Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- History (4566)
- Religion (3197)
- Social and Behavioral Sciences (3189)
- Creative Writing (3175)
- United States History (2232)
-
- Education (1953)
- Art and Design (1758)
- English Language and Literature (1756)
- American Studies (1680)
- Music (1464)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (1411)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (1036)
- Law (958)
- Philosophy (875)
- Christianity (864)
- Music Performance (798)
- Poetry (768)
- Sociology (750)
- Women's Studies (739)
- Higher Education (671)
- Nonfiction (594)
- Business (570)
- Medicine and Health Sciences (544)
- Digital Humanities (537)
- Film and Media Studies (529)
- Theatre and Performance Studies (525)
- Mormon Studies (511)
- Religious Education (497)
- Missions and World Christianity (496)
- Institution
-
- Association of Arab Universities (1153)
- University of Central Florida (1129)
- Denison University (1097)
- Brigham Young University (961)
- City University of New York (CUNY) (490)
-
- Liberty University (462)
- Georgia Southern University (424)
- Design Research Society (369)
- Dartmouth College (361)
- Northern Illinois University (336)
- College of the Holy Cross (297)
- Andrews University (285)
- Bridgewater State University (279)
- Chulalongkorn University (231)
- George Fox University (214)
- University of Northern Iowa (204)
- Rhode Island School of Design (193)
- Illinois State University (192)
- University of Alabama at Birmingham (190)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (189)
- University of Arkansas, Fayetteville (185)
- Southwestern Oklahoma State University (182)
- Dordt University (179)
- Al-Muthanna University (173)
- University of South Carolina (167)
- Claremont Colleges (166)
- University of Nebraska - Lincoln (164)
- Western Michigan University (164)
- Portland State University (163)
- Kutztown University (156)
- Keyword
-
- Poetry (368)
- Slavery (335)
- Oral history (320)
- Department of History (289)
- Transatlantic Slave Trade (287)
-
- African slave ship survivor (285)
- Music (208)
- History (206)
- Literature (187)
- Statesboro (165)
- Gender (162)
- English (160)
- Concert program--Iowa--Cedar Falls; (158)
- Art (157)
- Women (156)
- Deaf culture (143)
- Church work with the deaf -- Catholic Church (141)
- Deaf -- Periodicals (141)
- Hearing impaired (141)
- Pastoral care of people with disabilities (141)
- Fiction (132)
- Photography (132)
- Education (130)
- Religion (130)
- Johannes Schwalm Historical Association (126)
- COVID-19 (125)
- UAB (125)
- Foreign Mercenaries (124)
- Book of Mormon (123)
- German Settlers in Early America (123)
- Publication
-
- Exile (1072)
- Florida Historical Quarterly (1027)
- Midad AL-Adab Refereed Quarterly Journal (618)
- DRS Biennial Conference Series (367)
- Theses and Dissertations (352)
-
- Appalachia (316)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (306)
- 500 African Voices (284)
- Journal of International Women's Studies (243)
- African American Funeral Programs (230)
- Doctoral Dissertations and Projects (211)
- Jerash for Research and Studies Journal مجلة جرش للبحوث والدراسات (202)
- Masters Theses (196)
- School of Music Programs (173)
- Uruk Journal of Human Sciences (173)
- Music Recital Programs (158)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (154)
- Electronic Theses and Dissertations (146)
- Faculty Publications (140)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (139)
- Honors Theses (132)
- Palestine Technical University Research Journal (129)
- The John Carroll Review (128)
- BYU Studies (123)
- Publications and Research (108)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (108)
- .RAW Journal of Art and Design (103)
- Pastoral Liturgy (95)
- Fall 2022 (92)
- AWE (A Woman’s Experience) (91)
- Publication Type
Articles 20341 - 20370 of 20690
Full-Text Articles in Arts and Humanities
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแคมป์ปิ้งจังหวัดปราจีนบุรี, ธนกฤต ดิษยครินทร์
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแคมป์ปิ้งจังหวัดปราจีนบุรี, ธนกฤต ดิษยครินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแคมป์ปิ้งจังหวัดปราจีนบุรี วิธีการดําเนินการวิจัยโดย 1.การรวบรวมข้อมูล เกี่ยวข้อมูลจังหวัดปราจีนบุรี และธุรกิจลานกางเต็นท์ เพื่อนําข้อมูลมาหาอัตลักษณ์ให้กับโครงการ 2.กําหนดกลุ่มเป้าหมายทางกายภาพ และจินตภาพโดยให้กลุ่มเป้าหมายทําแบบสอบถามและผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์ 3.รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สื่อของกลุ่มเป้าหมายและวิเคราะห์แนวทางการใช้สื่อ 4.หาข้อมูลคําสําคัญ วิเคราะห์หาสารที่ต้องการจะสื่อ บุคลิกภาพ อารมณ์และชื่อแบรนด์ 5.วิเคราะห์ข้อมูลเทรนด์การออกแบบ และให้ผู้เชี่ยวชาญทําการประเมินแนวทางการออกแบบที่เหมาะสม สรุปผลวิจัยพบว่า กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์สําหรับการออกแบบเรขศิลป์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแคมป์ปิ้งจังหวัดปราจีนบุรี ได้สารที่ต้องการสื่อ คือ nature's symphony ส่วนบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Dynamic , Modern และ Calm แนวทางการออกแบบแอปพลิเคชันและอัตลักษณ์ที่เหมาะสมและสามารถให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวได้
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อเครื่องดื่มน้ำผสมวิตามินสำหรับสตรี, นริศรา เกียรติบุตร
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อเครื่องดื่มน้ำผสมวิตามินสำหรับสตรี, นริศรา เกียรติบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์เพื่อเครื่องดื่มน้ำผสมวิตามินสำหรับสตรีมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องดื่มน้ำผสมวิตามินที่เหมาะสมสำหรับสตรี ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงานวิจัย โดยการ 1.รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องดื่มน้ำผสมวิตามินและกลุ่มเป้าหมายสตรีจากวรรณกรรม บทความ งานวิจัย สื่อออนไลน์ 2. โดยนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมมาวิเคราะห์เพื่อทำแบบสอบถามกลุ่มเป้าหมายและการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกลุ่ม 3. จากนั้นจึงได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบ เพื่อได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบดังต่อไปนี้ สรุปผลวิจัยพบว่า 1.)สารที่ต้องการจะสื่อ คือ ปลดล็อคอิสระทางอารมณ์ บุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ HEALTHY (ถูกหลักอนามัย ดูสุขภาพดี) , CHIC (เก๋ เท่ ทันสมัยแบบผู้ดี) , PEACEFUL (สงบ สบาย) 2.) แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบอัตลักษณ์แบบ Typography With a Twist, ตัวอักษรแบบ SANS SERIF โทนสีบุคลิกภาพแบรนด์ ส้ม ฟ้า
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์สินค้าโปรตีนจากแมลงสำหรับเจเนอเรชัน ซี, ธนชาติ ครองยุติ
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์สินค้าโปรตีนจากแมลงสำหรับเจเนอเรชัน ซี, ธนชาติ ครองยุติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์ สินค้าโปรตีนจากแมลงสำหรับกลุ่ม Generation Z เพื่อต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูด รู้สึกอยากบริโภคและสร้างมุมมองเชิงบวกที่ดีต่อสินค้าโปรตีนจากแมลง วิธีการวิจัยแบบ Practise Base มีการดำเนินงานวิจัย 3 ขั้นตอนได้แก่ขั้นตอนแรกคือ การศึกษาข้อมูลและรวมรวบวรรณกรรมที่ เกี่ยวข้องกับแมลงกินได้และสินค้าโปรตีนจากแมลง ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย Gen Z ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการออกแบบสื่อโฆษณาด้วยทฤษฎี Rhetoric In Advertising ในขั้นตอนต่อมา ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาสรุปเพื่อนำไปสร้างเครื่องมือการวิจัยชุดที่ 1 เพื่อสอบถาม ความคิดเห็นกับกลุ่มเป้าหมายช่วงอายุ 19-22 ปี จากการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม จำนวน 21 คนและสร้างรูปแบบแบรนด์ ธุรกิจสินค้าโปรตีนจากแมลงขึ้นเพื่อหาผลลัพธ์ด้านกลยุทธ์ ขั้นตอนสุดท้าย ผู้วิจัยได้สร้างผลงานตัวต้นแบบ(Prototype) สำหรับเครื่องมือวิจัยชุดที่ 2 นำไปสอบถามข้อคิดเห็นกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อสรุปกลยุทธ์และสารที่ต้องการสื่อ(What to Communicate) สรุปผลตามวัตถุประสงค์ ของงานวิจัยพบว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เลือกสารที่ต้องการจะสื่อคือ “ความมันที่ถูกอัดแน่น” โดยมีข้อมูลสนับสนุน คือแมลงเป็นแหล่งอาหารทางเลือกที่อุดมไปด้วยโปรตีนให้รสสัมผัสที่ มันเวลาเคี้ยวซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในและวัยรุ่นก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนาน ซึ่งมีบุคลิกภาพของการสื่อสารคือ กระตือรือร้น (Active), มีความร่าเริง(Cheerful) และดูกระฉับกระเฉง(Energetic) มีแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์(Packaging Design) โดยใช้ “Creative Storytelling” ในการสร้างภาพประกอบบนตัวบรรจุภัณฑ์สินค้า ผสานเรื่องราวแมลงเข้ากับ Life-Style ของกลุ่ม Gen Z และการออกแบบสื่อโฆษณาด้วยรูปแบบ “Simile”
การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดปรัชญาแมว, ภาพิมล หล่อตระกูล
การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดปรัชญาแมว, ภาพิมล หล่อตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดปรัชญาแมว และศึกษาหากลยุทธ์ เพื่อเผยแพร่แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่ได้จากแนวคิดปรัชญาแมว ดําเนินวิธีการวิจัยโดย 1. ศึกษา และรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแนวความคิดปรัชญาแมว 2. วิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์และประเมินโดย ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์ วิเคราะห์ร่วมกับวรรณกรรมและเพื่อระบุแนวทางที่เหมาะสม สำหรับการออกแบบกลยุทธ์ของกรณีศึกษา 3. สร้างแบบสอบถามจากสารที่ต้องการจะสื่อ และกลยุทธ์การใช้สื่อ โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์ และใช้การกรองด้วยคําสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1. ค้นพบแนวทางและกลยุทธการออกแบบเรขศิลป์จากแนวความคิดปรัชญาแมว ได้แก่ การออกแบบอย่างละเอียดอ่อน การออกแบบอย่างเจริญสติ และ การออกแบบอย่างนอกขนบ 2. ค้นพบลักษณะต้นแบบบุคลิกทั้งหมด 5 แบบคือ แมวขี้ตกใจ เหมาะสมกับคำว่า นุ่มนวล สงบเสงี่ยม และ เงียบสงบ แมวนักกิจกรรม เหมาะสมกับคำว่า คล่องแคล่ว มีชีวิตชีวา และ เปิดเผย แมวจอมบงการ เหมาะสมกับคำว่า แรงกล้า ฟุ่มเฟือย และ เต็มไปด้วยกำลัง แมวตามใจฉัน เหมาะสมกับคำว่า มีการเคลื่อนไหว ไม่อ่อนน้อม และ อิสระ แมวเป็นมิตร เหมาะสมกับคำว่า เป็นมิตร น่าสัมผัส และ น่ารักใคร 3. แนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวความคิดปรัชญาแมวสำหรับการออกแบบคู่มือการออกแบบเรขศิลป์ ดูเป็นมิตร, ดูสงบ สบาย, ดูเป็นธรรมชาติ ได้สารที่ต้องการจะสื่อคือ 'การทำแบรนด์กับอาจารย์เซ็นขนนุ่ม'
การออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีกลไกการป้องกันตัว, รุจิกร รักพนาสุวรรณ
การออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีกลไกการป้องกันตัว, รุจิกร รักพนาสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สําหรับไลฟ์สไตล์แบรนด์ เพื่อค้นหากลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์โดยใช้แนวคิดกลไกการป้องกัน (Defense Mechanism) ขั้นตอนและการวิธีการวิจัยคือศึกษาและรวบรวมข้อมูลทฤษฏีกลไกป้องกัน (Defense Mechanism) ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์เพื่อตีความหมายของกลไกแต่ละแบบเป็นกลุ่มคํา จากนั้นได้ นําข้อมูลที่ได้มาทําแบบสอบถามเรื่องความสอดคล้องในการให้ความหมายของคำและทําการวิเคราะห์แนวโน้มในการออกแบบเรขศิลป์ปี2564 โดยใช้ผลงานที่ได้รางวัลจากงานออกแบบตัวอักษร (Typography)งานออกแบบภาพประกอบ (illustration trends) งานออกแบบภาพเคลื่อนไหว (Motion graphic) และสร้างชุดแบบสอบถามหาแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์จากกลไกการป้องกัน (Defense Mechanism) จากเทรนด์การออกแบบเป็นลำดับต่อมา สรุปผลการวิจัยพบว่า แนวโน้มในการออกแบบจากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวทางการออกแบบภาพประกอบคือ character design และแนวทางการออกแบบ illustration เทรนด์โดยให้การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกราฟิกดีไซน์และกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ความหมายกลไกการป้องกันตัวให้การตัดสินเรื่องการสื่อสารของเทรนด์ได้แนวทางการออกแบบ maximalism style graphic , motion graphic และKinetic typography
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อเรือสำราญเส้นทางสายสุขภาพในแม่น้ำเจ้าพระยา, สุพัชชา วิริยะญาณ
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อเรือสำราญเส้นทางสายสุขภาพในแม่น้ำเจ้าพระยา, สุพัชชา วิริยะญาณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังจากที่ทั่วโลกได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ของโคโรน่าไวรัส 19 ทําให้เทรนด์ท่องเที่ยวแบบ Wellness Tourism ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น แม้ว่าคนกรุงเทพมหานครจะชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน แต่การเดินทางต่างๆนั้นต้องเสียเวลาบนท้องถนน จึงต้องมีการเผื่อเวลารวมไปถึงการเดินทางเพื่อพักผ่อนในจังหวัดใกล้เคียง ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นโอกาสที่จะออกแบบเรขศิลป์เพื่อเรือสำราญเส้นทางสายสุขภาพในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อหากลยุทย์และแนวทางที่เหมาะสม วิธีการดําเนินการวิจัยโดย 1. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายและการออกแบบเรขศิลป์ 2. สัมภาษณ์ความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย 3. วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายและหลักการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม สรุปผลวิจัยพบว่า 1. กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อเรือสำราญเส้นทางสายสุขภาพในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้สารที่ต้องการสื่อ คือ Live your wellness life ส่วนบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Clear, Elegant 2. แนวทางในการออกแบบใช้องค์ประกอบจากสายน้ำที่เป็นเรื่องราวสำคัญในเส้นทางการล่องเรือและสถานที่สำคัญต่างๆตามเส้นทางมาทำเป็น Pattern และมีการออกแบบภายนอกและภายในตัวเรือสำราญ Environmental Graphic Design
การเข้าสู่ความเป็นสังคมนิยมซ้ายจัดของขบวนการนักศึกษา ระหว่าง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 - 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519, จันทนา ไชยนาเคนทร์
การเข้าสู่ความเป็นสังคมนิยมซ้ายจัดของขบวนการนักศึกษา ระหว่าง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 - 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519, จันทนา ไชยนาเคนทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่วงเวลาสามปีระหว่าง 2516 ถึง 2519 เป็นช่วงเวลาที่ขบวนการนักศึกษาเติบโตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และกลายเป็นพลังสำคัญในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐ พร้อมทั้งเสนออุดมการณ์ใหม่ผ่านแนวคิดสังคมนิยม วิทยานิพนธ์นี้ต้องการศึกษารูปแบบการเผยแพร่และเรียนรู้แนวคิดทางการเมืองของขบวนการนักศึกษา รวมทั้งลักษณะความคิดและการเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ที่ได้หันไปเป็นซ้ายสังคมนิยมมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลา 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ขบวนการนักศึกษาใช้วิธีการหลากหลายในการเผยแพร่ อาทิ การจัดนิทรรศการ การจัดเสวนาทางวิชาการ การจัดจำหน่ายหนังสือ เพื่อเผยแพร่วาทกรรมสังคมนิยมสู่พื้นที่สาธารณะ ขบวนการนักศึกษารับความคิดสังคมนิยมมาจากหลายทาง แต่อิทธิพลแนวคิดเหมาอิสต์แบบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้รับการยอมรับมากที่สุด เนื่องด้วยการแพร่กระจายความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน ชัยชนะของฝ่ายสังคมนิยมในประเทศเพื่อนบ้าน และการที่ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของฐานทัพอเมริกา ทำให้ทฤษฎีกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย ด้วยเหตุนี้ ขบวนการนักศึกษารณรงค์ให้รื้อถอนวัฒนธรรมแบบศักดินานิยม ทุนนิยม-จักรวรรดินิยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากกรณีวิพากษ์วรรณคดีไทย การชำแหละหลักสูตรการศึกษา การอธิบายความเป็นหญิงแบบใหม่ตามแนวทางสังคมนิยม การวิพากษ์วาทกรรม“ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” และการตีความ “เจตนารมณ์ 14 ตุลา” ให้สอดคล้องกับอุดมการณ์สังคมนิยม
คนเชื้อสายจีนกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของเมืองร้อยเอ็ด ทศวรรษ 2470 ถึง ทศวรรษ 2530, พีรวัฒน์ พูนสวัสดิ์พงศ์
