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) มาลาสั่ง 52 จุด 2) มาลาบอกเล่า 15 จุด 3) มาลาอนุญาต 6 จุด และ 4) มาลาสั่ง + อนุญาต 1 จุด กริยาไร้ประธาน "ให้" ที่พบสามารถแปลโดยใช้คำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ 60 จุด อีก 11 จุดต้องปรับเป็นคำชนิดอื่นเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ และอีก 3 จุดไม่ได้ทำการแปลเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน กล่าวโดยสรุปได้ว่ากริยาไร้ประธาน “ให้” ในตัวบทส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้าง ให้ + (กรรม) + กริยา (81.08%) ไม่ละกรรม (74.32%) แสดงมาลาสั่ง (70.27%) และสามารถแปลโดยใช้คำแสดงมาลาที่สอดคล้องกันในภาษากฎหมายอังกฤษ (81.08%) ผลการวิจัยสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และยังสอดคล้องกับงานวิจัยที่ผ่านมาซึ่งระบุว่ากริยาไร้ประธาน “ให้” ในภาษากฎหมายไทยสื่อความหมายสั่งและอนุญาต งานวิจัยนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม 2 ประการ ได้แก่ …
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในการแปล: กรณีศึกษาเปรียบเทียบการแปลปาฐกถาในหัวข้อ “Democracy And Patronage System Of Thailand” โดยนายจักรภพ เพ็ญแขและพรรคประชาธิปัตย์, รตวัน ศรีพิเชียร
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในการแปล: กรณีศึกษาเปรียบเทียบการแปลปาฐกถาในหัวข้อ “Democracy And Patronage System Of Thailand” โดยนายจักรภพ เพ็ญแขและพรรคประชาธิปัตย์, รตวัน ศรีพิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้เป็นงานวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลปาฐกถาเรื่อง “Democracy and Patronage System of Thailand” กับหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของบทแปลรวมถึงอุดมการณ์ของผู้แปล โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงระบบสำหรับการแปลเชิงพรรณนาของเจเรมี่ มันเดย์และทฤษฎีเรื่องเล่าของโมนา เบเคอร์การวิเคราะห์ข้อมูลมีขั้นตอนทั้งหมด 2 ขั้นตอนหลัก โดยขั้นตอนที่ 1 เป็นการศึกษาต้นฉบับและสำนวนแปล 2 ฉบับโดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงระบบสำหรับการแปลเชิงพรรณนาของมันเดย์ ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ (2) การวิเคราะห์ด้วยภาษาศาสตร์คลังข้อมูล และ (3) การวิเคราะห์ร่วมกับบริบททางสังคมและการเมือง และขั้นตอนที่ 2 ได้แก่ได้แก่การนำผลการวิเคราะห์ที่ได้จากขั้นตอนแรกมาวิเคราะห์ร่วมกับทฤษฎีเรื่องเล่า (Narrative Theory) โดยมุ่งศึกษาประเด็นทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ประเภทของเรื่องเล่าที่พบในกระบวนการแปลต้นฉบับ (2) องค์ประกอบของเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่พบ (3) กลวิธีในการกำหนดกรอบเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่พบจากการวิเคราะห์ต้นฉบับและสำนวนแปล 2 ฉบับตามขั้นตอนข้างต้น ทำให้พิสูจน์สมมติฐานได้ว่าการเคลื่อนที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ในการแปลรวมถึงอุดมการณ์ของผู้แปล ผ่านการใช้ภาษาไม่ว่าจะในเชิงการสื่อความคิด เชิงการสื่อบุคคลสัมพันธ์ และเชิงความเรียง และการที่มีการเคลื่อนที่สามารถเชื่อมโยงได้กับองค์ประกอบของเรื่องเล่าทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่การลำดับเรื่อง ความเชื่อมโยงของเรื่องเล่า การวางโครงเรื่อง และ การเลือกสรรข้อมูล และการใช้กลวิธีในการวางกรอบเรื่องเล่า ได้แก่การเลือกสรรข้อมูล การใช้ถ้อยคำตีตรา และการเปลี่ยนตำแหน่งผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนเหล่านั้นมีส่วนในการประกอบสร้างเรื่องเล่าของผู้แปลแต่ละคนให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทแปลและอุดมการณ์ของผู้แปลนอกจากนั้น การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเรื่องเล่าทำให้พบว่าการแปลปาฐกถาเรื่อง “Democracy and Patronage System of Thailand” นำเสนอเรื่องเล่าปัจเจกบุคคล 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าที่แสดงถึงจุดยืนของนายจักรภพต่อระบบอุปถัมภ์ เรื่องเล่าสาธารณะ 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าสาธารณะว่าด้วยบทบาทของพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย เรื่องเล่าวิชาการ 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าวิชาการว่าด้วยระบบอุปถัมภ์และประชาธิปไตย และเรื่องเล่าแม่บท 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าแม่บทว่าด้วยการเข้าสู่ประชาธิปไตย
การแปลมุกตลกภาษาในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language, ฐาปนี ชลิตาภานุกุล
การแปลมุกตลกภาษาในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language, ฐาปนี ชลิตาภานุกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทําขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเรื่องบทบรรยายใต้ภาพ, ความขบขัน, และการเล่นคํา เพื่อทําความเข้าใจการเล่นคําที่ก่อให้เกิดความขบขันในละครซิทคอมเรื่อง Mind Your Language แล้วช่วยให้ผู้วิจัยพบแนวทางการแปลที่หลากหลายซึ่งสามารถสร้างอารมณ์ขันให้ผู้ชมในภาษาปลายทางได้ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวทางการแปลบทบรรยายใต้ภาพของเฮนริค ก็อตต์ลีบ (Henrik Gottlieb), การศึกษาความไม่เข้ากัน (Incongruity and Resolution), การศึกษาทฤษฎีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ (Relevance theory) ของแดน สเปอร์เบอร์ (Dan Sperber) และเดร์เดอร์ วิลสัน (Deirdre Wilson), การศึกษาทฤษฎีระบบภาษา (Register theory) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday) และแนวทางการแปลการเล่นคําของเดิร์ก ดิลาบาสทิทา (Dirk Delabastita) เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ตัวบท และวิเคราะห์ปัญหาในการถ่ายทอดความขบขันในตัวบทที่เป็นสื่อโสตทัศน์ (Audiovisual work) รวมทั้งวางแผนแก้ปัญหาดังกล่าวผลการศึกษาวิจัยพบว่า ทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ข้างต้นสามารถช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการสร้างความขบขันของการเล่นคำที่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง รวมทั้งประเภทของการเล่นคำที่เกิดในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งทำให้ผู้วิจัยรู้ว่าควรแปลการเล่นคำในภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับการเล่นคำในภาษาไทยอย่างไร และเมื่อพบการเล่นคำที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมร่วมด้วย ผู้วิจัยก็พบว่าควรปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมและสังคมของผู้ชมในภาษาปลายทางเพื่อให้พวกเขาเข้าใจความไม่เข้ากันที่เกิดขึ้นให้เหตุการณ์นั้น ๆ แล้วรู้สึกขบขันตรงตามจุดมุ่งหมายของละครซิทคอม อย่างไรก็ตาม บางกรณีก็มีข้อจำกัดด้านภาพซึ่งปรากฏมาพร้อมกับบทบรรยายใต้ภาพที่มีการเล่นคำ ส่งผลให้ผู้วิจัยไม่อาจคงลักษณะของการเล่นคำตามตัวบทต้นฉบับไว้ได้
การประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย, อรสุธี ชัยทองศรี
การประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย, อรสุธี ชัยทองศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย ผลการวิจัยสรุปได้ว่ากลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายซึ่งเกิดระหว่างพ.ศ.2523 – 2543 ได้ใช้บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยในการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางผ่านองค์ประกอบของหนังสือบันทึกการเดินทาง ได้แก่ ยานพาหนะ ที่พัก และสถานที่ ทั้งนี้ อัตลักษณ์ที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นผลมาจากวาทกรรมจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม ทั้งวาทกรรมที่ผูกติดกับงานเขียนประเภทนี้มาแต่เดิม และวาทกรรมที่สัมพันธ์กับบริบทสังคมปัจจุบันที่คนเจเนอเรชั่นวายเติบโตขึ้น การประกอบสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบวิถีชีวิตและรสนิยมที่เหนือกว่า