Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- History (4566)
- Religion (3197)
- Social and Behavioral Sciences (3189)
- Creative Writing (3175)
- United States History (2232)
-
- Education (1953)
- Art and Design (1758)
- English Language and Literature (1756)
- American Studies (1680)
- Music (1464)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (1411)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (1036)
- Law (958)
- Philosophy (875)
- Christianity (864)
- Music Performance (798)
- Poetry (768)
- Sociology (750)
- Women's Studies (739)
- Higher Education (671)
- Nonfiction (594)
- Business (570)
- Medicine and Health Sciences (544)
- Digital Humanities (537)
- Film and Media Studies (529)
- Theatre and Performance Studies (525)
- Mormon Studies (511)
- Religious Education (497)
- Missions and World Christianity (496)
- Institution
-
- Association of Arab Universities (1153)
- University of Central Florida (1129)
- Denison University (1097)
- Brigham Young University (961)
- City University of New York (CUNY) (490)
-
- Liberty University (462)
- Georgia Southern University (424)
- Design Research Society (369)
- Dartmouth College (361)
- Northern Illinois University (336)
- College of the Holy Cross (297)
- Andrews University (285)
- Bridgewater State University (279)
- Chulalongkorn University (231)
- George Fox University (214)
- University of Northern Iowa (204)
- Rhode Island School of Design (193)
- Illinois State University (192)
- University of Alabama at Birmingham (190)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (189)
- University of Arkansas, Fayetteville (185)
- Southwestern Oklahoma State University (182)
- Dordt University (179)
- Al-Muthanna University (173)
- University of South Carolina (167)
- Claremont Colleges (166)
- University of Nebraska - Lincoln (164)
- Western Michigan University (164)
- Portland State University (163)
- Kutztown University (156)
- Keyword
-
- Poetry (368)
- Slavery (335)
- Oral history (320)
- Department of History (289)
- Transatlantic Slave Trade (287)
-
- African slave ship survivor (285)
- Music (208)
- History (206)
- Literature (187)
- Statesboro (165)
- Gender (162)
- English (160)
- Concert program--Iowa--Cedar Falls; (158)
- Art (157)
- Women (156)
- Deaf culture (143)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (141)
- Deaf -- Periodicals (141)
- Hearing impaired (141)
- Pastoral care of people with disabilities (141)
- Fiction (132)
- Photography (132)
- Education (130)
- Religion (130)
- Johannes Schwalm Historical Association (126)
- COVID-19 (125)
- UAB (125)
- Foreign Mercenaries (124)
- Book of Mormon (123)
- German Settlers in Early America (123)
- Publication
-
- Exile (1072)
- Florida Historical Quarterly (1027)
- Midad AL-Adab Refereed Quarterly Journal (618)
- DRS Biennial Conference Series (367)
- Theses and Dissertations (352)
-
- Appalachia (316)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (306)
- 500 African Voices (284)
- Journal of International Women's Studies (243)
- African American Funeral Programs (230)
- Doctoral Dissertations and Projects (211)
- Jerash for Research and Studies Journal مجلة جرش للبحوث والدراسات (202)
- Masters Theses (196)
- School of Music Programs (173)
- Uruk Journal of Human Sciences (173)
- Music Recital Programs (158)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (154)
- Electronic Theses and Dissertations (146)
- Faculty Publications (140)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (139)
- Honors Theses (132)
- Palestine Technical University Research Journal (129)
- The John Carroll Review (128)
- BYU Studies (123)
- Publications and Research (108)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (108)
- .RAW Journal of Art and Design (103)
- Pastoral Liturgy (95)
- Fall 2022 (92)
- AWE (A Woman’s Experience) (91)
- Publication Type
Articles 20371 - 20400 of 20690
Full-Text Articles in Arts and Humanities
การแสดงเดี่ยวเปียโนบทเพลงหลายลีลาช่วงยุคโรแมนติกโดย ภัทรภณ วงษ์สรรพ์, ภัทรภณ วงษ์สรรพ์
การแสดงเดี่ยวเปียโนบทเพลงหลายลีลาช่วงยุคโรแมนติกโดย ภัทรภณ วงษ์สรรพ์, ภัทรภณ วงษ์สรรพ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ วิเคราะห์ ตีความบทเพลง และเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมในการบรรเลงบทเพลงสำหรับเปียโนในยุคโรแมนติกจำนวนทั้งสิ้น 4 บท ได้แก่ 1) Barcarolle in F-sharp major, Op.60 ผลงานของเฟรเดริค โชแปง 2) Sonata in B-flat minor, Op.35 No.2 ผลงานของเฟรเดริค โชแปง 3) Images, Book 2 ผลงานของโคลด เดอบุสซี และ 4) Fantasy in C major, Op.15 "Wanderer Fantasy" ผลงานของฟรานซ์ ชูเบิร์ต ผลการวิจัยแสดงการตีความบทเพลง การนำเสนอเทคนิคการบรรเลง ตลอดจนการถ่ายทอดและนำเสนอบทเพลงอย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งวิธีการและขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงเดี่ยวเปียโนที่จัดขึ้น ณ Tongsuang's Concert Salon & Gallery บ้านสวนตะวันธรรม คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2565 ใช้เวลาในการแสดงรวมประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
การแสดงเดี่ยวขับร้องโดย รัฐพงศ์ ปิติชาญ : วรรณกรรมเพลงคลาสสิกและละครเพลง, รัฐพงศ์ ปิติชาญ
การแสดงเดี่ยวขับร้องโดย รัฐพงศ์ ปิติชาญ : วรรณกรรมเพลงคลาสสิกและละครเพลง, รัฐพงศ์ ปิติชาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวขับร้องโดย รัฐพงศ์ ปิติชาญ : วรรณกรรมเพลงคลาสสิกและละครเพลง มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการแสดงทางการขับร้อง ที่มีการผสมผสานระหว่างการขับร้อง จากวรรณกรรมเพลงคลาสสิกและละครเพลงรวมทั้งสิ้น 12 เพลง โดยมีสัดส่วนของประเภทเพลง ในการแสดงครึ่งต่อครึ่ง ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทเพลงร้องจากวรรณกรรมเพลงคลาสสิกเป็นจำนวน 6 เพลง โดยมีทั้งบทเพลงที่มีเนื้อร้องภาษาอิตาเลียน และภาษาเยอรมัน และอีก 6 เพลง จากบทเพลงร้องวรรณกรรมละครเพลง โดยผู้วิจัยได้คัดเลือกจากบทเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งบทเพลงที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทย เนื่องด้วยบทเพลงที่ได้คัดเลือกมานั้น มีความยาก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงต้องศึกษาและวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในด้านเทคนิคการขับร้อง ภาษา แนวปฏิบัติสังคีต และการตีความเพลง จากหนังสือ ตำรา และบทความที่เกี่ยวข้องรวมถึงรายละเอียดทางของส่วนดนตรีที่บรรเลงประกอบการร้อง เพื่อให้ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้วิธีการการขับร้องต่าง ๆ ได้เหมาะสมตามลักษณะเพลงมากที่สุด และเพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้ฟังได้ตรงกับจุดประสงค์ทางดนตรีของเพลงมากที่สุดทั้งสองประเภท
บทประพันธ์เพลง : “สายธารแห่งชีวิต” สำหรับวงออร์เคสตรา, วราวุธ กองแก้ว