คนเชื้อสายจีนกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของเมืองร้อยเอ็ด ทศวรรษ 2470 ถึง ทศวรรษ 2530, พีรวัฒน์ พูนสวัสดิ์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทของคนเชื้อสายจีนที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของเมืองร้อยเอ็ด ระหว่างทศวรรษ 2470 ถึง 2530 โดยแสดงผ่านบทบาท 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในหลากหลายแง่มุมภายใต้บริบทของช่วงเวลาแต่ละยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ชาวจีนอพยพรุ่นแรกที่ปรากฏการรวมกลุ่มในเมืองร้อยเอ็ด กระทั่งถึงรุ่นคนไทยเชื้อสายจีนที่มีความกลมกลืนกับคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์คนเชื้อสายจีนในภาพรวมและมีการยกกรณีตัวอย่างเป็นรายบุคคล วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่าชาวจีนที่อพยพเข้าสู่เมืองร้อยเอ็ดมีลักษณะจำเพาะที่แตกต่างจากชาวจีนที่อพยพเข้าสู่พื้นที่อื่น มีเพียงชาวจีนอพยพกลุ่มแรกเท่านั้นที่เข้าไปยังร้อยเอ็ดแบบเสื่อผืนหมอนใบ ส่วนชาวจีนอพยพรุ่นต่อมาเป็นการอพยพตามญาติพี่น้องหรือการอพยพเข้าไปโดยมีทรัพย์สินติดตัวอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของเมืองร้อยเอ็ดที่อยู่ห่างไกลเส้นทางคมนาคมหลักจึงทำให้ชุมชนชาวจีนในร้อยเอ็ดก่อตัวขึ้นช้ากว่าพื้นที่อื่นในภาคอีสาน โดยบทบาทแรกของชาวจีนอพยพคือการเป็นพ่อค้า สถานะพ่อค้าคนกลางของชาวจีนเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจชนบทพัฒนาเข้าสู่ระบบทุนนิยมและมีปัจจัยหลายประการที่เอื้ออำนวยให้คนเชื้อสายจีนประสบความสำเร็จทางธุรกิจและสามารถมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของเมืองร้อยเอ็ดได้ ความสำเร็จทางธุรกิจนำไปสู่การแสวงหาอำนาจทางการเมือง นักการเมืองหลายคนเป็นลูกหลานของชาวจีนอพยพที่ผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนประสบความสำเร็จในการเมืองระดับชาติ บางตระกูลพัฒนาเป็นตระกูลการเมืองและมีบทบาทในการเมืองท้องถิ่นที่ครองอำนาจได้ยาวนาน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือบทบาททางสังคมซึ่งสะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพระหว่างคนเชื้อสายจีนกับคนในท้องถิ่นทั้งความกลมกลืนหรือขัดแย้งทางวัฒนธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชน ล้วนส่งผลต่อสถานภาพของคนเชื้อสายจีนทั้งสิ้น ดังนั้นคนเชื้อสายจีนจึงถือเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อเมืองร้อยเอ็ดมากที่สุด
มโนทัศน์ประชาธิปไตยของฌอง-ลุค นองซี, กมลกา จิตตรุทธะ
มโนทัศน์ประชาธิปไตยของฌอง-ลุค นองซี, กมลกา จิตตรุทธะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษามโนทัศน์ประชาธิปไตยของฌอง-ลุค นองซีซึ่งถูกปรับแปลงใหม่ผ่านมโนทัศน์ทางภววิทยาของนองซีและการตีความเหตุการณ์พฤษภาคม 1968 ในฝรั่งเศส นองซีนิยามประชาธิปไตยว่าหมายถึงคอมมิวนิสซึมอันเป็นมโนทัศน์ที่ถูกปรับแปลงเช่นกันและให้ความสำคัญกับการเป็นอยู่-ร่วม-กันอย่างเป็นเอกพหุสภาวะของประชาชนทั่วไปโดยปราศจากฐานรากและการกำหนดล่วงหน้าใด ๆ ทว่าธำรงไว้ซึ่งความแตกต่างหลากหลายผ่านการสร้างและแบ่งปัน “โลก” ร่วมกัน เพื่อให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงอีกครั้ง โดยที่กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นการขั้วตรงข้ามของความคิดทางปรัชญาระหว่างการสร้างตำนานและการตกลงสู่สุญนิยม
นักรบที่ถูกลืม:การศึกษาทหารรับจ้างไทยในสงครามลับในลาวผ่านสารนิยายของสยุมภู ทศพล พ.ศ.2516 - 2519, สืบสายสยาม ชูศิริ
นักรบที่ถูกลืม:การศึกษาทหารรับจ้างไทยในสงครามลับในลาวผ่านสารนิยายของสยุมภู ทศพล พ.ศ.2516 - 2519, สืบสายสยาม ชูศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ต้องการศึกษาทหารรับจ้างไทยในสงครามลับในลาวที่ปรากฏผ่านสารนิยายของประจิม วงศ์สุวรรณหรือเจ้าของนามปากกาว่า “สยุมภู ทศพล” โดยมุ่งเน้นประเด็นในการศึกษาไปที่ภาพลักษณ์ในตัวทหารรับจ้าง 3 แบบที่สยุมภูได้นำเสนอเอาไว้ในงานเขียนของตน อันได้แก่ ภาพวีรบุรุษ, เหยื่อ, และ คนธรรมดา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า การรับรู้ของสังคมไทยที่มีต่อบรรดาทหารรับจ้างไทยที่ไปรบในสงครามลับในลาวออกไปในทางคลุมเครือเสียส่วนใหญ่ และค่อนข้างไปในทางลบ สืบเนื่องมาจากทางรัฐบาลไทยต้องการปกปิดตัวตนของทหารกลุ่มรับจ้างกลุ่มนี้เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยความเป็นกลางของลาว ในขณะเดียวกันสังคมไทยกลับให้ความสนใจและเชิดชูบรรดาทหารไทยในสงครามเวียดนามมากกว่า เพราะตัวตนของทหารไทยในสงครามเวียดนามไม่ได้ถูกปกปิดตัวตนเฉกเช่นเดียวกับทหารรับจ้างไทยในสงครามลับในลาว ดังนั้น เพื่อไม่ให้สังคมไทยลืมเลือนการมีตัวตนอยู่ของทหารรับจ้างไทยในลาว สยุมภูจึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวของทหารรับจ้างในลาวกลุ่มนี้ให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขว้าง พร้อมทั้งนำเสนอภาพลักษณ์ของทหารในแง่ที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยนำเสนอว่าทหารรับจ้างล้วนแต่เป็นวึรบุรุษที่ไปรบเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่คนที่ไปรบเพื่อเงินค่าจ้างของพวกอเมริกันอย่างที่สังคมเข้าใจกัน สยุมภูบอกต่อด้วยว่าทหารรับจ้างไทยในสงครามลับในลาวตกอยู่ในสถานะเหยื่อผู้ถูกกระทำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อของสงครามหรือเหยื่อจากการกดขี่ของผู้บังคับบัญชาทั้งจากฝ่ายไทยและฝ่ายอเมริกัน นอกจากนี้สยุมภูก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าทหารรับจ้างนั้นทำเพื่อเงิน เพราะตัวทหารรับจ้างเองก็เป็นคนธรรมดาที่มีความต้องการเหมือนมนุษย์ทั่วไป
ทฤษฎีความเชื่อใจที่ไม่ใช่แบบรู้คิดกับการกระทำร่วมระหว่างคนแปลกหน้า, กานต์ วศินสมบัติ
ทฤษฎีความเชื่อใจที่ไม่ใช่แบบรู้คิดกับการกระทำร่วมระหว่างคนแปลกหน้า, กานต์ วศินสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาคำอธิบายเรื่องความเชื่อใจจากทฤษฎีแบบรู้คิดและทฤษฎีที่ไม่ใช่แบบรู้คิด เพื่อตอบคำถามว่าความเชื่อใจในความหมายใดที่สามารถนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์แบบการกระทำร่วมระหว่างคนแปลกหน้าได้ กรณีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าที่วิทยานิพนธ์นี้สนใจคือเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มาเยือนในถิ่นฐานใหม่ ฝ่ายที่มาใหม่จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากคนท้องถิ่น แต่คนท้องถิ่นไม่มีความจำเป็นต้องร่วมมือด้วยกับผู้ที่มาใหม่นั้น คำอธิบายแบบทฤษฎีเกมกล่าวว่าพวกเขาสามารถที่จะร่วมมือกันได้บนฐานที่พบว่าความร่วมมือนั้นจะนำไปสู่ผลประโยชน์สูงสุดแก่แต่ละฝ่ายโดยต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน แต่คนแปลกหน้าในกรณีที่ศึกษานี้ ต่างฝ่ายต่างย่อมมิอาจรู้ได้ว่าการร่วมมือกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ที่พึงปรารถนาเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นระหว่างกันได้หรือไม่ คำอธิบายของทฤษฎีแบบรู้คิดของรัสเซลล์ ฮาร์ดินกล่าวว่าการเชื่อใจเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลหนึ่งมีคุณสมบัติไว้ใจได้ที่เกิดจากการถูกกำกับโดยเงื่อนไขทางสถาบันเช่น กฎหมาย และเงื่อนไขทางสังคมที่มีอยู่ในสังคมที่จูงใจอยู่ แต่คนแปลกหน้าในกรณีที่ศึกษานี้ ฝ่ายหนึ่งถูกกำกับโดยเงื่อนไขทางกฎหมายและสังคม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะเข้ามาสู่การกำกับโดยเงื่อนไขนี้ได้จำเป็นต้องได้รับความเชื่อใจก่อน การกำกับดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นพื้นฐานให้สำหรับความเชื่อใจ คำอธิบายของมารูซิคกล่าวว่าการเชื่อใจเกิดขึ้นได้โดยการเห็นคนที่ถูกเชื่อใจในฐานะที่เขาเป็นผู้กระทำผู้ที่ตั้งมั่นที่จะทำบางสิ่งให้สำเร็จ แต่สำหรับมารูซิคคนที่จะถูกมองเห็นเช่นนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์กับผู้ที่เชื่อใจตนอยู่แล้ว คำอธิบายแบบทฤษฎีที่ไม่ใช่แบบรู้คิดของแบร์อ้างจากความเปราะบางซึ่งจะทำให้การมอบความเชื่อใจให้เป็นการสูญเสียการควบคุมซึ่งคนมีเหตุมีผลอาจจะต้องการหลีกเลี่ยง ส่วนคำอธิบายของโจนส์กล่าวว่าการเชื่อใจคือการมีจุดยืนในทางบวกต่อเจตนาดีและความสามารถของผู้อื่นที่ก่อตัวได้เองจากพื้นฐานที่ไม่ใช่หลักฐานตามปรกติ ทำให้สามารถตอบสนองเงื่อนไขเรื่องความมีเหตุมีผลเชิงความเชื่อและความมีเหตุมีผลเชิงปฏิบัติสำหรับทั้งฝ่ายผู้มาเยือนและคนท้องถิ่นได้
อิสรภาพและการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ, ธนวัฒน์ วุฒิศิริศาสตร์
อิสรภาพและการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ, ธนวัฒน์ วุฒิศิริศาสตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนทัศน์อิสรภาพและการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ และเสนอว่ากรอบวิเคราะห์การเล่นใน 6 แง่มุมความหมายของการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ อันได้แก่ การเล่นในฐานะการกระทำ การเล่นในฐานะการมีปฏิสัมพันธ์ การเล่นในฐานะกิจกรรม การเล่นในฐานะท่าที การเล่นในฐานะประสบการณ์ และการเล่นในฐานะบริบท การวิเคราะห์การเล่นใน 6 แง่มุมดังกล่าวจะช่วยขับเน้นความเข้าใจต่อมโนทัศน์อิสรภาพในคัมภีร์จวงจื่อได้ชัดเจนว่า มิได้มีเพียงมิติเดียว นั่นคือ อิสรภาพในเชิงการคิดและอารมณ์ความรู้สึกซึ่งผ่านกระบวนการแปรเปลี่ยนทางจิตวิญญาณเพียงเท่านั้น แต่ยังมีอีกมิติและโดดเด่นด้วยการเล่น นั่นคือ อิสรภาพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชีวิตและสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง โดยวิทยานิพนธ์เล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเล่นและอิสรภาวะของผู้เล่น หรือ มนุษย์ที่แท้ว่า การฝึกฝนการเล่นเป็นการเสริมอำนาจให้คนทั่วไป ตลอดจนคนต้อยต่ำสามารถ “ปรับใช้” และส่งผ่านความชำนาญในการเล่นอันมีความว่างเป็นลักษณะสำคัญไปสู่การเล่นในพื้นที่ส่วนตัวสู่พื้นที่การเมืองที่ใหญ่ขึ้นได้ มนุษย์ที่แท้ผู้สามารถเล่นได้อย่างแท้จริงย่อมสามารถยังผลสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องและผดุงชีวิตตนและสิ่งที่ร่วมเล่นเอาไว้ได้ สุดท้ายนี้ การเล่นเป็นข้อเสนอของจวงจื่อที่เชิญชวนมนุษย์ปลดเปลื้องพันธนาการต่างๆ ซึ่งส่วนมากจำกัดโดยความรู้และชุดความเข้าใจของตนให้เปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ต่างๆ ในชีวิตท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายอย่างขี้เล่น รื่นรมย์ และเปี่ยมด้วยอิสรภาวะ
วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอในงานเขียนประเภทสารคดี: กลวิธีทางวรรณศิลป์กับการนำเสนอแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์กับสิ่งแวดล้อม, คณภูมิ รตินที
วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอในงานเขียนประเภทสารคดี: กลวิธีทางวรรณศิลป์กับการนำเสนอแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์กับสิ่งแวดล้อม, คณภูมิ รตินที
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์กับสิ่งแวดล้อมและกลวิธีทางวรรณศิลป์ในสารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จำนวน 30 เรื่อง ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2529 – พ.ศ. 2559 ผลการศึกษาพบว่า สารคดี กลุ่มดังกล่าวนำเสนอแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์กับสิ่งแวดล้อม 3 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ปกาเกอะญอกับธรรมชาติที่นำเสนอให้เห็นวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ผูกพันใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อม แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับมิติทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกขาดจากการเข้าใจความเชื่อและวิถีปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ และแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมกับสิทธิมนุษยชนที่ได้แสดงให้ผู้อ่านเห็นว่าชาวปกาเกอะญอได้รับผลกระทบจากวาทกรรมของภาครัฐที่มักนำเสนอว่ากลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวเป็นผู้ทำลายผืนป่าตลอดจนการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อพยพชาว ปกาเกอะญอที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ในด้านกลวิธีทางวรรณศิลป์ พบว่า ผู้แต่งสารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอใช้กลวิธีอย่างหลากหลายเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเรื่องชาติพันธุ์กับสิ่งแวดล้อม ประการแรก ผู้แต่งใช้ขนบการเขียนแบบชาติพันธุ์วรรณนาเพื่อนำเสนอเนื้อหาสาระผ่านข้อมูลเชิงวิชาการและข้อมูลภาคสนามจากการจดบันทึกสิ่งที่ได้จากการสังเกต การสัมภาษณ์ และการเข้าไปมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ผู้แต่งยังนำเสนอสารสำคัญผ่านการตั้งชื่อเรื่อง การใช้บทสนทนา การแทรกคำประพันธ์ การเล่าเรื่องตามลำดับ การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของคนในและคนนอก และการปิดเรื่องแบบต่าง ๆ ประการสุดท้าย ผู้แต่งใช้กลวิธีทางภาษา ได้แก่ การใช้ภาษา ปกาเกอะญอและโวหารภาพจน์ต่าง ๆ เพื่อถ่ายทอดภาพและอารมณ์ความรู้สึกอันนำไปสู่ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของ ชาวปกาเกอะญอที่สัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง การศึกษาแนวคิดและกลวิธีทางวรรณศิลป์ในสารคดีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอแสดงให้เห็นคุณค่าเชิงสังคมและวรรณศิลป์ของวรรณกรรมกลุ่มดังกล่าวในด้านการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยชี้ให้เห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนมีพื้นฐานมาจากการที่มนุษย์กับธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันแบบต่างพึ่งพาอาศัย นอกจากนี้ สารคดีกลุ่มดังกล่าวยังมีส่วนช่วยลดอคติทางชาติพันธุ์ โดยนำเสนอให้เห็นความคิดเชิงนิเวศของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอเพื่อโต้กลับภาพ เหมารวมของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวในวาทกรรมของรัฐและสื่อกระแสหลัก
อัตลักษณ์ความเป็นมอญกับประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญที่บ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี, เนตรนภา วรวงษ์
อัตลักษณ์ความเป็นมอญกับประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญที่บ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี, เนตรนภา วรวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญบ้านวังกะในฐานะเครื่องมือสืบทอดและนำเสนอความเป็นมอญ พร้อมทั้งวิเคราะห์อัตลักษณ์และบทบาทของประเพณีพิธีกรรมดังกล่าวในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย ผู้วิจัยเก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2561-2564 ในชุมชนมอญบ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผลการศึกษาพบว่า ชาวมอญบ้านวังกะอพยพมาจากหลากหลายพื้นที่ในรัฐมอญ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญบ้านวังกะสะท้อนอัตลักษณ์การนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผีบรรพบุรุษ ประเพณีสิบสองเดือนมีทั้งหมด 17 ประเพณี เป็นประเพณีระดับชุมชนที่มักเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยมีวัดวังก์วิเวการามและเจดีย์พุทธคยาเป็นศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรม ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตมีทั้งหมด 7 ประเพณี เป็นประเพณีในระดับครอบครัวและระดับชุมชนเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมในระยะเวลา เปลี่ยนผ่านของชีวิต ประเพณีสิบสองเดือนเป็นศูนย์รวมชาวมอญพลัดถิ่นในอำเภอสังขละบุรีที่อพยพมาจากที่ต่าง ๆ หลอมรวมให้เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันและก่อให้เกิดพลังทางสังคม ส่วนประเพณีเกี่ยวกับชีวิตช่วยยึดโยงความเป็นมอญดั้งเดิมจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในบริบทของการท่องเที่ยว ชุมชนมอญบ้านวังกะเปิดเป็นชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว ชาวมอญเลือกประเพณีสิบสองเดือนซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์การนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์และตลาดนิพพาน และประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่วนประเพณีเกี่ยวกับชีวิตซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์การนับถือผีบรรพบุรุษยังคงแนบแน่นในวิถีชีวิตของชาวมอญบ้านวังกะ ประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญบ้านวังกะเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่นำมาใช้เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องมือในการธำรงและสืบทอดวัฒนธรรมความเป็นมอญ บริบทสังคมไทยส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนประเพณีพิธีกรรม แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นมอญบ้านวังกะอย่างเด่นชัด ขณะเดียวกันชาวมอญบ้านวังกะมีความพยายามในการธำรงและสืบทอดสำนึกชาติพันธุ์และอัตลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นมอญผ่านการประกอบประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ ประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญบ้านวังกะมีบทบาทในการแสดงอัตลักษณ์ความเป็นมอญและสืบทอดสำนึกชาติพันธุ์ รวมทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีให้น่าสนใจ โดดเด่นและแตกต่างจากที่อื่น นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการสร้าง ความมั่นคงทางจิตใจ รักษาระเบียบแบบแผนของสังคมมอญ ให้ความเพลิดเพลินและเป็นทางออกให้กับความคับข้องใจ และเป็นศูนย์รวมและสร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มชาวมอญพลัดถิ่นในอำเภอสังขละบุรี งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูลคติชนวิทยาประเภทประเพณีพิธีกรรมที่สัมพันธ์กับเรื่องอัตลักษณ์ รวมทั้งนำไปสู่ ความเข้าใจเรื่องคติชนสร้างสรรค์ มอญศึกษา และการศึกษาคนพลัดถิ่น
วาทกรรมการท่องเที่ยวในงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ดนัย พลอยพลาย
วาทกรรมการท่องเที่ยวในงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ดนัย พลอยพลาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาวาทกรรมการท่องเที่ยวของบล็อกเกอร์ชาวไทยตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของนอร์แมน แฟร์คลัฟ (Fairclough, 1992, 1995) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ชุดความคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในตัวบทงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย และ 2) วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมและวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของวาทกรรมการท่องเที่ยวในงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ตัวบทงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 20 คน คนละ 10 ตัวบท รวมทั้งสิ้น 200 ตัวบท ผลการศึกษาวาทกรรมการท่องเที่ยวในมิติของตัวบทพบว่า กลวิธีทางภาษาที่ใช้ประกอบสร้างชุดความคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมี 7 กลุ่ม ได้แก่ การใช้คำศัพท์ การใช้ข้อความแสดงทัศนภาวะ การใช้วัจนกรรมการสั่ง การใช้ข้อความสื่อมูลบท การใช้ข้อความแสดงความสัมพันธ์แบบเหตุ-ผล การนิยามความหมาย และการใช้วัจนลีลาเป็นกันเอง กลวิธีทางภาษาดังกล่าวประกอบสร้างชุดความคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ชุดความคิดเกี่ยวแก่การท่องเที่ยว มี 3 ชุดความคิด ได้แก่ (1) ชุดความคิดที่นิยามว่าการท่องเที่ยวเป็น “กิจกรรมที่พึงประสงค์” (2) ชุดความคิดที่เสนอว่าการท่องเที่ยวเป็น “การลงทุนที่มีความเสี่ยง” และ (3) ชุดความคิดที่ทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็น “ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ” กลุ่มที่สอง ภาพแทนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมี 3 ภาพ ได้แก่ ภาพแทนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวในฐานะ (1) “มิตร” ของผู้ท่องเที่ยว (2) ผู้แนะนำแนวทางในการบรรลุภารกิจท่องเที่ยว และ (3) ผู้สร้างเครือข่ายชุมชนผู้ท่องเที่ยว กลุ่มที่สาม ภาพแทนของผู้ท่องเที่ยวมี 3 ภาพหลัก ได้แก่ ภาพแทนผู้ท่องเที่ยวในฐานะ (1) “ผู้บริโภคที่ชาญฉลาด” (2) “ผู้ปฏิบัติภารกิจ” และ (3) “ผู้นำเสนอตนเอง” วาทกรรมการท่องเที่ยวได้สถาปนาความหมายแก่การท่องเที่ยวว่าเป็น “กิจกรรมที่พึงประสงค์” เป็น “การลงทุนที่มีความเสี่ยง” และเป็น “ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ” ผู้ท่องเที่ยวจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ผลิตวาทกรรมการท่องเที่ยวนี้ เพื่อบรรลุภารกิจท่องเที่ยว ทั้งนี้ การนิยามความหมายดังกล่าวส่งผลให้บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมีสถานะเป็นผู้ที่ชี้นำความคิดและได้รับผลประโยชน์เชิงธุรกิจจากวาทกรรมดังกล่าวอย่างแยบยล ในขณะที่ผู้รับสารในวงกว้างที่คล้อยตามวาทกรรมเป็นฝ่ายที่ยินยอมพร้อมใจรับการชี้นำควบคุมโดยอาจไม่รู้เท่าทันวาทกรรม ที่สำคัญคือชุดความคิดดังกล่าวมีลักษณะ “ย้อนแย้ง” กล่าวคือ การท่องเที่ยวเป็น “การพักผ่อนที่ถูกกำกับ” เป็น “ความพิเศษที่ซ้ำกัน” และเป็น “การเลือกที่ไม่ได้เลือก” …
