Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 13 of 13
Full-Text Articles in Chinese Studies
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันจีนได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะเชิงรุกและมั่นใจมากขึ้นในประเด็น อาณาเขต ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองว่าเป็นผลจากกระแสชาตินิยมที่ทวีความเข้มข้นขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของชาตินิยมจีนและผลกระทบที่มีต่อ นโยบายและพฤติกรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในกรณีข้อพิพาทหมู่ เกาะเตียวหยู/เซ็งกากุ ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ โดยถือชาตินิยมเป็นตัวแปร ภายในประเทศ และนำมาวิเคราะห์นโยบายของจีนภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมาก ขึ้นต่อประเด็นหมู่เกาะเตียวหยู อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาตินิยมยังคงถูกจำกัดโดยปัจจัยเชิง โครงสร้างและบริบทภายในประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของสี จิ้นผิงมิได้ดำเนินนโยบาย ชาตินิยมอย่างสุดโต่ง หากแต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อ แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมภายในประเทศกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยม กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ
การใช้และการเลี่ยงใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกในภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ: การวิเคราะห์ผ่านคลังข้อมูลคู่ขนานจากเรื่อง Harry Potter, เตชินี นาคจำรัสศรี
การใช้และการเลี่ยงใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกในภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ: การวิเคราะห์ผ่านคลังข้อมูลคู่ขนานจากเรื่อง Harry Potter, เตชินี นาคจำรัสศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการใช้และการเลี่ยงใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกในภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ประเด็นเกี่ยวกับสัดส่วนการใช้ จุดร่วมการใช้ ลักษณะการใช้ที่พบเฉพาะในแต่ละภาษา และลักษณะการเลี่ยงใช้ในแต่ละภาษา งานวิจัยนี้วิเคราะห์ผ่านคลังข้อมูลคู่ขนานที่ทำการเก็บข้อมูลจากเรื่อง “แฮร์รี่ พอตเตอร์กับนักโทษแห่งอัซคาบัน” ผลการวิจัยพบว่า ภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษมีการใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกในสัดส่วนที่มากและใกล้เคียงกัน ในขณะที่ภาษาไทยพบสัดส่วนการใช้ที่น้อยกว่าอีกสองภาษา ส่วนจุดร่วมในการใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกของทั้งสามภาษาคือคำกริยาที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประธานของประโยคและมีความเป็นสกรรมสูง โดยมีแนวโน้มเป็นคำกริยาความหมายเชิงลบ และประธานที่ใช้มักเป็นคำนามที่มีชีวิต ส่วนลักษณะการใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกที่พบเฉพาะในแต่ละภาษา กรณีภาษาไทยพบลักษณะการบรรยายผลลัพธ์จากการถูกกระทำร่วมกับหน่วยสร้างกรรมวาจกโดยใช้โครงสร้าง “ถูก+กริยา(กระทำ)+ผลลัพธ์” กรณีภาษาญี่ปุ่นใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกเพื่อรักษาความเป็นประธานต่อเนื่องของประโยค (subject continuity) และกรณีภาษาอังกฤษใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกร่วมกับคำนามที่ไม่มีชีวิต ส่วนลักษณะการเลี่ยงใช้หน่วยสร้างกรรมวาจก กรณีภาษาญี่ปุ่นเลี่ยงใช้หน่วยสร้างกรรมวาจกโดยใช้คำนามมากที่สุด ส่วนภาษาอังกฤษจะเลี่ยงใช้โดยใช้บุรุษสรรพนามร่วมกับหน่วยสร้างกรรตุวาจก ในขณะที่ภาษาไทยพบประเภทของหน่วยสร้างที่นำมาใช้ทดแทนหน่วยสร้างกรรมวาจกได้มากที่สุด เช่น หน่วยสร้าง “มี”, หน่วยสร้างกรรตุวาจก, หน่วยสร้าง “ให้” เป็นต้น โดยหน่วยสร้าง “มี” เป็นหน่วยสร้างที่สามารถใช้ทดแทนหน่วยสร้างกรรมวาจก “ถูก” ได้ในระดับหนึ่ง
