Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 32581 - 32610 of 32922

Full-Text Articles in Entire DC Network

การศึกษาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา: การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล, ภาดล สุขสถิตย์ Jan 2024

การศึกษาความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในบ้านพักคนชรา: การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล, ภาดล สุขสถิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาถึงกระบวนการสร้างมโนทัศน์ การรับรู้ และการตอบสนองของผู้สูงอายุที่มีต่อประสบการณ์ความโดดเดี่ยวที่อาศัยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากตามแนวคิดสรรคนิยม (constructivist grounded theory) ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จากผู้สูงอายุจำนวน 22 คน เพศชายจำนวน 9 คน เพศหญิง 13 คนจาก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ จำนวน 5 แห่งในจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรี เมื่อนำข้อมูลการสัมภาษณ์มาทำการลงรหัสและวิเคราะห์พบว่ามีข้อค้นพบที่อธิบายกระบวนการในการรับรู้ สร้างมโนทัศน์และตอบสนองต่อความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ จำนวน 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านบุคคล 2) ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 3) ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น 4) ความโดดเดี่ยว 5) การตอบสนองต่อความโดดเดี่ยว โดยพบว่าปัจจัยด้านบุคคลที่เป็นปัจจัยที่อธิบายถึงลักษณะบุคลิกและภูมิหลังของผู้สูงอายุและปัจจัยด้านลักษณะการรับรู้ของผู้สูงอายุที่มีต่อศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ นั้นมีอิทธิพลต่อการรับรู้ความเป็นไปหรือประสบการณ์ในขณะที่อาศัยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการรับรู้ประสบการณ์ความโดดเดี่ยวและรูปแบบที่ผู้สูงอายุแต่ละคนตอบสนองต่อความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกันการรับรู้ประสบการณ์ หรือความโดดเดี่ยวและการตอบสนองที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านบุคลิกภาพของผู้สูงอายุได้เช่นกัน ซึ่งข้อค้นพบนี้ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลที่ส่งผลซึ่งกันและกันในกระบวนการรับรู้ประสบการณ์และความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุทั้งจากปัจจัยภายในผู้สูงอายุ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและปัจจัยเชิงสังคม งานวิจัยฉบับนี้จึงได้เสนอให้มีการพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นองค์รวมและสร้างความเข้าใจถึงพลวัตที่เกิดขึ้นกับการรับรู้ของผู้สูงอายุที่อาศัยภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพัฒนาการบริการการดูแลระยะยาวต่อไป


Effect Of Video Game Playing On Character Strengths, Natdanai Iamwattanaseree Jan 2024

Effect Of Video Game Playing On Character Strengths, Natdanai Iamwattanaseree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Character strengths have been widely studied in areas such as the workplace, education, and relationships. However, little research has explored the relationship between video games and character strengths, particularly from a causal perspective. This research aims to examine how playing action and adventure video games may influence character strengths, drawing on game and behavior change theories. The study includes two parts: a correlational study and a field experiment. The first study surveyed 597 participants using snowball sampling to explore the effects of different game genres on character strengths. Results showed that game genre significantly had a main effect on character …


การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์ Jan 2024

การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า” ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ในรูปแบบเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ทั้งหมด 6 คน ได้แก่ นักการตลาด นักการวางแผนกลยุทธ์ และครีเอเทีฟ ในส่วนของเชิงปริมาณใช้วิธีเชิงสำรวจด้วยการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากผู้ที่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน จากการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า องค์กรมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสามารถสร้างความแตกต่างทางการตลาด ควบคุมได้ง่าย ยืดหยุ่นในการออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหา คุ้มค่าในระยะยาว และควบคุมภาพลักษณ์ได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นซีและอัลฟา อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องต้นทุน ความสมจริง และความน่าเชื่อถือ โดยมีแนวโน้มการใช้งานในอนาคตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่น ความงาม เทคโนโลยี และความบันเทิง จากการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ความบันเทิงในระดับมาก ขณะที่การรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ทัศนคติโดยรวมอยู่ในเชิงบวก โดยมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงเป็นนวัตกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจและสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในตราสินค้า ส่วนการยอมรับอยู่ในระดับสูง ที่มาจากสมมติฐานที่ว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการยอมรับ (ค่าเพียร์สัน = 0.73) แต่พฤติกรรมการใช้งานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการสมมติฐานพบว่า การยอมรับและพฤติกรรมการใช้มีความสัมพันธ์กันแต่อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเพียร์สัน = 0.52) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการยอมรับในเชิงความคิดและการปฏิบัติจริงของผู้บริโภค


อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์ Jan 2024

อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ในยุคดิจิทัลส่งผลให้รูปแบบการตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ และความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers สายความงาม ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจว่าจ้าง Micro-Influencers จากแบรนด์และเอเจนซี่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาวิธีการที่ Micro-Influencers สื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของตนและศึกษาการว่าจ้าง Micro-Influencers ของแบรนด์และเอเจนซี่ (จำนวน 6 ราย) และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจระดับคะแนนของผู้บริโภคที่ติดตาม Micro-Influencers ต่อปัจจัยดังกล่าว ตลอดจนวิเคราะห์ความแตกต่างตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ การศึกษา และรายได้ จำนวน 402 คนผลวิจัยเชิงคุณภาพชี้ว่า Micro-Influencers ที่แสดงถึงความรู้จริง ความจริงใจ และบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ มักได้รับความไว้วางใจจากผู้ติดตาม และสามารถจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าดึงดูดใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.33) รองลงมาคือความเชี่ยวชาญ (3.70) และความไว้วางใจ (3.68) โดยผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณยืนยันว่าความน่าดึงดูดใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างในการรับรู้ของผู้บริโภคบางกลุ่มตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิด Source Credibility Theory และ Source Attractiveness Model ซึ่งเน้นว่า บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และความรู้ที่น่าเชื่อถือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการตลาด ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การคัดเลือก Influencers ที่มีคุณลักษณะเหมาะสม ตลอดจนการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมความงามได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์ Jan 2024

การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับและทัศนคติต่อแบรนด์ ทัศนคติต่อส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี โดยการเลือกกระเป๋าสองแบรนด์นี้เพราะมีจุดร่วมในด้านราคา ภาพลักษณ์และความนิยมในกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันแต่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน แบรนด์ Goyard เป็นแบรนด์ที่ใช้ กลยุทธ์การตลาดแบบ Silence Marketing ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ต่างจากแบรนด์ Dior ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเชิงรุก ผู้วิจัยจึงได้นำทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันเพื่อทำความเข้าใจถึง ผลลัพธ์และแนวโน้มที่แตกต่างกัน รวมไปถึงหาแนวทางในการสร้างคุณค่าตราสินค้า และพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์หรูในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไปการวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่มและสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Goyard, ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Dior, และ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋าทั้งสองแบรนด์ ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อแบรนด์ทั้งสอง แม้ว่าจะอยู่ในระดับแบรนด์หรูเหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะของกลุ่มผู้บริโภคที่เฉพาะและแตกต่างกัน โดยแบรนด์ Goyard มีภาพลักษณ์ที่ลึกลับและเข้าถึงยาก และสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ในเชิงเรียบหรู จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Authentic Self ส่วนของแบรนด์ Dior มีภาพลักษณ์ที่เรียบหรูเหมือนกัน แต่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งจากการโฆษณาหรือการเลือกพรีเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังมีการสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ให้มีความอ่อนหวาน คลาสสิก จึงตอบโจทย์แฟชั่นของผู้หญิงยุคใหม่ จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Performance เพราะฉะนั้น ทั้ง Goyard และ Dior แสดงให้เห็นถึง “ความแตกต่างที่สมดุล”


อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์ Jan 2024

อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจด้านเนื้อหา (ประกอบด้วย มิติของการแสวงหาข้อมูล การเข้าสังคม การให้ความเพลิดเพลิน และการแสวงหาสถานะทางสังคม) แรงจูงใจด้านแหล่งสาร (ประกอบด้วย คุณลักษณะของความคล้ายคลึงกัน ความนิยม ความมีอิทธิพล ความนำสมัย และความใกล้ชิดกับผู้อื่น) ในการรับชม Vlog Week และพฤติกรรมผู้บริโภค (ประกอบด้วย ตัวแปรย่อยในเรื่องของการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง) 2) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านแหล่งสารต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี จำนวน 450 คน ซึ่งเคยรับชม Vlog Week ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา จากช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดและเผยแพร่ Vlog Week ในปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 10 วิดีโอขึ้นไป 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง @Bowkanyaratp, @Flukkaron และ @PONGKOOL24 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจด้านเนื้อหา ในมิติการแสวงหาข้อมูล มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกตัวแปรย่อย มิติการเข้าสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค มิติการให้ความเพลิดเพลิน มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจซื้อ และมิติการแสวงหาสถานะทางสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของแรงจูงใจด้านแหล่งสาร ในคุณลักษณะความคล้ายคลึงกัน และความใกล้ชิดกับผู้อื่น มีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะความนิยม มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ และทัศนคติต่อสินค้าและบริการ และคุณลักษณะความนำสมัย มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง


กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย Jan 2024

กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างและสื่อสารตราสินค้าบุคคล ของนักดนตรีกลางคืนเพื่อการต่อยอดทางอาชีพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มกับนักดนตรี 10 คน ที่แบ่งเป็นกลุ่มนักดนตรีในผับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ และ ผู้ทรงอิทธิพลระดับมาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ บนช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ สร้างแบรนด์ผ่าน ความเป็นมืออาชีพและทักษะการแสดงสดที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับ มาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ เน้นภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและจริงใจโดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐาน ทั้งสองกลุ่มใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การจ้างงาน มากกว่าสร้างรายได้โดยตรง การสร้างตราสินค้าบุคคลที่แข็งแกร่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดอาชีพของนักดนตรีกลางคืน ในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความสามารถทางดนตรี


ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร Jan 2024

ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติและศึกษากระบวนการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติเพื่อนำเสนอความเป็นไทย ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) พิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร และพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (in-dept interview) ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่า 1. มีการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 จำนวน 9 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) การละเล่นพื้นบ้านแบบไทย 7) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย 8) กีฬาไทย และ 9) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยเพียงหมวดหมู่เดียวคือหมวดหมู่ประเพณีไทย และการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 จำนวน 7 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย และ 7) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยในหมวดหมู่ถึง 3 หมวดหมู่ คือ …


ผลของโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแลต่อภาระการดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน, ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแลต่อภาระการดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน, ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล และ2) ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักในครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทที่อาศัยอยู่ในชุมชน ซึ่งมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ จำนวน 50 คน จากนั้นได้รับการจับคู่ด้วยระยะเวลาในการดูแล แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล แบบวัดภาระในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน หลังเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล น้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน ที่เข้าร่วมโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม Jan 2024

การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน แพทย์เวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน คณะกรรมการหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน หัวหน้าพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 4 คน และพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า บทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลเวชศาสตร์การบินจำนวน 16 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการนิรภัยการบินและนิรภัยภาคพื้น จำนวน 8 ข้อ 3) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง จำนวน 16 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 11 ข้อ 5) ด้านผู้นำการทำงานเป็นทีม การจัดการ และการให้คำปรึกษา จำนวน 18 ข้อ และ 6) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ จำนวน 11 ข้อ


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, พรประภา เหล็กกล้า Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, พรประภา เหล็กกล้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองศึกษาแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อคัดกรองให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษาและควบคุมความแปรปรวน แล้วนำมาจับสลากหากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง หลังจากนั้นคัดเลือกผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า และจับคู่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในด้านเพศ และ คะแนนทางบวก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน กลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว (KR-20 = .85) แบบวัดการแสดงความโกรธ (α = .81) และแบบประเมินความสามารถในการจัดการกับอาการทางบวก (α = .82) และแบบประเมินอาการทางบวก (α = .83) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 (CVI = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่ำกว่าก่อนได้รับการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่ำกว่าผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


A Path Analysis Of Good Death As Perceived By Muslim Nurses Caring For End-Of-Life Patients At Intensive Care Unit In Indonesia, Ifa Hafifah Jan 2024

A Path Analysis Of Good Death As Perceived By Muslim Nurses Caring For End-Of-Life Patients At Intensive Care Unit In Indonesia, Ifa Hafifah

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional correlation study aimed: 1) to explore the level of good death as perceived by Muslim nurses caring for end-of-life patients at the Intensive Care Unit in Indonesia. and 2) to examine the direct and indirect effects of attitude, communication, work environment, empathy, caring behaviors, and spirituality on good death as perceived by Muslim nurses caring for end-of-life patients at Intensive Care Unit in Indonesia. The hypothesized model was developed based on the Human Caring Theory by Jean Watson and supported by a literature review. A multi-stage sampling technique was applied to recruit 359 Muslim ICU nurses in Kalimantan …


