Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 98401 - 98430 of 101344

Full-Text Articles in Entire DC Network

Negotiating Identities: A Transformation Of Thai-Muslim In The Baan Somdej Mosque Community (Bangkok), Vinissa Kattiya-Aree Jan 2024

Negotiating Identities: A Transformation Of Thai-Muslim In The Baan Somdej Mosque Community (Bangkok), Vinissa Kattiya-Aree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand is home to more than 6 million Muslims, making Thai-Muslim the largest religious minority group. Thai – Muslim communities have long been a part of Thai society, participating in all levels of society, from economics to politics. Despite much research written on the Thai Muslim population and communities, the Bangkok Muslim communities remain understudied. This research hopes to expand the existing research on Muslims in Thailand and offer an interdisciplinary explanation focusing on international development and anthropological aspects of the transformation of a Thai Muslim community. This thesis presents a case study of the Muslims of the Baan Somdej …


ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์ Jan 2024

ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เล่นพนันคาสิโนออนไลน์ จำนวน 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการศึกษาจากเอกสาร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำแนกได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่สาเหตุเรื่องของความล้าหลังและไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ไม่ทันกับเทคโนโลยี รวมถึงการโฆษณาที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริบทและสภาวะที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความซับซ้อนทางวัฒนธรรม การทุจริตในระบบราชการ การพัฒนาเทคโนโลยี และวิถีชีวิตยุคใหม่ ล้วนส่งเสริมการเล่นพนัน และผลกระทบของปัญหานี้สร้างความเสียหายทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคม และการเงินของเยาวชน การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมในระยะยาว 2.สาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานครสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจเจกบุคคล จิตวิทยา และสังคม พบว่าเยาวชนมักตัดสินใจเล่นพนันโดยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจได้รับอิทธิพลจากการเลียนแบบพฤติกรรมในสื่อออนไลน์หรือกลุ่มเพื่อน การโฆษณาที่ดึงดูด และการเสริมกำลังทั้งทางบวกและลบ นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแรงกับครอบครัว การขาดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือความรู้สึกว่างเปล่าทางจิตใจ ล้วนมีส่วนผลักดันให้เยาวชนเข้าสู่วงจรการพนันออนไลน์มากขึ้น


กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี Jan 2024

กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ต่อสถาบันครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว และศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนศึกษาบทบาทการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อความเข้าใจและพัฒนาแนวทางแก้ไขป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยวิธีการในการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ซึ่งเป็นบุตรหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวผลการศึกษาพบว่าทัศนะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Z ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับครอบครัวคล้ายกับคนในยุคก่อน โดยยังเห็นว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่มีการรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในครอบครัวที่ไม่ควรมีการละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจเด่นชัดขึ้น และส่วนหนึ่งมีมุมมองสะท้อนให้เห็นภาพสถาบันครอบครัวที่แตกต่างออกไป เช่น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมาดูแลในวัยชรา เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองไปทางเดียวกันกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แสดงมุมมองต่อศาลหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้กระทำความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่จะคิดว่าการกระทำของตนเองไม่เป็นความรุนแรง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้กระทำความรุนแรง และเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็ยอมรับว่าช่วยให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สะท้อนว่าบริบทของความรุนแรง ในครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องทบทวนและตระหนักถึงบริบทที่แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลและสันติภาพภายในบ้าน อีกทั้งในระดับ มหภาคเพื่อช่วยกันรณรงค์ หรือกำหนดนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขไร้ความรุนแรงอย่างยั่งยืน


Thailand's Never-Ending Pesticide Debate: Contested Future Sociotechnical Imaginaries Through A Relational Co-Productionist Lens, Henriette Erawan Kamphorst Jan 2024

Thailand's Never-Ending Pesticide Debate: Contested Future Sociotechnical Imaginaries Through A Relational Co-Productionist Lens, Henriette Erawan Kamphorst