การศึกษาขนบการตั้งชื่อท่าไม้ตายในมังงะฉบับภาษาญี่ปุ่นและฉบับแปลภาษาไทย, ศุภิสรา สิทธิเวช
การศึกษาขนบการตั้งชื่อท่าไม้ตายในมังงะฉบับภาษาญี่ปุ่นและฉบับแปลภาษาไทย, ศุภิสรา สิทธิเวช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการตั้งชื่อท่าไม้ตายที่พบในหนังสือการ์ตูนหรือมังงะทั้งในฉบับภาษาญี่ปุ่นและฉบับแปลภาษาไทยว่ามีขนบการตั้งชื่ออย่างไร และเมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วจะมีการใช้ขนบหรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ผู้วิจัยรวบรวมกับศึกษาท่าไม้ตายในมังงะภาษาญี่ปุ่นจำนวน 16 เรื่อง และศึกษาฉบับแปลภาษาไทยจำนวน 10 เรื่อง รวมทั้งหมด 1,435 ท่าในฉบับภาษาญี่ปุ่น และ 636 ท่าในฉบับภาษาไทย และได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นหลักทั้งสองภาษาโดยรวมจำนวน 8 ประเด็นได้แก่ 1) จำนวนคำ 2) วลีชื่อเฉพาะ 3) หน่วยเสียงพยางค์ 4) รูปเขียนตัวอักษร 5) ตัวอักษรรูบิ (ルビ) 6) ภาพพื้นหลังกับเครื่องหมาย 7) การใช้ภาษาบาลี - สันสกฤตในชื่อภาษาไทย 8) กลวิธีการแปลชื่อท่าไม้ตาย นอกจากนี้ผู้วิจัยศึกษาว่าขนบการตั้งชื่อท่าไม้ตายมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาหรือไม่ด้วย ผลการวิจัยพบว่า 1) จำนวนคำในท่าไม้ตายภาษาญี่ปุ่นจะนิยมการใช้ 2 คำ เพื่อความกระชับ ในขณะที่ชื่อภาษาไทยจะมีการใช้จำนวนคำที่ยาวกว่า 2) วลีชื่อเฉพาะในท่าไม้ตายภาษาญี่ปุ่นนิยมใช้คำนามกับคำนาม ในขณะที่ภาษาไทยนิยมใช้คำกริยากับคำนามมากกว่าเพื่อขายความให้คนไทยเข้าใจ 3) หน่วยเสียงพยางค์ของทั้งสองภาษานิยมการใช้ 10 พยางค์ขึ้นไป แต่ฉบับภาษาไทยจะนิยมการใช้ 5-6 พยางค์ในแต่ละเรื่องมากกว่า 4) ชื่อท่าไม้ตายภาษาญี่ปุ่นนิยมตัวอักษรคันจิมากที่สุด รองลงมาคือคาตากานะและฮิรางานะกับคันจิ 5) ตัวอักษรรูบินิยมการใช้ตัวอักษรฮิรางานะเพื่อบอกวิธีอ่านทั่วไปมากกว่า 6) ภาพพื้นหลังกับเครื่องหมายมีความสัมพันธ์กับชื่อท่าไม้ตาย และการใช้เครื่องหมายก็มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาด้วย 7) ภาษาบาลี-สันสกฤตพบการนิยมใช้ในชื่อของท่าไม้ตายฉบับแปล และการเลือกใช้จะขึ้นกับรูปแบบการแปลของผู้แปลแต่ละคนหรือสำนักพิมพ์นั้นๆ 8) กลวิธีการแปลนิยมการแปลแบบตรงตัวมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบการแปลที่สร้างคำศัพท์ใหม่โดยอิงจากภาพพื้นหลังหรือบริบทของเนื้อเรื่องด้วย 9) ท่าไม้ตายในช่วงยุคค.ศ. 1980 จะเน้นรูปภาพที่แสดงถึงการตะโกนเสียงดังมากกว่า และท่าไม้ตายที่มีขนาดสั้น อย่างไรก็ตามท่าไม้ตายในยุคค.ศ. 2000 นั้นนิยมการใช้คำบรรยายมากกว่า และชื่อท่าไม้ตายมีความยาวมากขึ้นด้วย
การศึกษาวาทกรรมการต่อสู้เพื่ออำนาจในนวนิยายจีนเรื่อง “สามก๊ก”, พันธกานต์ อัศวโชค