อันเป็นผลมาจากความสามารถในการระดมทุนประเภทต่าง ๆ ที่คนเจเนอเรชั่นวายได้รับถ่ายทอดและปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้พวกเขามีศักยภาพที่เหนือกว่าในสนามการเดินทาง นอกจากนี้ การเดินทางและการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของการสั่งสมและนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนทุนที่ช่วยธำรงตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในโครงสร้างทางสังคมเอาไว้นอกจากนี้ นักเขียนเจเนอเรชั่นวายยังได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อนำเสนอประสบการณ์การเดินทางด้วย โดยสื่อสังคมออนไลน์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบและวิธีการนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างจากสื่อดั้งเดิม ได้แก่ ประสบการณ์การเดินทางจากวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมระหว่างนักเขียนและผู้ติดตาม และการนำเสนอประสบการณ์ผ่านภาพซึ่งใช้การดูอันเป็นวิถีของการเสพสื่อใหม่ที่เข้ามาแทนที่การอ่าน อนึ่ง วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมดังกล่าวยังทำให้นักเขียนต้องตอบสนองความต้องการของผู้ติดตามด้วยการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ไปตามบริบทแวดล้อมรวมถึงเมื่อได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์เอาไว้ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ติดตามและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนสื่อประเภทนี้นับเป็นทุนอีกลักษณะหนึ่งที่แปลงไปเป็นทุนประเภทอื่นได้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักเขียนบันทึกการเดินทางบนสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ต้องรักษาสถานภาพของตนด้วยการปรับปรุงอัตลักษณ์ตามความคาดหวังของผู้ชมในฐานะผู้บริโภค อย่างไรก็ดี อัตลักษณ์นักเดินทางที่ปรากฏบนสื่อเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล เนื่องจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เป็นผลจากกระบวนการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายที่ผลิตและประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางขึ้นเพื่อเป็นสินค้าประเภทหนึ่งในระบบทุนนิยมปัจจุบัน
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวโน้มการเลือกใช้กลวิธีการแปลเพื่อถ่ายทอดความหมายของคำและวลีในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง จำนวนทั้งสิ้น 52 คำ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าในการแปลเพื่อถ่ายทอดความคำและวลีที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง นั้น ผู้แปลมีแนวโน้มจะเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีการเลือกใช้กลวิธีการแปลคำทั้งในระดับคำและระดับประโยค ในระดับคำ ผู้แปลเลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 55 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับความหนาแน่น 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับคำ 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การเทียบทางวัฒนธรรม 16 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 29.09) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับสัทศาสตร์ 7 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 12.73) และไม่พบการแปล 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 3.64) จะเห็นได้ว่าผู้แปลเลือกใช้กลวิธีในระดับคำในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด ในระดับประโยค ผู้เลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 14 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับมุมมอง 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การจัดเรียงใหม่ 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การปรับเปลี่ยนตัวบท 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) และการทดแทน 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 