Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (18075)
- Social and Behavioral Sciences (15774)
- Education (10048)
- Arts and Humanities (9833)
- Law (9419)
-
- Life Sciences (6567)
- Physical Sciences and Mathematics (6058)
- Medical Specialties (5999)
- Engineering (4593)
- Public Health (4208)
- Medical Sciences (4145)
- Business (3802)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2909)
- Higher Education (2877)
- Psychology (2787)
- Sociology (2557)
- Religion (2165)
- Computer Sciences (2026)
- History (2015)
- Nursing (1724)
- Communication (1717)
- Oncology (1701)
- Bioinformatics (1630)
- Biomedical Informatics (1617)
- Library and Information Science (1580)
- Curriculum and Instruction (1517)
- Political Science (1508)
- Diseases (1480)
- Environmental Sciences (1445)
- Economics (1249)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (4331)
- University of South Florida (2065)
- University of Nebraska - Lincoln (1774)
- Washington University School of Medicine (1691)
- Walden University (1658)
-
- Brigham Young University (1628)
- Utah State University (1249)
- Chulalongkorn University (1227)
- Liberty University (1180)
- Edith Cowan University (1161)
- Association of Arab Universities (1083)
- University of Plymouth (1078)
- Universitas Indonesia (976)
- University of New Hampshire (974)
- San Jose State University (949)
- City University of New York (CUNY) (885)
- University of Montana (861)
- Louisiana State University (842)
- University of Kentucky (842)
- University of New Mexico (841)
- Georgia Southern University (833)
- Singapore Management University (833)
- Nova Southeastern University (783)
- University of South Carolina (761)
- University of Texas Rio Grande Valley (753)
- Portland State University (731)
- Technological University Dublin (713)
- University of Arkansas, Fayetteville (706)
- University of Memphis (694)
- University of Mississippi (646)
- Keyword
-
- Humans (4139)
- COVID-19 (1588)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (999)
- Animals (947)
-
- Education (901)
- Mice (705)
- Male (677)
- Adult (564)
- United States (543)
- Mental health (534)
- Child (532)
- Higher education (451)
- Machine learning (416)
- Retrospective Studies (407)
- Gender (405)
- Leadership (405)
- Climate change (362)
- Depression (347)
- Social media (342)
- Artificial intelligence (341)
- Sustainability (337)
- Communication (327)
- Aged (318)
- Ethics (312)
- Diversity (309)
- Neoplasms (307)
- Adolescent (302)
- History (301)
- Equity (297)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (2738)
- Theses and Dissertations (2234)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1535)
- Faculty, Staff and Students Publications (1235)
-
- Research outputs 2022 to 2026 (1046)
- Faculty Publications (1035)
- Bird Observer (966)
- Dissertations (924)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (892)
- Doctoral Dissertations and Projects (809)
- Electronic Theses and Dissertations (784)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (674)
- Faculty Scholarship (652)
- Articles (547)
- Honors Theses (487)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (476)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (472)
- Theses (454)
- Historical Documents - Combined (396)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (361)
- Patient Education Projects (343)
- Documents (341)
- Information Sciences Letters (341)
- Masters Theses (327)
- 2023 Decisions (317)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (310)
- Florida Tax Review (301)
- Ornitología Neotropical (301)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (290)
- Publication Type
Articles 89071 - 89100 of 91910
Full-Text Articles in Entire DC Network
แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง
แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) นำเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ใช้การศึกษาแบบพหุกรณีในการเรียนรู้จากนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 3 กรณี โดยมีครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 9 คน เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูล วิธีการสำคัญในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคือการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิเคราะห์แก่นสาระตามลำดับ การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ใช้แก่นสาระที่ค้นพบในการจัดทำแนวทางฉบับร่างและใช้ข้อเสนอแนะที่ได้จากการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาแนวทางดังกล่าวให้มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น แก่นสาระที่ค้นพบ ได้แก่ 1) คุณลักษณะด้านการมุ่งเน้นความสำเร็จ 2) ปณิธานที่แน่วแน่ 3) ความสามารถในการปรับตัวที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 4) การเรียนรู้แบบนำตนเองในโลกดิจิทัล 5) การทำหน้าที่ของครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ 6) บุคคลต้นแบบ และ 7) การสนับสนุนทางสังคมในบริบทของวัฒนธรรมการให้ แก่นสาระเหล่านี้นำเสนอปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยในสภาพแวดล้อมทางสังคมจำนวนมากที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษา แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤตที่การวิจัยครั้งนี้นำเสนอ คือ 1) เสริมสร้างความตระหนักและความรู้ในเชิงสหวิทยาการด้านการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 2) พัฒนาคุณลักษณะและสมรรถนะที่ส่งเสริมการปรับตัวเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 3) ลดผลกระทบเชิงลบจากภาวะวิกฤตผ่านการช่วยเหลือเชิงรูปธรรมและนามธรรม ผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาและช่วยเหลือนักเรียนมีแนวโน้มในการนำแนวทางไปใช้เป็นหลัก แต่การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana
The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the potential of augmented reality to merge the real word and computer-generated content together, it has the power to revolutionize English language education, especially in the vocabulary field. This study aimed to 1) investigate the effectiveness of the use of augmented reality direct vocabulary instruction based on cognitive theory of multimedia learning to enhance vocabulary knowledge of Thai university students and 2) explore the perceptions of Thai university students towards the instruction. The participants in this study were twenty Thai university students from the second to fourth year who enrolled in a conversation course at a public university in …
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ องค์ประกอบและตัวชี้วัดของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ และองค์ประกอบและตัวชี้วัดของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 4) เพื่อนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาระบบ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คน และครู 10 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษา 1,250 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วพื้นที่ 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพระบบ แบบประเมินรับรองระบบ กลุ่มทดลองใช้ระบบ ได้แก่ นักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวัดทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินผลงานนวัตกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เป็นคนช่างสังเกตและตั้งคำถาม ในลำดับความต้องการมากที่สุด (PNI modified = 0.4098) รองลงมาคือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้แสดงความคิดและศักยภาพของตนเอง (PNI modified = 0.3690) และผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะ พบว่าโมเดลการวัดค่าองค์ประกอบเชิงยืนยันมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2/df (546.32 /163) = 3.35, P = 0.000, CFI = 1.00, GFI = 0.96, AGFI = 0.95, RMSEA = 0.043) ซึ่งระบบสภาพแวดล้อมการเรียนอัจฉริยะฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) ระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เนื้อหาการเรียนรู้ 3) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 4) ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และ 5) …
Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang
Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Power grid oscillation with poorly damped performance is a growing problem. The oscillation source needs to be quickly and precisely identified in order to mitigate the oscillation issues to prevent any detrimental conditions that may arise. An incoming of synchrophasor technology enables the use of dissipating energy flow (DEF) method to practically identify the oscillation source. This research thesis aims at validating the DEF-based method and then developing an application tool to identify the oscillation source in a practical power grid. The DEF method was validated through various simulated oscillation cases based on IEEE 39-bus system leading to a promising …
การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล
การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในขอบเขตของการซื้อขายสินค้าระหว่างองค์กร ความท้าทายที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้องจับคู่คำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูล ซึ่งชื่อสินค้าเหล่านี้มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลาย วิทยานิพนธ์นี้จะกล่าวถึงความซับซ้อนของการจับคู่ชื่อสินค้าภายในบริษัท เจนบรรเจิด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการขายสินค้าสำหรับธุรกิจบริการ ปัจจุบันวิธีการที่ใช้แก้ปัญหานี้คือการใช้พนักงานเปรียบเทียบคำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูลทีละรายการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองแรงงานและเวลาเป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอการใช้เทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการใช้ Pointwise Mutual Information (PMI) ในการคัดเลือกคำสำคัญในพจนานุกรมแบบกำหนดเอง เพื่อการตัดคำภาษาไทยที่เหมาะสมกับชุดข้อมูล จากนั้นนำระบบตัดคำที่ปรับปรุงแล้วมาใช้ในการออกแบบขั้นตอนวิธีสำหรับการสกัดคำหลัก รวมถึงการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความหมายแฝง (LSA) เพื่อค้นหาคำที่คล้ายกับคำค้นหา สุดท้ายจึงนำส่วนต่างๆ มารวมเข้ากับการใช้เทคนิคการจับคู่ข้อความโดยประมาณ จนเกิดเป็นขั้นตอนวิธีสำหรับจับคู่รายชื่อสินค้า ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความแม่นยำในการระบุผลลัพธ์มากถึง 93.80% และมีความครอบคลุมมากถึง 91.67% ในการทดสอบจับคู่กับชุดตัวอย่างคำสั่งซื้อจริงจากลูกค้า
การศึกษาปัจจัยทำนายของการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์, ฉัฐจุฑา นกจันทร์
การศึกษาปัจจัยทำนายของการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์, ฉัฐจุฑา นกจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ โดยการศึกษาระยะที่ 1 จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนามาตรวัดเชิงสถานการณ์ของการรังแกบนโลกไซเบอร์ เพื่อนำมาใช้พิจารณาวิเคราะห์ผลร่วมกับการศึกษาในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยทำนายที่เป็นสาเหตุของการรังแกบนโลกไซเบอร์และ การตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนามาตรวัดการเชิงสถานการณ์รังแกบนโลกไซเบอร์ และ 2 ) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยี การหลงตัวเองแบบให้ค่าสูง การเห็นคุณค่าในตนเอง ความเห็นอกเห็นใจ ต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แบ่งเป็นการศึกษาระยะที่ 1 จำนวน 95 คน และการศึกษาระยะที่ 1 จำนวน 395 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Form ผลของการพัฒนามาตรวัดการเชิงสถานการณ์รังแกบนโลกไซเบอร์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยแสดงความคิดเห็นในแต่ละสถานการณ์ของการรังแกบนโลกไซเบอร์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะได้อ่านเนื้อหาจากสถานการณ์ในมาตรวัดเชิงสถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ โดยสมมติว่าตนเองเป็นผู้ใช้งานโดยที่ไม่ระบุชื่อและรูปจริงของตนเองในการเล่นเฟสบุ๊คที่ถูกสร้างขึ้น จำนวน 4 สถานการณ์ ได้แก่ 1) นินทา ด่าทอ ล้อเลียน 2) การเผยแพร่ความลับ 3) การใส่ร้าย และ 4) การแอบอ้างชื่อ หรือตัวตน และเขียนบรรยายเสนอความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ในแต่ละสถานการณ์ เพื่อนำมาพัฒนาพัฒนาข้อกระทง การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาคของมาตรวัดโดยรวม เท่ากับ .98 และมีค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม พบว่า ข้อคำถามจำนวน 29 ข้อ ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด และมีค่าสหสัมพนธ์แบบเพียร์สัน ซึ่งผลจากการศึกษา พบว่า สถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ มีค่าสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความก้าวร้าว (r = .87 , p < .01 , สองหาง) และ มีค่าสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความเห็นอกเห็นใจ (r = -.87 , p < .01 , สองหาง) ส่วนผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง พบว่า การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยี มีอิทธิพลทางตรงต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 การหลงตัวเองแบบให้ค่าสูงมีอิทธิพลทางตรงต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์ผ่านความเห็นอกเห็นใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ในขณะที่การเห็นคุณค่าในตนเองไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ ส่วนความเห็นอกเห็นใจไม่มีอิทธิพลกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการรังแกบนโลกไซเบอร์และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยีและการเห็นคุณค่าในตนเอง
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย โดยมุ่งเน้นศึกษาอิทธิพลของเจตคติและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อความตั้งใจในการทำพฤติกรรมโดยมีการระบุตัวตนระดับกลุ่มเป็นตัวแปรกำกับ ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีความหลากหลายทางเพศ 103 คน ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์และเก็บข้อมูลพฤติกรรมในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเจตคติต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ (β = .30, p < .05 หนึ่งหาง) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์สามารถทำนายพฤติกรรมโดยมีตัวแปรความตั้งใจที่จะเข้าร่วมเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .25, p < .05) อย่างไรก็ตามการระบุตัวตนในระดับกลุ่มไม่มีอิทธิพลกำกับ การวิเคราะห์รายข้อยังชี้ให้เห็นว่าเพศกำหนดชายมองว่าการเมืองและกฏหมายไม่เอื้อ และกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นปัจจัยต่อต้านเด่นชัด เพศกำหนดหญิงมีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์จะสามารถแก้ปัญหาและทำให้มีผู้สนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Responsiveness Of The Thai Version Ofthe Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (Pass-20),The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Anxiety 8a (Promis-Anx-8),And The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression-8a (Promis-D-8a)In Individual With Chronic Low Back Pain, Nuttapong Phongsaphakjarukorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To evaluate the responsiveness, estimate minimal clinically important difference (MCID), and examine correlations between anxiety and depression measures of the Thai versions of the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (T-PROMIS-D-8a), Anxiety 8a (T-PROMIS-Anx8a), and Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (PASS-20) measures in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The study sample comprised of 144 participants with CLBP. Responsiveness was evaluated by calculating the change scores, effect size (ES), standardized response mean (SRM), area under the curve (AUC), and correlations between the change scores and the Thai version of Global Perceived Effect (T-GPE). We …
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตรวมไปถึงปัจจัยใดจะสามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร จำนวน 562 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) แบบวัดความเครียดกรมสุขภาพจิต (SPST-20) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าความสัมพันธ์ (Pearson's Correlation) และสถิติการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติค (Logistic Regression) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดี คุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ระดับต่ำกับการวิ่งงานเฉลี่ยรอบต่อวันและเวลาพักระหว่างการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารเฉลี่ยในแต่ละวัน แต่ความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น เวลาในการประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร รายได้เฉลี่ยจากการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารวันต่อสัปดาห์ และระยะเวลาเฉลี่ยในการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารต่อวันมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิต ความเครียดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้ กล่าวคือ ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารที่มีความเครียดสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีจะมีคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับดี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To cross-culturally adapt the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (PROMIS SF v1.0 - Depression 8a) into Thai and evaluate its psychometric properties in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The PROMIS SF v1.0 – Depression 8a was translated and cross-culturally adapted into Thai using the Functional Assessment of Chronic Illness Therapy translation methodology. Two hundred and sixty-nine individuals with CLBP completed the Thai version of PROMIS SF v1.0 – Depression 8a (T-PROMIS-D-8a) scale and a set of measures assessing validity criterion domains. Unidimensionality, internal consistency, and test-retest reliability at a 7-day interval …