การศึกษาวาทกรรมการต่อสู้เพื่ออำนาจในนวนิยายจีนเรื่อง “สามก๊ก”, พันธกานต์ อัศวโชค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งที่จะศึกษาและวิเคราะห์การต่อสู้เพื่ออำนาจที่ประกอบสร้างขึ้นจากวาทกรรมชนชาติและวาทกรรมชนชั้นตามที่ปรากฏในตัวบทภาษาจีนของนวนิยายเรื่องสามก๊ก โดยใช้แนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ เพื่อศึกษา กลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการประกอบสร้างวาทกรรมทั้งสองชุดนั้น รวมทั้งวิเคราะห์อุดมการณ์ที่สะท้อนผ่านวาทกรรมการต่อสู้เพื่อ อำนาจดังกล่าว ผลการวิจัยพบว่า 1) ในส่วนของวาทกรรมเกี่ยวกับชนชาติเพื่อรักษาอำนาจรัฐในที่ราบภาคกลางจีนโบราณ ตัวบท ในตอนที่ 87-91 ที่ขงเบ้งนำทัพไปพิชิตแดนใต้เพื่อปราบปรามเบ้งเฮ็กซึ่งแสดงพฤติกรรมกระด้างกระเดื่องต่อจ๊กก๊กได้ผลิตซ้าวาทกรรมที่เรียกว่า 华夷之辨 อันสะท้อนถึงอุดมการณ์ 天下 ที่จัดวางให้ 华夏 อยู่ในสถานะตำแหน่งที่เหนือกว่ากลุ่มชนชาติ อื่นๆ และถูกใช้เป็นเครื่องมือในธำรงรักษาไว้ซึ่งอิทธิพลของอำนาจรัฐในที่ราบภาคกลางจีนโบราณที่มีต่อกลุ่มชนชาติอื่นๆ ที่อยู่ โดยรอบ 2) ในส่วนของวาทกรรมเกี่ยวกับชนชั้นที่มีความแตกต่างทางลำดับชั้นสถานะระหว่างกษัตริย์กับขุนนางและระหว่างบิดา กับบุตรตามหลัก 三纲 นวนิยายสามก๊กได้ผลิตซ้ำการประกอบสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับชนชั้นดังกล่าวในประเด็นการส่งมอบและ สืบต่ออำนาจของชนชั้นปกครองภายใต้ระบบ 宗法制 อันสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่มีลำดับชั้นภายในชนชั้นปกครองในสังคม ปิตาธิปไตยจีนโบราณที่มีลัทธิขงจื๊อเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐ ซึ่งในที่นี้สามารถแยกออกเป็น 2 กรณีหลักๆ ได้แก่ 1. การสืบทอด ตำแหน่งที่มาจากการช่วงชิงราชบัลลังก์ และ 2. การสืบทอดวงศ์ตระกูลภายใต้ระบบ 宗法制 3) ในส่วนของวาทกรรมเกี่ยวกับ ชนชั้นที่มีความแตกต่างทางลำดับชั้นสถานะระหว่างสามีกับภรรยา (หรือระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงในภาพรวม) ตามหลัก 三纲 นวนิยายสามก๊กได้ผลิตซ้ำชุดความคิด 男尊女卑 ในการประกอบสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับชนชั้นดังกล่าวในประเด็นภาพแทน ผู้หญิงในสังคมศักดินาของจีนที่มีลัทธิขงจื๊อเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐที่สะท้อนผ่านตัวละครหญิงซึ่งปรากฏอยู่บ้างในบางตัวบท ของนวนิยาย และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาลำดับชั้นสถานะของผู้ชายหรือสามีที่อยู่เหนือกว่าผู้หญิงหรือภรรยา ซึ่งในที่นี้ สามารถแยกออกเป็น 2 กรณีหลักๆ เช่นกัน ได้แก่ 1. การประกอบสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับตัวละครหญิงที่เป็นภาพแทนผู้หญิงที่ไม่ ถูกผูกมัดด้วยหลักคำสอนของลัทธิขงจื๊อ และ 2. การประกอบสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับตัวละครหญิงที่เป็นภาพแทนผู้หญิงตาม หลักคำสอนของลัทธิขงจื๊อ สำหรับกลวิธีทางภาษาที่ใช้ประกอบสร้างวาทกรรมการต่อสู้เพื่ออำนาจในประเด็นต่างๆ ดังกล่าว ข้างต้น พบว่ามีการใช้กลวิธีทางภาษาที่หลากหลาย เช่น การเลือกใช้คำศัพท์ การกล่าวอ้าง การเล่าเรื่อง การใช้ความเปรียบ อุปมา อุปลักษณ์ นามนัย โวหารเกินจริง เป็นต้น
รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์
รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาษากะเทย (おネエことば) ที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือ “มังงะ” และรวบรวมทำเป็นฐานข้อมูล ผู้วิจัยศึกษาภาษากะเทยจากมังงะที่มีตัวละครกะเทยปรากฏและพูดด้วยภาษากะเทยจำนวน 48 ตัวละคร รวมจำนวนประโยคตัวอย่างทั้งหมด 886 ตัวอย่าง มาทำการวิเคราะห์การแสดงอัตลักษณ์โดยวิเคราะห์ใน 4 ประเด็นดังนี้ 1) การใช้สรรพนามของตัวละคร 2) ส่วนลงท้ายประโยค 3) คำไพเราะ (美化語) 4) คำศัพท์ที่แสดงความเป็นภาษากะเทย และเสริมประเด็นการวิเคราะห์อื่นที่ตัวผู้วิจัยสนใจอีก 2 ประเด็นได้แก่ 1) การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอน และอีโมจิ 2) รูปเขียนฮิรางานะ คาตากานะ และคันจิ นอกจากนี้ก็ยังสอดแทรกการเปรียบเทียบความแตกต่างของการแสดงอัตลักษณ์โดยแยกประเภทมังงะตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมภาษากะเทยในภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ใช้ภาษาผู้หญิงเป็นพื้นฐานแล้วเพิ่มเติมลักษณะพิเศษบางอย่างลงไปทำให้เกิดความแตกต่างจากภาษาผู้หญิงทั่วไป การแสดงอัตลักษณ์มีความโน้มเอียงไปทางภาษาผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ จึงนำเสนอความเป็นผู้หญิงผ่านสรรพนาม ส่วนลงท้ายประโยค คำไพเราะ คำศัพท์ การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอนและอีโมจิ อย่างไรก็ตามก็มีการแฝงความแข็งกร้าวโน้มเอียงไปทางผู้ชายในรูปแบบภาษาเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ ในกรณีรูปเขียนค้นพบว่ามีความโน้มเอียงไปทางผู้ชายผ่านการใช้คาตากานะและคันจิ ทำให้ภาษากะเทยมีลักษณะการแสดงอัตลักษณ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองเพศ สำหรับการศึกษาความแตกต่างแยกตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องพบว่าภาษากะเทยในมังงะเด็กผู้ชายและมังงะเด็กผู้หญิงไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสดงอัตลักษณ์ของภาษากะเทยที่มีแบบแผนที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเพศของผู้อ่าน
A Study On The Order Of Multiple Attributives In Chinese Noun Phrases, Weiwei Wu
A Study On The Order Of Multiple Attributives In Chinese Noun Phrases, Weiwei Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to analyze the order and factors influencing the sequence of multiple attributives in Chinese noun phrases, to aid Thai learners of Chinese in understanding and accurately using multiple attributives. Five types of words can modify the head noun: nouns, pronouns, number + quantifier combinations, adjectives and classifiers, and verbs. The frequency of multiple attributives is inversely proportional to the number of attributive items, meaning that two-item attributives are used most frequently, while five-item attributives are the least common. The most frequently used words are adjectives and number + quantifier combinations and the most frequently used semantic attributive …
การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย, ปัณฑิตา ติยวุฒิโรจนกุล
การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย, ปัณฑิตา ติยวุฒิโรจนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบถ้อยคำอุปลักษณ์และอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายและผู้หญิงในสำนวนจีนกับคำศัพท์และสำนวนไทย ผลการวิจัยอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้ชายในสำนวนจีนพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 3 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ และอุปลักษณ์พืช แสดงถึงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ 4 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้ชาย กิริยาท่าทางของผู้ชาย นิสัยและความประพฤติของผู้ชาย และสถานภาพของผู้ชาย ในคำศัพท์และสำนวนไทยพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 5 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ อุปลักษณ์พืช อุปลักษณ์ธรรมชาติ และอุปลักษณ์สิ่งเหนือธรรมชาติ แสดงถึงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ 3 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้ชาย นิสัยและความประพฤติของผู้ชาย