Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (14119)
- Medicine and Health Sciences (11694)
- Social and Behavioral Sciences (11100)
- Education (7450)
- Life Sciences (7196)
-
- Arts and Humanities (6751)
- Engineering (6184)
- Law (3996)
- Computer Sciences (3778)
- Earth Sciences (3173)
- Medical Specialties (3156)
- Psychology (2782)
- Environmental Sciences (2418)
- Plant Sciences (2361)
- Medical Sciences (2126)
- Public Health (2081)
- Agronomy and Crop Sciences (2065)
- Agricultural Science (2032)
- Soil Science (2023)
- Plant Biology (1971)
- Weed Science (1920)
- Plant Pathology (1918)
- Business (1819)
- Higher Education (1749)
- Sociology (1739)
- Artificial Intelligence and Robotics (1455)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1385)
- Chemistry (1365)
- Nursing (1281)
- History (1222)
- Institution
-
- University of South Florida (2903)
- University of Kentucky (2623)
- The Texas Medical Center Library (1831)
- Walden University (1317)
- Liberty University (1265)
-
- Chulalongkorn University (1192)
- University of Montana (1168)
- University of Nebraska - Lincoln (1126)
- Utah State University (924)
- Singapore Management University (888)
- University of South Carolina (833)
- University of Arkansas, Fayetteville (785)
- Brigham Young University (774)
- University of Texas Rio Grande Valley (758)
- Old Dominion University (716)
- University of Plymouth (700)
- Western Kentucky University (695)
- Louisiana State University (694)
- City University of New York (CUNY) (684)
- Portland State University (658)
- Missouri University of Science and Technology (657)
- Kennesaw State University (656)
- University of New Mexico (590)
- New Jersey Institute of Technology (579)
- University of New Hampshire (577)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (573)
- Nova Southeastern University (562)
- Ateneo de Manila University (549)
- Edith Cowan University (534)
- University of Central Florida (501)
- Keyword
-
- Humans (1589)
- Female (842)
- Male (739)
- Education (544)
- Mental health (501)
-
- Adult (490)
- COVID-19 (479)
- Machine learning (479)
- Middle Aged (425)
- Animals (386)
- Aged (374)
- Artificial intelligence (373)
- Climate change (345)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (300)
- Health (297)
- Depression (284)
- Trauma (270)
- Undergraduate (268)
- Sustainability (266)
- Physics (263)
- Higher education (261)
- Adolescent (257)
- Anxiety (257)
- Machine Learning (255)
- Gender (247)
- United States (247)
- Stress (237)
- Child (235)
- Mice (228)
- Resilience (228)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (2325)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1881)
- The Auk (1485)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1260)
- Faculty, Staff and Student Publications (1154)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (945)
- Faculty Publications (904)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (853)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (844)
- Electronic Theses and Dissertations (809)
- Dissertations (805)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (588)
- Theses (509)
- Research outputs 2022 to 2026 (485)
- Faculty, Staff and Students Publications (484)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (460)
- Honors Theses (418)
- Faculty Scholarship (404)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (371)
- Master's Theses (370)
- 2020-Current year OA Pubs (340)
- Masters Theses (340)
- Kritika Kultura (323)
- Silver Bow Creek/Butte Area Superfund Site (322)
- DRS Biennial Conference Series (305)
- Defensive Publications Series (296)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (283)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (272)
- Graduate Theses and Dissertations (257)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (252)
- Publication Type
Articles 70741 - 70770 of 71388
Full-Text Articles in Entire DC Network
การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์
การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผสมของเหลวในถังกวนอุตสาหกรรมเป็นกระบวนการสำคัญของหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี อาหาร และกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีความต้องการความเป็นเนื้อเดียวกันของสารผสมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความท้าทายในเรื่องของเวลาการผสมที่นาน ถึงแม้จะเพิ่มความปั่นป่วน (turbulent) ก็อาจทำให้เกิดบริเวณโซนตาย (dead zone) หรือบริเวณที่สารไม่เกิดการเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากกระแสวน สาเหตุมาจากการขาดการออกแบบที่ไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินวิธีการออกแบบถังผสมโดยอาศัย การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ด้วยการผสมแบบไม่ต่อเนื่อง (batch) ของของเหลวกับของเหลวโดยได้ใช้แบบจำลอง Large Eddy Simulation (LES) ในการจำลองพฤติกรรมการไหลภายในถังผสมที่ติดตั้ง ใบกวนใช้ใบกวน VISCOPROP ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และตรวจสอบผลกระทบของพารามิเตอร์ได้แก่ ความเร็วรอบของใบกวน จำนวนแผ่นกั้น จำนวนใบและชั้นของใบกวน ระยะห่างระหว่างใบกวนกับก้นถัง เส้นผ่านศูนย์กลางถังและใบกวน ระดับของเหลว