ความเชื่อและพิธีกรรมในชุมชนอีสานที่มีภูมินามเกี่ยวข้องกับเรื่องคันธนาม, ปฏิวัติ มาพบ
ความเชื่อและพิธีกรรมในชุมชนอีสานที่มีภูมินามเกี่ยวข้องกับเรื่องคันธนาม, ปฏิวัติ มาพบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์เรื่องเล่าที่อธิบายภูมินามในชุมชนอีสานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคันธนาม และวิเคราะห์บทบาทของความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวในชุมชนอีสานในปัจจุบัน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่างปี พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2566 ในบางชุมชนอีสานที่มีความเชื่อและพิธีกรรม เกี่ยวข้องกับเรื่องคันธนาม ได้แก่ บ้านขุมคำ อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี บ้านด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ บ้านกู่คันธนาม อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการศึกษาพบว่า เรื่องคันธนามเป็นวรรณคดีท้องถิ่นอีสานที่มีเนื้อเรื่องขนาดยาว ประกอบไปด้วยเหตุการณ์หลัก 10 ตอน แต่ละตอนสะท้อนความคิดสำคัญของเรื่องคือความกตัญญูจากการตามหาพ่อของตัวละครเอก การศึกษา อนุภาคพบว่ากลุ่มอนุภาคตัวละคร กลุ่มอนุภาคของวิเศษ และกลุ่มอนุภาคเหตุการณ์ ต่างก็มีความสำคัญต่อการดำเนินเรื่อง สะท้อนความหมายทางวัฒนธรรม และมีความสำคัญต่อการจดจำเรื่องเล่า โดยเฉพาะเรื่องเล่าที่ไปสัมพันธ์กับภูมินาม ในภาคอีสาน ในการวิเคราะห์เรื่องคันธนามที่ใช้อธิบายภูมินามในชุมชนอีสาน พบว่าทั้ง 4 ชุมชนอีสานรับรู้เรื่องราว ในลักษณะชาดกพื้นบ้านและตำนานสถานที่ และนำเรื่องดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับสภาพภูมิประเทศ สถานที่สำคัญ เรื่องเล่าท้องถิ่น และวิถีชีวิต ในเหตุการณ์และอนุภาคที่ต่างกัน สะท้อนให้เห็นความสำคัญทางวัฒนธรรมของ เรื่องคันธนามที่มีต่อชุมชนอีสานได้เป็นอย่างดี การศึกษาความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคันธนามพบว่า ทั้ง 4 ชุมชนมีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือ ตัวละครศักดิ์สิทธิ์เชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญของชุมชน และเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทั้งหมด 4 ประเพณีพิธีกรรม ได้แก่ ประเพณีบวงสรวงพระธาตุสีดา บุญสรงกู่บูชาท้าวคันธนาม บุญชาวเมือง และบุญเบิกบ้านบวงสรวงเจ้าปู่คัทธนาม ประเพณีเหล่านี้นำเรื่องคันธนามไปใช้เป็นรูปเคารพ เครื่องประกอบพิธีกรรม และบทอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การนำเรื่องคันธนามไปใช้ประกอบพิธีกรรมสะท้อนวิธีคิดในการสืบทอดความเชื่อเกี่ยวกับ ตัวละครที่มีอยู่แต่เดิมในชุมชน และวิธีคิดในการเลือกบทบาทของตัวละครที่มีในเรื่องมาสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม ทำให้ตัวละครมีลักษณะเป็นผีอารักษ์ที่ผนวกกับผีวีรบุรุษ การนำไปใช้ดังกล่าวยังมีบทบาทในการอธิบายและสืบทอด พิธีกรรมเปลี่ยนผ่านในรอบปีและพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านฤดูกาล และพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีบทบาท ในการสร้างกิจกรรมในบริบทการท่องเที่ยวซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ บทบาทในการเป็นที่พึ่งทางกายและทางใจแก่คน ในชุมชน บทบาทในการแสดงความสัมพันธ์ของกลุ่มคนระหว่างชุมชน และบทบาทในการสะท้อนปัญหาความขัดแย้ง ทางความคิดในชุมชน การศึกษาเรื่องเล่าอธิบายภูมินาม ความเชื่อ และพิธีกรรมดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นถึงพลวัต ของเรื่องคันธนามในชุมชนอีสานในปัจจุบัน
บทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 : วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยใหม่, ปารเมศ อภัยฤทธิรงค์
บทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 : วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยใหม่, ปารเมศ อภัยฤทธิรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการสืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติและการสร้างสรรค์ใหม่ ในบทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 จำนวน 30 ชื่อเรื่อง รวม 247 สำนวน รวมถึงศึกษาความสำคัญของบทอาศิรวาทดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า บทอาศิรวาทเป็นบทประพันธ์ที่แต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลพระมหากษัตริย์รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ มักแต่งเป็นบทร้อยกรองขนาดสั้นเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ มีเนื้อหาหลัก 2 ส่วน ได้แก่ การเฉลิมพระเกียรติและการถวายพระพรชัยมงคล บทอาศิรวาทมีทั้งการสืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติในวรรณคดีและมีการสร้างสรรค์ใหม่ กล่าวคือ ในด้านรูปแบบ มีการสืบทอดการใช้รูปแบบคำประพันธ์ตามอย่างวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติแต่โบราณ และการใช้รูปแบบคำประพันธ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ บทประพันธ์มีความยาวที่สอดคล้องกับลักษณะของสิ่งพิมพ์รายคาบ ในด้านเนื้อหาและแนวคิด บทอาศิรวาทสืบทอดเนื้อหาและแนวคิดเฉลิมพระเกียรติตามขนบ ได้แก่ การสรรเสริญพระมหากษัตริย์ตามคติศาสนา คือ ธรรมิกราชา โพธิสัตวราชา จักรพรรดิราชา และเทวราชา การสรรเสริญพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านการปกครองและศาสตร์ต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประชาราษฎร และทรงเป็นผู้มีบุญญาธิการ นอกจากนี้ ยังมีการสรรเสริญพระเกียรติผ่านการชมบ้านเมืองและพระราชพิธีซึ่งแสดงถึงพระเกียรติยศ ตลอดจนสืบทอดเนื้อหาถวายพระพรชัยมงคลแด่พระมหากษัตริย์ด้วย ขณะเดียวกัน บทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบแสดงให้เห็นการสร้างสรรค์เนื้อหาเฉลิมพระเกียรติตามแนวคิดอย่างใหม่ซึ่งสัมพันธ์กับยุคสมัย ทั้งยังมีการระบุโอกาสในการเฉลิมพระเกียรติอย่างชัดเจน ในด้านวรรณศิลป์ มีการสืบทอดการใช้ถ้อยคำ ความเปรียบ และลำดับความตามขนบการเฉลิมพระเกียรติในวรรณคดี ขณะเดียวกันก็มีการสร้างสรรค์ความเปรียบการวางเนื้อหาและการดำเนินเรื่องเพื่อสร้างความน่าสนใจ จึงกล่าวได้ว่าบทอาศิรวาทเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติรูปแบบใหม่ที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางมากขึ้นด้วยความเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์รายคาบ ส่งผลให้บทอาศิรวาทมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความสำคัญต่อการเป็นบันทึกประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 รวมทั้งมีความสำคัญต่อพัฒนาการของสิ่งพิมพ์รายคาบไทยและพัฒนาการของวรรณคดีไทย
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนเพศสภาวะต่าง ๆ ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ศศิพิมพ์ ภู่ระหงษ์
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนเพศสภาวะต่าง ๆ ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ศศิพิมพ์ ภู่ระหงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 ทำให้หนังสือเรียนวิชาสุขศึกษาส่วนใหญ่มีการปรับปรุงและแก้ไขเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาวะต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนเพศสภาวะต่าง ๆ และศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมและวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของหนังสือเรียนวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา ตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ โดยเก็บข้อมูลจากสำนักพิมพ์ 5 สำนักพิมพ์ ได้แก่ พัฒนาคุณภาพวิชาการ วัฒนาพานิช สกสค. อักษรเจริญทัศน์ และเอมพันธ์ รวมทั้งสิ้น 30 เล่ม ผลการศึกษาพบว่าหนังสือเรียนวิชาสุขศึกษามีการใช้กลวิธีทางภาษาที่หลากหลาย ได้แก่ การอ้างถึง การใช้คำและกลุ่มคำที่ปรากฏร่วมกัน การใช้น้ำเสียงที่มีอำนาจ การสร้างสถานการณ์หรือบทสนทนาสมมุติ การใช้มูลบท การปฏิเสธมูลบท การยกตัวอย่าง การใช้สหบท และการใช้การเชื่อมโยงระหว่างประโยค กลวิธีทางภาษาดังกล่าวนำเสนอภาพตัวแทนเพศสภาวะต่าง ๆ ทั้งภาพตัวแทนผู้หญิง เช่น ผู้หญิงเป็นผู้ที่มีพื้นที่ภายในบ้าน ผู้หญิงมักแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก ภาพตัวแทนผู้ชาย เช่น ผู้ชายบางส่วนมักใช้ความรุนแรงและในบางครั้งมักข้องเกี่ยวกับอบายมุข