Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 38401 - 38430 of 39209

Full-Text Articles in Entire DC Network

Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn Jan 2024

Enhancing Mechanical Properties Of Recycled Aggregate Concrete For Sleepers Using Graphene Quantum Dots, Papassara Yamkasikorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Concrete sleepers play a vital role in modern railway infrastructure due to their high strength and durability. This study explores the feasibility of using recycled aggregate concrete (RAC) as a sustainable alternative to natural aggregate (NA) in concrete sleeper production. Two sources of recycled aggregates were evaluated: general construction and demolition waste, and decommissioned railway sleepers. Replacement levels of 0%, 25%, 50%, 75%, and 100% by volume were investigated. Additionally, graphene quantum dots (GQDs) were incorporated into mixes to assess their potential in enhancing mechanical and durability properties. Experimental results showed that replacing natural aggregates with recycled aggregates, particularly from …


Cattle Identification By Muzzle Patterns Using Few-Shot Learning And Two-Branch Feature Extraction, Kunanon Sereewatanapong Jan 2024

Cattle Identification By Muzzle Patterns Using Few-Shot Learning And Two-Branch Feature Extraction, Kunanon Sereewatanapong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cattle identification is a critical component of modern farm management systems, particularly in ensuring traceability, disease control, and improved production efficiency. Traditional identification methods such as ear tags or microchips often face challenges related to cost, durability, and animal welfare concerns. To address these limitations, this study proposes TBPN-ACEM (Two-Branch Prototype Network with Adaptive-Color Local Binary Pattern and Enhanced Margin Prototype Loss), a lightweight and few-shot learning framework designed for cattle identification using muzzle patterns, a unique and permanent biometric trait analogous to human fingerprints. The TBPN-ACEM architecture consists of three core components: (1) a two-branch structure that jointly extracts …


การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล Jan 2024

การคำนวณย้อนกลับแบบพลวัตเพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางแบบยืดหยุ่นหลายชั้นจากการทดสอบ Fwd ด้วยวิธีการคำนวณแบบอ่อน, อัญชลี โฆษิตธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสำหรับการวิเคราะห์ย้อนกลับแบบพลวัต โดยใช้การทดสอบ FWD (Falling Weight Deflectometer) เพื่อทำนายค่าโมดูลัสของโครงสร้างชั้นทางสามชั้น ประกอบด้วยชั้นที่ 1 ชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete), ชั้นที่ 2 ชั้นพื้นทาง (Base) และชั้นที่ 3 ชั้นดินเดิม (Subgrade) โดยแต่ละชั้นมีค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน ชุดข้อมูลที่ใช้ในการศึกษานี้สังเคราะห์ข้อมูล (Data Synthesis) ด้วยวิธีสติฟเนสแม่นตรงพิจารณาข้อมูลจาก 9 จุดการตรวจวัด (Geophones) ในช่วงเวลา 25 ช่วง รวมทั้งหมด 500 ชุดข้อมูล งานวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องจำนวนสองแบบจำลอง ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) และแบบจำลองป่าสุ่ม (Random Forest: RF) และดำเนินการประเมินความแม่นยำของแบบจำลองด้วยตัวชี้วัดต่าง ๆ ได้แก่ ค่า RMSE, MAPE และ R² ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง ANN มีความแม่นยำสูงกว่า โดยมีค่า R² > 98.95% ขณะที่แบบจำลอง RF มีค่า R² > 91.95% ในทุกชั้นของโครงสร้าง ทั้งในชุดข้อมูลฝึกสอนและชุดข้อมูลทดสอบ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของตำแหน่งจุดวัดต่อค่าโมดูลัสยืดหยุ่นที่ทำนายได้ในแต่ละชั้นทางด้วยแบบจำลอง ANN โดยใช้การทดสอบสมมติฐานทางสถิติด้วยวิธีการคัดเลือกตัวแปรการขจัดแบบย้อนกลับ (Backward Elimination) ผลการศึกษาพบว่าจากตัวแปรอิสระเริ่มต้นจำนวน 225 ตัว มีตัวแปรที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ถูกกำจัด 0, 1 และ 3 ตัวแปร สำหรับชั้นแอสฟัลต์คอนกรีต, ชั้นพื้นทาง และชั้นดินเดิมตามลำดับ เมื่อพิจารณาจำนวนตัวแปรที่มีนัยสำคัญในแบบจำลอง ANN บ่งชี้ว่าชุดข้อมูลแบบจำลองมีความสอดคล้องกับทฤษฎี


การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์ Jan 2024

การแยกกระจกออกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบสองหน้าด้วยสารละลายลิโมนีน, กิตติวดี รุจิสรรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า (bifacial solar panel) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากสามารถรับรังสีแสงอาทิตย์ได้ทั้งสองด้าน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดอายุการใช้งาน แผงเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยที่นำสารละลายลิโมนีน ซึ่งเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการแยกและกู้คืนกระจกจากซากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมของกระบวนการและประเมินปริมาณกระจกที่สามารถกู้คืนได้ ผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมที่สุด คือ การอบแผงที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และแช่ในสารละลายลิโมนีนความเข้มข้นร้อยละ 70 ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ภายใต้เงื่อนไขนี้สามารถกู้คืนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าประสิทธิภาพการกู้คืนกระจก (Glass Recovery Efficiency: GRE) เท่ากับร้อยละ 76.6 เศษกระจกที่ได้สามารถจำแนกเป็น 3 เกรด ได้แก่ เกรด A (ขนาดมากกว่า 2.0 มิลลิเมตร ใส สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อน) มากกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนักกระจกทั้งหมด เกรด B (0.5–2.0 มิลลิเมตร รูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจมีสิ่งปนเปื้อนเล็กน้อย) และเกรด C (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร เป็นผงหรือเศษละเอียด มีสิ่งปนเปื้อนสูง) กระบวนการนี้ใช้พลังงานต่ำ และสารละลายลิโมนีนสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 3 รอบ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5.0–8.4 กรัมต่อแผง ผลการศึกษานี้จึงเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดกระจกสองหน้าในประเทศไทย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้สารสีเขียวในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างยั่งยืน


การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย Jan 2024

การพัฒนาถ่านชีวภาพจากกะลาแมคคาเดเมียเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับสีซาฟรานิน, สุภานนท์ ตั้งหิรัญชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำกะลาแมคคาเดเมียที่เป็นของเสียภาคการเกษตรมาใช้ประโยชน์ด้วยการพัฒนาเป็นถ่านชีวภาพ เพื่อใช้เป็นตัวดูดซับซาฟรานินและนำไปขึ้นรูปเป็นเม็ด ด้วยการกระตุ้นทางความร้อนและสารเคมีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดูดซับ โดยการศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี การทดสอบประสิทธิภาพการดูดซับ จลนพลศาสตร์และไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานิน อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อความสามารถดูดซับซาฟรานินของตัวดูดซับ จากการศึกษาพบว่า กะลาแมคคาเดเมียมีองค์ประกอบของคาร์บอนสูง แต่มีองค์ประกอบของเถ้าต่ำ มีโครงสร้างสารอินทรีย์ของเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการความร้อนและกระตุ้นทางเคมี โครงสร้างที่พบจะเป็นคาร์บอนอสัณฐานเป็นหลัก เนื่องจากหมู่ฟังก์ชันของโครงสร้างเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลสและลิกนินเกิดการสลายตัวเนื่องจากความร้อน พบว่าการกระตุ้นด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ และความร้อนที่ 900 องศาเซลเซียส (MNC_KOH_3_900) เกิดรูพรุนขึ้นเป็นจำนวนมากและพื้นผิวมีความขรุขระไม่เรียบเนียน มีพื้นที่ผิวจำเพาะและปริมาตรรูพรุนสูงสุดที่ 1,860.52 ตารางเมตรต่อกรัม และ 0.804 ลูกบาศก์ตารางเซนติเมตรต่อกรัม การศึกษาจลนพลศาสตร์การดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองปฏิกิริยาอันดับที่สองเสมือน ชี้ให้เห็นว่าเป็นกระบวนการดูดซับทางเคมี การศึกษาไอโซเทอร์มการดูดซับซาฟรานินเป็นไปตามแบบจำลองฟรุนดลิชโดยมีค่าความสามารถดูดซับซาฟรานินที่สภาวะสมดุล 603.68 มิลลิกรัมต่อกรัม ที่ความเข้มข้นซาฟรานินที่สมดุล 100 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยปฏิกิริยาการดูดซับเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ในส่วนการขึ้นรูปเป็นเม็ดสามารถคงรูปและนำไปใช้ในการดูดซับซาฟรานินได้ ดังนั้น ตัวดูดซับที่พัฒนาจากกะลาแมคคาเดเมียนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดูดซับซาฟรานินที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างมูลค่าให้กับของเสียภาคการเกษตร


Ecgconvt : A Hybrid Cnn And Vision Transformer Model For 12-Lead Ecg Images Classification, Mudassar Khalid Jan 2024

Ecgconvt : A Hybrid Cnn And Vision Transformer Model For 12-Lead Ecg Images Classification, Mudassar Khalid

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cardiovascular diseases (CVDs) are the most common cause of human deaths globally, and they can be controlled by early diagnosis and accurate classification of the electrocardiograms. The Electrocardiogram, commonly known as an ECG, is a very affordable technique to know about the health of the heart from 12 different angles by using 12-Leads to capture the heart's electrical activity. A hybrid deep learning model is proposed in this study to classify the different heart diseases. The deep learning model is composed of a CNN(Xception) to capture all the local feature-maps of the images and a vision transformer (ViT) to study …


การปรับปรุงการทำนายค่าฝุ่น Pm2.5 ด้วยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึกแบบใช้พื้นที่และเวลา, จิตติ พรานนท์สถิตย์ Jan 2024

การปรับปรุงการทำนายค่าฝุ่น Pm2.5 ด้วยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึกแบบใช้พื้นที่และเวลา, จิตติ พรานนท์สถิตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

PM2.5 เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศทั่วโลก จึงมีความจำเป็นต้องใช้วิธีการพยากรณ์ที่แม่นยำเพื่อการป้องกันและเตือนภัยล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่างานวิจัยในระยะแรกจะมุ่งเน้นที่การพยากรณ์เชิงเวลา แต่ในระยะหลัง งานวิจัยต่าง ๆ เริ่มมีการบูรณาการแบบจำลองซึ่งพยากรณ์ทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลาเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายด้านประสิทธิภาพการพยากรณ์ของแบบจำลองอยู่ ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคนิคดังกล่าวให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นในการพยากรณ์ความเข้มข้นของ PM2.5 ในอนาคต โดยใช้แบบจำลองพยากรณ์วิดีโอที่มีชื่อว่า “IAM4VP” เป็นแกนหลักของแบบจำลอง คุณลักษณะต่าง ๆ ถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อการพยากรณ์ ได้แก่ ความเข้มข้นของ PM2.5 จำนวนจุดความร้อนบนพื้นผิวโลก และความเร็วลมที่พัดไปทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้เชิงเวลา ผู้วิจัยได้มีการบูรณาการการเข้ารหัสแบบวัฏจักร (Cyclical Encoding) เข้ามาเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของความเข้มข้นของ PM2.5 กับชั่วโมงของวัน จากการทดลองโดยใช้ข้อมูล PM2.5 ในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2565–2566 พบว่ามีการปรับปรุงผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยค่า MAE ลดลงถึง 13.63% และค่า F1 score เพิ่มขึ้นถึง 15.27% เมื่อเทียบกับแบบจำลองพื้นฐาน ConvLSTM แบบจำลองนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่โดดเด่นในการพยากรณ์ระดับ PM2.5 ที่อยู่ในช่วงปานกลางถึงไม่ดีต่อสุขภาพ และยังมีความแม่นยำสูงขึ้นในแต่ละระยะเวลาการพยากรณ์ โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงแรก ๆ ของการพยากรณ์