และสถานภาพของผู้ชาย โดยในภาษาจีนและภาษาไทยพบ อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ [ผู้ชายเป็นสัตว์] มากที่สุด ผลการวิจัยอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิงในสำนวนจีนพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 5 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ อุปลักษณ์พืช อุปลักษณ์ธรรมชาติ และอุปลักษณ์สิ่งเหนือธรรมชาติ พบมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิง 4 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้หญิง กิริยาท่าทางของผู้หญิง นิสัยและความประพฤติของผู้หญิง และสถานภาพของผู้หญิง ในคำศัพท์และสำนวนไทยพบการใช้ถ้อยคำอุปลักษณ์จากความหมายต้นทาง 5 วงความหมาย ได้แก่ อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์สิ่งของ อุปลักษณ์พืช อุปลักษณ์อาหาร และอุปลักษณ์ธรรมชาติ พบมโนทัศน์เกี่ยวกับผู้หญิง 4 มโนทัศน์ ได้แก่ รูปลักษณ์ของผู้หญิง กิริยาท่าทาง นิสัยและความประพฤติของผู้หญิง และสถานภาพของผู้หญิง โดยในภาษาจีนพบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ [ผู้หญิงเป็นพืช] และในภาษาไทยพบอุปลักษณ์เชิง มโนทัศน์ [ผู้หญิงเป็นสัตว์] และ [ผู้หญิงเป็นพืช] มากที่สุด
การศึกษาข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียนต่างชาติที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าระดับ Jlpt N2, เจแปน อินทะกัลยา
การศึกษาข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียนต่างชาติที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าระดับ Jlpt N2, เจแปน อินทะกัลยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาความเหมือนและความต่างของภาษาจีนปัจจุบันและภาษาญี่ปุ่นใน 3 ประเด็น คือ การศึกษาเปรียบเทียบรูปอักษรจีน การศึกษาเปรียบเทียบเสียงอ่านของอักษรจีนใน ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น และการศึกษาเปรียบเทียบความหมายของศัพท์ใน ทั้งสองภาษา เพื่อ สังเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังสำหรับผู้เรียนภาษาจีนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าการสอบวัด ระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น (JLPT) ระดับ N2 งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์เปรียบเทียบ รูปอักษรจีนที่ปรากฏใน HSK ระดับ 5 และ JLPT ระดับ N2 (2) ศึกษาระบบเสียงในภาษาจีนกลาง ปัจจุบันกับภาษาญี่ปุ่น และสร้างคู่เทียบเสียงอ่านอักษรจีนระหว่างภาษาทั้งสอง (3) วิเคราะห์ เปรียบเทียบความหมายของศัพท์ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นที่ปรากฏใน HSK ระดับ 5 และ JLPT ระดับ N2 และ (4) สังเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียนต่างชาติที่มีความรู้ ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่า JLPT ระดับ N2 ผลการศึกษาพบว่า (1) อักษรคันจิมีรูปร่างเหมือนกับคู่อักษรจีนประยุกต์เป็นจำนวนมากที่สุด (2) สามารถสร้างคู่เทียบเสียงอ่านอักษรจีนระหว่างภาษาจีนกลางปัจจุบันกับภาษาญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงกัน ได้ แต่เป็นระบบที่ไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้แนวคิดอื่นที่ปรากฏในขั้นตอนการวิจัย คือแนวคิดการเดา เสียงด้วยระบบฐานกรณ์ และประเด็นเสียงพยางค์ท้าย -n (3) ศัพท์ที่มีความหมายตรงกันทั้งใน ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นมีจำนวนมากที่สุด และ (4) ข้อได้เปรียบในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียน ต่างชาติที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่า JLPT ระดับ N2 เกิดขึ้นจากร่องรอยที่เด่นชัดของการยืม ภาษาจีนทั้งรูปอักษร เสียงอ่าน และความหมายของคำ แต่เมื่อยืมมาใช้แล้วก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ภาษาญี่ปุ่นซึ่งมีการพัฒนาไปในรูปแบบของตนเอง พัฒนาการนี้ทำให้เกิดความแตกต่างเล็กน้อยจนถึง ไม่มีเค้าโครงเดิมอันจะสังเคราะห์เป็นข้อพึงระวังในการใช้ความรู้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาภาษาจีนต่อไป
