Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- History (4085)
- Creative Writing (3529)
- Social and Behavioral Sciences (3234)
- Religion (3063)
- English Language and Literature (2573)
-
- Art and Design (2263)
- Education (2102)
- Music (1429)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (1333)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (1304)
- Sociology (1069)
- United States History (1044)
- Public History (842)
- Philosophy (836)
- Christianity (807)
- Poetry (802)
- History of Christianity (752)
- Music Performance (711)
- Nonfiction (705)
- Film and Media Studies (693)
- Fine Arts (686)
- Higher Education (685)
- American Studies (609)
- Communication (593)
- Fiction (568)
- Women's Studies (567)
- Children's and Young Adult Literature (563)
- Photography (548)
- History of Art, Architecture, and Archaeology (529)
- Institution
-
- University of Alabama at Birmingham (1189)
- Brigham Young University (776)
- Wofford College (614)
- Liberty University (608)
- Southwestern Oklahoma State University (504)
-
- Dartmouth College (489)
- Design Research Society (470)
- Georgia Southern University (460)
- University of Nebraska - Lincoln (460)
- Morehead State University (437)
- City University of New York (CUNY) (324)
- Cal Poly Humboldt (295)
- Chulalongkorn University (289)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (239)
- University of Northern Iowa (227)
- University of North Florida (221)
- Illinois State University (219)
- Rhode Island School of Design (215)
- Asbury Theological Seminary (210)
- Universitas Indonesia (199)
- University of North Dakota (193)
- Syracuse University (185)
- George Fox University (180)
- Association of Arab Universities (178)
- Claremont Colleges (177)
- Kennesaw State University (167)
- University of Central Florida (163)
- University of Arkansas, Fayetteville (161)
- Chapman University (160)
- College of Saint Benedict and Saint John's University (160)
- Keyword
-
- UAB (1156)
- English (1006)
- Literary (970)
- Litmag (969)
- Poetry (276)
-
- Student (194)
- Professional writing (187)
- Concert program--Iowa--Cedar Falls; (186)
- Fiction (184)
- Art (173)
- History (173)
- African American philanthropists -- Florida -- Jacksonville -- History -- 20th century -- Archives (172)
- African American social activists -- Florida -- Jacksonville -- History -- 20th century -- Archives (172)
- African American women -- Florida -- Jacksonville -- Societies and clubs -- History -- 20th century -- Archives (172)
- African Americans -- Florida -- Jacksonville -- Charities -- Archives (172)
- Clara White Mission -- Founder -- History -- 20th century -- Archives (172)
- Eartha M. M. White Collection (172)
- Gender (161)
- Old Folks Home (Jacksonville, Fla.) -- Presidents -- History -- 20th century -- Archives (160)
- White, Eartha Mary Magdalene, 1876-1974 -- Archives (154)
- Education (144)
- Music (142)
- Religion (130)
- Identity (115)
- Photography (114)
- Women (110)
- Feminism (107)
- Fantasy (103)
- Statesboro (102)
- Christianity (96)
- Publication
-
- PoemMemoirStory (literary magazine) (694)
- Methodist Local Church Records (607)
- DRS Biennial Conference Series (446)
- Appalachia (374)
- African American Funeral Programs (371)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (349)
- Mythprint (341)
- Rowan County Genealogy Collection (322)
- Theses and Dissertations (322)
- The Thetean: A Student Journal for Scholarly Historical Writing (273)
- Masters Theses (251)
- Astarte (literary magazine) (206)
- School of Music Programs (196)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Memorandum (student professional writing magazine) (186)
- Music Recital Programs (186)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (182)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (173)
- Eartha M. M. White Textual Material (171)
- Floodwall Magazine (164)
- Uruk Journal of Human Sciences (153)
- Electronic Theses and Dissertations (137)
- Exile (123)
- 'Atiqot (120)
- Journal of International Women's Studies (116)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (113)
- .RAW Journal of Art and Design (108)
- Florida Historical Quarterly (101)
- Honors Theses (101)
- Chronos (100)
- Publication Type
Articles 17851 - 17880 of 19449
Full-Text Articles in Arts and Humanities
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันจีนได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะเชิงรุกและมั่นใจมากขึ้นในประเด็น อาณาเขต ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองว่าเป็นผลจากกระแสชาตินิยมที่ทวีความเข้มข้นขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของชาตินิยมจีนและผลกระทบที่มีต่อ นโยบายและพฤติกรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในกรณีข้อพิพาทหมู่ เกาะเตียวหยู/เซ็งกากุ ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ โดยถือชาตินิยมเป็นตัวแปร ภายในประเทศ และนำมาวิเคราะห์นโยบายของจีนภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมาก ขึ้นต่อประเด็นหมู่เกาะเตียวหยู อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาตินิยมยังคงถูกจำกัดโดยปัจจัยเชิง โครงสร้างและบริบทภายในประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของสี จิ้นผิงมิได้ดำเนินนโยบาย ชาตินิยมอย่างสุดโต่ง หากแต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อ แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมภายในประเทศกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยม กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ
แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน
แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทสนทนาเชิงวิพากษ์ระหว่างกลุ่มผู้ข้ามเพศกับกลุ่มต่อต้านเพศสภาวะในขบวนการสตรีนิยม โดยมุ่งหวังให้เกิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แนวคิดเรื่องเพศสภาวะการแสดงซึ่งมีบทบาทสำคัญในปรัชญาสตรีนิยมและทฤษฎีเควียร์ ทำหน้าที่เป็นกรอบทฤษฎีกลางเพื่ออธิบายและเชื่อมโยงความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย การศึกษาเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์แนวคิดพื้นฐานเรื่องการแบ่งแยกระหว่างเพศสรีระ และเพศสภาวะเพื่อวางรากฐานในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ต่อจากนั้น ผู้วิจัยได้สำรวจบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของการรับรู้เกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากองค์ความรู้ด้านการแพทย์และจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการศึกษาทัศนะของกลุ่มสตรีนิยมแบบถอนรากถอนโคน โดยเน้นการวิเคราะห์ผลงานของเจนิซ จี เรย์มอนด์ เพื่อทำความเข้าใจฐานคิดของกลุ่มที่คัดค้านแนวคิดเรื่องเพศสภาวะ ในส่วนถัดมาวิทยานิพนธ์จะนำเสนอปรัชญาผู้ข้ามเพศผ่านการวิเคราะห์งานเขียนของจูเลีย เซราโน ก่อนจะประยุกต์ใช้แนวคิดเพศสภาวะการแสดงเพื่อวิพากษ์และประเมินข้อถกเถียงสำคัญที่มักปรากฏในการแลกเปลี่ยนระหว่างสองกลุ่มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อความหลากหลายทางเพศในบริบทของสตรีนิยมร่วมสมัย
จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์
จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานจิตรกรรมที่เกิดจากการพิจารณาแรงบันดาลใจส่วนตัว ผ่านการค้นคว้าข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมและพัฒนาเป็นงานศิลปะ เพื่อเข้าใจเหตุผลการตกหลุมรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในบริบทชีวิตประจำวัน โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลภาคเอกสาร การศึกษาผลงานศิลปิน และพัฒนาเป็นงานสร้างสรรค์ ที่มีการสอดแทรกและเชื่อมโยงแนวความคิด รูปแบบ รูปทรง ความหมายทางสี สัญลักษณ์ และสัญญะในงานทัศนศิลป์ นอกจากนี้งานในวิจัยได้นำทฤษฎีด้านความรัก ทฤษฎีจิตวิทยา ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และ ด้านศิลปะ มาใช้การในการศึกษา ผลของการศึกษาข้อมูลและทดลองสร้างสรรค์สรุปได้ว่าการตกหลุมรักจะเกิดขึ้นจาก การรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การรับรู้ทางกายภาพ คือ สายตา ที่เป็นอวัยวะอันสำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นทำให้ อาจนำไปสู่ความชอบ และ เกิดการตกหลุมรัก 2) การรับรู้ทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกที่สนองตอบรับให้เกิดอารมณ์ภายใต้ความคิด ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตกรรม ที่ผู้วิจัยสนใจนำเสนอ จึงมีลักษณะรูปแบบของ ศิลปะลัทธิจุลนิยม (Minimalism) ที่ สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนในเชิงองค์ประกอบ แต่มีการตีความหมายจากสัญลักษณ์ และความสนใจชุดสีของ ลัทธิประชานิยม (Pop Art) ที่มีสีสันสดใส ตีความหมายเหตุผลผ่านงานจิตรกรรม เกิดเป็นชุดผลงานจิตรกรรม 4 ชุด ได้แก่ 1) ระยะที่ 1 เน้นการใช้วัสดุ 2) ระยะที่ 2 เน้นการวาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ระยะที่ 3 เน้นการใช้สีเปรียบเทียบความรู้สึก 4) ระยะที่ 4 ศิลปะนิพนธ์ เน้นการใช้สีชมพูและการใช้รูปทรงหัวใจ ซึ่งในผลงานชุดที่ 4 สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 ระยะก่อนหน้า
การสังเคราะห์และหาลักษณะเฉพาะของซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ในสารเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับดูดซับและกำจัดเอทิลีน, รัฐชัย เสียงใหญ่
การสังเคราะห์และหาลักษณะเฉพาะของซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ในสารเคลือบบรรจุภัณฑ์สำหรับดูดซับและกำจัดเอทิลีน, รัฐชัย เสียงใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสุกของผลิตผลทางการเกษตรเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยเช่น ปัจจัยเชิงกายภาพ ปัจจัยเชิงชีวภาพ และปัจจัยเชิงเคมี โดยการผลิตและปลดปล่อยเอทิลีนถือเป็นปัจจัยทางเคมีที่ความสำคัญที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรเกิดการสุก โดยเฉพาะในกลุ่มของผลไม้ที่บ่มให้สุกได้ การปลดปล่อยเอทิลีนในระดับที่มากขึ้นจะเร่งให้เกิดการสุก นำไปสู่การสูญเสียน้ำ คุณค่าทางโภชนาการ และทำให้เกิดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์นำไปสู่การเน่าเสียของผลิตผลทางการเกษตรในที่สุด การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสังเคราะห์ ศึกษาสมบัติในการกำจัดเอทิลีน รวมถึงสมบัติด้านอื่น ๆ ของกระดาษที่ผ่านการเคลือบด้วยสารเคลือบฐานน้ำที่มีซีโอไลต์ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และวัสดุเชิงประกอบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์เป็นองค์ประกอบที่ความเข้มข้นต่าง ๆ (ร้อยละ 5 10 และ 15 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร) ผลการวิจัยพบว่ากระดาษที่เคลือบด้วยสารเคลือบที่มีวัสดุเชิงประกอบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าทั้งในด้านของการดูดซับและกำจัดเอทิลีน โดยสามารถลดระดับเอทิลีนได้มากถึงร้อยละ 85.46 เมื่อเทียบกับกระดาษที่มีสารเคลือบซีโอไลต์ (ร้อยละ 65.96) ไทเทเนียมไดออกไซด์ (ร้อยละ 59.59) และกระดาษคราฟท์ที่ไม่ผ่านการเคลือบสารเคลือบ (ร้อยละ 27.89) และเมื่อนำไปทดสอบกับผลิตผลทางการเกษตรจริงคือ มะเขือเทศราชินี พบว่ากระดาษที่มีสารเคลือบซีโอไลต์-ไทเทเนียมไดออกไซด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 15 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูดซับและกำจัดเอทิลีนทำให้มะเขือเทศราชินีที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์มีการสุกช้าที่สุดโดยดูได้จากผลการทดสอบการเปลี่ยนแปลงสี ความแน่นเนื้อ และร้อยละของน้ำหนักที่หายไปซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ นอกจากนี้กระดาษเคลือบยังมีสมบัติการต้านทานการขัดถูหรือการเสียดสีได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่พบความแตกต่างที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าหลังจากการขัดถู 1,000 ครั้ง สุดท้ายผลการวิจัยแสดงให้ถึงประสิทธิภาพของสารเคลือบในการประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบสำหรับบรรจุภัณฑ์แบบแอกทีฟ สำหรับการบรรจุผลิตผลทางการเกษตรเพื่อช่วยในการรักษาคุณภาพและยืดอายุในการเก็บรักษาให้นานยิ่งขึ้น
Investigation Of Information-Seeking Behavior Of Secondary School English Teachers In Batam City, Indonesia For Lesson Plan Preparation, Rayhan Musa Novian
Investigation Of Information-Seeking Behavior Of Secondary School English Teachers In Batam City, Indonesia For Lesson Plan Preparation, Rayhan Musa Novian
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the information sources chosen by secondary school English teachers for lesson planning, alongside their information awareness and the constraints encountered. A lesson plan acts as a teacher's guide, detailing student learning objectives, associated resources and activities, and ensuring compliance with local and national curricula. This qualitative research employed semi-structured interviews with 15 English teachers from secondary schools in Batam City, Indonesia, using the Zoom platform. Thematic analysis was applied to analyze the data. Results reveal a three-stage pattern in teachers' selection and use of information sources: primary, secondary, and tertiary stages. Initially, teachers rely on formal internal …
พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์
พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามีการปรับเปลี่ยนจากประเพณีพุทธศาสนาเดิมในยุคของธรรมยุติกนิกาย วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอพระพุทธเจ้าและวิเคราะห์พัฒนาการ โดยศึกษาจากวรรณกรรมของคณะธรรมยุติกนิกายพ.ศ. 2368 - 2455 ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนอพระพุทธเจ้าทั้งพระพุทธคุณและพุทธประวัติเป็นวรรณกรรมภาษาไทยที่ยังคงขนบการนำเสนอตามประเพณีพุทธศาสนา รูปแบบมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง แต่คัดสรรเนื้อหาที่นำเสนอ ยึดหลักเหตุผล วิเคราะห์วิพากษ์ด้วยมุมมองของผู้เขียน เน้นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ ส่วนสำคัญที่แตกต่างจากประเพณี คือ วรรณกรรมช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าใหม่ คือทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งขนาดพระวรกาย พุทธลักษณะ ประวัติความเป็นมา ยึดข้อมูลจากพระไตรปิฎกเป็นหลักในการศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ ในขณะเดียวกันก็มีการอ้างถึงพระพุทธเจ้าในบทสวดของพิธีสงฆ์และพิธีกรรมอื่น ๆ นอกพุทธศาสนาให้ถูกตรงตามหลักการพุทธศาสนา แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในวัฒนธรรมไทยให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยในยุคนั้น
ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา
ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อรูปแบบและคุณค่าของความรักก่อนสมรสของหนุ่มสาวชนบทที่อพยพเข้าสู่กรุงเทพมหานครในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 โดยใช้ข้อเขียนในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม จำนวน 288 ฉบับ เพื่อวิเคราะห์การให้ความหมายและการให้คุณค่าต่อความรักในเชิงสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงบทบาทของความรักต่อการจัดการอารมณ์ และการสร้างความเป็นหญิงและความเป็นชาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้แนวคิดประวัติศาสตร์อารมณ์ โดยอาศัยแนวคิดชุมชนทางอารมณ์ และประวัติศาสตร์เพศสภาพ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำรวจ 4 ประเด็น ได้แก่ วิถีชีวิตในเมืองใหญ่ ความสัมพันธ์ของชายหญิงในช่วงแสวงหาความรัก ช่วงพัฒนาความสัมพันธ์ และช่วงผิดหวังในความรัก เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ เพศสภาพ และความเป็นมหานคร คำถามการวิจัยของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ คือ หญิงและชายชนบทในมหานคร ช่วงทศวรรษ 2520-2530 ให้คุณค่าและความหมายต่อความรักอย่างไร พวกเขาใช้ภาษาในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกในห้วงเวลาแห่งความรักอย่างไร นอกจากนี้หญิงและชายอพยพมีมโนทัศน์ความรัก และมีประสบการณ์ทางอารมณ์อย่างไร ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลต่ออารมณ์ และความรักของชายหญิงอพยพอย่างไร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลให้ชายหญิงชนบทที่อพยพเจ้าสู่มหานครต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ห่างไกลจากครอบครัวและชุมชนเดิม ความอ้างว้างและเดียวดายที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตในมหานครกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรักและคนรักได้รับคุณค่าในฐานะเพื่อนคู่คิด ซึ่งมีรสนิยมและทัศนคติที่สอดคล้องกัน และสามารถแสดงความปรารถนาส่วนบุคคลได้อย่างเท่าเทียม ความรักก่อนสมรสจึงทำหน้าที่บรรเทาความเหงาในเมืองใหญ่ และเปิดพื้นที่ให้คู่รักสามารถจินตนาการถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความภักดี และการเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน ความรักในบริบทนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แรงงานหนุ่มสาวชนบทต้องเผชิญในมหานคร
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ของแนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชาน และที่อยู่อาศัย เพื่อขยายนิคมสู่อวกาศในงานบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคัดสรรจำนวนสี่เรื่อง ได้แก่ นวนิยาย Alphanauts (2006) โดย J. Brian Clarke ภาพยนตร์ Avatar (2009) กำกับโดย James Cameron ภาพยนตร์ Space Sweepers (2021) กำกับโดย Jo Sung-Hee และเกม Mass Effect: Legendary Edition (2023) กำกับโดย Casey Hudson ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสัมพันธ์กับสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ กล่าวคือ พื้นที่อวกาศเป็นช่องทางสำหรับการธำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้เสริมสมรรถภาพทางกายและจิตใจเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยคุกคามจากต่างดาว การใช้เทคโนโลยีสร้างสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดพื้นฐานตามธรรมชาติและมนุษย์ภาวะเปรียบได้กับการวิวัฒนาการครั้งใหม่ของมนุษย์ การศึกษากลุ่มตัวบทเปิดเผยว่าความสำเร็จในการวิวัฒนาการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชานและที่อยู่อาศัยร่วมกัน กล่าวคือ การอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับมนุษย์เป็นผู้กระทำที่มีความสามารถในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ผู้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน การพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านเผ่าพันธุ์มนุษย์สู่สิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศที่เรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ดำรงอาศัยในอวกาศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะปลีกแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ
การศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง, เหว่ยเจิน หลิน
การศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง, เหว่ยเจิน หลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัจนกรรมการตอบปฏิเสธเป็นการใช้ภาษาที่มีความละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบริบทระหว่างวัฒนธรรม ผู้เรียนภาษาที่สองมักประสบความยากลำบากในการเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวัจนกรรมการตอบปฏิเสธจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ภาษาของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง เพื่อให้เข้าใจรูปแบบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้กลวิธีในการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีน กลุ่มละ 100 คน ผลการศึกษาพบว่า ในสถานการณ์ที่ต้องการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้ฟัง ทั้งผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีนนิยมใช้กลวิธีอ้อมมากกว่ากลวิธีตรง สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยและจีนเป็นสังคมบริบทสูงและเป็นสังคมอิงกลุ่ม ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้สนทนา (Hall,1976, 1981) ทั้งนี้ กลวิธีที่ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสามกลุ่มนิยมใช้มากที่สุด คือ การให้เหตุผล อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมีแนวโน้มใช้กลวิธีการตอบปฏิเสธแบบตรงมากกว่าผู้พูดภาษาไทยและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังใช้รูปภาษาบางรูปที่แตกต่างกับการใช้ภาษาของเจ้าของภาษา สันนิษฐานว่าความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติจากภาษาแม่ และข้อจำกัดในการใช้ภาษาไทยของผู้เรียนเอง การใช้ภาษาของผู้เรียนบางประการอาจส่งให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้ กล่าวคือ ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมีแนวโน้มใช้กลวิธีตรงในการตอบปฏิเสธคำเชิญมากกว่าผู้พูดภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ผู้รับสารชาวไทยมองว่าผู้เรียนขาดความรู้สึก “เกรงใจ” และไม่ให้ความสำคัญกับการรักษา “น้ำใจ” ของผู้อื่น อันอาจส่งผลต่อความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาในบริบทของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมไทย–จีน นอกจากนี้ ลักษณะการใช้ภาษาบางประการที่แตกต่างกับผู้พูดภาษาไทย เช่น การใช้คำว่า “อย่าเลย” “ไม่ต้อง” “ไม่ต้องแล้ว” หรือ “ไม่เอาแล้ว” ซึ่งเป็นผลมาจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติ หรือข้อจำกัดทางภาษาไทยของผู้เรียน อาจทำให้ไม่สามารถสื่อเจตนาการตอบปฏิเสธคำเชิญอย่างเหมาะสมได้ อีกทั้งยังพบว่าผู้เรียนใช้คำสรรพนามและคำลงท้ายไม่เหมาะสมกับบริบทและสถานภาพของผู้สนทนา ส่งผลให้ภาษาที่ผู้เรียนใช้ดูไม่สุภาพ ห่างเหินและไม่เป็นธรรมชาติ
มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช
มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย และเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ในสองกลุ่มข้อมูลดังกล่าวโดยใช้แนวคิดมโนอุปลักษณ์ตามแนวภาษาศาสตร์ ปริชาน โดยเก็บข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉพาะพระสุตตันตปิฎก จำนวน 25 เล่ม และจากหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทยที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2551–2565 จำนวน 18 เล่ม ผลการวิจัยพบถ้อยคำอุปลักษณ์บุญและบาปรวมทั้งสิ้น 2,422 ถ้อยคำ จำแนกเป็นถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ จำนวน 1,577 ถ้อยคำ และถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาป จำนวน 845 ถ้อยคำ การวิเคราะห์มโนอุปลักษณ์พบมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ 10 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 5 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บุญ คือ วัตถุสิ่งของ] 2. [บุญ คือ พืช] 3. [บุญ คือ พลัง] 4. [บุญ คือ น้ำ/ห้วงน้ำ] และ 5. [บุญ คือ อาหาร] สะท้อนแนวคิดร่วมว่าบุญเป็นสิ่งมีคุณค่า สามารถสะสม เจริญงอกงาม หล่อเลี้ยงจิตใจ และให้ผลเชิงบวกในชีวิต มโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในพระไตรปิฎก ได้แก่ [บุญ คือ ผู้สร้าง] [บุญ คือ พื้นที่สำหรับพักพิง] และ [บุญ คือ ยานพาหนะ] ซึ่งสะท้อนการมองบุญว่าช่วยนำพา สร้างสรรค์ และเป็นที่พึ่งในภพภูมิอื่น ส่วนมโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในหนังสือธรรมะร่วมสมัย ได้แก่ [บุญ คือ เงินทุน] [บุญ คือ พลังงาน] และ [บุญ คือ เครื่องชำระล้าง] ซึ่งสะท้อนการตีความบุญในบริบทของสังคมร่วมสมัยโดยอาศัยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และสุขภาวะจิตใจมาช่วยในการอธิบาย ส่วนมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาปมี 9 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 3 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บาป คือ วัตถุสิ่งของ] …
การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์
การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสั่นคลอนขั้วตรงข้าม (Binary Oppositions) 3 ขั้ว ได้แก่ ชาย-หญิง ความเป็นกลุ่ม-ความเป็นปัจเจก และผู้ใหญ่-เด็กที่ปรากฏในการ์ตูนโทรทัศน์ชุด โคนันเดอะซีรีส์ ปีที่ 1-5 ของบริษัททีเอ็มเอส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1996-1999) ฉบับพากย์ไทยรวมถึงศึกษาบริบทของสังคมญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับตัวบท จากการศึกษาพบว่าตัวบทพยายามนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของขั้วอำนาจรองในการท้าทายและสั่นคลอนขนบวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนและบริบทวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมอันเป็นบรรทัดฐานที่มีอยู่ในสังคม กล่าวคือในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ทัศนคติที่มีต่อค่านิยมดั้งเดิมของคนในสังคมบางกลุ่มได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แนวคิดเรื่องปัจเจกนิยม หรือ ทัศนคติที่มีต่อเด็ก ส่งผลให้เกิดการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบท ได้แก่ การพลิกขั้วของเพศหญิง แนวคิดปัจเจกนิยมและเด็ก อย่างไรก็ตามการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบทมีทั้งการพลิกขั้วที่ล้มเหลวของเพศหญิงและแนวคิดปัจเจกนิยมเนื่องจากกระบวนการพลิกขั้วของตัวละครทำให้ตัวละครกลายเป็นอาชญากรที่เป็นอันตรายจึงต้องถูกกำจัดออกจากสังคม ในขณะเดียวกันตัวบทก็นำเสนอการพลิกขั้วของเด็กที่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการพลิกขั้วอย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้เด็กในวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนมากขึ้น การพลิกขั้วที่มีทั้งล้มเหลวและสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขนบและบริบททางวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นบางอย่างยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
Exploring The Efficacy Of Expressive Arts Therapy In Enhancing Emotional Regulation Among Adults Of Authoritarian Caregivers: A Scoping Review, Kevin Suwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This scoping review synthesizes a decade of research on the role of Expressive Arts Therapy (EAT) in enhancing emotional regulation among adults raised by authoritarian caregivers. Guided by Arksey and O’Malley’s five-stage framework with the PRISMA-ScR reporting checklist, 43 peer-reviewed studies were identified across five electronic databases. The findings demonstrate that EAT, across five modalities (visual art, creative writing, music, dance/movement, and clay work), consistently fosters emotional awareness, strengthens distress tolerance, and supports the adaptive regulation of emotions. Multimodal and body-based approaches were especially effective for individuals whose early environments suppressed emotional expression. The review highlights EAT’s potential as a …
การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน
การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงเดี่ยวในละครแนวสมจริง โดยใช้บท กราวด์ เป็นกรณีศึกษา ผ่านการฝึกชี่กงควบคู่กับแนวทางไซโคฟิสิคัล ภาวะพร้อมทางกายจิตหมายถึงภาวะที่กายและจิตทำงานสอดประสาน มีพลังงานภายในที่ไหลลื่นและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างสมดุล สมมติฐานของงานวิจัยคือ การฝึกชี่กงและแนวทางไซโคฟิสิคัลเน้นแนวทางของลาบานและเชคอฟจะช่วยให้นักแสดงมีภาวะพร้อมทางกายจิต ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดตัวละครได้อย่างมีพลัง ทำให้สามารถสื่อสารหลักของบทละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ การเตรียมฐานกายจิตด้วยชี่กง การใช้ Eight Efforts ของลาบาน และการเข้าถึงภาวะภายในผ่าน Psychological Gesture, Archetypes, Image Work ก่อนทำการแสดงจริง 3 รอบ โดยเก็บข้อมูลจากวิดีโอการแสดง แบบสอบถามผู้ชม ความเห็นจากผู้กำกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบันทึกของผู้วิจัย ผลการวิจัยพบว่า ชี่กงมีบทบาทหลักในการวางฐานกายจิตและเปิดการรับรู้พื้นที่ ส่วนแนวทางของลาบานและเชคอฟช่วยให้นักแสดงแปลงภาวะภายในเป็นการแสดงที่ทรงพลัง ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้พลังงานจากนักแสดงได้แม้ในช่วงไร้บทพูด งานวิจัยจึงเสนอว่า ลำดับการฝึกที่เริ่มจากชี่กงแล้วต่อด้วยไซโคฟิสิคัล เหมาะอย่างยิ่งกับการแสดงเดี่ยวแนวสมจริงที่ต้องการภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงที่ส่งพลังถึงผู้ชมได้ทั้งพื้นที่
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แบบฝึกหัดการแสดงด้วยหน้ากาก ได้แก่ หน้ากากนูทรัล หน้ากากตัวละคร และคอมเมเดีย เดลลาร์เต เพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะการแสดงตลกจำอวดของนักแสดง กรณีศึกษาบทบาทของเบอร์นาร์ดจากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของมาร์ค คาโมเลตติ โดยศึกษาความสัมพันธ์โรแมนติกที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็วของเบอร์นาร์ดที่ส่งผลต่อการแสดงออกทางกายภาพ กระบวนการฝึกฝนใช้เทคนิคการแสดงหน้ากากของฌาคส์ เลอค็อก เริ่มต้นด้วยการฝึกหน้ากากนูทรัลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง ตามด้วยหน้ากากตัวละครเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร และต่อเนื่องด้วยหน้ากากคอมเมเดีย เดลลาร์เต โดยเฉพาะอาร์เลคคีโน ซานนี และกัปปิตาโน นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ทดลองใช้หน้ากากกาย ฟอว์คส์ เพื่อสำรวจมุมมองใหม่ในการเข้าถึงบุคลิกภาพที่แตกต่างจากตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความรู้สึกภายในและตัวละคร สามารถขจัดบุคลิกภาพเดิม เช่น ความอ่อนโยน นุ่มนวล และสร้างกายภาพใหม่ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาย ทั้งในด้านความมั่นใจ ความเจ้าเล่ห์ และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคม การทดลองนี้ยังส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายลักษณะทางกายภาพในฐานะตัวละครและนักแสดง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาภาษากายที่เหมาะสมกับตัวละคร จากการฝึกฝน ผู้วิจัยพบว่าตนเองในฐานะนักแสดงมีการพัฒนาการใช้ร่างกายเพื่อการแสดงที่ดีขึ้นและมีอิสระในการใช้ร่างกาย ลดการใช้ความคิด และเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมท่าทางและจังหวะการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น ซึ่งนำไปสู่การแสดงเป็นเบอร์นาร์ดในละครตลกจำอวดที่มีจังหวะและสร้างอารมณ์ขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ความบ้าในเหตุผล” และ “เหตุผลในความบ้า” ในประวัติศาสตร์ความบ้าของมิเชล ฟูโกต์, นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
“ความบ้าในเหตุผล” และ “เหตุผลในความบ้า” ในประวัติศาสตร์ความบ้าของมิเชล ฟูโกต์, นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และประเมินข้อวิพากษ์ของมิเชล ฟูโกต์ ที่มีต่อปรัชญาของเรอเน เดส์การ์ตส์ ในประเด็นเกี่ยวกับความบ้าและเหตุผล โดยมุ่งอภิปรายให้เห็นว่าฟูโกต์วิพากษ์ระเบียบของเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่กีดกันความบ้าออกจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร และความบ้าทำให้แลเห็นข้อจำกัดของระบบเหตุผลของเดส์การ์ตส์อย่างไร โดยมุ่งวิเคราะห์ข้อเสนอของฟูโกต์ในตัวบทประวัติศาสตร์ความบ้าในตัวบทดังกล่าว ฟูโกต์วิพากษ์ระเบียบของเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่กีดกันความบ้าออกจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า ในการให้เหตุผลเพื่อตั้งข้อสงสัยต่อความไม่แน่นอนของการรับรู้ทางผัสสะใน Meditations on First Philosophy เดส์การ์ตส์มิได้หลบเลี่ยงอันตรายของความบ้าในแนวทางเดียวกันกับที่ใช้หลบเลี่ยงอันตรายของความไม่แน่นอนทางผัสสะอื่น ๆ เช่น ความฝัน ในกรณีความฝัน เดส์การ์ตส์มีข้อเสนอแก่องค์ประธานผู้สืบสอบในการตรวจสอบภายในตนเองว่ากำลังหลับฝันอยู่หรือไม่ ขณะที่ในกรณีความบ้า ข้อเสนอในการตรวจสอบตนเองขององค์ประธานผู้สืบสอบที่เดส์การ์ตส์เสนอ คือ การเปรียบเทียบกับสิ่งภายนอก คือ คนอื่น ๆ ที่เป็นคนบ้า โดยหากองค์ประธานแสดงออกแบบเดียวกันกับเหล่าคนบ้า องค์ประธานย่อมบ้าไม่ต่างจากคนเหล่านั้น ความบ้าจึงถูกปฏิบัติด้วยการเบียดขับให้เป็นอื่นจากองค์ประธานในห่วงโซ่ระเบียบเหตุผลอันแตกหักจากความบ้าด้วยการกีดกันความบ้าออกจากระเบียบดังกล่าว ทำให้ความบ้ากลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นเหตุผลภายในระเบียบเหตุผล ด้วยการดำเนินงานของเหตุผล ความบ้ากลายเป็นเหตุผลในการดำรงอยู่ของเหตุผล องค์ประธานผู้ปรารถนาจะมีเหตุผลตามเกณฑ์ของเดส์การ์ตส์ไม่อาจบ้าได้ แม้มนุษย์ยังสามารถบ้าได้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ในทรรศนะของฟูโกต์ ความบ้าทำให้แลเห็นข้อจำกัดของระบบเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่ไม่อาจเป็นระบบได้ เพราะมีการแตกหักอย่างรุนแรง ณ กึ่งกลางของห่วงโซ่ระเบียบเหตุผล นั่นคือ เหตุการณ์กีดกันความบ้า ทำให้ห่วงโซ่ระเบียบเหตุผลไม่อาจเรียงร้อยได้อย่างสมบูรณ์
Environmental Ethics And Democratic Citizenship In Mary Austin's The Basket Woman And The Ford, Sarunyu Thirayunthikul
Environmental Ethics And Democratic Citizenship In Mary Austin's The Basket Woman And The Ford, Sarunyu Thirayunthikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the intertwined concepts of environmental ethics and democratic citizenship in two literary works by late nineteenth-century American writer Mary Austin (1868–1934), The Basket Woman: A Book of Indian Tales for Children (1904) and The Ford (1917). It argues that Austin attempts to employ Native American tales to promote a spiritual relationship between humans and nonhumans, a perspective rooted in Indigenous belief systems. When read alongside her political writing The Young Woman Citizen (1918), The Basket Woman can also be interpreted as an effort to cultivate certain civic values—particularly social responsibility and public-spiritedness—essential to democratic citizenship. The thesis …
การศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ศศิธร เหลาพรม
การศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ศศิธร เหลาพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ข้อ คือ 1) วิเคราะห์โครงสร้างของปริจเฉทในหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) 2) วิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษา และ 3) วิเคราะห์วัตถุประสงค์ของปริจเฉทในหนังสือธรรมะดังกล่าว ข้อมูลที่ศึกษาประกอบด้วยปาฐกถาธรรมในหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนีซึ่งแสดงระหว่างปี พ.ศ. 2546 – 2563 รวมทั้งสิ้น 21 บท ผลการศึกษาพบว่า ปาฐกถาธรรมของพระธรรมพัชรญาณมุนีประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนปิดท้าย แต่ละส่วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นเอกภาพ ในเชิงประเภทของปริจเฉท จัดเป็นปริจเฉทอธิบาย (expository discourse) ในด้านกลวิธีการใช้ภาษาพบว่า พระธรรมพัชรญาณมุนีใช้กลวิธีทางภาษาอย่างหลากหลายในการประกอบสร้างปริจเฉทอธิบาย ได้แก่ 1) การนิยาม 2) การขยายความ 3) การใช้เหตุผล 4) การใช้เรื่องเล่า 5) การสรุปประเด็น 6) การยกสถานการณ์ 7) การเปรียบเหมือนเปรียบต่าง 8) การเปรียเทียบ 9) การปฏิเสธ และ 10) การใช้คำถาม เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของปริจเฉทปาฐกถาธรรมของพระธรรมพัชรญาณมุนีพบว่า ปาฐกถาธรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อให้ความรู้และความกระจ่างเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ผ่านมุมมองที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตในบริบทปัจจุบัน 2) เพื่ออธิบายหลักธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติธรรม ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พระธรรมพัชรญาณมุนีมีความสามารถในการสอนธรรมะให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้ฟังในสังคมร่วมสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Short content about idealized body images, such as dieting and workouts on TikTok, has influenced teenagers' perceptions of body image due to frequent comparisons. This research examined a relationship between Thai teenagers' perception of TikTok's dieting and workout content concerning their body image and overall appreciation of their bodies. A sample of 516 Thai teenagers indicated their level of agreement with statements about the perception of their body image after watching these videos. The Body Appreciation Scale was used to measure teenagers' overall perceptions of their body image. The research findings revealed that the majority of respondents agreed that watching …
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นหากลวิธีการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบบทแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ปรากฏในบทความของ เจสัน เฮเลอร์แมน (2024) และ ไอวี่ ลอฟเบิร์ก (2016) รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับการใช้องค์ประกอบละครเวทีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญจากงานวิจัยของ เอมิลี่ โอดันเนิล (2018) เพื่อค้นหากลวิธีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยา โดยผู้วิจัยเลือกศึกษาข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กเพื่อใช้สภาวะดังกล่าวเป็นประเด็นหลักของเรื่อง (main theme) จากนั้นผู้วิจัยนำองค์ความรู้ที่ได้มาสร้างสรรค์บทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาเรื่อง ว้าง โดยมุ่งใช้แนวคิดและองค์ประกอบของบทแนวดังกล่าวในการทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสภาวะดังกล่าวและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ ผู้วิจัยจัดแสดงละครเวทีเรื่อง ว้าง ในรูปแบบการอ่านบท (staged reading) เพื่อเก็บความคิดเห็นของผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมสามารถเข้าใจและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ชมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าความคลุมเครือของเรื่องและตัวละคร ‘ผี’ ส่งผลให้ประเด็นหลักของเรื่องไม่ชัดเจน โดยจากการวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากบทแนวดังกล่าวมีความคลุมเครือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ผู้เขียนบทจึงต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงกลวิธีการสร้างความชัดเจนให้กับนัยยะที่ต้องการสื่อผ่านความสยองขวัญในเรื่องเพื่อให้ประเด็นหลักและสารของเรื่องถูกนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ
The Use Of Stella Adler And Michael Chekhov’S Acting Technique And Theory In Developing Acting Skills For Characters With Mental Health Conditions: A Case Study Of Henrik Ibsen's Hedda Gabler, Suhansa Jarurattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the application of Stella Adler’s and Michael Chekhov’s acting techniques in portraying characters with mental health conditions, focusing specifically on Narcissistic Personality Disorder (NPD), Major Depressive Disorder (MDD), and Borderline Personality Disorder (BPD). Recognising the complexity of these conditions, which often involve emotional instability, identity disturbance, and behavioural contradictions, the study examines the challenges actors face in authentically representing both the internal psychological states and external behaviours of such characters. The research analyses Adler’s emphasis on imagination and the character’s given circumstances, alongside Chekhov’s techniques of Psychological Gesture and Imaginary Centre, using Henrik Ibsen’s Hedda Gabler as …