ผู้ชายควรเป็นสุภาพบุรุษ ภาพตัวแทนความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย เช่น ผู้หญิงถูกคุกคามหรือถูกกระทำ ผู้ชายเป็นผู้ที่คุกคามและกระทำ ผู้หญิงมีสถานะทางสังคมเท่าเทียมกับผู้ชายมากขึ้น และภาพตัวแทนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมีสถานะทางสังคมเท่าเทียมกับเพศสภาวะอื่นมากขึ้น ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังไม่เท่าเทียมกับเพศสภาวะอื่น ภาพตัวแทนผู้หญิงและผู้ชายที่พบในหนังสือเรียนวิชาสุขศึกษามีทั้งภาพตัวแทนที่ซ้ำเดิมและภาพตัวแทนที่นำเสนอประเด็นใหม่ ส่วนภาพตัวแทนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้ว่าจะมีการนำเสนออย่างเปิดเผยในหนังสือเรียน แต่ภาพตัวแทนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศบางส่วนยังนำเสนอถึงทัศนคติเชิงลบที่แฝงอยู่ที่อาจส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ แสดงให้เห็นว่าแม้ว่าหนังสือเรียนวิชาสุขศึกษาจะมีความเปิดกว้าง แต่ก็ยังมีภาพตัวแทนบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหนังสือเรียนสุขศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงการให้ความรู้ในรายวิชา แต่ยังมีการแฝงความคิดและทัศนคติบางประการของผู้เขียนไว้อีกด้วย ผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่าหนังสือเรียนผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากรัฐ ทำให้เนื้อหาในหนังสือเรียนได้รับการยอมรับว่าถูกต้องและน่าเชื่อถือ ผู้เรียนน่าจะมีแนวโน้มที่จะรับความคิดเรื่องเพศสภาวะด้วยเช่นกัน ส่วนผลการศึกษาวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมพบว่าความคิดเดิมของคนในสังคม กฎหมาย สื่อ และเหตุการณ์ในสังคม มีส่วนในการประกอบสร้างภาพตัวแทนเพศสภาวะต่าง ๆ ในหนังสือเรียน เมื่อพิจารณาเทียบกับเหตุการณ์ในสังคมที่แสดงให้เห็นการปรับเปลี่ยนความคิดเรื่องเพศสภาวะแล้ว พบว่าการปรับปรุงเนื้อหาของหนังสือเรียนสุขศึกษาแม้จะแสดงพัฒนาการที่สำคัญแต่ก็อาจจะยังปรับเปลี่ยนได้ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงในสังคม กล่าวโดยสรุป หนังสือเรียนนับว่าเป็นวาทกรรมที่มีผลต่อสังคมในวงกว้าง และภาษามีส่วนในการประกอบสร้างภาพตัวแทนเพศสภาวะต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อความรับรู้และทัศนคติของคนในสังคม ดังนั้นผู้ผลิตตัวบทจึงควรระมัดระวังในการนำเสนอเนื้อหาเพื่อไม่ให้เกิดอคติขึ้นต่อเพศสภาวะใดเพศสภาวะหนึ่ง
การศึกษาพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะวรรณกรรมคำสอน, อภิษฎา ขาวสุทธิ์
การศึกษาพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะวรรณกรรมคำสอน, อภิษฎา ขาวสุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเด่นด้านคำสอนและกลวิธีการประพันธ์ที่ปรากฏในพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยศึกษาจากเอกสารพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2453 – 2468 จำนวน 155 องค์ ผลการวิจัยพบว่า พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่คณะบุคคล โดยมีเนื้อความที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการสื่อสารให้แก่ผู้รับสารที่มีความหลากหลาย ลักษณะเด่นด้านคำสอนที่มุ่งเน้นในเรื่องความเป็นพลเมืองที่ดีให้แก่กลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคมมีความเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมในสมัยนั้นและสอดคล้องกับแนวคิดทางด้านการปกครองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พลเมืองที่ดีเป็นพลเมืองที่มีความรักชาติ รู้จักหน้าที่ของตนเอง เป็นผู้มีคุณธรรมและเป็นผู้มีการศึกษา โดยการสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีเพื่อมุ่งหวังให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข และประชาชนเห็นความสำคัญในการทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมในฐานะเป็นพลเมืองของสังคมและพลเมืองโลก ด้านกลวิธีการประพันธ์ในพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงแนวคิดเรื่อง ความเป็นพลเมืองที่ดีผ่านกลวิธีการประพันธ์ที่มีวรรณศิลป์ นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานสาธกโวหาร การเล่าประสบการณ์ และการใช้ภาษาเชิงวิพากษ์อย่างกลมกลืน กลวิธีการประพันธ์ดังกล่าวมาทำให้พระบรมราโชวาทมีความน่าสนใจและผู้รับสารสามารถเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดในวาทกรรมข่าวออนไลน์: การศึกษาตามแนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ยุทธการ ปัทมโรจน์
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดในวาทกรรมข่าวออนไลน์: การศึกษาตามแนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ยุทธการ ปัทมโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดที่สัมพันธ์กับกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมข่าวออนไลน์ตามแนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Discourse Analysis) โดยเก็บข้อมูลจาก 3 เว็บไซต์ข่าว ได้แก่ สนุกดอทคอม ไทยรัฐออนไลน์ และเว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 – 2563 จำนวน 495 ตัวบท ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีทางภาษาที่สื่อภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดมี 7 กลวิธี ได้แก่ การใช้การอ้างถึง การใช้ชนิดกระบวนการ การเลือกใช้คำ การเล่าเรื่อง การใช้มูลบท การใช้สหบท และการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ และพบว่ากลวิธีทางภาษาที่โดดเด่นคือกลวิธีที่ขับเน้นภาพด้านลบของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดอย่างละเอียดชัดเชน เช่น การใช้ถ้อยคำเชิงประเมินค่าและเน้นย้ำความหมายทางลบเพื่ออ้างถึงพระสงฆ์ผู้กระทำผิด การใช้ถ้อยคำที่สื่อน้ำเสียงตำหนิ ประณามพระสงฆ์ผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง การใช้ถ้อยคำบรรยายภาพเหตุการณ์อย่างละเอียด เป็นต้น กลวิธีทางภาษาเหล่านี้สื่อภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิด 3 ภาพหลัก ได้แก่ 1) ภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำทำผิดเป็นบุคคลที่กระทำผิดอย่างร้ายแรงและมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับความเป็นพระสงฆ์อย่างยิ่ง กล่าวคือ เป็นบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายและ/หรือพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง เป็นบุคคลที่ลุ่มหลงในกิเลส ตัณหา ราคะ มีความประมาท และไม่สามารถละจากทางโลกได้ และเป็นบุคคลที่หลอกลวงประชาชนและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน 2) พระสงฆ์ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สังคมและพระพุทธศาสนา กล่าวคือเป็นบุคคลที่สังคมไม่ยอมรับเลื่อมใสศรัทธา และเป็นบุคคลที่ทำลายศาสนา และ 3) พระสงฆ์ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่สมควรถูกตำหนิ ประณามและขับไล่ให้พ้นจากพระพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์ให้สาสมแก่ความผิด ด้านวิถีปฏิบัติทางวาทกรรม พบว่า การมุ่งเน้นนำเสนอภาพด้านลบและการกระทำผิดที่รุนแรงของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายของสื่อมวลนชน คือ เพื่อรายงานเหตุการณ์ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่านและสร้างรายให้แก่ผู้ผลิตตัวบท และเพื่อประณามการกระทำผิดของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดและธำรงความสำคัญของพระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์โดยรวม ข่าวเชิงลบของพระสงฆ์เป็นประเด็นที่สามารถสร้าง “มูลค่าข่าว” ประกอบกับการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ทำให้ผู้รับสารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและให้ความสนใจบริโภคข่าวเหล่านี้ ด้านวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรม พบว่า ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมาย กฎระเบียบคณะสงฆ์ แนวคิดเรื่องบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยที่มีผลต่อการผลิตวาทกรรมข่าวที่พระสงฆ์เป็นผู้กระทำผิด งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าวาทกรรมข่าวพระสงฆ์ผู้กระทำผิดดูเหมือนว่ามีส่วนช่วยธำรงความสำคัญของพระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์โดยรวมให้ปราศจากมลทินของพระสงฆ์ผู้กระทำผิด อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนก็ยังไม่ได้สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ท้ายที่สุด ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงเกิดซ้ำอีก การวิจัยนี้ช่วยทำให้เห็น “อำนาจ”ของสื่อมวลชนในการคัดเลือก ตัดสิน ประเมินค่า และเน้นย้ำภาพด้านลบของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพื่อสร้างเป็น “จุดขาย” ของข่าวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสื่อมวลชน ผลการวิจัยนี้น่าจะมีส่วนช่วยสร้างความรู้เท่าทันวาทกรรมและบทบาทของสื่อมวลชนในสังคมไทยปัจจุบัน
กลวิธีทางภาษาในการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามเพศหญิงในสื่อสังคมของไทย, อรจิรา คงสมจิตต์
กลวิธีทางภาษาในการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามเพศหญิงในสื่อสังคมของไทย, อรจิรา คงสมจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษากลวิธีทางภาษาในการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามเพศหญิงในสื่อสังคม ของไทย โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย 3 ประการ คือ เพื่อวิเคราะห์ 1) รูปแบบ โครงสร้างและองค์ประกอบวาทกรรมของ ผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามเพศหญิงในสื่อสังคมของไทย 2) ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงาม เพศหญิง และ 3) บทบาทหน้าที่ของอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามเพศหญิง ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์เก็บจากเฟซบุ๊ก แฟนเพจของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามเพศหญิง จำนวน 10 คน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2561 แนวทางการศึกษาคืออัตลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอัตลักษณ์ ผู้วิจัยได้นำแนวคิดปริจเฉทวิเคราะห์ ทฤษฎีชาติพันธุ์ วรรณนาแห่งการสื่อสาร และ สื่อสังคมออนไลน์มาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์รูปแบบ โครงสร้างและองค์ประกอบวาทกรรม รวมทั้งนำแนวคิดผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมมาใช้วิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของอัตลักษณ์ ผลการศึกษาพบว่าวาทกรรมของผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามมิได้ทำหน้าที่เพื่อโฆษณาสินค้าเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ การประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านลักษณะตัวบทที่มีการผสมผสานปริจเฉทประเภทต่างๆ กล่าวคือ ตัวบทเป็นเรื่องเล่าด้วยภาษาที่เป็น กันเองเหมือนการเล่าเรื่องราวของเพื่อน ในขณะเดียวกันมีการอธิบายข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอาง การนำเสนอเทคนิค และขั้นตอนการแต่งหน้าซึ่งแสดงให้เห็นความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอาง รวมถึงองค์ประกอบการสื่อสารมีส่วนสำคัญต่ออัตลักษณ์คือทำให้ เห็นว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจเป็นสื่อสังคมที่ผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามมีอิสระในการนำเสนอตัวตน และปริบททั้งหมดของผู้มีอิทธิพล ทางด้านความงาม ได้แก่ รูปลักษณ์ การศึกษา การทำงาน การมีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องเครื่องสำอางส่งผลให้การนำเสนอ ตัวตนมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอัตลักษณ์พบว่าผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามใช้กลวิธีทางภาษาประกอบสร้าง อัตลักษณ์ 3 ประการ คือ 1) ความเป็นมืออาชีพในเรื่องเครื่องสำอางเป็นการนำเสนอว่าผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องสำอางและการแต่งหน้า ติดตามข้อมูลเรื่องเครื่องสำอางสม่ำเสมอ และนำเสนอข้อมูลเครื่องสำอางอย่าง ตรงไปตรงมา 2) ชีวิตที่เพียบพร้อมเป็นการนำเสนอว่าผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามมีชีวิตสมบูรณ์เพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์ภายนอก การศึกษา การทำงาน ลักษณะการใช้ชีวิตและสถานะความสัมพันธ์ และ 3) ความเป็นเพื่อนเป็นการนำเสนอว่าผู้มีอิทธิพลทางด้าน ความงามเป็นเพื่อนที่มีความจริงใจและปรารถนาดีต่อผู้รับสาร อัตลักษณ์เหล่านี้ประกอบสร้างผ่านกลวิธีทางภาษา ได้แก่ การใช้คำศัพท์ เฉพาะ การใช้ชุดคำศัพท์เกี่ยวกับตัวตน การใช้คำภาษาต่างประเทศ การใช้คำสรรพนาม การให้รายละเอียด การใช้วัจนลีลาแบบเป็น กันเอง การชื่นชมตนเอง การแสดงความปรารถนาดี การแสดงความจริงใจ และการใช้ภาพ การศึกษาบทบาทหน้าที่ของอัตลักษณ์พบว่าผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามประกอบสร้างอัตลักษณ์เพื่อให้ตนเองเป็นที่รู้จัก มีกลุ่มผู้ติดตามจนกลายเป็นบุคคลต้นแบบที่น่าพึงปรารถนาของผู้หญิงคนอื่นๆ อีกทั้งผู้มีอิทธิพลทางด้านความงามสร้างอัตลักษณ์เพื่อ โน้มน้าวใจผู้รับสารให้ต้องการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆตามที่นำเสนอ
การศึกษาเปรียบเทียบติตถิยปริวาสกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี, ปรีชา ทิวัฑฒานนท์
การศึกษาเปรียบเทียบติตถิยปริวาสกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี, ปรีชา ทิวัฑฒานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบติตถิยปริวาสในพระไตรปิฎกกับการรับเข้าอุปสมบทในวัดป่านานาชาติด้วยการศึกษาจากตัวบทและภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า ประเพณีทั้งสองมีความมุ่งหมายคัดกรองบุคคลนอกพุทธศาสนาที่มีความตั้งใจจริง เคารพศรัทธาในพระรัตนตรัย มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในคณะสงฆ์ เพื่อเป็นพระภิกษุตลอดชีวิต ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้ผู้ขออุปสมบทได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนและปรับตัวกับวิถีชีวิตของพระภิกษุด้วย ความแตกต่างสำคัญคือบุคคลที่เข้ามาอุปสมบทในวัดป่านานาชาติเป็นชาวต่างชาติซึ่งไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมพุทธศาสนาไทย กระบวนการรับเข้ามีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้และเคยชินกับการใช้ชีวิตตามแนวทางของวัดป่าในไทยซึ่งต้องอยู่อย่างเรียบง่าย ภายใต้อาณัติของพระอาจารย์ จึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าติตถิยปริวาสและไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของแต่ละบุคคล ขั้นตอนที่ซับซ้อนในวัดป่านานาชาติแสดงถึงการประยุกต์ประเพณีในพระไตรปิฎกและประเพณีไทยให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกวัฒนธรรมพุทธศาสนาที่ต้องการเข้ามาอุปสมบทได้ทดลองการใช้ชีวิตพระภิกษุในพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์ของคณะสงฆ์และบุคคลที่ขออุปสมบทเอง
อาบัติในมุมมองของทฤษฎีทางทัณฑวิทยา, สมชาย จำปาทอง
อาบัติในมุมมองของทฤษฎีทางทัณฑวิทยา, สมชาย จำปาทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อาบัติในภิกขุปาติโมกข์ตามหลักทฤษฎีทางทัณฑวิทยา 2 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งและทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอาบัติและภาคีทั้ง 5 อันได้แก่ ชุมชนสงฆ์ ตัวพระภิกษุ เพื่อนพระภิกษุ คฤหัสถ์นอกคณะสงฆ์ และพระศาสนาตามวัตถุประสงค์ของการบัญญัติพระวินัย 10 ประการ โดยศึกษาจากพระวินัยปิฎกและอรรถกถา ผลการศึกษาพบว่า การลงโทษตามพระวินัยคือการออกจากอาบัติ 3 ลักษณะ อันได้แก่ การพ้นจากสภาพความเป็นพระภิกษุ, การประพฤติวุฏฐานวิธี, และการแสดงอาบัติ สอดคล้องกับหลักการของทฤษฎีทั้งสองโดยที่แยกจากกันไม่ได้ การลงโทษตามทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งถือว่าเป็นการตัดโอกาส, เป็นความยุ่งยากและความลำบาก, และการทำให้อับอายตามลำดับ ในขณะที่ในมุมมองของทฤษฎีแก้ไขฟื้นฟูถือว่าเป็นการพ้นจากภิกษุภาวะเพื่อดำรงอยู่ในสถานะอื่นที่เหมาะสม, การแยกตัวผู้ต้องอาบัติออกไปจากพระสงฆ์เพื่ออบรมและขัดเกลาจิตใจ, และ การสำนึกผิด อาบัติอาจพิจารณาให้เป็นทฤษฎีใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสำนึกของผู้ต้องอาบัติเป็นสำคัญ อาบัติเป็นโทษที่มุ่งข่มขู่พระภิกษุผู้ไม่ละอายให้อยู่ในกฎเกณฑ์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน อาบัติก็เป็นวิธีการที่เอื้อประโยชน์ต่อพระภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ให้ดำรงตนสอดคล้องกับธรรม ภาคีทั้ง 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากอาบัติมีบทบาทในการควบคุมความสำรวมในสิกขาบทและในอินทรีย์ของพระภิกษุ การศึกษาแสดงว่า การออกจากอาบัติเป็นการแก้ไขตนเอง เมื่อพระภิกษุต้องอาบัติ ต้องรีบออกจากอาบัติ
กรรมวิธีการสร้างซอสามสายของครูจักรี มงคล, วรุตม์ ปัทมดิลก
กรรมวิธีการสร้างซอสามสายของครูจักรี มงคล, วรุตม์ ปัทมดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง กรรมวิธีการสร้างซอสามสายของครูจักรี มงคล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสร้างซอสามสายและปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงซอสามสายของครูจักรี มงคล โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าครูจักรี มงคล มีชื่อเสียงในการบรรเลงซอสามสายรวมทั้งมีฝีมือในการสร้างซอสามสายโดยได้รับแรงบันดาลใจการสร้างซอสามสายจากแบบกระสวนซอสามสายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านซอสามสายหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ช่างจรูญ คชแสง ซอสามสายของครูจักรี มงคล มีคุณภาพเสียงที่มีความไพเราะควบคู่กับคุณภาพของชิ้นงานที่มีความสวยงาม ละเอียด ประณีต คงทน ด้วยกรรมวิธีการสร้างจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตน คือการทำปากช้างบน ปากช้างล่าง ที่มีสัดส่วนเป็นธรรมชาติ คล้ายลักษณะกลีบบัว การทำแกนที่เป็นโลหะสแตนเลส ซึ่งมีน้ำหนักเบาสามารถนำกระแสเสียงและทนทานได้ดีกว่าไม้เนื้อแข็ง การทำคันชักซอสามสายที่หัวคันชักสามารถหมุนปรับได้โดยใช้หางม้าซอฝรั่ง เมื่อใช้งานเสร็จสามารถลดความตึงลง และมีรูปแบบที่สวยงามมีน้ำหนักเบาเท่ากันทั้งคันชัก ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงซอสามสายของ ครูจักรี มงคลคือการให้ความสำคัญกับความหนาบางของหนังซอขนาดกะโหลกซอสามสายใหญ่และหนา เมื่อขึ้นหนังหน้าซอแล้วจะมีมวลอากาศภายใน องศาของซอสามสายซึ่งรับแรงจากการรั้งสายและแรงกดจากหย่อง การตั้งหย่องและการติดถ่วงหน้าซึ่งมีตำแหน่งของหย่องและน้ำหนักของถ่วงหน้าที่เหมาะสม และได้พัฒนากรรมวิธีการสร้างจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตน คือการทำปากช้างบน ปากช้างล่าง ที่มีสัดส่วนเป็นธรรมชาติ คล้ายลักษณะกลีบบัว การทำแกนซอสามสายด้วย โลหะสแตนเลส การทำคันชักซอสามสายที่หัวคันชักสามารถหมุนปรับได้โดยใช้หางม้าซอฝรั่ง เมื่อใช้งานเสร็จสามารถหย่อนความตึงลง และมีรูปแบบที่สวยงามมีน้ำหนักเบาเท่ากันทั้งคันชัก