Lead-Free Perovskite/Metal Oxide Heterojunction Photocatalyst For Sustainable Toluene Oxidation, Zakarya Hazaea Jan 2024

Lead-Free Perovskite/Metal Oxide Heterojunction Photocatalyst For Sustainable Toluene Oxidation, Zakarya Hazaea

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

An important field of study is the ecologically benign synthesis of useful compounds such as benzaldehyde and benzyl alcohol from the organic contaminant toluene. Lead-free halide perovskites are excellent options for photocatalysis due to their exceptional photoelectric properties. Nonetheless, they have notable challenges, such as fast charge recombination and ineffective charge separation. In this work, we present a simple anti-solvent technique to create a heterojunction between lead-free halide perovskite Cs2AgBiBr6 (CABB) with Cu2O and Cu-Cu2O. This combination facilitates the photocatalytic activation of C(sp3)−H bonds, which in turn increases the oxidation of toluene. The Cu2O and Cu-Cu2O creating a Z-scheme heterojunction …


Key Drivers Of Ev Market Growth : Insight From Asean Countries, Yuan Su Jan 2024

Key Drivers Of Ev Market Growth : Insight From Asean Countries, Yuan Su

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to analyse the key drivers influencing electric vehicle (EV) market development in ASEAN, by applying the PESTEL framework to analyze political, economic, social, technological, environmental, and legal factors. The case studies of Thailand and Indonesia are used to examine their different EV development trajectories. Field observations in Bangkok, Thailand, and Bali and Jakarta, Indonesia, supplement secondary data analysis by providing detailed insights on infrastructure deployment, consumer behavior, and operational challenges. The findings reveal that political and economic factors dominate early-stage EV market growth, while technological and social factors play an increasing role in long-term market expansion. Southeast …


Semiotic Resources And Ideological Construction In Southeast Asian Femvertising, Qian Zhang Jan 2024

Semiotic Resources And Ideological Construction In Southeast Asian Femvertising, Qian Zhang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Femvertising, the practice of integrating feminist messaging into advertising, has emerged as a powerful strategy for challenging gender stereotypes and promoting women's empowerment. However, its adaptation in Southeast Asia poses unique challenges due to the region's diverse cultural and religious norms. This research investigates how semiotic resources in Femvertising campaigns from Thailand, Malaysia, and Singapore construct empowerment narratives while addressing local cultural contexts. Combining a systematic literature review with social semiotic analysis, this study explores the visual and linguistic elements in Femvertising campaigns, highlighting their dual role in challenging stereotypes and reinforcing consumerist ideologies. Findings reveal that while these campaigns …


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการบนบานยุคใหม่จากแนวคิด คราวด์ ทรัสติ้ง และการกระจายศูนย์, อิงกวี ธนสัมปัตติ Jan 2024

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการบนบานยุคใหม่จากแนวคิด คราวด์ ทรัสติ้ง และการกระจายศูนย์, อิงกวี ธนสัมปัตติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนเริ่มแสวงหาวิธีใหม่ในการสร้างความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต แนวคิดเรื่องการบนบานหรือการขอพรซึ่งเคยผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ได้เปลี่ยนไปสู่การสร้างพลังศรัทธาร่วมในสังคม โดยเชื่อว่าทุกสิ่งและทุกคนรอบตัวสามารถเป็นที่พึ่งได้ (Crowd Trusting) ผ่านการมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงพลังจากหลายบุคคล (Decentralization) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการบนบานยุคใหม่ที่สะท้อนแนวคิด Crowd Trusting และ Decentralization โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อ การบนบาน แนวคิด Crowd Trusting และ Decentralization รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันและการสร้างแบรนด์ ร่วมกับการศึกษาเชิงคุณภาพผ่านสัมภาษณ์และแบบสอบถามกลุ่มเป้าหมาย Generation Z โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์การบนบานแบบไม่ยึดโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยตรง ผลการวิจัยพบว่า แบรนด์ควรสื่อสารผ่านแนวคิด “Together We Shine” เพื่อสะท้อนพลังของการรวมและการสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยมีบุคลิกภาพแบรนด์ที่เข้มแข็ง สนุกสนาน และทันสมัย (Forceful, Enjoyable, Cheerful และ Modern) อัตลักษณ์ของแบรนด์สอดคล้องกับ Brand Archetype ประเภท The Creator ที่เน้นการริเริ่มสิ่งใหม่และสร้างนวัตกรรมแตกต่าง แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม ได้แก่ การสร้างภาพลักษณ์ที่ให้ประสบการณ์สนุกสนาน แปลกใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดภาพลักษณ์ทางศรัทธาแบบดั้งเดิม แต่เน้นการสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้ใช้ ผ่านการออกแบบแนว Illustration ที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยอย่างมีประสิทธิภาพ


แบบจำลองการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีสำหรับการจัดลำดับความสำคัญโดยใช้ตรรกะคลุมเครือ, เปรม สุนทรภาส Jan 2024

แบบจำลองการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีสำหรับการจัดลำดับความสำคัญโดยใช้ตรรกะคลุมเครือ, เปรม สุนทรภาส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ ยูสเซอร์สตอรีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนความต้องการของผู้ใช้ แต่หากยูสเซอร์สตอรีมีคุณภาพไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนอแบบจำลองการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีโดยใช้ตรรกะคลุมเครือ เพื่อช่วยให้สามารถจัดการกับความไม่แน่นอนในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการนิยามความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีจำนวน 12 ประเภท พร้อมทั้งกำหนดเกณฑ์การประเมินใน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความพยายามในการบริหารจัดการ และด้านข้อจำกัดในการบริหารจัดการ จากนั้นจึงประยุกต์ใช้ตรรกะคลุมเครือร่วมกับตัวแปรภาษาและฟังก์ชันความเป็นสมาชิกในการคำนวณค่าคะแนนความเสี่ยง และจัดลำดับความสำคัญผ่านแบบจำลองที่พัฒนาขึ้น ผลการประเมินการใช้งานแบบจำลองกับผู้มีประสบการณ์ในโครงการแอไจล์พบว่า แบบจำลองสามารถช่วยในการจำแนกความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ประเมิน ซึ่งผลการประเมินสะท้อนถึงความสมเหตุสมผลของแบบจำลองและความสามารถในการประยุกต์ใช้จริง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อทีมพัฒนาในการประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงของยูสเซอร์สตอรีได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ได้ดียิ่งขึ้น


การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร Jan 2024

การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ การแพทย์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคโครห์น และ มะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้ว่าแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสามารถทำนายโรคได้อย่างแม่นยำจากข้อมูลเหล่านี้ แต่ข้อจำกัดด้านการตีความผลลัพธ์ โดยเฉพาะในแบบจำลองที่ซับซ้อน เช่น Random Forest และ Neural Networks ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานจริงในทางการแพทย์ งานวิจัยนี้เสนอการพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่ผสานการทำงานของแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับเทคนิค SHAP (SHapley Additive exPlanations) เพื่อแสดงเหตุผลประกอบการทำนายในระดับรายบุคคล ระบบถูกออกแบบให้รองรับการจัดการวงจรชีวิตของแบบจำลองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การเรียกใช้งาน ไปจนถึงการอัปเดตเวอร์ชัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแบบจำลองที่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพ พร้อมแสดงค่าความน่าจะเป็น และ แผนภาพ SHAP ที่อธิบายฟีเจอร์สำคัญในการตัดสินใจของแบบจำลอง ระบบทั้งหมดพัฒนาภายใต้แนวคิดสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิส และ รองรับการติดตั้งบน Kubernetes เพื่อความยืดหยุ่นในการดูแล และ ขยายในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI อย่างโปร่งใสในงานด้านสุขภาพ และ สามารถต่อยอดไปยังโรคในกลุ่มอื่นได้ในระยะยาว


การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล Jan 2024

การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสถานีเติมไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบขนส่งในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้เริ่มต้นจากการศึกษารูปแบบการจัดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและประเมินความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นรูปแบบการผลิตแบบ On-Site Electrolysis ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการใช้พื้นที่ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ การศึกษาได้อ้างอิงมาตรฐาน NFPA 2 จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านไฮโดรเจนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การศึกษานี้ได้ออกแบบสถานีต้นแบบใน 3 ขนาด ได้แก่ 500, 1,000 และ 1,500 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนเริ่มต้นระหว่าง 120–180 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาขายไฮโดรเจนที่ 300 บาทต่อกิโลกรัม อายุโครงการ 15 ปี และใช้อัตราคิดลด 8% ผลการวิเคราะห์ทางการเงินพบว่า ในกรณีที่เอื้ออำนวยมากที่สุด ค่า IRR อยู่ในช่วง 1.69% ถึง 6.79% ซึ่งแม้จะไม่สูงมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนา ขณะที่ในกรณีฐานต่ำสุด ค่า IRR ลดลงต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และ NPV ติดลบในทุกขนาดของสถานี สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านการคืนทุนหากสถานีไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากสามารถออกแบบให้สถานีมีความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิตในอนาคต หรือสามารถบูรณาการร่วมกับสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการทางภาษี ส่วนลดค่าไฟฟ้า หรือกลไกรับซื้อไฮโดรเจน ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุนสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ


ระบบบริการที่ใช้การดำเนินการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างและสอนเพิ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกได้โดยง่ายจากข้อมูลที่จัดเตรียมโดยผู้ใช้งาน, ธนเทพ รุ่งพิพัฒน์ Jan 2024