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ (Michael Chekhov) ในการพัฒนาทักษะด้านความเชื่อในตัวละครและสมาธิ ผ่านกระบวนการฝึกซ้อมบทบาท “โลมอฟ” จากละครเรื่อง “The Proposal” ซึ่งเป็นละครแนวฟาร์ซที่มีความซับซ้อนทั้งทางอารมณ์และจังหวะการแสดง การใช้เทคนิคเชคอฟช่วยให้นักแสดงสามารถเข้าถึงสภาวะภายในของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเสริมสร้างสมาธิที่มั่นคงระหว่างการแสดง ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์และพลังของบทบาทได้อย่างเต็มที่ ในกระบวนการฝึกซ้อมผู้วิจัยได้เผชิญกับความท้าทายเรื่องการใช้พลังงานทางร่างกายที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดอารมณ์และความเข้มข้นของตัวละคร จึงมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการฝึกซ้อมโดยเน้นการปรับสมดุลของพลังงานและการตอบสนองในกลุ่มนักแสดง ผลจากการปรับวิธีฝึกนี้ทำให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนทั้งในด้านความมั่นใจและการแสดงออกของนักแสดงแม้ว่าในวันแสดงจริงจะมีข้อจำกัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้การแสดงสามารถจัดขึ้นได้เพียงรอบเดียว และไม่สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ชมได้อย่างครบถ้วน แต่ผลการประเมินจากการสะท้อนตนเองของผู้วิจัย รวมถึงความคิดเห็นจากผู้กำกับและผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงยืนยันว่าเทคนิคของไมเคิล เชคอฟเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแสดงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านการสร้างและรักษาภาวะตัวละครที่มีความซับซ้อนและหลากหลายทางอารมณ์
พัฒนาการของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทย, ธันยบูรณ์ ธัญลักษณ์มะระ
พัฒนาการของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทย, ธันยบูรณ์ ธัญลักษณ์มะระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายย่อยของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของ ที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทยทั้งหมด 6 สมัย ได้แก่ 1) สมัยสุโขทัย 2) สมัยอยุธยาถึงธนบุรี 3) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 4) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 5) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 8 และ 6) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 ถึงรัชกาลที่ 10 หรือสมัยปัจจุบัน อีกทั้งวิเคราะห์พัฒนาการของแต่ละหน่วยสร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์ทางอรรถวากยสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน พบความหมายย่อยทั้งหมด 11 ประเภท ได้แก่ ความหมายย่อย 1) ‘กรรมสิทธิ์ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 2) ‘สิทธิครอบครองในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 3) ‘ผลงาน-ผู้สร้าง’ 4) ‘ความสัมพันธ์ เชิงเครือญาติ’ 5) ‘ความสัมพันธ์ทางสังคม’ 6) ‘ส่วนของสิ่งมีชีวิต’ 7) ‘เหตุการณ์-ผู้ร่วมเหตุการณ์’ 8) ‘ส่วนย่อย-ส่วนใหญ่’ 9) ‘สภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 10) ‘หัวข้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ และ 11) ‘กรอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ แต่ละหน่วยสร้างแสดงความหมายย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละสมัย เมื่อพิจารณาพัฒนาการในแง่ความหมายพบว่า หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ มีการเปลี่ยนแปลงทางความหมายแบบกว้างออก ส่วนหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ แห่ง และ ใน มีทั้งการเปลี่ยนแปลงทางความหมาย แบบกว้างออกและแบบแคบเข้า และเมื่อพิจารณาพัฒนาการในแง่การปรากฏใช้พบว่า หน่วยสร้างนามวลี แสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ มีแนวโน้มที่จะปรากฏใช้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับสมัย ในทางตรงกันข้าม หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ แห่ง และ ใน …
Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin
Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This qualitative study explores how Thai undergraduate students in Bangkok experience, express, and manage stress through short-form video storytelling, using an expressive arts therapy framework. This study aimed to (1) identify students’ sources of stress, (2) examine their coping mechanisms, and (3) evaluate how creating short-form videos supported emotional expression, reflection, and self-discovery. Fifteen participants (aged 18–24) created videos ranging from 30 to 90 seconds in length, based on the “The Hero’s Journey” narrative, alongside structured interviews and experience surveys. Thematic analysis revealed three overarching themes: sources of stress (academic pressure, social and interpersonal challenges, and identity-related uncertainty); coping mechanisms …
Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul
Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the psychological effects of a one-day clay-based art therapy workshop on Thai office workers experiencing emotional exhaustion and reduced personal efficacy. The research aimed to assess the outcomes of the intervention in three key areas: emotional release, rediscovery of inner strengths, and reframed perspectives.A total of 30 participants were purposively selected from a Bangkok-based organization and assigned to either an art therapy group, which received the art therapy intervention, or a control group with no intervention. After accounting for withdrawals, the final sample included 27 participants. Data were collected through pre- and post-session open-ended questions and reflective …
A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla
A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This curatorial thesis positions masala chai as a living cultural artifact that embodies layered histories of intimacy, resistance, and transformation. Grounded in postcolonial theory, material culture studies, diaspora studies, and sensory ethnography, the research investigates how chai operates not merely as a beverage, but as a medium of embodied knowledge, culinary memory, and cultural negotiation.The outcome is A Chai Story, a digital exhibition that curates contemporary artworks, archival materials, soundscapes, poetry, and documentary footage into a reflexive and participatory experience. Rather than following a chronological format, the exhibition is structured around four thematic sections—colonial legacies, ritual performance, authenticity, and global …
การสร้างสรรค์นาฏกรรม "มรณานุสติของอินทรชิต", อดิศักดิ์ พรหมนอก