การดำเนินทำนองซออู้เพลงเทพนิมิต สามชั้นออกกราวนอกภาษาในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม, ชุติกาญจน์ กลั่นฤทธิ์
การดำเนินทำนองซออู้เพลงเทพนิมิต สามชั้นออกกราวนอกภาษาในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม, ชุติกาญจน์ กลั่นฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการดำเนินทำนองซออู้เพลงเทพนิมิต สามชั้น ออกกราวนอกภาษาใน วงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม วัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินทำนองของซออู้ในวงเครื่องสายปี่ชวาและการดำเนินทำนองของซออู้เพลงเทพนิมิต สามชั้น ออกกราวนอกภาษา สำหรับการบรรเลงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม ผลการศึกษาพบว่าซออู้เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในวงเครื่องสายปี่ชวา การบรรเลงซออู้ของครูจีรพล เพชรสม ในวงเครื่องสายปี่ชวาต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการปฏิบัติ มีความรู้แตกฉาน บรรลุนิติภาวะทางดนตรี สามารถเลือกใช้สำนวนกลอนอย่างเหมาะสม สร้างสีสันให้แก่วง และสร้างปฏิสัมพันธ์ทางดนตรี ผู้บรรเลงต้องแม่นยำในทำนองหลักและมีปฏิภาณไหวพริบที่ต้องตัดสินใจและปฏิบัติรวดเร็ว เนื่องจากวงเครื่องสายปี่ชวาเป็นวงที่มีแนวในการบรรเลงเร็วผู้บรรเลงต้องมีวิธีในการผูกทำนองเพื่อให้การดำเนินทำนองของซออู้มีคุณภาพ โดดเด่น และเกิดความสมดุลในการบรรเลงรวมวง เพลงเทพนิมิต สามชั้น ออกกราวนอกภาษาของครูจีรพล เพชรสม ใช้กลวิธีในการดำเนินทำนองซออู้ได้แก่ 1. การล้วงจังหวะ 2. การย้อยจังหวะ 3. การโดดเสียง 4. การกล้ำเสียง 5. การย้ำเสียง 6. การรูดนิ้ว 7. การสะบัดนิ้ว 8. การสะบัดคันชัก 9. การพรมนิ้ว 10. การเน้นคันชัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการดำเนินทำนองเฉพาะของครูจีรพล เพชรสมในการสร้างเสียงซออู้ที่เป็นเป็นเครื่องดนตรีเสียงทุ้มต่ำให้ปรากฏเสียงดัง ฟังชัด ไพเราะและอรรถรสในการดำเนินทำนองของซออู้ในวงเครื่องสายปี่ชวา
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย โฉมวิลัย ยูฮันเงาะ, โฉมวิลัย ยูฮันเงาะ
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย โฉมวิลัย ยูฮันเงาะ, โฉมวิลัย ยูฮันเงาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย โฉมวิลัย ยูฮันเงาะ : ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทเพลงขับร้องจากอุปรากร ละครเพลง และบทเพลงประกอบภาพยนตร์ รวมทั้งสิ้น 14 เพลง โดยคำนึงถึงความน่าสนใจ ความหลากหลายของลีลา อารมณ์ ความโด่งดัง และความท้าทายของบทเพลง รวมไปถึงความหลากหลายของเนื้อหา ความแตกต่างทางด้านภาษา สีสันของบทเพลง และวิธีการสื่ออารมณ์ ผู้วิจัยได้ค้นคว้าศึกษาลงลึกทางด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมา เนื้อเรื่อง ฉาก รวมถึงตัวละครของแต่ละบทเพลง เพื่อนำมาเปรียบเที่ยบกับชีวิตจริงของผู้วิจัยและนำไปสู่ความเข้าใจในการตีความบทเพลง รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้เพื่อให้การแสดงการขับร้องในครั้งนี้สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานระดับมหาบัณฑิต ผู้วิจัยได้วางแผนและเตรียมความพร้อมทางด้านการฝึกซ้อมตามประเภทของบทเพลงทั้ง 3 อย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการขับร้องและศิลปินต้นแบบหลาย ๆ ท่าน รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านร่างกายและจิตใจเพื่อให้การฝึกซ้อมและการแสดงในวันแสดงจริงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนการเตรียมพร้อมทางด้านสถานที่และด้านอื่น ๆ ที่จะทำให้การแสดงเกิดขึ้นอย่างไม่มีจุดบกพร่อง
กรรมวิธีการสร้างซอด้วงของเรือตรีชัยนรินทร์ แถมมีทรัพย์ (ช่างนาคร), ศสิตรา ธรรมรัตน์
กรรมวิธีการสร้างซอด้วงของเรือตรีชัยนรินทร์ แถมมีทรัพย์ (ช่างนาคร), ศสิตรา ธรรมรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง กรรมวิธีการสร้างซอด้วงของเรือตรีชัยนรินทร์ แถมมีทรัพย์ (ช่างนาคร) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสร้างซอด้วง และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพเสียงของซอด้วง ของช่างนาคร รวมไปถึงการเก็บข้อมูลศึกษาบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับซอด้วง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2532 ช่างนาคร เป็นช่างที่มีความสามารถในการสร้างเครื่องดนตรีไทยทุกประเภท ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ฝีมือด้านงานช่างและการสร้างซอด้วงจากครูจรินทร์ กลิ่นบุปผา ทำให้มีประสบการณ์ทางด้านงานช่างจนสามารถเปิดโรงงานอุตสาหกรรมในการผลิตเครื่องดนตรีไทย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ในปี พ.ศ. 2548 ในระยะเริ่มต้นช่างนาครศึกษาแบบจากกระสวนซอด้วงดุริยบรรณ และได้พัฒนาสัดส่วนจนได้รูปทรงที่เป็นแบบเฉพาะของช่างนาคร โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนสามารถซื้อไว้ฝึกซ้อมในราคาย่อมเยา คุณภาพเสียงตรงตามเสียงในอุดมคติของซอด้วงคือเสียงอ้อ และเสียงแก้ว ช่างนาคร ใช้ไม้ชิงชัน ไม้มะเกลือ ไม้มะริด ไม้กระพี้เขาควาย และไม้ประดู่ อุปกรณ์ที่ใช้มี 51 ชิ้น มีกรรมวิธีการสร้างทั้งหมด 8 ขั้นตอน ได้แก่ การกลึงลูกบิด การกลึงคันทวนซอด้วง การกลึงคันชักซอด้วง การกลึงกระบอกซอด้วง การขึ้นหนังหน้าซอด้วง การทำสีและเคลือบเงา การขึ้นหางม้า การประกอบซอด้วง ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพเสียงซอด้วง คือการคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพตั้งแต่การคัดเลือกไม้และหนังงู การกลึงกระบอกซอด้วงที่มีขนาดรูปทรงที่พอดี การกลึงรูเท้าเหยียบและการบากขอบกระบอกซอเพื่อขึ้นหนังหน้าซอด้วง ซอด้วงของช่างนาคร มีแก้วเสียง นุ่มนวล ตามเสียงซอด้วงในอุดมคติ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีไทยได้ให้คำนิยามไว้
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย กรภัทร์ สุขโข : บทเพลงประเภทนอคเทิร์น, กรภัทร์ สุขโข
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย กรภัทร์ สุขโข : บทเพลงประเภทนอคเทิร์น, กรภัทร์ สุขโข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ วิเคราะห์ ตีความบทเพลง และเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมในการบรรเลงบทเพลงสำหรับเปียโนประเภทนอคเทิร์นที่ประพันธ์โดยผู้ประพันธ์เพลงในยุคโรแมนติกและยุคศตวรรษที่ยี่สิบ อาทิ เฟรเดริค โชแปง โคลด เดอบุสซี และโลเวลล์ ลิเบอร์แมน จำนวนทั้งสิ้น 15 บท ผลการวิจัยแสดงการตีความบทเพลง การนำเสนอเทคนิคการบรรเลง ตลอดจนการถ่ายทอดและนำเสนอบทเพลงอย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งวิธีการและขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงเดี่ยวเปียโน ที่จัดขึ้น ณ Tongsuang's Concert Salon and Gallery ปทุมธานี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ.2566 เวลา 14.00 น. ใช้เวลาแสดงรวมประมาณ 1 ชั่วโมง
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย ญาณิศา มีทรัพย์ : บทเพลงที่ประพันธ์โดยชูเบิร์ตและชูมันน์, ญาณิศา มีทรัพย์
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย ญาณิศา มีทรัพย์ : บทเพลงที่ประพันธ์โดยชูเบิร์ตและชูมันน์, ญาณิศา มีทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ วิเคราะห์ ตีความบทเพลง และเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมในการบรรเลงบทเพลง 2 บท ได้แก่ Sonata in A major, D.959 ประพันธ์โดยฟรานซ์ ชูเบิร์ต และ Humoreske, Op.20 ประพันธ์โดยโรเบิร์ต ชูมันน์ ทั้งสองบทเพลงมีลักษณะสำคัญคือมีทำนองและเสียงประสานที่ไพเราะ รวมทั้งมีเทคนิคการบรรเลงเปียโนขั้นสูงที่สามารถทำให้ผู้วิจัยพัฒนาศักยภาพในการบรรเลงเปียโนของตัวเอง ผลการวิจัยแสดงการตีความบทเพลง การนำเสนอเทคนิคการบรรเลง การถ่ายทอดและนำเสนอบทเพลงเหมาะสม นอกจากนั้นยังนำเสนอวิธีการและขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงเดี่ยวเปียโนที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2565 ณ Tongsuang's Concert Salon & Gallery จังหวัดปทุมธานี เวลาในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย พิชยา อัมรักษ์ : บทเพลงฤดูกาลของวิวัลดีและไชคอฟสกี, พิชยา อัมรักษ์
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย พิชยา อัมรักษ์ : บทเพลงฤดูกาลของวิวัลดีและไชคอฟสกี, พิชยา อัมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ วิเคราะห์ ตีความบทเพลง เลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมในการบรรเลงบทเพลงสำหรับเปียโนจำนวน 2 ชุด ได้แก่ The Four Seasons ของอันโตนิโอ วิวัลดี และ The Seasons ของปีเตอร์ อิลิทช์ ไชคอฟสกี บทเพลงทั้งสองชุดนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับฤดูกาลต่าง ๆ จากแนวความคิดของผู้ประพันธ์เพลงจากยุคดนตรีที่ต่างกัน บทเพลงดังกล่าวมีทำนองที่ไพเราะสวยงาม มีการใช้เสียงประสานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงมีอารมณ์เพลงและความรู้สึกที่เกิดขึ้นเฉพาะในฤดูกาลนั้น ๆ ซึ่งทำให้เพลงแต่ละบทมีเอกลักษณ์และต้องการการตีความเฉพาะบทที่เหมาะสม ผลการวิจัยแสดงการศึกษาตีความบทเพลง และการนำเสนอเทคนิคการบรรเลง ตลอดจนการถ่ายทอดและนำเสนอบทเพลงในการแสดงดนตรีเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ผลงานอันทรงคุณค่าให้กับผู้ที่สนใจในดนตรีคลาสสิก