บทประพันธ์เพลง : “สายธารแห่งชีวิต” สำหรับวงออร์เคสตรา, วราวุธ กองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลง “สารธารแห่งชีวิต” สำหรับวงออร์เคสตรา เป็นบทประพันธ์ประเภทดนตรีพรรณนา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางด้านดนตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น โดยใช้แม่น้ำสำคัญของทั้งสี่ภูมิภาคในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมประเพณีและอัตลักษณ์ที่สำคัญของแต่ละภาคเข้าด้วยกัน แบ่งออกเป็น 4 กระบวน รวมเวลาในการบรรเลงทั้งสิ้น 24 นาที โดยแต่ละท่อนจะมีชื่อเรียกตามชื่อแม่น้ำของแต่ละภาค ได้แก่ ตาปี มูล แม่ปิง และเจ้าพระยา นำมาเป็นจุดเชื่อมโยงในการนำเสนอดนตรีพื้นบ้านลุ่มแม่น้ำ ที่มีกลิ่นอายของวิถีชีวิตของผู้คน ผ่านรูปแบบการประพันธ์ดนตรีสำหรับวงออร์เคสตราขนาดใหญ่แบบตะวันตกผสมกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านจากแต่ละภาค ที่มีการใช้เทคนิคการประพันธ์ดนตรีร่วมสมัยเข้ามาผสมผสานกับทำนองของเพลงไทย เช่น การปรับทำนอง(Thematic Transformation) การใช้ระบบโมด(Mode system) การแปรทำนอง(Variation) และเทคนิคอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและทำให้บทเพลงมีสีสันที่หลากหลายขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งลักษณะสำคัญของดนตรีพื้นบ้านอย่างสมบูรณ์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี จากนวัตกรรมสิ่งทอฟิลาเจนด้วยกระบวนการย้อมสีพืชคำแสดร่วมสมัย สำหรับกลุ่มเจเนอเรชันกรีน ภายใต้แนวคิดคอนเชียสดีไซน์, กรกต พงศาโรจนวิทย์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี จากนวัตกรรมสิ่งทอฟิลาเจนด้วยกระบวนการย้อมสีพืชคำแสดร่วมสมัย สำหรับกลุ่มเจเนอเรชันกรีน ภายใต้แนวคิดคอนเชียสดีไซน์, กรกต พงศาโรจนวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี จากนวัตกรรมสิ่งทอฟิลาเจนด้วยกระบวนการย้อมสี พืชคำแสดร่วมสมัยสาหรับกลุ่มเจเนอเรชันกรีน ภายใต้แนวคิดคอนเชียสดีไซน์ เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางในการสร้างเฉดสีส้มหลากหลายเฉดจากพืชวัฒนธรรมคำแสด โดยองค์ความรู้การย้อมสีธรรมชาติของชุมชนไทลื้อบ้านดอนมูล จังหวัดน่าน และเพื่อหาแนวทางในการสร้างตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี จากนวัตกรรมสิ่งทอฟิลาเจนด้วยกระบวนการย้อมพืชคำแสดร่วมสมัย สําหรับกลุ่มเจนเนอร์เรชั่นกรีนในกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดคอนเชียสดีไซน์ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษากระแสความนิยมของสีส้มจากนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อหาขอบเขตระดับสีส้มที่กำลังเป็นที่นิยม พร้อมทั้งศึกษากระบวนการย้อมสีส้มจากพืชคำแสดซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศไทย ทดลองย้อมด้วยนวัตกรรมสิ่งทอฟิลาเจนเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของสีส้มในสิ่งทอ และผู้วิจัยได้ทำการศึกษากลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในแฟชั่นเพื่อความยั่งยืนร่วมกับนวัตกรรมสิ่งทอ พบกว่ากลุ่มเป้าหมายเจนเนอเรชั่นกรีน คือกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสนใจในสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสนใจและรูปแบบเครื่องแต่งกายผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถาม โดยกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจในแนวคิดคอนเชียสดีไซน์ที่มีความโดดเด่นด้านคุณค่าของวัสดุ ความร่วมสมัย สวยงามและกลมกลืนกับการดำเนินชีวิตในเมืองหลวง โดยผลการวิจัยพบว่าวัตกรรมสิ่งทอฟิลาเจนย้อมสีพืชคำแสด สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเจนเนอเรชั่นกรีนและสามารถพัฒนารูปแบบแนวคิดคอนเชียสดีไซน์ ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและมีความร่วมสมัย เป็นแนวทางการย้อมสีส้มจากพืชธรรมชาติคำแสดอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีจากเฮมพ์สำหรับกลุ่มผู้บริโภคงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดทุนวัฒนธรรมเจแปนนอร์ดิก เพื่อความยั่งยืน, ขวัญชัย บุญสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากกระแสความยั่งยืนในกระบวนการผลิตและการบริโภคปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสิ่งทอทางเลือกจากเส้นใยธรรมชาติต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น แต่กล่าวได้ว่ายังมีเพียงส่วนน้อยที่ถูกนำมาพัฒนาต่อในบริบทของการออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกาย งานวิจัยเรื่องนวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีจากเฮมพ์ สำหรับกลุ่มผู้บริโภคงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิดทุนวัฒนธรรมเจแปนนอร์ดิก เพื่อความยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบพัฒนาสิ่งทอจากเฮมพ์ เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายสตรีจากเฮมพ์ สำหรับกลุ่มผู้บริโภคงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการทดลองสร้างสรรค์ผลงานวิธีแบบหัตถกรรม จากการศึกษาพบว่าในกระบวนการทดลองทอเส้นใยเฮมพ์แบบหัตถกรรมทอร่วมกับเส้นใยชนิดอื่นด้วยกี่ทอมือแบบ แบบ 2 ตะกอ แบบลายขัดมาตรฐาน และ 4 ตะกอ แบบลายทอมาตรฐาน จะได้สิ่งทอที่มีลักษณะที่แตกต่างกันเหมาะสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ แนวทางของอัตราส่วนของเส้นใยชนิดอื่นที่ทอร่วม ส่งผลให้มีผ้ามีน้ำหนัก ความหนาบางที่เหมาะแก่การทำเครื่องแต่งกายที่มีโครงสร้างอยู่ทรง มีความแข็งแรง และคงทนมากขึ้น ในด้านสีเป็นสัจจะวัสดุ คือ สีธรรมชาติของตัววัตถุดิบที่เกิดจากการผสมเส้นใยชนิดอื่นทำให้เกิดลวดลายขึ้น โดยลดขั้นตอนการฟอกย้อม ลดการใช้น้ำลงจากกระบวนการย้อมสี โดยสามารถนำสิ่งทอจากเฮมพ์ที่พัฒนาแล้วไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นที่มีแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน ผสมผสานงานหัตถกรรมร่วมสมัย (Contemporary Craft) ในรูปแบบสไตล์โมเดิร์นผสมกับมินิมอลลิสต์ (Modern Minimalist) เน้นการออกแบบที่มีความทันสมัย มีรูปแบบเรียบง่าย ทั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เส้นใยเฮมพ์หัตถกรรมท้องถิ่นจะได้มีการพัฒนาและแพร่หลายให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจกับกระแสรักษ์โลกและการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น
เรื่องเล่าบาดแผลสงครามเวียดนามของนักเขียนเวียดนามพลัดถิ่น, จิรวุฒิ กิจการุณ
เรื่องเล่าบาดแผลสงครามเวียดนามของนักเขียนเวียดนามพลัดถิ่น, จิรวุฒิ กิจการุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สงครามเวียดนามเป็นความทรงจำบาดแผลร่วมของคนเวียดนามพลัดถิ่น แม้แต่ละคนจะมีประสบการณ์แตกต่างกัน แต่บาดแผลของคนรุ่นเดียวกันก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันอยู่ คนรุ่นที่หนึ่งนำเสนอประเด็นชายขอบของสังคมเวียดนามที่พวกเขาพบเจอ ได้แก่ เรื่องการถูกปฏิเสธจากฝ่ายคอมมิวนิสต์และเรื่องการมีเชื้อสายผสม คนรุ่นที่หนึ่งจุดห้าส่วนใหญ่เชื่อมโยงบาดแผลของตนและบาดแผลของสมาชิกในครอบครัวเข้าด้วยกัน ลูกมักแสดงท่าทีสนใจต่อบาดแผลของพ่อแม่และต้องการช่วยรักษา ตัวตนของผู้เล่าในฐานะลูกจึงมักถูกบดบังด้วยตัวตนของพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ส่วนคนรุ่นที่สองและคนรุ่นที่หนึ่งจุดห้าบางส่วนนั้นจะจำลองบาดแผลสงครามเวียดนามขึ้นมาเนื่องจากพวกเขาไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น แต่ถูกหลอกหลอนโดยประสบการณ์รองที่ได้เรียนรู้มา แม้คนเหล่านี้จะเดินทางไปอยู่ดินแดนอื่นแล้ว แต่บาดแผลเกี่ยวกับสงครามในบ้านเกิดยังคงหลอกหลอนพวกเขาอยู่ เรื่องเล่าบาดแผลสงครามเวียดนามของคนเวียดนามพลัดถิ่นจึงกลายเป็นเครื่องมือในการเยียวยาบาดแผลและการสร้างอัตลักษณ์ของคนเวียดนามพลัดถิ่น
ร้อนรักในรอยทราย : ความปรารถนาทางเพศของผู้หญิงในนวนิยายโรมานซ์ทะเลทรายร่วมสมัยของไทย, จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร
ร้อนรักในรอยทราย : ความปรารถนาทางเพศของผู้หญิงในนวนิยายโรมานซ์ทะเลทรายร่วมสมัยของไทย, จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความปรารถนาทางเพศของผู้หญิงในนวนิยายโรมานซ์ทะเลทรายร่วมสมัยของไทย โดยวิเคราะห์จากตัวบทคัดสรรและศึกษาการตีความของผู้อ่านเพศหญิงกลุ่มตัวอย่าง จากการศึกษาพบว่า ตัวบทคัดสรรนำเสนอเพศวิถีของตัวละครเอกหญิงสมัยใหม่ที่ยังยึดถือคุณค่าความเป็นหญิงตามขนบกุลสตรี ความปรารถนาทางเพศของตัวละครเอกหญิงจึงถูกนำเสนอภายใต้ขนบของโรมานซ์ ได้แก่ ตัวละครเอกหญิงที่อ่อนแอซึ่งมักตกเป็นเหยื่อ ความสัมพันธ์ศัตรูคู่ขัดแย้งมาเป็นคู่รัก การสร้างความหวังถึงความสุขกับตัวละครเอกชาย โดยนำมาใช้กลบเกลื่อนการแสดงออกอารมณ์ปรารถนาทางเพศให้อยู่ในกรอบเกณฑ์ศีลธรรม นอกจากนั้นพื้นที่ทะเลทรายยังถูกผูกโยงเข้ากับตัวละครชีคโดยมีบทบาทในการปลุกเร้าและเย้ายวนใจจนทำให้ดินแดนทะเลทรายกลายภาพฝันของความสุขทางเพศของตัวละครเอกหญิง จากการศึกษาผู้อ่านเพศหญิงกลุ่มตัวอย่างพบว่า การทาบเทียบตนเองเข้ากับตัวละครเอกหญิงเพื่อสร้างความรื่นรมย์ทางเพศได้ส่งผลให้ตัวละครเอกหญิงมีอิทธิพลต่อการนิยามเพศวิถีของผู้อ่านเพศหญิงกลุ่มตัวอย่างซึ่งแตกต่างกันตามสถานะคู่ครอง ดังพบว่าผู้อ่านเพศหญิงที่มีสถานะโสดมุ่งเน้นคุณลักษณะของพระเอกชีคในฐานะชายคนรักในอุดมคติ ขณะที่ผู้อ่านเพศหญิงซึ่งแต่งงานและมีสามีชาวตะวันออกกลาง นำคุณสมบัติของตัวละครเอกชีคมาเป็นมาตรวัดบทบาททางเพศของสามี อีกทั้งยังใช้ตัวบทเป็นหนทางในการเชื่อมสัมพันธ์ชุมชนการอ่านขึ้นในกลุ่มผู้หญิง ขณะที่ผู้อ่านซึ่งมีสถานะหย่าร้างนำตัวบทมาเป็นคู่มือสำหรับความสัมพันธ์รักของชีวิตคู่ในอนาคต ผลของการศึกษาจึงเผยว่า แม้ตัวบทคัดสรรจะมีบทบาทในการผลิตซ้ำเพศวิถีของผู้หญิงสมัยใหม่ที่ยังตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ผ่านอารมณ์ความปรารถนาทางเพศของตัวละครเอกหญิง แต่ผู้อ่านก็ได้ประโยชน์จากการปรับใช้ความหมายจากตัวบทเพื่อรับมือกับข้อจำกัดทางเพศวิถีของตนเองด้วย