การสร้างสรรค์นาฏกรรม "มรณานุสติของอินทรชิต", อดิศักดิ์ พรหมนอก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏกรรม “มรณานุสติของอินทรชิต” โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการทดลองสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า อินทรชิตเป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากรามายณะของฮินดู การที่อินทรชิตตระหนักถึงการเข้าสู่ความตายของตนเอง สอดคล้องกับหลักมรณานุสติในพระพุทธศาสนา จึงมีการกำหนดแนวคิดการแสดงเพื่อนำเสนอการระลึกถึงความตายของอินทรชิต ผ่านการแสดงเดี่ยวในรูปแบบนาฏกรรมไทยร่วมสมัย มีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ 1) บทบาทตัวละคร 1 ตัวละคร คือ อินทรชิต วิเคราะห์ตามหลักขันธ์ 5 2) เครื่องแต่งกาย จำแนกเป็น 3 ส่วน คือ ศิราภรณ์ พัสตราภรณ์ และถนิมพิมพาภรณ์ 3) บทพากย์และเจรจา ปรับกลอนบทละครเป็นบทพากย์และเจรจา รวม 10 บท 4) ดนตรีประกอบการแสดง เป็นดนตรีไทยร่วมสมัยแทรกคำพากย์และเจรจา ประสานเสียงชาย-หญิง 5) ภาพร่างเรื่องราว มีจำนวน 7 ฉาก ได้แก่ ฉากที่ 1 สนามรบ ฉากที่ 2 นอกกำแพงกรุงลงกา ฉากที่ 3 โถงทางเดิน ฉากที่ 4 ที่ไสยาทศกัณฐ์ ฉากที่ 5 เคลื่อนทัพ ฉากที่ 6 สนามรบ และฉากที่ 7 มรณานุสติ 6) ฉากการแสดง นำเครื่องฉายภาพและวีดิทัศน์ (Projector) ฉายลงบนผ้าขาว 7) ท่ารำและพื้นที่แสดง ท่ารำแบบนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย เรียงจากท่าเล็ก (ท่าที่ระดับแขนอยู่ล่าง) ไปท่าใหญ่ (ท่าที่ระดับแขนอยู่บน) และกำหนดแรงของการเคลื่อนไหวท่ารำช้า-เร็ว-ช้าตามลำดับ พื้นที่แสดงแบ่งส่วนตามกฎ 3 ส่วน (Rule of Thirds) ทิศทางการเคลื่อนที่เป็น 8 ทิศ การทดลองสร้างสรรค์นี้เป็นการนำมรณานุสติในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นนามธรรม มาถ่ายทอดผ่านอินทรชิตตัวละครสำคัญในรามเกียรติ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมที่สามารถสื่อสารให้รับรู้และเข้าใจได้
Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul
Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This pilot study investigates the symbolic selections and narrative themes emerging from Sandtray Therapy among Thai adults with and without depression. The study aimed to examine how symbol choices and storytelling could distinguish between the two groups, thereby exploring the potential of Sandtray as a non-verbal expressive tool for supporting psychological assessment. Thirty participants (15 diagnosed with depression and 15 without diagnosis) each created a sandtray scene using a standardized set of 298 miniatures, followed by open-ended narration. Quantitative analysis using t-tests and Mann-Whitney U-tests identified 16 symbolic items significantly more common among participants with depression. Thematic analysis of narratives …
Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem
Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis studies the phenomenon of reinterpreting sacred symbols through contemporary material culture in Thai society, focusing on art toys modeled after Ganesha. This research aims to explore the mechanisms by which these objects, with their pop culture aesthetics and appealing cuteness, can function as "mental anchors" in the modern era, considering this phenomenon at the intersection of syncretic belief, the dynamics of Buddhist Commercialization, and consumer culture. Using practice led curatorial research methodology, the primary outcome of this research is the development of a conceptual framework presented as a proposal for "Novaganesha: Pray & Play" a conceptual exhibition that …
Curating Nang Loeng: Visibility And Community Engagement Through Artistic Practices In Bangkok’S Historical Neighborhood, Merlin Nona Susanna Rebmann
Curating Nang Loeng: Visibility And Community Engagement Through Artistic Practices In Bangkok’S Historical Neighborhood, Merlin Nona Susanna Rebmann
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis investigates the role of community-based art practices in promoting cultural empowerment and social visibility in marginalized urban contexts. Focusing on the Bangkok-based collective Community Lab and its origins in the E-Lerng group, the study explores how artistic strategies emerge from within local communities to address institutional absence, sustain cultural heritage and foster long-term engagement. Through three case studies that highlight creative archiving, cross-cultural collaboration, and embedded artistic practice, the research examines how Community Lab navigates different roles as artists, mediators, archivists and activists. The analysis highlights how their hybrid practice contributes to preserving intangible heritage, creating translocal dialogue …
จิตรกรรมร่วมสมัยชุดเมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น, วิภาวี ภมรพล
จิตรกรรมร่วมสมัยชุดเมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น, วิภาวี ภมรพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะความเครียดและปัญหาทางจิตใจที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรคทางจิตเวชกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนที่หันกลับมาทบทวนและเข้าใจสภาวะทางจิตใจของตนเองอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการรับรู้ตนเอง จึงนำกระบวนการทางศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือสำรวจภายในจิตใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของ “ศิลปะบำบัด” วิทยานิพนธ์ชุดนี้มีชื่อว่า “จิตรกรรมร่วมสมัยชุด เมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น” มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากการกลั่นกรองความคิดและอารมณ์จากส่วนลึกของจิตใจผ่านการทำงานศิลปะ โดยกระบวนการสร้างสรรค์นี้เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้เผชิญหน้าและทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก อันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของตนเอง อ้างอิงตามทฤษฎีของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เกี่ยวกับโครงสร้างของจิตใจ ได้แก่ จิตสำนึก จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก และแนวคิดของ คาร์ล จุง ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตใต้สำนึกกับบุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) และแสดงออก (Extrovert) ซึ่งถูกหล่อหลอมโดยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม ผลงานที่ได้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางศิลปะในเชิงรูปธรรม แต่เป็นกระบวนการเยียวยา สำรวจตนเอง และเชื่อมโยงระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอกของศิลปิน ผ่านแนวทางของศิลปะในลัทธิเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้จิตใต้สำนึกได้เผยตัวตนออกมาอย่างอิสระ ด้วยภาษาทางทัศนศิลป์ที่สามารถสื่อสารสิ่งที่คำพูดไม่อาจอธิบายได้