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Smartphone eSports athletes face various health risks due to prolonged sitting and poor posture.Objective: To investigate the frequency of musculoskeletal disorders, perceived stress levels, health risks and ergonomic risk factors among smartphone eSports athletes and determine the association between levels of perceived stress and MSDs.Methods: A cross-sectional study was conducted on 145 participants. Nordic Musculoskeletal Questionnaire, Perceived Stress Scale (PSS-10), questionnaire on health risks and rapid upper limb assessment (RULA) were used to collect data. The chi-square test determined the association between MSDs and perceived stress.Results: The study revealed that neck pain was the most prevalent issue, affecting 41.4% …
แนวทางการจัดทำโครงการอาคารสวัสดิการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย, เชิดศักดิ์ สร้อยสุวรรณ
แนวทางการจัดทำโครงการอาคารสวัสดิการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย, เชิดศักดิ์ สร้อยสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินโครงการสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ในลักษณะโครงการอาคารพักอาศัยรวมมีการพัฒนาการเรื่อยมาตามยุคสมัย ที่บริบทมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และมีเงื่อนไขความต้องการต่างๆเพิ่มเติมมากขึ้นทั้งการคำนึงถึง คุณภาพในการจัดสวัสดิการ ปัจจัยด้านงบประมาณและการเงิน ลักษณะทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคำนึงถึงความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว แต่จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการดำเนินโครงการอาคารสวัสดิการของกองบัญชาการกองทัพไทยไม่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ประมวลประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (2) ประมวลประเด็นในการปรับปรุงเพื่อให้โครงการฯมีคุณภาพและมีความยั่งยืน (3) สร้างแนวทางต้นแบบการดำเนินโครงการและทำการพิสูจน์เปรียบเทียบโดยทำการศึกษาผ่านขั้นตอนดังนี้ (1) การศึกษากฎหมาย,แนวคิด,ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการศึกษาโครงการอาคารสวัสดิการส่วนกลาง กองบัญชาการกองทัพไทยเชิงลึกโดยการสำรวจและสัมภาษณ์ (2)นำผลการศึกษาในข้อ 1 มาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและสรุปแนวทางการดำเนินโครงการฯที่มีคุณภาพและยั่งยืน (3)ทำการทดสอบและเปรียบเทียบแนวทางการดำเนินโครงการฯในโครงการเสมือนจริง แล้วจึงทำการสรุปและนำเสนอผลการวิจัยผลการศึกษาในประเด็นปัญหาของโครงการอาคารสวัสดิการส่วนกลาง ของกองบัญชาการกองทัพไทยพบว่ามีปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ 1)ปัญหาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรกายภาพทรุดโทรมไม่ปลอดภัย 2)ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการและการบำรุงรักษา 3)ปัญหาจำนวนที่พักอาศัยไม่เพียงพอต่อความต้องการและยังไม่ครอบคลุมสมาชิกทุกประเภท จากการวิเคราะห์ผลการศึกษาโครงการฯพบว่าปัญหาเกิดจากสาเหตุ 4 ประการคือ 1)ระบบการจัดสวัสดิการฯปัจจุบันมีลักษณะเชิงเดี่ยวสำหรับการพักอาศัยเป็นหลัก และเน้นให้สวัสดิการเฉพาะสมาชิกสามัญ (ข้าราชการทหารประจำการ) 2)อาคารสถานที่ซึ่งออกแบบไว้ในอดีตไม่สอดคล้องกับกฎหมายและรูปแบบการพักอาศัยในปัจจุบัน 3)ไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการระยะยาว 4)การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเป็นหลักเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการฯในระยะยาวเมื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแล้วผู้วิจัยขอเสนอระบบการดำเนินโครงการอาคารสวัสดิการแบบผสมผสาน (Hybrid Military Welfare Housing system) ที่ผสมผสานการจัดโครงการสวัสดิการที่พักอาศัยแบบเดิม กับการจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจโดยโครงการที่พักอาศัยทางเลือกทั้งระยะยาวและระยะสั้นในราคาสวัสดิการ ผ่านการวางผังและออกแบบอาคารสถานที่ตามกฎหมายและเกณฑ์ Eco Village และ Universal Design และผสมผสานระบบงบประมาณภาครัฐร่วมกับรายได้จากสวัสดิการเชิงธุรกิจ เมื่อทดลองดำเนินโครงการฯตามระบบดังกล่าว ในโครงการเสมือนจริงในโครงการอาคารสวัสดิการกองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่ประชาชื่น ในลักษณะทางกายภาพ 3 ตัวแบบคือ 1)อาคารสถานที่เดิมปรับปรุงบางส่วน 2)อาคารสร้างใหม่บางส่วน ปรับปรุงอาคารสถานที่เดิมบางส่วน 3)อาคารสถานที่สร้างใหม่ทั้งหมด โดยทั้ง 3 ตัวแบบนี้ออกแบบและปรับปรุงอาคารสถานที่ตามกฎหมายและเกณฑ์ที่กำหนด มีจำนวนเพียงพอรองรับสมาชิกได้ทุกประเภท และเมื่อทำการทดสอบฐานะทางการเงิน (Financial Status)ในระยะเวลา 40 ปี พบว่า ทั้ง 3 ตัวแบบ มีงบประมาณเพียงพอสำหรับบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการฯตามมาตรฐานงานวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาโครงการอาคารสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างระบบการจัดสวัสดิการ ลักษณะทางกายภาพ และการบริหารจัดการ โดยมีการจัดการด้านงบประมาณที่สอดคล้องกัน สามารถสร้างโครงการสวัสดิการเคหะสงเคราะห์สำหรับหน่วยราชการทหารที่มีคุณภาพและมีความยั่งยืนได้ในบริบทปัจจุบัน และยังสามาถลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริบทของพื้นที่เมืองชั้นในถือเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ามาประกอบกิจกรรมต่างๆ หนึ่งในปัญหาหลักที่พบคือการขาดแคลนที่จอดรถ ผู้คนจึงหันมาใช้บริการ Park & Ride หรือจุดจอดแล้วจร ซึ่งเดิมจุดจอดแล้วจรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำรถเข้ามาจอดและเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า แต่ปัจจุบันจุดจอดแล้วจรในพื้นที่เมืองชั้นในนั้นถูกพบว่ามีการเข้าใช้ตามวัตถุประสงค์รองโดยการนำรถเข้ามาจอด และเน้นทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอด และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ยังไม่มีผู้ใดศึกษาในแง่ของพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์รอง ในพื้นที่เมืองชั้นใน ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงประเด็นดังกล่าว ด้วยวิธีการลงสำรวจพื้นที่ศึกษา และการทำแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน 2565 - เดือนมิถุนายน 2565 จากนั้นจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมในการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานครผลการศึกษาพบว่า การเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง จะมีการนำรถเข้ามาจอดทั้งในช่วงวันธรรมดา และวันหยุด โดยจะมีระยะเวลาในการจอดเพียงสั้นๆ เนื่องจากเป็นการนำรถเข้ามาจอดและเดินไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจรในระยะทางไม่เกิน 500 เมตรจาก ดังนั้นผู้เข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองจึงมองจุดจอดแล้วจรพื้นที่เมืองชั้นในมีหน้าที่เป็นเพียงที่จอดรถชั่วคราวเพื่อที่จะต้องการเดินทางไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจร และจุดจอดแล้วจรที่พบว่ามีการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์รอง ส่วนมากตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดง กล่าวคือเป็นพื้นที่ที่ทางผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม นั้นหมายถึงสามารถประกอบกิจกรรมที่มีความหนาแน่นสูงได้ ดังนั้นจุดจอดแล้วจรที่ตั้งในพื้นที่สีแดง จึงถูกพบว่าเป็นจุดจอดแล้วจรที่มีแรงดึงดูดต่อการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรในรูปแบบของการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์มากที่สุด
อิทธิพลของระบบนิเวศวิทยาพื้นที่ปากแม่น้ำในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำด้วยพืช : กรณีศึกษา ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัด ฉะเชิงเทรา, สุชานาถ บุญยะชัย