อัตลักษณ์ความเป็นชาติของประเทศรอบนอกกับการครอบงำของประเทศมหาอำนาจในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, อริยะ จินะเป็งกาศ
อัตลักษณ์ความเป็นชาติของประเทศรอบนอกกับการครอบงำของประเทศมหาอำนาจในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, อริยะ จินะเป็งกาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดประสงค์ของงานวิจัยคือเพื่อศึกษาอัตลักษณ์ความเป็นชาติของประเทศรอบนอกที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือแสดงจุดยืนทางวัฒนธรรม หรือเพื่อต่อรองทางอำนาจกับประเทศใจกลางซึ่งเป็นมหาอำนาจ โดยใช้ทฤษฎีระบบโลกของเอ็มมานูเอล วอลเลอสไตน์มาอธิบายความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตัวบทบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาคือ The Windup Girl (2010) Lagoon (2014) และ Plum Rains (2018) จากการศึกษาวิจัยตัวบททั้งสามเล่ม ค้นพบว่าอัตลักษณ์ความเป็นชาติในประเทศรอบนอกมักถูกกำหนดโดยรัฐ แฝงไปด้วยอคติทางความเชื่อและศาสนา และยังถูกใช้เป็นนโยบายเพื่อกีดกันคนในชาติไม่ให้เข้าถึงทรัพยากร ใน The Windup Girl รัฐบาลไทยใช้อัตลักษณ์ความเป็นชาติเพื่อเป็นเครื่องมือในการตัดขาดจากระบบทุนและความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจเพื่อรักษาสารัตถะของความเป็นชาติไว้ ส่วนโลกอนาคตอันใกล้ของ Lagoon ทำให้เห็นว่าอัตลักษณ์ความเป็นชาติของประเทศไนจีเรียเกิดจากการผสมผสานของทรัพยากรธรรมชาติและประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ไนจีเรียใช้ต่อรองกับระบบทุนนิยมโลก และช่วยขยายอำนาจจากศูนย์กลางออกไปสู่ประชาชนในประเทศ และสุดท้าย Plum Rains แสดงให้เห็นว่าอัตลักษณ์ความเป็นชาติถูกกำหนดโดยปัจเจก และไม่ยึดโยงกับความเป็นชาติทั้งในเชิงพื้นที่ รัฐ หรือคนหมู่มากอีกต่อไป นอกจากนี้ บทบาทของตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ซึ่งมักปรากฏในบันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ยังได้เข้ามาช่วยรื้อฟื้นอัตลักษณ์ความเป็นชาติในโลกอนาคตที่มีการครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจและแนวคิดเสรีนิยมสมัยใหม่ การอยู่ร่วมกันของตัวละครที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ยังทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความเป็นสารัตถะของชาติและเชื้อชาติว่า สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษย์หรือไม่ในวิกฤตยุคโลกาภิวัตน์และการขาดแคลนของทรัพยากร และยังแสดงให้เห็นว่าอัตลักษณ์ความเป็นชาติในอนาคตอันใกล้ไม่ได้มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเสมอไป
แนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติสมัยใหม่ในนวนิยายกำลังภายในแนวสืบสวนสอบสวนของกู่หลง, จิรายุทธ์ หรรษาพันธุ์
แนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติสมัยใหม่ในนวนิยายกำลังภายในแนวสืบสวนสอบสวนของกู่หลง, จิรายุทธ์ หรรษาพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติสมัยใหม่ในนวนิยายกำลังภายในชุดฉู่หลิวเซียงและชุดลู่เสี่ยวเฟิ่งของกู่หลงในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึงต้นทศวรรษที่ 1980 โดยศึกษาบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของบริบทต่าง ๆ กับแนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติที่ตัวละครเอกจอมยุทธ์เป็นตัวแทน จากการศึกษาพบว่าตัวละครเอกจอมยุทธ์นำเสนอแนวคิดที่สำคัญสำหรับการบ่มเพาะพลเมืองสมัยใหม่ในรัฐประชาชาติสมัยใหม่ อาทิ เหตุผลนิยม การปกครองด้วยกฎหมาย ความเป็นปัจเจกบุคคลและเสรีภาพผ่านปฏิสัมพันธ์กับตัวละครจอมยุทธ์อื่นที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่สมาทานกับแนวคิดเหล่านี้ อย่างไรก็ตามการนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ผ่านการกระทำของตัวละครเอกจอมยุทธ์ไม่มั่นคง ไม่ต่อเนื่องและมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ ความลักลั่นย้อนแย้งของตัวละครเอกจอมยุทธ์แสดงให้เห็นถึงการปะทะสังสรรค์ระหว่างแนวคิดสมัยใหม่จากตะวันตกกับแนวคิดดั้งเดิมของจีนในกระบวนการทำให้ทันสมัย นอกจากนี้การเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ ของตัวละครเอกจอมยุทธ์ยังทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นพื้นที่ของชาวจีนฮั่น รวมทั้งสร้างเขตแดนของอาณาจักรของชาวจีนฮั่นที่คล้ายคลึงกับเส้นเขตแดนของสาธารณรัฐจีน รัฐประชาชาติสมัยใหม่ที่พรางตัวอยู่ในตัวบทนี้เป็นจักรวรรดิที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีหลายชาติพันธุ์ โดยที่ชาวจีนฮั่นเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุด ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดชาตินิยมของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันภายใต้การนำของพรรคก๊กมินตั๋ง
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีปาร์ตี้แวร์สำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นเอเชีย จากทุนวัฒนธรรมผ้าเขียนเทียนชาติพันธุ์ม้ง, ณัฏฐ์กฤตา บัวคล้ายรัตนชัย
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีปาร์ตี้แวร์สำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นเอเชีย จากทุนวัฒนธรรมผ้าเขียนเทียนชาติพันธุ์ม้ง, ณัฏฐ์กฤตา บัวคล้ายรัตนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีปาร์ตี้แวร์สําหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นเอเชีย จากทุนวัฒนธรรมผ้าเขียนเทียนชาติพันธุ์ม้ง มุ่งศึกษาทุนวัฒนธรรมด้านสิ่งทอและศิลปะในการสร้างลวดลายบนผืนผ้าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางในการสร้างตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์ (Partywear) สำหรับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอเชีย (Generation Asia) จากการออกแบบแนวคิดรูปทรงเรขาคณิต (Geometric Art) กระบวนการที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ กระบวนการวิจัยเชิงปริมาณ และการออกแบบผลงานสร้างสรรค์ ผลจากการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอเชียเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีความสำคัญในตลาดสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสินค้าที่เกี่ยวข้องและสะท้อนอัตลักษณ์พื้นถิ่นในรูปแบบที่ทันสมัยตามกระแสนิยม (2) กลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอเชียให้ความสนใจสินค้าจากทุนวัฒนธรรมผ้าเขียนเทียนชาติพันธุ์ม้ง โดยใช้แนวคิดการออกแบบเรขาคณิตซึ่งเป็นการลดทอนรูปแบบลวดลายที่มีมาในอดีต และพัฒนาให้เข้ากันกับรูปแบบเสื้อผ้าในยุคสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การพัฒนาลวดลายจากแนวคิดเรขาคณิตนั้น ผู้วิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาลวดลายใหม่เพื่อใช้สำหรับเทคนิคการผลิตผ้าด้วยกระบวนการปั๊มเทียน ผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชั่นเอเชียเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มเจเนอเรชั่นวายและให้ความใส่ใจในทุนวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้อย่างมีนัยสำคัญว่ากลุ่มเป้าหมายเจอเนอเรชั่นเอเชีย ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนารูปแบบทุนวัฒนธรรมพื้นถิ่นให้มีความทันสมัย
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายลำลองสำหรับกลุ่มอัลฟ่าเจเนอเรชันภายใต้แนวคิดความยั่งยืนแบบเอมทิเนส, ธัญชนิต นฤปจาตุรงค์พร