และคุณสมบัติของของเหลว ต่อเวลาในการผสมให้ได้ความเป็นเนื้อเดียวกันที่ระดับ 95% การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความเร็วรอบของใบกวนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0026) ปัจจัยรองลงมาคือจำนวนชั้นของใบกวน (p = 0.0223) ในขณะที่ปัจจัยอื่นมีที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในขั้นต่อมา ผลการจำลอง CFD ถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลฝึกสำหรับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) เพื่อทำนายเวลาในการผสม โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม Levenberg-Marquardt และ Scaled Conjugate Gradient ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ANN สามารถทำนายค่าการผสมได้อย่างแม่นยำ และมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบถังผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้ CFD ร่วมกับ AI เพื่อออกแบบและพัฒนาถังผสมในระดับอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำและประหยัดทรัพยากรการทดลองในระยะยาว
พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ
พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนับเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความหนาแน่นพลังงานสูงและประสิทธิภาพในการชาร์จ-คายประจุที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังประสบข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ความไม่ปลอดภัยจากการใช้สารอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ ต้นทุนการผลิตที่สูง และข้อจำกัดด้านทรัพยากรลิเธียมในธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทางเลือกที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หนึ่งในระบบที่ได้รับความสนใจคือแบตเตอรี่สังกะสีชนิดชาร์จซ้ำได้ซึ่งมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่สูง ต้นทุนต่ำ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงทรัพยากรสังกะสีที่สะดวก อย่างไรก็ดี แอโนดสังกะสีในระบบอิเล็กโทรไลต์น้ำยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ เช่น การเกิดเดนไดรต์ การปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจน การก่อตัวของชั้นซิงก์ออกไซด์ที่ไม่ทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี และการกัดกร่อนของแอโนด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ลดทอนเสถียรภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่โดยรวม ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็ง บนพื้นฐานของพอลิอะคริลาไมด์ ร่วมกับเจลาตินในอัตราส่วนร้อยละ 3, 5 และ 7 โดยน้ำหนักของอะคริลาไมด์ เพื่อยกระดับความเสถียรทางเคมีไฟฟ้าและสมรรถนะของขั้วแอโนดสังกะสี ผลการทดลองพบว่าเซลล์สังกะสีแบบสมมาตรที่ใช้อิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่เติมเจลาตินร้อยละ 5 แสดงค่าความต่างศักย์เกิน ระหว่างกระบวนการพอกพูนและละลายของสังกะสีได้อย่างมีเสถียรภาพสูงสุด พื้นผิวของขั้วแอโนดภายหลังการทดสอบยังคงความเรียบเนียน ไม่พบการเกิดเดนไดรต์ และแสดงร่องรอยการกัดกร่อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังให้ศักย์ไฟฟ้าสำหรับการเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจนสูงที่สุด (-0.158 มิลลิโวลต์) และค่ากระแสต่ำที่สุดจากปฏิกิริยาดังกล่าว (-15 มิลลิแอมแปร์) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งปฏิกิริยาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงค่าการนำไฟฟ้าไอออนสูงถึง 0.966 มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร สำหรับระบบแบตเตอรี่สังกะสี-แมงกานีสไดออกไซด์ พบว่าอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่มีเจลาตินร้อยละ 5 ให้ค่ากระแสพีคจากการวัดไซคลิกโวลแทมเมทรีสูงที่สุด และมีพื้นที่ใต้กราฟมากที่สุด บ่งชี้ถึงกระบวนการสอดแทรกและละลายของไอออนสังกะสีที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถให้ค่าความจุจำเพาะสูงสุดที่ 242 มิลลิแอมแปร์ชั่วโมงต่อกรัม ที่กระแส 0.025 แอมแปร์ต่อกรัม และแสดงเสถียรภาพต่อการชาร์จ-คายประจุในระยะยาวได้อย่างน่าพึงพอใจ
การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต
การพัฒนาระบบติดตามตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์, กลยุทธ หาญโสต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดการพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ของช่างพิมพ์ประสบการณ์สูง ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องความสม่ำเสมอและความคลาดเคลื่อนจากมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สามารถใช้แถบควบคุมคุณภาพ (color bar) บนแผ่นพิมพ์ได้เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่พิมพ์ ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพ ระบบไฟ แผ่นชาร์ตสีมาตรฐาน และอัลกอริธึมวิเคราะห์ภาพ โดย AI จะทำการเปรียบเทียบภาพจากแผ่นพิมพ์กับแผ่นต้นฉบับ (proof) ด้วยเทคนิค การวิเคราะห์ส่วนประกอบหลัก (Principal Component Analysis) ซึ่งสามารถลดมิติของข้อมูล และแยกแยะลักษณะเด่นของภาพเพื่อระบุความผิดปกติหรือข้อบกพร่องในการพิมพ์ จากการทดลอง ระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติต่าง ๆ เช่น หมึกเลอะ จุดหมึก ความคลาดเคลื่อนของสี ลวดลายที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ รอยทับกระดาษ หรือแม้แต่ตัวหนังสือที่พิมพ์บางหรือพร่ามัวได้อย่างรวดเร็ว โดยผลลัพธ์สามารถแสดงออกเป็นรูปภาพและตัวเลข ทำให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินคุณภาพแผ่นพิมพ์ได้อย่างเป็นระบบ ระบบนี้มีศักยภาพในการเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุนจากการพิมพ์เสีย และยกระดับความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ทั้งยังสามารถขยายผลไปสู่ระบบอัตโนมัติในอนาคตได้อีกด้วย