A Path Analysis Of Work Engagement Among Nurses In General Hospitals, Magway Region, Myanmar, Ei Ei Mon Jan 2024

A Path Analysis Of Work Engagement Among Nurses In General Hospitals, Magway Region, Myanmar, Ei Ei Mon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study aimed to examine work engagement and test the causal relationships among transformational leadership, organizational safety climate, psychological empowerment, job autonomy, and work engagement among nurses in general hospitals in the Magway Region, Republic of the Union of Myanmar. The conceptual framework was developed based on the Job Demands-Resources Theory and relevant literature. Stratified random sampling was employed. The sample consisted of 500 nurses who had worked for at least one year in general hospitals in the Magway Region, Republic of the Union of Myanmar. The research instruments included a demographic data form and questionnaires on transformational leadership, …


The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham Jan 2024

The Effect Of Hybrid Cbt-Based And Peer Support Program On Depression Among Transgender Women, Patcharin Krongtham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was a randomized controlled trial with repeated measures, aimed at evaluating the effect of hybrid CBT-based and peer support program on depression among transgender women. A total of 112 eligible participants were randomly assigned to either the experimental or control group, with 56 participants in each group. The experimental group received the hybrid CBT-based and peer support program developed based on Padesky and Mooney’s cognitive-behavioral therapy model (1990) and Dennis’s concept of peer support (2003). The program consisted of eight group sessions each lasting 60–90 minutes, delivered through both face-to-face meetings and the LINE application, conducted twice a …


The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat Jan 2024

The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with a repeated-measures design aimed to compare changes in primary outcome which is alcohol use comprised of both amount (grams/week) and frequency (days/week), and secondary outcomes which are severity of alcohol-related problems and intention to use alcohol among men aged 35-44 with hazardous alcohol use who residing in the community. A total of 104 participants from a rural district in Vietnam who met the inclusion criteria were randomly assigned to either an intervention or control group using blocked randomization with stratification based on education levels, 52 participants for each group. The intervention group received a Protective …


ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว Jan 2024

ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น


ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ, หนึ่งฤทัย ปิ่นตบแต่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความตามแนวคิดของไฮเดรกเกอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 16 คน โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเทปและการนำข้อมูลมาถอดคำต่อคำ การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม ร่วมกับวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen (1990) ผลการศึกษาสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ และประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ โดยการให้ความหมายการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 2 ประเด็นย่อย คือ 1. การดูแลด้วยความรักความผูกพันในครอบครัว 2. ใส่ใจดูแลไม่ให้กลับไปเสพซ้ำส่วนประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ พบ 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เสพซ้ำ 2. ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดูแล 3. การปรับตัวของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ 4. การรับมือกับผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจความหมายและประสบการณ์การดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ติดสุราที่เสพซ้ำ เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลและสหวิชาชีพนำไปพัฒนาระบบการดูแลทั้งผู้ติดสุราที่เสพซ้ำและผู้ดูในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลซ้ำ (วันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 หลังผ่าตัด) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากัน 24 ราย จับคู่ด้วยอายุและลักษณะพื้นฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และแบบประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา มีความเที่ยงด้วยวิธีวัดความเท่าเทียมกัน เท่ากับ 1 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย ในสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่า วันที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มควบคุมในวันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, รัชนา วันนา Jan 2024

ผลของโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, รัชนา วันนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ เปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท ระหว่างที่ได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นโรคจิตเภท ตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรค ICD-10 แผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 42 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการจับคู่ตามลักษณะ เพศ อายุ และสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ โปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว และแบบประเมินการกำกับอารมณ์ โดยมีดัชนีความตรงเท่ากับ 1 ส่วนความเที่ยงโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวและแบบประเมินการกำกับอารมณ์ เท่ากับ .81และ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยโรคจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยโรคจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการกำกับอารมณ์และการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05


ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท, พรปวีณ์ ยังปักษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทจำนวน 38 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 19 คน และกลุ่มควบคุม 19 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคล 3) แบบวัดภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 4) แบบวัดความเข้มแข็งของครอบครัว เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .73 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทต่ำกว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์ Jan 2024

ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p


ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย เนื่องจากผู้วิจัยเล็งเห็นว่าแรงงานต่างด้าวเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีอยู่จำนวนมากและเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย แต่ทว่าแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับตกอยู่ในสถานะคนอื่น เป็นคนชายขอบที่ไม่ได้รับการยอมรับ แรงงานต่างด้าวไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกปฏิบัติด้วยอย่างไม่เป็นธรรมไร้ความเท่าเทียม และมักถูกเข้าใจผิดหรือเชื่ออย่างเหมารวมว่าพวกเขาเหล่านี้คือกลุ่มคนไม่พึงประสงค์ ผู้วิจัยเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการนำเสนอภาพตัวแทนของวาทกรรมข่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย โดยผู้วิจัยเลือกวิเคราะห์ตัวบทรายงานข่าว 3 สื่อ ซึ่งเป็นสื่อหลักที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ได้แก่ ตัวบทสื่อหนังสือพิมพ์ ตัวบทสื่อภาครัฐ และตัวบทสื่อกลุ่มแรงงาน โดยผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูลรายงานข่าวแรงงานต่างด้าวในช่วงปีพ.ศ. 2557 – 2563 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดหลักในการศึกษาคือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวพบว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในสื่อทั้งสามตัวบท ประกอบสร้างหรือสื่อภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวหลายแง่มุม มีทั้งใกล้เคียงและแตกต่างหรือตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญภาพตัวแทนที่นำเสนอในสื่อทั้งสามตัวบทมีลักษณะของความเด่นชัดแตกต่างกัน กลวิธีทางภาษาสำคัญที่พบ อาทิ 1. การอ้างถึงแรงงานต่างด้าว 2. การอ้างถึงภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายไทย 3. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการกระทำ 4. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการพูด 5.การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับสภาพ 6. การใช้สหบท 7. การใช้ทัศนภาวะ 8. การใช้รูปภาษานำเสนอเนื้อหาแสดงสาเหตุและผลของการกระทำที่เกิดขึ้น 9. การใช้มูลบท 10.การปฏิเสธมูลบท 11.การเลือกใช้ชุดคำศัพท์ร่วมกันจำนวนมาก และ 12. การใช้อุปลักษณ์ ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏ ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มคนโหดเหี้ยมฯ ปัญหา โรคระบาด และคนนอื่น” สื่อภาครัฐนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “ปัญหา คนอื่น กลุ่มคนที่ได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างดี และเป็นกลุ่มคนผิดกฎหมาย” ในขณะเดียวกัน สื่อกลุ่มแรงงานนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่แตกต่างและตรงกันข้ามจากสื่อทั้งสองก่อนหน้าอย่างชัดเจน คือ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน แรงงานสำคัญ กลุ่มคนหาเลี้ยงชีพ และกลุ่มคนถูกกฎหมาย” ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏจากทั้งสามสื่อชี้ให้เห็นว่าสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อภาครัฐเลือกเน้นนำเสนอแง่มุมเชิงลบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ในขณะที่สื่อกลุ่มแรงงานให้ความสำคัญต่อการนำแง่มุมเชิงบวกและด้านที่น่าสงสารของแรงงานต่างด้าว ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่าภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่นำเสนอนั้นมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตตัวบทที่แตกต่างกัน ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ผลิตตัวบทรายงานข่าวเพื่อมุ่งเร้าความสนใจของคนในสังคมเพื่อขายข่าวและเป็นเหตุผลเชิงธุรกิจ สื่อภาครัฐมุ่งนำเสนอข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพการทำงานของตน ต้องการสร้างเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และสร้างความชอบธรรมให้แก่การดำเนินงานของรัฐ ส่วนสื่อกลุ่มแรงงานมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข่าวเพื่อรณรงค์เรียกร้องให้เกิดการช่วยเหลือ คุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว การนำเสนอข่าวด้วยวัตถุประสงค์ประสงค์ที่แตกต่างกัน ประกอบกับการตัดสินคุณค่าเชิงข่าวที่แต่ละสื่อของประเมินค่า ตัดสินคุณค่าของประเด็นข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งต่อการประกอบสร้างภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในตัวบทรายงานข่าวทั้งสามสื่อ อย่างไรก็ตามตัวบทสื่อกลุ่มแรงงานที่ดูเหมือนจะนำเสนอข่าวเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มแรงงานต่างด้าวมากที่สุด แต่กลับเป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลน้อยสุดเพราะไม่สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อ่านซึ่งเป็นคนในสังคมไทยได้เป็นวงกว้าง ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่าปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบทและมีผลต่อการประกอบสร้างความหมายหรือภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าว ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการของรัฐบาล การมีอยู่ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจำนวนมาก อุดมการณ์ชาตินิยม แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และการพยายามขายข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์เพื่อเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล นอกจากนี้การผลิตนำเสนอวาทกรรมและภาพตัวแทนยังส่งผลกระทบต่อสังคมด้วย ได้แก่ …


ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบ แนวคิด และปัจจัยที่ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้า โดยมุ่งทำความเข้าใจความหลากหลายของกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละประเภทองค์กร ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างองค์กรบริหารส่วนภาครัฐและองค์กรเอกชนสองรูปแบบในพื้นที่แขวงปทุมวัน กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากกรณีศึกษา 8 โครงการ การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ออกแบ และ ผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกผู้ออกแบบ รวมไปถึงการสำรวจเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการศูนย์การค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกผู้ออกแบบมิได้เป็นกระบวนการที่ตายตัวหรืออิงกับเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงกลยุทธ์ บริบทองค์กร และเป้าหมายของแต่ละโครงการอย่างหลากหลาย โดยสามารถจำแนกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ 6 ด้าน ได้แก่ ผลงานที่ผ่านมา แนวคิดการออกแบบ ศักยภาพของทีม ค่าธรรมเนียม ความสัมพันธ์ และข้อมูลพื้นฐานของบริษัทผู้ออกแบบ อย่างไรก็ตาม การให้น้ำหนักของแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกันตามลักษณะองค์กร วิธีคิดของผู้บริหาร และวัฒนธรรมภายใน การเปรียบเทียบระหว่างองค์กรทั้งสาม ชี้ให้เห็นว่า องค์กรบริหารส่วนภาครัฐมักใช้กระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน โปร่งใส และเปิดกว้าง ขณะที่องค์กรเอกชนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความไว้วางใจในทีมงาน และความสามารถในการตีความวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการประเมินที่อิงกับความสัมพันธ์และการตัดสินใจเชิงบริบท งานวิจัยนี้มิได้มุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีแบบตายตัว หากแต่เสนอ “ความเข้าใจเชิงระบบ” ที่สังเคราะห์จากข้อมูลจริงในหลายมิติ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้าอย่างรอบด้าน โดยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมิได้มีรูปแบบเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาและระบบประเมิน กับความยืดหยุ่นที่สะท้อนบริบทเฉพาะของแต่ละองค์กร ทั้งในด้านเป้าหมาย กลยุทธ์ ความสัมพันธ์ และวิสัยทัศน์ งานวิจัยจึงมีคุณค่าในการช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของระบบการคัดเลือกผู้ออกแบบได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda Jan 2024

Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research explores the everyday creativity found on Bangkok’s streets—creative, resourceful, improvised solutions created by ordinary people in response to urban challenges. It is based on the hypothesis that Bangkok’s vernacular making can serve as a tool for fostering inspiration and creative thinking in design. Through photo ethnography, literature review, and a practice-based research methodology, the project investigates two key questions: What are the defining characteristics of Bangkok's vernacular making? And how can it be translated into a tool that inspires creative thinking? 10101-101 Pieces of 1 City (Bangkok Edition) is an outcome of the research, which consists of three …


แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล Jan 2024

แนวทางการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด กรณีศึกษา โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นพนันทร์ วิศิษฏ์ชัยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บ้านแฝดเป็นที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากราคาที่ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่มีพื้นที่ใช้สอยที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้เกิดความต้องการเพิ่มมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแฝด โดยการรวบรวมรายละเอียดของโครงการบ้านที่เปิดขายทั้งหมดตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 และนำมาวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ใช้สอยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่หลักที่ปรากฏในตั้งแต่ พ.ศ. 2550–2565 ประกอบด้วย ห้องนอนใหญ่, ห้องนอน 2, ห้องรับแขก, พื้นที่รับประทานอาหาร, ห้องเก็บของ, ห้องน้ำชั้นล่างและชั้นบน, ห้องโถงชั้นบน ถือเป็นพื้นที่มาตรฐานที่ต้องมีในบ้านแฝดทุกหลัง ส่วนพื้นที่อื่น เช่น ห้องนอน 3, ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่, ห้องครัว, พื้นที่เตรียมอาหาร, ห้องอเนกประสงค์ และโถงชั้นล่าง ปรากฏเฉพาะในบางช่วงเวลาและบางโครงการเท่านั้น โดยพบว่าขนาดของพื้นที่แต่ละส่วน เช่น ห้องนอนใหญ่และโถงชั้นล่างปัจจุบันขนาดลดลงจากเดิม ขณะที่ห้องนอน 2, ห้องนอน 3, ห้องรับแขก และห้องครัวมีขนาดเพิ่มขึ้น โดยมีการออกแบบที่ตอบสนอง ดังนี้ 1) ห้องนอนใหญ่มีการเพิ่มห้องน้ำส่วนตัวและแยกพื้นที่แต่งตัวแม้พื้นที่นอนจะลดลงแต่ได้พื้นที่แต่งตัวเพิ่มขึ้น 2) พื้นที่โถงชั้นล่างมีขนาดลดลงโดยการใช้พื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างห้องรับแขกและพื้นที่รับประทานอาหาร 3) ห้องครัวและพื้นที่เตรียมอาหารถูกรวมพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อลดการใช้พื้นที่ 4) ห้องนอน 2 และห้องนอน 3 มีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนรูปแบบบันได 5) มีการเพิ่มพื้นที่ของห้องอเนกประสงค์มากขึ้นในช่วงหลัง แม้พื้นที่โดยรวมของบ้านจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผู้พัฒนาโครงการสามารถเพิ่มพื้นที่การใช้งานภายในผ่านการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ให้สามารถรองรับพื้นที่ที่หลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เช่น เตียงพับ โต๊ะซ่อนในผนัง หรือม้านั่งที่เก็บของได้ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้วยการออกแบบพื้นที่แนวตั้ง เช่น การสร้างชั้นลอย รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจกเงาและประตูบานเลื่อนเพื่อช่วยเพิ่มมิติและลดการสูญเสียพื้นที่ใช้งาน


การศึกษาบทบาทของความหวังต่อพฤติกรรมสร้างสรรค์ของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Designer) ในบริษัทออกแบบในกรุงเทพ, อโรชา ทิพยไกรศร Jan 2024

การศึกษาบทบาทของความหวังต่อพฤติกรรมสร้างสรรค์ของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Designer) ในบริษัทออกแบบในกรุงเทพ, อโรชา ทิพยไกรศร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการเติบโตของตลาด E-commerce ในประเทศไทย ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อแข่งขัน ส่งผลให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลต้องพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหวังและความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการทำงานของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลในกรุงเทพฯ และปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความหวังและความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลจาก 17 บริษัทในกรุงเทพฯ จำนวน 50 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่าความหวังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในด้านการสนับสนุนแนวคิดให้เป็นที่ยอมรับ (Idea Championing) และการสร้างแนวคิด (Idea Generation) ซึ่งมีค่า R² เท่ากับ 0.41 และ 0.39 ตามลำดับ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมความหวังและการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันในตลาด E-commerce ได้


การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์ Jan 2024

การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เสียงในสถาปัตยกรรม (Architectural Acoustic) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้งานอาคารโดยตรง องค์กรต่างๆ ด้านการกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับในการออกแบบและก่อสร้างเช่น LEED และ WELL ได้ทำการบรรจุหัวข้อด้านการสร้างสุขภาวะและลดมลภาวะทางเสียงในอาคาร เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางเสียงที่ดีภายในอาคารที่มีการใช้งานที่มีความอ่อนไหวทางเสียง โดยเฉพาะอาคารสถานศึกษา ในขณะเดียวกัน สำหรับอาคารบางแห่งที่ไม่มีการทำแบบจำลอง 3 มิติ มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแรงงานและเวลาหากต้องมีการรังวัดสภาพของอาคารจริงเพื่อจัดทำแบบจำลอง 3 มิติเพื่อทำการจำลองเสียงงานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความแม่นยำของผลจำลองเสียงแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ (Point Cloud) โดยการเปรียบเทียบกับผลการจำลองเสียงจากแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์กับผลการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) โดยมีตัวแปรของเสียงที่เป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 4 ตัวแปร ได้แก่ ระยะเวลาก้องกังวาน (RT60) เวลาสลายตัวเร็ว (EDT) ความชัดเจน (C80) และดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด (STI)หลังจากที่ได้ทำการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบจำลอง 3 มิติ แบบ Voxel และแบบจำลอง 3 มิติ แบบ Bounding Box ของห้องที่แตกต่างภายในอาคารสถานศึกษาทั้งหมด 3 ห้อง และชุดวัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงที่ต่างกัน 2 ชุด พบว่า ผลการจำลองเสียงด้วยด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์นั้นมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ร้อยละ 0.663 ถึง 17.034 นอกจากนี้ การจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติ Bounding Box ยังสามารถทำการจำลองได้รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้แบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ในการจำลองเสียง