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายลำลองสำหรับกลุ่มอัลฟ่าเจเนอเรชันภายใต้แนวคิดความยั่งยืนแบบเอมทิเนส, ธัญชนิต นฤปจาตุรงค์พร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาทางด้านกายภาพของเด็กส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการออกแบบสร้างสรรค์รูปแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กด้วยนวัตกรรมการออกแบบที่สามารถขยายได้ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นเองจากกลุ่มผู้บริโภคจำนวน 71 คน ข้อมูลการแต่งกายของกลุ่มผู้บริโภคด้วยเทคนิค Paper doll data set เพื่อเก็บรวมรวมข้อมูลรูปภาพและวิเคราะห์องค์ประกอบการแต่งกายที่ใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์ ทดลองสร้างเทคนิค รายละเอียดตกแต่งภายใต้แนวคิดการออกแบบที่สามารถขยายได้ จากการศึกษาพบว่าในการออกแบบคอลเลกชันเครื่องแต่งกายกลุ่มอัลฟ่าเจเนอเรชันต้องคำนึงถึงรูปแบบการแต่งกายและความต้องการของกลุ่มมิลเลนเนียลส์เจเนอเรชัน ผู้ที่มีอิทธิพลในการเลือกซื้อเครื่องแต่งกายให้กับกลุ่มอัลฟ่าเจเนอเรชัน โดยมีองค์ประกอบการตัดสินใจซื้อคือรูปแบบของการออกแบบดังนี้ 1) รูปแบบเครื่องแต่งกาย นิยมรูปแบบเรียบง่าย หรือแบบมินิมอล และรูปแบบสตรีท 2) รูปแบบโครงร่างเงาของเครื่องแต่งกาย นิยมรูปแบบทรงตรง หรือ I-Line และรูปแบบทรงเอ หรือ A-Line 3) รูปแบบสีของเครื่องแต่งกาย นิยมสีพาสเทล และสีสดใส 4) รูปแบบของการออกแบบเครื่องแต่งกายด้านการใช้สอยที่ได้รับความสนใจคือรูปแบบการปรับขยายตามสัดส่วนของร่างกาย รูปแบบการปรับเปลี่ยนได้ และรูปแบบการถอดประกอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมการออกแบบที่สามารถขยายได้ตามสัดส่วนของร่างกาย จากการทดลองสร้างสรรค์เทคนิครายละเอียดตกแต่งพบว่าการถัก ด้วยรูปแบบ Accordion Pleat มีการยืด หด ขยายได้ดีที่สุด ประกอบกับการเลือกใช้วัสดุ Eco Vero ที่ไม่ผสมกับวัสดุอื่นในการถัก ส่งผลให้มีผิวสัมผัสที่นิ่ม นุ่ม น้ำหนักเบา เนื้อผ้ามีความเย็นสบาย อีกทั้งขนาดเส้นด้ายที่เล็กและไม่ฟูเป็นขุยง่าย เหมาะสมกับการนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กที่สามารถขยายได้
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแอกทีฟสตรีทแวร์ สำหรับกลุ่มซีเนียล เจเนอเรชั่น ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเรดิโอฟรีเควนซี่ ไอเดนทิฟิเคชั่น, เทรคเกอร์ เอลเดอลี และการออกแบบฟังก์ชั่นนอลแฟชั่น, วรัญตรี ฉลาดสุนทรวาที
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแอกทีฟสตรีทแวร์ สำหรับกลุ่มซีเนียล เจเนอเรชั่น ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเรดิโอฟรีเควนซี่ ไอเดนทิฟิเคชั่น, เทรคเกอร์ เอลเดอลี และการออกแบบฟังก์ชั่นนอลแฟชั่น, วรัญตรี ฉลาดสุนทรวาที
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการสร้างสรรค์สินค้านวัตกรรมเครื่องแต่งกายแอกทีฟสตรีทแวร์ (Active Street wear) สำหรับกลุ่มซีเนียลเจเนอเรชั่น (Zennials Generation) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาแนวทางในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายแอกทีฟสตรีทแวร์ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเรดิโอฟรีเควนซี ไอเด็นทิฟิเคชัน เทรคเกอร์ เอลเดอลี และหลักการออกแบบฟังก์ชันนอลแฟชั่น (2) หาแนวทางในการสร้างสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแอกทีฟสตรีทแวร์ สำหรับตลาดกลุ่มเป้าหมาย ซีเนียล เจเนอเรชัน โดยศึกษาข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ รวมถึงการศึกษาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับปัจจัยเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แบ่งกรอบการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) ข้อมูลด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเรดิโอฟรีเควนซี ไอเด็นทิฟิเคชัน เทรคเกอร์ เอลเดอลี และหลักการแนวคิดฟังก์ชันนอลแฟชั่นดีไซน์ ร่วมกับเครื่องแต่งกายแฟชั่น (2) ข้อมูลด้านตลาดสินค้าแฟชั่นประเภท แอกทีฟสตรีทแวร์ ประกอบ กลุ่มผู้บริโภค ซีเนียล เจเนอเรชัน (3) ข้อมูลด้านการออกแบบสร้างสรรค์การออกแบบสินค้าแฟชั่นแอกทีฟสตรีทแวร์ ร่วมกับแนวทางการออกแบบสินค้าแฟชั่นจากแนวโน้มแฟชั่นฤดูร้อนปี 2022 ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้แบบสอบถามออนไลน์กับกลุ่มตัวอย่างคนไทยจำนวน 400 คน มีผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ตามกรอบการศึกษา พบว่า (1) รูปแบบเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับการประยุกต์เทคโนโลยีฯ นั้น คือลักษณะโครงร่างที่ไม่แนบเนื้อหรือเป็นทรงหลวม มีรายละเอียดจำเพาะที่มีกรอบพื้นที่กว้างโดยประมาณ 1 – 2 ตารางเซ็นติเมตร บริเวณที่เหมาะสมกับการฝังแผงวงจรหรือชิพ ได้แก่ ส่วนของบริเวณเครื่องแต่งกายที่เป็นแถบ เช่น ขอบชาย ส่วนสาบ หรือ กระเป๋าเสื้อ โดยการวัดแคลอรีในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายของเทรคเกอร์ เอลเดอลี จะเป็นจุดขายสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ให้กับกลุ่มสินค้าใหม่ (2) กลุ่มซีเนียล เจเนอเรชันในงานวิจัยของตราสินค้าใหม่ คือกลุ่มที่มีความชื่นชอบการใช้เทคโนโลยีร่วมกับการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ โดยมีราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและระดับชั้นของตราสินค้าอยู่ในระหว่างช่วงราคา 2,000 – 10,000 บาท แบ่งออกเป็นช่วงราคาของกลุ่มสินค้าเบสิกและกลุ่มสินค้าทำซ้ำจะอยู่ระหว่าง 2,000 – 5,000 บาท กลุ่มสินค้าแฟชั่นเหมาะสมในช่วงราคา 5,000 บาทขึ้นไป มีช่องทางการจัดจำหน่ายประกอบไปด้วยทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งตราสินค้าทอมมี ฮิลฟิงเกอร์ (Tommy Hilfiger) และตราสินค้าเวกิ้งบี (Wakingbee) …
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษจากนวัตกรรมเส้นใยสาหร่ายในนากุ้ง สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดซีโร่เวสท์, มงคล อิงคุทานนท์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษจากนวัตกรรมเส้นใยสาหร่ายในนากุ้ง สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดซีโร่เวสท์, มงคล อิงคุทานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายบุรุษ จากนวัตกรรมเส้นใยสาหร่ายในนากุ้ง สำหรับกลุ่มที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดซีโร่เวสท์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการสร้างมูลค่าสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตรสาหร่ายในนากุ้ง ให้เป็นนวัตกรรมวัสดุทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG การวิจัยในครั้งนี้จัดทำขึ้นด้วยวิธีการวิจัยเชิงทดลอง และเชิงคุณภาพ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 2 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาแนวคิดทฤษฎีแนวคิดที่เกี่ยวข้อง คุณลักษณะ และคุณสมบัติของวัสดุ ขั้นตอนที่ 2 การทดลองการแปรรูป จากการศึกษาพบว่าสาหร่ายในนากุ้งเป็นวัชพืชตามธรรมชาติที่พบมากในเกษตรกรรมการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Microspora sp. มีเส้นสายไม่แตกแขนง เซลล์เรียงกันเป็นชั้นเดียว เซลล์มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกผนังเชลล์หนาแบ่งเป็นชั้นๆ และผนังตามยาวมีลักษณะเป็นตัว H ช้อนกัน มีคลอโรพสาสต์อยู่ข้างเซลล์รูปร่างคล้ายตาข่าย ด้วยลักษณะทางกายภาพของสาหร่ายในนากุ้งมีความเป็นเส้นใยจำนวนมากคล้ายเส้นผม เส้นใยมีความเหนียว เงา มีสีเขียวอ่อน และเข้ม เส้นใยมีความนุ่มใกล้เคียงกับขนสัตว์ ในการแปรรูปสาหร่ายในนากุ้งจำเป็นที่จะต้องล้างทำความสะอาด ตากให้แห้ง และตีเส้นใยให้ฟูเพื่อง่ายต่อการนำมาปั่น และทอผสมกับเส้นใยฝ้าย ด้วยการทดลองอัตราส่วนของเส้นใยสาหร่าย:เส้นใยฝ้าย 3 อัตราส่วน โดยอัตราส่วน 30:70 เส้นใยสามารถยึดเกาะกันได้ดีสิ่งทอที่ได้มีความแข็งแรง 50:50 เส้นใยสามารถยึดเกาะกันได้ปานกลางสิ่งทอที่ได้มีความแข็งแรงปานกลาง 70:30 เส้นใยสามารถยึดเกาะกันได้ค่อนข้างยากขาดง่าย สิ่งทอที่ได้มีความแข็งแรงข้อนข้างน้อย ซึ่งคุณสมบัติของแต่ละอัตราส่วนสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยแตกต่างตามความเหมาะสม เช่น 30:70 เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ 50:50 เหมาะสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ 70:30 เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่ง สาหร่ายในนากุ้งจึงเป็นวัสดุทางเลือกที่สามารถมาใช้ในการผลิตเครื่องแต่งกายแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ทำให้เกิดความน่าสนใจ และความจำเพาะของผลิตภัณฑ์ โดยสิ่งทอที่ได้นอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าจากสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตร แล้วยังเป็นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีสิ่งใดเหลือทิ้ง
“มาตุยะ เมตตา” การสร้างสรรค์ละครรำชวาจากเรื่องพระลอ, โอกี บิมา เรซ่า อาฟริตา