Physicochemical Properties Of Cross-Linked Rice Starch Nanoparticles, Weraya Wangpattanasirikul
Physicochemical Properties Of Cross-Linked Rice Starch Nanoparticles, Weraya Wangpattanasirikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to develop rice starch nanoparticles with enhanced heat resistance through a sequential combination of acid hydrolysis, ball milling, and cross-linking modification using sodium trimetaphosphate (STMP), while investigating the effects of these modifications on the physicochemical properties of rice starch. Native rice starch (25.2% amylose) was hydrolyzed using 3.16 M sulfuric acid at 40°C for up to 24 hours. A significant yield reduction occurred within the first 16 hours, followed by a slower decline; therefore, starch hydrolyzed within 16 hours was selected to minimize crystalline structure damage. Different modification sequences were evaluated: acid hydrolysis with ball milling (AB), …
Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong
Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bacterial cellulose-based carbon/TPU (BC-C/TPU) electric heating pads were prepared and properties evaluated. Firstly, humic acid dyed BC was carbonized at 900 °C for 2 h to obtain BC-C which subsequently was underwent size reduction and H2SO4 treatment process to obtain fine sulphonated carbon particles (BC-C-SO₃⁻) with good dispersibility in hydrophilic medium. To improve its compatibility with hydrophobic TPU, complexation with cationic surfactant (CTAB) was carried out to obtain BC-C-SO₃⁻+CTAB complex. Then, a flexible BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU heating pad containing up to 14, 25 and 33 wt% BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU was preparable using solvent casting technique. The electrothermal performance was evaluated by applying voltages of …
การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงโรเดียมโครเมียมออกไซด์/กราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์สำหรับการสลายสารมลพิษอินทรีย์และการผลิตไฮโดรเจน, ศุภาพิชญ์ ทวีผลสมเกียรติ
การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงโรเดียมโครเมียมออกไซด์/กราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์สำหรับการสลายสารมลพิษอินทรีย์และการผลิตไฮโดรเจน, ศุภาพิชญ์ ทวีผลสมเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์ โดยการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมกลุ่มโลหะมีสกุลโรเดียมโครเมียมออกไซด์ (RhCrOx/g-C3N4) เพื่อใช้ในกระบวนการย่อยสลายสารมลพิษอินทรีย์ ซึ่งคือสีย้อมโรดามีนบี และกระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาแยกน้ำ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงด้วยวิธีการแพร่ซึมและเผาแคลไซน์ร่วมที่อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาบทบาทของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx ได้แก่ ปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมและชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม ต่อประสิทธิภาพในการเกิดกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงภายใต้การฉายแสงที่ตามองเห็น จากการศึกษาพบว่า การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมโรดามีนบีได้ โดยตัวอย่างของ g-C3N4 ที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx และ RhOx ให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมสูงที่สุด โดยมีประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมใกล้เคียงกัน แต่การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม CrOx เพียงชนิดเดียวให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมต่ำที่สุด และเมื่อเพิ่มปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx ในการสังเคราะห์ พบว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมเพิ่มขึ้นด้วย ภายใต้การฉายแสงที่ตามองเห็นในระยะเวลา 10 นาที ตัวอย่างของ RhCrOx/g-C3N4 ที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม 0.30% โดยน้ำหนัก ให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมสูงถึง 93.82% เมื่อเทียบกับ g-C3N4 ที่ไม่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมที่มีประสิทธิการสลายสีย้อมเพียง 65.69% และจากการศึกษากลไกการสลายสีย้อมโรดามีนบีด้วยการทดสอบการดักจับสารอนุมูล พบว่าสารอนุมูลที่มีบทบาทในการสลายสีย้อมโรดามีนบี ได้แก่ ซูเปอร์ออกไซด์แอนไอออน (O2•-) นอกจากนั้น การศึกษาประสิทธิภาพการผลิตไฮโดรเจนจากการกระบวนการแยกน้ำ โดยมีการเติมสารเอื้อให้เกิดปฏิกิริยา TEOA พบว่าตัวอย่างของ g-C3N4 ไม่ทำให้เกิดการผลิตไฮโดรเจน เช่นเดียวกับตัวอย่างของ CrOx/g-C3N4 แต่สำหรับตัวอย่าง RhOx/g-C3N4 สามารถเกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนได้ และการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา RhCrOx/g-C3N4 จะให้ประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงที่สุด โดยเมื่อเพิ่มปริมาณของ RhCrOx ในการสังเคราะห์ขึ้น จะทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงขึ้นด้วย โดยจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อใช้ปริมาณของ RhCrOx เท่ากับ 0.40% โดยน้ำหนัก มีอัตราการผลิตไฮโดรเจนเท่ากับ 886.19 ไมโครโมลต่อกรัมต่อชั่วโมง จากผลการศึกษาทำให้สามารถระบุได้ว่า การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของ g-C3N4 ได้ โดยทำให้อัตรารวมกันของอิเล็กตรอนและโฮลลดลง และในปฏิกิริยาแยกน้ำ แม้ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม CrOx จะไม่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนได้โดยตรง มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการรวมตัวกลับของน้ำเมื่อใช้ร่วมกับ RhOx ทำให้มีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนสูงขึ้น
การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี
การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวทำละลาย มอนอเอทาโนลามีน (MEA) เชิงเร่งปฏิกิริยา โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบหอไล่แก๊สแบบเบดนิ่งและแบบฟลูอิไดซ์ รวมถึงวิเคราะห์ผลของพารามิเตอร์การดำเนินการที่สำคัญในระบบฟลูอิไดซ์ ได้แก่ ฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางหอไล่แก๊ส และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส โดยอาศัยการออกแบบการทดลองแบบสองระดับและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Design Expert เพื่อค้นหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ผลการทดลองพบว่าพารามิเตอร์ดำเนินการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ ฟลักซ์ป้อนเข้าของ ตัวละลาย MEA ที่ 0.013 m3/m2·s อัตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อ หอไล่แก๊สเท่ากับ 0.069 และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งต่อความสูงหอไล่แก๊สเท่ากับ 0.500 ภายใต้สภาวะดังกล่าวให้ค่าประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 12.24 % อัตราการคายกลับในช่วงแรกของกระบวนการเท่ากับ 0.208 mmol CO2/L·s และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยในระยะเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากับ 1.095 mol CO2 ซึ่งสูงกว่ากระบวนการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาแบบเบดนิ่งอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ การวิเคราะห์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ อัตราส่วนของ เส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อหอไล่แก๊ส รองลงมาฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบฟลูอิไดซ์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ในการเพิ่มประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและหมุนเวียนคาร์บอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Structural Modification Of 4'-Aminochalcones As Α-Glucosidase Inhibitors, Emmanuel Sunday Idoko
Structural Modification Of 4'-Aminochalcones As Α-Glucosidase Inhibitors, Emmanuel Sunday Idoko
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Diabetes mellitus, one of the most predominant health problems worldwide, characterized by hyperglycemia, has attracted the attention of medicinal chemists. Although several therapeutic drugs have been developed and used clinically, diabetes continues to pose a growing threat to public health. One of the promising approaches for treating type 2 diabetes involves reducing the rate of carbohydrate hydrolysis by inhibiting the action of α-glucosidase. Over the years, chalcone analogues have been reported for their vast biological properties and as a promising antidiabetic agent. In this research, two series of 4'-aminochalcone derivatives were designed and synthesized as α-glucosidase inhibitors. Twenty-five alkylated 4'-aminochalcone …
ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น
ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยในปี ค.ศ. 2023 พบว่าระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นถึง 420 ppm ซึ่งนับว่าเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโดยตรง หรือ Direct Air Capture (DAC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศในสภาวะที่พบในธรรมชาติ กระบวนการสำคัญในเทคโนโลยีดังกล่าวคือ “กระบวนการดูดซับ” ซึ่งใช้ตัวดูดซับในสถานะของแข็ง โดยได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณสูง ใช้พลังงานต่ำในการฟื้นฟูสภาพ และมีต้นทุนไม่สูง งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเอมีน โดยตัวดูดซับที่ใช้ในการศึกษา คือ ซิลิกาเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ พื้นที่ผิวจำเพาะสูง หาง่ายในท้องตลาด และมีต้นทุนต่ำ ลักษณะของตัวดูดซับที่มีพื้นที่ผิวมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อซิลิกาเจลผ่านการปรับปรุงด้วย มอนอเอทาโนลามีน จะทำให้ความสามารถในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจาก 0.26 เป็น 24.52 มิลลิกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกรัมตัวดูดซับ ซึ่งสูงกว่าตัวดูดซับที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงถึง 94 เท่า นอกจากนี้ยังสูงกว่าตัวดูดซับที่ผ่านการปรับปรุงด้วยไดเอทาโนลามีน อย่างไรก็ตาม ตัวดูดซับควรคงประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แม้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูหลายรอบ เพื่อลดต้นทุนในการสังเคราะห์ซ้ำ และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยังจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นฟู รวมถึงภาวะที่เหมาะสมในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของตัวดูดซับ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง
การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน
การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยในปี พ.ศ. 2562 มีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องจัดการกับก๊าซที่มีความเข้มข้นต่ำมาก งานวิจัยนี้ศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับซีโอไลต์ 13X ในระบบเบดนิ่ง โดยเปรียบเทียบวิธีฟื้นฟูสภาพ 3 วิธี ได้แก่ การให้ความร้อนด้วยรังสีไมโครเวฟ การให้ความร้อนแบบดั้งเดิม และการใช้ความดันสุญญากาศ ผลการทดลองพบว่า การฟื้นฟูสภาพด้วยรังสีไมโครเวฟที่กำลังไฟ 300 วัตต์ เป็นเวลา 10 นาที (ประมาณ 350 องศาเซลเซียส) ให้ประสิทธิผลการฟื้นฟูสภาพสูงสุดที่ร้อยละ 97.17 และใช้พลังงานเพียง 0.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อรอบ เทียบกับ 0.62 และ 0.34 กิโลวัตต์-ชั่วโมงของวิธีให้ความร้อนแบบดั้งเดิมและการใช้ความดันสุญญากาศ ตามลำดับ การประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่าวิธีการใช้รังสีไมโครเวฟให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อต้นทุนของตัวดูดซับ และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการให้ความร้อนดั้งเดิมถึง 12 เท่า จึงแสดงศักยภาพในการเป็นกระบวนการฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับระบบ DAC ในอนาคต
Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat
Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rise in global energy consumption emphasizes the need for clean and renewable energy sources to tackle this problem. Solar collectors could harness energy while minimizing environmental impact, offering a potential solution by increasing efficiency without modifying the equipment’s topology using nanofluids. Hybrid nanofluid, created by dispersing 2 nanoparticles into conventional liquid, have shown improving in strengths and reduce the weaknesses of single particle nanofluid. However, it’s difficult to predict its properties due to the complex interaction between particles and the fluid. This study addresses this challenge by integrating machine learning for the prediction of hybrid nanofluids properties into computational …
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลเพื่อเพิ่มสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหลด้วยอิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึกและตัวทำละลายร่วม, พงศ์ภรณ์ พิพัฒนชัยนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อิเล็กโทรไลต์ยูเทกติกเชิงลึก (deep eutectic electrolytes, DEEs) เป็นระบบที่มีเสถียรภาพทางเคมีสูง ออกแบบองค์ประกอบได้หลากหลาย และมีศักยภาพในการทดแทนอิเล็กโทรไลต์แบบดั้งเดิมในแบตเตอรี่แบบสังกะสีไหล (zinc flow batteries, ZFBs) อย่างไรก็ตาม ความหนืดที่สูงของ DEEs จำกัดการเคลื่อนที่ของไอออนในระบบ จึงต้องเติมตัวทำละลายร่วม (co-solvents) เพื่อปรับปรุงสมบัติเหล่านี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดและอัตราส่วนของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและสมบัติเชิงพลวัตของไอออนในระบบ DEEs โดยใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) ระบบที่ศึกษาประกอบด้วยเกลือสังกะสีคลอไรด์ (zinc chloride, ZnCl2) ความเข้มข้น 0.5 M ในตัวทำละลายผสมระหว่าง โคลีนคลอไรด์ (choline chloride, ChCl) กับเอทิลีนไกลคอล (ethylene glycol, EG) ในอัตราส่วน 1:4 โดยปริมาตร (ChCl:EG = 1:4 v/v) และเติมตัวทำละลายร่วม ได้แก่ อะซีโตไนไตรล์ (acetonitrile, ACN) ไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) และน้ำ (water, H2O) ในอัตราส่วน ChCl:EG:ตัวทำละลายร่วม = 1:4:X (X = 0, 1, 2, 4) ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างการละลายของ Zn2+ ส่วนใหญ่เป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) ยกเว้นระบบที่เติม H2O ในอัตราส่วน 1:4:4 (H2O-4) ที่แสดงลักษณะเป็นคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent separated ion pairs, SSIPs) เนื่องจาก H2O มีค่าคงที่ไดอิเล็กตริก (dielectric constant) สูงกว่าตัวทำละลายอื่น การเติม DMSO ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ (diffusion …
ผลของวิธีกระตุ้นต่อสมรรถนะของตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลที่รองรับด้วยไบโอชาร์ในรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์จากชีวมวล, ณัชชา จิรันดร
ผลของวิธีกระตุ้นต่อสมรรถนะของตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลที่รองรับด้วยไบโอชาร์ในรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์จากชีวมวล, ณัชชา จิรันดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการศึกษาวิธีการกระตุ้นไบโอชาร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ การกระตุ้นทางกายภาพด้วยไอน้ำ การกระตุ้นทางเคมีด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ และการกระตุ้นผสมด้วยไอน้ำร่วมกับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ เพื่อใช้เป็นตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลในรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์จากชีวมวล โดยการทดลองถูกดำเนินการในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่งชนิดสองขั้น โดยทำการศึกษาผลของอุณหภูมิไพโรไลซิสที่ใช้ในปฏิกิริยา ผลของวิธีการกระตุ้นไบโอชาร์ ผลของสัดส่วนโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ใช้ในขั้นตอนการกระตุ้นไบโอชาร์ และผลของอัตราส่วนโดยมวลระหว่างตัวเร่งปฏิกิริยาต่อชีวมวล ต่อผลได้และองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์แก๊สใน รีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์ จากการศึกษาสมบัติทางกายภาพและหมู่ฟังก์ชันบนพื้นผิวของชาร์ที่ถูกกระตุ้นด้วยวิธีต่างๆ พบว่า การกระตุ้นไบโอชาร์ด้วยวิธีผสมโดยใช้ไอน้ำร่วมกับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ มีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนทั้งหมด โดยเฉพาะรูพรุนขนาดเล็กมากที่สุด และพบการเพิ่มขึ้นของกลุ่มฟังก์ชันที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ในหมู่ฟังก์ชันคาร์บอนิล เมื่อวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แก๊สจากรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำของทาร์โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่แตกต่างกัน พบว่า การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิลที่รองรับด้วยไบโอชาร์ที่กระตุ้นโดยวิธีผสม ให้ผลได้ของผลิตภัณฑ์แก๊สสูงที่สุดเท่ากับ 20.68 มิลลิโมลต่อกรัมชีวมวล ซึ่งภาวะที่เหมาะสมในการทดลอง ได้แก่ อุณหภูมิไพโรไลซิส 700 องศาเซลเซียส และอัตราส่วนโดยมวลระหว่างตัวเร่งปฏิกิริยาต่อชีวมวล เท่ากับ 2 ต่อ 1
