Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 73861 - 73890 of 77355

Full-Text Articles in Entire DC Network

มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์ Jan 2023

มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความหลากหลายทางเพศกำลังเป็นกระแสในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ชายรักชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซีรีส์วาย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ ความนิยมนี้นำไปสู่การเปิดรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตไประดับนานาชาติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative study) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured in-depth interview) อ้างอิงคําถามสัมภาษณ์จากการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักแสดงซีรีส์วายไทยจํานวน 18 ราย วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) จากการถอดคําสัมภาษณ์แบบคําต่อคํา (verbatim) การรับรู้ตนเอง พฤติกรรมการปรับตัวจากการเปลี่ยนบทบาทจากบุคคลธรรมดาไปสู่บุคคลที่มีชื่อเสียง ความสับสนในอัตลักษณ์ทางเพศจากบทบาทการแสดงซีรีส์วาย และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และภาวะสุขภาพจิตของนักแสดง เช่น ความกลัวการโดนประเมินเชิงลบ การจัดการความเครียด การสนับสนุนจากครอบครัว และแผนการในอนาคต ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพจิต การรับรู้ตนเอง คุณค่าในตนเอง การจัดการความเครียด และสภาพจิตใจโดยรวม


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์ Jan 2023

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปที่ไม่มีโรคไต ซึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตคือการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต การศึกษานี้จึงต้องการศึกษาหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต วัตถุประสงค์งานวิจัย: เพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาแบบย้อนหลังแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงปี พ.ศ.2553 – 2565 โดยรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษา และผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไต เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกและผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไตระหว่างผู้ที่มีหรือไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด (โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, ได้รับการทำหัตถการเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน, โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน, การเสียชีวิตจากโรคหัวใจ) โดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบ competing risk เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายที่เข้าเกณฑ์การวิจัยทั้งหมด 553 ราย มีอายุเฉลี่ย 44.1±11.9 ปี, ค่ามัธยาฐานระยะเวลาการติดตามหลังการปลูกถ่ายไตเท่ากับ 6.15 ปี (พิสัย 3.7-9.0 ปี), ค่ามัธยฐานในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 3.34 ปี (พิสัย 1.1-6.1 ปี), อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 16.2 (12.43–21.10) ต่อประชากร 1,000 คนต่อปี ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต ได้แก่ อายุของผู้รับบริจาคไต (subdistribution hazard ration[SHR], 1.05; 95%confidence interval[95%CI], 1.02-1.08), โรคเบาหวานก่อนปลูกถ่ายไต (SHR, 6.08;95%CI, 2.87-12.9), การเกิดโรคเบาหวานหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 2.7;95%CI, 1.06-6.84), ภาวะปฏิเสธไตปลูกถ่ายชนิด T-cell mediated rejection(TCR) (SHR, 3.0;95%CI, 1.22-7.37), ภาวะปฏิเสธไตชนิด antibody-mediated rejection(ABMR) (SHR, 3.38;95%CI, 1.13-10.09), ระดับของแคลเซียมหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 0.59;95%CI, 0.37-0.94), และอัตราการทำงานของไต (SHR, 0.98;95%CI, 0.97-0.99) สรุปผลการศึกษา: …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์ Jan 2023

ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในองค์กร การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขสังกัดกองทัพอากาศจำนวน 14 หน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในกองทัพอากาศเป็นหลัก ได้แก่ กองเวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลกองบินและ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคในบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย 20 คำถาม 5 ทักษะ แจกให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคนในหน่วยงานที่กำหนด ได้รับการตอบกลับ 235 ตัวอย่าง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 60.41 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรอบรู้ ฯ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 74.46 ซึ่งอยู่ในระดับมีปัญหา โดยทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือทักษะการนำไปใช้ และพบว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพฯสูง ได้แก่ ช่วงอายุ 19-30 ปี จบการศึกษาระดับสูง มีการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาชีพเภสัชกร โดยสรุปบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองทัพอากาศบางส่วนอาจมีแนวทางในการจัดการตนเองที่ดียังไม่มากพอ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานควรมีกิจกรรมเพื่อให้บุคลากรสามารถจัดการตนเองในเรื่องสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น จัดกิจกรรมให้บุคลากรมาแลกเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของตนกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนต่อ


ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม Jan 2023

ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์งานวิจัย: ศึกษาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลโดยการประเมินจากแบบสอบถามกับภาวะ peritonitis ที่มาของงานวิจัย: การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (peritonitis) ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการฟอกไตทางช่องท้องและส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนการฟอกไตไปเป็นการฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis transfer; HD transfer) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง วิธีการศึกษา: พฤติกรรมส่วนบุคคลถูกประเมินจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยจาก Thailand and Practice Patterns Study (PDOPPS) ระหว่างปี พ.ศ.2559 ถึง ปี พ.ศ.2564 การประเมินพฤติกรรมสุขภาพอนามัยถูกประเมินจากแบบสอบถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยแบบคำตอบคือ ใช่ และ ไม่ใช่ ซึ่งการแปลผลคะแนนสุขภาพอนามัยระดับแย่คือคะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน โดยใช้ Cox proportional hazards model regression และ Poisson regression incidence rate ratio (IRR) ในการประเมินความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ของการล้างไตทางช่องท้องอื่น ๆ เช่น peritonitis, ระยะเวลาเปลี่ยนไปเป็นทำ HD transfer(time to HD transfer), death ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยทั้งหมด 669 คนมีรายงานพฤติกรรมสุขภาพอนามัย มีรายงานการเกิดสุขภาพอนามัยระดับแย่ร้อยละ 6 ของในผู้ป่วยล้างไตทางท้องที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีจำนวนมากในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีคนดูแล ผลลัพธ์คือแบบสอบถามสุขภาพอนามัยระดับแย่สัมพันธ์กับการเกิด peritonitisและระเวลาที่สั้นลงของการเปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการจัดการกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการล้างไตทางช่องท้อง โรคประจำตัว สถานที่วิจัย ระดับอัลบูมิน สรุปผลการศึกษา: พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิด peritonitis, ระยะเวลาที่เปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตแต่อย่างไรก็ตามควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบสอบถามในการวิจัยนี้


การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์ Jan 2023

การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: โรคอ้วนส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมน้ำหนักโดยตรงซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนรุนแรงตั้งแต่เด็ก การศึกษาในต่างประเทศพบความชุกของการกลายพันธ์ุของยีน MC4R บ่อยที่สุด รองมาคือยีน POMC ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยอายุ 18-70 ปี ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2554 ถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2566 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ด้วยวิธี Sanger sequencing และติดตามต่อเนื่องหลังการผ่าตัดที่ 3, 6, 12, 18, 24 เดือน และหลังจากนั้นทุก 1 ปี วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาคือการหาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วัตถุประสงค์รองคือความแตกต่างของการลดลงของน้ำหนักตัวและการหายของโรคเบาหวานหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักระหว่างผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนกับผู้ที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของยีน การศึกษานี้ลงทะเบียนในงานวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย หมายเลข TCTR20221109004 ผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยจำนวน 220 ราย ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน MC4R ชนิดใหม่ในผู้ป่วย 3 ราย (ร้อยละ 1.4) โดยผู้ป่วย 1 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ missense mutation คือ c.904T>C และผู้ป่วย 2 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ frameshift mutation คือ c.597_599del CAT ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบ Single-nucleotide polymorphisms (SNPs) ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบการกลายพันธุ์ของยีน POMC ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก …


การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ Jan 2023

การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการวิจัย: เครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติมีข้อบ่งชี้ในการรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและป้องกันการเสียชีวิตฉับพลัน โดยข้อบ่งชี้ของการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติเพื่อป้องการการเสียชีวิตฉับพลันแบบปฐมภูมิในปัจจุบันอาศัยพียงค่า Left ventricular ejection fraction (LVEF) ที่น้อยกว่า 35% ทั้งในคนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) แต่เนื่องจากการวัดค่า LVEF มีข้อจำกัดมากมาย ได้แก่ ความแปรปรวนระหว่างวิธีตรวจ ความแปรปรวนระหว่างผู้ตรวจ ความสามารถในการทำซ้ำ และยังขาดความไวในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของระยะบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricular systolic dysfunction) เปรียบเทียบกับการตรวจเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายที่เหนือกว่า จึงเป็นที่มาของการศึกษาเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายเพื่อทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ วิธีการดำเนินวิจัย: การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึง 31 สิงหาคม 2566 ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) ทุกคนที่เข้ารับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยรวบรวมทั้งข้อบ่งชี้ปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยรวบรวมผู้ที่มีภาพจากการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงที่เหมาะสมสำหรับการนำมาวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และต้องมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจดังกล่าวเป็นจังหวะไซนัส ผู้ที่ได้รับการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงนานกว่า 6 เดือนนับจากวันที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ และ มีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือนจะถูกคัดออกจากการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากเวชระเบียน และวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายโดยซอฟต์แวร์ TOMTEC ผลการศึกษาหลักได้แก่อัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะโดยอาศัยเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และ ผลการศึกษารองได้แก่อุบัติการณ์และลักษณะทางคลินิกของคนไข้ที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ ผลการศึกษา: ผู้ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในทั้งหมด 170 คน โดยได้รับการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) 130 คน และ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) 26 คน โดยถูกคัดออกทั้งสิ้น 95 คน (ไม่มีผลตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงภายใน 6 เดือนก่อนฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ 53 คน, คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงเป็น Atrial fibrillation 10 คน, ภาพการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงไม่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย 26 คน, และมีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือน 6 คน) คงเหลือทั้งสิ้น 61 ราย …


การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย : การตรวจสไปโรเมตรีย์เป็นการวัดปริมาตรอากาศที่เป่าผ่านเซนเซอร์ การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหลอดเป่ามักมีปัญหาลมรั่วรอบปาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากจึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถอมหลอดเป่าได้ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงความสอดคล้องของค่าที่ได้จากการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัดทั้งในคนปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง วัตถุประสงค์งานวิจัย : เพื่อศึกษาความสอดคล้องของค่า forced expiratory volume in 1 second (FEV1) และ forced vital capacity (FVC) ระหว่างการใช้หน้ากากเปรียบเทียบกับหลอดเป่าแบบกัดในการทดสอบสไปโรเมตรีย์ ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง วิธีการศึกษา : ทำการเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ที่วัดได้จากการเป่าผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด ในอาสาสมัครปกติและ ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง โดยอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องทำการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ และมีการสุ่มลำดับวิธีการทดสอบ ค่าที่วัดได้แก่ค่า FEV1, FVC, peak expiratory flow, maximum inspiratory pressure (MIP) และ maximum expiratory pressure (MEP) โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องของค่าที่วัดได้จากการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ โดยใช้สถิติ intraclass correlation coefficientcy (ICC)ความแตกต่างของค่าที่วัดได้ ระยะเวลาที่ใช้ทดสอบ และ ความพึงพอใจของผู้ทดสอบ ผลการศึกษา : ได้รวบรวมอาสาสมัครปกติจำนวน 32 ราย และอาสาสมัครผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรงจำนวน 32 ราย การทดสอบสไปโรเมตรีย์ โดยผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัด พบว่ากลุ่มอาสาสมัครปกติพบความสอดคล้องในระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.972), FVC (ICC=0.992), และ SVC (ICC=0.989) และในกลุ่มผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรงพบความสอดคล้องระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.917), FVC (ICC=0.970), SVC (ICC=0.955) และ MIP (ICC=0.913), พบค่าความแตกต่างของระยะเวลาการทดสอบ MIP และ MEP maneuver ระหว่างหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบความแตกต่างด้านความพึงพอใจของทั้งสองอุปกรณ์ (p- value=0.256) สรุปผลการศึกษา : ผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด มีความสอดคล้องกันของทั้งสองอุปกรณ์ในระดับสูงมาก ทั้งค่า FEV1 …


Determination Of The Surface Dose Correction Factors For Various Detectors In Proton Scanning Therapy, Pakjira Saruang Jan 2023

Determination Of The Surface Dose Correction Factors For Various Detectors In Proton Scanning Therapy, Pakjira Saruang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Proton therapy delivers tumors doses precisely but concerns about skin toxicity due to energy dispersion beyond the Bragg peak remain. Accurate surface dose measurement is crucial for calculating the radiation dose patients receive. Studying factors that improve measurement accuracy is essential, as current methods are challenging and often inaccurate. This research aims to determine the surface dose correction factors (Scf) for various detectors in spot scanning beam proton therapy and study the effect of surface dose according to various clinical factors. The PTW Advanced Markus, PTW Roos chamber and IBA FC65-G Farmer chamber were utilized to measure the surface dose …


Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit Jan 2023

Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Study aimed to identify predictors and develop a guided prediction tool for persistent seizures in a large hippocampal sclerosis (HS) cohort to aid early referral for epilepsy surgery in at-risk patients. Materials and Methods: We studied patients with temporal lobe epilepsy and hippocampal sclerosis (TLE-HS). We evaluated demographic data, seizure characteristics, and MRI findings to identify predictors of persistent seizures. Cumulative incidence function and competing risk analysis were used. A prediction tool for persistent seizures was developed based on significant predictors. Results: Of 568 TLE-HS patients. Five predictors of persistent seizures were identified: seizure frequency >50 times/month, psychiatric comorbidity, …


อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล Jan 2023

อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุและรูปแบบการทำกิจกรรม ผู้สูงอายุมีอัตราการใช้พลังงานต่างจากช่วงอายุอื่น และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีการใช้พลังงานในการหายใจเพิ่มขึ้น การประมาณอัตราการใช้พลังงานในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัตราการใช้พลังงานในขณะทำกิจกรรม และยังไม่มีการศึกษาในประชากรกลุ่มนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะอาการคงที่เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานในผู้สูงอายุสุขภาพดี วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเพื่อประเมินอัตราการใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมต่างๆ 6 กิจกรรมที่มีความหนักแตกต่างกันในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะคงที่และผู้สูงอายุสุขภาพดี โดยคัดเลือกอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 60 ปี วัดอัตราการใช้พลังงานโดยใช้ค่า oxygen uptake (VO2) ขณะนอนนิ่งเป็นระยะเวลา 10 นาที และขณะทำกิจกรรมเป็นระยะเวลา 5 นาที ได้แก่ ยืนแกว่งแขน กวาดพื้น ยืนพับผ้า ปั่นจักรยาน เดินสายพานความเร็ว 1.5 mph, 0% grade และความเร็ว 1.8 mph, 5% grade โดยเปรียบเทียบอัตราการใช้พลังงานในแต่ละกิจกรรมของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม และเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 55 คน เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 26 ราย (เพศชาย 25 ราย คิดเป็น 96.2%) และผู้สูงอายุสุขภาพดี 29 ราย (เพศชาย 15 ราย คิดเป็น 51.7 %) มีอายุเฉลี่ย±SD 69.2±5.6 ปี และ 64.1±4.5 ปีตามลำดับ โดยมีความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจระดับปานกลาง (FEV1 74.5%, IQR 53-82) คิดเป็น 50% พบว่าอัตราการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรมแกว่งแขนของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยของอัตราการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุสุขภาพดี (VO2 7.9±1.4 เทียบกับ 6.8±1 mL/kg/min ตามลำดับ, P=0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะทำกิจกรรมอื่น สรุปผล: ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีอัตราการใช้พลังงานในกิจกรรมแกว่งแขนสูงกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใช้พลังงานระหว่างสองกลุ่มในการทำกิจกรรมอื่น


แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส Jan 2023

แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์, ณัฐวัฒน์ สุกใส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการเพื่อมุ่งสู่โรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา โรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการโรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบในการบริหารจัดการ และเสนอแนะแนวทางเพื่อความยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร บทความ สื่อออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร ผู้จัดการ และพนักงานของโรงแรมป่าตอง เบย์ ฮิลล์ จำนวน 16 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมโครงการ Green Hotel ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและการพัฒนาบุคลากร อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของโรงแรมคือผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเป็นแบบอย่างในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา ได้แก่ การออกนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมประจำปี เพื่อให้โรงแรมสามารถพัฒนาเข้าสู่ Green Hotel และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว


การวิเคราะห์การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค, ธัญญลักษณ์ บุญลพ Jan 2023

การวิเคราะห์การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม กรณีศึกษาบริษัทจดทะเบียนในรายชื่อหุ้นยั่งยืน กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค, ธัญญลักษณ์ บุญลพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ศึกษากรอบแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในมิติสิ่งแวดล้อม ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค พบว่า มีแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับแนวคิด Triple Bottom Line ที่วัดประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจไม่เพียงแค่จากมุมมองการทำกำไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ทั้งนี้สามารถถอดบทเรียนและนำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กร โดยเริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินความเสี่ยง โดยระดับความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ความเสี่ยงจะโดนมาตรการกีดกันทางการค้าด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากภาวะร้อนจัด และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวัตถุดิบหลักขององค์กร ต่อมาประเมิน และวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร มี 64,998.88 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น Scope 1 (7%), Scope 2 (7%) และ Scope3 (86%) และเสนอแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้มีการจัดทำโครงการ และกำหนด KPI เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การติดตั้งโซลาร์รูฟ การใช้เชื้อเพลิงสะอาด หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ และเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล และวัตถุดิบจากธรรมชาติ


แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต, ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ระดับความสำคัญ ประสิทธิภาพ และเสนอแนวทางพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่หาดป่าตอง จำนวน 400 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยว จำนวน 12 คน ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสำคัญและประสิทธิภาพ โดย 1) พฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่ท่องเที่ยว 2 ครั้งต่อปี ในวันเสาร์-อาทิตย์ เฉลี่ย 2 วันต่อครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อน รับรู้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากสื่อบุคคล ตัดสินใจท่องเที่ยวด้วยตนเอง นิยมเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อน จัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ให้ความสนใจกิจกรรมการรับประทานอาหารในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว พักในโรงแรม ใช้จ่ายในการเดินทาง 10,001-15,000 บาทต่อครั้ง ใช้จ่ายเป็นค่าที่พักแรมมากที่สุด 2) นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านการเดินทางและการขนส่งมากที่สุด 3) นักท่องเที่ยวประเมินการจัดการประสิทธิภาพด้านการเดินทางและการขนส่ง โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4) สามารถสร้างแนวทางได้สามแนวทาง คือ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล


การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก Jan 2023

การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน, ศุภฤกษ์ พุกพัก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง อีกนัยหนึ่งคือเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาการวิเคราะห์ความเสี่ยงและเสนอกลยุทธ์ของ CCS ที่มีผลต่อการบริหารจัดการในประเทศไทย พบว่า ผลการวิเคราะห์ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย TOE, SWOT อาทิ เช่น 1) การสร้างกองทุนในการบริหารจัดการโดยตรง 2) การหาแหล่งเงินทุนในการอุดหนุน 3) การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูลในการ MMV และกลยุทธ์ของเทคโนโลยี CCS อาทิ เช่น 1) การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบทางภาษีเพื่อรองรับการยกเว้นภาษี 2) การเสนอสิทธิประโยชน์และการลดหย่อนภาษีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนภายในประเทศ 3) การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ MMV ให้กับประชาชนรับทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ และขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคหรือเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าของการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ และเร่งรัดการขับเคลื่อนการสนับสนุนเชิงนโยบาย มาตรการ หรือกลไกต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถให้ประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้


ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล Jan 2023

ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการ, วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอจากการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูงกับโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งและผลลัพธ์ความพิการ วิธีการวิจัย การศึกษาเชิงวิเคราะห์ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่รับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบหลายตัวแปรในการทำนายชนิดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันและผลลัพธ์ความพิการที่ 3 เดือนหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ผลการวิจัย ผู้ป่วย 43 คน (ร้อยละ 47.3) เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง ค่าเฉลี่ยของความหนาของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่แข็ง (0.81 มิลลิเมตร ± 0.15 มิลลิเมตร) สูงกว่าในผู้ป่วยสาเหตุอื่น (0.66 มิลลิเมตร ± 0.14 มิลลิเมตร, p


การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร Jan 2023

การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มาของปัญหา : ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกเลือด พบว่าจะมีภาวะความเจ็บป่วย และอัตราการเสียชิวิตในระยะยาวมากกว่าคนปกติ เนื่องจากแม้ว่าจะได้รับการฟอกเลือดแล้ว แต่ก็ยังมีสารพิษที่จับกับโปรตีน (protein-bound uremic toxins, PUBT) และสารพิษที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (large molecular weight uremic toxins, LMWT) จากวิธีมาตรฐาน (hemodialysis,HD) มาเป็นวิธีฮีโมไดอะฟิลเตรชั่น (hemodiafiltration, HDF) ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มาก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาตัวกรอง จากตัวกรอง high-flux มาเป็นตัวกรองที่มีขนาดรูกรองใหญ่พิเศษ (super high-flux dialyzers, SHF) แต่พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในการกำจัดสารพิษข้างต้น จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ว่าการนำตัวกรอง SHF มาประกอบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HDF สามารถกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือไม่ เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HD ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะน้อยกว่า 100 มิลลิลิตร จำนวน 14 ราย และได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยวิธี HDF และ HD โดยใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษ ELISIO-21HX เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และได้รับการฟอกเลือดด้วยวิธีเดิมก่อนเข้าวิจัยเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นสลับวิธีการฟอกเลือดเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์เช่นกัน เปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด PBUT (free and total indoxyl sulfate, IS) and LMWT (β2-microglobulin, kappa and lambda free light chains) รวมถึงติดตามระดับอัลบูมินในเลือด และวัดการสูญเสียอัลบูมินในน้ำยาไตเทียม มีการติดตามภาวะโภชนาการ มวลกล้ามเนื้อ และสำรวจคุณภาพชีวิตระหว่างการศึกษาวิจัย ผลการศึกษา : การฟอกเลือดด้วยวิธี HD และ HDF ด้วยตัวกรอง SHF กำจัด free และ total IS ได้ไม่แตกต่างกัน …


ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์ Jan 2023

ประสิทธิภาพของการใช้ยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีน ขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ, วรางคนา อัศววงศ์สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย: ปัจจุบันวิธีการรักษาหลักของมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์คือการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อชักนำให้โรคสงบ และการให้ยาเคมีบำบัดรักษาหลังโรคสงบเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังได้รับยาเคมีบำบัด คือ ภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งนำไปสู่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น และยังทำให้เพิ่มอัตราการเสียชีวิตได้ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอิลอยด์ที่รักษาด้วยยาไซทาราบีนขนาดปานกลางหรือสูงระหว่างช่วงการรักษาหลังโรคสงบ ระเบียบวิธีการวิจัย: สำหรับการศึกษาแบบไปข้างหน้า (ช่วงเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม พ.ศ.2567) ผู้ป่วยทุกราย จะได้รับยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 750 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลาทั้งหมด 10 วัน เริ่มในวันที่ 5 หลังได้ยายาไซทาราบีน ครบแล้ว จากนั้นติดตามอาการและเฝ้าระวังภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ โดยเปรียบเทียบผลกับการศึกษาแบบย้อนหลัง(ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2563 ถึง ธันวาคม พ.ศ.2566) ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้รับประทานยาลีโวฟลอกซาซิน โดยผลการศึกษาหลักคืออัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 36 คน เป็นเพศชายร้อยละ 60 อายุเฉลี่ย 45 ปี ขนาดยาไซทาราบีนเฉลี่ย 2.5 g/m2 แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 12 คน และไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซิน 24 คน พบว่ากลุ่มที่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินมีอัตราการเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำที่น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาลีโวฟลอกซาซินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (33.3% vs. 100%, P


ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นหลัง: ความขัดแย้งเกี่ยวกับโรคอ้วนถูกสังเกตในโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากกว่าโอกาสรอดชีวิตป่วยที่ผอม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งนี้ในบริบทของ ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่และขาดหลักฐานโดยเฉพาะในประชากรไทย การศึกษานี้มุ่งหวังที่จะชี้แจงผลกระทบของดัชนีมวลกายต่อการรอดชีวิตในระยะสั้นและระยะยาวในผู้ป่วย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก วิธีการ: การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ย้อหลังข้อมูลผู้ป่วยจากทะเบียน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงสิบปี (พ.ศ. 2555-2565) วัตถุประสงค์หลักคือการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย และการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การประเมินอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันและ 1 ปี โดยจำแนกดัชนีมวลกายผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม คือ ดัชนีมวลกาย ต่ำ = 23 กก./ม^2). ข้อมูลการเสียชีวิตถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบหลายตัวแปรเพื่อปรับค่าสำหรับปัจจัยที่อาจสร้างความสับสน เช่น อายุ, เพศ, โรคร่วม, และตัวแปรการรักษา ผลการศึกษา: หลังจากที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ของผู้ป่วย 61 คนถูกตัดออก, ผู้ป่วย STEMI จำนวน 1,776 คนถูกจัดกลุ่มตามดัชนีมวลกาย (BMI) ได้แก่ กลุ่ม BMI ต่ำ (100 คน), กลุ่ม BMI ปกติ (570 คน) และกลุ่ม BMI สูง (1,106 คน). การศึกษาพบว่าอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำที่สุดใพบนกลุ่ม BMI สูง (6.8%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม BMI ปกติ (10.2%) และกลุ่ม BMI ต่ำ (15%). การวิเคราะห์เชิงเดี่ยวพบว่า ดัชนีมวลกาย สูงมีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (OR 0.642, 95% CI 0.449-0.919, p=0.016 เทียบกับ ดัชนีมวลกาย ปกติ; OR 0.412, 95% CI 0.227-0.749, p=0.004 เทียบกับ …


Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin Jan 2023

Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sleep apnea is prevalent in end-stage kidney disease (ESKD) patients undergoing peritoneal dialysis (PD). Fluid overload and upper airway edema are suspected contributors, but the impact of fluid balance control on sleep apnea remains unexplored. We conducted a pre- and post-intervention study on 14 stable PD patients with volume overload. All underwent overnight polysomnography (PSG) at baseline. A fluid balance control intervention was implemented. Successful intervention was defined as maintaining actual body weight within 1.5 kg of estimated dry weight and reducing overhydration fluid. The primary outcome was a change in apnea-hypopnea index (AHI) assessed by polysomnography. Ten patients achieved …


ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในระยะยาวกับระดับความดันโลหิตและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงในกำลังพลกองทัพบก กองทัพบกไทย, ศรัณย์ ผู้บรรเจิดกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่มีการรับสัมผัสฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายในหลากหลายระบบไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ หรือแม้แต่ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้มีการศึกษามากมายจากประเทศพัฒนาแล้วพบว่าฝุ่นละออง PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการศึกษาในลักษณะดังกล่าวยังมีไม่มากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและความดันโลหิต ในกำลังพลกองทัพบก ประเทศไทย ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Cox proportional hazard model และ Multivariable linear mixed models ที่ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% confidence intervals) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 40,984 คน ผลการศึกษาพบว่า “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 พื้นฐาน” มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่สำหรับระดับความดันโลหิตพบเพียงแนวโน้มในเชิงบวกอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเท่านั้น สำหรับ “ระดับฝุ่นละออง PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงไป” พบความสัมพันธ์ทั้งอุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบลักษณะความสัมพันธ์ในรูปแบบ J-shaped จากการศึกษานี้ โดยสรุปการศึกษานี้พบผลกระทบของระดับฝุ่นละออง PM2.5 ต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับ PM2.5 ในระดับบุคคล มีแนวโน้มจะส่งผลต่ออุบัติการณ์ของโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตมากกว่าเมื่อเทียบกับฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับพื้นที่ ในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย


ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ Jan 2023

ผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สมเจตน์ โตสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย การฟังเพลงพื่อการรักษากำลังเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักวิจัยเพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยา งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดต่อคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชัก ระเบียบวิธีการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมโดยศึกษาข้ามกลุ่มและแยกด้วยจุดกำเนิดชักอัตราส่่วน 1:1 การศึกษาดำเนินการ 2 คืนโดยในแต่ละคืนแบ่งเป็นช่วงเวลาพื้นฐานและช่วงเวลาการศึกษา ผลการศึกษาได้แก่จำนวนคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติและสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติมากกว่า 25 % ผลการศึกษา โดยรวม ผู้ป่วย 16 คนจาก 26 คนมีการลดลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อได้ฟังเพลงโมสาร์ทเมื่อเทียบกับกลุ่มที่นอนอย่างต่อเนื่องที่ลดลงเพียง 9 คน. การวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มแสดงให้เห็นว่าคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติในช่วงการศึกษาน้อยกว่าในกลุ่มโมสาร์ท, 39.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 89) vs 56.5 (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 114); p = 0.007. การศึกษาภายในกลุ่มและภายในบุคคลให้ผลการศึกษาในลักษณะเดียวกัน สรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นหลักฐานของผลของเพลงโมสาร์ทเคสี่สี่แปดลดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักผู้ใหญ่ที่ดื้อต่อยากันชักได้ โดยผู้ป่วยที่มีจุดกำเนิดชักจากเทมโพรอลตอบสนองต่อเพลงโมสาร์ทได้ดีกว่านอกเทมโพรอล


การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบค่าการทำงานของไตหลังจากการเปลี่ยนยาต้านไวรัสจากสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนสเป็นสูตรยาต้านสูตรทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ หรือโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนในผู้ป่วยเอชไอวีที่สามารถกดไวรัสในเลือดได้ในประเทศไทย, สมาธิ ปัทมธรรมกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหางานวิจัย: ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/ลามิวูดีน/โดลูทิกราเวียร์ (TLD) ได้รับการนำมาใช้เป็นยาต้านเอชไอวีสูตรแรกสำหรับการรักษาผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีทุกรายตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกปี 2019 และแนวทางการรักษาเอชไอวีของประเทศไทย ดังนั้นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ใช้ ทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท/เอ็มไทรซิทาบีน/เอฟาไวเรนส จะถูกเปลี่ยนมาใช้ TLD อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่เปรียบเทียบค่าอัตราการกรองของไต (eGFR) ในผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทยที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรทเป็นยาหลักที่ได้รับการเปลี่ยนไปใช้เป็นสูตร TLD เทียบกับโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ระเบียบวิธีการวิจัย: ผู้วิจัยได้คัดผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีที่มีสามารถกดไวรัสเอชไอวีในเลือดได้ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ที่กำลังใช้ยาต้านเอชไอวีสูตรที่มียาทีโนโฟเวียร์ไดโซพรอกซิลฟูมาเรท+เอ็มไทรซิทาบีน+เอฟาไวเรนส เพื่อเปลี่ยนไปใช้สูตร TLD เทียบกับเปลี่ยนไปใช้สูตรโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน ภายในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ 2 แห่งโดยการเลือกสูตรยารักษาตัดสินใจโดยแพทย์เจ้าของไข้ ผลการวิจัยหลัก คือการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR ที่คำนวณโดยครีเอตินินใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษารองคือการเปลี่ยนแปลงของค่าแอลดีแอล น้ำหนักตัว และ ดัชนีมวลกายใน 24 สัปดาห์ ผลการศึกษา: จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมวิจัย 28 รายในกลุ่ม TLD และ 15 ราย ในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีน พบว่าข้อมูลพื้นฐานได้แก่อายุเฉลี่ย และดัชนีมวลกายในกลุ่มโดลูทิกราเวียร์+ลามิวูดีนสูงกว่ากลุ่ม TLD คือ 50.47 ปีเทียบกับ 37.68 ปี (p=0.04) และ 24.99 เทียบกับ 21.27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (p


The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan Jan 2023

The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Coughing during bronchoscopy related to patient’s discomfort and difficulty performing the procedure. EBUS bronchoscopy was found to be one of significant factors related to cough. Emblica officinalis (EO) is widely used as traditional herb, one of the effects is cough suppression and was found to be dose related. OBJECTIVES To study the efficacy of high-dose EO as oral premedication before EBUS bronchoscopy in cough suppression effect compared to dextromethorphan and placebo. METHODS Patients age 18 - 80 years old underwent EBUS bronchoscopy were randomized into 3 groups to take the drugs as premedication; EO 1500 mg, dextromethorphan (Dx) 60 …


Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet Jan 2023

Efficacy Of Lower Dose Of Dexamethasone Premedication In Patient Receiving Docetaxel-Based Chemotherapy In Preventing Hypersensitivity Reaction: A Randomized Controlled Trial, Sitthichai Chanmaniloet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Infusion of docetaxel carries the risk of hypersensitivity reactions (HSR), prompting the use of dexamethasone (DEXA) premedication to mitigate this risk. However, the appropriate dosage has been a subject of debate. In our study, we investigated the efficacy of a lower dose of DEXA compared to a higher dose in preventing HSR. Method: A non-inferiority crossover randomized controlled trial was conducted. Patients aged 18 years or older receiving docetaxel-based chemotherapy were included, excluding those on concurrent steroid use or with diabetes mellitus. Patients received either a high dose of DEXA (16 mg/day) from the day before docetaxel infusion until …


การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล Jan 2023

การศึกษาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก, สาโรจน์ หัตถกิจพาณิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เป็นภาวะหัวใจขาดเลือดที่รุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูง ปัจจุบันมีข้อมูลที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) ที่สูง จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น ในอดีตยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และเพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น วิธีวิจัย ทำการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก ที่ได้รับการสวนหัวใจ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2565 วิเคราะห์ระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) และจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก เพื่อหาความสัมพันธ์ของระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) กับจำนวนการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียก และหาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น ผลการวิจัย ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันชนิดเอสทียกที่ได้รับการสวนหัวใจ จำนวน 927 คน มีอายุ 22 ถึง 100 ปี (อายุเฉลี่ย 58 ปี) เป็นเพศชาย 715 คน (77.1%) และเพศหญิง 212 คน (22.9%) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบ และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) พบว่าผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น ตีบ 2 เส้น และตีบ 3 เส้น มีค่าไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) เฉลี่ย 129, 136 และ 126 mg/dL ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.23) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับจำนวนหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ โรคความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าเท่ากับ 7% และระดับไขมันเลว (แอลดีแอลคอเรสเตอรอล) มากกว่าเท่ากับ 190 mg/dL (p = 0.008, 0.016, …


การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย: การสูญเสียกรดอะมิโนระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายทำให้ภาวะสูญเสียโปรตีนและพลังงานมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการให้กรดอะมิโนเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการให้กรดอะมิโนว่าวิธีใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด วัตถุประสงค์งานวิจัย: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดและการให้แบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยประเมินผลจากระดับอัลบูมิน ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (TCTR20230401003) ในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยตัวกรองชนิดประสิทธิภาพสูงที่มีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อยและมีระดับอัลบูมินในเลือดระหว่าง 3.5 และ 3.9 กรัมต่อเดซิลิตร มีการสุ่มแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยให้สารละลายกลูโคส 100 มิลลิลิตรตามด้วยสารอาหารชนิดกรดอะมิโน 200 มิลลิลิตรที่โดยพิจารณาเริ่มให้หลังจากเริ่มฟอกเลือดจนสิ้นสุดการฟอกเลือด และกลุ่มที่ให้สารอาหารชนิดเดียวกันที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดโดยให้ที่ 60 นาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการฟอกเลือด โดยประเมินผลลัพธ์ด้วยระดับอัลบูมินที่เปลี่ยนแปลง ระดับกรดอะมิโนในเลือด ระดับกรดอะมิโนในน้ำยาฟอกเลือด ดัชนีชี้วัดทางโภชนาการ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนระหว่างสองกลุ่ม ผลการศึกษา: จากการศึกษาติดตามระยะเวลา 3 เดือนมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 48 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 68.9 ± 12.8 ปี และคะแนน MIS เฉลี่ย 6.4 ± 2.8 คะแนน รวมทั้งลักษณะพื้นฐานไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม พบว่าในกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดมีระดับอัลบูมินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.75±0.14 เป็น 3.94±0.22 กรัมต่อเดซิลิตร (p


ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนกับโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบกประเทศไทย, อภิสร ลอออรรถพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอนเป็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก โดยทำให้เกิดผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ แต่จากการศึกษาที่ผ่านมาผลกระทบจากการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับโรคเบาหวาน ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัดโดยเฉพาะในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการสัมผัสฝุ่นละออง PM2.5 กับระดับน้ำตาลในเลือด และอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในกำลังพลกองทัพบก โดยวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติ Mixed-effects parametric survival analysis (Weibull distribution) และ Multivariable linear mixed model โดยมีกำลังพลทหารจำนวนทั้งสิ้น 21,325 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลพบความสัมพันธ์ระหว่าง " PM2.5 พื้นฐาน " และ " PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลง" กับอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานประเภท 2 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับควอไทล์ที่ 1 และ มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะ PM2.5 ที่เปลี่ยนแปลงจะชัดเจนมากกว่า PM2.5 พื้นฐาน


Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee Jan 2023

Sensitivity And Specificity Of Nanopore Sequencing For Detection Of Methicillin-Resistant Staphylococcus Aureus And Methicillin-Resistant Staphylococcus Epidermidis In Blood Culture Sample, Onjira Mangkalamanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Nanopore sequencing enables rapid DNA/RNA analysis without amplification. Implementing this for point-of-care testing reduces time delays in traditional AST methods, potentially enhancing patient outcomes. We aim to evaluate the performance of Oxford Nanopore Technologies sequencing from positive blood culture for bacterial identification and antimicrobial susceptibility prediction in S. aureus and S. epidermidis by detecting the mecA gene. Methods: We conducted a cross-sectional descriptive study on individuals with positive blood cultures identifying S. aureus and S. epidermidis over a 12-month period from April 2023 to March 2024. Bacterial DNA was extracted from the blood culture specimens, and then sequenced in …


ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ Jan 2023

ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักและการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, อมิตตา คัญทัพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่มารักษา ณ คลินิกผู้ป่วยนอก ของคลินิกจิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 113 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พศ.2566 - กุมภาพันธ์ พศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ Relationship Assessment Scale (RAS) ฉบับภาษาไทย 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าในตนเอง The Rosenberg’s Self Esteem Scale (RSE) ฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินความรุนแรงของอาการซึมเศร้า Beck Depression Inventory - IA (BDI-IA) ฉบับภาษาไทย โดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.5 มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 49.6 ความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) พบว่า ความถี่ของความขัดแย้งกับคู่รักในช่วงระยะเวลา 3 เดือน (β= -0.503) อายุ (β= -0.300) และ อิทธิพลของความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ส่งผลต่ออาการของโรคซึมเศร้า (β= -0.274) สามารถร่วมกันทำนายตัวแปรความพึงพอใจในความสัมพันธ์ของคู่รักในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 45.0 และ ระดับความรุนแรงของอาการโรคซึมเศร้า (β= -0.610) สามารถทำนายตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีความสัมพันธ์แบบคู่รักได้ ร้อยละ 37.3 เมื่อควบคุมตัวแปรอื่นๆคงที่


Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul Jan 2023

Dosimetric Comparison Of Imrt, Co-Planar Vmat, Non-Coplanar Vmat And Hyperarc For Multiple Brain Metastases Srs, Aksarapak Thawornnittayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Multiple brain metastases patients are typically treated by stereotactic radiosurgery (SRS) or whole brain radiation therapy (WBRT). In addition, there are advanced techniques for treating multiple brain metastases such as 3-dimensional Conformal Radiation Therapy (3D-CRT), Intensity Modulated Radiation Therapy (IMRT), and Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT). A new isocentric VMAT technique called HyperArc was developed for non-coplanar, it is an automated setting for couch angle and collimator angle. This study aims to compare the dosimetric effect for a single isocenter among Intensity Modulated Radiation Therapy, Volumetric Modulated Arc Therapy, and HyperArc for multiple brain metastases stereotactic radiosurgery. For 25 patients …