ระบบบริการที่ใช้การดำเนินการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างและสอนเพิ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกได้โดยง่ายจากข้อมูลที่จัดเตรียมโดยผู้ใช้งาน, ธนเทพ รุ่งพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอระบบเว็บแอปพลิเคชันที่รองรับการสร้างแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) โดยใช้แนวคิดของ MLOps (Machine Learning Operations) เพื่อให้สามารถฝึกใหม่ (Retrain) และนำแบบจำลองกลับมาใช้งานได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงเทคนิคหรือการเขียนโค้ด ระบบออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อมูลของตนเอง และสร้างแบบจำลองจากโมเดลสำเร็จรูปที่นำเข้าจาก Hugging Face เช่น ResNet-50 และ Vision Transformer ได้ทันที โดยใช้ระบบตรวจสอบการเลื่อนของข้อมูล (Data Drift) และแสดงผลผ่าน Prometheus และ Grafana เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพของแบบจำลองในระยะยาว ระบบสามารถดาวน์โหลดโมเดลที่ฝึกแล้ว หรือเรียกใช้งานผ่าน API โดยมีการวางโครงสร้างเพื่อรองรับกับผู้ใช้งานจำนวนมากในอนาคตโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เข้าช่วย เช่น Docker, Keycloak, RabbitMQ และ MLFlow ช่วยให้สามารถขยายระบบ (Scalability) และดีพลอยขึ้นคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น การทดสอบระบบแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพในการประมวลผลทั้งในด้านความแม่นยำของแบบจำลอง และความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำแบบจำลองที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ พร้อมระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร เป็นแนวทางที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึง AI และส่งเสริมให้การใช้งานปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น


การพัฒนาระบบสำหรับประเมินทักษะตามความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อน สำหรับสายอาชีพผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของธุรกิจธนาคารในประเทศไทย, ปรานต์วาสน์ ศรีอนันต์ Jan 2024

การพัฒนาระบบสำหรับประเมินทักษะตามความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อน สำหรับสายอาชีพผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของธุรกิจธนาคารในประเทศไทย, ปรานต์วาสน์ ศรีอนันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบันสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคธุรกิจธนาคารที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในการดำเนินงาน ความสามารถในสายงานนี้จึงไม่จำกัดเพียงทักษะทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะเชิงอ่อน (soft skills) เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากยังขาดการตระหนักรู้และการเตรียมความพร้อมในด้านทักษะเชิงอ่อน ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่มีและความต้องการขององค์กร โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของทักษะเชิงอ่อนที่จำเป็นในสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งสิ้น 9 ทักษะ โดยเน้นในภาคธุรกิจธนาคาร ผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการตอบแบบสำรวจความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อนของหัวหน้างานจากธุรกิจธนาคารในประเทศไทยทั้งสิ้น 10 แห่ง ต่อตำแหน่งงาน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ ตำแหน่งนักออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ ตำแหน่งนักพัฒนา และนักประกันคุณภาพ เพื่อให้ทราบทักษะเชิงอ่อนที่สำคัญและจำเป็นโดยตรงกับความคาดหวังของหัวหน้างานในสายการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงอ่อนในสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โครงงานนี้ยังมีเป้าหมายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประเมินทักษะเชิงอ่อนสำหรับผู้ที่สนใจเข้าสู่สายอาชีพนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินทักษะเชิงอ่อนของตนเองเบื้องต้นได้ พร้อมทั้งเสนอคำแนะนำที่เหมาะสมกับระดับของผู้ประเมินสำหรับทั้ง 9 ทักษะเชิงอ่อน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในภาคธุรกิจธนาคารได้


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ Jan 2024

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งดำเนินงานภายใต้การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) โดยวิเคราะห์ 8 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสมดุลชีวิตกับงาน (Work-Life Balance), ความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่ไม่ดี (Poor Workplace Relationships), ความยืดหยุ่นในการทำงาน (Lack of Workplace Flexibility), ค่าตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมต่อเนื้องาน (Unfair Compensation Relative to Work), การบังคับให้กลับมาทำงานในสถานที่ทำงาน (Forced Transition to On-site Work), พฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้างาน (Supervisor Misconduct), ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะ (Inadequate Compensation Relative to Skill) และวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Organizational Culture) โดยเก็บข้อมูลจากพนักงานไอทีจำนวน 52 คน ผ่านการตอบแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ Cronbach’s Alpha, Kaiser-Meyer-Olkin (KMO), Factor Loading และ Multiple Regression Analysis ผลการวิเคราะห์พบว่ามีเพียงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้าและค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ส่งผลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงาน นอกจากนี้โครงงานยังได้พัฒนาแดชบอร์ดแบบโต้ตอบ (Interactive Dashboard) เพื่อช่วยให้ทีมทรัพยากรบุคคลสามารถนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์ต่อ ประเมินความเสี่ยงการลาออก และวางแผนเชิงกลยุทธ์การบริหารบุคลากร ภายใต้แวดล้อมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) ได้อย่างมีประสิทธิผล


แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, ณัฐภัทร พิชญ์ชยะนนท์ Jan 2024

แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, ณัฐภัทร พิชญ์ชยะนนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการขอการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 29110 การทำความเข้าใจและจัดการกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นภารกิจที่มีความท้าทาย เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระดับความพร้อมของกระบวนการ การประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐานในรูปแบบที่มีโครงสร้างจึงยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้น งานวิจัยฉบับนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการสร้างแบบจำลองด้วย Colored Petri Nets (CPN) เพื่อใช้ในการจำลองกระบวนการ Software Implementation (SI) ตามมาตรฐาน ISO/IEC 29110 โดยข้อมูลการประเมินจะถูกรวบรวมผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชัน และแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนไฟล์ ซึ่งจะถูกจัดเก็บอัตโนมัติในเส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับการประเมินผ่าน CPN IDE ภายหลังการประเมินจะมีการประมวลผลผลลัพธ์ผ่านระบบ Data Pipeline ที่พัฒนาไว้โดยเฉพาะ และจัดเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผลการประเมินผ่านเว็บอินเทอร์เฟซได้อย่างสะดวก แบบจำลองและเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบความสอดคล้องของกระบวนการได้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมความโปร่งใส และสนับสนุนให้องค์กรขนาดเล็กสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการขอการรับรองตามมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบจำลอง CPN ที่ออกแบบไว้ยังสะท้อนถึงกิจกรรมหลัก สิ่งส่งมอบ และกฎการประเมินตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการประเมินซ้ำและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


การจัดลำดับความสำคัญของบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซอฟต์แวร์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้โดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ลักษณ์สิปาง สาครวิจิตรี Jan 2024

การจัดลำดับความสำคัญของบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซอฟต์แวร์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้โดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ลักษณ์สิปาง สาครวิจิตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันตลาดโมไบล์แอปพลิเคชันมีการแข่งขันสูง นักพัฒนาจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซึ่งบ่งบอกถึงความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาฟังก์ชันการทำงานให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันยอดนิยมมักมีบทวิจารณ์จำนวนมาก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการที่นักพัฒนาจะสามารถอ่านและวิเคราะห์บทวิจารณ์ทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว งานวิจัยฉบับนี้จึงนำเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องเข้ามาช่วยในการจำแนกประเภทของบทวิจารณ์ โดยพิจารณาจากเนื้อหาในบทวิจารณ์ของผู้ใช้ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหา ข้อบกพร่อง หรือข้อเสนอในการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้จัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปรับปรุงตามผลกระทบที่มีต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ งานวิจัยนี้ได้กำหนดหมวดหมู่ของบทวิจารณ์ไว้ทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ ปัญหาด้านความจำเป็นพื้นฐาน, ปัญหาด้านการปฏิบัติ, ปัญหาด้านความเพลิดเพลิน, ปัญหาด้านความแปลกใหม่ และปัญหาอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนลำดับความสำคัญของปัญหาจากมุมมองของผู้ใช้ ในการพัฒนาโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องพบว่าโมเดลเบิร์ตมีประสิทธิภาพสูงกว่าโมเดลเอสวีเอ็ม แรนดอมฟอเรสต์ และโลจิสติกรีเกรสชัน โดยมีค่าความเที่ยงเป็น 0.72 ค่าเรียกกลับเป็น 0.719 ค่าเอฟวันเป็น 0.719 และค่าความแม่นเป็น 0.722 นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันต้นแบบที่ใช้โมเดลเบิร์ตที่สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถนำไปใช้วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของงานการบำรุงรักษาโมไบล์แอปพลิเคชัน โดยเว็บแอปพลิเคชันจะช่วยลดภาระในการอ่านบทวิจารณ์จำนวนมาก พร้อมทั้งสกัดข้อมูลที่สำคัญออกมาให้เห็นภาพรวมของความต้องการของผู้ใช้


การแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาเป็นไทมด์ออโตมาตา, กัญจน์วัฒน์ จันทร์หง่อม Jan 2024

การแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาเป็นไทมด์ออโตมาตา, กัญจน์วัฒน์ จันทร์หง่อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์สมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง ความถูกต้องของระบบทั้งในเชิงฟังก์ชัน และข้อกำหนดเชิงเวลาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม แผนภาพกิจกรรม ซึ่งนิยมใช้ในระยะเริ่มต้นของการออกแบบระบบ ยังขาดความสามารถในการระบุข้อจำกัดด้านเวลาโดยตรง ทำให้ไม่สามารถใช้ตรวจสอบคุณสมบัติเชิงเวลาของระบบได้อย่างครบถ้วน โครงงานมหาบัณฑิตนี้จึงมุ่งพัฒนากฎการแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาไปเป็นไทมด์ออโตมาตา ซึ่งเป็นแบบจำลองที่สามารถแสดงพฤติกรรมของระบบพร้อมข้อจำกัดเชิงเวลาได้อย่างแม่นยำ โดยจะนำแบบจำลองไทมด์ออโตมาตาที่แปลงได้เข้าสู่กระบวนการทวนสอบด้วยเครื่องมือ UPPAAL เพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติด้านที่ระบบจะดำเนินต่อไปจนถึงจุดหมายในอนาคต และการป้องกันข้อผิดพลาดในระบบ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการใช้ตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบต้นไม้คำนวณ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กฎการแปลงที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับข้อกำหนดเชิงเวลาได้อย่างเหมาะสม ในการนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ เพื่อการออกแบบซอฟต์แวร์ที่ต้องการการควบคุมเวลาอย่างละเอียด


การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคในโครงการซอฟต์แวร์, บุญฤทธิ์ สวัสดี Jan 2024

การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคในโครงการซอฟต์แวร์, บุญฤทธิ์ สวัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานมหาบัณฑิตนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคโดยใช้ข้อมูลจากโครงการโอเพนซอร์ซภาษาไพทอนบนแพลตฟอร์มกิตฮับ และวัดหนี้ทางเทคนิคด้วยเครื่องมือโซนาร์คิวบ์ หนี้ทางเทคนิคเป็นตัววัดที่สำคัญซึ่งสะท้อนถึงปริมาณปัญหาที่ซ่อนอยู่ในโค้ด ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของนักพัฒนา โครงงานมหาบัณฑิตนี้ใช้แนวทางวิเคราะห์ข้อมูล โดยผสานการดึงข้อมูลผ่านกิตฮับเรสต์เอพีไอและโซนาร์คิวบ์ด้วยภาษาไพทอน แล้วนำมาทำการวิเคราะห์เชิงสถิติ การศึกษาแบ่งออกเป็นสามคำถามวิจัย ได้แก่ (1) สัดส่วนของนักพัฒนาที่ยังปฏิบัติงานอยู่มีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของหนี้ทางเทคนิคในโครงการหรือไม่ (2) ประสบการณ์ในการทำงานมีความสัมพันธ์กับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทางเทคนิคของนักพัฒนาหรือไม่ และ (3) ประสบการณ์ในการทำงานซึ่งแตกต่างกันทำให้เกิดความแตกต่างในแง่การปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทางเทคนิคของนักพัฒนาหรือไม่ ผลการวิเคราะห์สถิติโดยใช้สหสัมพันธ์ระยะทางสำหรับคำถามวิจัยที่ 1 และ 2 และการทดสอบแมนวิทนีย์ยูสำหรับคำถามวิจัยที่ 3 ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบสมมติฐานในทั้งสามคำถามวิจัยที่ระดับความเชื่อมั่น 95% สัดส่วนของนักพัฒนาที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในโครงการและประสบการณ์ของนักพัฒนาไม่ได้เป็นปัจจัยโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของหนี้ทางเทคนิคที่ปรากฏในโครงการและประสิทธิภาพของนักพัฒนาในการปรับปรุงหนี้ทางเทคนิคในโครงการ สภาพหนี้ทางเทคนิคในโครงการอาจขึ้นกับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น แนวปฏิบัติหรือมาตรฐานในการปฏิบัติงานในโครงการ ในการควบคุมคุณภาพโค้ด และลักษณะเฉพาะของโครงการหรือนักพัฒนารายบุคคล


การพัฒนาส่วนฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กนักซ์แบบอิงแบบจำลอง, สุรชาติ คงกำเหนิด Jan 2024

การพัฒนาส่วนฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กนักซ์แบบอิงแบบจำลอง, สุรชาติ คงกำเหนิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอวิธีการพัฒนาแบบอิงแบบจำลองเข้าเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาส่วนฟรอนต์เอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันผู้ใช้เฟรมเวิร์กนักซ์ โดยนำเสนอยูเอ็มแอลโพรไฟล์ของนักซ์เฟรมเวิร์กสำหรับการสร้างแบบจำลองของส่วนฟรอนต์เอนด์และนำเสนอกฎการแปลงในรูปแบบของแผ่นแบบสำหรับการแปลงแบบจำลองสู่โค้ดและจากโค้ดสู่แบบจำลอง โดยการแปลงจากแบบจำลองสู่โค้ดนั้นนักพัฒนาจำเป็นต้องเติมโค้ดตรรกะบางส่วนลงไปในโค้ดที่ได้จากการแปลงเพื่อทำให้ส่วนฟรอนต์เอนด์สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอเครื่องมือการแปลงทั้งในส่วนของการแปลงแบบจำลองสู่โค้ดและโค้ดสู่แบบจำลอง รวมถึงการสร้างเว็บแอปพลิเคชันกรณีศึกษาเพื่อใช้ในการตรวจสอบการแปลง โดยการแปลงจากแบบจำลองสู่โค้ดได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโค้ดโดยใช้โซนาร์คิวบ์ การเปรียบเทียบระหว่างการแปลงด้วยเครื่องมือจากแบบจำลองสู่โค้ดกับการเขียนโค้ดโดยดูจากแบบจำลองโดยนักพัฒนา ได้ผลว่าโค้ดสอดคล้องกันเฉลี่ย 89.23% เนื่องจากโค้ดของนักพัฒนาไม่ครบถ้วนตามแบบจำลองหรือไม่เป็นไปตามคู่มือของนักซ์ การวัดอัตราการแปลงเมื่อเทียบกับโค้ดที่เพิ่มตรรกะจนสมบูรณ์แล้วมีค่าเฉลี่ย 83.03% แสดงว่าโค้ดส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ การแปลงจากโค้ดสู่แบบจำลองใช้การเปรียบเทียบแบบจำลองต้นฉบับกับแบบจำลองที่ถูกแปลงกลับจากโค้ด ผลลัพธ์ คือ แบบจำลองที่แปลงกลับจากโค้ดมีความถูกต้องโดยรวมเฉลี่ย 100%


สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว Jan 2024

สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาแนวคิดการสะสมทุนเบื้องต้น แนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง และแนวคิดทุนนิยมทางการเงิน และเพื่อเปรียบเทียบการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงของระบบทุนนิยม ระหว่างทุนนิยมอุตสาหกรรม และทุนนิยมทางการเงิน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิเคราะห์จากเอกสารชั้นรอง ผ่านกรอบแนวคิดการะสมทุนเบื้องต้น และแนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง ผลการศึกษา พบว่า ในยุคเริ่มแรกของทุนนิยมอย่างในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม การสะสมทุนเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากร เช่น การยึดครองที่ดิน การขูดรีดแรงงาน เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบัน การสะสมทุนมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะทุนนิยมทางการเงิน การสะสมทุนมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่การขูดรีดแรงงานทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้แปรเปลี่ยนเป็นลักษณะของการเก็งกำไร การสร้างหนี้ การแปรรูปทรัพย์สินสาธารณะ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยไม่ต้องผ่านการผลิตหรือแรงงานอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อค้นพบวิธีการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงว่าได้แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทุนนิยมดิจิทัล กลไก และวิธีการสะสมทุนสามารถทำได้อย่างแยบยลจนกลืนไปกับชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัลถูกผลิตมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่เบื้องหลังได้ปล้นชิงแร่ธาตุหายากอย่างมหาศาล และปล้นชิงความเป็นมนุษย์ในการกดขี่ข่มเหงแรงงานในประเทศยากจน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลอกหลวงมนุษย์ด้วยกันเอง จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไม่ว่าการสะสมทุนในยุคใดก็ตาม ก็ยังทิ้งความไม่ยุติธรรมแก่คนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งอนาคตการสะสมทุนก็คงกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าความไม่ยุติธรรมยังคงแฝงอยู่ในระบบทุนนิยมที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปอย่างไร้ที่ติ