“มาตุยะ เมตตา” การสร้างสรรค์ละครรำชวาจากเรื่องพระลอ, โอกี บิมา เรซ่า อาฟริตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ละครรำชวา โดยการนำบทละครรำของไทย มาทดลองทำการจัดแสดงเป็นนาฏกรรมข้ามวัฒนธรรมจากไทยสู่อินโดนีเซีย โดยเลือกบทละครรำเรื่อง พระลอ ตอนเสี่ยงน้ำ มาเป็นต้นแบบในการศึกษาทดลองแปลงเป็นละครรำ เซินดราตารี ของราชสำนักยกยาการ์ตา เนื่องจากละครรำทั้งสองนี้มีองค์ประกอบการแสดงและมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน และมี วายังกุลิต คือหนังชวาซึ่งคล้ายหนังตะลุงก็นำมาแสดงในส่วนที่ต้องการดำเนินเรื่องที่เป็นมายาการ การแสดงใช้เวลาการแสดง 25 นาที แสดงนำโดยตัวละครสำคัญสองตัวคือพระลอกับพระนางบุญเหลือ คือมารดาของพระลอ มีการประพันธ์บทเป็นภาษาอินโดนีเซีย จึงตั้งชื่อการแสดงตอนนี้ว่า มาตุยะ เมตตา แปลว่า ความรักของมารดา ใช้วงดนตรี เครื่องแต่งกายและการรำตามจารีตของราชสำนักยกยาการ์ตา โดยแทรกท่ารำทำบทของไทยในบางแห่งที่เหมาะสมเพื่อให้มีกลิ่นอายของไทย ผลการวิจัยพบว่าการทดลองสร้างสรรค์ละครรำชวาเรื่อง พระลอ ตอน มาตุยะ เมตตา ได้ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้ร่วมงานและคนดู ทั้งฝ่ายไทยและอินโดนีเซีย ได้รับความรู้ความเข้าใจ ความพึงพอใจและให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้เป็นเพราะวัฒนธรรมและจารีตการแสดงละครรำแบบราชสำนักของไทยและของยกยาการ์ตาคล้ายคลึงกันมาก ทั้งโดยเนื้อเรื่อง บุคลิกลักษณะของตัวละคร ประเพณีและความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ตลอดจนการร้อง การรำ การดำเนินเรื่อง จึงทำให้การแสดงข้ามวัฒนธรรมเป็นไปได้ด้วยดี จึงสมควรมีการทำวิจัยทดลองสร้างสรรค์เช่นนี้เพื่อต่อยอดให้เสร็จสมบูรณ์ตามท้องเรื่องของพระลอ และสามารถนำแนวทางจากข้อค้นพบในวิทยานิพนธ์นี้ไปพัฒนาและทดลองสร้างสรรค์นาฏกรรมข้ามวัฒนธรรมชาติอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อความก้าวหน้าของวงวิชาการนาฏยศิลป์ต่อไปในอนาคต
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์สำหรับกลุ่มเฟมบอย จากสีเกล็ดประกายมุกจากเปลือกเพอร์นา วิริดิส ด้วยแนวคิดสุนทรียศาสตร์แคมป์, ศุภากร มั่งคั่ง
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์สำหรับกลุ่มเฟมบอย จากสีเกล็ดประกายมุกจากเปลือกเพอร์นา วิริดิส ด้วยแนวคิดสุนทรียศาสตร์แคมป์, ศุภากร มั่งคั่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์สำหรับกลุ่มเฟมบอยจากสีเกล็ดประกายมุกจากเปลือกเพอร์นา วิริดิส ด้วยแนวคิดสุนทรียศาสตร์แคมป์ เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายในโอกาสงานสังสรรค์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว ร่วมกับการใช้แนวคิดสุนทรียศาสตร์แคมป์ ท่ามกลางกระแสนิยมแฟชั่นไร้เพศในปัจจุบัน รวมถึงการหาแนวทางการออกแบบสินค้าแฟชั่นที่ตอบรับแนวคิดแฟชั่นยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปขยะจากอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย ในรูปแบบการพัฒนาต่อยอดเกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่สู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ร่วมกับกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์คอลเลคชันเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ผู้วิจัยศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเฟมบอยผ่านการใช้เครื่องมือแบบสอบถาม จำนวน 50 คน พบว่า เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่วงวัย 24 – 29 ปี หรือกลุ่มเซนเนียล ผู้มีอัตลักษณ์ทางเพศจำเพาะ มีความเป็นตัวของตัวเอง และต้องการแสดงจุดยืนทางสังคมอย่างชัดเจนผ่านการแสดงออกทางการแต่งกายที่ท้าทายขนบสังคม ให้ความสนใจในการเข้าสังคมผ่านรูปแบบงานสังสรรค์ และให้ความสำคัญในการเลือกสวมใส่เครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์ที่มีประกายระยิบระยับ ร่วมกับการใช้รายละเอียดตกแต่งบนเสื้อผ้าที่เสริมบุคลิกภาพของตน นอกจากนี้ยังให้ความสนใจในแนวคิดสุนทรียศาสตร์แคมป์ในมิติความเริงรมย์ อันเป็นหนึ่งในแนวทางที่เผยถึงความงดงามอีกด้านที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมทางสังคม กล่าวถึงความงดงามในรูปแบบภาพอนาจาร ความพิศวง และลื่นไหลในเพศภาวะ ผลการวิจัยพบว่า เกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่นั้น สามารถใช้งานร่วมกับเทคนิคการทำบล็อกสกรีน เพื่อสร้างลวดลายบนเสื้อผ้าได้ดี เหมาะสำหรับโอกาสงานสังสรรค์เพราะให้ประกายแสงที่โดดเด่น และติดทน มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับการสกรีนสีกากเพชรเคมีทั่วไป จึงสามารถใช้เป็นทางเลือกใหม่ของการสกรีนสีกากเพชรบนเสื้อผ้าได้ ก่อให้เกิดแนวทางใหม่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นในรูปแบบของเกล็ดประกายมุกที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางธรรมชาติ ปลอดสารไมกา และลดต้นทุนการนำเข้ากากเพชรเคมีจากต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มแนวทางในการลดปัญหาขยะจากภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเลประเทศไทยได้เช่นกัน
นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน, กิตติพงษ์ อินทรัศมี
นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน, กิตติพงษ์ อินทรัศมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเพลงพื้นบ้าน(ภาคกลาง) จากกระบวนการสร้างชุดแบบฝึกทักษะการด้นสำหรับนักแสดงละครเพลงพื้นบ้าน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ภาพถ่าย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การสังเกตการณ์ การฝึกปฏิบัติ การสนทนากลุ่มย่อย นำมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาแนวทางการฝึกทักษะนักแสดง และดำเนินการทดลองใช้แบบฝึกหัดพัฒนาทักษะการด้น ตลอดจนดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ทดลองสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบละครเพลงพื้นบ้านจำนวน 5 ชุด ผลจากการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการแสดงละครเพลงพื้นบ้าน แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการให้ความรู้ หลักการ และแนวคิดการด้นในศิลปะการละครและเพลงพื้นบ้าน 2) ขั้นตอนการพัฒนาทักษะและทดลองแบบฝึกหัดการด้น แบ่งเป็นชุดแบบฝึกหัดการด้นในศิลปะการละคร จำนวน 5 ชุด คือ บทบาทสมมติ สถานการณ์คับขัน จำลองปะทะ นิทานอารมณ์ ส่องกระจกแล้วย้อนดูเรา และการด้นในเพลงพื้นบ้าน จำนวน 5 ชุด คือ ชื่อกับคำสัมผัส นิทานคล้องจอง สัญญะอวัยวะ สถานการณ์กลอนสด โครงเรื่องกับกลอนปฏิภาณ 3) ขั้นตอนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ4) ทดลองสร้างสรรค์การแสดงรูปแบบละครเพลงพื้นบ้านโดยใช้ทักษะการด้นร้องเพลงพื้นบ้านดำเนินเรื่องราว ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการฝึกทักษะการด้นเพลงพื้นบ้าน จำนวน 30 คน มี 2 คน สามารถร้องด้นได้อย่างแคล่วคล่อง และมีไหวพริบปฎิภาณ ปัจจัยหลักที่นักแสดงส่วนใหญ่ไม่สามารถร้องด้นได้อย่างแคล่วคล่อง คือทักษะการฟัง คลังคำ และความแม่นยำของฉันทลักษณ์
การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง, จิรพัทธ์ พานพุด
การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง, จิรพัทธ์ พานพุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาการแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง มีการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ รวมไปถึงการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และสรุปผลการวิจัย เพื่อให้เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญวงการนาฏยศิลป์ไทย ผลการวิจัยพบว่า ศาลาเฉลิมกรุงเป็นถาวรวัตถุที่มีอายุ 89 ปี เดิมเคยเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีความทันสมัยมาก เมื่อเข้ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องหยุดฉายหนัง และมีการนำละครเวทีขึ้นมาแสดงแทนชั่วคราว เมื่อสงครามจบลงหนังจึงกลับมาฉายดังเดิม ต่อมาในปี 2535 มีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ เป็นการบูรณะส่วนโครงสร้างสถาปัตยกรรม เวที ที่นั่งของผู้ชม และเทคนิคต่าง ๆ พร้อมการเปิดตัวอีกครั้งในฐานะเฉลิมกรุงรอยัลเธียเตอร์ในปี 2536 มีการแสดงคอนเสิร์ต เป็นเวทีประกาศรางวัล จัดการประกวดต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดการแสดง โขนจินตนฤมิตร ต่อมาได้จัดการแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุงขึ้น โดยในแต่ละปีจะจัดเนื่องในวโรกาสที่สำคัญ อาทิ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นต้น และในปัจจุบันได้จัดเป็นการแสดงโขนรอบนักท่องเที่ยว ผลการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุง แบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ 1) ภาพยนตร์ก่อนสงคราม 2) ละครเวทีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 3) ภาพยนตร์หลังสงคราม 4) โรงมหรสพระดับสากล 5) โขนศาลาเฉลิมกรุง จากการศึกษาของผู้วิจัยเห็นได้ชัดว่า แต่ละยุคมีทั้งการแสดงที่เหมือน และแตกต่างกัน อย่างเช่นยุคที่ 1 และ 3 จะมีการฉายภาพยนตร์เหมือนกัน และต่างกันอย่างยุคที่ 2 แสดงละครเวที ส่วนยุคที่ 5 แสดงโขน ปัจจัยแห่งการเปลี่ยนอันมีนัยสำคัญ กล่าวคือ การเกิดสงคราม และความนิยมสิ่งบันเทิงใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงโดยตรง แม้ว่าศาลาเฉลิมกรุงจะมีการปรับเปลี่ยนการแสดงอยู่ตลอดนั้นเพราะว่าต้องการที่จะให้การแสดงที่จัดอยู่ในการดูแลของศาลาเฉลิมกรุงมีความเท่าทันต่อความนิยมในแต่ละยุคสมัย และอีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือ เพื่อเป็นการแก้ไขสถานการณ์ และสภาวะการเปลี่ยนแปลงความนิยมสิ่งบันเทิงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งโรงมหรสพหลวงอันรวมประวัติศาสตร์การแสดง ณ ศาลาเฉลิมกรุงสืบไป
คุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม, จุฑาวัฒน์ โอบอ้อม
คุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม, จุฑาวัฒน์ โอบอ้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องคุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณูปการของเสรี หวังในธรรมด้านนาฏกรรม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสาร การสัมภาษณ์ สังเกตการณ์ผลงานนาฏกรรมที่เกี่ยวข้อง มานำเสนอในแบบการพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีขอบเขตศึกษาชีวิตและผลงานนาฏกรรมของอาจารย์เสรี หวังในธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จนถึง 2550 ผลการวิจัยพบว่าเสรี หวังในธรรมเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนนาฏศิลป ด้านดนตรีสากล พร้อมทั้งสนใจเรียนรู้และฝึกฝนวิชานาฏกรรมประเภทต่าง ๆ ท่านเข้ารับราชการในโรงละครแห่งชาติ กองการสังคีต กรมศิลปากร ได้สะสมประสบการณ์จากคุณครูและศิลปินผู้เชี่ยวชาญเป็นอันมาก ต่อมาจึงได้นำความรู้ความชำนาญนั้นมาสร้างสรรค์ผลงานทั้งโดยตัวท่านเองและร่วมกับผู้อื่น ได้แก่ การสร้างบท การแสดง การกำกับการแสดง การสร้างรายการใหม่ และการจัดแสดงนาฏกรรมในต่างประเทศ ผลงานนาฏกรรมของท่านเป็นทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาโดยการนำนาฏกรรมแบบประเพณีมาปรับปรุงด้วยหลักการให้ความรู้คู่ความบันเทิงเพื่อให้คนดูรุ่นใหม่นิยมและยังธำรงไว้ซึ่งนาฏยจารีต เสรีเป็นศิลปินนักวิชาการผู้มีความรู้และความชำนาญ ถึงพร้อมด้วยไหวพริบปฏิภาณ สามารถสร้างสรรค์อนุรักษ์และพัฒนางานนาฏกรรมแบบประเพณีให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าเสรี หวังในธรรม มีคุณูปการต่อวงการนาฏกรรม ในการสร้างการแสดงขึ้นใหม่ตามหลักนาฏยจารีต สร้างรายการแสดงใหม่ให้เป็นต้นแบบของการเพิ่มโอกาสและพื้นที่แสดง สร้างนาฏยศิลปินให้คนดูนิยมและติดตาม และสร้างคนดูให้นิยมนาฏกรรมแบบประเพณีต่อไปในอนาคต จึงได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ศิลปะการละคร) ประจำปี 2531
รำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช, ชวัลลักษณ์ วิเชียรแก้ว
รำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช, ชวัลลักษณ์ วิเชียรแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องรำโทนนกพิทิด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบกระบวนท่าและองค์ประกอบของรำโทนนกพิทิด โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการวิจัยภาคสนามเป็นหลัก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และข้อมูลจากเอกสารเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึก นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูล ผลการศึกษามีดังนี้ ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัฒนธรรมการละเล่นรำวงที่สืบทอดกันมา เนื่องจากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ส่งเสริมให้มีการเล่นรำโทนในหมู่ข้าราชการ ทหาร นายสร้วง จันทร์ชุม ทหารเกณฑ์กองหนุน จึงนำความรู้ประสบการณ์การรำและเพลงมาเผยแพร่ในพื้นที่กรุงชิง ต่อมาปี พ.ศ. 2484 ครูแนบ ล่องลือฤทธิ์ เป็นผู้มีทักษะพื้นฐานด้านการรำโนรา ได้เห็นและรับเอารำโทนจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาพัฒนาและเผยแพร่ จึงส่งผลต่อรูปแบบ องค์ประกอบและความเชื่อที่มีใกล้เคียงกับโนรา คือก่อนเริ่มการแสดงจะต้องทำพิธีไหว้ครู การแสดงเริ่มจากการร้องเพลงเชิญ ตามด้วยเพลงไหว้ครู และจบด้วยเพลงลา มีกระบวนท่ารำที่ใช้แบบท่ามาจากท่าโนราและการตีบท เพลงแต่งโดยอิงจากธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในตำบลกรุงชิง โดยใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีหลัก เครื่องแต่งกายจะสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น โดยออกแบบตามภูมิปัญญาชาวบ้าน รำโทนนกพิทิดมาจากชื่อเพลงนกพิทิด เป็นเพลงเอกเน้นความตลกขบขัน ไม่เน้นความสวยงาม เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเกี้ยวพาราสีของนกพิทิดตัวผู้ที่มีต่อตัวเมีย (นกถึดทืด) จึงเรียกการละเล่นนี้ว่า “รำโทนนกพิทิด” และผู้วิจัยได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สามารถเป็นนาฎกรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน
ละครรำ เรื่อง พระสุริโยทัย, ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์
ละครรำ เรื่อง พระสุริโยทัย, ขวัญฟ้า ภู่แพ่งสุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง ละครรำเรื่อง พระสุริโยทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อนำประวัติสมเด็จพระสุริโยทัยมาสร้างสรรค์เป็นละครรำทางละครในเพิ่มขึ้นใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ด้วยการวิจัยแบบทดลอง จากการค้นคว้าเอกสารประวัติศาสตร์ สัมภาษณ์ ทดลองสร้างสรรค์ การวิพากษ์ จัดการแสดง และการประเมินสัมฤทธิ์ผล แล้วนำเสนอรายงานผลการวิจัยในแบบการพรรณนาวิเคราะห์ การวิจัยแบบทดลองสร้างสรรค์มีข้อปฏิบัติ 7 ประการดังนี้ 1. ศึกษาและนำเนื้อหาและบุคคลจากประวัติศาสตร์มาสร้างเป็นโครงเรื่อง สี่ฉากสำคัญที่เหมาะแก่การทดลองแสดงเป็นทางละครใน คือ ฉากลงสรงทรงเครื่อง ประคารม เกี้ยวพาราสี และตัดไม้ข่มนาม 2. แต่งบทและบรรจุเพลงให้เหมาะแก่การดำเนินเรื่อง บุคลิกตัวละครและการรำ 3. คัดเลือกผู้แสดงที่มีประสบการณ์ในการแสดงละครใน 4. เลือกสรรประยุกต์และออกแบบท่ารำกับกระบวนรำให้เหมาะแก่บุคลิกของตัวละคร 5. ปรับแปลงเครื่องแต่งกายยืนเครื่องและอุปกรณ์การแสดงบางรายการให้มีความสมจริงเชิงประวัติศาสตร์และความสะดวกในการรำ 6. ฝึกซ้อมและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในมิติต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ 7. จัดการแสดงและประเมินสัมฤทธิ์ผลจากผู้ร่วมงานทุกฝ่ายรวมทั้งผู้ดูและผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยทดลองสร้างสรรค์ครั้งนี้พบว่าการนำประวัติศาสตร์มาแสดงเป็นละครรำแนวละครในนั้นสามารถทำได้ดี เพราะเนื้อเรื่องและบุคคลที่นำมาทดลองเป็นวิถีชีวิตและวีรกรรมของพระราชวงศ์ที่คล้ายคลึงกันกับสาระของละครใน องค์ประกอบการแสดงตามจารีตละครในนั้นแม้จะมีความประณีตและเคร่งครัดในการปฏิบัติ หากทดลองสร้างสรรค์โดยผู้มีความรู้ความชำนาญในการประยุกต์ใช้อย่างรอบรู้และรอบคอบก็สามารถทำได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และข้อค้นพบใหม่ของการวิจัยทดลองสร้างสรรค์ฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้เกิดการวิจัยและพัฒนาด้านเนื้อหาและรูปแบบละครรำเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพของนาฏกรรมไทยสืบไป
การรำปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ, ณัฐปภัสร์ พิพิธกุล
การรำปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ, ณัฐปภัสร์ พิพิธกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการรําปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบ และองค์ประกอบการแสดง ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า การรําปะเรเรของชาวญัฮกุร จังหวัดชัยภูมิ แต่เดิมเป็นการรวมตัวของชาวบ้านร้องรําทําเพลงในยามว่างหลังการทํางาน จนมีการพัฒนามาเป็นการแสดง จากการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้มีการเผยแพร่วัฒนธรรม ทําให้ชาวญัฮกุรมีการจัดการแสดง ในปี พ.ศ. 2566 ได้นําการแสดงพื้นเมืองญัฮกุรผสมการแสดงพื้นเมืองอีสาน และท่าเลียนแบบของมนุษย์และสัตว์ โดยแบ่งรูปแบบการแสดงออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การแสดงบนเวที และการแสดงในขบวนแห่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และการละเล่น มีองค์ประกอบของการแสดง คือ ผู้แสดงอายุระหว่าง 10 - 60 ปี นิยมแสดงเป็นคู่ แต่งกายโดยใช้เสื้อพ็อก ผ้าถุงสีแดง สร้อยลูกเดือยและดอกไม้ติดผม มีการร้องเพลง ตีโทนประกอบ และการเปิดไฟล์ดนตรีพื้นบ้านอีสานกับการตีโทน ระยะเวลาการแสดงบนเวที 5 - 6 นาที ส่วนในขบวน 40 - 60 นาที แสดงในงานส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีแห่หอดอกผึ้ง โดยจะแสดงบนเวที ลานกว้างหรือเส้นทางในหมู่บ้าน โดยใช้หอดอกผึ้งจําลองหรืออุปกรณ์ตกแต่งรถแห่ในขบวนเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก มีท่ารำ 13 ท่า เริ่มรำท่าที่ 1 จนครบห้องเพลง แล้วเริ่มชุดท่ารําใหม่ตามลําดับจนจบการแสดงแถว 5 รูปแบบ ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาด้านนาฏยศิลป์ไทยเป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธมนวรรณ นุ่มกลิ่น
การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธมนวรรณ นุ่มกลิ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์หัวข้อ การแสดงพระราชทานประกอบบทขับร้องพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการออกแบบการแสดงพระราชทานประกอบบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 ผู้วิจัยใช้กระบวนการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนร่วมในงาน ตลอดจนสังเกตการณ์ และร่วมแสดงในงานดังกล่าว ผู้วิจัยพบว่าการแสดงงานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การบรรเลงวงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และการบรรเลงดนตรีไทยวงสายใยจามจุรี ประกอบบทพระราชนิพนธ์ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2565 มีทั้งหมด 12 ชุดการแสดง โดยในปี พ.ศ. 2559 - พ.ศ. 2565 ภาควิชานาฏยศิลป์ ได้รับมอบหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ดำเนินการออกแบบ และจัดการแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ รวมทั้งสิ้น 5 ชุดการแสดง การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ให้ความบันเทิง และแฝงข้อคิดเตือนใจผู้ชมให้นำไปปฏิบัติตนได้อย่างทันสมัยตลอดเวลา พระองค์ท่านโปรดให้ใส่สำเนียงเพลงออกภาษา ในการประพันธ์ดนตรี และทรงพระราชทาน พระราชวินิจฉัย ตลอดการแสดง แนวดนตรีเน้นการประพันธ์เพลง ร่วมสมัย ผสมผสานเพลงไทยเดิมของโบราณกับประพันธ์ขึ้นใหม่ ร่วมกับวงดนตรีสากล ซียูแบรนด์ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ ตีความตามบท และเลือกนำเสนอในฉากที่มีเนื้อหาโดดเด่น มีทั้งการแสดงทั้งเรื่อง ได้แก่ นเรนทราทิตย์ : วีรกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม การแสดงบางช่วง ได้แก่ เพลงภาษาพาสนุก และรูปสลักหินวีรบุรุษโบราณ การแสดงระบำตอนท้าย ได้แก่ เที่ยวไปในแดนชวา การออกแบบท่ารำประกอบการแสดง มีทั้งรำใช้บท และสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นใหม่ โดยทุกขั้นตอนการสร้างงานอยู่ในพระราชวินิจฉัย และการกำกับของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยตลอด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีพระเมตตาพระราชทานบทพระราชนิพนธ์ และการแสดงประกอบ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพอันสูงยากที่จะเปรียบได้ การแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์นับว่ามีคุณค่าทางด้านวิชาการ การดำเนินชีวิต และสามารถนำข้อคิดไปพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา อย่างไม่ล้าสมัย
พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี, ธีวรา วิโนทกะ
พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี, ธีวรา วิโนทกะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี โดยมีขอบเขตของการศึกษาในครั้งนี้คือ พัฒนาการของการแสดงในงานพระนครคีรี ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 34 (ปี พ.ศ. 2529-2563) โดยศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า การแสดงในงานพระนครคีรีมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยยังยึดการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรีเป็นหลัก รูปแบบของการแสดงที่พบในงานพระนครคีรี คือ 1) โขน 2) ละคร 3) รำ 4) ระบำ 5) การแสดงพื้นบ้าน 6) การแสดงสร้างสรรค์ 7) การแสดงดนตรี 8) มหรสพต่าง ๆ โดยการแสดงจะปรากฏอยู่ในจุดต่าง ๆ ภายในงานพระนครคีรี ซึ่งผู้วิจัยจำแนกพัฒนาการของศิลปะการแสดงออกเป็น 3 ช่วง โดยแบ่งจากหน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการจัดการแสดงและรูปแบบการแสดงที่ถูกปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี คือ ช่วงที่ 1 พ.ศ. 2529-2548 ยุคทดลอง ช่วงที่ 2 พ.ศ. 2549-2557 ยุคพัฒนา ช่วงที่ 3 พ.ศ. 2558-2563 ยุคปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ถือเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเพชรบุรี รวมไปถึงยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจจะศึกษาต่อไป
นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน, นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์
นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน, นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานของภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า ชีวิตและผลงานของภัทราวดีแบ่งได้เป็น 7 ช่วงคือ (1)สั่งสมศิลปวัฒนธรรมและนาฏยศิลป์ไทยจากการเรียนและประสบการณ์ในครอบครัว (2)จากการเรียนและการแสดงในต่างประเทศ (3)การซึมซับและแสวงหาความแปลกใหม่จากการมองต่างมุมในวงการแฟชั่น (4)การสร้างความชำนาญด้วยการเข้าสู่วงการแสดงอาชีพ (5)การสร้างอาชีพการแสดงของตนเอง (6)การสร้างนักแสดงรุ่นใหม่กับแนวคิดใหม่ๆด้วยโรงเรียนการแสดงและโรงละครซึ่งเป็นพื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ (7)สร้างแนวคิดและวิธีแสดงใหม่ด้วยการนำคุณค่าของเนื้อหารูปแบบและจารีตเดิมมาศึกษาพัฒนาจนเกิดเป็นมิติใหม่ในวงการนาฏกรรมไทย จากการวิเคราะห์ผลงานตัวอย่าง 8 เรื่องพบว่า นาฏยวิถีของภัทราวดี มีชูธน มี 10 ประการดังนี้ (1)การสร้างสรรค์โดยทำให้แตกต่างจากการแสดงจารีตเดิม (2)การใช้ปัจจัยสากลมาผสมผสานกับ"รากไทย" (3)การสร้างเนื้อหาจากวรรณกรรม เหตุการณ์ในชีวิตจริงและปัญหาสังคมรวมถึงธรรมะมาพัฒนาเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ (4)การดำเนินเรื่องโดยนำสารเดิมมาตีความใหม่ด้วยมุมมองใหม่อย่างมีเหตุผล (5)การยึดหลักความสมจริงตามธรรมชาติของมนุษย์สอดคล้องกับความเป็นจริงตามธรรมชาติของโลก (6)การทำงานด้วยประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้ร่วมงานทำให้เกิดคุณภาพในการสร้างงาน (7)การคำนึงถึงความประหยัดแต่ทรงคุณค่าทางศิลปกรรม (8)การประยุกต์ใช้พหุวัฒนธรรมโดยดำรงคุณค่าเดิมไว้ในผลงานใหม่ (9)การสร้างงานที่คำนึงถึงภูมิธรรมของคนดูเป็นหลัก (10)การสร้างงานที่สอดคล้องกับพุทธธรรมที่ว่าด้วยปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ ผลวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาเพื่อศึกษาชีวิตและผลงานของศิลปินผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ ๆ ในวงการนาฏกรรมต่อไป
แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย, พหลยุทธ กนิษฐบุตร
แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย, พหลยุทธ กนิษฐบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง แนวคิดการเขียนหน้าและการแต่งหน้าในนาฏกรรมไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การมีส่วนร่วม ผลวิจัยพบว่า หน้ามีความสำคัญในการแสดงอัตลักษณ์ของมนุษย์ดังปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนทั่วโลก มนุษย์นิยมแต่งหน้าเพื่อความงดงามของตนและการแต่งหน้าเพื่อสร้างบุคลิกของตัวละคร ส่วนการเขียนหน้าเสริมจากการแต่งหน้าในนาฏกรรมก็เพื่อเน้นบุคลิกตัวละครตามจารีตนาฏยศิลป์ ได้แก่ กถักฬิของอินเดีย อุปรากรจีน คาบูกิของญี่ปุ่น และวายังวองของอินโดนีเซีย กับการแต่งหน้าและเขียนหน้าในนาฏกรรมไทยอันได้แก่ พระ นาง ยักษ์ และอมนุษย์ต่าง ๆ นั้น การวิจัยพบว่าแนวคิดนี้เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกผู้แสดงที่มีรูปหน้ามีสัดส่วนใกล้เคียงกับใบหน้าของตัวละคร จากนั้นก็แต่งหน้าเพื่อเพิ่มและลดส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ส่วนของใบหน้าตามหลักสากลให้ได้ใกล้เคียงกับเค้าหน้าของตัวละครให้มากที่สุด โดยทำการรองพื้นผิวหน้าด้วยครีมและแป้งฝุ่นสีต่าง ๆ เพื่อแรเงาปรับส่วนนูนและส่วนลึกของใบหน้าจนได้เค้าหน้าที่ต้องการเมื่อพิจารณาจากแสงไฟในมุมต่าง ๆ และขั้นสุดท้ายคือการบรรจงวาดเส้นลายกระหนกสีเข้มเพื่อเน้นส่วนต่างๆของใบหน้า อาทิ คิ้ว ตา ปาก คาง จอนหู และเพิ่มสัญลักษณ์เช่นอุณาโลมที่หว่างคิ้วเพื่อแสดงความเป็นเทพ กระบวนการเลือกรูปทรงของใบหน้า การแต่งเพื่อปรับรูปหน้าและการวาดเส้นบนส่วนต่างๆของหน้า ยังต้องสัมพันธ์กับรูปทรงสีสันของศิราภรณ์และพัสตราภรณ์ของตัวละครนั้นๆอีกด้วยจึงจะทำให้การแต่งหน้าและการเขียนหน้าในนาฏกรรมไทยสำหรับตัวละครนั้นๆมีผลสมบูรณ์ทุกประการ ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางในการวิจัยแนวทางสร้างเสริมความงามในนาฏกรรมไทยในมิติอื่นๆทางศิลปกรรมไทยต่อไปอย่างกว้างขวาง
แนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง, สุภาวดี โพธิเวชกุล
แนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง, สุภาวดี โพธิเวชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการรำละครไทยตัวพระผู้หญิง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ การทดลองและการสนทนากลุ่มย่อยประกอบกับประสบการณ์ของผู้วิจัยในการสอนรำไทยมากว่า 40 ปี สรุปผลการวิจัยด้วยรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ โดยศึกษาจากการฝึกทักษะเพลงช้าเพลงเร็ว(แบบเต็ม)และการสวมบทบาทเป็นตัวละคร(พระ)ในเรื่องอิเหนาของกรมศิลปากร ผลการวิจัยพบว่า ตัวพระผู้หญิงเริ่มเป็นตัวละครรำของหลวงในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและรับแสดงได้ทั่วไปในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน สำหรับการฝึกผู้หญิงให้เป็นตัวละครพระนั้นความสำคัญอยู่ที่การจัดระเบียบร่างกายที่ใช้ในการรำ 8 ส่วน ได้แก่ ศีรษะ ไหล่ ลำตัว แขน มือ นิ้วมือ ขาและเท้าให้ได้ในแบบของตัวละครพระตั้งแต่การทรงตัวตรงโดยกำหนด 5 จุดสำคัญของร่างกายได้แก่ กลางหน้าผาก ระหว่างอก สะดือและหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างให้อยู่แนวเดียวกัน หากอยู่ในท่าผสมเท้าไหล่ที่เอียงลงมาด้านข้างจะไม่เกินเข่าที่ยืน แต่หากเป็นการก้าวเท้าปลายไหล่ที่เอียงจะไม่เกินปลายเท้าที่ก้าวหรือที่ยืน ระดับมือสูงที่สุดอยู่ที่แง่ศีรษะส่วนระดับล่างสุดมือจะอยู่ด้านหลังประมาณสะโพกและหากมีการรวมมือเข้าหาลำตัวด้านหน้าต้องกันแขนให้มีช่องว่างระหว่างข้อศอกกับลำตัวอย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ในการเคลื่อนไหวให้ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่สะโพกลงไปต้องตั้งตรงและนิ่งไว้สามารถย่อให้เกิดเหลี่ยมมุมกว้างตรงเข่าและยืดตัวขึ้นได้โดยมีสามัญลักษณะเฉพาะของรำไทยคือการห่มตัวหรือที่เรียกว่า “ห่มเข่า” ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนท่ารำในขณะที่ร่างกายส่วนบนจะเอนไปทางขวาหรือซ้าย จากนั้นจึงเป็นการฝึกรำเพลงช้าและเพลงเร็ว ลา ซึ่งพบว่ามีองค์ความรู้ที่เป็นหลักการรำไทย 5 ประการ คือ 1.แบบท่าขององคาพยพในการรำ 2.รูปแบบโครงสร้างท่ารำหลักและท่ารำรอง 3.วิธีการเชื่อมท่ารำ 4.วิธีการเคลื่อนไหวอย่างรำไทยและ5.การใช้พลังในการรำไทย ขั้นต่อไปเป็นการฝึกรำตีบทเพื่อพัฒนาให้สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครพระในการแสดงละครรำประกอบด้วยทักษะการรำอย่างตัวพระผู้หญิงจากการรำเพลงช้าเพลงเร็วและวิธีการสวมบทบาทเป็นตัวละครด้วยการตีบทแบบมีและไม่มีเนื้อร้องในบทบรรยาย บทเจรจาและบทแสดงอารมณ์รวมถึงการใช้ใบหน้าร่วมกับท่ารำเพื่อสร้างอรรถรสในการชม แนวคิดการรำไทยนี้จึงนับเป็นรากฐานและคุณูปการแก่บุคลากรในงานวิทยาการและวิชาชีพศิลปะการแสดงในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, อดิศร มหาสัทธา
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ, อดิศร มหาสัทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่สะท้อนความรักของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกต และการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ ผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันนอกจากการครองคู่กันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงยังปรากฏการครองคู่กันระหว่างบุคคลเพศเดียวกันซึ่งจัดอยู่ในความหลากหลายทางเพศ การครองรักกันระหว่างผู้ชายกับผู้ชายได้ถูกเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสื่อความบันเทิงรูปแบบละครชุดหรือเรียกว่า “ซีรีส์วาย” ส่วนความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” ที่กล่าวถึงผู้เฒ่าจันทราผู้กำหนดชะตาชีวิตใช้ด้ายแดงเชื่อมโยงดวงจิตของ 2 คนให้ผูกพันธ์และรักกัน แม้ทั้งคู่สิ้นชีวิตลงไปเกิดในภพภูมิใหม่ด้ายแดงนี้ก็ยังเชื่อมโยงให้ทั้งคู่กลับมารักและครองคู่กัน ในประเทศไทยได้มีการนำความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” มาประพันธ์เป็นบทละครและสร้างขึ้นเป็น “ซีรีย์วาย” ผู้วิจัยได้นำข้อมูลการครองรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชายและนำแรงบันดาลใจจากความเชื่อเรื่อง “ด้ายแดง” มาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์เป็นนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยเรื่อง “ลิขิต” มีกระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 1) การสร้างแนวคิดเพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบการแสดง 2) การกำหนดโครงเรื่องโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง 3) การกำหนดตัวละครและคัดเลือกนักแสดง 4) การออกแบบดนตรี 5) การออกแบบลีลาท่าทาง 6) การออกแบบเครื่องแต่งกาย 7) การเผยแพร่การแสดง การแสดงเรื่อง “ลิขิต” เป็นการเปิดมิติใหม่สำหรับการทำความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะการครองคู่กันของบุคคลเพศเดียวกันผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ทางนาฏยศิลป์ เป็นหนึ่งในแนวทางการนำเสนอข้อมูลหรือความคิดอันเป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถสัมผัสรับรู้และเป็นที่เข้าใจได้
The Catholic Church Abuse Scandal In Ireland: Two Steps Forward, One Step Back By Pope Francis?, Augustine Pang, Eada Hogan, Igor Andrasevic
The Catholic Church Abuse Scandal In Ireland: Two Steps Forward, One Step Back By Pope Francis?, Augustine Pang, Eada Hogan, Igor Andrasevic
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
Purpose: Ireland is viewed as the shining base for Catholicism. That image is shattered as survivors revealed the abuse in the Magdalene Laundries and Mother and Baby Homes, and sexual abuse by priests. This study aims to examine image repair efforts by the Pope during his August 2018 visit. Design/methodology/approach: Examined against the Letter of His Holiness released days earlier, this study evaluates all the Pope's speeches during his visit to Ireland using the image repair theory (Benoit and Pang, 2008) as its theoretical lens. Findings: Pope Francis used the evasion of responsibility strategy to address the Magdalene Laundries and …
Examining Motivators That Influenced African American And Latinx Students To Degree Completion Of A Doctoral Program, Travis L. Stokes
Examining Motivators That Influenced African American And Latinx Students To Degree Completion Of A Doctoral Program, Travis L. Stokes
Theses and Dissertations
This applied dissertation was designed to provide an investigation of the motivators that influence African American and Latinx students to complete a doctoral program. There are numerous studies that show data on low enrollment and retention of this population. Further, there is ample evidence of attrition, but there is a need to hear their voices share the experiences of successful doctoral graduates from this population.
The researcher posited systemic racism in education caused low enrollment and graduation rates among African American and Latinx students. Then, an interview protocol was developed to elicit responses regarding what caused the persistence to complete …
Black Parent Advocacy And Educational Success: Lessons Learned On The Use Of Voice And Engagement, Mark Mcmillian
Black Parent Advocacy And Educational Success: Lessons Learned On The Use Of Voice And Engagement, Mark Mcmillian
Antioch University Dissertations & Theses
“The opportunity is there, this is what I think of when I think of role models, I think of my experience” (Anthony—a participant in this study—commenting on the effectiveness of advocating for his child). Black children encounter racism in American schools and parents need to advocate for them. The purpose of this qualitative study was to explore how Black parents developed and used their voice to advocate for their children in a predominantly White educational system with a history of racially disparate outcomes. Particularly, this study drew on the experiences of 15 participants, two men—one was a grandfather—and 13 women, …