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด
การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุลของผลกระทบของตัวทำละลายร่วมต่อโครงสร้างการละลายและการถ่ายโอนไอออนในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน, นุชกร ศุภกำเนิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนมักประกอบด้วยตัวทำละลายฐานคาร์บอเนต เช่น เอทิลีนคาร์บอเนต (ethylene carbonate, EC) และโพรพิลีนคาร์บอเนต (propylene carbonate, PC) ซึ่งมีความไวไฟสูง ส่งผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ หนึ่งในแนวทางแก้ไขคือการเติมตัวทำ-ละลายร่วม (co-solvent) ที่ไม่ติดไฟลงในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ งานวิจัยนี้ใช้การจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล (molecular dynamics simulations, MD) เพื่อศึกษาผลของตัวทำละลายร่วมสองชนิด ได้แก่ ไตรเฮกซิล-ฟอสเฟต (trihexyl phosphate, THP) และไดเมทิลซัลฟอกไซด์ (dimethyl sulfoxide, DMSO) ต่อพฤติกรรมของ Li+ ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ประกอบด้วยเกลือลิเทียมเฮกซะฟลูออโรฟอสเฟต (lithium hexafluorophosphate, LiPF6) ความเข้มข้น 1.0 M ในตัวทำละลายผสม EC:PC อัตราส่วน 1:1 (v/v) โดยพิจารณาผลของการเติมตัวทำละลายร่วม 0-50 wt.% ผลการจำลองพบว่าในระบบที่เติม THP พบว่าโครงสร้างการละลายของ Li+ มีลักษณะเป็นคู่ไอออนสัมผัส (contact ion pairs, CIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วย EC หรือ PC 4 โมเลกุล THP 1 โมเลกุล และ PF6- 1 ไอออน ซึ่งไม่ส่งผลต่ออันตรกิริยาระหว่างคู่ไอออน Li+-PF6- อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเติม DMSO ซึ่งมีค่าคงที่ไดอิเล็กตริกสูง (dielectric constant, ε ≈ 46.7) โครงสร้างการละลายของ Li+ เปลี่ยนเป็นแบบคู่ไอออนแยกด้วยตัวทำละลาย (solvent-separated ion pairs, SSIPs) โดย Li+ ถูกล้อมรอบด้วยตัวทำละลายทั้งหมด 6 โมเลกุล และไม่พบ PF6- ในชั้นการละลายแรก การเติม THP ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ …
Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim
Green Materials For Electromembrane Microextraction For Determination Of Norfloxacin, Thidarat Samkumpim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gel electro membrane extraction (G-EME) has undergone many developments, including the in-gel electro membrane extraction (IG-EME) and the minimization of G-EME. First, IG-EME is a two-phase version of G-EME; its development started with suppressing the electroendoosmosis phenomenon (EEO). The EEO effect is a major problem in G-EME, which is caused by the induced water movement of the agarose membrane during the extraction. A removal acceptor phase can reduce the chance of excessive water movement. IG-EME enhances the extraction efficiency and moves the extraction to the sensing platform. In this work, IG-EME was studied with fluorescence detection for the first …
Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok
Alginate-Reduced Graphene Oxide Composite Hydrogel For Rotating Bar Sorptive Extraction Of Organophosphate Pesticides In Water, Kotchawan Prommanok
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A novel green preconcentration technique, rotating bar sorptive extraction (RBSE), was developed using an alginate-reduced graphene oxide (alginate-rGO) composite hydrogel as a green sorbent for the extraction of organophosphate pesticides (OPPs) from environmental water samples, followed by gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) analysis. The optimal configuration of the sorbent was shaped into a 12 × 12 mm cylindrical structure with 6 holes like a revolver cylinder to enhance surface area and mass transfer. The sorbent was prepared from a composite hydrogel of 15% w/v of alginate and 8% w/v of reduced graphene oxide. The alginate-rGO was then applied for RBSE of …
Characterization Of Mannanase From Bacillus Subtilis Hm7 And Prebiotic Production, Kornwarin Chumnankul
Characterization Of Mannanase From Bacillus Subtilis Hm7 And Prebiotic Production, Kornwarin Chumnankul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mannan oligosaccharides (MOS) have been utilized as food and feed additives due to their various advantages, including modulation and regulation of gut microbiota. Moreover, MOS can enhance tight junction activity by activating the AMPK signaling pathway. MOS can be produced by β-mannanase, a widely used enzyme in various industries. This study aims to clone, express, purify, and biochemically characterize the β-mannanase (MAN26HM7/A), and determine substrate specificity and hydrolytic products from konjac, copra meal, and coffee bean. Man26HM7/A was successfully cloned into pET-21b, resulting in pETMan26HM7/A. pETMan26HM7/A was expressed in E. coli BL21, induced by 0.4 mM IPTG at 37 °C …
Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara
Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Original Equipment Manufacturer (OEM) is one solution for starting a new business in this era due to the difficulties of managing the supply chain, manufacturing processes, and high startup costs. However, the majority of Thai industries operate relying on human labor and basic mechanization, leading to inefficiencies. This paper presents the implementation of Enterprise Resource Planning (ERP) systems using Odoo, an open-source ERP software, to address these inefficiencies. This research focuses on implementing the Odoo ERP system on the shop floor of an OEM company, addressing challenges in the planning and production departments. The current business process (As-is process) …
Extraction Of Cannabidiol From Hemp Leaf Using Supercritical Fluid Technique And Production Of Cannabidiol Emulsion Microencapsule By Freeze Drying, Saranya Jansamutr
Extraction Of Cannabidiol From Hemp Leaf Using Supercritical Fluid Technique And Production Of Cannabidiol Emulsion Microencapsule By Freeze Drying, Saranya Jansamutr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to extract, purify, formulate, and evaluate the bioactivities of cannabidiol (CBD) derived from hemp (Cannabis sativa L.) leaves. Supercritical carbon dioxide (SC-CO2) extraction at pressures of 1,600–1,800 psi, combined with flash chromatography, was employed to obtain CBD-rich extracts. Higher extraction pressure significantly increased both yield and CBD concentration (p ≤ 0.05), with 1,800 psi selected for further formulation. The extracts were developed into emulsions and microcapsules using freeze-drying and ß-cyclodextrin as an encapsulating agent to enhance chemical stability. Emulsions were formulated using MCT oil, Tween 20, and lecithin in various ratios including 9:5:5 (formula 1), 8:4:4 (formula …
Identification Of Inhibitors And Inhibitory Mechanisms For Sars-Cov-2 Papain-Like Protease, Auwal Auwal Rabiu
Identification Of Inhibitors And Inhibitory Mechanisms For Sars-Cov-2 Papain-Like Protease, Auwal Auwal Rabiu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus disease 2019 (COVID-19) pandemic, caused by severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2), emerged in late 2019 in Wuhan, China, and rapidly spread worldwide. The continuous emergence of SARS-CoV-2 variants necessitates the investigation of viral proteins as potential drug targets. While the main protease (Mpro) has been extensively studied, papain-like protease (PLpro) remains relatively underexplored despite its critical roles in viral replication and the inhibition of host innate immune responses. This study aims to identify and characterize potential inhibitors of SARS-CoV-2 PLpro using a combination of in vitro protease activity assays, enzyme kinetics, molecular docking, molecular dynamics simulations, …
Design Of Web-Based Application To Increase Corporate Income Tax Planning Knowledge Of Small And Medium Enterprises’ Entrepreneurs In Thailand, Chanyanut Atjanapotjanee
Design Of Web-Based Application To Increase Corporate Income Tax Planning Knowledge Of Small And Medium Enterprises’ Entrepreneurs In Thailand, Chanyanut Atjanapotjanee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Small and medium enterprises (SMEs) play an important role in Thailand’s economy, however, many entrepreneurs lack sufficient knowledge of corporate income tax planning, with three main issues in deductible expense, tax calculation, and filing a tax report. This study aimed to design and to evaluate a web-based application that improves corporate income tax planning knowledge among SME entrepreneurs, and indicate factors impacting the tax planning knowledge. The methodologies consisted of user requirement gathering, web-based application design and testing, and hypothesis testing. Eleven SME entrepreneurs from manufacturing, merchandise, and service business type participated in the study. Knowledge gains were measured through …
Certain Incident Matrices For Lines Intersecting On Plane, Anawin Chongaumklang
Certain Incident Matrices For Lines Intersecting On Plane, Anawin Chongaumklang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work studies arrangements of lines on the plane, focusing on Fourier’s 17 lines problem, which involves constructing 101 intersection points with 17 lines. We use code notation and incident matrices to classify possible configurations and develop algorithms to determine which codes are drawable. Special attention is given to the role of multiple points and parallel families in these arrangements. Out of 924 possible codes, 658 are confirmed drawable using a combination of theoretical analysis and computer verification. For the remaining cases, new lemmas are proposed to construct additional intersection points. Our findings offer both theoretical insights and practical algorithms …
Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi
Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pyrrolidinyl peptide nucleic acid (pyrrolidinyl PNA) is a synthetic DNA mimic featuring a conformationally constrained backbone comprising alternating proline and cyclic b-amino acid dipeptide subunits. AcpcPNA is a typical example of pyrrolidinyl PNA that demonstrates excellent binding specificity to DNA targets along with high chemical and biological stability. Although pyrrolidinyl PNA holds strong promises for biological applications, it also has limitations due to its hydrophobic nature, which leads to poor water solubility and non-specific binding to hydrophobic molecules such as proteins, lipids, plastics, or even other PNA molecules. To address these issues, the pyrrolidinyl PNA backbone was modified to become …
Splitness Of The Characteristic Polynomial Of 2×2 Normal Matrices Over A Finite Field, Sarawut Therdchanthuk
Splitness Of The Characteristic Polynomial Of 2×2 Normal Matrices Over A Finite Field, Sarawut Therdchanthuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เราได้ทฤษฎีบทสเปกตรัมสำหรับเมทริกซ์ขนาด 2x2 เหนือฟีลด์จำกัดที่มีลักษณะเฉพาะเท่ากับ 2 โดยการตรวจสอบการแตกตัวของพหุนามลักษณะเฉพาะเหนือฟีลด์ดังกล่าว ซึ่งใช้ข้อเท็จจริงเสริมบางประการเกี่ยวกับพหุนามกำลังสองและเมทริกซ์เหนือฟีลด์ดังกล่าว พหุนามลักษณะเฉพาะจะสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบบัญญัติของเมทริกซ์เหล่านี้ เป็นผลให้สามารถแยกชั้นความคล้ายของเมทริกซ์ปรกติได้ และสำหรับเมทริกซ์ปรกติที่แปลงเป็นทแยงมุมได้ เราให้ข้อความที่สมมูลกับการทำให้เป็นเมทริกซ์ที่แปลงเป็นทแยงมุมแบบยูนิแทรีได้
Developing Test Statistics For Familial Dna Searches Through Multinomial Logistic Regression Model, Akaraphon Jantaraphum
Developing Test Statistics For Familial Dna Searches Through Multinomial Logistic Regression Model, Akaraphon Jantaraphum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In hypothesis testing for familial DNA searches, the likelihood ratio (LR) is a commonly used statistic that requires allele frequency distributions. However, since the population background of a forensic sample is generally unknown, the appropriate allele frequency distribution is uncertain. To address this issue, various LR-based methods—such as those using local allele frequencies (LRLAF), or selecting maximum, minimum, or average LRs (LRMAX, LRMIN, LRAVG), and Naive Bayes classification (LRNB)—have been developed. In this study, we introduce a family of LR-based statistics incorporating multinomial logistic regression classification (LRMLR). DNA samples are classified into subpopulations using multinomial logistic regression, and the likelihood …
Two-Step-Change Pivot Rule For Simplex Method, Rawit Chaiareekij
Two-Step-Change Pivot Rule For Simplex Method, Rawit Chaiareekij
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The simplex method is a fundamental method for solving linear programming problems proposed by George B. Dantzig in 1963. The simplex method’s efficiency hinges on the choice of the entering variable, determined by the pivot rule. Dantzig’s original pivot rule, while effective in many cases, can exhibit exponential behavior on certain problems. To address this problem, this thesis proposes a new pivot rule for the simplex method, called the two-step-change pivot rule. The idea is to obtain the two-step-change improvement from the objective value by computing the direction of change for each entering variable to determine the cost per unit. …
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p
ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ
ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ที่มีระบบย่อยหลายระบบภายใต้ผลกระทบจากการช็อก, ปวิชญา ปรีชา
การประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ที่มีระบบย่อยหลายระบบภายใต้ผลกระทบจากการช็อก, ปวิชญา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ภายใต้ผลกระทบจากการช็อก (shock effect) โดยจำลองระบบที่มีองค์ประกอบย่อยสององค์ประกอบ ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กัน การจำลองข้อมูลใช้แบบจำลอง Power Law Process (PLP) พร้อมกำหนดระดับ shock effect แบบคูณในช่วง 1.00–1.03 เพื่อสะท้อนอิทธิพลระหว่างองค์ประกอบ จากนั้นทำการประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood Estimation (MLE) ภายใต้สี่รูปแบบ ได้แก่ 1) องค์ประกอบ มีความสัมพันธ์กัน 2) มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด 3) ไม่มีความสัมพันธ์กัน และ 4) ไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด โดยศึกษาในกรณีที่จำนวนการล้มเหลวสูงสุด n = 25, 35 และ 50 ผลการวิเคราะห์พบว่า พารามิเตอร์ k มีแนวโน้มถูกประมาณสูงเกินจริงเมื่อข้อมูลมีจำนวนน้อย ขณะที่ shock effect สามารถประมาณได้ใกล้เคียงค่าจริงมากขึ้นเมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้น การประเมินความแม่นยำ ของการทำนายเวลาเกิดเหตุการณ์ถัดไปใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ (P5–P95) และค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) พบว่า วิธี องค์ประกอบไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด ให้ผลดีที่สุดเมื่อ shock ต่ำ (1.00–1.01) โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจำกัด ส่วนวิธีองค์ประกอบมีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด เหมาะสมกว่าเมื่อ shock สูง (1.02–1.03) และข้อมูลมาก นอกจากนี้ ทุกวิธีมีแนวโน้มการกระจายเบ้ขวา โดยเฉพาะวิธีที่ไม่ทราบค่าพารามิเตอร์ขนาดซึ่งเบ้รุนแรงกว่าวิธีอื่น ในขณะที่วิธี องค์ประกอบไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด ให้การกระจายแคบและเบ้น้อยที่สุด สะท้อนความเสถียรและความต้านทาน ต่อ outlier