Design Research Project For Sustainable Campus Travel, Encouraging Active Mobility For Urban Thai University Students, Wanatchai Tassanee Jan 2024

Design Research Project For Sustainable Campus Travel, Encouraging Active Mobility For Urban Thai University Students, Wanatchai Tassanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Physical Activity and Physical fitness can act as tools to measure one’s health status. With its numerous benefits, such as improved physical and mental health and lower mortality risk, health promotion programs have been extensively devised to aid the young adults. However, only around a quarter of Thailand’s younger generations has sufficient physical activity. Thus, Active Mobility plays an important role in encouraging physical activity and aid in decreasing environmental impacts resulting from motorised means of travel. This study aims to promote physical activity and active mobility, while focusing on the perceived benefits of the students from campus travel experience. …


คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์ Jan 2024

คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่ทางสังคม (social space) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เอื้อให้ผู้คนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งความต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness) นับเป็นความปรารถนาในการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งข้อหนึ่ง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่างานศึกษาเรื่องพื้นที่ทางสังคมในบริบทวัฒนธรรมไทยยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และมีความแตกต่างจากบริบทวัฒนธรรมตะวันตก อันเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้พื้นที่ของผู้คน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่แสดงถึงการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย ผ่านพื้นที่ศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาเหล่านั้น เพื่อนำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย วิทยานิพนธ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ การสำรวจลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ การสังเกตการใช้สอยที่ว่าง และการเก็บข้อมูลกิจกรรมทางสังคม โดยอาศัยมโนทัศน์ แนวคิด และทฤษฎีจิตวิทยาสถาปัตยกรรม ประกอบด้วย แนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยของมนุษย์ (the concept of dwelling) ทฤษฎีองค์ประกอบเมือง (the image of the city) ทฤษฎีกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่สาธารณะ (outdoor activities) ทฤษฎีแบบแผนการใช้สอยที่ว่างของมนุษย์ (proxemics) และทฤษฎีการรับรู้ที่ว่างหลากสัมผัส (multisensory perception of space) เป็นกรอบในการวิจัย ร่วมกับการวิเคราะห์ผังแสดงการใช้สอยที่ว่าง และผังแสดงกิจกรรมทางสังคม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงจุดร่วมจากลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมในบริเวณต่าง ๆ ของชุมชน นำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย 5 ประการ ประกอบด้วย ที่ว่างที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ว่างขนาดกะทัดรัด ที่ว่างที่เอื้อต่อการเดินเท้า ที่ว่างที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และที่ว่างใต้ร่มเงาที่ร่มเย็น


การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง Jan 2024

การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แสงสว่างมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเมืองเก่าเชียงใหม่ที่มีการพัฒนากิจกรรมด้านมรดกวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจระบบแสงสว่างของพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา พบว่าการใช้แสงเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมยังมีการศึกษาอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา และพัฒนาแนวคิดและกระบวนการออกแบบ โดยใช้กรณีศึกษาวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนงานวิจัยนี้ทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่ภาคสนามและกรณีศึกษาตัวอย่างรูปแบบและการติดตั้งระบบแสงสว่างสำหรับวัดที่เป็นโบราณสถาน รวมถึงทำการสัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นปัจจัยและข้อเสนอแนะกับการออกแบบแสงสว่าง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้พัฒนาเกณฑ์และแนวคิดในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา วัดสวนดอก รวมถึงทำการจำลองสภาพแสงสว่างเพื่อประเมินความส่องสว่าง และค่าความสว่างที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้วยโปรแกรม DIALux evo 12.1 นอกจากนี้ยังได้ทำการเสนอแนะรูปแบบการใช้งานและประเมินค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงาน รวมถึงการพิจารณาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ในการติดตั้งจริงงานวิจัยนี้เสนอ แนวทางการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้พื้นฐาน ด้านแสงสว่าง การอนุรักษ์ และการท่องเที่ยว 2) การกำหนดเกณฑ์และแนวคิดการออกแบบ ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และบริบทของสถานที่ 3) การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เข้าใจคุณค่าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน การออกแบบแสงที่เหมาะสมนี้จะช่วย สื่อความหมายทางสถาปัตยกรรม คติความเชื่อ และสร้างบรรยากาศ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยามค่ำคืนได้อย่างยั่งยืน