14.29) จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีแนวโน้มที่จะเลือกกลวิธีการเทียบเคียงทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งมากที่สุดในการแปลคำและวลีทางด้านวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อให้ตัวบทฉบับแปลถ่ายทอดความหมายได้สอดคล้องกับวัฒนธรรมปลายทางซึ่งจะทำให้ผู้รับสารฉบับปลายทางเชื่อมโยงได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม ทำให้บทบรรยายใต้ภาพมีลักษณะเป็นไปตามข้อจำกัดของบทบรรยายใต้ภาพทั้งในด้านพื้นที่และด้านเวลา ผลการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับผลของงานวิจัยเรื่องการแปลคำทางวัฒนธรรมในส่วนที่ศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมในการแปลสื่อโสตทัศน์ ที่มีผลลัพธ์ว่ากลวิธีที่เน้นไปทางความเข้าใจของผู้รับสารฉบับปลายทาง โดยกลวิธีที่พบบ่อยครั้งมากที่สุดคือกลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน
การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies), บุญฑิกา รัตนประสิทธิ์กุล
การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies), บุญฑิกา รัตนประสิทธิ์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies) ในช่วงพ.ศ. 2543-2553 และในช่วงพ.ศ. 2554-2565 เพื่อค้นหาว่าในยุคหลังการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลกมีขนบการแปลอย่างไร และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคืออะไร นอกจากนี้ผู้วิจัยยังต้องการศึกษาว่าประเภทย่อยของภาพยนตร์นั้นจะมีผลต่อขนบในการแปลภาพยนตร์หรือไม่ โดยผู้วิจัยได้คัดเลือกชื่อภาพยนตร์แนวตลกทั้งหมด จำนวน 250 รายชื่อ และได้จำแนกประเภทย่อยของภาพยนตร์ในทั้งสองช่วงเวลาออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์ตลกโรแมนติก ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ ภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น และภาพยนตร์ตลกดราม่า จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า ในยุคแรก กลวิธีการแปลชื่อภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ การแปลความ รองลงมาคือการตั้งชื่อใหม่ และการทับศัพท์ตามลำดับ ในขณะที่ช่วงยุคหลังนั้น กลวิธีการแปลชื่อภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ การทับศัพท์ การตั้งชื่อใหม่ และการแปลความ เมื่อเปรียบเทียบขนบการแปลชื่อภาพยนตร์ในสองช่วงเวลาตามประเภทย่อยของภาพยนตร์ พบว่ากลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลโดยเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมปลายทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลแบบตั้งชื่อใหม่ และกลุ่มภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ และภาพยนตร์ตลกดราม่า โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลความ ทั้งนี้การใช้กลวิธีการแปลความและการตั้งชื่อใหม่อาจทำให้ ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์และอาจทำให้ผู้ชมตัดสินใจชมภาพยนตร์ สำหรับกลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลแบบเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมต้นทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ตลก และภาพยนตร์ตลกโรแมนติก โดยสะท้อนผ่านกลวิธีการแปลแบบทับศัพท์ ซึ่งการทับศัพท์เป็นการรักษาชื่อในภาษาต้นทาง แต่ในบางกรณีชื่อในต้นทางก็เป็นการทับศัพท์คำภาษาอังกฤษ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมในวัฒนธรรมปลายทางเกิดความเข้าใจและสนใจที่จะชมภาพยนตร์ดังกล่าว
โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี: การตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวน, กนกวรรณ วิเชียรศรี
โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี: การตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวน, กนกวรรณ วิเชียรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนผ่านการนำเสนอตัวละครนักสืบชายในอาชญนิยาย ชุด โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี (Holmes & Moriarity) ของจอช แลนยอน (Josh Lanyon, 2009-2018) ประกอบด้วยอาชญนิยายทั้งหมด 4 เล่ม ได้แก่ ซัมบอดี คิลด์ ฮิส เอดิเตอร์ (Somebody Killed His Editor, 2009), ออล ชี โรต (All She Wrote, 2010), เดอะ บอย วิธ เดอะ เพนฟูล แทตทู (The Boy with the Painful Tattoo, 2014), และ อิน ออเธอร์ เวิร์ดส์...เมอร์เดอร์ (In Other Words...Murder, 2018)จากการศึกษาพบว่าแนวคิดด้านเพศสถานะและบรรทัดฐานรักต่างเพศมีอิทธิพลต่อขนบการนำเสนอของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนเป็นอย่างมาก ตัวบทคัดสรรตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะและอคติทางเพศในบันเทิงคดีแนวสืบสวนยุคแรกด้วยการนำเสนอนักสืบชายที่ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรษและมีภาพลักษณ์ความเป็นชายตามอุดมคติของสังคมแต่ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสืบได้ ตัวบทคัดสรรนำเสนอตัวละครนักสืบชายผ่านบทบาทการตกเป็นเหยื่อและเป็นผู้ต้องสงสัย ตัวละครนักสืบยังสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและคบหาดูใจกับคู่รักเพศเดียวกันไปพร้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสืบได้ด้วย บทบาทและภาพลักษณ์ของตัวละครนักสืบชายที่หลากหลายสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนร่วมสมัยที่ตัวละครนักสืบชายถูกนำเสนอให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น นักสืบไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง แต่สามารถเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกที่อ่อนไหวและอ่อนแอได้อย่างไรก็ดี แม้ตัวบทคัดสรรจะพยายามนำเสนอตัวละครนักสืบชายที่ปฏิเสธการอยู่ภายใต้ค่านิยมของสังคมกระแสหลัก แต่นักสืบชายที่เลือกสร้างครอบครัวคู่รักเพศเดียวกันด้วยการแต่งงานและการอุปการะบุตรไม่อาจก้าวพ้นจากบรรทัดฐานรักต่างเพศและค่านิยมของสังคมกระแสหลักได้อย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุดแล้วอาชญนิยาย ชุด โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี จึงสูญเสียโอกาสที่จะตอบโต้ค่านิยมแบบรักต่างเพศไป การนำเสนอดังกล่าวจึงเป็นการหวนคืนสู่บรรทัดฐานรักต่างเพศ เพราะสังคมยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวในอุดมคติดังเดิม
จากมิตรภาพสู่ความรัก: การศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายใน ปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว, เมธาวี สิมมา
จากมิตรภาพสู่ความรัก: การศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายใน ปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว, เมธาวี สิมมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายในนวนิยายเรื่องปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว ร่วมกับการศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวบทคัดสรร จากการศึกษาพบว่า ปรมาจารย์ลัทธิมาร กล่าวถึงการดำรงอยู่ร่วมกันของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเต๋า ขงจื่อ และพุทธนำมาสู่การประกอบสร้างความเป็นชายในอุดมคติผ่านความแข็งแกร่งทางกายและความเข้มแข็งทางจิตใจ โดยวิถีปฏิบัติของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมปิตาธิปไตยที่ยึดถือบรรทัดฐานรักต่างเพศ อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มของสังคมชายล้วนเปิดโอกาสให้ชายกับชายช่วยเหลือเกื้อกูลและสานสัมพันธ์อันลึกซึ้งด้วยมิตรภาพลูกผู้ชายได้ สังคมชายเป็นใหญ่ที่ตั้งใจผลิตสร้างความเป็นชายในอุดมคติจึงผลิตสร้างชายรักชายซึ่งตรงข้ามกับความเป็นชายที่พึงปรารถนาขึ้นพร้อมกัน การไม่ได้รับการยอมรับจึงทำให้ชายรักชายต้องแสวงหาช่องทางการแสดงความปรารถนาทางเพศในสังคมปิตาธิปไตยที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โม่เซียงถงซิ่วใช้องค์ประกอบแฟนตาซี ได้แก่ การกลับชาติมาเกิด การใช้เวทมนตร์คาถา และของวิเศษ เพื่อนำเสนอความสัมพันธ์แบบชายรักชายและเป็นกลวิธีต่อรองกับกฎ ตัวบทยังแฝงการวิพากษ์ความรุนแรงของบรรทัดฐานรักต่างเพศที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ลัทธิมาร เขียนขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมที่ความสัมพันธ์แบบชายรักชายยังไม่เป็นที่ยอมรับจึงยังทิ้งร่องรอยของอคติที่มีต่อชายรักชาย การต่อรองจึงไม่อาจกระทำได้อย่างเสรีและยังต้องอยู่ภายใต้กรอบบรรทัดฐานที่สังคมมองว่าดีงาม