อิทธิพลของระบบนิเวศวิทยาพื้นที่ปากแม่น้ำในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำด้วยพืช : กรณีศึกษา ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัด ฉะเชิงเทรา, สุชานาถ บุญยะชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบนิเวศชายฝั่งของลุ่มน้ำบางปะกงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยระบบนิเวศเหล่านี้ให้บริการด้านระบบนิเวศที่มีคุณภาพสูง นำมาซึ่ง การพัฒนาพื้นที่ การเกษตร และการอุตสาหกรรม และได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและการสูญเสียบริการด้านระบบนิเวศ การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยใช้พืชเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งได้ โดยพืชสามารถช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง ปรับปรุงคุณภาพน้ำ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยใช้พืชในระบบนิเวศชายฝั่งของลุ่มน้ำบางปะกง โดยการเปรียบเทียบตัวอย่างน้ำเก้าตัวอย่างที่เก็บจากสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของแม่น้ำบางปะกง การวิเคราะห์ในวิจัยนี้มีเครื่องประเมินตัวโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำ (WQI) ซึ่งพิจารณาจากห้าพารามิเตอร์ ดังนี้ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) ความสกปรกในรูปของสารอินทรีย์ (BOD) การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (TCB) การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มคอลโคลิฟอร์ม (FCB) และแอมโมเนีย (NH3) ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมควบคุมมลพิษ (PCD) ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกวิเคราะห์เทียบกับปัจจัยที่มีอิทธิพล นั่นคือ อัตราส่วนความแตกต่างประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้จากกรมพัฒนาที่ดิน (LDD)การศึกษานำมาซึ่งหกผลลัพธ์หลักที่ใช้ในการสรุปผลคือ: 1) ค่า WQI 2) อายุเฉลี่ยในการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ 3) ช่วงค่า NDVI 4) อัตราส่วนของพื้นที่นิเวศบริการ 5) พื้นที่พัฒนาโดยมนุษย์ในแง่ เกษตรกรรม และ 6) พื้นที่พัฒนาโดยมนุษย์ในแง่ พื้นที่พัฒนาเมืองและอุสาหกรรม เมื่อนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบตามแหล่งที่มาและคะแนนคุณภาพน้ำ โดยเรียงจากคุณภาพต่ำสุดไปสูงสุด ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ดัชนีคุณภาพน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงที่ไม่ดี โดย BOD และ NH3 เป็นพารามิเตอร์ที่เป็นปัญหารุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากการทำฟาร์ม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาเมืองที่ขยายเข้ามาในพื้นที่บริการด้านระบบนิเวศ 2. พื้นอัตราส่วนการที่ดินด้านนิเวศบริการที่มากกว่า ได้แก่ ปากแม่น้ำ ป่าชายเลน ไม้ยืนต้น ป่าผลัดใบ พื้นที่ลุ่ม ทุ่งหญ้าและไม้ละเมาะ ซึ่งมีค่า NDVI สูง มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยพืชมากขึ้น เนื่องจากมีสารปนเปื้อนทางน้ำที่ต่ำกว่า เช่น BOD, TCB และ FCB
แนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของการเคหะแห่งชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในโครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทรา ระยะที่ 2, ภาณุพงศ์ ศิริยานนท์
แนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของการเคหะแห่งชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในโครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทรา ระยะที่ 2, ภาณุพงศ์ ศิริยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่โครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทราระยะที่ 2 ซึ่งจากเดิมเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบให้เป็นอาคารสูง เพื่อเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการ โดยเปลี่ยนโครงการเคหะชุมชนแนวราบเดิมที่ขาดการจัดสรรพื้นที่สีเขียวสำหรับชุมชน และพื้นที่เปิดโล่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ถนนและทางเท้าที่เป็นพื้นที่ดาดแข็ง ซึ่งทำเลที่ตั้งโครงการในปัจจุบันมีความเป็นเมืองสูง ทั้งในด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ทำให้ที่ดินมีศักยภาพในการพัฒนาสูงขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก จึงเหมาะสำหรับการหาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้สมประโยชน์ตามศักยภาพของที่ดินที่ตั้งโครงการมากยิ่งขึ้น การวิจัยนี้ได้มีการศึกษาทฤษฎีและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นแนวทางเลือก 3 รูปแบบโดยมีความสูงอาคารเป็นตัวแปรกำหนด รูปแบบที่1 เป็นอาคารที่มีความสูง 8 ชั้น รูปแบบที่ 2 เป็นอาคารสูง 15-25 ชั้น และรูปแบบที่ 3 ความสูงอาคารสูงสุด 35 ชั้น ซึ่งเป็นความสูงตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของการเคหะแห่งชาติ โดยแต่ละรูปแบบจะต้องคำนึงถึงปัจจัย 3 ประการได้แก่ (1) มาตรฐานที่พักอาศัยของการเคหะแห่งชาติ (2) การเพิ่มพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่สีเขียวยั่งยืน และ(3) การใช้ประโยชน์ที่ดินได้คุ้มค่าและสมประโยชน์งานวิจัยฉบับนี้เป็นการเปรียบเทียบในเชิงปริมาณ โดยจากการศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบแนวทางเลือกทั้ง 3 รูปแบบ สรุปได้ว่าแนวทางการพัฒนารูปแบบอาคารพักอาศัยจากแนวราบเป็นอาคารสูงสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่สีเขียวยั่งยืนในโครงการได้ อาคารยิ่งสูงจะยิ่งลดพื้นที่อาคารปกคลุมดินลงได้และยังสามารถจัดสรรพื้นที่เพื่อการทำกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ของผู้อาศัยในโครงการได้มากขึ้น โดยรูปแบบแนวทางเลือกที่ 3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้ความสูงอาคารสูงสุด 35 ชั้น มีความเหมาะสมสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยซึ่งเน้นไปในด้านการพัฒนาที่สามารถเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่สีเขียวยั่งยืนในโครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทราระยะที่ 2 ได้ และเป็นไปตามแผนพัฒนาของการเคหะแห่งชาติ รวมถึงมีความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ตั้งโครงการในปัจจุบัน
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บางรักเป็นเขตพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมืองของกรุงเทพมหานครที่มีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติและการตัดถนนเจริญกรุง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างโดยคนต่างวัฒนธรรมในชุมชนทั้งที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เช่น วัด โบสต์คริสต์ มัสยิด เป็นต้น และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็ก ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ศาลเจ้าจีน เป็นต้น จากแนวคิดและมุมมองมรดกวัฒนธรรมจากสากลทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ได้รับการอนุรักษ์ด้วยการให้คุณค่าด้านความหายากและความโดดเด่นของมรดกทางวัฒนธรรม ในขณะที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนไม่ได้ถูกให้คุณค่าและถูกละเลยจากกระบวนการอนุรักษ์ของไทยวิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอลักษณะและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางกายภาพจากแบบแผนเดิมของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนในเขตบางรักด้วยแนวคิดมรดกเมืองสามัญ ซึ่งให้ความสำคัญกับมรดกที่ถูกคิดค้น พัฒนาและใช้ด้วยคนธรรมดาสามัญ และเป็นมรดกที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือก 5 ประการ ได้แก่ (1) การปรากฏขึ้นในพื้นที่มามากกว่า 50 ปี (2) การพัฒนาและใช้งานโดยคนธรรมดาสามัญ (3) การปรากฏตัวขึ้นอย่างซ้ำ ๆ หรือเกาะกลุ่ม (4) มีความสามารถในปรับตัวเข้ากับเมือง (5) ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งใช้ 3 กระบวนการ คือ 1. การวิเคราะห์แผนที่ประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาเพื่อศึกษาการปรากฎของมรดกเมืองสามัญ 2. การสำรวจภาคสนามและสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบตำแหน่งและข้อมูลที่ปรากฎขึ้นจริง และ 3.พิจารณาคัดเลือกด้วยเกณฑ์มรดกเมืองสามัญทั้ง 5 ประการผลการศึกษา พบว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของเขตบางรักมี 5 กลุ่ม ได้แก่ ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าจีน และศาลพระพรหม นอกจากนี้ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า 1. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นเมือง จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนบุคคลไปเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่ใช้ร่วมกันในตรอก ซอย หรือถนน 2. พื้นที่ศักดิ์ที่ความเชื่อเดิมตั้งอยู่บนพื้นดินภายในขอบเขตที่อยู่อาศัย ถูกย้ายไปอยู่บนระเบียงหรือดาดฟ้า ของอาคาร ภายใต้บริบทของข้อจำกัดของพื้นที่ดินในพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูง 3. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างวัฒนธรรมถูกสร้างในพื้นที่เดียวกัน ในพื้นที่เมืองภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
ข้อพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, อัณศยา พรภัทรนันท์