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since the introduction of the Green Revolution, the use of agrochemicals in Thai farming has sparked repeated contentious debates among local policy elites, addressing issues such as consumer health, farmer livelihoods, and environmental degradation. In 2019, this subject re-emerged on the policy agenda with the proposed ban of three key agrochemicals: Chlorpyrifos, Paraquat, and Glyphosate. In order to understand why the pesticide issue has remained on policy actors’ agendas for so long and still continues to be subject to ongoing debate, this research takes on a new perspective by adopting a relational co-productionist approach in the construction of contesting sociotechnical …


บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน Jan 2024

บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาบทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียซึ่งนับเป็นตัวแสดงสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ร่วมกับตัวแสดงในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย หน่วยงานด้านการต่างประเทศไทย รัฐบาลท้องถิ่นอินเดีย และสาธารณชนอินเดีย ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและอินเดีย งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ผลการศึกษาตามกรอบแนวคิดว่าด้วยการทูตวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานของพระธรรมทูตและการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มาจากการสื่อสารสองทาง โดยพิจารณาขอบเขตด้านเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ในการก่อตั้งวัดไทยพุทธคยา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ บทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสาธารณชนอินเดียและสามารถดำรงบทบาทในฐานะผู้แทนทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนอินเดียที่มีต่อไทย จากการศึกษาพบว่าพระธรรมทูตไทยไม่ได้มีเพียงบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจต่อสาธารณชนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญในพื้นที่สังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล และมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสาธารณชนอินเดียจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ ทำให้การขับเคลื่อนการทูตวัฒนธรรมไทยดำเนินไปอย่างยั่งยืนจากความศรัทธาและร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียอย่างแน่นแฟ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาเถรวาทไทยให้กลายเป็นจุดเด่นในสังคมอินเดีย ในขณะเดียวกัน พระธรรมทูตไทยได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อการเจริญสัมพันธ์ไมตรีในต่างประเทศและได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากสาธารณชนและรัฐบาลท้องถิ่นของอินเดีย โดยวัดไทยในอินเดียได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นศูนย์อำนวยการช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญ บทบาทพระธรรมทูตไทยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และการท่องเที่ยว ทำให้การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจอันดี อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการทูตวัฒนธรรมไม่สามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องถูกสั่งสมจนเกิดความไว้เนื้อเชื้อใจที่แสดงออกผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ ความร่วมมือ และนโยบายต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถพิจารณาถึงการทูตวัฒนธรรมที่เป็นอีกหนึ่งหนทางในการแสวงหาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ โดยมีพระธรรมทูตไทยเป็นตัวแสดงทางการทูตที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองเจตนารมณ์ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่างประเทศ


บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก: กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, หทัยทัต ทองรอด Jan 2024

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก: กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, หทัยทัต ทองรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะปรับปรุงแนวทางในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งงานศึกษาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่จังหวัดชลบุรี งานศึกษานี้พบว่า หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการกำหนดนโยบายและกรอบทิศทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทหลักเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบนมีบทบาทเพียงการเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลเพียงเท่านั้น ในขณะที่ ในระดับปฏิบัติหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางไม่มีบทบาทโดยตรง แต่เป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างและนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ซึ่งไม่มีการบูรณาการระหว่างกันแต่อย่างใด โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างต้องรับภาระจากขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองจากประชากรแฝง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ งานศึกษานี้เสนอให้มีการปรับปรุงขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถรวมกลุ่มหรือร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในลักษณะสหการได้ รวมทั้งเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สำหรับการบริหารจัดการบุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรีนำแหล่งรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้เอง มาพัฒนาและบริหารจัดการขยะมูลฝอยและดูแลประชาชนในพื้นที่ของตนได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยควรมีบทบาทเพิ่มมากยิ่งขึ้นในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Jan 2024

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย


การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความรุนแรงด้านอาวุธปืนของโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อการก่อเหตุหนึ่งครั้งได้อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้นำมาสู่การศึกษาบริบทความรุนแรงของสถานการณ์กราดยิงและการควบคุมอาวุธปืน การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุกราดยิง และการศึกษามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เหมาะสมกับไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร กฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีขอบเขตการศึกษาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์กราดยิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านจำนวน ความรุนแรง และมูลเหตุจูงใจ ในประเทศไทยมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นจำนวนกว่าความเข้าใจของสังคมที่มาจากการรายงานของสื่อ แตกต่างจาก สหรัฐอเมริกาที่กราดยิงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดหลังเหตุกราดยิง ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้จำนวนเหตุกราดยิงลดลง ขณะที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าสมัยและขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนไม่สามารถลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ โดยข้อเสนอแนวการควบคุมอาวุธปืนจะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัยและเข้มงวด อาทิ การตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต และการจัดเก็บอาวุธในตู้เซฟที่มีระบบล็อกอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชน และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย


แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์ Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย และศึกษาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้านการวิจัยเอกสารและเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน จากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย เกิดจากสภาพปัญหาหลัก 5 ด้าน คือ 1) ด้านผู้เสียหาย 2) ด้านสังคม 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านกระบวนการยุติธรรม 5) ด้านคุ้มครองสิทธิ ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันยังคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงควรปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญต่อสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราอย่างชัดเจน รับรองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราด้วยการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะ เพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดขั้นตอนที่ทับซ้อน สร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมด้วยการจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อที่จะได้ปฏิบัติต่อผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราลดสภาวะการตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง และเต็มใจให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย


Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie Jan 2024

Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand's coffee sector faces numerous risks, impacting coffee farmers' livelihoods. This study explores risk perception and management strategies through in-depth interviews with coffee farmers based in Chiang Rai province. Drawing from Joy Harwood’s categorization of agricultural risk, the risks assessed in this study fell under the domains of production, market, and institutional risks. Farmers' perceptions of these risks were analyzed by considering the mental strategies and biases (heuristics) that shaped their perceptions, as well as how farmers measured risk according to their risk attributes (frequency, severity, adaptation ability). The values, emotions, and experiences of farmers shape the foreground of farmers' …


Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai Jan 2024

Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to (1) explore the relationship between support and mindset in public speaking and (2) propose support guidelines to promote growth mindsets in public speaking among upper secondary EFL students. A two-phase sequential explanatory design of mixed methods was employed. In Phase 1, data were collected through the Mindset and Support in Public Speaking Questionnaire and semi-structured interviews. In Phase 2, data were collected through semi-structured interviews and an evaluation form designed to assess the support guidelines developed from the findings. Participants comprised three groups: (1) 250 Grade 12 students from five extra-large public schools in Bangkok, six …


An Academic Management Innovation Of Demonstration Schools For Enhancing Future Global Citizenship Competencies, Sathibhoph Somtua Jan 2024

An Academic Management Innovation Of Demonstration Schools For Enhancing Future Global Citizenship Competencies, Sathibhoph Somtua

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and future global citizenship competencies, 2) study the levels of students’ future global citizenship competencies, 3) analyze the priority needs in developing academic management of demonstration schools for enhancing future global citizenship competencies, and 4) to develop an academic management innovation for enhancing future global citizenship competencies of demonstration schools. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 68 demonstration schools. Informants included the demonstration school director, the deputy director of academics, and the head of the department. The …


ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรกับระดับการเปิดรับ ข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ และทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 4) เปรียบเทียบแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษาแยกตามระดับชั้นและสังกัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสังกัดโรงเรียนและแยกตามระดับชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคว์สแควร์ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับน้อย การรับรู้เกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับปานกลาง ระดับทัศนคติ และระดับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาอยู่ในระดับน้อย 2) ความสัมพันธ์ของลักษณะทั่วไปของประชากรแยกตามสังกันมีความสัมพันธ์กับการเปิดรับข่าวสารการรับรู้ และทัศนคติ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชามีความสัมพันธ์เมื่อแยกตามสังกัดและรายได้ต่อเดือน3) ความสัมพันธ์ของแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาระหว่างการเปิดรับข่าวสารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ (r = .223) การรับรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำมาก (r = .146) และทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำ (r = .369) 4) แนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาแยกตามสังกัดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal Jan 2024

Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Remote sensing technology has advanced substantially, with significant research focused on identifying and recognizing small, distant objects within large-scale scenes. Despite these strides, the task remains difficult due to limitations in image resolution, varied object scales, dense object distribution, and diverse orientations. Current object detection methods often struggle to maintain the fine detail essential for small object detection, resulting in the loss of critical information. To address this, we introduce an Advanced Attention Mechanism (AAM) that combines a novel Combined Channel and Spatial Attention (CCSA) approach with Residual Atrous Spatial Pyramid Pooling (RASSP). This integration enhances detection accuracy by preserving …


Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy Jan 2024

Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ultrafine particles, defined as particles with diameter below 100 nm, present high health risks but presently remain unknown in air quality management in Thailand. To better understand ultrafine particles, the appropriate quantification must be by aerosol numbers in a size-resolved manner in addition to the mass-based information currently used. This study investigated the particle number concentration and size distribution as well as estimating the source emission rate from incense burning in 3 temples and 1 shrine located in Bangkok, Thailand on peak days and normal day from 10 a.m. to 5 p.m. The Scanning Mobility Particle Sizer (SMPS) and the …


"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang Jan 2024

"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urban traffic congestion at signalized intersections poses significant challenges, with queue spillback events worsening delays, fuel consumption, and environmental impacts. This study addresses the critical issue of oversaturation at the Rama 4 intersection in Bangkok, where closely spaced intersections intensify congestion, leading to prolonged queues and inefficient green phase utilization. Traditional fixed-time signal controls lack the flexibility to adapt to fluctuating traffic volumes, emphasizing the need for an innovative approach. This research proposes an Adaptive Signal Control (ASC) scheme, utilizing VISSIM and VISVAP simulation tools to evaluate the system’s efficacy in managing real-time traffic conditions and reducing queue spillback events. …


Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang Jan 2024

Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As Phnom Penh experiences rapid population growth and economic expansion, traffic congestion has worsened, largely due to the increasing ownership of private motorcycles. Despite the introduction of public bus services, adoption remains low as concerns over service quality, limited coverage, and inadequate infrastructure deter motorcycle users from making the shift. This study investigates the behavioral intentions, preferences, and concerns of motorcycle users, specifically targeting university students, to understand how public bus services can be improved to encourage adoption. Data were collected in July 2024 from 457 university students who regularly use motorcycles, using a structured questionnaire across four Phnom Penh …


การกำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ในระบบจำหน่ายเเรงดันต่ำโดยใช้วิธีผสมผสานระหว่างวิธีเชิงสุ่มกับอนุกรมเวลา, ณัฐพัฒน์ รพีอาภากุล Jan 2024

การกำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ในระบบจำหน่ายเเรงดันต่ำโดยใช้วิธีผสมผสานระหว่างวิธีเชิงสุ่มกับอนุกรมเวลา, ณัฐพัฒน์ รพีอาภากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการติดตั้งแบบบนหลังคา อย่างไรก็ตามการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า เช่น โหลดหม้อแปลงและสายส่งไฟฟ้าเกินพิกัด แรงดันเกิน และความไม่สมดุลของแรงดันไฟฟ้า วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการหาค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ สำหรับระบบจำหน่ายแรงดันต่ำในประเทศไทย โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านโหลดหม้อแปลงและสายส่งไฟฟ้าเกินพิกัด แรงดันเกิน และความไม่สมดุลของแรงดันไฟฟ้า เนื่องจากการเชื่อมต่อระบบ งานวิจัยนี้ได้ใช้วิธีมอนติคาร์โลควบคู่กับการค้นหาแบบผสมระหว่างไบนารีและเชิงเส้น ในการวิเคราะห์และคำนวณค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ โดยมีการทดลองในระบบทดสอบที่ดัดแปลงมากจากระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำของประเทศไทยจำนวน 15 ระบบ ผลการวิจัยพบว่าการใช้วิธีการผสมผสานระหว่างวิธีเชิงสุ่มและวิธีอนุกรมเวลาสามารถเพิ่มความเร็วในการคำนวณค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ โดยที่ยังคงความถูกต้องเเละความเเม่นยำเอาไว้ได้ นอกจากนั้นพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ขนาดหม้อแปลง จำนวนผู้ติดตั้งระบบ PV และระยะจ่ายโหลดสูงสุด สุดท้ายได้นำเสนอเเนวคิดการใช้ค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ ในการจำกัดกำลังติดตั้งรวมของระบบ ในข้อกำหนดการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำของประเทศไทย และนำเสนอแนวทางการแบบเวลาจริงเพื่อใช้ในระบบจัดการพลังงาน


ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง Jan 2024

ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การรับรู้ความไม่ปกติในชีวิต แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งรวมถึงการรับรู้ว่าพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้เข้าใจลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ความกังวลและรู้สึกผิดว่าตนอาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย การรับรู้ว่าพ่อแม่ที่ป่วยจิตใจอ่อนไหว และพ่อแม่ที่ป่วยไม่อบอุ่นเหมือนที่เคยเป็น (2) รู้สึกท่วมท้นและไม่แน่ใจว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในช่วงวิกฤติของพ่อแม่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่ที่ป่วย ลำบากใจเมื่อต้องรับมือกับพ่อแม่ที่ป่วยตอนอาการกำเริบ รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่สามารถพึ่งพาพ่อแม่ที่ป่วยได้ และรู้สึกสงสารเห็นใจพ่อแม่ที่เป็นผู้ดูแล (3) การปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้อยู่กับพ่อแม่ที่ป่วยได้ ซึ่งรวมถึงความพยายามในการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ที่ป่วย การกำหนดเป้าหมายในชีวิตและรับผิดชอบต่อตนเอง การทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลพ่อแม่ที่ป่วย และการมีบทบาทใหม่เป็นที่พึ่งทางใจให้พ่อแม่ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สามารถช่วยทำความเข้าใจประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการช่วยเหลือทางจิตใจให้กับผู้รับบริการที่มีพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยช่วยให้พวกเขาปรับตัวและลดผลกระทบจากประสบการณ์ดังกล่าวได้


ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบ รวมถึงบทบาทของการเป็นตัวแปรส่งผ่านความเมตตากรุณาต่อตนเองในความสัมพันธ์ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป มาตรวัดสติห้าองค์ประกอบ มาตรวัด Mindfulness Insight Scale มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง และมาตรวัดลักษณะยึดติดความสมบูรณ์แบบจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทยช่วงอายุ 18 ถึง 25 ปี (M = 20.15, SD = 1.239) จำนวน 289 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์เส้นทางสำหรับการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความนิยมความสมบูรณ์แบบมีความสัมพันธ์ทางลบกับสติ (r = -.164, p = .003) และความเมตตากรุณาต่อตนเอง (r = -.356, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจ (r = .000, p = .498) สำหรับการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านพบว่า โมเดลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์สอดคล้องกับข้อมูลระดับดีมาก (χ2(1) = 1.798, CFI = .998, TLI = .987, RMSEA = .053) และพบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างสติและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.295, p < .001) และระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.140, p < .001) ผลการวิจัยสนับสนุนถึงการส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อตนเองในนักศึกษามหาวิทยาลัยเพื่อลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากความนิยมความสมบูรณ์แบบ


บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่ Jan 2024

บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงซึ่งเป็นบุคลิกภาพของบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดและภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 201 คนเข้าร่วมงานโดยการสุ่มตามสมัครใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์และแบบกระดาษเขียนตอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) มาตรวัดระดับบุคลิกภาพแบบละเอียดอ่อนสูง (α = .87) 2) มาตรวัดการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (α = .77) และ 3) มาตรวัดภาวะซึมเศร้า (α = .87) ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นไปตามสมมติฐาน โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้ง 3 ตัวแปร โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .36, p < .01) บุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (r(199) = .19, p < .01) และการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .28, p < .01) ในการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านอย่างง่าย ผลการศึกษาพบอิทธิพลการส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้า (ab = 0.037, 95% bootstrap CI [0.003, 0.088]) ผลงานวิจัยนี้แสดงถึงอิทธิพลของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูง อันเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางการป้องกันหรือลดภาวะซึมเศร้าในบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก และในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญูในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และในแบบอำนาจนิยม และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - 5 จำนวน 184 คน มีช่วงอายุระหว่าง 14-17 ปี การวิจัยนี้ตรวจสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) ผลการทดสอบการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ พบว่า มี 3 ตัวแปร ได้แก่ การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ และการรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความถดถอยมาตรฐาน คือ .272 และ.246 และ .202 ซึ่งโมเดลการถดถอยแบบพหุคูณของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระของพ่อแม่ และความกตัญญูร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวของวัยรุ่นตอนกลางได้ร้อยละ 57


ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ Jan 2024

ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 จำนวน 40 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยการจับคู่เด็กที่มีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นที่ใกล้เคียงกัน แยกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เด็กทั้ง 2 กลุ่มได้เรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นในชั้นเรียนเป็นจำนวน 8 ครั้งเหมือนกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ในขณะที่กลุ่มควบคุมเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพียงอย่างเดียว เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมการทดลอง โดยการใช้แบบทดสอบสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นครบทั้ง 8 ครั้ง เด็กทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นมากกว่าคะแนนก่อนเข้าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มของคะแนนแล้ว พบว่า คะแนนสัมฤทธิ์ผลที่เพิ่มขึ้นหลังการเรียน (gain scores) ของกลุ่มทดลองที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติ มีการเพิ่มของคะแนนมากกว่า กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกสติช่วยให้เด็กเรียนดนตรีได้ดีขึ้น โดยการฝึกสติก่อนการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น สามารถช่วยให้เด็กมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการฝึกสติ


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง


ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต Jan 2024

ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง


การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ Jan 2024

การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการติดตามการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของนักศึกษาและพิจารณาความสอดคล้องกับเหตุผลของผู้ประกอบการในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับนักศึกษา โดยวิธีการสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษาที่พักอาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งสิ้น 78 คน และสัมภาษณ์ผู้วางแนวคิดในการพัฒนาโครงการของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 คนจากผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งโครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA เลือกใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง 3 อันดับแรกประกอบไปด้วย ห้อง Co-Learning (Co-Working, Study Area), ห้อง Fitness /Boxing, Swimming Pool โดยการใช้งานส่วนใหญ่จะมุ่งตอบโจทย์ส่งเสริมการเรียน ได้แก่ ห้อง Co-Learning, ห้อง Study Area, ห้อง Workshop และห้อง Meeting นอกจากนี้พบว่ามีห้องบางลักษณะที่นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว เช่นห้อง Studio, ห้อง Photo, ห้อง Mini Theater และห้อง Creative and Entertainment Lounge ยังสามารถใช้ทดแทนเมื่อมีการใช้งานห้องที่ตอบโจทย์ในด้านการศึกษาและนันทนาการในช่วงเวลาจำเป็น เช่นช่วงสอบ ผู้วิจัยพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมีความสอดคล้องกันทั้งในด้านผู้อยู่อาศัย อันได้แก่ นักศึกษา โดยพบว่าพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นห้องอ่านหนังสือและห้องประชุมกลุ่ม ในด้านผู้ซื้อหรือผู้เช่า อันได้แก่ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมักให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการเรียนและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการที่พิจารณาจัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผู้ประกอบการเสนอแนะ ว่าการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต้องคำนึงถึงขนาดและลักษณะของโครงการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรพิจารณารูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่เหมาะสมกับรูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาตามยุคสมัย


บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์ Jan 2024

บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศูนย์การค้าเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการใช้เวลาว่างของคนกรุงเทพมหานคร ด้วยความสามารถในการให้บริการได้อย่างครบวงจร ศูนย์การค้าจึงได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะในรูปแบบ Privately Owned Public Space (POP) ที่มีการใช้งานพื้นที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในรูปแบบคล้ายคลึงกับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปรากฏในงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศด้วย แต่ปัจจุบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้ายังมีจำนวนไม่มาก แสดงถึงช่องว่างในการวิจัยในหัวข้อดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของบทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในแต่ละกลุ่มพื้นที่ศึกษาจากการศึกษาพบว่า พื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีการใช้งานในรูปแบบพื้นที่กึ่งสาธารณะ โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีครบทั้งกิจกรรมที่จำเป็น กิจกรรมทางเลือก และกิจกรรมทางสังคม คล้ายพื้นที่สาธารณะ แต่อยู่ภายใต้การกำหนดการใช้งานโดยศูนย์การค้า โดยลักษณะของกิจกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพทางกายภาพ แต่คุณภาพทางกายภาพที่ดี ผนวกกับการกำหนดพื้นที่ใช้สอยที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเลือกและกิจกรรมทางสังคม ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นการใช้งานที่มากขึ้น ดึงดูดให้เกิดการสัญจรในศูนย์การค้ามากขึ้น ในส่วนของบริบทที่ตั้งนั้น ส่งผลต่อทั้งความหนาแน่นการใช้งานและลักษณะกลุ่มผู้ใช้งาน ซึ่งลักษณะกลุ่มผู้ใช้งานก็สะท้อนในลักษณะของกิจกรรมการใช้งานอีกด้วย


รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์ Jan 2024

รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รถสองแถวเป็นระบบขนส่งกึ่งสาธารณะ (Paratransit) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง (Feeder mode) และยังได้รับการนิยามว่าเป็นระบบขนส่งนอกระบบ (Informal transport) ด้วยบริการที่ปรับตัวต่อสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าระบบขนส่งมวลชน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถานการณ์การให้บริการของรถสองแถว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง ประกอบด้วยสายสีเขียวอ่อน สายสีเขียวเข้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้ให้บริการรถสองแถวสายละ 1 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 100 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการให้บริการด้านระยะทางและความถี่มีความแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยรถสองแถวที่ให้บริการในพื้นที่โดยรอบสถานีชานเมืองมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่า นอกจากนี้เส้นทางจำนวน 1 ใน 4 ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการเพื่อทำหน้าที่ระบบขนส่งรอง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกิดจากนโยบายของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณผู้โดยสารลดลง ดังนั้น นโยบายสนับสนุนศักยภาพของรถสองแถวในการทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งรองของระบบขนส่งมวลชนทางรางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืนต่อไป


โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย Jan 2024

โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระราชทานที่ดินให้อยู่ในฝั่งพระนคร เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นชุมชนที่ยังมีเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 7 อยู่มากถึง 27 หลัง ชุมชนในปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างเขตราชเทวี และเขตปทุมวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เรือนดั้งเดิมเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ในขณะที่ชุมชนต้องการรักษาไว้เป็นสินทรัพย์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว โดยศึกษาลักษณะกายภาพของเรือนดั้งเดิม ความต้องการของครัวเรือน วิเคราะห์ปัจจัยข้อจำกัด และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อรักษาคุณค่าของเรือนดั้งเดิม พร้อมทั้งพัฒนาการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาของเรือนดั้งเดิม 5 หลัง เพื่อประเมินความต้องการและความสามารถในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมภายใต้กรอบของแนวคิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นผลการศึกษาพบว่า เรือนกรณีศึกษาทั้ง 5 หลัง มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีคุณค่าความแท้และเป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นองค์ประกอบสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรือนเหล่านี้มีปัญหาทรุดโทรมและต้องการการปรับปรุง งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุง 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบประหยัด ที่เน้นการซ่อมแซมขั้นพื้นฐานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และ (2) แบบสมเหตุสมผล ที่เน้นการอนุรักษ์และปรับปรุงเรือนดั้งเดิมให้คงเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต การคำนวณงบประมาณเบื้องต้น พบว่ามีงบค่าปรับปรุงซ่อมแซม ตั้งแต่ 30,000-85,000 บาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของการปรับปรุงที่ผู้อยู่อาศัยจะเลือกจากการวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัดของผู้อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีรายได้ไม่มั่นคง แต่มีความต้องการปรับปรุงเรือนเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ รวมถึงการสืบทอดคุณค่าของเรือนไว้ให้กับทายาทรุ่นหลัง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุงในระดับที่ต้องการ จากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทุกหน่วยงานเล็งเห็นถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและหลายหน่วยงานสามารถให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ด้านงบประมาณ และการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการนี้จำเป็นต้องให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของเรือน และชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชนจึงเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและอนุรักษ์เรือนดั้งเดิมในชุมชนบ้านครัว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยและชุมชนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น