การศึกษาเปรียบเทียบศัพท์และสำนวนจีนที่มีค่า “Da” กับ ศัพท์และสำนวนไทยในลักษณะเดียวกันที่มีค่า “ตี”, พิชชาวีร์ กิจประภาศิริ
การศึกษาเปรียบเทียบศัพท์และสำนวนจีนที่มีค่า “Da” กับ ศัพท์และสำนวนไทยในลักษณะเดียวกันที่มีค่า “ตี”, พิชชาวีร์ กิจประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายและบริบทการใช้คำกริยา 打dǎ ในภาษาจีน และคำกริยา “ตี” ในภาษาไทย ซึ่งต่างเป็นคำที่มีหลายความหมายและถือว่าอยู่ภายใต้ มโนทัศน์เดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างระหว่างความหมายต้นแบบที่เป็นวงความหมายต้นทางของคำกริยา 打dǎ ที่สัมพันธ์กับความหมายอื่นๆ ในภาษาจีน กับความหมายต้นแบบที่เป็นวงความหมายต้นทางของคำกริยา “ตี” ที่สัมพันธ์กับความหมายอื่นในภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า ความหมายต้นแบบ “ตี ทุบ เคาะ ตบ ฯลฯ” ที่เป็นวงความหมายต้นทางของคำกริยาทั้งสอง จะประกอบด้วยคุณสมบัติสามประการ ได้แก่ 1) ใช้มือหรืออุปกรณ์ในมือกระทำเป้าหมาย 2) มีทิศทางการออกแรงทิศทางเดียว และ 3) มีการกระทบหรือปะทะกันระหว่างสองสิ่ง นอกจากนี้ยังมีการขยายวงความหมายไปสู่ความหมายอื่นๆ รวม 12 กลุ่มในลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก โดยความหมายที่ขยายออกมาจากวงความหมายต้นทางส่วนใหญ่ยังคงมีคุณสมบัติของความหมายต้นแบบสามประการ เพียงแต่อาจมากน้อยต่างกันไป ในความเห็นของผู้วิจัย อาจสามารถแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ ของคำกริยา 打dǎ ในภาษาจีนและความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ ของคำกริยา “ตี” ในภาษาไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ คล้ายคลึงกันมาก และ 2) กลุ่มที่ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ คล้ายคลึงกันปานกลาง
การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในนวนิยายจีน “เทียนถางซฺว่านถายจือเกอ” กับฉบับแปลภาษาไทย “ลำนำกระเทียม”, กล้าณรงค์ ไชยแขวง
การศึกษาเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในนวนิยายจีน “เทียนถางซฺว่านถายจือเกอ” กับฉบับแปลภาษาไทย “ลำนำกระเทียม”, กล้าณรงค์ ไชยแขวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรกเพื่อศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในนวนิยาย จีนเรื่อง “เทียนถางซฺว่านถายจือเกอ” ประการที่สองเพื่อวิเคราะห์อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในนวนิยายจีน เรื่อง “เทียนถางซฺว่านถายจือเกอ” เปรียบเทียบกับการแปลเพื่อการสื่อสารในฉบับแปลภาษาไทยเรื่อง “ลำนำกระเทียม” ผลการศึกษาพบว่า อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในนวนิยายจีน “เทียนถางซฺว่านถายจือเกอ” สามารถ แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ มโนอุปลักษณ์สิ่งมีชีวิตและมโนอุปลักษณ์สิ่งไม่มีชีวิต มโนอุปลักษณ์ส่วนใหญ่ที่พบคือมโนอุปลักษณ์สิ่งมีชีวิต มโนอุปลักษณ์ดังกล่าวที่พบทั้งสองสะท้อนถึง วัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของชาวจีน เช่น ชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ และความคิดและ ความเชื่อ เป็นต้น จากการเปรียบเทียบอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในต้นฉบับกับฉบับแปลดังกล่าวข้างต้น พบการแปล สองประเภทหลัก ได้แก่ 1) การแปลที่พยายามรักษารูปแบบการใช้อุปลักษณ์ของต้นฉบับและ 2) การ แปลแบบเอาความ การแปลที่พยายามรักษารูปแบบการใช้อุปลักษณ์ของต้นฉบับสามารถแบ่งออกเป็น (1) แปลตรงและภาษาไทยใช้ตัวเปรียบเดียวกัน (2) แปลตรงแต่ภาษาไทยไม่ได้ใช้ตัวเปรียบเดียวกันและ (3) แปลตรงบางส่วน ส่วนการแปลแบบเอาความสามารถแบ่งออกเป็น (1) แปลแบบอธิบายความและ (2) แปลด้วยถ้อยคำ ภาษาไทยในลักษณะเดียวกัน จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ผู้แปลใช้การแปลแบบ เอาความ เนื่องจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับจีนทำให้อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ของจีนต่างกับ ไทย รองลงมาได้แก่การแปลตรงและภาษาไทยใช้ตัวเปรียบเดียวกัน เพราะแม้วัฒนธรรมส่วนใหญ่ แตกต่างกัน แต่อุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้างหรือการใช้อุปลักษณ์ของต้นฉบับจีน สื่อความหมายได้เห็นภาพตรงไปตรงมาที่ผู้อ่านชาวไทยเข้าใจได้ และยังรวมถึงการที่ผู้แปลต้องการรักษา อรรถรสของเรื่องจึงต้องการคงอุปลักษณ์ในต้นฉบับไว้
การศึกษาเปรียบเทียบคำและสำนวนที่มี “Kou” และ“Zui” ในภาษาจีนกลางกับ “ปาก” ในภาษาไทย, ชัญญภัค โตเจริญบดี
การศึกษาเปรียบเทียบคำและสำนวนที่มี “Kou” และ“Zui” ในภาษาจีนกลางกับ “ปาก” ในภาษาไทย, ชัญญภัค โตเจริญบดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาเปรียบเทียบคำและสำนวนที่มี 口 "KOU" และ 嘴 "ZUI"ใน ภาษาจีนกลางกับ "ปาก" ในภาษาไทย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความหมายว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ความหมายของคำและสำนวนที่มีคำว่า "ปาก" ทั้งในภาษาจีนและภาษาไทยสามารถจำแนกความหมายได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ความหมายโดยตรง กับความหมายโดยนัย ส่วนการเปรียบเทียบสำนวนจีนและสำนวนไทยที่มีคำว่า "ปาก" ส่วนใหญ่มีความหมายเหมือนและใกล้เคียงกัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. เปรียบเทียบสำนวนจีนที่มีคำว่า 口 "KOU" หรือ 嘴 "ZUI" กับสำนวนไทยที่มี คำว่า "ปาก" 2. เปรียบเทียบสำนวนจีนที่มีคำว่า 口 "KOU" หรือ 嘴 "ZUI" กับสำนวนไทยไม่ได้ใช้คำว่า "ปาก" 3. เปรียบเทียบสำนวนไทยที่มี คำว่า ปาก กับสำนวนจีนไม่ได้ใช้คำว่า 口 "KOU" หรือ 嘴 "ZUI" อย่างไรก็ตาม สำนวนจีนและสำนวนไทยไม่ว่าภาษาใดหรือชาติใด สำนวนเหล่านี้เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่เกิดจากธรรมชาติ การกระทำ การดำเนินชีวิต ความประพฤติ หรือจารีตประเพณี ตลอดจนมโนทัศน์และค่านิยมต่างๆของทั้งสองประเทศที่มีความคล้ายคลึงกันและแตกต่างกันไปตามบริบทของสังคม
การศึกษาเปรียบเทียบประโยคแสดงการดำรงอยู่ในภาษาจีนกลางกับประโยคที่สื่อความลักษณะเดียวกันในภาษาไทย, สุรกฤตย์ ใจบุญ
การศึกษาเปรียบเทียบประโยคแสดงการดำรงอยู่ในภาษาจีนกลางกับประโยคที่สื่อความลักษณะเดียวกันในภาษาไทย, สุรกฤตย์ ใจบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษารูปประโยค องค์ประกอบ และความหมายของประโยคแสดงการดำรงอยู่ในภาษาจีนกลาง และการเปรียบเทียบกับภาษาไทย เพื่อให้ผู้เรียนภาษาจีนชาวไทยรู้จักและเข้าใจประโยคแสดงการดำรงอยู่ในภาษาจีนกลางอย่างถูกต้อง ผลการศึกษาพบว่า การสื่อความหมายแสดงการดำรงอยู่มี 2 ลักษณะ ลักษณะที่หนึ่ง คือ "สถานที่หรือเวลาหนึ่งมีสิ่งบางสิ่งดำรงอยู่ ปรากฏขึ้น หรือหายไป" หรือลักษณะที่สอง คือ "มีสิ่งบางสิ่งดำรงอยู่ ปรากฏขึ้น หรือหายไป ณ สถานที่หนึ่ง" ซึ่งโครงสร้างของประโยคแสดงการดำรงอยู่ในภาษาจีนกลาง (存现句) จะมีลำดับคำตามการแสดงความหมายในลักษณะที่หนึ่งเท่านั้น หากจะแสดงความหมายตามลักษณะที่สองจะอยู่รูปประโยคอื่นที่สื่อความหมายเดียวกัน ประโยคที่สื่อความหมายแสดงการดำรงอยู่ในภาษาไทยใช้โครงสร้าง "มี..