ข้อพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, อัณศยา พรภัทรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สภาพแวดล้อมกลางแจ้งของโรงเรียนอนุบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอข้อควรพิจารณาที่จำเป็นในการออกแบบพื้นที่กลางแจ้งที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนอนุบาลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย กระบวนการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลจากภาคเอกสาร ใช้การเลือกแบบเจาะจง และการเก็บข้อมูลจากกรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาล 3 แห่ง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลใช้การเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสังเกต การสำรวจพื้นที่ และการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ประเด็นการศึกษา ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การนับความถี่ จัดกลุ่มข้อมูล และวิเคราะห์เนื้อหาผลการศึกษา พบว่า โรงเรียนอนุบาลทั้ง 3 แห่ง มีศักยภาพและเงื่อนไขในการออกแบบ พื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยการออกแบบร่วมกัน ได้ดังต่อไปนี้ 1) ปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้งานภายนอกของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ความปลอดภัย การใช้งานพื้นที่ และการวางแผนพื้นที่สำหรับความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่ทำกิจกรรม 2) การเลือกใช้สนามหญ้าและลานทรายในการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งของพื้นที่โรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 3) การเลือกใช้ต้นไม้บริเวณพื้นที่กลางแจ้งของโรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมการออกมาใช้งานภายนอกของเด็กได้ การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่ออกแบบเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญาของเด็ก ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับสถาปนิก นักศึกษา และผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมของโรงเรียนอนุบาล
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เส้นทางรถไฟฟ้านับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยจำนวนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายปัจจุบันพบว่ามีการขยายตัวค่อนข้างมาก และคอนโดมิเนียมเริ่มกลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของคนในยุคปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น ทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัย หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นของครอบครัวเดี่ยว ซึ่งทำให้คอนโดมิเนียมได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ต้องการศึกษาลักษณะสังคม เศรษฐกิจ ปัจจัยและวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน : พื้นที่สามย่านและตลาดพลู ของกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า รวมทั้งศึกษาความต้องการในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในโครงการกรณีศึกษา 4 โครงการ จำนวน 400 ชุด โดยจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่สามย่าน 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และพื้นที่ตลาดพลู 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ (SPSS)จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ซื้อและผู้เช่าคอนโดมิเนียมในพื้นที่สามย่านและตลาดพลูส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานอยู่ในช่วงอายุ 26 - 45 ปี รายได้ต่อเดือนประมาณ 20,001 - 60,000 บาท กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา อายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษาอยู่ในเขตใกล้เคียงกับทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอยู่ โดยคอนโดมิเนียมบริเวณสามย่าน ได้แก่ เขตปทุมวัน บางรัก และสาทร ส่วนพื้นที่ตลาดพลู ได้แก่ เขตธนบุรี และยังมีเขตปทุมวัน บางรัก และสาทร เช่นเดียวกับพื้นที่สามย่าน ซึ่งทั้ง 3 เขตนี้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่านและตลาดพลู ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่เคยเช่าอยู่อาศัยในโครงการมาก่อน และมีวัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งคอนโดมิเนียมที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่ 1 โดยมีเหตุผลในการซื้อ คือ ใกล้ที่ทำงาน และสะดวกต่อการเดินทาง ในขณะที่ผู้เช่าคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่าน และตลาดพลู ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์จะซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน โดยมีเหตุผลในการตัดสินใจเลือกเช่า คือ ในอนาคตอาจเปลี่ยนที่ทำงานทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง และไม่ต้องการมีภาระ นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมพื้นที่สามย่านและตลาดพลูทั้งกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า คือ ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความะสะดวกในโครงการ ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย และที่จอดรถ ส่วนปัจจัยในห้องพัก คือ …
พฤติกรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ กรณีศึกษา บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่, รัฐวิชญ์ เศรษฐยุกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจและส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ปัจจัยการตัดสินใจ ความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้คือนักท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อน 3 แห่งได้แก่บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่ โดยทำแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 410 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ 1 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 41-50 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทหรือพนักงานเอกชน มีรายได้อยู่ในช่วง 10,000-25,000 บาทต่อเดือน มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่อาศัยในภาคใต้ มีวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นครั้งแรกใช้เวลาในสถานที่น้อยกว่า 1 วัน มักเดินทางมากับครอบครัวหรือญาติ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 100 บาท รับรู้แหล่งท่องเที่ยวโดยเพื่อนหรือคนรู้จัก 2) นักท่องเที่ยว ให้ระดับความสำคัญในปัจจัยการตัดสินใจท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อองค์ประกอบการท่องเที่ยว เรียงลำดับดังนี้ ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกิจกรรม ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พัก และด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยรวมนักท่องเที่ยวพึงพอใจระดับมากที่สุด มีแนวโน้มกลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อคนรู้จัก การวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณความพึงพอใจต่อปัจจัยการตัดสินใจองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว พบว่าองค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อระดับความพึงพอใจนักท่องเที่ยวเสนอให้เพิ่มกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น นวด ทำสปา พัฒนาปรับปรุงทางเข้าและทางสัญจรของแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มบริการร้านอาหาร พัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบ่อน้ำพุร้อน ทางผู้ประกอบการเสนอแนะคือต้องเข้าใจบริบทสถานที่ คำนึงถึงจุดเด่นของน้ำพุร้อน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ศึกษาองค์ประกอบเวลเนส และทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการของนักท่องเที่ยว นำมาปรับใช้ในการพัฒนาสถานที่และบริการ
Daylight Performance For Work-From-Home Workstation:A Case Study Of A Residential Condominium Unit In Bangkok, Napat Ploycharoen
Daylight Performance For Work-From-Home Workstation:A Case Study Of A Residential Condominium Unit In Bangkok, Napat Ploycharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The prevalence of work-from-home, especially due to Covid-19, has made home environments mostly in Bangkok double as workplaces for many office workers. They utilize available daylight during typical office hours (8 AM to 5 PM), which enhances visual performance, productivity, and well-being while reducing visual discomfort. This contributes to higher user satisfaction with daylighting conditions.This research seeks to evaluate the daylight performance and visual comfort of a residential condominium unit in Bangkok, conducted using Climate Studio for Rhino v.7. The study includes the following daylight performance indices: 1) Spatial Daylight Autonomy (sDA), 2) Annual Sunlight Exposure (ASE), 3) Useful Daylight …
การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร (ก่อนจัดตั้งนิติบุคคล) กรณีศึกษา : โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, ชไมพร เพ็งจันทร์
การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร (ก่อนจัดตั้งนิติบุคคล) กรณีศึกษา : โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, ชไมพร เพ็งจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการบ้านจัดสรรเป็นผลจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้าน หรือทาวน์เฮาส์ และมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย มีขอบแนวเขตของโครงการที่ชัดเจนทั้งในทางกฎหมายและทางกายภาพ โครงการบ้านจัดสรรมีความแตกต่างกันทั้งด้านขนาดโครงการ ประเภทบ้าน ส่วนแบ่งการตลาด พื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงอัตราจัดเก็บค่าส่วนกลาง เป็นต้น จึงทำให้การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร มีความแตกต่างกัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางกายภาพของสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล โดยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสำรวจ ภาพถ่าย การสังเกต การสัมภาษณ์ และนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อนําไปสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางในการบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล และหลังการจัดตั้งนิติบุคคล จากการศึกษาพบว่า สาธารณูปโภคส่วนกลางที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทุกโครงการต้องจัดให้มีขึ้นมี 16 รายการ ได้แก่ ทางเข้า-ออกโครงการ ป้อมยามรักษาความปลอดภัย รั้วโครงการ ไม้ประดับ ป้ายชื่อโครงการ ที่จอดรถ พื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ถนน ทางเท้า ไฟส่องสว่าง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบรักษาความปลอดภัย ส่วนอีก 9 รายการ ถือเป็นสาธารณูปโภครอง เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีทุกโครงการ ได้แก่ โครงสร้างซุ้มทางเข้า ซุ้มประตูทางเข้า สโมสร ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สนามกีฬา สนามเด็กเล่น น้ำพุ บ่อน้ำและนอกจากนี้ยังพบว่า ใน 15 โครงการจาก 18 โครงการ มีการกำหนดรายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย กล่าวคือ รายรับต่ำกว่ารายจ่าย -0.92-59.04% (คิดเป็น 0.47-186.23 บาท/ตารางวา) และอีก 3 โครงการมีการกำหนดรายรับสมดุลกับรายจ่าย กล่าวคือ รายรับสูงกว่ารายจ่าย +0.08-7.78% (คิดเป็น 0.02-2.31 บาท/ตารางวา)จึงสรุปได้ว่า สาธารณูปโภคที่มีความสำคัญกับโครงการทุกประเภทและทุกการแบ่งส่วนการตลาดมีจำนวน 16 รายการที่มีความจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้น ส่วนองค์ประกอบอื่นที่นอกเหนือนั้น จะจัดให้มี หรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทบ้านและส่วนแบ่งการตลาด ที่มีความแตกต่างกัน และยังสรุปได้ว่า การแบ่งส่วนการตลาด และประเภทบ้านมีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล ซึ่งโครงการที่ส่วนแบ่งการตลาดระดับบนจะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่มากกว่าโครงการที่ส่วนแบ่งการตลาดระดับล่างเป็นส่วนใหญ่
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต
การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่า โดยมีพื้นที่ศึกษาคือพื้นที่ให้บริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายในการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทางกายภาพและกฎระเบียบเพื่อนําไปสู่การใช้งานยานพาหนะร่วมกันอย่างปลอดภัยในสังคม และตอบสนองอรรถประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป ในการศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ต่อพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ศึกษา แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเลือกใช้งานบนเส้นทางจักรยานทั้งในพื้นที่ระบบปิดและพื้นที่สาธารณะ และใช้งานบนถนนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ระบบปิด ในขณะที่ทางเท้านั้นถูกเลือกใช้งานน้อยที่สุดในทุกพื้นที่ ด้านการข้ามทางสาธารณะนั้นมีความต้องการข้ามสูงแม้จะไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายและเลือกข้ามด้วยวิธีที่สะดวกมากกว่าวิธีที่ปลอดภัย ด้านการจอดจะมีปัญหาบนทางเท้าขนาดเล็กเป็นหลัก และด้านของจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละเขตพื้นที่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ระบบปิดหรือพื้นที่สาธารณะ แต่จะใช้งานมากในพื้นที่บริเวณอาคารส่วนกลางและที่อยู่อาศัย
การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ
การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดการใช้ "เขตเพลิงไหม้" ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความท้าทายและข้อจำกัดที่พบในการฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนผังดังกล่าว รวมไปถึงการศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประกาศกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 189 ฉบับ และสำรวจภาคสนามในพื้นที่ที่มีการประกาศปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยการสังเกตเพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามแผนผังหรือไม่ อย่างไร และการสำรวจภาคสนามเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องผลจากการศึกษารายละเอียดเชิงเนื้อหาการใช้ “เขตเพลิงไหม้” พบว่าในช่วง 25 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2541 - 2565 จะพบว่ามีการประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้เพียง 10 พื้นที่ อีกทั้งประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในราชกิจจานุเบกษามีรายละเอียดเชิงเนื้อหาในการบังคับใช้ในการฟื้นฟูเขตเพลิงไหม้ที่ลดลงด้วย และยังพบว่าหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นบางส่วนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ได้ โดยจากการสำรวจ 10 พื้นที่ มีเพียง 3 พื้นที่เท่านั้นที่สามารถดำเนินการปรับปรุงได้ตามแผนผัง ในขณะที่ 5 พื้นที่ มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่แต่รายละเอียดในการฟื้นฟูแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในแผนผัง และอีก 2 พื้นที่ไม่มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ในเขตเพลิงไหม้ตามรายละเอียดในแผนผังแต่อย่างใดผลการวิเคราะห์การดำเนินงาน ความท้าทาย ข้อจำกัด ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่าแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุในกฎหมาย แต่ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ประสบภัย อีกทั้งยังพบข้อจำกัดทางด้านกายภาพของพื้นที่ งบประมาณในการดำเนินการ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่และบุคลากรส่วนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ ว่ายังมีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมชนเก่าแก่และแออัดที่มีความซับซ้อนด้านกรรมสิทธิ์การถือครอง ในขณะที่บางส่วนมองว่าไม่มีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพน้อยในการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ไม่สามารถปรับปรุงได้มากนัก หรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกการใช้งานเขตเพลิงไหม้ การบูรณาการร่วมกับเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ รวมไปถึงควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ประสบภัย และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการฟื้นฟูเมืองในทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับปัจจุบันมากขึ้น
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) และสถานสงเคราะห์คนชรา โดยจากรายงานของ ศ.ระพีพรรณ คำหอม (2563) ระบุว่า สมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เสื่อมถอย เป็นหนึ่งในปัญหาด้านการบริการของศพส. ส่วนรายงานของ ผศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช (2563) ระบุว่าสถานสงเคราะห์คนชรามี “มาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” แต่จากการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2562 รายงานว่าที่พักอาศัยยังมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การประกาศ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563” ของกระทรวงสาธารณสุข ยังส่งผลต่อลักษณะด้านสถานที่ของสถานสงเคราะห์ฯ ประเด็นข้างต้นจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้จากการศึกษา เปรียบเทียบลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับมาตรฐานฯ พบว่า หมวดห้องน้ำ ควรปรับปรุงมากที่สุด อย่างไรก็ดี มาตรฐานฯ หมวดห้องน้ำ เป็นลักษณะสำหรับห้องน้ำแบบส่วนตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะห้องน้ำรวมของสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ ดังนั้นมาตรฐานฯจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบห้องน้ำรวม ทั้งนี้ ความท้าทายหลักทางกายภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ฯ พบว่า คือ ความเสื่อมสภาพของอาคารและลักษณะอาคารที่ไม่สอดคล้องกับการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซม โดยการปรับผังเรือนนอนจากเดิมที่มีลักษณะโล่งกว้าง ให้มีความกระชับขึ้น เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุดำเนินกิจวัตรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะแนวคิดการจัดสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) ของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา รวมทั้งเสนอแนะการจัดสรรพื้นที่เรือนนอนสำหรับภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุในอนาคต
ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา
ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทิศทางการขยายตัวในด้านธุรกิจรับดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเติบโต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศ กำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ในสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุ พ.ศ. 2563 ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานประกอบการปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อเสนอแนะการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผลการศึกษาสามารถทำการแบ่งพื้นที่ออกมาตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ ส่วนพักอาศัย ส่วนกิจกรรม ส่วนสนับสนุน ลักษณะทางกายภาพของสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีปัญหา มีข้อจำกัดและอุปสรรคที่ไม่เหมาะต่อการใช้งาน ประเด็นหลักที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเช่น ห้องน้ำ วัสดุอุปกรณ์ราวจับ และทางลาดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากอาคารประเภทอื่นมาเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนา ด้านโครงสร้างของอาคารที่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรองรับการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้พื้นที่การใช้งานบางจุดไม่สามารถปรับแก้ได้เนื่องจากมีผลกระทบกับโครงสร้างเดิมของอาคาร นอกจากนี้ผู้วิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่สอดคล้องตามแนวคิด สภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เช่น แสงธรรมชาติที่จะช่วยลดภาวะซึมเศร้า สีของอาคาร ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ควรใช้โทนสีอ่อนเป็นสีกลางๆ หรือโทนสีธรรมชาติ เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาล และการจัดการด้านพื้นที่ในแต่ละส่วนที่ใช้งานทั้งต่อผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ที่ควรคำนึงเรื่องความปลอดภัยติดตั้งอุปกรณ์ราวจับ เป็นต้น โดยคำนึงความสะดวกสบายและการออกแบบเพื่อการเยียวยาเป็นอันดับแรก ข้อเสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้เกณฑ์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่กำหนดด้านสถานที่ ร่วมกับหลักการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพื่อการเยียวยา คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อการฟื้นฟู ทางกาย ใจ สังคม ที่เหมาะสมต่อภาวะพึ่งพิง นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ปรับจำนวนเตียงพักอาศัยภายในห้องพักรวม และจัดเตรียมพื้นที่แยกสำหรับผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะวิกฤต เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป
ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ภากร นนทนานันท์
ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ภากร นนทนานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปี 2562 มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การจัดหาห้องแยกโรคสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างปลอดภัยก็นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกัน ทำให้โรงพยาบาลในประเทศไทยเริ่มจัดตั้งห้องผู้ป่วยแยกโรคขึ้นภายในหอผู้ป่วยเพื่อพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศมีขั้นตอนและแนวทางในการรักษาที่เข้มงวดและแตกต่างจากหอผู้ป่วยทั่วไปเพื่อความปลอดภัยในการพยาบาลและการแพร่กระจายของเชื้อสู่บุคลากรภายในอาคาร การออกแบบพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งานและกระบวนการให้บริการจึงมีความสำคัญมาก งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะกายภาพของหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในปัจจุบัน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อควรระวัง และข้อจำกัดของพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางในการออกแบบหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ โดยศึกษาแบบทางสถาปัตยกรรมร่วมกับสังเกตการใช้งานพื้นที่ในอาคารกรณีศึกษาและการสัมภาษณ์เพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปผลจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันการออกแบบพื้นที่ ใช้คู่มือการออกแบบของหอผู้ป่วยในและได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลกรณีศึกษาแบ่งพื้นที่ใช้งานได้ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.ส่วนพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยและญาติ จะมีส่วนห้องเตรียม (Anteroom) ก่อนทุกครั้งเพื่อเข้าสู่ห้องพักผู้ป่วย มีการออกแบบและจัดลำดับการเข้าถึงพื้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณทางกายภาพของพื้นที่และใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานเพื่อปรับใช้กับกายภาพของแต่ละกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยและญาติมักมีปัญหาการใช้งานพื้นที่ 2.พื้นที่ปฏิบัติงานหลักของแผนกโดยผู้ให้บริการและเจ้าหน้าที่ มีขนาดและการวางตำแหน่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพของพื้นที่และนโยบายของโรงพยาบาล การออกแบบพื้นที่ปฏิบัติงานหลักของแผนกควรมีขนาดสัมพันธ์กับจำนวนบุคลากรภายในหอผู้ป่วย 3.พื้นที่สนับสนุนการให้บริการและการปฏิบัติงาน มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายในหอผู้ป่วย โดยในกรณีศึกษามีพื้นที่สนับสนุนคล้ายกัน 4.พื้นที่อื่นๆ ในแต่ละกรณีศึกษามีพื้นที่เหล่านี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโรงพยาบาลและจุดประสงค์ในการใช้งานพื้นที่นั้นๆ ซึ่งต่างถูกใช้งานเพื่อสนับสนุนหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศทั้งสิ้นจากการศึกษาสรุปผลได้ว่า ลักษณะทางกายภาพของหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในปัจจุบันมีการใช้งานพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างกับหอผู้ป่วยในทั่วไป ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนภายในหอผู้ป่วยแยกโรคมีปัญหาในการใช้งานพื้นที่ โดยผู้ออกแบบควรคำนึงถึงการจัดเตรียมพื้นที่งานระบบ การแบ่งพื้นที่กับเส้นทางสัญจรภายในหอผู้ป่วย และลักษณะทางกายภาพเดิมของพื้นที่ เป็นส่วนสำคัญเพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบและเพื่อให้การใช้งานพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศมีประสิทธิภาพสูงสุด
ป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ, สุรัชนา ธนเดชดำรงศิริ
ป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ, สุรัชนา ธนเดชดำรงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ป้ายภายในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการสื่อสารและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการในโรงพยาบาล จึงควรมีการจัดการและการออกแบบที่ดีและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันในแต่ละโรงพยาบาลมีอาคารที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละอาคารล้วนมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ และเนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่รองรับผู้มาใช้บริการที่หลากหลายรวมถึงฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยม วิธีการนำทางและการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ เพื่อไปยังสถานที่ที่ถูกต้องภายในอาคารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ป้ายที่เหมาะสมจะช่วยนำทางให้ผู้มาใช้บริการสามารถ สัญจรได้อย่างไม่สับสน และมีความสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถสื่อสารข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงขั้นตอนการรับผู้ป่วย และสามารถลดระยะเวลารอคอยได้อีกด้วย ผู้วิจัยได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาป้ายในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ จำนวน 4 โรงพยาบาล ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจป้ายภายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ และศึกษามาตรฐาน ข้อกำหนดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับป้ายในโรงพยาบาล รวมถึงศึกษาวิเคราะห์รูปแบบและประเภทป้าย กับการใช้งานภายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผู้วิจัยได้ทำการวิจัยโดยศึกษามาตรฐาน ข้อกำหนดและทฤษฎีเกี่ยวกับป้าย แล้วทำการสำรวจป้ายภายในอาคารผู้ป่วยนอก จากนั้นได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ออกแบบระบบป้าย ผู้ดูแลและจัดการป้ายของโรงพยาบาล โดยจำแนกป้ายออกเป็น 3 เกณฑ์ ดังนี้ 1. จำแนกประเภทป้ายตามประโยชน์ใช้สอย 2. จำแนกประเภทป้ายตามชนิดของป้าย 3. จำแนกประเภทป้ายตามวัสดุของป้าย และเปรียบเทียบอัตราส่วนจำนวนป้ายต่อพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารส่วนของผู้ป่วยนอก รวมถึงวิเคราะห์เส้นทางสัญจรภายในอาคารกับตำแหน่งการติดตั้งป้ายผลการศึกษา พบว่า ประเภทของป้ายที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ป้ายระบุสถานที่หรือสิ่งของ รองลงมาคือ ป้ายให้ข้อมูลข่าวสาร ป้ายบอกทิศทางและป้ายควบคุมหรือบังคับ ตามลำดับ ซึ่งจำนวนของป้ายแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในอาคารของแต่ละโรงพยาบาลกรณีศึกษา โดยจำนวนป้ายระบุสถานที่หรือสิ่งของแปรผันตามจำนวนหน่วยงานที่มีในอาคารและขั้นตอนในการรับการรักษาของหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อสื่อสารให้ผู้มาใช้บริการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ นอกจากป้ายจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ ยังสามารถเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาลได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐนั้นยังประสบปัญหาอยู่หลายประการ ได้แก่ ป้ายมีจำนวนมาก และหลากหลายประเภท ป้ายไม่เป็นรูปแบบเดียวกัน รวมถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของป้าย ส่งผลให้ผู้มาใช้บริการเกิดความสับสน แต่ในประเด็นของป้ายนำทางที่มีความชัดเจนนั้นมีความสอดคล้องกับมาตรฐาน และข้อกำหนด