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการแปลวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition (2014) ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างบทสนทนาในเกมดังกล่าวของตัวละครทั้งสองพร้อมบริบทแวดล้อมทั้งหมด 30 หน้า และตั้งสมมติฐานในการวิจัยว่าปัญหาด้านวัจนลีลาอันประกอบด้วยการใช้โครงสร้างประโยคไม่สมบูรณ์ โวหารบุคลาธิษฐาน ถ้อยคำที่มีความกำกวมคลุมเครือ เลียนแบบจังหวะหนักเบาของกาพย์กลอน เล่นสัมผัสอักษร และเลือกสรรถ้อยคำที่มีระดับภาษาสูงกว่าบทสนทนาปกติ ออกมาเป็นบทบรรยายภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม มีอรรถรสเทียบเคียงได้กับต้นฉบับนั้นสามารถแก้ไขด้วยการวิเคราะห์วัจนลีลาตามแนวทางการวิเคราะห์และการแปลตัวบทประเภทวิดีโอเกมที่มินาโกะ โอ’เฮเกน (Minako O’Hagan) และการ์เมนแมนจิรอน (Carmen Mangiron) (2013) รายงาน กรอบวิเคราะห์ Systemic functional linguistics (SFL) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday, 2014) แนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบส-ไบเออร์ (Jean Boase-Beier, 2019) ข้อจำกัดและกลวิธีการแปลบทบรรยายภาพยนตร์ที่เสนอโดยฆอร์เฆ ดิอัซ-ซินตัส (Jorge Díaz-Cintas) และอาลิเนอ รีมาเอล (Aline Remael) (2020) ร่วมกับการศึกษาโครงสร้างประโยคที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาไทยผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ตามที่ได้ศึกษามีประโยชน์ต่อการแปลเป็นอย่างยิ่ง สามารถใช้แก้ไขปัญหาการถ่ายทอดวัจนลีลาให้มีสมมูลภาพใกล้เคียงกับต้นฉบับ ทั้งยังทำให้ผู้วิจัยตระหนักและใส่ใจเรื่องกลวิธีที่ใช้เพื่อถ่ายทอดวัจนลีลาในภาษาอังกฤษให้ออกมาอย่างเหมาะสมในภาษาไทยด้วยความต่างทางภาษา สรรหาวิธีทดแทนหรือชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับหน้าที่บทบรรยายได้อย่างเหมาะสม
การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร
การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลมุกตลกจากการเล่นคำและเล่นภาษาในหนังสือการ์ตูนคอมิกสตริปเรื่อง lobster is the best medicine, the little world of liz climo และ best Bear ever ของลิซ คลิโม (Liz Climo) จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาการถ่ายทอดเนื้อหาของตัวบทการ์ตูนประเภทต่าง ๆ และทฤษฎีการสร้างความขบขันโดยใช้ภาษา เพื่อนำมาประกอบกับแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทสารคดีของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและวางแผนการแปล พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ รวมทั้งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสื่อความโดยใช้วิธีหลากหลาย (Multimodality) และทฤษฎีการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา (Dirk Delabastita) ได้แก่ การแปลการเล่นคำเป็นการเล่นคำ (pun>pun) การแปลการเล่นคำเป็นวรรณศิลป์ที่สัมพันธ์กัน (pun>related rhetorical device) และการแปลการเล่นคำเป็นคำธรรมดา (pun>non-pun) ในการกำหนดแนวทางการแปล เพื่อรักษาลีลาการเล่นภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน ในข้อจำกัดเรื่องภาพประกอบ โดยยังถ่ายทอดเนื้อหามุกตลกได้ถูกต้องตามต้นฉบับ และศึกษาทฤษฎีสมมูลภาพ (Equivalence) ของยูจีน ไนดา (Eugene Nida) เพื่อถ่ายทอดความขบขันให้ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ ข้างต้นนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการแปลได้ และได้บทแปลที่รักษาลีลาการเล่นภาษา ถ่ายทอดเนื้อหาและสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ
การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์
การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแปลภาษาวัยรุ่น เพื่อแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่าการใช้ภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเป็นเจตนาของผู้ประพันธ์ให้ภาษาสื่อความหมายทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผู้วิจัยจึงศึกษาทฤษฎีการแปลของ Ernst-August Gutt ที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีความเกี่ยวเนื่องมาแก้ปัญหาในการแปล เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ จึงน่าจะเหมาะสมกับการแปลภาษาวัยรุ่น นอกจากนั้นผู้วิจัยได้ศึกษากลวิธีการแปลภาษาวัยรุ่นเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านมารวมถึงแนวคิดการแปลภาษาวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการแปลภาษาสแลงที่เป็นลักษณะโดดเด่นของภาษาวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการแปลให้บทแปลบรรลุสามารถเป้าหมายในการสื่อความหมายและสร้างอรรถรสจากการใช้ภาษาวัยรุ่นให้แก่ผู้อ่านภาษาฉบับแปลได้เทียบเท่ากับผู้อ่านภาษาต้นฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎีการแปลของ Gutt ช่วยผู้วิจัยในการตัดสินใจเลือกกลวิธีการแปลที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี โดยกลวิธีที่ใช้ในการแปลตัวบทคัดสรรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มกลวิธีการแปลภาษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบด้วย 7 กลวิธี ได้แก่ การแปลโดยการใช้คำที่ใช้ในวัฒนธรรมปลายทาง การแปลโดยการใช้คำที่เท่าเทียมกัน การแปลด้วยคำที่มีความหมายเป็นกลาง การแปลโดยถอดความด้วยคำที่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลโดยการถอดความด้วยคำที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลเป็นคำที่ไม่มาตรฐาน และ การแปลด้วยการทับศัพท์ 2) กลุ่มกลวิธีการแปลโวหารภาพพจน์ ประกอบด้วย 3 กลวิธี ได้แก่ การแปลตรงตัว การแปลแบบตรงตัวและตีความ และ การแปลด้วยโวหารเทียบเคียง 3) กลุ่มกลวิธีการแปลการเล่นคำ ประกอบด้วย 1 กลวิธี ได้แก่ การแปลการเล่นคำในภาษาต้นทางเป็นการเล่นคำในภาษาปลายทาง
การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์
การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งหาแนวทางในการแปลคำด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยใช้กลวิธีการแปลแบบรักษาความแปลกต่างของลอเรนซ์ เวนุติ (Lawrence Venuti) ในการรักษากรอบการแปล ประกอบกับสังเคราะห์กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรม 12 วิธีของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวทางการประยุกต์ใช้กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรมประเภทต่าง ๆ ของสุพรรณี ปิ่นมณีออกมาได้เป็น 7 กลวิธี ได้แก่ 1) ใช้การถอดเสียงหรือคำทับศัพท์ 2) ใช้การเทียบเคียงคำทางวัฒนธรรม 3) ใช้การแปลแบบตรงตัว หรือแปลแบบคำต่อคำ 4) ใช้การละ 5) ใช้เชิงอรรถหรืออธิบายความ 6) ใช้การแปลแบบกว้าง 7) การใช้กลวิธีร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีที่ยกมาทั้ง 7 ประการสามารถนำมาใช้ในการแปลตัวบทได้ทั้งหมด โดยใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวมากที่สุด 14 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนทั้งหมด และใช้กลวิธีการแปลแบบละน้อยที่สุด 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนทั้งหมด ทั้งนี้ผู้วิจัยพบปัญหาในด้านข้อจำกัดของพื้นที่ เมื่อนำข้อความบรรจุลงในกรอบคำพูด บางประโยคมีความยาวมากเนื่องจากต้องเก็บความหมายจากภาษาต้นทางให้ครบถ้วนทำให้ไม่สามารถบรรจุลงในกรอบได้พอดี จึงต้องอาศัยการปรับขนาดตัวอักษรและจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวบท
การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน
การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws for Gryffindor ของ Brian Boone จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ตัวบทเป็นการนำเสนอมุกตลกหลากหลายรูปแบบในบริบทของหนังสือและภาพยนตร์ชุดเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งการนำเสนอมุกตลกนั้นมีการใช้การเล่นคำที่โดดเด่น การแปลการเล่นคำในคู่ภาษาที่มีลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันนั้นมีความท้าทายและไม่อาจทำได้ง่าย ผู้วิจัยนำแนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา มาใช้เป็นแนวทางในการแปลการเล่นคำในตัวบท ประกอบกับการศึกษาโครงสร้างและบทบาทการเล่นคำในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และแนวทางการนำเสนอความตลกในบริบทภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจลักษณะการเล่นคำและสามารถถ่ายทอดบทแปลที่รักษาไว้ซึ่งการเล่นคำและความตลกได้อย่างเหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า การแปลเพื่อรักษาการเล่นคำในตัวบทมุกตลกซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสารนิพนธ์เล่มนี้ สามารถทำได้โดยใช้แนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา และคำนึงถึงลักษณะการเล่นคำที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในภาษาไทย รวมถึงสร้างสรรค์ความตลกในบทแปลตามแนวทางการนำเสนอความตลกที่รวบรวมโดยนารีรัตน์ บุญช่วย จึงทำให้สามารถถ่ายทอดบทแปลที่คงไว้ซึ่งการเล่นคำที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับและสร้างความตลกสนุกสนานให้กับผู้อ่านบทแปลได้
การแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในวรรณกรรมเรื่อง ไม้ดัด ของ สุภา สิริสิงห หรือนามปากกา โบตั๋น, กัญญภัทร วันดี
การแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในวรรณกรรมเรื่อง ไม้ดัด ของ สุภา สิริสิงห หรือนามปากกา โบตั๋น, กัญญภัทร วันดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลตัวบทวรรณกรรม ประเภทนวนิยาย เพื่อแปลนวนิยายเรื่อง ไม้ดัด มุ่งศึกษาในประเด็นการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องนี้ และนำเสนอตัวอย่างการแปลที่มีคุณภาพและมีสมมูลภาพกับต้นฉบับให้มากที่สุด กรอบการวิเคราะห์ที่นำมาใช้ในการศึกษา คือ แนวคิดเกี่ยวกับการแปลวรรณกรรมของวัลยา วิวัฒน์ศรและแนวทางการแปลคำทางวัฒนธรรมของแอนโธนี พิม (Anthony Pym) มาใช้เพื่อเป็นแนวทางในการแปลวรรณกรรมประเภทนวนิยาย ตลอดจนการใช้แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทนวนิยายของวัลยา วิวัฒน์ศรในการวิเคราะห์และเพื่อถ่ายทอดสารในต้นฉบับ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการนำแนวทางการแบ่งประเภทคําทางวัฒนธรรมที่เสนอโดยยูจีน ไนด้า (Eugene Nida) หลังจากที่ได้นำทฤษฎีและแนวทางการแปลข้างต้นมาประยุกต์ใช้การแปล ผู้วิจัยพบว่าทฤษฎีและข้อมูลดังกล่าวมีส่วนช่วยการแปลได้จริง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแปลและการแก้ปัญหาที่พบในตัวบทประเภทนี้ได้อย่างเหมาะสม เพราะมีการใช้ปรับใช้แนวทางการแปลคำทางวัฒนธรรมของแอนโธนี พิมอย่างหลากหลายแนวทางนำไปสู่การถ่ายทอดตัวบทในแต่ละบริบทที่แตกต่างกันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาในตำรา Basic epidemiology ของ Ruth Bonita จากคำศัพท์เฉพาะทางที่คัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 30 คำและบทความต้นฉบับที่คัดสรร โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่า แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด (Cristiane Nord) แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมายของ ฌอง เดอลิลส์ (Jean Delisle) แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบาดวิทยา จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาที่คัดสรร เพื่อถ่ายทอดความหมายของคำศัพท์เฉพาะทางได้อย่างถูกต้อง มีสมมูลภาพและคงความเป็นศัพท์เฉพาะทาง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลดังกล่าว สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการแปลคำศัพท์ทางระบาดวิทยาปละบทความที่คัดสรรได้ตามสมมติฐาน