The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu Jan 2024

The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to: 1) examine how electric vehicle (EV) entrepreneurs’ personal branding on social media (PBS) affects Generation Z consumers in China; 2) analyze how this branding influences three components of the Theory of Planned Behavior—Attitude toward the behavior (A), Subjective Norms (SN), and Perceived Behavioral Control (PB); 3) study how these components affect behavioral responses (BR); and 4) test a structural equation model (SEM) based on these relationships. A quantitative method was used, with data collected via an online questionnaire from 200 Gen Z consumers (aged 18–27) in mainland China in May 2025. Data analysis utilized the SEM. …


The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin Jan 2024

The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study adopts a strategic communication perspective to examine the strategic influence of opinion leaders in Chinese fandom culture of Thai Boys’ Love (BL) series. The research focuses on “Da-fen,” a fandom-specific term referring to influential fan figures who play key leadership roles within online fan communities. By using a qualitative research design, the study combines semi-structured interviews with textual analysis of high-engagement social media posts. Three research questions guide the inquiry: (1) How do fan opinion leaders build and maintain leadership roles within Chinese fandom of Thai BL series? (2) What strategic communication practices do opinion leaders use to …


Financial Analysis, Forecasts, And Valuation Of Ubon Bio Ethanol Public Company Limited (Ube), Suebsakul Raweekarn Jan 2024

Financial Analysis, Forecasts, And Valuation Of Ubon Bio Ethanol Public Company Limited (Ube), Suebsakul Raweekarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ubon Bio Ethanol Public Company Limited (UBE) has successfully operated its business and consistently generated profits during the period from 2020 to 2024, as evidenced by its financial ratios. The company has shown better performance and operations compared to others in the same industry. However, UBE’s stock price has continued to decline since 2022 to the present. Based on financial data from the company’s annual reports, it is possible to analyze and forecast future plans and performance, which can be used to estimate the appropriate value per share. Nevertheless, various risks and unforeseeable events affect the accuracy of predictions regarding …


The Impact Of Infaltion On The Consumption Of The Youth Population In China, Nuoxi Wen Jan 2024

The Impact Of Infaltion On The Consumption Of The Youth Population In China, Nuoxi Wen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study employs a newly established provincial panel for the period from 2004 to 2023, integrating the housing price index with CPI, investment, unemployment, fiscal expenditure, urbanization, consumption, land finance dependence, industrial structure, and demographic data. It adopts a two-way fixed effect and multiple identification strategy to estimate how housing price inflation affects provincial GDP And three transmission mechanisms were separated out - wealth-driven consumption, mortgage-backed investment and crowding-out effect. The report found that, on average, for every 1 % increase in housing prices, the GDP of each province would grow by approximately 0.2-0.3 %, but the impact was highly …


Marketing Strategies For Japanese Emotional Companion Robots In China: A Behavioral Economics And Consumer Age Segmentation, Yuxi Dong Jan 2024

Marketing Strategies For Japanese Emotional Companion Robots In China: A Behavioral Economics And Consumer Age Segmentation, Yuxi Dong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates how Japanese emotional companion robot brands can effectively localize their marketing strategies for the Chinese market. Grounded in behavioral economics and consumer segmentation theory, the research focuses on three major age groups in China—Youth (18–24), working adults (25–59), and seniors (60+)—to explore the emotional and economic drivers behind their purchasing behavior. Against the backdrop of increasing social isolation and an aging population, a structured survey of 200 urban respondents reveals that approximately 68% expressed moderate or strong purchase intention within the next two years. Over 40% reported concerns regarding data privacy, and a chi-square test confirmed significant …


Pestel And Swot Analysis Of Electric Vehicles Development In Thailand, Luyao Huang Jan 2024

Pestel And Swot Analysis Of Electric Vehicles Development In Thailand, Luyao Huang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study analyzes the development of electric vehicles (EVs) in Thailand using a combined PESTEL-SWOT framework. As ASEAN’s top car producer, Thailand is shifting toward EVs to meet climate goals and remain competitive. The research draws on recent data and literature to assess the political support, economic drivers, social trends, technological capacity, environmental impact, and legal frameworks shaping the industry. Findings show strong government incentives, foreign investment, and rising consumer interest are key enablers, while infrastructure gaps, reliance on imports, and carbon-heavy electricity remain key challenges. The study offers policy and business recommendations to support Thailand’s transition toward sustainable mobility.


The Impact Of Jica-Funded Infrastructure Projects On Trade Volume: A Case Study Of Batangas International Port (Philippines) And Suvarnabhumi International Airport (Thailand), Lance Richard Sia Go Jan 2024

The Impact Of Jica-Funded Infrastructure Projects On Trade Volume: A Case Study Of Batangas International Port (Philippines) And Suvarnabhumi International Airport (Thailand), Lance Richard Sia Go

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of Japan International Cooperation Agency (JICA) infrastructure funding on trade volume in the Philippines and Thailand, using the Batangas International Port and Suvarnabhumi International Airport as case studies. Using a pooled Ordinary Least Squares (OLS) regression model, the paper analyzes whether JICA-funded developments are associated with increased foreign trade throughput. The model includes control variables such as foreign direct investment (FDI), trade openness, Brent crude oil prices, port or airport capacity, and a country dummy variable to isolate the effect of infrastructure loans.Trade volume data from 1999 to 2023 was collected from the Philippine Ports …