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครนิยมการอยู่อาศัยในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น อีกทั้งการเริ่มให้ความสำคัญด้านการอยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นศึกษากระบวนการดำเนินงาน(Process) และลักษณะทางกายภาพ(Physical) ของโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ได้การรับรอง WELL Building Standard ระดับทอง (Gold Certified) เป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ซึ่งในปี พ.ศ.2565 มีเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน WELL ประเภทอาคารพักอาศัยรวม (Multi-Family Residential) คือ โครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม จำนวน 42 ชั้น 222 หน่วยพักอาศัย ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเอกสารข้อมูลของโครงการ ศึกษาด้วยวิธีการสังเกตกายภาพอาคาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับการรับรอง WELL Building Standard เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ไม่ได้การรับรองรวม 8 ขั้นตอน ซึ่งการนำเกณฑ์ WELL มาใช้ในโครงการ แม้จะมีผลกับงานออกแบบเพียงเล็กน้อย หรือ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่จากการวางแผนที่ดีของโครงการกรณีศึกษาจึงไม่ส่งผลกระทบกับระยะเวลารวมของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และหน่วยพักอาศัยทั้งหมด 7 หมวด จะมีลักษณะที่ปรากฏในโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะกายภาพ เช่น การมีหน้าต่างที่เปิดได้ ขนาดของอ่างล้างจาน หรือ รูปแบบของตู้เย็น เป็นต้น และ 2) งานระบบ เช่น การใช้ตัวกรองอากาศ(Air Filtration) MERV13 ขึ้นไป รูปแบบประเภทดวงโคมที่ให้เกิดความสบายตากับผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งหมวดอากาศเป็นหมวดที่ต้องดำเนินการมากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้าน WELL ผู้บริหารงานโครงการ และ ผู้ออกแบบให้ความเห็นถึงข้อดี และข้อจำกัดสอดคล้องกัน ดังนี้ 1) ข้อดี คือ การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยภายใต้เกณฑ์ WELL ทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมั่นใจได้ว่าจะได้รับสุขภาวะที่ดี และ 2) ข้อเสีย คือปัจจัยด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากการขอการรับรอง WELL และจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตามเกณฑ์ WELL
ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีจังหวัดสมุทรปราการ, นนท์ธวัช หงษาฤกษ์
ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีจังหวัดสมุทรปราการ, นนท์ธวัช หงษาฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองใหม่บางพลีโดยการเคหะแห่งชาติเริ่มแผนก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ.2523 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2537โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดเมืองใหม่ที่สมบูรณ์ในตัวเอง (Self – contained New Town) เพื่อลดการเดินทางเข้าสู่แหล่งงานในกรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองใหม่อย่างน้อยร้อยละ 50 มีงานทำในเมืองใหม่ ปัจจุบันเมืองใหม่บางพลีได้ผ่านการพัฒนากว่า 43 ปี การเคหะแห่งชาติมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ว่างที่เหลือภายในเมือง ดังนั้นการศึกษาด้านที่อยู่อาศัยและแหล่งงานจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเมืองหใหม่เป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยที่อาศัยอยู่ในเมืองใหม่บางพลี ลักษณะที่อยู่อาศัยและที่ตั้งของแหล่งงาน พฤติกรรมการเดินทางไปทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนที่อยู่อาศัย 40,386 หน่วย โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 411 ชุด เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผลจากการศึกษาพบว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหม่ช่วงระยะ 6-10 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32 ของกลุ่มตัวอย่าง เป็นครัวเรือนผู้รายได้น้อยร้อยละ 35.3 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 16,425 บาทต่อเดือน เป็นครัวเรือนผู้มีรายได้ปานกลางร้อยละ 39.4 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 31,515 บาทต่อเดือน และเป็นครัวเรือนผู้มีรายได้สูงร้อยละ 25.3 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 55,312 บาทต่อเดือน ลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นประเภทอพาร์ตเม้นท์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 33.3 โดยมีลักษณะการถือครองแบบเช่ารายเดือนมากถึงร้อยละ 58.4 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานพบว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีทั้งในพื้นที่การพัฒนาของภาครัฐและเอกชนร้อยละ 85.2 ทำงานอยู่ภายในเมืองใหม่ โดยมีอาชีพค้าขายสูงสุดร้อยละ 29.4 รองลงมาคือพนักงานโรงงานร้อยละ 25.8 และรับจ้างบริษัทเอกชนร้อยละ 22.6 ตามลำดับ มีระยะทางในการเดินทางไปทำงานเฉลี่ย 4.2 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 26 นาที โดยคนทำงานเลือกเดินทางโดยรถจักรยานยนต์เป็นหลักร้อยละ 37.0 รองลงมาคือรถยนต์ส่วนตัวร้อยละ 26.0 และรถรับ-ส่งพนักงานร้อยละ 15.6 ตามลำดับ มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 744 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของรายได้ครัวเรือนต่อเดือน ระยะทางของที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้กับแหล่งงานทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทาง เป็นไปตามแนวคิดตั้งต้นในการพัฒนาเมืองใหม่ในการมีแหล่งงานควบคู่ไปกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่ลักษณะของผู้อยู่อาศัยที่สิทธิ์การถือครองที่อยู่อาศัยเป็นแบบเช่ารายเดือนเป็นส่วนใหญ่ไม่คอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ต้องการให้มีสิทธิ์การถือครองแบบเป็นเจ้าของตามที่การเคหะแห่งชาติคาดการณ์ไว้ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะดังนี้ การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีแหล่งงานเป็นนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต ของทั้งภาครัฐและเอกชนควรพิจารณาเรื่องรูปแบบและสิทธิ์การถือครองที่อยู่อาศัยที่มีความหลากหลายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย หากภาคเอกชนต้องการจะพัฒนาที่ดินหรือที่อยู่อาศัยสามารถใช้โครงการนี้เป็นกรณีศึกษาในการวางแผนพัฒนาได้ โดยควรเน้นการพัฒนาโครงการที่ผนวกรวมที่อยู่อาศัย แหล่งงานและพาณิชยกรรมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดเป็นพื้นที่ชุมชน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายของกิจกรรมและการอยู่อาศัย
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเรื่องสุขภาวะที่ดี หรือ Well-being Living ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในแนวสูง ในขณะเดียวกันอาคารชุดหลายแห่งในปัจจุบันมีขนาดพื้นที่ห้องชุดที่เล็กลงกว่าในอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาทัศนคติด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย และวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพขององค์ประกอบของอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้อยู่อาศัยจำนวน 470 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statics) และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทมีระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับปานกลางถึงมาก 2) ลักษณะผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70) มีอายุอยู่ในช่วง 25-39 ปี (ร้อยละ 62.98) สถานภาพโสด (ร้อยละ 84.89) รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 25.74) สถานภาพการเป็นเจ้าของห้องชุดผู้ซื้อมีสัดส่วนมากที่สุด (ร้อยละ 49.15) อาศัยอยู่คนเดียว (ร้อยละ 40.85) และใช้เวลาในอาคารชุด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 38.30) 3) องค์ประกอบของอาคารชุดที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะมากที่สุด ได้แก่ ห้องชุด ซึ่งคุณสมบัติภายในห้องชุดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ อุณหภูมิที่ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป และการป้องกันเสียงรบกวน เป็นคุณสมบัติที่ผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญและยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หากได้รับการปรับปรุงจะสามารถเพิ่มระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น 4) ลักษณะอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS MRT อายุอาคารชุด ประเภทของห้องชุด 5) ผู้ที่มีสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับมาก มักอาศัยอยู่ในโครงการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ อาคารชุดประเภท Low Rise ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 500 เมตร ที่มีอายุอาคารน้อยกว่า 5 ปี และห้องชุดมีขนาดพื้นที่ 30-34 ตร.ม. 6) ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเกิดสุขภาวะในการอยู่อาศัยสามารถสรุปได้สองมิติ คือ (1) คุณลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้อยู่อาศัย (2) ลักษณะที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาโครงการอาคารชุดโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย อาทิ คุณภาพอากาศ แสงสว่าง น้ำใช้ที่สะอาด และความเป็นส่วนตัว มีร้านค้าที่ขายอาหารสะอาดถูกสุขลักษณะในโครงการ อยู่ในทำเลที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครันจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าอาคารชุดไม่ได้เข้าร่วมการประเมินมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากล และไม่ได้นำแนวคิดมาตรฐานออกแบบอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ …