Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27442)
- Social and Behavioral Sciences (20721)
- Arts and Humanities (18351)
- Education (15031)
- Life Sciences (14360)
-
- Physical Sciences and Mathematics (14107)
- Law (11462)
- Engineering (9780)
- Medical Specialties (9378)
- Medical Sciences (6511)
- Business (5465)
- Higher Education (4919)
- Public Health (4517)
- Psychology (4123)
- Religion (3672)
- Computer Sciences (3530)
- History (3323)
- Sociology (3182)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2908)
- Diseases (2846)
- Oncology (2771)
- Earth Sciences (2668)
- Environmental Sciences (2581)
- Nursing (2551)
- Biomedical Informatics (2530)
- Plant Sciences (2476)
- Bioinformatics (2346)
- Library and Information Science (2122)
- Curriculum and Instruction (2094)
- Communication (2090)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (6220)
- University of South Florida (5368)
- Brigham Young University (2771)
- University of Nebraska - Lincoln (2725)
- Mississippi State University (2591)
-
- University of Kentucky (2582)
- Chulalongkorn University (2450)
- Association of Arab Universities (2155)
- University of Montana (1976)
- Walden University (1885)
- University of New Hampshire (1743)
- Washington University School of Medicine (1696)
- Utah State University (1695)
- Liberty University (1643)
- Georgia Southern University (1586)
- Louisiana State University (1551)
- University of Texas Rio Grande Valley (1510)
- University of New Mexico (1467)
- University of Arkansas, Fayetteville (1349)
- Universitas Indonesia (1339)
- City University of New York (CUNY) (1326)
- University of Plymouth (1300)
- San Jose State University (1295)
- University of Memphis (1240)
- New Jersey Institute of Technology (1236)
- University of Mississippi (1236)
- Singapore Management University (1226)
- Nova Southeastern University (1222)
- Edith Cowan University (1185)
- Technological University Dublin (1176)
- Keyword
-
- Humans (5347)
- COVID-19 (1795)
- Animals (1385)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (1227)
-
- Education (1118)
- Mice (1025)
- Male (867)
- Undergraduate (833)
- United States (770)
- Adult (687)
- Child (648)
- Mental health (648)
- Machine learning (612)
- Social Work (599)
- Social policy and social work (574)
- University Faculty (574)
- Higher education (565)
- Research (535)
- Retrospective Studies (534)
- Leadership (510)
- Climate change (497)
- Gender (495)
- Students (491)
- Sustainability (479)
- African American Families (455)
- Depression (453)
- Artificial intelligence (430)
- English (424)
- Diversity (415)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (3805)
- Theses and Dissertations (3326)
- Bird Observer (2909)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1956)
- Faculty, Staff and Students Publications (1891)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1755)
- Faculty Publications (1678)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1442)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1308)
- Ornitología Neotropical (1219)
- Dissertations (1180)
- Electronic Theses and Dissertations (1169)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (1068)
- Research outputs 2022 to 2026 (1048)
- 2023 Decisions (1018)
- Doctoral Dissertations and Projects (1011)
- Defensive Publications Series (932)
- Documents (841)
- Faculty Scholarship (763)
- Articles (745)
- Honors Theses (704)
- Theses (689)
- Civil Matter Files (640)
- Photographs (609)
- Food and Machinery (599)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (539)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (524)
- Historic Natchez Foundation (496)
- Journal of Engineering Research (492)
- Publication Type
Articles 158491 - 158520 of 163175
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน, พริ้วฝน เทียนศรี
ปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน, พริ้วฝน เทียนศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 1 ใช้การวิจัยเอกสารอย่างเป็นระบบ(Systematic Review) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 2 สร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลเชิงสำรวจจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย จำนวน 514 คน มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) หาความสัมพันธ์และอิทธิพลจากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ของปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 3 จัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบและหาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ผลวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ด้านการเรียนรู้ ด้านสังคม ด้านโครงสร้างและกระบวนการ โดยส่งผลให้เกิดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างสรรค์ ด้านการบูรณาการศาสตร์เพื่อการสร้างสรรค์ ด้านการสร้างเครือข่ายทางสังคม 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า (1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ปัจจัยด้านการเรียนรู้ ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านเชิงโครงสร้างและกระบวนการ และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณของปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน สามารถอธิบายความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชนได้ร้อยละ 61 (R2= 61) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.78 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งในเชิงกายภาพและรูปแบบเสมือน จัดตั้งหน่วยงานเพื่อส่งเสริมและสร้างเครือข่ายสนับสนุนความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม รวมทั้งพัฒนาครูและบุคลากรของสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การจัดการทรัพยากร การออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้แบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และทักษะของผู้เรียนนอกเหนือจากเนื้อหารายวิชา
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ Core ที่มีต่อความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ภัทราวดี เพิ่มประยูร
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ Core ที่มีต่อความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ภัทราวดี เพิ่มประยูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์การวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 4) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE ระหว่างเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คน ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 12 คาบเรียน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียน แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ฉบับก่อนและหลังเรียน และใบกิจกรรมความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ระหว่างเรียน มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่เรียนรู้จากการใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีพัฒนาการที่ดีขึ้น
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการหรือแนวคิดเกี่ยวกับการสอน 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการเรียนการสอน 4. การวัดและประเมินผล โดยองค์ประกอบด้านการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสำรวจ 2) ขั้นเรียนรู้ 3) ขั้นประเมินผล 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นประยุกต์ความรู้และเผยแพร่ผลงาน 2) ผลของการเสริมสร้างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -23.55 และผลของการสอบถามวัดความตระหนักในความเป็นไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนรตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -13.78 3) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่า (x ̅= 4.72, S.D. = 0.10) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียน มีค่า .434 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา และการสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปกครองของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 380 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปกครองส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตแก่เด็กวัยอนุบาล อยู่ในระดับมาก (M=4.03) ทั้ง 3 ด้าน เมื่อพิจารณารายด้าน พบข้อสรุป ได้แก่ 1) การสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยามีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด (M=4.18) โดยผู้ปกครองแสดงความรักกับบุตรอย่างสม่ำเสมอ และมีการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ให้กับสมาชิกในครอบครัว รองลงมาคือ 2) การเป็นแบบอย่าง (M=3.99) โดยผู้ปกครองมองหามุมมองเชิงบวกในทุกสถานการณ์ แม้จะเผชิญกับความท้าทายหรืออุปสรรค และเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางแก้ไข มักมองหาวิธีเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยากลำบากให้กลายเป็นโอกาส รวมไปถึงการวางเป้าหมายชีวิตด้วยกรอบคิดติดยึดเติบโต และ 3) การสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว (M=3.91) โดยผู้ปกครองให้เวลาแก่เด็กในการเล่นอิสระ โดยไม่กำหนดกฎเกณฑ์มากเกินไป และให้เด็กมีส่วนร่วมในงานบ้าน เพื่อฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ตนเอง โดยแบ่งงานบ้านออกเป็นงานเล็ก ๆ ง่าย ๆ ให้เด็กทำตามความสามารถ เช่น เก็บของเล่น เก็บกวาดโต๊ะอาหาร รดน้ำต้นไม้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ เช่น สุข เศร้า โกรธ กลัว และแสดงตัวอย่างจากสถานการณ์จริงให้เด็กเห็น อ่านหนังสือนิทานที่มีเพื่อหาเกี่ยวกับอารมณ์และเล่นบทบาทสมมุติ ที่แสดงตัวละครอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ในบริบทที่สนุกสนาน
การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย
การพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, วรเชษฐ แซ่เจีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทุนทางวิชาชีพ เป็นคุณลักษณะที่ช่วยสนับสนุนให้ครูสามารถปฏิบัติงานสอนได้ดีและช่วยให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพในระยะยาว ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนการตัดสินใจ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ (1) เพื่อพัฒนาแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3) เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติสำหรับแบบวัดทุนทางวิชาชีพสำหรับครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ (4) เพื่อเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอนในช่วงชั้น ปีประสบการณ์การสอน และระดับวิทยฐานะต่างกัน การวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคำถามของแบบวัดและตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือ ผู้วิจัยกำหนดตัวอย่างในการวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 461 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 แบบวัด ได้แก่ (1) แบบวัดทุนทางวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น 36 ข้อ และ (2) มาตรวัดความปรารถนาของสังคม BIDR-16 (Balanced Inventory of Desirable Responding-16) เพื่อนำไปศึกษาด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและเชิงยืนยัน โดยใช้โปรแกรม Jamovi และ LISREL ระยะที่ 2 ผู้วิจัยนำแบบวัดที่พัฒนาขึ้นไปเก็บข้อมูลและได้ตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามสมบูรณ์ จำนวน 1,152 ตัวอย่าง เพื่อพัฒนาเกณฑ์ปกติและเปรียบเทียบระดับทุนทางวิชาชีพของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้โปรแกรม SPSS และ R ในการวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า (1) มาตรวัดที่พัฒนาขึ้นมีค่า IOC ระหว่าง 0.57-1.00 แสดงว่ามีความตรงเชิงเนื้อหา เมื่อนำไปทดลองใช้ (n = 56) พบว่ามีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในและแบบประกอบ เท่ากับ .862 และ .889 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับสูง (2) เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (n = 231) พบว่าโมเดลการวัดของมาตรวัดทุนทางวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความเที่ยงเพิ่มขึ้นภายหลังตัดข้อความเหลือ 16 ข้อ โดยยังคงโครงสร้างโมเดลการวัดอันดับหนึ่งของแต่ละองค์ประกอบย่อยไว้ได้ และเมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (n = …
การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม
การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินและรับรองรูปแบบฯ แผนการจัดการเรียนรู้ เว็บไซต์ตามรูปแบบฯ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามวัดความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบพหุคูณภายหลังการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้น มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อเทคโนโลยีและกิจกรรม 2) กระบวนการเรียนการสอน 3) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเข้าสู่บทเรียนด้วยบริบท 2) ขั้นเสริมประสบการณ์ 3) ขั้นเรียนรู้แนวคิดสำคัญ 4) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ เป็นดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องหลังเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่มีระดับความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน เมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด
รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์
รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) วิเคราะห์ระดับพัฒนาการทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วยเครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวในรูปแบบการสอนโดยใช้วิธีแก้ปัญหาร่วมกับเทคนิคแบบทีม คู่ เดี่ยว ตัวอย่างการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนในรายวิชาสมองกลฝังตัว จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเทคโนโลยี 2) รูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบวัดการคิดเชิงคำนวณ 5) แบบสังเกตการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน วิเคราะห์ผลข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์ Wilcoxon Signed Ranks Test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนฯ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบการสอน 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) แนวทางการวัดและประเมินผล ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า รูปแบบการสอนฯ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x̄) = 4.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.52 แสดงว่ารูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปทดลองใช้ได้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3. คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน เท่ากับ 9.00 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับต้น
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 19 คนที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดทักษะสมองอีเอฟกลุ่มทักษะกำกับตนเองในกิจกรรมนาฏศิลป์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกข้อมูลที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนในแต่ละทักษะจากบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ได้แก่ 1) ทักษะการจดจ่อใส่ใจ 2) ทักษะการควบคุมอารมณ์ และ 3) ทักษะการติดตามประเมินตนเอง ชุดกิจกรรมนี้มีกิจกรรม 5 กิจกรรมหลัก จำแนกเป็น 10 กิจกรรมย่อย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมนาฏศิลป์ที่ผสมผสานกับหลักของการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 4 ข้อ คือ การเคลื่อนไหวโดยให้ความสำคัญกับ 1) การทำงานของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย 2) การใช้พื้นที่และทิศทางในการเคลื่อนไหว 3) การใช้แรงและน้ำหนักในการเคลื่อนไหว และ 4) ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ความสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกาย โดยได้ลำดับกิจกรรมตามลักษณะการเคลื่อนไหวจากการเคลื่อนไหวเพียงบางส่วนของร่างกาย หรือที่มีความซับซ้อนน้อย ไปสู่กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในหลายส่วน ทั้งหมด หรือซับซ้อนขึ้น แต่ละกิจกรรมมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมกายให้พร้อม 2) ซักซ้อมเคลื่อนไหว 3) ได้ลงมือปฏิบัติ 4) สะท้อนคิดเพื่อพัฒนา 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการมีทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาโดยจำแนกตามทักษะ พบว่า ทุกทักษะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาผลการเปลี่ยนแปลงโดยจำแนกตามระดับคุณภาพของการแปลผลค่าคะแนน พบว่า ในภาพรวมนักเรียนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ ทักษะการจดจ่อใส่ใจ ทักษะการควบคุมอารมณ์ และทักษะการติดตามประเมินตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ
การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งหมด 30 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินและรับรองรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) แผนการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 4) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ One-way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการฝึกอบรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การฝึกอบรม 2) ผู้ดำเนินการฝึกอบรมและผู้เข้าอบรม 3) สื่อเทคโนโลยี 4) กระบวนการฝึกอบรม 5) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมความพร้อมในการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 2) ระหว่างการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 3) หลังการฝึกอบรมแบบผสมผสาน และแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน (1) เกริ่นนำและให้ความรู้ (2) ศึกษาสถานการณ์เรียนรู้ตามสภาพจริง (3) ศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหา (4) เสริมความรู้ (5) แบ่งปันข้อมูลในสังคมเครือข่ายการเรียนรู้ (6) อภิปรายและสรุปผล (7) วัดและประเมินผล พบว่า พนักงานที่ฝึกอบรมโดยใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ มีสมรรถนะทางวิชาชีพหลังฝึกอบรมสูงขึ้นกว่า ก่อนฝึกอบรมและระหว่างฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยและผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุกของครูมัธยมศึกษา, ลดา โรจนเกียรติสกุล
ปัจจัยและผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุกของครูมัธยมศึกษา, ลดา โรจนเกียรติสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่หนึ่ง คือ เพื่อสังเคราะห์ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก โดยใช้การวิจัยเอกสาร สังเคราะห์ข้อมูลหลักการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและหลักการจัดการเรียนรู้การอ่านเพื่อความเข้าใจ ได้ผลการวิจัยเป็นลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก 3 ประการ คือ 1) การจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความร่วมกับการนำเสนอผลการอ่านผ่านการพูดและเขียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนและครู 2) การจัดการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์และประเมินค่าที่ส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์และวิจารณญาณ 3) การจัดการเรียนรู้การอ่านที่เชื่อมโยงชีวิตจริงผ่านการสำรวจและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการอ่านเพื่อการเรียนรู้และการนำผลการอ่านไปปรับใช้ในชีวิตจริง วัตถุประสงค์ที่สองของการวิจัย คือ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและผลสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุกของครูมัธยมศึกษา โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร คือ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ สุ่มผู้ตอบแบบสอบถามแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน จำนวน 175 คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 50 คน โรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 50 คน โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 45 คน โรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 30 คน โดยใช้แบบสอบถาม 40 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่และร้อยละ จากนั้นสุ่มผู้ให้สัมภาษณ์แบบหลายขั้นตอน จำนวน 18 คน ในโรงเรียนที่นักเรียนประสบความสำเร็จในการอ่านจากโรงเรียน 4 ขนาด จำนวน 8 คน และโรงเรียนที่นักเรียนได้ผลสัมฤทธิ์การอ่านต่ำกว่ามาตรฐานจากโรงเรียน 3 ขนาด จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก คือ ครูจบการศึกษาตรงสาขาการสอนภาษาไทย มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปี สอนภาษาไทยเป็นหลัก การจัดการเรียนรู้การอ่านร่วมกับการนำเสนอผลการอ่านผ่านการพูดและเขียน พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์และวิจารณญาณ เชื่อมโยงชีวิตจริงผ่านการสำรวจและสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการอ่าน โรงเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ โครงการพัฒนาทักษะภาษาไทย ฐานการอ่านในชุมชน เขตพื้นที่การศึกษาสนับสนุนสื่อการสอนอ่าน นวัตกรรมการอ่าน จัดสรรอัตรากำลัง จัดอบรมพัฒนาบุคลากร มหาวิทยาลัยจัดโครงการค่าย ส่งนิสิตสาขาการสอนภาษาไทยออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ อนุญาตให้บุคลากรภายในเป็นวิทยากรโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้การอ่านแบบเชิงรุก ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การอ่านต่ำกว่ามาตรฐาน คือ ครูจบการศึกษาไม่ตรงสาขาการสอนภาษาไทย มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี สอนภาษาไทยควบคู่กับวิชาอื่น การจัดการเรียนรู้การอ่านด้วยการบรรยาย …
ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว
ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 2) ศึกษาระดับความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 3) ศึกษาลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 4) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 5) ศึกษาระดับความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และ 6) ศึกษาลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 14 โรงเรียน จำแนกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 414 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง และกลุ่มที่ 2 จำนวน 398 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และแบบสัมภาษณ์ลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความถี่และสถิติร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก 3) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริง และแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ชัดเจน ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริงได้แต่ไม่ชัดเจน และไม่สามารถสร้างตัวแทนทางคณิตศาสตร์เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาได้ 4) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก และ 6) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องชัดเจน และสามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องเพียงบางส่วนหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและเพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสำหรับนิสิตศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยระยะที่ 1 ระยะศึกษาเอกสารและรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์งานเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การลงภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบเชิงลึก 2 ด้าน จำนวน 10 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปศึกษา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา การวิจัยระยะที่ 2 ระยะพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยระยะที่ 3 ระยะทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 30 คน สาขาวิชาศิลปศึกษาในรายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาคเรียนที่ 1/2566 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย 2. เนื้อหากิจกรรม ประกอบไปด้วย เนื้อหาพื้นฐานทางประวัติความเป็นมาของงานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทของงานสถาปัตยกรรมไทย แนวความคิดและคติความเชื่อในการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทย องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทย และตัวอย่างงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง 3. การจัดกิจกรรม โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ขั้นเตรียมความรู้พื้นฐาน ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นวางแผนกิจกรรม ขั้นสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นสรุปผลและนำเสนอผลงาน และขั้นประยุกต์ใช้และประเมินผล 4. สื่อการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้จริงเสมือนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5. การวัดและประเมินผล โดยประเมินจากความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.50, SD. = .61) และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ และอยากจะสืบหาความรู้ต่อยอดด้วยตนเองส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาปัตยกรรมไทยมากยิ่งขึ้น
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ครูมีระดับการปฏิบัติมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติน้อยที่สุด เนื่องจากครูละเลยการนำผลลัพธ์หรือนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงการพิจารณาผลลัพธ์ ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าผลลัพธ์ ในขณะที่ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากครูส่วนใหญ่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนเพื่อเอื้อให้นักเรียนสะดวกต่อการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ขยายขอบข่ายแนวคิดของตนเองอย่างไม่จำกัด 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1 การเตรียมการสอน คัดเลือกเนื้อหาและสอดแทรกสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองในการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและอิสระ 2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคัดเลือกวิธีการสอนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการนวัตกรรม เปิดโอกาสในนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2.3) สื่อการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลลัพธ์หรือนวัตกรรม 2.4) การวัดและประเมินผล วัดและประเมินผลโดยพิจารณาความสามารถในการสร้างแนวคิดและพัฒนาแนวคิดสู่ผลลัพธ์หรือนวัตกรรมตามกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมปัจจุบัน เด็กยังต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนได้ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/9 จำนวน 31 คน และมีกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาแบบปกติ 3) แบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) แบบสังเกตการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่าก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ย=32.90) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.017) 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (คะแนนเฉลี่ย=33.47) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=1.361, p=.179)
Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Obesity is one of the health problems that could cause health and economic and social impacts. However, few community pharmacists provided weight management services (WMS) and there has not been standard practice for weight management by community pharmacists in Thailand. The objectives of this study were: 1) to systematically review factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in various countries; 2) to explore factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in Thailand by using survey; and 3) to develop weight management service called “WeightCut” for community pharmacy practice in Thailand. From systematic review, lack …
Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom
Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An increase in lysosomal membrane permeabilization (LMP) impaired lysosome integrity causing release of cathepsin B, and subsequently may contribute to cell death. Indomethacin, which is a non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs), caused apoptosis through generation of cell stress, and disruption of mitochondria and lysosome functions. Recently, it was reported that naringenin, a natural bioactive flavonoid, elicited cytoprotection against indomethacin toxicity in Caco-2 cells. This study investigated the effect of naringenin on indomethacin-induced lysosome toxicity in human colon carcinoma Caco-2 cells. Cells were pretreated with naringenin (100 µM) for 24 h before incubating with indomethacin for another 48-72 h. At the end …
Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho
Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A simple, accurate, and low-cost effective method has been introduced in this study for separation of valsartan enantiomers using ligand-exchange chromatography as chiral mobile phase additives. The optimized method was found using a mobile phase system of 57%(v/v) methanol, adding 1.5 mM of L-isoleucine as the chiral selector along with 0.5 mM of cupric sulfate and 10 mM of sodium acetate, adjusted to pH 6.1. The flow rate was 0.8 mL/min with a temperature of 400C. The injection volume was 10 µL and detected at 210 nm. The stationary phase was a reversed-phase C18 Zorbax Eclipse Plus (250 mm x …
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respiratory Syncytial Virus (RSV), a highly contagious virus known to cause severe respiratory illnesses, poses a significant health threat, particularly impacting vulnerable populations such as young children, the elderly, and immunocompromised individuals. It is a leading cause of lower respiratory tract infections, often resulting in serious complications like pneumonia and bronchiolitis. Despite its substantial impact, there is currently only an approved RSV vaccine specifically designed for the elderly, emphasizing the urgency of continued research in this area for developing broader coverage of the population. The plant expression platform for producing therapeutic proteins offers a cost-effective and scalable solution, presenting a …
การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์
การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูมิหลัง: งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาข้อกำหนดด้านระเบียบยาเมโธเทรกเซทที่ใช้ระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยเมทริกซ์ของไลโปโซม ซึ่งเป็นระบบนำส่งที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความจำเพาะต่อเป้าหมาย และลดความเป็นพิษของยาเมโธเทรกเซท. วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบหาประเภทการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการและข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนยาใหม่ สำหรับยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมในประเทศต่าง ๆ. วิธีวิจัย: วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลเว็บไซต์ระเบียบยาแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศไทย โดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มประเทศที่จะศึกษาจากความชุกของโรคที่เป็นข้อบ่งชี้หลักของยาเมโธเทรกเซท (โรคมะเร็งเต้านม) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ทางตลาด และระบบการควบคุมกำกับดูแลระบบยาที่เข้มแข็ง ข้อมูลที่รวบรวมได้แก่ ข้อมูลทางเคมี การผลิต และการควบคุม ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลทางคลินิกของยาอนุภาคขนาดนาโนที่ตั้งตำรับใหม่ รวบรวมข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมาย และข้อมูลคุณประโยชน์และความเสี่ยง จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมสำหรับการรักษาโรคมะเร็งที่ได้รับการอนุมัติสองผลิตภัณฑ์ โดยใช้เครื่องมือประเมินคุณประโยชน์และความเสี่ยง จัดการและประเมินข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์ข้อมูล. ผลวิจัย: ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมแบบใหม่มีข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมายคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ยาต้านมะเร็งในท้องตลาดทั้งสองผลิตภัณฑ์เมื่อเปรียบเทียบจากข้อบ่งใช้เดียวกัน แต่การประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการศึกษาทางคลินิกแบบครบถ้วนยังคงจำเป็นเพื่อใช้ประกอบการประเมินตามข้อกำหนดการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาอาจอาศัยมาตรา 505(b)(2) สำหรับการประเมินตามกระบวนการมาตรฐาน ซึ่งอาจขอประเมินแบบเร่งด่วนด้วยได้. สรุปผล: กระบวนการขอขึ้นทะเบียนของยาตั้งตำรับใหม่ซึ่งใช้อนุภาคนาโนเป็นส่วนประกอบ ยังคงต้องการการศึกษาข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางคลินิก และข้อมูลด้านคุณภาพไม่แตกต่างจากการขอขึ้นทะเบียนยาชนิดใหม่ เพื่อเป็นการรับรองประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของตำรับยาใหม่ดังกล่าว.
Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong
Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The chemical analysis of crude extracts from Dendrobium ochreatum ethanol revealed 12 compounds. Among them, dendroochreatene, a novel discovered compound, and 11 previously identified compounds were found: atraric acid, docosyl trans-ferulate, moscatilin, cinnamic acid, β-hydroxypropiovanillone, loddigesiinol C, dihydroconiferyl dihydro-p-coumarate, indole-3-aldehyde, vanillic acid, naringenin, and 2,4,7-trihydroxy-9,10-dihydrophenanthrene. Structural elucidation of these compounds was achieved through MS, IR, UV, and NMR spectroscopic analyses, corroborated by comparison with existing literature data. The cytotoxicity evaluation against NCI-H460 non-small cell lung cancer cells employed two methods: direct cell testing and literature review. Moscatilin demonstrated the most potent inhibitory activity against this cancer type, with an IC50 …
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to study the physicochemical properties, including physical appearance, percentage of labeled amount (%LA), and release profile, of Asiatic acid (AA) encapsulated in solid lipid microparticles (SLM) composed of 10% and 15% cetyl alcohol with poloxamer 188 (F6 and F12). The results indicated that F12 demonstrated a significantly higher %LA and exhibited a release kinetic that fit the Higuchi model with a slower sustained-release profile compared to F6. Thus, F12 was selected for further clinical study. A controlled, split-face, single-blind clinical trial was conducted over 7 weeks with twelve female participants aged between 25 and 48 years (average …
ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา
ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการเริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟาริน โนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟาริน ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ วิธีการดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในอาสาสมัครที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินขณะเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรม และกลุ่มควบคุมจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยดุลยพินิจของแพทย์ ประเมินสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วัน ผลการวิจัย: จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 98 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 49 ราย และกลุ่มทดลอง 49 ราย ผลลัพธ์ของการวิจัยพบว่าสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วันหลังได้รับยาวาร์ฟารินของกลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมากกว่ากลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (44.9% และ 24.5%, p=0.034) ขนาดยาวาร์ฟารินเริ่มต้นเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (2.1 มิลลิกรัมต่อวัน และ 2.2 มิลลิกรัมต่อวัน, p= 0.666) สรุป: การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินส่งผลให้ค่า INR เข้าสู่ช่วงเป้าหมายของการรักษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยแพทย์
ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ
ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate, eGFR) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยากลุ่ม sodium-glucose cotransporter 2 inhibitors (SGLT2 inhibitors) ร่วมกับยาต้านระบบ renin-angiotensin (RAS blockers) เทียบกับกลุ่มที่ได้รับ RAS blockers วิธีการ: งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ การศึกษาคัดเลือกผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 ปีขึ้นไป ระยะเวลาตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 เข้างานวิจัยจำนวน 350 ราย กลุ่มศึกษา คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม SGLT2 inhibitors ร่วมกับ RAS blockers 175 ราย กลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม RAS blockers 175 ราย ผลลัพธ์ของการศึกษา คือ ค่าอัตราการกรองของไต น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบิน ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวซึ่งวัด ณ เดือนที่ 0, 3, 6 และ 12 ผลการวิจัย: อัตราการกรองของไตระหว่างกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมทั้งในเพศหญิงและเพศชายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีเพศหญิงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไตที่ P=0.024 น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีระยะเวลาการเกิดโรคเบาหวานและค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินพื้นฐานเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินที่ P=0.003 และ P
Table Of Contents - Cardozo Journal Of Equal Rights & Social Justice, Vol. 29, Iss. 2
Table Of Contents - Cardozo Journal Of Equal Rights & Social Justice, Vol. 29, Iss. 2
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
No abstract provided.
The Advent Of Facial Recognition And The Erosion Of The Rule Of Law In "Moscow Smart City", Antonina Semivolos
The Advent Of Facial Recognition And The Erosion Of The Rule Of Law In "Moscow Smart City", Antonina Semivolos
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
The Russian government's deployment of facial recognition technology in Moscow, exemplified by the Popova case, highlights the erosion of civil liberties due to insufficient legal regulation and the absence of safeguards against surveillance overreach. This deployment underscores the broader decline in democratic principles and civil society's diminished capacity to challenge authoritarian measures.
Accessibility In The Digital Age - Why The United States Needs A New Approach To The Americans With Disabilities Act, William J. Seguin
Accessibility In The Digital Age - Why The United States Needs A New Approach To The Americans With Disabilities Act, William J. Seguin
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
The note argues that the Americans with Disabilities Act (ADA) must be updated to address digital accessibility, as its current framework, designed for the physical world, fails to accommodate the realities of the digital age. The ADA's success in promoting physical accessibility contrasts sharply with its inadequacy in ensuring equal access to digital spaces, highlighting the need for a new approach that includes digital platforms under its protections.
Annotated Legal Bibliography
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
No abstract provided.
Education, Democracy, And Propaganda: An Epistemological Crisis, Sonja Varbelow, William Yaworsky
Education, Democracy, And Propaganda: An Epistemological Crisis, Sonja Varbelow, William Yaworsky
Anthropology Faculty Publications
This article explores the causes of the epistemological crisis that gave rise to conspiracy theories which culminated in large swathes of the U.S. population refusing to accept the outcome of a democratic election. An epistemological crisis is defined by a blurring of facts and falsehoods to the degree that blatant and obvious propaganda holds sway over large segments of the population, resulting in truth decay. We provide an analysis of the propaganda themes collected and identified by the Computational Propaganda Project from April through July of 2020 that demonstrate their prevalence in American social media platforms. We then show how …