อยู่" มาเทียบเคียงกับการแสดงความหมายดำรงอยู่ได้ในทั้ง 2 ลักษณะ ต่างกันที่ตำแหน่งของวลีบอกสถานที่เท่านั้น ประโยคแสดงการดำรงอยู่แบ่งประเภทได้เป็น ประโยคแสดงการมีอยู่ (存在) ประโยคแสดงการปรากฏขึ้น (出现) และประโยคแสดงการหายไป (消失) ซึ่งประโยคแสดงการมีอยู่จะสามารถสื่อความได้ในรูปแบบแสดงสภาวะ (静态) เท่านั้น ส่วนประโยคแสดงการปรากฏขึ้นและประโยคแสดงการหายไปสามารถสื่อความได้ทั้งในรูปแบบแสดงสภาวะและรูปแบบแสดงการเคลื่อนไหว (动态) ภาษาไทยสามารถใช้กริยา "มี" คำเดียวโดยละคำว่า "อยู่" ได้ในรูปแสดงการมีอยู่โดยตรง และสามารถใช้กริยา "เกิด" หรือ "ปรากฏ" ในประโยคแสดงการแสดงการปรากฏขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้าง "มี...อยู่" ก็ได้ นอกจากนี้ ประโยคแสดงการดำรงอยู่ที่ใช้คำช่วย "过" หรือ "เคย" เรียกได้ว่าเป็น "ประโยคแสดงประสบการณ์การดำรงอยู่"
การศึกษาการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร: กรณีศึกษาพนักงานขายสินค้า ชาวไทย บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด., พนิดา เจียมสมัย
การศึกษาการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร: กรณีศึกษาพนักงานขายสินค้า ชาวไทย บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด., พนิดา เจียมสมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้า ชาวไทย และเพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้าชาวไทย กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย คือ พนักงานขายสินค้าชาวไทยของบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด จาก 3 แผนก จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ เครื่องบันทึกเสียงการสนทนาภาษาจีน วิธีการดำเนินวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 บันทึกเสียงการสนทนาภาษาจีนระหว่างพนักงานขายสินค้าชาวไทยกับนักท่องเที่ยวจีน ขั้นที่ 2 ศึกษาลักษณะการใช้ภาษาจีนในด้านคำศัพท์ รูปประโยค รวมถึงบทสนทนา ขั้นที่ 3 ศึกษาสาเหตุของปัญหาในการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้าชาวไทย ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างประโยคภาษาจีนของพนักงานสินค้าชาวไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ประโยคที่ไม่ใช่โครงสร้างประธานภาคแสดง (非主谓句) และ 2) ประโยคโครงสร้างประธานภาคแสดง (主谓句) ลักษณะของการปนภาษาของพนักงานสินค้าชาวไทย พบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การปนภาษาอังกฤษจะพบในชื่อสินค้า หรือชื่อประเทศต่างๆ ส่วนการปนภาษาไทยพบคำไทยทั้งหมด 6 ชนิด ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ คือ "คำวิเศษณ์" "คำอุทาน" "คำสรรพนาม" "คำสันธาน" "คำนาม" "คำกริยา" โดยพบคำไทยต่างๆ ที่ปนในบทสนทนาจำนวน 740 ครั้ง สาเหตุของการปนภาษามีผลมาจากอิทธิพลของภาษาแม่ ปัญหาการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้าชาวไทย พบทั้งหมด 4 ประเด็น คือ ปัญหาทักษะการฟัง ปัญหาทักษะการพูด ปัญหาทักษะการอ่าน และ ปัญหาไวยากรณ์ โดยปัญหาไวยากรณ์ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ "การตกหล่นคำหรือส่วนประกอบของประโยค" "การใช้คำเกิน" "การใช้คำและประโยคไม่เหมาะสม" และ"การเรียงลำดับคำไม่ถูกต้อง"